คิดถึงเนปาล

20150427_ThinkOfNepal

วันเสาร์ที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.9 ริคเตอร์ที่ประเทศเนปาล

ภาพของซากปรักหักพัง ใบหน้าที่ปวดร้าวของคนเจ็บและญาติของคนตาย คือสิ่งที่ผ่านสายตาเราตลอดสามวันที่ผ่านมา

ผมเลยอยากจดบันทึกสิ่งที่ไหลผ่านเข้ามายังความคิดของผมดังนี้ครับ

1. สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า

ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นแค่สังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่ได้อยู่ในอินเดีย แต่อยู่ในประเทศเนปาล ผมเปิด Google Maps ดูแล้ว ห่างจากเมืองหลวงกาฐมาณฑุประมาณ 250 กิโลเมตร (จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ที่เมือง Gorkha)

เท่าที่อ่านข่าว บริเวณรอบๆ กาฐมาณฑุ มีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่อายุหลายร้อยปีพังทลายไปไม่น้อย ก็อดคิดไม่ได้ว่าสังเวชนียสถานแห่งนี้จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

 2015-04-27_141209

2. มนุษย์คนแรกที่ปีนเขาเอเวอเรสต์

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากทำมานานแล้วคือการไปเบสแค้มป์ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นในการเดินขึ้นเขา Everest เห็นเพื่อนชื่อซุปปี้เคยไปกับภรรยาและเพื่อนๆ มาเขาบอกว่าสวยน่าดู

รู้มั้ยครับว่าคนที่พิชิตเอเวอเรสต์คนแรกเป็นชาวนิวซีแลนด์

พอดีผมเคยเรียนที่นี่ เลยรู้จักเขาดีผ่านธนบัตร 5 ดอลล่าร์ เขาชื่อ Sir Edmund Hillary ครับ

Nz5d (1)

3. คนไทยที่ติดอยู่เนปาล

อ่านข่าวบางกอกโพสต์วันนี้ จึงโล่งอกว่านักศึกษาไทย 6 คนที่ขาดการติดต่อไป ตอนนี้ยืนยันมาแล้วว่าปลอดภัยดี แต่ก็เจอข่าวเศร้าว่า “หมออีฟ” แพทย์ที่ทำงานอยู่ในแคมป์ที่เชิงเขาเอเวอเรสต์ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว แม้จะยังไม่คอนเฟิร์มก็แล้วแต่ ผมถือวิสาสะเข้าไปดูที่ FB ของเขา ก็ยังไม่มีการรายงานอะไรเพิ่มเติม ก็ขอภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ครับ

4. สิ่งที่เราทำได้ทางกายภาพ

ผมเคยเขียนไปแล้วว่าความสงสารไม่ได้ช่วยอะไร

เช้าวันนี้ สิ่งแรกที่ผมทำคือส่งเมล์หาเพื่อนพนักงานทอมสันรอยเตอร์ ว่าวันอังคารนี้เราจะเปิดรับบริจาคเงินเพื่อนำเข้าสภากาชาดไทยนะ

ตอนนี้มีคนแจ้งความประสงค์บริจาคเงินมาเกิน 70,000 บาทแล้ว กำลังลุ้นอยู่ว่าจะได้ถึงหนึ่งแสนบาทรึเปล่า

นอกจากนี้เงินทุกบาทที่เราระดมมาได้ ทางทอมสันรอยเตอร์จะช่วยสมทบให้อีกเท่าตัว (เจ๋งป่ะล่ะ)

5. อีกหนึ่งสิ่งที่เราทำได้

สวดมนต์ – นั่งสมาธิ – แผ่เมตตา – และอุทิศบุญกุศลให้กับผู้ประสบภัย ดวงวิญญาณที่เสียชีวิต และหน่วยกู้ภัยที่กำลังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ที่เนปาล ขณะที่เรา นั่งชิลล์ๆ อยู่ในห้องนอน

ผมเชื่อว่าคำสวดภาวนาของเราจะไม่สูญเปล่า ไม่ว่าเราจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือไร้ศาสนาก็ตามที

ภัยธรรมชาติไม่เคยแบ่งแยกศาสนา ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ก็ไม่ควรแบ่งแยกด้วยเช่นกัน

—–

ช่วงนี้ภัยพิบัติดูเหมือนจะเกิดถี่ขึ้นนะครับ เพื่อความไม่ประมาท เราเองก็ควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อม

เพราะถ้าเราไม่หลอกตัวเองก็ย่อมจะรู้แล้วว่า เหตุการณ์ที่เราเห็นในทีวีและโทรศัพท์ ก็สามารถเกิดกับเราได้เช่นกัน

แค่พลิกเหรียญ

20150425_Coin

“สุขทุกข์เหมือนเหรียญสองหน้า เราเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะพลิกมันได้”

– ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

—–

ฝรั่งเคยถามผมว่า นิพพานคืออะไร

ผมก็ยกมือขึ้นมา แล้วอธิบายตามที่เคยฟังมาว่า

ถ้าฝ่ามือ เป็นความสุข หลังมือ เป็นความทุกข์

นิพพาน คือ ไม่มีมือ

—–

ความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กัน

เหมือนเหรียญสองด้านอย่างที่คุณขุนเขา คอลัมนิสต์นิตยสาร Secret ในเครืออมรินทร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “รู้มากไปทำไม รู้ใจก่อนดีกว่า

ถ้าพูดตามภาษาพระ ความสุขก็คือความทุกข์อย่างหนึ่ง

เพราะความสุข ทำให้เรามีความอยาก

อยากจะให้ความสุขอยู่กับเรานานๆ

แต่ไม่มีความสุขไหนอยู่ได้นานกว่าความอยากของเราเลย

เมื่อสุขหมด ใจก็เลยทุกข์ เพราะดิ้นรนแสวงหาความสุขนั้นกลับมา หรือหาความสุขอื่นๆ มาแทนที่

และเพราะความสุขกับความทุกข์เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปที่จะพลิกเหรียญนั้นได้ หากเรามีสติและใส่ใจที่จะมองหาแง่มุมดีๆ

หงุดหงิดเพราะรถติดตอนไปส่งแฟน? ดีเลย มีเวลานั่งคุยกับแฟนมากขึ้น

เหงาเพราะไม่มีแฟน? มีอิสระเต็มที่เลย อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนกับเพื่อนก็ได้ไป รู้มั้ยว่าคนแต่งงานแล้วเค้าโหยหาช่วงเวลาโสดแค่ไหน

ทุกข์ใจเพราะไม่สบาย? ชิลล์เลย ไม่ต้องไปทำงาน แถมบริษัทยังจ่ายเงินเดือนให้เราฟรีๆ ได้พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปเจอรถติดให้หงุดหงิด!

แค่เปลี่ยนวิธีคิด ใจเราก็เบาสบายขึ้นมาได้ไม่น้อยแล้ว

แม้ปัญหาจะยังคงอยู่ แต่ถ้าเราไม่แบกมันไว้ เราจะแก้มันได้ง่ายกว่า (และบางปัญหาก็แก้ไม่ได้ หรือไม่จำเป็นต้องไปแก้ด้วยซ้ำ)

เจอความทุกข์ครั้งถัดไป ลองพลิกเหรียญดูนะครับ

ยังไม่ต้องรีบรวย

20150422_DontGoForMoney

“In the first ten years of your working life, don’t go for money. Because if you do, that’s maybe all you’re going to get”.

“ช่วงสิบปีแรกของการทำงาน อย่าทำไปเพื่อเงิน เพราะถ้าคุณวิ่งตามเงิน นั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณได้”

– ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา

—–

อาจารย์วิพรรธ์คือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอเชี่ยน และเป็นอธิการบดีอยู่ 17 ปี

ผมโชคดีที่มีโอกาสได้คุยกับอาจารย์อยู่บ่อยๆ และคำพูดหลายๆ คำของอาจารย์ก็ติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างเช่นประโยคข้างต้น

ผมทำงานแบบพนักงานกินเงินเดือนมาเกิน 12 ปีแล้ว และได้พบว่าคำพูดของอาจารย์นั้นถูกต้อง

สิ่งที่ผมได้จากช่วง 10 ปีแรกนั้นได้แก่

  • เพื่อนร่วมงานที่ดีและเก่งกว่าเรา
  • งานที่สนุกและท้าทายให้เราออกจาก comfort zone
  • โอกาสในการพัฒนา Soft Skills เช่นการพรีเซนท์ การเจรจา การโน้มน้าว
  • วิธีการทำงานกับคนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเชื้อชาติหรือการมองโลก
  • การดูแลอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
  • การหาให้เจอว่าเราเองถนัดและรักงานด้านไหน

ก็ไม่แน่นะครับ คนที่ went for the money ก็อาจจะได้เรื่องข้างบนมาบ้างเหมือนกัน!

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะตอนนี้กระแสรวยเร็วนั้นมาแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาแล้วถ้าไม่ทำบริษัทเองก็อยากได้งานที่ไม่เหนื่อยแล้วได้เงินเยอะๆ

เงินเยอะๆ นั้นดีครับ ผมเองก็ชอบ แต่กว่าจะได้อะไรมา เราก็ต้องเอาอะไรเข้าไปแลกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือความสงบสุขในจิตใจ

สุดท้ายแล้ว ใครจะเลือกให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรก็คงแล้วแต่คนๆ นั้น

ขอเพียงแต่อย่าลืมแล้วกันว่า

ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

และเวลาของเรามีจำกัดครับ

คลื่นของความรู้สึก

20150420_WavesFeelings

Feelings are much like waves, we can’t stop them from coming but we can choose which one to surf.

ความรู้สึกเหมือนกับคลื่นในทะเล เราไม่สามารถหยุดมันได้แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะ “เล่น” กับคลื่นแบบไหน

– Jonatan Martensson

—–
วันๆ หนึ่งเราต้องเจอสภาวะทางจิตใจและทางร่างกายมากมาย

ตื่นนอนมาก็ง่วง ไม่อยากไปทำงาน ขอนอนต่ออีก 5 นาที
รู้ตัวตื่นมาอีกทีก็สายแล้ว ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวแบบล่กๆ
ออกเดินทางเจอรถติดเราก็หงุดหงิด
ถึงที่ทำงานโดนหัวหน้าตำหนิเรื่องมาสายเราก็จ๋อย
เล่น Facebook ซะหน่อย เห็นรูปเพื่อนไปญี่ปุ่นเราก็อิจฉา
เตือนตัวเองว่าไม่ได้แล้ว ต้องทำงานซะหน่อย พอทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นเราก็ภูมิใจ

ความรู้สึกต่างๆ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ถ้าสังเกตดีๆ ความรู้สึกทางลบจะมีมากกว่าทางบวก แม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกลบอ่อนๆ เช่นหงุดหงิดเล็กน้อย หรือ อิจฉาเล็กน้อยก็ตาม

นานๆ ทีถึงจะมีความรู้สึกบวกวิ่งเข้ามาเช่นความรู้สึกภูมิใจตอนทำงานเสร็จ

ถ้าจะคิดแนวปรัชญาหน่อยจะเห็นว่า ชีวิตเรามีทุกข์มากกว่ามีสุข

ความรู้สึกต่างๆ นั้นเปลี่ยนแปลงไปเสมอ

และความรู้สึกต่างๆ นั้นก็เป็นไปตามเหตุตามสภาพแวดล้อม เราเลือกไม่ได้

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือรู้ตัวว่าเรากำลังเจอกับความรู้สึกอะไรอยู่ โดยไม่ต้องไปต่อต้านหรือหลงใหลไปกับมัน

ถ้าทำอย่างนี้ได้ ไม่ว่าจะเจอคลื่นทางอารมณ์แบบใด เราก็จะผ่านวันนี้ไปได้โดยไม่สะบักสะบอมเกินไปนักครับ

จะเลือกทางไหน

20150417_RightOrKind

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

หากมีทางเลือกระหว่างเป็นคนถูกต้องกับเป็นคนใจดี จงเลือกเป็นคนใจดีเสมอ
– Wayne Dyer

ผมชอบประโยคนี้ของคุณลุงเวย์น รูนี่ย์ เอ๊ย เวย์น ดายเออร์มาก

จำได้ว่าได้ยินประโยคนี้ตอนฟัง audiobook ระหว่างขับรถเมื่อหลายปีที่แล้ว และก็ยังจำติดหัวมาจนถึงทุกวันนี้

ผมว่าปัญหาเกินกว่าครึ่งบนโลกใบนี้ เกิดมาจากความคิดว่า “เราถูกต้อง”

ไม่ว่าจะเป็น

  • คู่รักมีปากเสียง
  • เถียงกันใน Facebook
  • บ้านเมืองแตกแยก
  • สงคราม

ก็เพราะวิธีคิดที่ว่า I’m right, you are wrong เกือบทั้งนั้น

ผมเองก็มีอาการนี้เหมือนกัน มักจะกำเริบตอนทะเลาะกับแฟน โดยถ้าผมทำอะไรให้แฟนไม่พอใจ ผมก็จะอ้างว่าเราเจตนาดีนะ ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้าใจนะ ฯลฯ แต่ลึกๆ แล้วมันก็คือการสื่อสาร (โดยไม่ต้องพูด) กลายๆ ว่า สิ่งที่ชั้นทำน่ะถูกอยู่แล้ว เธอต่างหากที่เข้าใจผิดไปเอง

ทำไม “ความต้องการที่จะเป็นคนถูก” (the need to be right) ถึงเข้มข้นขนาดนี้?

เข้มข้นขนาดที่ว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งพูด เราก็ไม่คิดจะฟัง หรือถึงฟังก็ไม่ใช่เพื่อที่จะเข้าใจ แต่เพื่อที่จะหา “ช่องโหว่” ที่เราจะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม

เถียงกันจะเป็นจะตาย เพื่อที่จะให้ตัวเองได้เป็นฝ่ายถูก

ถูกแล้วได้อะไร?

ได้ปกป้องอัตตาตัวตนของตัวเอง (Ego) ซึ่งเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่ายิ่งอัตตาใหญ่เท่าไหร่ เรายิ่งมีทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

ได้ทำให้อีกคนเสียความรู้สึก หรือร้ายไปกว่านั้นอาจจะสร้างบาดแผลที่ยากที่จะลบเลือน

If you have the choice to be right or to be kind, always choose kind.

จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราเลือกที่จะมีเมตตา

ยอม “ทำลาย” ตัวตนของเราเสียบ้าง เพื่อ “รักษา” สิ่งที่สำคัญกว่าครับ