สุขอย่างทาส

20150901_Slave

ความสุขของคนเราสมัยนี้ล้วนแต่ต้องพึ่งพาสิ่งนอกตัว

เราพึ่งพาสิ่งใด เราก็กลายเป็นทาสของสิ่งนั้น

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

วันนี้ตอนสองทุ่มผมลงจากรถ BTS เพื่อไปรอแฟนที่ห้างหรูในเมือง

ขณะเดินผ่านประตูเข้าห้างที่มีเครื่องเอ๊กซ์เรย์แบบในรถใต้ดิน ผมก็เห็นเจ้าหน้าที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะ

ดูลักษณะท่าทางแล้วเขากำลังเล่นมือถืออยู่

ถ้าผมถือวัตถุอันตราย แล้วเดินเลี่ยงประตูเอ๊กซ์เรย์เข้าไปในห้าง ผมเชื่อว่าเขาจะไม่เห็น

นึกแล้วก็แอบเศร้าเล็กน้อยที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนจะพลิกผันกันได้เพียงเพราะคนเราบกพร่องต่อหน้าที่โดยมีสาเหตุจากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์เครื่องนี้

เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเห็นภาพประมาณนี้

วินมอเตอร์ไซค์ขี่รถไปคุยโทรศัพท์ไป

ตำรวจจราจรยืนเช็คเฟซบุ๊คกลางท้องถนน

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ส่งข่าวลือและรูปภาพ “สวัสดีวันจันทร์” ในไลน์กันรัวๆ

วันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นคุณหมอและพยาบาลส่งสติกเกอร์หาเพื่อนระหว่างอยู่ในห้องผ่าตัดก็ได้

—–

ถ้าคนจากปี 1995 ปี มาเห็นพวกเราก็คงรู้สึกประหลาดใจที่พวกเราทุกคนก้มหน้ากันตลอดเวลา

หรือแม้กระทั่งปี 2035 (ซึ่งผมเดาว่าเราน่าจะเปลี่ยนไปเล่นของเล่นชิ้นอื่นกันแล้ว) ได้เห็นรูปถ่าย/วีดีโอชีวิตประจำวันของคนสมัยนี้ ก็คงขำเหมือนกันว่า ทำไมมนุษย์ปี 2015 ถึงเสียบุคลิกกันขนาดนี้

มือถือมันมีเสน่ห์เพราะเราใช้มันทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง

และการที่เราต้องพึ่งพามันตลอดเวลาจนขาดไม่ได้นี่แหละ ที่ทำให้เรากลายเป็นทาสของมัน

เราไม่ได้เป็นเจ้าของมือถืออีกต่อไป มือถือต่างหากที่เป็นเจ้าของเรา

ไม่ใช่เฉพาะมือถือ ยิ่งความสุขของเราแขวนอยู่กับสิ่งนอกกายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีจำนวน “เจ้านาย” มากขึ้นเท่านั้น

ลองถามตัวเองก็ได้ว่า นอกจากปัจจัยสี่แล้ว ทุกวันนี้มีอะไรที่เราขาดไปแล้วจะทุรนทุรายบ้าง?

เงินสด บัตรเครดิต แล็ปท๊อป อินเตอร์เน็ต Facebook LINE แป้งรองพื้น มัสคารา หรือแม้กระทั่งกาแฟดีๆ สักแก้ว

ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี

เพียงแต่ในบางวัน เราควรจะลองมีชีวิตโดยไม่ต้องใช้สิ่งเหล่านี้ดู

มีความสุขโดยพึ่งพาของนอกกายให้น้อยที่สุด

ดีกรีความเป็นทาสของเราจะได้ลดลงบ้าง

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานลิง 5 ตัว

20150828_TalesOfFiveMonkeys

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันอีกซักเรื่องนะครับ

นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองโดยเอาลิงห้าตัวมาอยู่ในห้องเดียวกัน

ในห้องมีสเปรย์ฉีดน้ำอยู่โดยรอบ กลางห้องมีกล้วยหนึ่งหวีแขวนไว้กับเพดาน และใต้กล้วยหวีนั้นก็มีบันได (ladder) วางอยู่

เมื่อลิงตัวหนึ่งปีนขึ้นบันไดเพื่อจะเอื้อมหยิบกล้วย นักวิทยาศาสตร์ก็ “ทำโทษ” ด้วยการฉีดน้ำเย็นใส่ลิงทั้งสี่ตัวที่เหลือจนน้องลิงเหน็บหนาวกันถ้วนหน้า

ทุกครั้งที่มีลิงตัวใดเริ่มจะปีนบันได การทำโทษด้วยการฉีดน้ำเย็นจะตามมาเสมอ

เพียงไม่นาน ก็ไม่มีลิงตัวไหนคิดจะขึ้นไปหยิบกล้วยอีก

จากนั้น นักวิทยาศาสตร์ก็เอาสเปรย์ฉีดน้ำเย็นออกไป เอาลิงหนึ่งตัวออกจากห้อง และใส่ลิงตัวใหม่เข้ามาแทน

พอลิงตัวใหม่เข้ามาเห็นกล้วยก็เลยคิดจะปีนบ้าง แต่เพียงแค่มันแตะบันไดขั้นแรก ลิงอีกสี่ตัวที่เหลือก็เฮโลเข้ามาลากมันออกจากบันได และทุบตีลิงหน้าใหม่จนฟกช้ำดำเขียว

หลังจากโดนทุบไปสามสี่ครั้ง ลิงหน้าใหม่ก็เข้าใจแล้วว่าไม่ควรแตะต้องบันไดนี้

นักวิทยาศาสตร์เอาลิงตัวเก่าออกไปอีกหนึ่งตัว และใส่ลิงหน้าใหม่ตัวที่สองเข้าไป

เมื่อลิงหน้าใหม่ตัวที่สองเริ่มปีนบันได ก็โดนลากมาทุบเช่นเคย แถมลิงหน้าใหม่ตัวแรกก็เข้าร่วมสหบาทาด้วย!

จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ใส่ลิงตัวที่สาม…ตัวที่สี่…และตัวที่ห้าลงไป และวงจรแห่งการ “ลากมาทุบ” ก็เกิดขึ้นทุกครั้ง

สุดท้าย ลิงชุดเก่าถูกนำออกจากห้องไปจนหมด เหลือเพียงลิงหน้าใหม่ 5 ตัวที่ไม่เคยถูกทำโทษด้วยการฉีดน้ำเย็นเลย แถมสเปรย์น้ำเย็นก็ถูกออกเอาไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลิงตัวใดกล้าจะปีนบันไดขึ้นไปเก็บกล้วยอยู่ดี

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…?

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Psychology Today

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมถึงอยากมีลูก

20150827_WhyHaveABaby

“ขอ request โพส เรื่องมีลูกครับ ประมาณว่าตัดสินใจเมื่อไร เริ่มคิดเมื่อไร อะไรคือแรงสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจว่ามีลูกครับ”

– อัม อัมรินทร์ 11 ก.ค. Facebook Message

—–

อัม (ไม่ใช่อ่ำ) หรือชื่อจริงว่าอัมรินทร์ คือน้องที่เคยทำงานอยู่ที่รอยเตอร์ด้วยกัน

และที่สำคัญกว่านั้นเราเล่นดนตรีด้วยกันในวง Reuters Music Group (สมัยนั้นบริษัทยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Thomson Reuters)

ตอนที่มาสมัครเข้าวงดนตรีใหม่ๆ อัมบอกว่า “เล่นอะไรก็ได้” เราก็เลยจับอัมเล่นคีย์บอร์ดเลยเพราะตอนนั้นในวงขาดมือคีย์บอร์ด

แต่เราก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วอัมเล่นกลองกับกีต้าร์เก่งมากเช่นกัน ช่วงนั้นถ้าเพลงไหนยากๆ เราก็มักจะโยนให้อัมกับปั๊ม (คู่ซี้ของอัม) ให้เอาไปจัดการ

เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว อัมก็แต่งงานกับเดียร์ และลาออกจากรอยเตอร์เพื่อไปเรียนต่อที่อเมริกา โดยเดียร์ไปต่อหมอเฉพาะทาง ส่วนอัมก็ไปทำงาน เรียนปริญญาโทและปริญญาเอกสาย Computer Science

อ้อ อัมมีบล็อกเกี่ยวกับการไปฝึกงานที่ Google ด้วย เชิญเข้าไปอ่านได้ที่เพจ อิต อิ๊ส อะ แวรี่ กู๊ด  ครับ

—–

ตอนนี้อัมกับเดียร์ยังไม่มีลูก อัมก็เลยมาถามผมว่าทำไมผมถึงคิดมีลูก

ขอตอบคำถามของอัมตรงๆ ก่อน

เริ่มคิดเมื่อไร
น่าจะตั้งแต่วัยรุ่นแล้วนะครับ คิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าโตขึ้นแล้วอยากมีลูก

ตัดสินใจเมื่อไร
ตัดสินใจเมื่อตอนคุยกับภรรยาแล้วว่าเขาก็อยากมีลูกเหมือนกัน

อะไรคือแรงสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจว่ามีลูก
ถ้าเอาจริงๆ ก็คือผมกับภรรยาก็อายุค่อนข้างเยอะแล้ว พอจบงานแต่งงานก็ปล่อยตามธรรมชาติเลย โดยคิดกันง่ายๆ ว่าถ้าเขาจะมาเขาก็คงมา ถ้าเขาไม่มาก็ไม่เป็นไร

—–

คราวนี้ขอตอบโดยรวมบ้างว่า “ทำไมถึงอยากมีลูก” เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เคยถามตัวเองแบบจริงจังเหมือนกัน

พอลองมานั่งคิดดู จึงได้คำตอบคร่าวๆ ว่าผมอยากมีลูกไปเพื่ออะไร

มีลูกเพื่อทำหน้าที่
ในเชิงชีววิทยา สิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดมีสัญชาติญาณอย่างหนึ่งที่เหมือนๆ กันคือการสืบพันธุ์เพื่อดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

เป็นไปได้ว่า การเพิ่มจำนวนมนุษย์ในโลกนี้อาจจะยิ่งทำให้โลกเสื่อมโทรมลงกว่าที่เป็นอยู่ แต่ผมว่า “จำนวน” ของมนุษย์อาจจะไม่ใช่สาเหตุที่มีน้ำหนักเท่ากับ “คุณภาพ” และ “คุณธรรม”

มีลูกเพื่อสร้างคน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบความท้าทาย จึงชอบลองงานใหม่ๆ ได้ทำอะไรที่มันยากๆ และน่ากลัวนิดๆ

และในบรรดาโปรเจ็คอันน่าท้าทายทั้งหลาย ผมว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีคุณธรรมและมีคุณภาพนี่เป็นอะไรที่โคตรจะท้าทายเลย

เป็นโปรเจ็คที่ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่ได้เงินซักบาท และใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี กว่าสิ่งที่เราลงแรงไปจะผลิดอกออกผล (ออกผลในแง่ที่เขามีความคิดอ่านเป็นตัวของตัวเองและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมแบบจับต้องได้)

มีลูกเพื่อรับประสบการณ์
ถ้าพระเจ้าคือ “ผู้สร้าง”
การได้เป็นพ่อ-แม่คน ก็คือการสวมบทบาทของพระเจ้าดีๆ นี่เอง เพราะพ่อและแม่คือผู้ให้กำเนิดและคอยดูแลปกป้องลูกราวกับพระเจ้าให้กำเนิดและคอยดูแลมนุษย์

ครูบาอาจารย์สอนเราว่า พ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน คนธรรมดาสุกๆ ดิบๆ คนหนึ่งอาจจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีความรัก ความเสียสละ และความเมตตาอย่างยิ่งได้เมื่ออยู่กับหน่อเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

และเคยรู้สึกมั้ยครับว่า พ่อแม่ของเราต้องเป็น “ซูเปอร์แมน-วันเดอร์วูแมน” แน่ๆ เพราะเขาตื่นเช้ากว่าเรา นอนดึกกว่าเรา ทำงานหนักกว่าเรา แบกภาระมากกว่าเรา จนเรานึกไม่ออกเลยว่า ถ้าเราเป็นเขาเราจะอดทนขนาดนั้นได้อย่างไร

การได้เป็นพ่อเป็นแม่คือโอกาสที่เราจะได้สัมผัสประสบการณ์การเป็นพระเจ้า พระอรหันต์ และซูเปอร์แมนครับ

มีลูกเพื่อสร้างครอบครัว
บ้านทั้งหลัง ถ้าอยู่กันแค่สองคน ก็อาจจะเงียบไปนิดรึเปล่า

แต่งงานโดยไม่มีลูก มันก็ดีที่ไม่ต้องคอยรับผิดชอบชีวิตใครก็จริง แต่ถ้าในบ้านมีแต่ผู้ใหญ่ที่ความคิดความอ่านเท่าๆ กันหมด ในบ้านก็อาจขาดความหลากหลาย

และชีวิตที่ไม่มีความหลากหลาย ก็อาจจะขาดสีสันและน่าเบื่อ

การมีมนุษย์ตัวเล็กๆ ซักคนสองคนวิ่งไปวิ่งมา น่าจะสร้างมิติบางอย่างที่ชายหนุ่ม-หญิงสาวไม่อาจสร้างได้เพียงลำพัง

ที่สำคัญ มนุษย์ตัวเล็กๆ เหล่านี้อาจจะช่วยให้เราระลึกถึงบางสิ่งหรือบางอารมณ์ที่เราหลงลืมไปนานแล้วก็ได้

มีลูกเพื่อตอบแทนบุญคุณ (Pay it forward)

ทั้งบุญคุณพ่อแม่ และบุญคุณแผ่นดิน

ครึ่งชีวิตที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าผมโชคดีเหลือกเกินที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้ มีพ่อแม่ที่เข้าใจและให้อิสระ มีน้องชายที่คอยช่วยเหลือทุกอย่าง

และรู้สึกโชคดีมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ประเทศที่ไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็น่ารัก ที่ให้โอกาสผมได้กินอะไรอร่อยๆ ได้เจอเพื่อนดีๆ ได้งานดีๆ ทำ ได้เล่นดนตรีและเตะบอล

ถ้าเราไม่มีลูกเลย ผมอาจจะรู้สึกผิดว่าเรารับมาอย่างเดียว แต่ไม่ได้ให้กลับคืนสู่สังคมเท่าที่ควร

มีลูกเพื่อให้โอกาสคน
เหตุผลข้อนี้เป็นเรื่องความเชื่อ

พระท่านบอกว่า การเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พระท่านก็บอกอีกว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์ถือเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล (ดีกว่าไปเกิดในภพภูมิอื่นๆ) ยิ่งได้เป็นมนุษย์ที่ได้เกิดในยุคที่ธรรมะและหนทางดับทุกข์ยังคงอยู่ ต้องเรียกว่า “แจ๊คพ็อต” เอามากๆ

ดังนั้น การที่เราให้โอกาสให้เด็กคนหนึ่งมาเกิดกับเรา และเราได้สอนให้เด็กคนนี้รู้จักธรรมะก็เท่ากับเป็นการให้โอกาสที่เขาได้มาเรียนรู้วิธีการออกจากสังสารวัฏ

จะมีของขวัญใดที่มีค่ามากไปกว่านี้

—–

ป.ล. คำตอบเหล่านี้เป็นการคิดเอาเองล้วนๆ เพราะต้องรออีกสองเดือนถึงจะได้เป็นพ่อคนจริงๆ

ถึงตอนนั้น ความคิดหลายๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะครับ!

ป.ล.2 นี่เป็นโพสต์แรกที่ตอบคำถามจากทางบ้าน ชักเริ่มติดใจ เลยขอประชาสัมพันธ์ว่า ใครอยากจะให้ผมเขียนเรื่องอะไร หรืออยากถามมุมมองในเรื่องไหน ก็ทักมาได้ทาง Message ของเพจ Anontawong’s Musings นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ฮิตเลอร์และคานธีในตัวเรา

20150825_HitlerGandhi

เมื่อวันที่ 2 มกราคม ผมเขียนบล็อกแรกของปีนี้ในชื่อตอน “เกิดใหม่” ซึ่งเอามาจากหนังสือชื่อเดียวกันที่ผมพิมพ์แจกเป็นของชำร่วยในงานแต่งงาน

เนื้อหาของเรื่องเกิดใหม่ ก็คือทุกๆ หนึ่งปีอะตอม 98% ในร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนถ่ายไปเกือบหมด

นั่นเพราะว่าแค่เราหายใจเข้าเพียงครั้งเดียว เราก็ได้นำอะตอมจำนวน 10,000,000,000,000,000,000,000 อะตอมเข้าสู่ร่างกาย และการหายใจออกก็นำอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของเราออกสู่โลกภายนอกเช่นเดียวกัน

การดื่มน้ำ ทานข้าว เสียเหงื่อ และขับถ่าย ก็เป็นช่องทางในการเปลี่ยนถ่ายอะตอมเช่นกัน

—–

นานมาแล้วผมได้ฟังการบรรยายของดีพัค โชปร้า (Deepak Chopra) ผู้เขียนหนังสือ The Seven Spiritual Laws of Success (7 กฎด้านจิตวิญญาณเพื่อความสำเร็จ) ที่กล่าวถึงคอนเซ็ปต์ “เราทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน” ในแง่มุมที่น่าสนใจ

แง่มุมนั้นก็คือ อะตอมที่อยู่ในตัวเราตอนนี้นั้น เคยอยู่ในตัวคนอื่นมาแล้วทั้งสิ้น

ถ้าให้มองอย่างง่ายที่สุด เวลาเรายืนคุยกับเพื่อน เราย่อมหายใจเอาอะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายเพื่อนเข้ามาในปอดของเราไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

และโมเลกุลน้ำที่เราดื่มกิน ก็คงผ่านการเดินทางมาไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนกิโล ผ่านพืช สัตว์ และคนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าจะบอกว่า อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของดาราหรือบุคคลที่เราชื่นชอบ บัดนี้ก็ได้มาอยู่ในร่างกายเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเบิร์ด ธงไชย ตูน บอดี้แสลม โอปอล์ ปาณิสรา อีเจี๊ยบเลียบด่วน ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือทักษิณ ชินวัตร

รวมถึงคนที่อยู่ต่างประเทศอย่าง เมสซี่ ทอมครูซ เทย์เลอร์สวิฟท์ หรือ โอปร้า

ยิ่งถ้ามองให้ไกลออกไปอีก อะตอมที่เคยอยู่ในร่างกายของคนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ ก็มาอยู่ในร่างกายของเราแล้วเช่นกัน

ถ้าผมจำไม่ผิด ดีพัค โชปร้าบอกว่า ณ วินาทีนี้ เรามีอะตอมอย่างน้อยหนึ่งพันล้านอะตอม (1,000,000,000) ที่เคยอยู่ในร่างกายของพระพุทธองค์

และอย่างน้อยอีกหนึ่งพันล้านอะตอมที่เคยไหลผ่านพระเยซู

คานธี ฮิตเลอร์ ไอน์สไตน์ มาริลินมอนโร และแม่ชีเทเรซา – อะตอมของบุคคลสำคัญเหล่านี้ก็อยู่ในร่างกายของเราเช่นกัน

ผมพยายามหาการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ที่จะมายืนยันคำพูดของดีพัค โชปร้า ซึ่งที่เจอก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ตัวอย่างที่เห็นด้วย: Newsvine, Quora
ตัวอย่างที่ไม่เห็นด้วยหรือบอกว่าโอกาสเกิดต่ำมากๆ: Gawker, Marquette
—–

ถามว่ามีอะตอมของฮิตเลอร์อยู่ในร่างกายเราแล้วไง?

ผมก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน แค่รู้สึกว่ามันเจ๋งดี

การที่อะตอมของเราเปลี่ยนใหม่ทุกๆ ปี และอะตอมเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลที่ประเสริฐที่สุดและร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์  อาจหมายความว่า เราจะเป็นคนดีแค่ไหนก็ได้ ชั่วแค่ไหนก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกทางไหน

สำหรับผม แค่คิดว่าเรามีส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเรา ก็ไม่อยากจะทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรแล้วครับ
—–
ขอบคุณภาพฮิตเลอร์และคานธีจาก Wikimedia

ขอบคุณข้อมูลจาก Newsvine, Gawker, QuoraMarquette

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

5 ความคิดจากหนังเรื่อง Inside Out

20150825_InsideOut

ผมกับแฟนไม่ได้ดูหนังมาเป็นเดือนแล้ว และก็ไม่รู้สึกอยากดูเรื่องอะไรด้วย

จนกระทั่งแฟนมาบอกผมว่าบอย โกสิยพงษ์เขียนไว้ในเฟซบุ๊คว่า Inside Out เป็นหนังครอบครัวที่ดีที่สุดที่เขาเคยดูมา

เมื่อวานมีจังหวะว่างช่วงบ่ายๆ ก็เลยไปดูกันที่พาราไดซ์พาร์คซะเลย

ผมชอบมาดูหนังที่นี่เพราะคนไม่พลุกพล่าน ถ้าเข้าแถวซื้อตั๋วก็ไม่เคยต้องรอนานเกิน 5 นาที สมัยก่อนตอนที่ยังเป็นเสรีเซ็นเตอร์แทบไม่มีคิวเลยจนผมกลัวว่ามันจะเจ๊งด้วยซ้ำ

หนังเรื่องนี้พูดถึงตัวละครเล็กๆ ซึ่งเป็นอารมณ์ในหัวของเด็กสาวที่ชื่อ “ไรลี่ย์”

อารมณ์ต่างๆ มีชื่อว่า

Joy – ลั้นลา
Sadness – เศร้าซึม
Anger – ฉุนเฉียว
Fear – กลั๊วกลัว
Disgust – หยะแหยง

อารมณ์ทั้งห้าตัวนี้อยู่ในห้องปฏิบัติการ โดยส่วนใหญ่ “ลั้นลา” จะเป็นผู้คุมบังเหียนตรงแท่นบัญชาการอารมณ์ของไรลี่ย์มากที่สุด แต่ก็มีหลายหนที่อารมณ์อื่นๆ ขึ้นมาเป็นใหญ่ แล้วแต่ว่าจะเจอกับสถานการณ์ไหน

เรื่องเนื้อหาผมคงไม่ลงลึกไปกว่านี้ เพราะมีคนเขียนให้อ่านไว้มากมายแล้วในพันทิพ

เพียงอยากจะแค่เล่าให้ฟังว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วคิดถึงอะไรบ้าง

1. หนังเรื่อง Inception
เพราะทั้งสองเรื่องก็มีการพูดถึงความฝันและจิตใต้สำนึก และหนังทั้งสองเรื่องนี้ดูแล้วเกิดความรู้สึกว่า “เฮ้ย คิดได้ไงอ่ะ” ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเรื่องหรือฉากบางฉากที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน

2. ลูกสาว
อีกประมาณสองเดือน ผมก็จะมีลูกสาวคนแรก

แฟนบอกกับผมเมื่อเช้านี้ว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเลยว่าพ่อแม่มีความสำคัญมากแค่ไหน ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะเด็กที่ยังเปราะบางย่อมต้องการใครซักคนที่เขาสามารถ “เชื่อมั่นได้อย่างหมดใจ” ซึ่งถ้าพ่อแม่ไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ เด็กก็คงเคว้งคว้างน่าดู และคงโดนความคิดในหัวมะรุมมะตุ้มจนไปไหนไม่เป็น

3. การเกิด-ดับ ของจิต
ครูบาอาจารย์สอนว่า จิตทุกดวงเกิด-ดับเป็นขณะๆ ไป เช่นจิตที่เกิดตอนเราเห็นภาพก็เป็นจิตดวงหนึ่ง จิตที่เกิดตอนที่เราได้ยินก็เป็นจิตอีกดวงหนึ่ง ก็คงคล้ายๆ กับการที่ Joy / Sadness / Anger / Fear / Disgust “ผลัด” กันขึ้นมาควบคุมจิต เวลาจิตที่มีความสุขเกิด ก็คือตอนที่ Joy ขึ้นมายืนสั่งการตรงแผงควบคุมนั่นเอง

4. อารมณ์ต่างๆ “ไม่ใช่ตัวเรา”
เพราะถึงแม้ “ลั้นลา” จะอยู่ในตัวไรลี่ย์ แต่ลั้นลา ไม่ใช่ไรลี่ย

เวลาเรามีความสุขเราจะพูดว่า I am happy เวลาเราโกรธเราจะบอกว่า I am angry แต่จริงๆ แล้ว I กับ Happiness ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และ I กับ Anger ก็เป็นคนละตัวกัน ดังนั้น คำกิริยา “am” ที่แปลว่า “เป็น อยู่ คือ” อาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงเท่าไหร่ คำกิริยาที่เหมาะสมกว่าน่าจะเป็น have เช่น I have anger มากกว่า หรือถ้าจะให้ถูกยิ่งกว่านั้น ต้องบอกว่า anger is arising within me – ความโกรธกำลังก่อตัวขึ้นในตัวเรา

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่โกรธ แทนที่จะเครียดหรือทุรนทุรายเพราะคิดว่า “เราเป็นความโกรธ” ก็ควรจะนึกภาพว่า “ฉุนเฉียว” ตัวสีแดงในหนังเรื่องนี้เข้ามายืนตรงแผงควบคุมแค่ “ชั่วคราว” พอมันหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้วมันก็เปิดทางให้อารมณ์อื่นเข้ามาแทน

5. จงเป็นกลางกับทุกอารมณ์
ดูหนังช่วงแรกผมจะรู้สึกเลยว่า “เศร้าซึม” นี่ม้นตัวปัญหาชัดๆ คนเค้ากำลังมีความสุขอยู่ดีๆ แต่เศร้าซึมเข้ามาทำให้เรื่องราวป่วนไปหมด แต่ยิ่งหนังดำเนินไป เราก็จะยิ่งเห็นความสำคัญของเศร้าซึมความมากขึ้นเรื่อยๆ และหนังเรื่องนี้จะจบแบบ Happy Ending ไม่ได้เลยถ้าลั้นลาไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเศร้าซึม

ดังนั้นเราจึงไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชังกับอารมณ์ใด เพราะทุกตัวมีหน้าที่ของมันและหากขาดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งไป ชีวิตก็คงขาดรสชาติ

—–

โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้เป็นหนังการ์ตูนที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยจริงๆ ครับ และดีวีดีออกมาผมคงซื้อมาเก็บไว้ค่อนข้างแน่ (ถ้ามัน spark joy หรือทำให้ลันล้าน่ะนะ)

—–

* มารู้จากการอ่านใน Pantip วันนี้ว่าพากษ์ไทยก็ทำออกมาได้เจ๋งมากๆ เช่นกัน http://pantip.com/topic/34044704

ขอบคุณภาพจาก Flickr 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่