ก่อนเช้าจะหนาวสุด

20160308_BeforeDawn

สมัยเรียนอยู่นิวซีแลนด์ มีครอบครัวชาวนิวซีแลนด์ครอบครัวหนึ่งที่ผมสนิทมาก

เพื่อนชื่อปีเตอร์ เล่นกีตาร์กับฟุตบอลด้วยกัน พี่ชายของปีเตอร์ที่ชื่อทิมก็เตะบอลทีมเดียวกัน ส่วนพ่อของทั้งคู่ชื่อจอห์น (แต่ผมเรียกว่ามิสเตอร์แชน่อน) ก็เป็นโค้ชฟุตบอลทีมโรงเรียนและเป็นอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์กับวิชาบัญชี

ฟุตบอลไม่ใช่กีฬายอดนิยมในนิวซีแลนด์ การจะได้ดูเกมถ่ายทอดสดทางฟรีทีวีจึงลืมไปได้เลย ต้องดูผ่านเคเบิ้ลทีวีเท่านั้น และบ้านผมก็ไม่มีเคเบิ้ลทีวี แต่บ้านมิสเตอร์แชน่อนมี ผมเลยปั่นจักรยานไปดูบอลบ้านเขาอยู่บ่อยครั้ง

และมีอย่างน้อยสามครั้งที่ผมไปดูบอลที่บ้านเขาตอนตีสี่ครึ่ง!

เมืองเทมูก้าที่ผมอยู่นั้น ตอนกลางวันอุณหภูมิอยู่ที่สิบกว่าองศา ส่วนตอนกลางคืนก็ใกล้ๆ ศูนย์

ผมต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ ก่อนจะออกจากบ้านต้องเตรียมตัวให้ดี ใส่เสื้ออย่างน้อยสามชั้นตามด้วยเสื้อแจ๊กเก็ตตัวหนาและถุงมือไหมพรม แต่ก็ไม่วายยังรู้สึกหนาวอยู่ดี

ไปถึงบ้านนั้น มิสเตอร์แชน่อนก็ถามว่า เป็นไง สนุกมั้ย ปั่นจักรยานตัวคนเดียวตอนตีสี่ครึ่ง

ผมบอกว่าสนุกดี แต่หนาวชะมัด

มิสเตอร์แชน่อนก็บอกผมว่า รู้หรือเปล่า ว่าอากาศจะหนาวที่สุด และจะมืดที่สุดตอนใกล้รุ่งนี่แหละ (it gets darkest and coldest just before dawn)

ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริง และจะว่าไปก็เป็นเกร็ดความรู้ที่ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่นักกับคนที่อยู่เมืองร้อนอย่างผม

แต่ก็น่าแปลกที่ผมดันจำคำพูดนี้ของมิสเตอร์แชน่อนได้ แม้เวลาจะผ่านมายี่สิบปีแล้ว

หรือเป็นเพราะว่า มันสอดคล้องกับชีวิตของคนเรา?

เวลาตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก มันเหมือนจะยาวนานและยากขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงจุดที่เราแทบจะทนไม่ไหวแล้วนั่นแหละ มันถึงจะดีขึ้น

คำพูดของมิสเตอร์แชน่อน ทำให้ผมนึกถึงคำคมฝรั่งอีกประโยค

“If you are going through hell, keep going”

ถ้าคุณกำลังเดินอยู่ในนรก จงเดินต่อไป

– Winston Churchill

ถ้าความสำเร็จคือรุ่งสาง และนรกคือค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่เราไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่

สิ่งเดียวที่เราทำได้ (และควรทำ) คือเดินไปต่อเรื่อยๆ

พ้นจุดที่มืดที่สุดและหนาวที่สุดได้เมื่อไหร่ รุ่งเช้าก็จะมาถึงแน่นอนครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นกหลงทาง

20160301_LostBird

เดือนที่่แล้ว ผมได้ไปแข่งบอลทัวร์นาเม้นต์แบบวันเดียวจบกับศิษย์เก่าเตรียมพัฒน์

ทีมงานประกาศว่าจะมีน้องๆ พริตตี้มาให้กำลังใจเพื่อให้พี่ๆ นักบอลกระชุ่มกระชวยด้วย

สิบโมงกว่าๆ น้องๆ พริตตี้เพิ่งมาถึงสนาม แม้จะยังไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่องอะไร แต่เดินผ่านทางไหน เหล่าบรรดานักฟุตบอล (รุ่นอาวุโส) ก็เหลียวมองและกระซิบกระซาบ ส่วนพวกเธอก็ทำเป็นไม่สนใจ เดินเข้าห้องแต่งตัวไปแบบสวยๆ

ผมเห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าแม้จะถูกมองด้วยสายตาสิเน่หาอยู่ทุกวัน และเธอต้องทำเป็นเชิดๆ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว

แต่เวลาที่เธอกลับถึงบ้าน ล้างเมคอัพออก ใส่เสื้อยืดและกางเกงขาสั้น เธอจะมีใครซักคนที่รักเธอ และพร้อมจะพูดคุยและเข้าใจพวกเธอรึเปล่า

—–

สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้คุยกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ผิดหวังจากความรักแบบ #ร้องไห้หนักมาก

เราไม่ค่อยได้เจอกัน ซักสองสามปีถึงจะมีโอกาสได้คุยเป็นเรื่องเป็นราวซักครั้ง และแต่ละครั้งหัวข้อหลักก็มักจะเป็นเรื่องปัญหาหัวใจเสียด้วย

จากคนนอกมองเข้ามา ชีวิตเธอดูสมบูรณ์แบบ เพราะหน้าตาดี ทำงานบริษัทอินเตอร์ เงินเดือนก็เยอะ แถมแฟนก็หล่อ

ใครจะไปคิดว่าเธอต้องแบกความทุกข์มากมายจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

—–

เมื่อวานซืน แม่เล่าให้ฟังถึงเพื่อนนักธุรกิจคนหนึ่ง เป็นเจ้าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จิตใจดี ชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูงและคนที่เคลื่อนไหวเพื่อส่วนรวมเป็นประจำ

แม้จะมีทร้พย์สินเป็นพันล้าน แต่คุณอาคนนี้เคยป่วยหนักถึงขนาดต้องทำบายพาสหัวใจ เปลี่ยนไต และขาข้างหนึ่งก็เริ่มไม่มีแรง ซึ่งอาจเป็นอาการเริ่มต้นของอัมพฤกษ์

—–

อดคิดไม่ได้ว่า คนเหล่านี้จะรู้สึกเหมือน “นกหลงทาง” บ้างมั้ย

ภายนอกอาจดูดี มีชีวิตที่ใครต่อใครอิจฉาทั้งเรื่อง หน้าตา หน้าที่การงาน หรือฐานะ

แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อาจรู้สึกว่ากำลังบินอย่างเคว้งคว้างในท้องฟ้าแห่งชีวิตที่กว้างใหญ่นี้ก็ได้

ที่คิดอย่างนั้นเพราะบางครั้งผมเองก็รู้สึกอย่างนี้

แฟนผมก็อาจรู้สึกอย่างนี้

เพื่อนผมก็อาจรู้สึกอย่างนี้

หัวหน้าผมก็อาจรู้สึกอย่างนี้

CEO บางคนก็อาจรู้สึกอย่างนี้

คนที่เรียกตัวเองว่า “โค้ช” หรือ “นักสร้างแรงบันดาลใจ” ก็อาจรู้สึกอย่างนี้

เน็ตไอดอลที่มีคนฟอลโล่ว์เป็นแสนก็อาจรู้สึกอย่างนี้

นายกฯ บางคนก็อาจรู้สึกอย่างนี้

เมื่อคิดได้ว่า เราทุกคนต่างเป็นนกหลงทางไม่ต่างกัน สายตาที่เรามองคนอื่นก็อาจเปลี่ยนไป

จากสายตาแห่งความเชิดชูหรือบูชา อิจฉาหรือหมั่นไส้ อาจเปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความเห็นใจและเอื้ออาทร

อาทรกับนกที่ยังหาบ้านไม่เจอ

และภาวนาว่า อย่างน้อยขอให้มันได้เจอเพื่อนซักตัวที่พร้อมจะบินไปกับมัน

แม้จะยังหลงทาง แต่ก็คงไม่อ้างว้างเกินไปนัก

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

จะไปกระบี่(อย่า)ขึ้นรถที่หมอชิต

20160402_KrabiMochit

อยู่ๆ วันนี้ก็มีเหตุให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลกับผมมาก

หนังสือเล่มนี้ชื่อ “สนทนากับพระเจ้า” หรือ Conversations with God ที่เขียนโดย Neale Donald Walsch (แปลไทยละจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Oh My God Books ชื่อเหมาะเจาะดีแท้)

บนปกหลังของหนังสือเล่มนี้ เล่าถึงที่มาที่ไปว่าผู้เขียนได้สนทนากับพระเจ้าได้อย่างไร

คืนก่อนที่ชายตกอับ (นีล โดนัลด์ วอลช์) จะฆ่าตัวตาย เขาตัดสินใจระบายความขมขื่นและโกรธเกรี้ยวทั้งมวลลงไปในกระดาษเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมคำถามว่าทำไม ทำไม ทำไม และทำไมชีวิตจึงเป็นเช่นนี้ ?

พลันสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นคือ เขาได้รับการสื่อสารจาก เสียงที่ไร้เสียง บอกให้เขียนบางสิ่งลงไปในกระดาษ…

“อยากจะรู้จริง ๆ หรือแค่อยากระบาย ?”

จากนั้น การสนทนา ในรูปแบบที่ไม่ธรรมดาก็เริ่มต้นขึ้น บทสนทนาเหล่านั้นได้รับการบันทึกเป็นเอกสารที่มีความยาวกว่าหนึ่งพันหน้ากระดาษในชื่อ Conversations with God

—–

ครับ ฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะได้ยินเสียงจากพระเจ้า

แต่ไม่ว่าคุณนีลจะได้คุยกับพระเจ้าตัวจริงหรือตัวปลอม ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนั้นหรือเปล่า

ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าหนังสือเล่มนี้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งมากๆ เพียงแต่ผู้อ่านต้องเปิดใจ ยอมปล่อยวางความเชื่อและความเห็นที่เคยยึดถือ จากนั้นจึงค่อยอ่านแล้วคิดตาม

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ผมอยากเอามาพูดคุยในวันนี้ก็คือ

“There is no such thing as Right and Wrong. There is only What Works and What Does Not Work, depending upon what it is that you seek to be, do, or have”

ไม่มีสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิดโดยตัวมันเอง มีแค่สิ่งที่เวิร์คกับไม่เวิร์คเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการจะเป็นอะไร จะทำอะไร หรือจะมีอะไร

เพราะเรื่องบางเรื่องจะ “ถูก” หรือ “ผิด” มันแล้วแต่ว่าใครจะมอง และไม่มีใครฟันธงได้หรอกว่าเป็นเรื่องดี หรือไม่ดี มีแต่เราเองเท่านั้นที่ตอบได้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันสอดคล้องกับเป้าหมายของเราหรือไม่

ถูกหรือผิด จึงไม่ใช่เรื่องของศีลธรรม แต่เป็นเรื่องของสัจธรรม

ถ้าคิดจะไปเที่ยวกระบี่ แต่ดันไปรอขึ้นรถที่หมอชิต ยังไงก็ไปไม่ถึง เพราะหมอชิตมีเพียงรถทัวร์ไปภาคอีสานกับภาคเหนือ

ถ้าเราอยากลดน้ำหนัก แต่ดันไม่ออกกำลังกาย แถมยังกินแป้งเยอะ น้ำหนักก็คงไม่ลด

ถ้าอยากทำความฝันของเราให้เป็นจริง แต่ยังเล่นเฟซบุ๊คกับไลน์วันละสองชั่วโมง ฝันก็อาจจะเป็นฝันค้างต่อไป

ขึ้นรถที่หมอชิตไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ไม่ออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องชั่ว เล่นเฟซบุ๊คก็ไม่ใช่เรื่องบาป

การกระทำเดียวกัน สามารถพลิกเป็นเรื่อง “ถูก” ได้ทันที ถ้ามันสอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากให้เป็น

ถ้าจะไปเชียงใหม่ ขึ้นรถที่หมอชิตก็ถูกแล้ว
ถ้าอยากเพิ่มน้ำหนัก ไม่ออกกำลังกายและกินแป้งก็อาจช่วยได้
ถ้าอยากกระชับสัมพันธ์กับคนสำคัญที่อยู่ห่างไกล เล่นเฟซบุ๊คกับไลน์ก็เป็นหนทางที่ดี

—–

บางคนอาจเถึยงว่า เรื่องบางเรื่องมัน “ผิด” แน่ๆ อยู่แล้ว เช่นเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นต้น

ถ้าอย่างนั้นชาวบ้านบางระจันที่สู้รบเพื่อปกป้องบ้านเมืองตนเอง ฆ่าพม่าไปไม่น้อย ผิดหรือเปล่า?

หรือเปาบุ้นจิ้นที่ตัดสินประหารชีวิตนักโทษฉกรรจ์ไปมากมาย ถือเป็นคนบาปใช่หรือไม่?

ผิดหรือถูกจึงขึ้นอยู่กับบทบาท บริบททางสังคม และยุคสมัยด้วย

ในเมืองไทย ผู้หญิงแต่งตัวสวยๆ ออกจากบ้านได้ไม่มีปัญหา

แต่ในบางประเทศ ผู้หญิงต้องแต่งตัวมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า และจะออกไปไหนไม่ได้ถ้าไม่มีสามีหรือพ่อไปด้วย

เส้นแบ่งแห่งความถูกผิดจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ขีดขึ้นมาเอง

ถูกผิดเป็นเพียงแค่เรื่องสมมติเท่านั้น

—–

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

ไม่มีสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิดโดยตัวมันเอง มีแค่สิ่งที่เวิร์คกับไม่เวิร์คเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการจะเป็นอะไร จะทำอะไร หรือจะมีอะไร

ถูกหรือผิด จึงไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาตัดสินแทนเราได้ เพราะเขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา และไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปตัดสินแทนใครได้ เพราะเราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา

ลองกลับมาถามตัวเองดูนะครับว่า ตอนนี้เราต้องการอะไร และสิ่งที่เราทำอยู่นั้นจะส่งผลให้เราได้สิ่งนั้นรึเปล่า

ถ้าเราอยากไปกระบี่ แต่เพิ่งมารู้ตัวว่าตอนนี้เราอยู่ที่หมอชิต

ก็ถึงเวลาเรียกแท๊กซี่ไปสายใต้แล้วนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก The Global Conversation: One of the most challenging messages ever from God…

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีทำให้ชีวิตยืนยาว

20160105_LongLife

เมื่อคืนวันสิ้นปี 2558 ผมถามแฟนว่ามีอะไรเป็นไฮไลท์สำหรับปีที่ผ่านมาบ้าง

แฟนผมคิดอยู่แป๊บนึงแล้วก็ตอบว่า เที่ยวยุโรป มีลูก แล้วก็ย้ายเข้าบ้านใหม่

คราวนี้เธอถามผมกลับบ้าง ผมก็คิดอยู่ซักพักก่อนจะตอบว่า เที่ยวยุโรป มีลูก ย้ายเข้าบ้านใหม่ แล้วก็เขียนบล็อก

แฟนทักท้วงว่าผมลอกกันนี่ เพราะตอบเหมือนเธอเป๊ะยกเว้นเรื่องเขียนบล็อก

ผมพยายามคิดเพิ่มว่ามีเรื่องอะไรอีกมั้ยที่เป็นไฮไลท์ในปี 2015 ที่ผ่านมา ก็คิดออกอีกว่าช่วงสงกรานต์ผมกับแฟนไปพักโรงแรมมารีน่าภูเก็ตรีสอร์ท โรงแรมสวยมาก กินอยู่อย่างราชา และได้ทำตัวขี้เกียจแบบสุดๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต

นอกจากห้าเรื่องนี้ ผมก็คิดไฮไลท์อย่างอื่นไม่ออกแล้ว

คุณล่ะครับ ปีที่แล้วมีไฮไลท์อะไรบ้าง ลองใช้เวลานึกซัก 30 วินาที…

—–

ช่วงหยุดปีใหม่ ผมได้อ่านบทความใน Medium ชื่อว่า How to Time Travel ที่เขียนโดย Brian Chesky CEO ของ Airbnb เว็บที่เปลี่ยนห้องว่างในบ้านให้กลายเป็นโรงแรม (ใครไม่เคยใช้ Airbnb ขอบอกเลยว่าต้องลอง)

ไบรอันพูดถึงนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ชื่อว่าชาร์ลี

“Brian, I travel because it makes my life seem longer.”

“ไบรอัน ผมชอบเดินทางเพราะว่ามันทำให้ชีวิตดูยืนยาวขึ้น”

ไบรอันก็งงว่าการเดินทางมันเกี่ยวอะไรกับชีวิตยืนยาว ชาร์ลีเลยอธิบายต่อว่า

“When I am on my death bed, I want to look back at my life, and have all these vivid memories. I want them to be full and different every single day.”

“ในชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต ตอนที่ผมย้อนระลึกเรื่องราวต่างๆ ผมอยากจะเห็นภาพที่ทุกวันแตกต่าง เต็มอิ่ม และเจิดจรัส”

ไบรอันฟังแล้วก็คิดได้ว่า ตอนเด็กๆ เขาเคยต้องนั่งรถบัสไปโรงเรียนปีละ 200 วันเป็นเวลาถึง 10 ปี รวมกันแล้ว 2,000 วัน แต่วันเหล่านั้นแทบไม่มีอะไรให้จดจำเลย ภาพทุกอย่างเบลอรวมกันหมด

แต่ไบรอันก็จำได้อีกว่า ในช่วงวัยเด็ก ทุกๆ ปีไบรอันจะได้ไปเที่ยวต่างเมืองกับครอบครัวปีละครั้ง แต่ละครั้งก็เที่ยวต่างที่กันไป ไม่ว่าจะเป็น เซนต์หลุยส์ ดัลลาส บัลติมอร์ ชิคาโก ซีแอตเติล และไบรอันก็จำวันเวลาเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

แล้วไบรอันก็ได้ข้อสรุปว่า

My life is longer because of the journeys I have taken.

ชีวิตของผมดูเหมือนจะยืนยาวขึ้นเพราะการได้เดินทาง

และ

Repetition doesn’t create memories. New experiences do.

อะไรก็ตามที่ทำซ้ำๆ มันไม่ได้สร้างความทรงจำหรอกนะ ประสบการณ์แปลกใหม่ต่างหากที่จะสร้างความทรงจำให้กับคุณ

—–

ปีที่แล้วอะไรเป็นไฮไลท์ของคุณบ้างครับ?

ถ้าคุณเป็นเหมือนผมกับแฟน ชาร์ลี และไบรอัน ไฮไลท์ของคุณน่าจะเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ เช่นการไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวต่างประเทศ หรือการได้ลองเล่น-ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ

แต่ถ้าปีที่แล้วคุณไม่ได้ไปไหนเลย วันๆ อยู่แต่กับที่ทำงานและเสาร์อาทิตย์อยู่กับบ้าน ก็อาจจะไม่มีอะไรที่เป็นไฮไลท์มากนัก

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคุณอาจจะชอบแบบนี้ก็ได้

แต่อีกยี่สิบปีต่อจากนี้ เมื่อคุณมองย้อนกลับมา 365 วันในปี 2558 ก็อาจจะรู้สึกเหมือนแค่ 1 วัน

แต่ถ้าปี 2559 นี้ คุณอยากให้ชีวิตมีเรื่องราวกว่าเดิม แตกต่างกว่าเดิม และเจิดจรัสกว่าเดิม ก็อาจจะต้องสร้างความทรงจำใหม่ๆ ดูบ้าง

เล่นเฟซบุ๊ค คงไม่ช่วยสร้างความทรงจำใหม่ๆ แน่ๆ

เล่นเกมออนไลน์ ก็คงไม่ช่วย

เดินห้าง ก็คงไม่ช่วย

หรือแม้กระทั่งอ่านบล็อกนี้ ก็คงไม่ช่วย

ไปในที่ที่ไม่เคยไป ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ฟังอะไรที่ไม่เคยฟัง ลองอะไรที่ไม่เคยลอง

แล้วปี 2559 นี้ อาจจะยาวนานกว่าปีที่ผ่านๆ มาครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Medium: How to Time Travel by Brian Chesky 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

ชีวิตคือการวิ่งมาราธอน

20151126_Marathon

เมื่อคืนนี้ ระหว่างอุ้มลูกที่ไม่ยอมนอนมาหลายชั่วโมง ก็เกิดความกลัวขึ้นมาในใจว่า “การเลี้ยงลูกนี่เหมือนการวิ่งมาราธอนชัดๆ”

เพราะกว่าลูกจะพูดรู้เรื่องก็ใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเข้าโรงเรียนก็อีกสามสี่ปี กว่าจะพ้นช่วงวัยรุ่นหัวเลี้ยวหัวต่อก็ 18 ปี กว่าจะเรียนจบต้องใช้เวลา 22 ปี กว่าจะทำงานมีฐานะมั่นคงและเจอคนที่ไว้ใจที่จะมาดูแลเขาแทนเราก็อาจจะ 30 ปีหรือมากกว่านั้น

เราต้อง “อุ้มลูก” ไปอีกสามสิบปีเลยหรือนี่

คิดแล้วก็หวาดหวั่นราวกับรู้ตัวว่าต้องวิ่งเป็นระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

—–

เรื่องสำคัญๆ ในชีวิตเราก็มักจะเป็นอะไรที่ใช้เวลายาวนานทั้งนั้น

  • ผ่อนบ้าน
  • ดูแลสุขภาพ
  • สร้างบล็อกที่คนรู้จัก
  • สร้างอาชีพและฐานะที่มั่นคง
  • ดูแลคนสำคัญในครอบครัวให้ดี

แต่ละเรื่องล้วนดู “ยาวไกล” ไม่แพ้กัน

เพียงแค่คิดว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนจะถึงจุดหมายปลายทาง ก็อาจจะทำให้ท้อได้ง่ายๆ

—–

แล้วเราจะรับมือกับความรู้สึกนี้อย่างไร?

ผมเองไม่เคยวิ่งมาราธอน แต่เท่าที่เคยอ่านเรื่องราวของเพื่อนๆ ที่ไปวิ่งมา การวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขารักกีฬาชนิดนี้

ยังมีอีกหลายอย่างที่นักวิ่งมาราธอนพูดถึง

เช่นวิวที่สวยงามบนเส้นทางที่คดเคี้ยว

หรือความ “ทรมานบันเทิง”* ที่เกิดขึ้นระหว่างการวิ่ง

หรือความรู้สึกดีๆ ที่มีเพื่อนร่วมวิ่งมาด้วยกันตลอดเส้นทาง

ผมว่าถ้าจะดำเนินชีวิตไม่ให้เหนื่อยล้าเกินไป เราเองก็อาจต้องมองชีวิตในแง่นี้

วิวที่สวยงาม ก็คือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เราใช้ชีวิตในแต่ละวัน เพียงแต่ต้องไม่ลืมที่จะ “หยุด” และ “มอง” ให้เห็นมัน

ทรมานบันเทิง คือการยอมรับกับความเจ็บปวดและความยากลำบากที่ย่อมผ่านเข้ามาในชีวิต  ดื่มด่ำไปกับมัน และสำนึกว่าอุปสรรคเหล่านี้คือคือสิ่งที่ทำให้เราได้เดิบโต

เพื่อนร่วมวิ่ง ก็คือเพื่อนร่วมทางในชีวิตที่ “ออกวิ่ง” มาพร้อมเราหรืออาจจะก่อนเราด้วยซ้ำ หากเราใส่ใจซึ่งกันและกัน การวิ่งครั้งนี้ก็ะจะไม่เดียวดายเกินไปนัก

—–

เราแต่ละคนได้ “สมัคร” มาราธอนหลายรายการ

บางรายการก็วิ่งคนเดียว บางรายการก็วิ่งกับคนรู้ใจ/คนรู้จัก

บางรายการอาจวิ่งถึงเส้นชัย แต่บางรายการก็อาจจะไม่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

เพราะบางที การเข้าเส้นชัยอาจเป็นแค่ประเด็นรอง

ประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างที่วิ่งต่างหาก คือสิ่งที่มีค่าและความหมายกับเรามากที่สุด

—–

* ทรมานบันเทิง หรือ Torture entertainment เป็นคำที่ผมเรียนรู้มาจากพีท รุ่นน้องที่เอเชี่ยนยูที่ตอนนี้เป็นนักวิ่งระดับโปร

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com