ยังไม่ต้องรีบรวย

20150422_DontGoForMoney

“In the first ten years of your working life, don’t go for money. Because if you do, that’s maybe all you’re going to get”.

“ช่วงสิบปีแรกของการทำงาน อย่าทำไปเพื่อเงิน เพราะถ้าคุณวิ่งตามเงิน นั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณได้”

– ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา

—–

อาจารย์วิพรรธ์คือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอเชี่ยน และเป็นอธิการบดีอยู่ 17 ปี

ผมโชคดีที่มีโอกาสได้คุยกับอาจารย์อยู่บ่อยๆ และคำพูดหลายๆ คำของอาจารย์ก็ติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างเช่นประโยคข้างต้น

ผมทำงานแบบพนักงานกินเงินเดือนมาเกิน 12 ปีแล้ว และได้พบว่าคำพูดของอาจารย์นั้นถูกต้อง

สิ่งที่ผมได้จากช่วง 10 ปีแรกนั้นได้แก่

  • เพื่อนร่วมงานที่ดีและเก่งกว่าเรา
  • งานที่สนุกและท้าทายให้เราออกจาก comfort zone
  • โอกาสในการพัฒนา Soft Skills เช่นการพรีเซนท์ การเจรจา การโน้มน้าว
  • วิธีการทำงานกับคนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเชื้อชาติหรือการมองโลก
  • การดูแลอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
  • การหาให้เจอว่าเราเองถนัดและรักงานด้านไหน

ก็ไม่แน่นะครับ คนที่ went for the money ก็อาจจะได้เรื่องข้างบนมาบ้างเหมือนกัน!

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะตอนนี้กระแสรวยเร็วนั้นมาแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาแล้วถ้าไม่ทำบริษัทเองก็อยากได้งานที่ไม่เหนื่อยแล้วได้เงินเยอะๆ

เงินเยอะๆ นั้นดีครับ ผมเองก็ชอบ แต่กว่าจะได้อะไรมา เราก็ต้องเอาอะไรเข้าไปแลกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือความสงบสุขในจิตใจ

สุดท้ายแล้ว ใครจะเลือกให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรก็คงแล้วแต่คนๆ นั้น

ขอเพียงแต่อย่าลืมแล้วกันว่า

ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

และเวลาของเรามีจำกัดครับ

เงียบๆ คนเดียว

20150411_NewYearSolitary - Copy

ปีใหม่เป็นช่วงที่ควรจะอยู่เงียบๆ คนเดียว หาที่ปลีกวิเวกสัก 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร เช่นนั่งรถทัวร์ไปต่างจังหวัด ขึ้นเครื่องบินไปไหนคนเดียวสักพัก หรือก่อนนอนก็ได้ เอาเวลาตอนนั้นมาใคร่ครวญกับตัวเอง ต่อให้มีลูกมีครอบครัว ก็ต้องหาเวลาปลีกตัวออกมาบ้าง เลี้ยงลูกกันทั้งวัน โง่ตายเลย ผมเชื่อว่าคนเราต้องมีเวลาอยู่คนเดียวแล้วคิดทบทวนหรือคุยกับตัวเอง ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มันสำเร็จไปหรือยัง หรือตั้งเป้าหมายผิดหรือเปล่า

– ดร.วรภัทร ภู่เจริญ

—–

ปีใหม่ไทยปีนี้ผมมาพักผ่อนกับแฟนที่ภูเก็ต

มีหนังสือติดกระเป๋ามาสองสามเล่ม โดยหวังว่าจะได้มีเวลา “นอนตีพุง” อ่านหนังสือแบบเต็มๆ

อ่านบ้าง งีบบ้าง

ใช้ชีวิตช้าๆ ขี้เกียจๆ หลังจากเป็นหนูถีบจักรขาระวิงมาหลายเดือน

แล้วก็กะว่าถ้าใจอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็จะมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในปีนี้ และมองต่อว่าอีก 8-9 เดือนที่เหลือ เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง

การมีเวลากับตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมากๆ อย่างที่ดร.วรภัทรว่า

หยุดยาวคราวนี้ ผมหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะมีเวลาให้ตัวเอง (จริงๆ) เช่นกันนะครับ

—–
Credits:
a day bulletin Issue 284 27 Dec 2103- 2 Jan 2014

นาฬิกายังไม่ตาย

20150403_WorkLifebalance

“ผมว่าชีวิตคนเรามันไม่มีช่วงที่สมดุล
คนเราต้องเอียงซ้ายและเอียงขวาตลอดเวลา
ถ้ามันอยู่สมดุลตรงกลางก็คงเหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา
ที่ถ้าจะให้อยู่ตรงกลางได้นานๆ ก็คงเป็นตอนที่นาฬิกาตาย”
– เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข

ผมเป็นคนที่มีความมั่นใจกับการใช้ชีวิตแบบมี work-life balance (ความสมดุลระหว่างการมีชีวิตกับการทำงาน) เสมอมา

แต่ก็มีบางคำพูดที่ทำให้ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า Work-life balance เป็นเรื่องที่ดีอย่างที่เขาว่าจริงรึเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น

1. หัวหน้าผม ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เคยบอกว่า “Work-Life balance is a myth” (myth = เรื่องเล่าที่ไม่เป็นความจริง คล้ายๆ นิทานปรัมปรา) ผมจำไม่ได้แล้วว่าเขาอธิบายความต่อว่ายังไง แต่คงเป็นเพราะด้วยเนื้องานที่ต้องคุยกับคนในหลายทวีป ทำให้หลายๆ ครั้ง การประชุมจนดึกดื่นและการเอางานกลับไปทำที่บ้านเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

2. โจนาธาน ฟีลด์ (Jonathan Fields) ผู้สร้าง Good Life Project ด้วยการไปสัมภาษณ์คนที่เจ๋งๆ ในหลายๆ วงการว่า ชีวิตที่ดีคืออะไร มีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ผมไม่คิดว่าชีวิตที่ดีคือแค่การได้เลิกงานห้าโมงเย็นแล้วไปเล่นโยคะนะ ชีวิตที่ดีคือการได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำในสิ่งที่เราเชื่อ แม้มันจะเหนื่อยมาก แต่เราก็เข้านอนด้วยความอิ่มเอมใจ”

3. แกรี่ เคลเล่อร์ (Garry Keller) ผู้เขียนหนังสือ The One Thing เคยบอกไว้ว่า การใช้ชีวิตแบบ Work Life Balance นั้นคือจะทำให้เราทำทุกอย่างกลางๆ ไม่สุดโต่ง แต่ก็ไม่ได้สร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน (Magic doesn’t happen in the middle) ลองมาคิดดูว่า ถ้าไอน์สไตน์หรือสตีฟจ๊อบส์ใช้ชีวิตแบบมี Work-life balance ทำงานห้าโมงกลับบ้านไปดื่มชา โลกเราจะเป็นอย่างทุกวันนี้มั้ย

4. ผู้บริหารใหญ่อีกคนหนึ่งของบริษัทที่ผมทำงานอยู่เคยพูดไว้ว่า “People talk about work-life balance, as if they are two different things. But work IS life! So you’d better enjoy your work to enjoy your life. “คนเราพูดถึงสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานราวกับว่ามันเป็นสองสิ่งที่แยกขาดออกจากกัน แต่การทำงานก็คือชีวิตนั่นแหละ ดังนั้นถ้าอยากมีชีวิตที่ดี เราก็ควรสนุกกับงานที่ทำด้วย”

5. ลองเข้าไปที่ https://books.google.com/ngrams แล้วพิมพ์คำว่า work-life balance ลงไปดู แล้วจะพบว่า คำๆ นี้เพิ่งจะเริ่มมีการใช้งานช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง หรือจะพูดในอีกแง่หนึ่ง มันอาจเป็นเพียงวาทะประดิษฐ์ที่เข้ามาอยู่ในแฟชั่นเพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น

ผมไม่ได้จะบอกว่า work life balance ไม่ดี หรือไม่มีอยู่จริง

สุดท้ายแล้วพวกเราทุกคนจะต้องนิยามเองว่า อะไรคือความ “พอดี” ของตัวเอง เพราะคนที่ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง อาจจะมี work-life balance ที่ดีกว่าคนทำงานวันละ 8 ชั่วโมงก็ได้

ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำอะไร และมีความสุขกับชั่วโมงเหล่านั้นแค่ไหนมากกว่า

—–

Credits

a day bulletin issue 290, 7-13 February 2014

อยู่นานๆ ได้ไหม

20150329_GiveAndTake

“คนเราถ้าคิดอยากจะได้อย่างเดียว รับรองเลยว่าอยู่ได้ไม่นาน”
– เจ๊จง

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อของ “หมูทอดเจ๊จง” มาก่อน

ผมเองยังไม่เคยได้ไปลิ้มลองอาหารของที่นี่ แต่เท่าที่ได้อ่านความคิดของเจ๊จง ผ่านหนังสือ Dare to Do กล้าลุย ไม่กลัวล้ม ของคุณกรณ์ จาติกวณิชแล้ว ยิ่งอยากไปดูให้เห็นบรรยากาศกับตา

ข้าวเติมได้ไม่อั้น ไม่อิ่มก็มีกล้วยให้เด็ดไปกินฟรีๆ หมูทอดเจ๊จงจึงร้านขวัญใจคนจนอย่างแท้จริง

แม้จะมีร้านอยู่หลายสาขา แต่เจ๊จงก็ไม่ยอมไปเปิดร้านในห้าง เพราะมันจะทำให้เธอต้องตั้งราคาอาหารแพงขึ้น ถึงแม้คนเดินห้างจะมีกำลังซื้อก็ตาม

เพราะเจ๊จงถือคติที่ว่า แม้แต่ลูกค้าที่มีรายได้น้อยที่สุด ก็สามารถเข้าร้าน “หมูทอดเจ๊จง” ได้ทุกสาขา

“คนเราถ้าคิดอยากจะได้อย่างเดียว รับรองเลยว่าอยู่ได้ไม่นาน” เป็นคำพูดของเจ๊จงที่อยู่ในบริบทของธุรกิจ ว่าถ้าธุรกิจคุณเอาเปรียบลูกค้า ธุรกิจคุณก็ย่อมไม่ยั่งยืน

แต่มันก็อาจสามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตคนธรรมดาอย่างเราได้เหมือนกัน

คนที่คิดเอาแต่ได้ ไม่เอื้อเฟื้อแบ่งปัน หรือแม้กระทั่งไปโกงเขามา ก็คงโดนสาปแช่งให้อยู่ได้ไม่นานเช่นกัน

เจอใครที่เค็มเป็นทะเล ก็อาจเตือนสติเขาว่า ได้มาเยอะแล้ว ลองให้ดูบ้างมั้ย?

จะได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ

—–

Credits:

Wongnai: หมูทอดเจ๊จง (JAE JONG) หลังโลตัสพระราม 4

Thai Publica: กรณ์ จาติกวณิช” อีกก้าวกับ “Dare to do – กล้าลุย ไม่กลัวล้ม

เพื่อนร่วมทาง

20150322_FellowTravelers

“พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ไปปรับปรุงแก้ไขคนอื่น แต่ให้แก้ที่ตัวเอง เมื่อบอกแล้วเขายังไม่ศรัทธาก็ต้องปล่อยวาง เพราะชีวิตเป็นของเขา คุณเป็นผู้ร่วมทางชีวิตกับเขาเพียงชั่วคราวเท่านั้น”
– ดร.สนอง วรอุไร

—–
หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า หากเจอปัญหาหนักหน่วงในชีวิต ขอแค่เงยหน้ามองดาว ก็อาจจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น

เพราะเมื่อเรามองดูความยิ่งใหญ่ของดวงดาวและจักรวาล เราก็จะสำเหนียกว่าตัวเราเองเล็กนิดเดียว

ปัญหาที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรานั้น จริงๆ แล้วไม่มีความหมายอะไรเลย

อ่านประโยคของดร.สนอง จึงเพิ่งนึกได้ว่ามันอาจมีวิธีการมองอีกแบบหนึ่ง

หากเราเชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่ เราก็จะเห็นว่า 70 ปีบนโลกมนุษย์ของเรานั้นเป็นช่วงเวลาที่สั้นเหมือนกับกะพริบตา เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เราต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฎ

แม้กระทั่งคนที่เรารักมากที่สุดอย่าง พ่อ แม่ พี่ น้อง ภรรยา และลูก ก็เป็นเพียงเพื่อนร่วมทางเท่านั้น

เหมือนเราขึ้นรถไฟ แล้วบังเอิญได้เจอคนแปลกหน้า ได้นั่งคุยกันแค่สถานีเดียว ก่อนที่เขา-หรือไม่ก็เราจะต้องลงจากรถขบวนนี้ไป

ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เราคงทำได้เพียงใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันให้มีคุณภาพ แชร์ประสบการณ์ และอาจบอกเขาได้ว่าเราคิดจะไปไหน และจะไปยังไง

แต่เราไม่มีสิทธิ์ไปกะเกณฑ์ให้เพื่อนร่วมทางคนนั้นมาใช้เส้นทางเดียวกับเรา

เพราะแต่ละคนต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะได้ไปเจอกันที่จุดหมาย ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปนัก

—–

Credits:

ดร.สนอง วรอุไร – ยิ่งกว่าสุขเมื่อจิตเป็นอิสระ