ช้าแต่ไม่เฉื่อย เร็วแต่ไม่รีบ

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมครุ่นคิดเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ว่าเราสามารถเป็นคนที่ทำอะไรรวดเร็วโดยไม่เร่งรีบได้มั้ย

เร็วกับรีบต่างกันยังไง?

ผมคิดว่าเร็วเป็นอากัปกิริยาภายนอก ส่วนรีบมันคือสภาวะภายใน

หากเราสามารถเป็นคนที่เร็วแต่ไม่รีบได้ เราก็จะเป็นคนใจเย็นที่ทำงานเร็วเหมือนที่คุณพศิน อินทรวงค์เคยกล่าวไว้

ในทางกลับกัน เราสามารถเป็นคนที่ช้าแต่ไม่เฉื่อยได้มั้ย?

สำหรับคนหัดวิ่งใหม่ๆ เรามักจะได้ยินคำสอนว่า ให้เราวิ่งช้าๆ ไปก่อน พอเราวิ่งช้าได้มากพอมันจะเร็วขึ้นเอง – go slow to go fast

ในโลกที่หมุนเร็ว ความช้ามีคุณค่าและที่ทางของมันอยู่ มันช่วยให้เราทำอะไรด้วยการมีสติ ไม่หุนหันมีปฏิกิริยา (react) กับสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นภายนอก ไม่ใจร้อนอยากถึงเป้าหมายโดยไว

ส่วนความเฉื่อยนั้นคือสภาวะภายใน เป็นความรู้สึกหนืดๆ ติดๆ ขัดๆ ทำอะไรได้ไม่ค่อยสะดวกทั้งกายและใจ

ถ้าเราเป็นคนที่ช้าแต่ไม่เฉื่อย เราน่าจะทำสิ่งสำคัญสำเร็จได้โดยไม่ต้องทิ้งความรอบคอบ

หากเราสามารถเร็วแต่ไม่รีบและช้าแต่ไม่เฉื่อยได้จนเป็นปกติ ผมเชื่อว่าสุดท้ายช้ากับเร็วจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน และช่วยให้เราลื่นไหลไปกับชีวิตที่แปรเปลี่ยนไปตามบริบทได้เป็นอย่างดีครับ

กาแฟ เงินล้าน และการเก็บออมประสบการณ์

เมื่อสัก 4-5 ปีที่แล้ว มีประเด็นดราม่าที่มีคนออกมาคำนวณให้ดูว่า ถ้าไม่กินกาแฟแก้วละ 120 บาทเป็นเวลา 40 ปี จะเก็บเงินได้เป็นล้าน ซึ่งเรื่องนี้ก็มีกระแสตีกลับว่าทำไมเขาจะมีความสุขกับกาแฟของตัวเองไม่ได้

เผอิญวันนี้ได้ยินเรื่องราวที่คล้ายกันจาก audiobook ชื่อ Die With Zero ของ Bill Perkins ผมคิดว่าน่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

หนังสือ Die With Zero ต้องการจะสื่อว่าเราไม่ควรเก็บเงินเพื่อการเกษียณมากจนเกินไป แต่ควรออกแบบการเงินและการใช้ชีวิตของเราเพื่อให้เราได้สะสมประสบการณ์และมีความทรงจำดีๆ ให้คิดถึงในวัยชรา

“The business of life is the acquisition of memories. In the end that’s all there is.”
-Carson of Downton Abbey.

แน่นอนว่าเราก็ต้องวางแผนการเงินให้ดีจะได้ไม่ลำบากตอนแก่ แต่ถ้าเราเอาแต่เก็บเงินและไม่ใช้ช่วงเวลาวัยหนุ่มสาวให้คุ้มค่า พอถึงวัยเกษียณเราอาจมีเพียงเงินแต่ไม่มีแรงแล้วก็ได้

จุดประสงค์ของหนังสือ Die With Zero ก็คือช่วยเราหาทางสายกลางระหว่างการ “เก็บออมเงิน” และ “เก็บออมประสบการณ์” นั่นเอง

ผู้เขียนบอกว่า ไม่ใช่เรื่องผิดถ้าคุณจะซื้อกาแฟแก้วละ 120 บาทกินทุกวัน แต่เขาก็อยากชี้ให้เห็นว่า ถ้าเรางดกินกาแฟราคาแพงเป็นเวลาหนึ่งเดือน (ไม่ต้องรอถึง 40 ปี) เราจะมีเงินเก็บมากพอที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวเมืองไหนก็ได้ในประเทศนี้ (ผู้เขียนยกตัวอย่างอเมริกา แต่ผมลองเช็คตั๋วบินไป-กลับเชียงใหม่หรือภูเก็ตแล้วก็ตกประมาณ 3,000 บาท)

ถ้าเราเป็นคนชอบเที่ยวและชอบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ บางทีมันก็อาจจะคุ้มค่าก็ได้ที่เราจะลดค่ากาแฟลงเพื่อจะได้มีเงินไปเที่ยวมากขึ้น

แต่ถ้าเราไม่ใช่คนชอบเที่ยว และรู้จักตัวเองดีว่าการได้กินกาแฟแก้วโปรดทุกวันนั้นสำคัญกับเรากว่าการเดินทางเป็นไหนๆ ก็จงกินกาแฟของเราไป ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

ผมชอบประเด็นนี้ตรงที่มันเตือนให้เราเห็น “ค่าเสียโอกาส” ชัดเจนขึ้น ไม่มีโอกาสไหนสูงค่ากว่าโอกาสไหน เพียงแต่ขอให้เราคำนึงถึงมันให้ครบด้าน จะได้ไม่ใช้ชีวิตแบบ auto pilot จนพลาดประสบการณ์ที่มีคุณค่าสำหรับเราครับ

จะประหยัดได้แค่ไหนถ้ารู้สึกว่าไม่ต้องอวดใครเลย

ประหยัดในที่นี้คือประหยัดทั้งเงิน แรง และเวลา

Morgan Housel บอกว่าการจับจ่ายเพื่ออวดคนอื่นว่าเรามีเงินเยอะแค่ไหน คือวิธีที่เร็วที่สุดที่เราจะมีเงินน้อยลง

“Spending money to show people how much money you have is the fastest way to have less money.”

ที่เรารู้สึกว่าเราต้องอวดคนอื่น เพราะเรากำลังเล่น status game อยู่ มันคือการช่วงชิงที่ทางในระดับชั้นทางสังคมที่เราเล่นกันมาเนิ่นนาน

Status game ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อเรามีโซเชียลมีเดีย ที่ได้แปลงร่างจากร้านกาแฟที่ให้ผู้คนได้มาพบปะพูดคุย กลายเป็นโรงละครที่ผู้คนผลัดกันขึ้นมาแสดงบทบาทและหวังจะได้รับเสียงปรบมือ

การได้ยอดไลค์ยอดแชร์นั้นทำให้ใจฟูฟ่องก็จริง แต่ในวันที่ยอดไลค์ยอดแชร์ไม่เท่าเดิมใจเราก็อาจแฟ่บลงและอาจทำให้เราเลิกทำสิ่งนั้นไปเลย

การเล่น status game จึงอาจทำให้เราหลงทาง หลอกให้เราทำในสิ่งที่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ชอบหรือไม่ได้เชื่อ หรือหลอกให้เราเลิกทำในสิ่งที่มีคุณค่าเพียงเพราะว่าไม่ได้รับเสียงปรบมือเท่าคนอื่น

แต่ถ้าเราเติบโตทางความคิดและอารมณ์มากพอที่จะรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องอวดใคร ไม่จำเป็นต้องแข่ง status กับใคร ชีวิตจะง่ายดายขึ้นมาก

“The most valuable personal finance asset is not needing to impress anyone.”
-Morgan Housel

ลองคิดดูว่าเราจะประหยัดแรงและเวลาได้มากมายเพียงใด ถ้าเราไม่รู้สึกว่าต้องอวดใครเลย

เมื่อถึงวัย 40 เราควรเริ่มสร้างภูมิคุ้มกัน

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภา และ mentor ของผมและเพื่อนอีกสองคนในโครงการ IMET MAX เคยบอกเราไว้ว่า วัยสี่สิบคือช่วงที่ดี เพราะเรามีประสบการณ์มากพอ ยังมีกำลังวังชา ลูกยังฟังเราอยู่ คนรอบตัวยังไม่เจ็บไม่ตาย นี่คือช่วงชีวิตที่เราสามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่ ในวัยนี้เราจึงควรมีเวลาได้คุยกับตัวเอง ตอบตัวเองให้ได้ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเรา

หนึ่งในสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับช่วงวัยนี้ คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองในทุกมิติ

1. ภูมิคุ้มกันทางการเงิน

เรื่องการลงทุนและเก็บเงินสำหรับวัยเกษียณทุกคนน่าจะเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ผมจึงอยากเสริมประเด็นที่คนอาจไม่ค่อยคิดถึงเท่าไหร่นัก

นั่นคือการทำตัวให้ “ฆ่าไม่ตายทางการเงิน” หรือ financially unbreakable เหมือนที่ Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money

Housel บอกว่าเราควร invest like an optimist, save like a pessimist – ลงทุนอย่างคนมองโลกในแง่ดี และออมเงินแบบคนมองโลกในแง่ร้าย

เราควรมีเงินสดอยู่ในบัญชีมากเกินพอ เพราะถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนให้เรา แต่ในวันที่เราจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ มันจะคุ้มค่ามาก

อีกอย่างหนึ่งที่คนลงทุนอาจจะมองข้ามไป คือการ cap the downside หรือจำกัดการสูญเสีย

ผมเพิ่งตัดสินใจซื้อประกันคุ้มครองโรคร้าย โดยหวังว่าจะ “ขาดทุน” คือไม่ต้องใช้มันเลย แต่หากเกิดโชคร้ายป่วยหนักขึ้นมา ต้องเสียเงินรักษาตัวเป็นหลักล้าน ประกันนี้ก็น่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่สร้างภาระให้คนที่เรารักและรักเราต้องเดือดร้อน

การซื้อประกันสุขภาพคือ downside protection เสียเงินแน่ๆ ปีละเป็นหมื่น แต่มันคือการเสียที่เรารับได้และจัดการได้

หลายคนไม่ยอมซื้อประกันเพราะรู้สึกว่า “ซื้อทิ้ง” คิดว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรหรอก ซึ่งถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น มันคือความเชื่อฝังลึกของมนุษย์ที่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นข้อยกเว้น ชอบคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ชอบคิดว่าเรื่องร้ายๆ จะเกิดกับคนอื่นแต่จะไม่เกิดกับเรา ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็ทำให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิต แต่ในอีกแง่หนึ่งมันคือการหลอกตัวเอง และจะหยุดหลอกได้ก็ต่อเมื่อโดนความจริงอันโหดร้ายตบหน้า และเตือนให้เราตระหนักว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดาอีกคนหนึ่งเท่านั้น


2. ภูมิคุ้มกันทางอัตลักษณ์

เรื่องนี้ไม่ค่อยมีคนพูดถึง แต่วัยสี่สิบคือวัยที่กำลังโลดแล่นในหน้าที่การงาน บางคนได้เป็นผู้บริหารระดับสูง บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังเติบโต และเราก็มักจะใช้ช่วงชีวิตนี้กับการ “ลงทุนในหน้าที่การงาน” มาก – จนอาจจะมากเกินไป

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน บริษัทที่เคยใหญ่คับฟ้าในปีนี้อาจตกที่นั่งลำบากในปีหน้า นามบัตรที่เคยบอกตำแหน่งของเราอาจกลายเป็นแค่แผ่นกระดาษที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้

หากเรานิยามตัวเองโดยใช้งานที่เราทำเป็นตัวตั้งแต่เพียงอย่างเดียว ในวันที่เราสูญเสียงานของเราไป ไม่ว่าจะเร็วๆ นี้หรือในปีที่เราเกษียณ เราอาจหลงทางเพราะไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว

ดังนั้น เราควร diversify อัตลักษณ์ของตัวเอง อย่าให้งานประจำเป็นเพียงสิ่งเดียวที่นิยามเราได้

เราควรจะมีชีวิตนอกที่ทำงาน เป็นนักเรียนโยคะ เป็นนักวิ่ง เป็นบล็อกเกอร์ เป็นลูก เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นสมาชิกชมรม หรือเป็นอะไรก็ตามที่เอื้อให้เราสวมบทบาทที่หลากหลาย เพราะในวันที่เราสูญเสียอัตลักษณ์หลักของเรา เรายังมีอัตลักษณ์รองเหล่านี้เป็นที่พึ่งพิง


3. ภูมิคุ้มกันทางสุขภาพ

ความแข็งแรงทางกายของเราจะพุ่งสู่จุดสูงสุดในช่วงยี่สิบปลายๆ หรือสามสิบต้นๆ นี่คือเหตุผลที่นักกีฬาอาชีพแทบทุกประเภทจะเกษียณก่อนอายุ 40

สำหรับคนปกติที่ไม่ได้เล่นกีฬาในระดับสูงสุด เราอาจไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายของเราต่างออกไปมากนัก แถมเรายังชอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าร่างกายของเรายังเหมือนตอนหนุ่มสาว ก็เลยยังใช้ชีวิตแบบเดิม กินแบบเดิม บ้างานแบบเดิม

ทำให้ผมนึกถึงเพลง “ทรัพย์สินออกไป” ของวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า

“ทำงานโอทีมาเกือบ 40 ปี จนเก็บเงินได้เป็นสิบๆ ล้าน
พอเกษียนออกมา เราก็ผลาญมันไปกับค่ารักษาพยาบาล
ไหนจะโรคหัวใจ ไหนจะโรคความดัน โรคข้อ โรคกระดูก โรคไต
ความเครียดมันโจมตี สุขภาพไม่เคยดี มีมะเร็งในลำใส้ใหญ่”

วัยสี่สิบปี คือช่วงชีวิตที่เราต้องหันมาสนใจสุขภาพอย่างจริงจัง หนึ่งเพราะว่าเรายังมีแรง สองเพราะว่าเรายังมีเงิน สามเพราะว่ายังมีเวลาพอที่จะ “สะสมสุขภาพ” เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวัยชรา

ส่วนคนที่บอกว่าชีวิตช่วงนี้ยุ่งมาก ไม่มีเวลาออกกำลังกาย นั่นเป็นเพราะว่าเรายังไม่เห็นสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ หากเราเห็นอะไรเป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง เราจะมีเวลาให้มันเอง


4. ภูมิคุ้มกันทางความสัมพันธ์

พี่ตูน บอดี้แสลม เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร a day เล่มที่ 166

“คนดีๆ สักคนสองคนที่เรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกัน พร้อมที่จะอยู่ด้วยกันในวันที่ลำบากนี่มันดีกว่าชื่อเสียงเงินทองอีกนะ เรารู้แล้วว่าในวันที่เราป่วยใครจะพาเราไปหาหมอ สมมติเรามีเงินมากมายแต่ไม่มีตรงนี้ ผมก็ไม่เอา”

เวลาผมสอนเรื่อง time management ให้น้องที่บริษัท ผมจะบอกเขาเสมอว่าเขาต้องดูแลตัวเองให้ดี และดูแลคนในครอบครัวให้ดี อย่าบ้างานจนทอดทิ้งคนที่ใกล้ชิด เพราะถึงเวลาที่เขาป่วย ต้องล้มหมอนนอนเสื่อหรือนอนโรงพยาบาล ไม่มีใครในบริษัทไปนอนเฝ้าไข้หรอกนะ คนที่จะคอยดูแลเราคือคนในครอบครัว ดังนั้นจงอย่าละเลยคนเหล่านี้ เพราะเขาคือคนกลุ่มสุดท้ายที่จะอยู่กับเราอย่างแท้จริงในวันที่เราไม่สบาย

ผมรู้ว่ามันไม่ง่ายที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดี เพราะเรามีเวลาและพลังงานที่จำกัด แค่จัดการเรื่องงานให้ดี จัดการเรื่องเงินให้ดีก็ตึงมือมากพออยู่แล้ว

คำแนะนำที่ผมพอจะมี คือได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น และเวลาที่ได้อยู่กับคนที่เรารัก ก็จงอยู่กับเขาอย่างแท้จริง ใช้เวลาที่น้อยนิดให้มีคุณภาพ เราไม่ต้องทำอะไรที่มันถูก แค่อย่าทำอะไรที่มันผิดก็พอ


5. ภูมิคุ้มกันความทุกข์

ตั้งแต่เด็กเราถูกสอนว่าการเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว

พออายุเกิน 40 ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันจะดู “จริง” และ “จับต้อง” ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เวลาไปงานศพ เขาก็เชิญให้เรามานั่งแถวหน้า (ใกล้โลงศพ) บ่อยขึ้น

จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เราพยายามวิ่งหนีความแก่เจ็บตายด้วยการทาครีม ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ ด้วยการย้อมผม ด้วยการบ้าออกกำลังกาย ด้วยการเป็นคน super productive เพื่อจะได้รู้สึกว่าชีวิตเรายังทำอะไรได้อีกเยอะ ชีวิตของเราไม่มีขีดจำกัด

แต่ความเป็นจริงก็คือชีวิตนั้นจำกัดเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไร้ความแน่นอนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่ครุ่นคิดหรือศึกษาเรื่องการเผชิญหน้ากับความชราหรือการจากลาตั้งแต่ตอนนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการรออ่านหนังสือคืนสุดท้ายก่อนสอบไฟนอล

แท้จริงแล้วยังมีภูมิคุ้มกันอื่นๆ ที่ผมยังไม่ได้พูดถึง แต่คิดว่าห้าข้อนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ที่เขียนมาไม่ได้แปลว่าต้องรีบ แต่แปลว่าต้องเริ่ม และต้องมองให้ครบด้าน

ขอเป็นกำลังใจให้คนวัยสี่สิบทุกท่านในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองในทุกมิติครับ

หัดเป็นคนมองใกล้

เมื่อเช้านี้ผมไปวิ่งที่สวนหลวง ร.9 มาครับ

บ้านผมอยู่ใกล้สวนสาธารณะแห่งนี้มาก ขับรถ 10 นาทีก็ถึง แต่ไม่ค่อยได้มาเท่าไหร่ ปีหนึ่งน่าจะได้มาวิ่งหรือมาเดินเล่นไม่เกิน 5 ครั้ง

ระหว่างวิ่ง ผมเจอน้องคนหนึ่งที่มาวิ่งกับเพื่อนอีกสองคน พอถามเขาว่าบ้านอยู่แถวนี้เหรอ เขาบอกว่าเปล่า บ้านอยู่แถวถนนจันทน์ แต่มาวิ่งที่นี้เพราะเพื่อนชวนมา

ผมคิดว่าน่าจะมีคนที่อยู่บ้านไกลกว่าผมหลายเท่า อาจต้องขับรถครึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้นเพื่อจะมาสวนหลวง ร.9 ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของกรุงเทพ

มันทำให้ผมนึกถึงบทความ “คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล” ที่ผมเขียนเอาไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว

เพื่อนผมที่เป็นชาวฝรั่งเศสและอาศัยอยู่ในปารีสเคยบอกผมว่า เขามีเพื่อนชาวปาริสหลายคนที่ไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลย อาจจะเป็นเพราะว่าคุ้นเคยและอยู่ตรงนั้นมานาน ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันพิเศษอะไร

ในขณะที่คนทั่วโลก 40 กว่าล้านคนเดินทางมาปารีสเพื่อมาชมหอไอเฟลทุกปี แต่คนท้องถิ่นกลับรู้สึกเฉยๆ


เมื่อสามปีที่แล้ว มีเพื่อนชาวเกาหลีคนหนึ่งมาทำงานที่กรุงเทพ

เมื่อต้นปีที่แล้วเขาตัดสินใจลาออกและเดินทางกลับเกาหลี แต่ก่อนจะกลับประเทศเขาลางานหนึ่งสัปดาห์เพื่อจะได้ไปเที่ยวเกาะต่างๆ ในกระบี่

เขาบอกผมว่าอยู่เมืองไทยมาเกือบสองปี ยังไม่เคยไปเที่ยวหาดดังๆ ในเมืองไทยเลย ตอนนี้จะกลับประเทศแล้วก็เลยต้องเที่ยวทิ้งทวนเสียหน่อย

เมื่อสองปีที่แล้วมีเพื่อนชาวเกาหลีอีกคนหนึ่งมาทำงานที่เมืองไทย และต้นปีนี้เขาต้องย้ายไปประจำที่สิงคโปร์

แล้วก็เหมือนหนังม้วนเดิม เขาลางานเพื่อไปเที่ยวเกาะต่างๆ ในเมืองไทยเพราะอยู่มาหนึ่งปีกว่าไม่เคยได้เที่ยวเลย

เหมือนกับว่า เราต้องรอให้มีเส้นตายหรือรอให้เวลาใกล้หมดเสียก่อน เราถึงจะลงมือทำสิ่งที่เราอยากทำมานาน


คนเราชอบมองไปข้างหน้า ชอบมองไปไกลๆ ชอบมองไปอนาคต

เวลาผมสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน ว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จะตอบว่าญี่ปุ่น เกาหลี หรือยุโรป แทบไม่มีคนพูดถึงสถานที่เที่ยวในเมืองไทย

ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคนไทยย่อมรู้สึกว่าเที่ยวเมืองไทยจะทำเมื่อไหร่ก็ได้

แต่ความคิดที่ว่าอยู่ใกล้ จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ อาจกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลัง

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ตากล้องมืออาชีพคนหนึ่งที่คุณแม่เพิ่งเสีย

พอต้องหารูปคุณแม่มาตั้งที่งานศพ เขาจึงรู้ตัวว่าเขาไม่เคยถ่ายรูปดีๆ ของแม่เก็บเอาไว้เลย

เป็นตลกร้ายที่ตากล้องคนหนึ่งจะถ่ายภาพผู้คนเอาไว้มากมายยกเว้นรูปแม่ตัวเอง


คนเราจะอยากได้เฉพาะสิ่งที่เรายังไม่มี

เมื่อเราได้สิ่งหนึ่งสิ่งใดมา เราก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งนั้นน้อยลงไปทันที

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ คู่ครอง หรือแม้กระทั่งทายาท

มันคือการเล่นกลของโดพามีน ที่จะหลั่งออกมาก็ต่อเมื่อเรามีความอยากไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ไกลออกไป แต่เมื่อได้มันมาแล้วโดพามีนก็จะหยุดหลั่ง ถ้าอยากจะให้โดพามีนหลั่งอีกต้องไปไขว่คว้าอย่างอื่นต่อ

สายตาของเราจึงมักจับจ้องแต่สิ่งที่อยู่ไกลตัว

เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ บางทีเราอาจอยากกลับมามองสิ่งใกล้ตัวให้มากขึ้น

หลายคนเดินทางมาไกลมาก ถ้าให้ตัวเราเมื่อ 10 หรือ 20 ปีที่แล้วมาเห็นว่าเราวันนี้ได้บรรลุและครอบครองอะไรแล้วบ้าง เขาน่าจะอิจฉาเราไม่น้อย และเขาคงคิดว่าเราน่าจะมีความสุขมาก

แต่ความจริงก็คือเราไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น ไม่ว่าชีวิตจะดีแค่ไหน มนุษย์ก็จะหาเรื่องไม่พอใจได้อยู่ดี

บางที การมีความสุขความพอใจอาจไม่ใช่การคว้าสิ่งที่ยังไม่มีให้ได้มา แต่คือการกลับมามองสิ่งใกล้ตัวที่เรามี มองให้เห็นคุณค่า และใช้เวลากับมัน (หรือกับเขา) ให้มากขึ้น

ถ้ามองไกลอยู่เรื่อยไปเราอาจไม่มีวันพึงพอใจ

หัดเป็นคนมองใกล้ แล้วเราอาจพบความสุขที่ไม่ต้องออกไปไขว่คว้าครับ