อย่ารำคาญใครจนเรากลายเป็นคนน่ารำคาญ

ในชีวิตเรามักจะมีคนที่เราไม่ถูกชะตาด้วย แค่เห็นหน้าก็รู้สึกขุ่นมัว

พอมีอคติต่อกัน เขาทำอะไรก็ไม่เข้าตา พอไม่เข้าตา เราก็หงุดหงิด เริ่มฟาดงวงฟาดงา

แล้วบางทีก็ฟาดไปโดนคนข้างๆ ที่เขาไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ เมื่อโดนฟาดบ่อยๆ เขาก็อิดหนาระอาใจ ได้แต่ยอมทนเราเรื่อยมา

ดังนั้น เราต้องคอยระวังไม่ให้ความหงุดหงิดของเราไปทำร้ายคนที่เรารักและอยากให้รักเรา

อย่ารำคาญใครจนเรากลายเป็นคนน่ารำคาญเลยนะครับ

โลกนี้มันโหดร้ายหรือเราเองที่เปราะบาง

คนเราทุกคนแสวงหาความสุขความสบาย ซึ่งบางทีมันก็คล้ายกับดาบสองคม

เพราะถ้าชีวิตนี้เจอแต่ความสุขมาตลอด เมื่อต้องเจอความทุกข์เราอาจไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันยังไง

หรือถ้าเราเจอแต่คนดีๆ มาตลอด เราอาจกลายเป็นคนโลกสวยและไม่เท่าทันคนแย่ๆ ที่คอยเอาเปรียบ

หากเราคาดหวังที่จะเจอแต่เรื่องดีๆ และไม่เผื่อใจเอาไว้บ้างเลย เมื่อเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เรานี่แหละที่จะ hurt ที่สุด

เพราะสมการของความสุข เขียนออกมาได้ดังนี้

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ถ้าชีวิตเคยชินกับความสบาย ความคาดหวังของเราก็จะสูงลิบลิ่ว

แต่โลกแห่งความจริงมันไม่ได้มีแต่เรื่องบวก ถ้าความจริงคะแนนต่ำ แต่ความคาดหวังเราสูง ความสุขของเราก็จะติดลบ

ดังนั้น หลายครั้งที่เราเจ็บปวดจะเป็นจะตาย ไม่ใช่เพราะว่าโลกนั้นโหดร้าย แต่เพราะเราเปราะบางเกินไปเอง คิดภาพสมัยวัยรุ่นที่เราอกหักจนกินอะไรไม่ลง มองกลับไปก็ยังคงรู้สึกตลกตัวเองว่าเป็นอะไรมากมั้ย

มองโลกในแง่ดีนั้นดีแน่ แต่ต้องเผื่อใจที่จะเจอเรื่องแย่ๆ เอาไว้

เพราะโลกแห่งความจริงนั้นมีทั้งดีและร้ายสลับกันไป

เจอเรื่องดีก็ดีไป ถ้าเจอเรื่องร้ายก็เติบโตครับ

ติมาก็วางไว้ ชมมาก็วางไว้

ที่บอกอย่างนี้เพราะเราชอบเข้าไปถือ

ใครติเราเพียงนิดเดียว หัวเราจะร้อน อยากกระโดดออกไปปกป้องชี้แจง

ใครชมเราเพียงนิดเดียว ตัวเรามักจะลอย ขาไม่ค่อยติดดิน

บางทีการที่เราโดนติ ก็ไม่ใช่เพราะเราทำผิด และก็ไม่ใช่เพราะเขาเข้าใจผิด แต่มีหลายๆ ปัจจัยรวมกัน หน้าที่ของเราคือแยกแยะส่วนที่มีประโยชน์เอาไปปรับปรุงตัวเองต่อ

บางทีการที่เราโดนชม ก็ไม่ใช่เพราะว่าเราเก่ง หรือเพราะว่าเขาชมชอบเรา บางทีอาจเป็นเพียงแค่จังหวะหรือโชคดี อย่าไปคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป อย่าไปหิวกระหายที่จะได้รับการยอมรับเพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้

ติมาก็วางไว้ ชมมาก็วางไว้ครับ

นี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย

สมัยเด็กๆ เราจะมีเพื่อนข้างบ้านที่ออกไปเล่นด้วยกันอยู่เสมอ

เจอหน้ากันเกือบทุกวัน เล่นเสร็จก็ไปกินน้ำกินขนมของบ้านใครบ้านหนึ่ง ได้รู้จักพ่อแม่ของเพื่อน เพื่อนก็รู้จักพ่อแม่ของเรา สนิทสนมกันยิ่งกว่าญาติบางคน

แล้ววันที่เราได้เจอเพื่อนคนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก็มาถึง โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันคือครั้งสุดท้าย เผลอๆ ไม่ได้บอกลากันด้วยซ้ำ

หลายๆ อย่างในชีวิตที่เกิดขึ้นจากนี้ไป อาจเป็นครั้งสุดท้ายโดยที่เราไม่รู้ตัว

ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น

ครั้งสุดท้ายที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

ครั้งสุดท้ายที่ได้กอดคนที่เรารัก

ชีวิตนั้นไม่แน่นอน ถ้าเราตระหนักได้ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายของอะไรบางอย่าง ใจเราอาจ”อยู่ตรงนี้” ได้มากกว่าที่ผ่านมาครับ

เมื่อลูกน้องไม่ได้ดั่งใจ

ให้กลับมาดูตัวเองว่าเราเองก็เป็นลูกน้องที่ไม่ได้ดั่งใจของหัวหน้าเราเช่นกัน

ดูว่าเรายังขาดตกบกพร่องตรงไหน แล้วปรับปรุงตัวเองก่อน

เมื่อเราดีขึ้น ลูกน้องก็จะดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ต่างอะไรกับที่เวลาเราเก็บห้องให้เรียบร้อย แล้วคนอื่นๆ ในบ้านก็หันมาเก็บห้องของตัวเองบ้าง

วิธีการนี้ใช้ได้กับคนที่ไม่ใช่ลูกน้องด้วย

เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อแฟนไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เมื่อคนในครอบครัวไม่ได้ดั่งใจ ให้กลับมาดูตัวเอง

เพราะเราเปลี่ยนใครไม่ได้ แต่เราใช้ความบกพร่องของคนอื่นเป็นตัวเตือนสติให้เราเปลี่ยนตัวเองได้ครับ