อย่ามองหาความหวานในถุงพริก

อย่ามองหาความหวานในถุงพริก

“One who looks for sweetness in a sack of chillies will be disappointed. One who looks for a dropped key in a place that is easy to search, rather than where it was lost, will not find it.”
-Ajahn Jayasāro

คำกล่าวเบื้องต้นมาจากหนังสือ “from heart and hand” ของพระอาจารย์ชยสาโร (พระพรหมพัชรญาณมุนี) ที่เพื่อนคนหนึ่งให้ผมมาตอนนัดกินข้าวกัน

อ่านประโยคข้างต้นแล้วผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่หลายท่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันมา

คุณยายอาศัยอยู่กับหลานสาวที่กำลังเรียนอยู่ปี 4

หลานคนนี้ติดเที่ยวกลางคืน ทิ้งให้ยายอยู่บ้านคนเดียวเป็นประจำ

กลางดึกคืนหนึ่ง หลานกลับมาเห็นคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าบ้าน

“ยายทำอะไรอยู่คะ?”

“ยายกำลังหากุญแจอยู่”

หลานสาวจึงช่วยยายหากุญแจด้วย แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

“ยายทำกุญแจหล่นตรงไหนนะ หนูจะได้ช่วยหาดีๆ”

“หล่นในห้องนอนน่ะ”

“อ้าว แล้วยายมาหาตรงนี้ทำไม?”

“ยายเห็นว่าตรงนี้มันสว่างดี จะได้หาเจอง่ายๆ”

“ยายตลกอ่ะ ทำกุญแจหล่นในห้อง มาหาหน้าบ้าน แล้วมันจะเจอได้ไง?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ทีหลานทำความสุขหล่นหาย ยังไปตามหาในผับได้ทุกวันเลย”


จะว่าไป ทุกสิ่งที่เราทำล้วนเพื่อบรรลุอะไรบางอย่าง เรากินเพื่อให้ร่างกายมีกำลังวังชา เรานอนเพื่อให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อน เราจีบสาวเพราะว่าอยากมีคนเคียงข้าง เราทำงานเพื่อจะได้มีปัจจัยมาหล่อเลี้ยงชีวิต

แต่หลายครั้งหลายครา สิ่งที่เราทำก็ใช่ว่าจะนำมาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ

Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยเขียนจดหมายบอกลูกชายไว้ว่า

“ลูกอาจจะคิดว่าลูกอยากได้รถแพงๆ นาฬิกาหรูๆ และบ้านหลังใหญ่ แต่พ่อขอบอกลูกไว้เลยว่าลูกไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นหรอก สิ่งที่ลูกต้องการคือความเคารพและความชื่นชมจากคนรอบตัว และลูกก็คิดไปเองว่าการมีของแพงๆ จะทำให้ได้สิ่งเหล่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วมันแทบไม่เคยนำพาสิ่งเหล่านั้นมาให้เลย โดยเฉพาะจากคนที่ลูกอยากให้เคารพและชื่นชมลูก

เวลาลูกเห็นคนขับรถเท่ๆ ลูกคงแทบไม่เคยคิดว่า “โห พี่คนนั้นเท่จังเลย” แต่ลูกจะคิดว่า “โห ถ้าเราได้ขับรถคันนั้นเราคงเท่น่าดู” เห็นความย้อนแย้งนี้มั้ย? ไม่มีใครสนใจคนที่นั่งอยู่ในรถหรอกนะ

จะซื้อของดีๆ มาใช้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ขอให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่คนเราแสวงหานั้นคือความเคารพนับถือ และความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นจะสร้างความนับถือได้มากกว่าความโอ้อวด”


หากลองกลับมาสำรวจชีวิตและนิสัยของตัวเอง เราอาจพบว่าเรากำลังพยายามทำ A เพื่อให้ได้ B ทั้งที่จริงแล้วโดยส่วนลึกเราก็รู้อยู่แก่ใจ A ไม่ได้นำไปสู่ B หรอก แต่พอเราเห็นคนอื่นเขาทำกัน เราก็เลยทำแบบเขาบ้าง

เหมือนมองหากุญแจตรงหน้าบ้าน เหมือนมองหาความหวานในถุงพริก

ต่อให้พยายามมากเท่าไหร่ก็หาไม่เจอครับ

ชีวิตนี้เรายังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย

หนึ่งในวงดนตรีไทยที่ผมชอบมากที่สุดคือวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ซึ่งอยู่ในวงการมา 21 ปีแล้ว

เพลงที่น่าจะแมสที่สุดของวงคือเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ “ดา เอ็นโดรฟิน” กับ “ป๊อป ปองกูล” นำมาคัฟเวอร์

ที่ผมชอบวงนี้ เพราะว่าเนื้อหาและลีลาการเขียนเพลงของ “พี่ตุล” ตุล ไวทูลเกียรติ ผู้เป็นนักร้องนำของวงนั้นมีความเป็นกวีและมีความเป็นนักต่อสู้สูงมาก

ผมเคยได้ฟังพี่ตุลมาออกรายการ “ป๋าเต็ดทอล์ก” เล่าถึงประสบการณ์ที่เขาได้ไปร่วมงาน Sacred Mountain Festival และได้ใช้เวลาท่ามกลางผู้คนที่สนใจด้านจิตวิญญาณและการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

พี่ตุลเล่าถึงจังหวะที่เดินเข้าไปในร้านน้ำชาในงานนี้ และได้พูดคุยกับคนขายชาซึ่งเป็นแฟนเพลงวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า

น้องคนนั้นถามคำถามหนึ่งที่พี่ตุลคิดว่าดีมาก:

“ชีวิตนี้พี่ยังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย”

ซึ่งพี่ตุลก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า

“ผมได้ทำในสิ่งที่ผมควรจะทำมาแล้ว และผมก็จะแฮปปี้ถ้าผมได้ทำต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามันจะจบลงวันนี้ ผมก็แฮปปี้นะ เพราะกิจกรรมที่ผมต้องการจะทำต่อมันก็คือกิจกรรมเดิมนี่แหละ ผมไม่เคยคาดหวังที่จะทำอะไรมากไปกว่างานเขียน ดนตรี และสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้”


วัย 30-45 ปีคือวัยที่เรายุ่งเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นช่วงของการสร้างเนื้อสร้างตัว ยิ่งถ้าใครมีลูกเล็ก แค่จะหาเวลานอนยังยาก แถมหน้าที่การงานก็ไม่ง่าย ต่อให้มีเทคนิคการบริหารเวลาที่ดีแค่ไหน หลายคนก็รู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ

พอรู้สึกว่าเวลามีน้อยเหลือเกิน สิ่งที่ต้องทำมีมากมายเหลือเกิน เราจึงมองได้ไม่ไกลมากนัก แค่เอาตัวให้รอดในเดือนนี้หรือในสัปดาห์นี้ได้ก็เก่งแล้ว

เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่บน timescale ที่ค่อนข้างสั้น ด้วยความหวังว่าสักวันเราจะยุ่งน้อยลง เราจึงมักผัดผ่อนสิ่งที่รู้ว่าควรทำมาตลอด

บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่เราเคยรับปากกับคนอื่นเอาไว้ บางเรื่องก็สิ่งที่เราเคยรับปากกับตัวเองเอาไว้ แต่ด้วยหลายปัจจัยเราจึงไม่เคยได้ทำสิ่งเหล่านั้น

คำถามคือหากวันนี้เวลาของเราหมดลง หรือเวลาของคนที่เราเคยรับปากเขาไว้นั้นหมดลง เราจะมีความค้างคาใจหรือไม่

และถ้ามันจะเกิดความรู้สึกเสียดายหรือเสียใจในภายหลัง มันมีอะไรที่เราจะพอทำได้ในวันนี้พรุ่งนี้เพื่อลดความคาใจนั้นหรือเปล่า

แน่นอนว่าคำตอบไม่เคยง่าย เรื่องบางอย่างเราก็ยังทำไม่ได้จริงๆ แต่กับบางเรื่อง ถ้าเราลดข้อแม้ลงบ้าง ก็อาจมีหนทางมากกว่าที่เราคิด

ชีวิตนี้เรายังมีติดค้างอะไรอยู่มั้ย

ขอให้คำถามนี้ผุดขึ้นในใจบ่อยๆ เพื่อช่วยนำทางในการเลือกใช้เวลาต่อจากนี้ครับ

บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องการบริหารเวลา

James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits เคยชี้ให้เห็นว่าเวลาเราพูดว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้” แท้จริงแล้วเราอาจกำลังพูดว่า “เราไม่เหลือแรงที่จะทำเรื่องนี้” หรือไม่เราก็กำลังบอกว่า “จริงๆ แล้วเราไม่ได้สนใจที่จะทำเรื่องนี้หรอก”

แทนที่จะพยายามบริหารเวลาให้ดีขึ้น เราควรกลับมาดูแลตัวเองให้ดีขึ้น และหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราสนใจอย่างแท้จริง

ถ้าเราได้พักผ่อนมาเพียงพอ และได้ทำเรื่องที่ตัวเองสนุก การหาเวลาเพื่อทำสิ่งนั้นก็แทบจะไม่เป็นปัญหาเลย

แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถทำเฉพาะทุกสิ่งที่เราอยากทำได้ เพราะชีวิตก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบ แต่ถ้าเราปล่อยให้หน้าที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากเกินไป เราอาจหลงลืมหรือละเลยที่จะทำในสิ่งที่เคยเติมเต็มเราได้ เพราะเราไม่เคยมีเวลาให้กับมัน และได้แต่บอกตัวเองว่า วันหนึ่งเมื่อเราพร้อม เราจะกลับไปทำสิ่งนั้น ซึ่งวันนั้นก็ยังไม่เคยมาถึงเสียที

บางทีเราอาจต้องคิดแบบ Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks ที่บอกว่าเราควรเลิกรอให้ถึงวันที่เรา “เอาอยู่ทุกอย่าง” ถึงจะค่อยเริ่มทำสิ่งที่เรารัก

บางทีเราต้องเริ่มทำสิ่งที่เรารักตั้งแต่วันนี้ และพร้อมเผชิญความรู้สึกว่าเรากำลังบกพร่องในบางหน้าที่ดูบ้าง

ชีวิตไม่ควรแสวงหาความเพอร์เฟ็กต์ เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าเราทำได้จริง เราควรทำได้ไปนานแล้ว เพราะอ่านหน้งสือมาแล้วตั้งกี่เล่ม ใช้แอปมาแล้วตั้งกี่ตัว

บางทีมันจึงไม่ใช่เรื่องการบริหารเวลา แต่มันคือการบริหารพลังงาน บริหารความเข้าใจตนเอง และบริหารความกล้าที่จะลองปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการใช้ชีวิตครับ

ตัวเลขในบัญชีคือนิทาน ประสบการณ์วันต่อวันคือของจริง

เมื่อปี 2016 Seth Godin ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Tim Ferriss Show เอาไว้ว่า

“เงินคือนิทาน (Money is a story) หลังจากที่เรามีเงินเพียงพอสำหรับซื้อข้าวปลาอาหาร ดูแลคนในครอบครัว และเรื่องอื่นๆ อีกนิดหน่อย เงินก็จะกลายเป็นแค่นิทานที่เราเล่าให้ตัวเองฟัง

เราสามารถเล่านิทานเกี่ยวกับเงินได้ตามที่เราต้องการ และคงจะเป็นการดีถ้านิทานเรื่องนั้นเป็นนิทานที่เราฟังมันได้อย่างสบายใจ

เดี๋ยวนี้เงินส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นธนบัตรด้วยซ้ำ เหลือแค่เพียงตัวเลขบนหน้าจอ และจำนวนเงินที่เรามีก็ไม่ได้บ่งบอกคุณค่าของเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อเราค่อนข้างสุขสบายดีแล้ว เมื่อเราไม่ต้องกระเบียดกระเสียร เมื่อเรามีหลังคาคุ้มหัว เมื่อเรามีประกันสุขภาพ มันก็ถึงเวลาที่เราต้องตัดสินใจว่าเรายังต้องการเงินเพิ่มอีกแค่ไหน และเราจะยอมแลกอะไรบ้างเพื่อให้ได้มันมา เพราะทุกอย่างมีราคาของมันเสมอ”


ผมเคยฟังสัมภาษณ์นี้แค่ครั้งเดียว แต่ประเด็นที่ Seth Godin จุดเอาไว้ก็สว่างอยู่ในใจผมตลอดมา

เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเคยพูดกับผมว่า “Nobody dislikes more money.” ไม่มีใครไม่ชอบเงินเยอะขึ้นหรอกนะ

ซึ่งผมก็เชื่อว่าเป็นความจริงสำหรับพวกเราส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในโลกทุนนิยม ถ้าไม่มีเงินเราก็อยู่ลำบาก และความสามารถในการดูแลคนที่เรารักย่อมจำกัด

โหมด default ของเราก็คือหาเงินให้เยอะๆ เอาไว้ก่อน เพื่อสร้างอนาคตและความมั่นคง

แต่เส้นความรู้สึกมั่นคงของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนมีหนึ่งล้านก็พอใจ ในขณะที่อีกคนมีสิบล้านก็รู้สึกว่ายังไม่ปลอดภัย

และนี่คือความหมายของ “นิทาน” ที่ Seth Godin พูดถึง เพราะแต่ละคนเล่านิทานให้ตัวเองฟังคนละเรื่อง แม้จะมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้นิทานของตัวเองมี Happy Ending

สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือหากเรามัวแต่จับจ้องที่จะสร้าง Happy Ending เราอาจสูญเสีย Happy Being ไประหว่างทาง

สมมติว่าเราไม่ได้เดือดร้อนทางการเงิน แล้วมีคนมาเสนองานใหม่ที่ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น 50% แต่มันไม่ใช่งานที่เราทำแล้วมีความสุขเลยแม้แต่น้อย เราจะยอมทุกข์ใจสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงเพื่อ “สร้างอนาคตให้เสร็จเร็วขึ้น” หรือไม่?

หรือถ้าเราทำธุรกิจเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ แต่เราไม่เคยมีเวลาว่าง ไม่เคยได้พักผ่อนเพียงพอ และเรากลายเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้ มันจะยังคุ้มกันอยู่รึเปล่า?

แน่นอนว่าไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด เพราะบริบทชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สิ่งที่เรามีเหมือนกันแน่ๆ คือเวลาอันจำกัดบนโลกใบนี้ ที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ เงินทองที่เก็บไว้จะได้ใช้หรือเปล่า อนาคตที่มั่นหมายเราจะอยู่ถึงวันนั้นหรือไม่

ในวันนี้ที่ “ยังไม่สำเร็จ” เราไม่คิดจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขบ้างเลยหรือ

อย่างที่เซธบอกเอาไว้ ว่าเมื่อชีวิตเดินทางถึงจุดหนึ่ง เราต้องตัดสินใจว่าเรายังต้องการเงินเพิ่มอีกแค่ไหน และเราจะยอมแลกอะไรเพื่อให้ได้มันมา

เพราะตัวเลขในบัญชีคือนิทาน แต่ประสบการณ์วันต่อวันคือของจริงครับ

ให้คำพูดของเรานั้นศักดิ์สิทธิ์

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนบอกว่าเขาสามารถทำนายอนาคตได้

เขาพูดว่า “เดี๋ยวผมจะไปอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของห้อง” เมื่อพูดจบเขาก็เดินไปที่ฟากหนึ่งของห้อง เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำนายเอาไว้นั้นแม่นยำจริงๆ

ตอนที่อ่านข้อความนี้ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมก็รู้สึกแปลกๆ ผู้เขียนไม่ได้ทำนายอนาคตได้เสียหน่อย เขาก็แค่พูดในสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แล้วก็ทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเหลวไหลเรื่องนี้ก็ยังกลับมาให้ผมขบคิดอยู่บ่อยๆ

(อะไรที่ผ่านไปนานแล้วแต่เรายังนึกถึงมันอยู่ แสดงว่ามันน่าจะมีประโยชน์อะไรบางอย่าง เพราะโดยปกติแล้วสมองคนเรานั้นโยนทิ้งข้อมูลเก่งกว่านักจัดบ้านแบบ KonMari เสียอีก อะไรที่ไม่จำเป็นหรือไม่ spark joy เราก็จะลืมมันไปอย่างง่ายดาย อังคารที่แล้วกินอะไรเป็นข้าวเที่ยงผมยังจำไม่ได้เลย)

ผมว่าบทเรียนลึกๆ ของการ “ทำนายอนาคตอันแสนสั้น” ก็คือเราสามารถทำในสิ่งที่เราลั่นวาจาเอาไว้ได้

แน่นอนว่าโอกาสในการทำสิ่งที่เราเอ่ยไว้ให้สำเร็จนั้นก็มีสูงต่ำต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่เราพูดออกมานั้นทำได้ยากแค่ไหนและต้องใช้ปัจจัยอะไรบ้าง

ถ้าการทำนายว่า “ผมจะไปอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องใน 10 วินาที” นั้นมีโอกาสถูกต้อง 100%

และการทำนายว่า “ผมจะมีเงินเก็บ 100 ล้านภายใน 10 ปี” มีโอกาสถูกต้อง 1%

การทำนายว่า “น้ำหนักผมจะลดลง 1 กิโลภายใน 1 เดือน” นั้นมีโอกาสถูกต้อง 80% เพราะว่ามันอยู่ในวิสัยที่เราจะทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

เราจึงควรฝึก “ทำนาย” เรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างน้อย 80% แล้วตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ

ปีใหม่นี้หลายคนตั้งปณิธานว่าจะอ่านหนังสือให้มากขึ้น จะออกกำลังกายให้มากขึ้น จะเล่นโซเชียลให้น้อยลง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วเรามีโอกาสทำให้เกิดขึ้นได้เกิน 80% แน่ๆ เพราะมันอยู่ในความควบคุมของเราเกือบทั้งหมด

แต่ถ้าเราตั้งใจเอาไว้ แล้วเรากลับไม่ได้ทำ (ซึ่งต่างจากการทำไม่ได้) การผิดคำพูดนี้จะกลับมาทำร้ายตัวเองตรงที่มันอาจทำให้เราเชื่อถือตัวเองน้อยลง

เมื่อพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และควรทำได้ แต่เรากลับไม่ทำ คำพูดของเราก็จะศักดิ์สิทธิ์น้อยลงเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งคนก็จะเลิกให้น้ำหนักกับคำพูดของเรา

และคงเป็นเรื่องน่าเศร้า ถ้าไม่มีใครเชื่อใจในคำพูดของเราแม้แต่ตัวเราเอง

ในมุมกลับกัน ถ้าเราพูดในสิ่งที่เราทำได้ และเราก็ทำให้มันเกิดขึ้นจริง เราจะเริ่มเชื่อใจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

จากเชื่อใจจะกลายเป็นเชื่อมั่น จากเชื่อมั่นจะกลายเป็นศรัทธา

ถ้าเราเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จะมีทรัพย์สมบัติอะไรที่มีค่าไปกว่าการมีศรัทธาในตัวเอง

เมื่อมองไปยังคนที่เขาคิดใหญ่ ฝันใหญ่ และลงมือทำให้เกิดขึ้นได้จริง สิ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันก็คือศรัทธาที่เต็มเปี่ยมทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่น เพราะเขาได้พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายและเอ่ยวาจาเอาไว้นั้นมันเกิดขึ้นจริง

เรายังไม่ต้องฝันใหญ่เบอร์นั้นก็ได้ เพราะจะกดดันตัวเองเกินตัว

เริ่มจากเรื่องง่ายๆ เรื่องที่ถ้าได้ลงมือทำแล้วโอกาสสำเร็จนั้นเกือบ 100% ก่อน

พูดในสิ่งที่เราทำได้ แล้วก็ลงมือทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น ไม่ต่างจากการเดินไปฟากหนึ่งของห้อง จากนั้นค่อยขยับไปทำเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าจะพูดอะไรออกมาว่าจะทำ ก็จงลงมือทำอย่างตั้งใจ จนกว่าสิ่งนั้นจะเห็นผล

หากทำได้บ่อยๆ คำพูดของเราจะมีความศักดิ์สิทธิ์ครับ