ไม่ต้อง Beat Yesterday ก็ได้

Beat Yesterday เป็นคำขวัญของ Garmin ที่บอกว่าเราไม่ต้องแข่งกับใคร แค่แข่งกับตัวเองก็พอ

หากเราเก่งกว่าตัวเองเมื่อวานนี้ได้ ตัวเราย่อมจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

การที่คนเราดีขึ้นแค่วันละ 1% พอครบปีเราจะดีขึ้นถึง 38 เท่า*

ส่วนถ้าเราแย่ลงวันละ 1% พอครบปีเราจะแย่ลง 39 เท่า**

ดีขึ้นเพียงเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ ก็นำไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้

แย่ลงเพียงเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอ ก็นำไปสู่หายนะได้

เมื่อเห็นสมการเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีใครหลายคนสนุกกับการวัดผล และสนุกกับการ beat yesterday

แต่หากใครได้ใช้ชีวิตแบบนั้นมาสักพัก อาจจะพบว่าการ beat yesterday นั้นไม่ได้นำพามาซึ่งความสุขเท่าไหร่นัก

เพราะชีวิตคนเราไม่เคยเป็นเส้นตรง บางช่วงงานก็หนักหน่วง บางช่วงทะเลาะกับคนใกล้ตัว บางช่วงไม่สบาย และบางช่วงก็อยากอยู่เฉยๆ

การพยายามที่จะดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ยังรู้สึกหนักอึ้งได้

ในวันที่สภาพจิตใจหรือร่างกายไม่สมบูรณ์พร้อม แต่เราดันอยากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีพร้อม จึงมักมีสองทางให้เลือกเดิน

หนึ่งคือลงมือทำแล้วไม่ได้ตามเป้า แล้วเราก็ผิดหวังกับตัวเอง (แถมแผนของเราก็ดันวางไว้ว่าวันพรุ่งนี้ต้องดีขึ้นกว่านี้อีก!)

สองคือรู้อยู่แก่ใจว่าทำไม่ได้ตามเป้า ก็เลยหยุดทำมันซะเลย จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวัง

ทั้งสองทางเลือกอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน และอาจทำให้เราเอาเป็นเอาตายกับชีวิตเกินไป

เราจึงควรมีทางเลือกที่สาม คืออย่าเปรียบเทียบตัวเองกับเมื่อวานนี้ แต่ให้เปรียบเทียบตัวเองในวันที่แย่ที่สุด

ถ้าเมื่อวานนี้วิ่งได้ 5 กิโลเมตร วันนี้ไม่ต้องวิ่ง 5.1 กิโลเมตรก็ได้ แค่วิ่ง 1 กิโลเมตรก็ดีกว่าวันที่เราเอาแต่นอนคุดคู้อยู่ในห้องแล้ว

ในบางเกมของชีวิต จุดประสงค์ไม่ใช่การไปถึงเป้าหมาย แต่คือการอยู่ในเกมให้ได้นานที่สุด เพราะมันคือ infinite game

ถ้าที่ผ่านมาพบว่าการ beat yesterday มันเหนื่อยเกินไป ลองลดความคาดคั้นที่มีต่อตัวเอง แล้วเราอาจจะพบกับความพึงพอใจกว่าเดิมครับ


* 1.01^365 = 37.8

** 1/0.99^365 = 39.2

เราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอรึเปล่า

“การอยู่ไปทุกที่ เท่ากับเราไม่ได้อยู่สักที่

หากเราเดินทางตลอดเวลา เราจะมีคนรู้จักมากมายแต่ไร้ซึ่งเพื่อนสนิท

อาหารจะไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายหากมันเข้ามาและออกไปทันที

ไม่มีอะไรทำให้การรักษาล่าช้าเท่ากับการเปลี่ยนยาบ่อยๆ

ต้นไม้ที่ถูกย้ายที่ไปเรื่อยๆ ย่อมไม่อาจเติบโต”

นี่คือคำพูดของ Seneca ปราชญ์แห่งกรุงโรม

แม้จะผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ข้อความนี้ก็ยังเป็นความจริง

เราอยู่ในยุคที่มีภูมิต้านทานต่ำต่อความเบื่อหน่ายและความยากลำบาก

เมื่อทางเลือกมีมากมาย หากเราเจออะไรที่มันยากเย็น เราก็จะหันไปทำอย่างอื่นแทน

ถ้าทำงานชิ้นนี้แล้วมันน่าเบื่อ เราก็หันไปเช็คอีเมลหรือส่องเฟซ

ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมันไม่ค่อยรู้เรื่อง เราก็หันไปอ่านเล่มอื่นที่มันย่อยง่ายๆ

ถ้าทำธุรกิจนี้แล้วเจอเรื่องที่ต้องลงแรงมากไปหน่อย เราก็หันไปหาไอเดียทำธุรกิจใหม่ๆ

เหมือนคนขุดดินหาน้ำบาดาล แต่ไม่เคยได้น้ำมาดื่มให้ชื่นใจ เหตุเพราะขุดไปหลายสิบหลุม แต่ไม่เคยขุดลึกพอสักหลุมเดียว

การอยู่ไปทุกที่ เท่ากับเราไม่ได้อยู่สักที่ – Eveywhere means nowhere.

ขอให้เราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอครับ

บางทีก็แค่ต้องกลั้นใจแล้วกระโดด

ประโยคหนึ่งที่หัวหน้าผมชอบพูดบ่อยๆ คือ take a leap of faith

Leap คือกระโดด

Faith คือศรัทธา

Take a leap of faith คือการกระโดดออกไปด้วยความเชื่อใจในอะไรสักอย่าง

ซึ่งมันต้องใช้กันบ่อยมากในวงการสตาร์ตอัพ เพราะเรากำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่มีแผนที่ให้เดินตาม และไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะนำไปสู่สวรรค์หรือหุบเหว

ตัวผมเองเคย take a leap of faith มาแล้วหลายครั้ง

จากที่เรียนจบวิศวะไฟฟ้าแต่ไม่ชอบไฟฟ้า ก็เลยผันตัวเองมาเป็น software engineer

พอเป็น software engineer ก็ทำได้แค่กลางๆ เลยผันตัวเองไปเป็น technical support ซึ่งก็ทำได้ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้อินกับมันมาก

พอรู้ตัวอยู่สาย tech ไม่น่าจะรุ่ง เลยผันตัวเองไปทำงานสื่อสารองค์กร

และเมื่อหัวหน้าคนปัจจุบันชวนให้มาลองทำ HR ก็เลยต้องผันตัวเองอีกครั้ง และเชื่อว่านี่อาจไม่ใข่ครั้งสุดท้าย


สมัยทำงานที่แรก ทีมของผมเคยไป outing กันที่ค่ายทหารในหัวหิน

หนึ่งในฐานกิจกรรมคือการกระโดดหอ

ความสูงของหอนั้นไม่ได้สูงลิบลิ่ว แต่สูงในระดับที่ว่ากันว่ามันเล่นกับความกลัวของเราได้มากที่สุด

แม้จะมีอุปกรณ์เซฟตี้เต็มตัว แต่พอมองลงไปข้างล่างก็หวาดเสียวจนขาแอบสั่นอยู่เหมือนกัน

แต่เมื่อถึงตรงนั้นแล้ว จะไม่กระโดดก็น่าเสียดาย เลยต้องกลั้นหายใจและกระโดดลงมาพร้อมทั้งตะโกนดังลั่น

ใครที่เคยผ่านประสบการณ์นี้จะรู้ว่า มันจะน่ากลัวที่สุดแค่ตอนก่อนเรากระโดดเท่านั้น


อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อะไรที่เคยเป็น comfort zone มันอาจจะเป็น safe zone ก็จริง แต่ในยุคนี้ comfort zone มันอาจจะกลายเป็น dangerous zone ได้อย่างรวดเร็ว

เราเชื่อใจชีวิตพอมั้ย เราเชื่อใจตัวเองพอรึเปล่า ว่าต่อให้ทางข้างหน้ายังไม่เคลียร์นัก แต่เดี๋ยวเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้แหละ

เมื่อชีวิตมาถึงจุดุจุดหนึ่งที่มองลงไปแล้วขาสั่น แต่จะให้หันหลังก็น่าเสียดาย

ถึงตอนนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ take a leap of faith

ก็แค่ต้องกลั้นใจแล้วกระโดดออกไปเท่านั้นเอง

พายุบางลูกก็มาเพื่อเคลียร์เส้นทาง

“Not all storms come to disrupt your life, some come to clear your path.”
-Paulo Coelho

เราทุกคนย่อมต้องพานพบลมมรสุมของชีวิต

ระหว่างที่ฝ่าฟันพายุฝน เราอาจนึกบ่นอยู่ในใจว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา

แต่ใช่ว่าพายุทุกลูกจะมาเพื่อกลั่นแกล้งหรือรังแก หลายครั้งพายุก็เป็นพรซ่อนรูป

เมื่อทุกสิ่งราบเป็นหน้ากลอง ทางที่เคยปิดตายก็อาจเปิดกว้าง ความเป็นไปได้หลายอย่างอาจผุดพราย

ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย

และไม่มีพายุลูกไหนจะคงอยู่ตลอดไปครับ

วันที่ฉันหยุดพูดกับลูกว่า “เร็วๆ หน่อย”

เมื่อเรามีชีวิตที่วุ่นวาย ทุกนาทีนั้นมีค่าเสมอ เรารู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่างให้เสร็จ หรือไม่ก็ต้องเช็คมือถือ หรือไม่ก็ต้องรีบไปยังที่ถัดไป แต่ไม่ว่าเราจะพยายามเท่าไร ก็ดูเหมือนเราจะไม่เคยมีเวลาพอเลย

ชีวิตฉันเคยเป็นแบบนั้นอยู่สองปี ความคิดและการกระทำของฉันถูกครอบงำด้วย notifications เสียงสายเรียกเข้า และตารางที่แน่นเอี้ยด และแม้ว่าฉันอยากจะทำทุกอย่างให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด แต่ฉันก็มักจะสายเสมอ

เพราะว่าฉันมีลูกสาววัย 6 ขวบที่แสนจะใจเย็นนั่นเอง

เวลาที่เราต้องออกจากบ้านได้แล้ว ลูกจะใช้เวลาว่าจะเลือกกระเป๋าและมงกุฎ

เวลาที่ฉันเข้าเกียร์ D พร้อมจะเหยียบคันเร่ง ลูกจะขอใส่เข็มขัดนิรภัยให้น้องหมีก่อน

เวลาที่ฉันซื้ออาหาร takeaway และจะเดินออกจากร้าน ลูกจะหยุดคุยกับหญิงชราที่หน้าตาละม้ายคุณยายของเธอ

เวลาฉันอยากรีบเดินกลับให้ถึงบ้านเพื่อจะได้ไปออกกำลังกายซัก 30 นาที ลูกจะหยุดคุยและลูบหัวหมาทุกตัวที่มีคนพามาเดินเล่น

เวลาที่ฉันมีตารางเต็มตั้งแต่ 6 โมงเช้า ลูกจะขอตอกไข่และเล่นทำกับข้าว

ลูกสาวคือของขวัญสำหรับคุณแม่เจ้าระเบียบอย่างฉัน แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวหรอกนะ เวลาชีวิตเราวุ่นวายเกินไป สายตาของเราก็มักจะมองอะไรได้ไม่กว้างนัก เราจะเห็นแค่สิ่งที่ต้องทำอันถัดไปเท่านั้นเอง และอะไรก็ตามที่ไม่ช่วยลดงานใน to do list เราก็จะถือว่ามันเป็นเรื่องเสียเวลา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกสาวทำให้แผนการฉันรวน ฉันจะคิดอยู่ในใจว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้นะ” (“We don’t have time for this.”)

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมคำพูดที่ฉันพูดกับลูกบ่อยที่สุดคือคำว่า “เร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย เราสายแล้วนะ”

“กินข้าวเร็วๆ หน่อย”

“แต่งตัวเร็วๆ หน่อย”

“แปรงฟันเร็วๆ หน่อย”

“เร็วๆ หน่อย ถึงเวลานอนแล้ว”

และแม้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” จะไม่ได้ช่วยเพิ่มความเร็วให้กับลูกแม้แต่น้อย ฉันก็ยังพูดมันออกมาอยู่ดี เผลอๆ จะพูดบ่อยกว่าคำว่า “แม่รักหนู” ซะอีก

ความจริงนี่มันทิ่มแทงนะ แต่มันก็เยียวยาด้วยเช่นกัน

แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เราเพิ่งรับลูกสาวคนโตมาจากโรงเรียน และพอกลับถึงบ้าน ถึงเวลาต้องลงจากรถ พอเห็นว่าน้องสาวของเธอทำอะไรช้าเกินไป ลูกคนโตของฉันก็เลยพูดออกมาว่า “ชักช้าจริงๆ เลย” ยิ่งเห็นเธอกอดอกและถอนหายใจ ฉันก็ได้มองเห็นตัวเองในร่างของลูกสาวคนโต

ณ วินาทีนั้น ฉันถึงได้รู้ตัวว่าที่ผ่านมาฉันเป็นคนตัวใหญ่ที่ชอบกดดันและชอบเร่งรีบคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยาก enjoy กับชีวิต

นิสัยเร่งรีบของฉันกำลังทำร้ายลูกสาวทั้งสองคน

ฉันสบตาลูกคนเล็กและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แม่ขอโทษนะที่แม่เร่งลูกตลอดเลย จริงๆ แล้วแม่ชื่นชมลูกนะที่ทำอะไรโดยไม่เร่งรีบ แม่ก็อยากจะทำให้ได้เหมือนลูกเหมือนกัน”

ลูกสาวทั้งสองคนประหลาดใจที่ฉันพูดแบบนั้นออกไป โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กที่ดวงตาเป็นประกาย ดูออกเลยว่าเธอดีใจที่ฉันยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

“แม่สัญญาว่าจากนี้ไปแม่จะใจเย็นกว่านี้” ฉันพูดพลางโอบเธอมากอดไว้ ส่วนลูกสาวก็ยิ้มไม่หุบเมื่อได้ฟังคำมั่นที่แม่เพิ่งให้กับเธอ

การหยุดใช้คำว่า “เร็วๆ หน่อย” นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไร สิ่งที่ยากคือการเรียนรู้ที่จะรอคอยลูกสาวอันแสนใจเย็นต่างหาก เพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นสำหรับเราทั้งคู่ ฉันให้เวลาเธอมากขึ้นสำหรับการเตรียมตัวเวลาเราต้องออกไปที่ไหน และแม้จะทำอย่างนั้นแล้วบางทีเราก็ยังสายอยู่ดี แต่ฉันก็บอกนะตัวเองว่าเราจะสายแบบนี้อีกแค่ไม่กี่ปีหรอก แค่ช่วงที่ลูกยังเด็กอยู่เท่านั้นเอง

เวลาเราเดินไปร้านขายของ ฉันจะก้าวเท้าตามความเร็วของลูก และเวลาเธอหยุดดูอะไร ฉันจะพยายามไม่กังวลถึงเรื่องที่ฉันต้องทำและบอกตัวเองให้แค่เฝ้ามองเธอ

ฉันได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยเห็นในตัวลูกสาวมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรอยบุ๋มบนมือหรือรอยย่นบนหน้าเวลาลูกยิ้ม ฉันได้เห็นว่าคนที่เดินผ่านมามีปฏิกิริยาอย่างไรเวลาที่ถูกลูกชวนคุย ฉันเห็นเวลาลูกเจอแมลงสวยๆ หรือดอกไม้งามๆ เธอเป็นคนช่างสังเกต และคนช่างสังเกตในโลกนี้นั้นมีไม่มากนักหรอก และฉันก็ตระหนักได้ว่าลูกคือของขวัญอันล้ำค่าสำหรับจิตวิญญาณอันว้าวุ่นของแม่คนนี้

เป็นเวลาสามปีแล้วนับตั้งแต่วันที่ฉันให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้ชีวิตให้ช้าลง นับตั้งแต่วันนั้นฉันก็พยายามลดความยุ่งเหยิงในชีวิตให้น้อยลงด้วย การทำอะไรอย่างใจเย็นนั้นต้องฝืนตัวเองพอสมควร และลูกสาวคนเล็กของฉันก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าฉันต้องพยายามต่อไป จริงๆ แล้วเธอเพิ่งเตือนฉันอีกครั้งเมื่อวันก่อนนี้เอง

วันนั้น เราสองคนปั่นจักรยานไปซื้อไอติมที่ร้านรถเข็น หลังจากซื้อไอติมให้เธอแล้ว เราก็นั่งลงที่ม้านั่งและลูกก็มองไอติมด้วยความตื่นเต้น

แต่แล้วสีหน้าของเธอก็กังวลขึ้นมาเล็กน้อย “แม่ขา หนูต้องรีบกินรึเปล่า?”

น้ำตาฉันเกือบไหลออกมา บางทีเราคงไม่อาจลบรอยแผลเป็นแห่งชีวิตที่เร่งรีบได้

ในขณะที่ลูกมองมาที่ฉันและรอคำตอบ ฉันรู้ว่าฉันมีสองทางเลือก ระหว่างนั่งเสียใจกับความผิดพลาดในอดีต หรือดีใจที่วันนี้ฉันได้พยายามทำสิ่งที่ต่างออกไป

ฉันเลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน

“หนูไม่ต้องรีบเลยจ้ะ ค่อยๆ กินได้เลย”

แล้วเราก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย มีบางช่วงด้วยซ้ำที่เรานั่งเงียบๆ มองหน้าแล้วยิ้มให้กัน

ฉันนึกว่าลูกจะกินไอติมจนหมดเกลี้ยง แต่ปรากฎว่าพอเธอกินใกล้จะเสร็จ เธอยื่นไอติมให้ฉันและบอกว่า “หนูเก็บคำสุดท้ายไว้ให้แม่นะคะ”

ฉันมอบเวลาให้กับลูก และเธอก็ตอบแทนฉันด้วยไอติมคำสุดท้าย ลูกสอนให้ฉันรู้ว่าสิ่งต่างๆ นั้นหวานหอมกว่าเดิมและความรักนั้นเกิดขึ้นง่ายดายกว่าเดิมหากเราเรียนรู้ที่จะใจเย็นกับชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นการ

กินไอติม

เด็ดดอกไม้

ใส่เข็มขัดนิรภัย

ตอกไข่

เก็บเปลือกหอย

ดูแมลงเต่าทอง

เดินเล่น

ฉันจะไม่พูดอีกต่อไปแล้วว่า “เราไม่มีเวลาทำเรื่องนี้” (“We don’t have time for this”) เพราะการพูดแบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการพูดว่า “เราไม่มีเวลาใช้ชีวิต” (“We don’t have time to live”)

การเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับเรื่องธรรมดา คือทางเดียวที่จะใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง


ถอดความจากบทความของ Huffpost: The Day I Stopped Saying ‘Hurry Up’ by Rachel Macy Stafford