ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันที่ดี

มนุษย์เราอยู่บนโลกนี้ประมาณ 80 ปี

หรือประมาณ 1,000 เดือน

หรือประมาณ 4,000 สัปดาห์

หรือประมาณ 30,000 วัน

แต่ละวันจึงเป็นหน่วยย่อยของสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต”

ชีวิตที่ดีกับชีวิตที่แย่จึงต่างกันแค่ตรงนี้

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันดีๆ มากกว่าวันแย่ๆ

ชีวิตที่แย่คือชีวิตที่มีวันแย่ๆ มากกว่าวันดีๆ

ความไม่แน่นอนของโลกย่อมการันตีว่าเราไม่สามารถมีวันดีๆ ได้ตลอดไป สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะมีวันดีๆ มากกว่าวันที่ไม่ดี

ซึ่งวันที่ดีก็คือวันที่มีชั่วโมงที่ดีมากกว่าชั่วโมงที่แย่ และชั่วโมงที่ดีคือชั่วโมงที่มีนาทีที่ดีมากกว่านาทีที่แย่

นาทีนี้จะเป็นนาทีที่ดีหรือแย่นั้นอาจถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยภายนอกก็จริง แต่มันจะแย่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยภายใน – ว่าเราจะทำร้ายตัวเองเพิ่มเติมรึเปล่า

นาทีที่ดี -> ชั่วโมงที่ดี -> วันที่ดี -> สัปดาห์ที่ดี -> เดือนที่ดี -> ปีที่ดี -> ชีวิตที่ดี

ชีวิตทั้งชีวิตจึงขึ้นอยู่กับแต่ละนาที แต่ละขณะ

“Each day is a small lifetime. Live a good life today.”
-James Clear

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีวันที่ดี

มาทำวันนี้ให้เป็นวันที่ดีกันครับ

ที่เราเบื่อเพราะเราทำตัวน่าเบื่อ

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันไม่ค่อยมีสีสัน บางทีเราก็ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างที่มันต่างออกไป

เพราะหากทำอย่างที่เคยทำ เราก็จะเป็นอย่างที่เคยเป็น และการนอนดูทีวีหรือเล่นมือถือคงไม่ใช่คำตอบ

ตอนนี้ชีวิตกลับมาแทบจะปกติ 100% แม้ยังต้องระวังตัวอยู่แต่ก็ดีกว่าปีที่แล้วมาก

ทางเลือกจึงมีมากมาย เหลือแต่ว่าเราจะเลือกทำอะไรบ้าง

“Only boring people get bored.”
-Anonymous

ไม่ทำตัวเป็นน่าเบื่อ แล้วเราจะหายเบื่อเองครับ

คนรวยที่สุด 1% มีวิธีคิดอย่างไร

ฉันอายุ 17 ปี ส่วนพ่อแม่ของฉันก็มีรายได้และ net worth ที่ทำให้เราเป็นคนรวยที่สุด 1% ในอเมริกา

แม่เป็นคนหารายได้เข้าครอบครัวมากที่สุด เธอเป็นผู้บริหารบริษัทติดอันดับ Fortune 500 แม้ว่าเธอจะได้รายได้เป็นหุ้นมากกว่าเงินเดือนก็ตาม ครอบครัวของเรามีทั้งพินัยกรรมและกองทุนทรัสต์สำหรับฉันและน้องชาย

คนมักจะนึกว่าคนร่ำรวยนั้นชอบโชว์หรู นี่ไม่ใช่เรื่องจริงเลย พวก “เศรษฐีใหม่” (nouveau riche) อาจจะเป็นแบบนั้น แต่พวกเขาจะรวยอยู่ได้ไม่นานนักหรอกเพราะว่าพวกเขามักจะมีหนี้สิน ส่วนคนที่อยู่ในระดับ Top 1% และมีความตั้งใจที่จะรักษาและขยายความมั่งคั่งนั้นจะใช้ชีวิตอย่างพอประมาณและใช้น้อยกว่าที่หามาได้เสมอ

ครอบครัวของฉันสามารถซื้อบ้านที่แพงกว่านี้ได้อีกหลายเท่า แต่เรากลับอาศัยอยู่ในบ้านที่มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ บ้านหลังนี้ราคาต่ำกว่าเงินเดือนของพ่อแม่ในแต่ละปีเสียอีก

ถ้าเราจะซื้อรถหรูๆ สัก 3-4 คันเราก็ทำได้ แต่ครอบครัวใช้รถโตโยต้าปี 2011 และรถฮอนด้าปี 2006 [ข้อความนี้เขียนเมื่อปี 2017] ประเด็นก็คือแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้ของราคาแพงที่สุด แต่เราไม่มีหนี้สินเลย เราไม่ต้องผ่อนรถ ไม่ต้องผ่อนบ้าน สำหรับคนทั่วไปแล้วเราเหมือนชนชั้นกลางระดับบน (upper middle class) เท่านั้นเอง

การได้เป็น Top 1% ทำให้ฉันเบาใจอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเทอมรึเปล่า ไม่ว่าฉันจะเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนที่ไหนพ่อแม่ก็จ่ายไหว ถ้าพ่อแม่ตกงานเราก็ไม่ลำบากเพราะเรามีรายได้จากการลงทุนมากพอ ถ้าเศรษฐกิจแย่เราก็ไม่เป็นไรเพราะพ่อแม่มีเงินเดือนที่สูงพอสมควร แต่ถ้าพ่อแม่ตกงานแถมเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ด้วย เราก็ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเรามีเงินเก็บก้อนใหญ่พอที่จะไม่เดือดร้อนอะไรนัก

ฉันพยายามไม่ให้เพื่อนรู้ถึงฐานะทางบ้านของฉัน ถ้าเพื่อนๆ รู้พวกเขาน่าจะปฏิบัติกับฉันต่างจากเดิมพอสมควร พวกเขาน่าจะคิดแค่ว่าครอบครัวฉันฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถ้าเขาได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีทรัพย์สมบัติเท่าไหร่เขาคงจะคาดหวังให้ฉันใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม มีรถของตัวเอง และไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของฉันก็ยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของครอบครัวเรา และฉันก็ไม่อยากให้รู้ด้วย

ครอบครัวเรามีคอนเน็คชั่นระดับนึง แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเทียบกับบางครอบครัว ฉันรู้จักคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่ได้ไปตีกอล์ฟกับนักอเมริกันฟุตบอล NFL เพราะครอบครัวของเขามีคอนเน็คชั่นที่ดีกว่าเรามาก

ดูเหมือนว่าคนที่อยู่นอก 1% นั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับคอนเน็คชั่นเท่าไหร่ การได้รู้จักคนสำคัญนั้นอาจมีประโยชน์ แต่การได้รู้จักใครบางคนที่รู้จักคนสำคัญนั้นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องที่คนนอก 1% จะใส่ใจ ซึ่งเรื่องนี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

เรามีคอนเน็คชั่นที่ดีกับนักการเมืองท้องถิ่น หากพ่อแม่อยากทำอะไรให้เกิดเขาก็มีโอกาส 50/50 ที่จะทำสำเร็จ พ่อแม่จะใช้คอนเน็คชั่นเพื่อทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง การเคลื่อนไหวของพ่อแม่ช่วยให้สวนสาธารณะแถวบ้านของเราสะอาดสะอ้านและทำให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดในเรื่องการปล่อยของเสียลงท่อระบายน้ำ

ฉันได้รู้ซึ้งถึงคอนเน็คชั่นของพ่อแม่ตอนที่ฉันทำโปรเจ็คของโรงเรียนเกี่ยวกับการบริหารงบที่ผิดพลาดของเทศบาล พ่อแม่ช่วยให้ฉัน “อ่านระหว่างบรรทัด” จนเจอข้อน่าสงสัยเต็มไปหมด

คนส่วนใหญ่ใน Top 1% (ยกเว้นแต่ตัวท็อปจริงๆ) ไม่ได้มีอิทธิพลเพราะเงิน แต่มีอิทธิพลเพราะคอนเน็คชั่น โดยปกติคนเราจะผูกมิตรกับคนที่อยู่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว ถ้าคุณคบแต่เศรษฐี คุณก็ย่อมมีเพื่อนเป็นนักการเมือง เจ้าของธุรกิจใหญ่ รวมถึงบรรดามืออาชีพที่ยินดีจะเฟเวอร์เพื่อนของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับเด็กหัวดีในห้องที่ยอมให้เพื่อนสนิทลอกการบ้าน แต่จะไม่พอใจหากมีคนอื่นพยายามจะลอกบ้าง

ฉันคิดว่าข้อได้เปรียบที่สุดของกลุ่ม 1% ที่มีต่อกลุ่ม 99% ก็คือ แม้ว่าฉันและครอบครัวจะเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราก็จะยังเอาตัวรอดได้อยู่ ซึ่งความมั่นใจนี้แหละที่ทำให้เรากล้าทำสิ่งที่ต้องแบกรับความเสี่ยง ซึ่งนั่นย่อมนำไปสู่โอกาสนำรายได้และทรัพย์สินมาให้เรามากกว่าเดิม


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Anonymous answer to What’s it like to be rich as in 1% rich?

ครึ่งหลังของชีวิตจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเอาไว้ในครึ่งแรก

“It seems, in fact, as though the second half of a person’s life is made up of nothing but the habits they accumulated during the first half.”

-Fyodor Dostoyevsky

ลองนึกถึงเพื่อนสองคนที่ฐานะครอบครัวใกล้เคียงกัน เรียนจบคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน มีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เลือกทำงานในองค์กรที่คล้ายคลึงกัน

ช่วง 3 ปีแรก สองคนนี้อาจจะมีชีวิตที่ไม่ต่างกันมากนัก ทั้งเงินเดือน ความรู้ความสามารถ ไลฟ์สไตล์ หรือฐานะทางเศรฐกิจและสังคม

แต่เมื่อผ่านสามปีแรกไป ช่องว่างของสองคนนี้อาจจะถ่างขึ้นเรื่อยๆ คนหนึ่งอาจจะได้โปรโมตเป็นหัวหน้า ขณะที่อีกคนยังเป็นพนักงานปฏิบัติการอยู่

และเมื่อผ่านพ้นไป 10 ปี คนหนึ่งอาจจะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์และมีอนาคตสดใส ขณะที่อีกคนอาจถึงขั้นจะตกระกำลำบาก

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนจบมาด้วยกัน เป็นคนหัวดี สูงชะลูดตูดปอด เล่นกีตาร์เพราะ เตะบอลเก่ง รูปถ่ายตอนไปเรียนเมืองนอกนี่หล่อเหลาน่าดู

ติดเพียงอย่างเดียวคือเขากินเหล้ากินเบียร์เก่งมาก กินทุกวันจนมีกลิ่นแอลกอฮอลติดตัวตลอดเวลา เรียนจบไปแล้วก็ยังติดเหล้าอยู่ เคยพยายามเลิกหลายทีก็กลับไปกินใหม่ งานการเลยไม่เป็นชิ้นเป็นอันและไม่สามารถตั้งตัวได้เสียที ช่วงที่ลำบากมากๆ เคยต้องไปขับแท็กซี่เลยด้วยซ้ำ จนระยะหลังป่วยและต้องฟอกไตเป็นประจำ ก่อนจะเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว

สิ่งดีๆ ต่างๆ ที่เรามีวันนี้ ล้วนเกิดจากการกระทำของเราในอดีต

สิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ ก็ล้วนเกิดจากการกระทำของเราในอดีตเช่นกัน

แน่นอนว่าเรื่องโชควาสนาก็มีส่วน แต่หากถือคติพุทธว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ ชะตากรรมทั้งหลายก็มีเรานี่แหละที่เป็นคนกำหนด

หากชีวิตเดินทางมาถึงวัยกลางคน และรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ ก็ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นผลลัพธ์ของนิสัย การตัดสินใจ และการกระทำตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันสายเกินแก้ หากตอนนี้เราอายุ 40 ปี และตั้งใจว่าอยากอยู่ถึง 80 ปี แสดงว่าสิ่งที่เราทำในช่วงวัย 41-60 ปี จะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตหลังเกษียณของเราจะเป็นแบบไหน

20 ปีอาจฟังดูยาวนานสำหรับคนหนุ่มสาว แต่สำหรับคนที่ถึงวัย 40 แล้วจะเข้าใจเลยว่ามันสั้นกว่าที่เราเคยจินตนาการเอาไว้มาก วัย 20-40 นั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และ 20 ปีต่อจากนี้อาจจะไหลไปเร็วกว่านั้นเสียอีก

อีกอย่างที่ชวนคิดก็คือ การ “หั่นครึ่ง” นั้นเราทำได้เป็นอนันต์จนถึงหน่วยที่เล็กที่สุด

ช่วงอายุ 51-60 ปีเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าตอน 41-50 ปีเราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าปีนี้เราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ปลายเดือนจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าต้นเดือนเราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ครึ่งวันหลังจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับครึ่งวันแรกเราทำอะไรเอาไว้บ้าง – เหมือนคำสอนของชาวยิวที่กล่าวว่า “Lose an hour in the morning, chase it all day.”

นาทีต่อไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่านาทีนี้เราทำอะไร

ชั่วขณะถัดไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าชั่วขณะนี้เราทำอะไร

บางสิ่งบางอย่างอาจจะสายเกินไป แต่ก็มีอีกมากมายที่เราเริ่มได้ตอนนี้

มาทำ “ครึ่งแรก” ที่เหลืออยู่ให้ดี เพื่อจะได้มีครึ่งหลังที่สวยงามกันนะครับ

เราไม่ใช่วัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว

สมัยเรายังเด็ก เราอาจรู้สึกว่าพ่อแม่ของเราเขาเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน

ความเป็นผู้ใหญ่อาจนิยามได้ในหลายแง่มุม ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ การแบกรับภาระ การดูแลคนในครอบครัว การทำงานหนัก ความเสียสละ

แต่ถ้าชีวิตใครเดินทางขึ้นเลขสี่เหมือนผม อายุพอๆ กับพ่อแม่สมัยที่เรายังเป็นเด็ก แม้ว่าความร่วงโรยของร่างกายจะเริ่มแวะเวียนมาทักทาย แต่ “ข้างใน” ของเราไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เหมือนอย่างที่เราเคยจินตนาการไว้ มันยังมีความเป็นวัยรุ่นอยู่มากพอสมควร

ความเป็นวัยรุ่นอาจนิยามได้หลายแง่มุม ทั้งเรื่องความรักสนุก ความรักสบาย ความเห็นแก่ตัว ความวู่วาม ความตีโพยตีพาย ความอยากเอาชนะ

เวลามีปัญหาในที่ทำงานหรือในความสัมพันธ์ เจ้าวัยรุ่นคนนี้มักจะโผล่มาบ่อยๆ พาให้เราหัวร้อน พาให้เราทำอะไรโดยใช้อารมณ์ ทำลงไปทั้งที่รู้ว่าที่ถูกที่ควรมันไม่ใช่แบบนี้

วัยสามสิบปลายๆ และสี่สิบต้นๆ จึงเป็นช่วงของการต่อสู้กันระหว่าง “ผู้ใหญ่” และ “วัยรุ่น” ในตัวเรา เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าเราจะเลือกสวมหัวใจแบบไหน การสวมหัวใจวัยรุ่นนั้นอาจจะสนุกกว่า แซ่บกว่าก็จริง แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขความสงบได้ในระยะยาว

สำหรับคนวัยนี้ เรามีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ มีคนที่เราต้องดูแล เราไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเราคนเดียวอีกต่อไป เกือบทุกอย่างที่เราตัดสินใจและทำลงไปจะมีผลกระทบกับคนที่พึ่งพาเรามากกว่าแต่ก่อน

เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัญหามาเคาะประตู ถ้ารู้ตัวว่าสวมหัวใจวัยรุ่นแล้วจะยิ่งย่ำแย่ ก็ให้ย้ำเตือนตัวเองว่า “ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่หน่อย ไม่ใช่วัยรุ่นแล้วนะ”