12 ประเด็นชวนคิดจากหนังสือ ชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวพอที่จะอยู่อย่างอดทน

  1. เมื่อใช้ชีวิตอยู่กับ “ระบบคุณค่าของคนอื่น” มาตั้งแต่เด็ก เราจะแยกแยะ “สิ่งที่ตัวเองอยากทำ” กับ “สิ่งที่ถูกคนอื่นยัดเยียดให้อยากทำ” ไม่ออก
  2. คนส่วนใหญ่ทำตามกฎที่คนอื่นและสังคมกำหนด ให้ความสำคัญกับมันมากกว่ากฎของตัวเอง และพยายามอดทนมากเกินจำเป็น
  3. การโทษตัวเองกับโทษคนอื่นนั้นมีสาเหตุเดียวกัน นั่นคือเส้นแบ่งระหว่างตัวเรากับคนอื่นไม่ชัดเจน จึงไม่รู้ว่าส่วนที่ตัวเองต้องรับผิดชอบอยู่ตรงไหนกันแน่
  4. ความรู้สึกผิดนั้นบางทีก็เกิดจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หลายคนรู้สึกผิดเพียงเพราะว่าตัวเองไม่อยากถูกเกลียด
  5. I message คือประโยคที่ขึ้นต้นด้วยฉัน “ฉันเสียใจที่โดนว่าแบบนี้” “ฉันไม่สบายใจที่เจอแบบนี้” ส่วน You message คือประโยคที่มีคำว่า “คุณ” เป็นประธาน เช่น “ทำไมคุณถึงทำแบบนี้” “คุณพูดแบบนี้ไม่ได้นะ” เมื่อเราใช้ You message คนฟังจะเหมือนถูกโจมตี เราจึงควรหลีกเลี่ยง You message และเน้นการใช้ I message ในการพูดคุยกับคนสำคัญ
  6. ถ้าเราเอ่ยปากแล้วแต่ยังมีบางคนคอยล้ำเส้นเราอยู่เรื่อยๆ นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรา เราจึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจคนที่ไม่เห็นว่าเราสำคัญ
  7. คนที่มีพลังบวกมากเกินไปอาจเป็นพิษกับจิตใจที่อ่อนแอของเราได้ เพราะเขาไม่อาจเข้าใจว่าทำไมเราถึงเป็นแบบนี้ และอาจยิ่งกระตุ้นความรู้สึกว่าเราเป็นคนไม่ได้เรื่อง เวลาเรากำลังคิดว่า “อยากหายไปจากโลกนี้” คำพูดปลอบประโลมอย่าง “อย่าพูดอย่างนั้นสิ” หรือ “เธอมีค่ามากพอนะ” มันดังไม่ถึงหัวใจของเราหรอก
  8. เราไม่ควรทำงานด้วยการเอาความอดทนไปแลกเงิน ความอดทนเป็นแค่ไพ่ใบหนึ่งในสำรับ และมันไม่ใช่ไพ่สารพัดประโยชน์ที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามทุกอย่างในชีวิตไปได้
  9. ยิ่งเราเป็นคนที่ยอมรับกฎเกณฑ์ที่คนอื่นขีดให้เท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะประสบวิกฤติวัยกลางคนมากขึ้นเท่านั้น
  10. คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยชนะหรือการเป็นที่ยอมรับของคนอื่น การแขวนความสุขไว้กับการต้องเอาชนะไปเรื่อยๆ นั้นมีราคาแพงเกินไป
  11. เมื่อร่างกายและจิตใจทนไม่ไหว ความรู้สึกจะเผยตัวออกมาให้เห็น ตัวอย่างที่ได้ยินบ่อยๆ ก็เช่น “ขึ้นรถไฟอยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหลออกมา”
  12. เส้นทางที่ใครๆ ก็เดินไปนั้นดูปลอดภัยก็จริง แต่มันก็หนาแน่นและการแข่งขันสูงลิ่ว ทำให้เราต้องคอยตอบสนองความคาดหวังของคนอื่นเรื่อยไป การออกนอกเส้นทางบ้างจะช่วยให้ได้เราเห็นโลกที่อยู่ง่ายขึ้น

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ ชีวิตไม่ได้ยืนยาวพอจะอยู่อย่างอดทน ซูซูกิ ยูซึเกะ เขียน ชลฎา เจริญวิริยะกุล แปล สำนักพิมพ์วีเลิร์น

สิ่งไหนสำคัญกับเรามากที่สุด จงทำมันให้เป็นกิจวัตร

บางทีเราก็ลืมความจริงข้อนี้ไปเหมือนเป็นเส้นผมบังภูเขา

คนสำคัญ สิ่งสำคัญ เราคิดว่ายังไงเราก็ไม่มีทางลืมอยู่แล้ว เราก็เลยไม่ได้ใส่เจตนาลงไปในการดูแลเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่

To Do List ของเราจึงแทบไม่เคยมีเรื่องคนใกล้ตัว สุขภาพ หรือจิตใจของเราเลย ทั้งที่ถ้าขาดสิ่งนี้ไป การเป็นคน productive หรือประสบความสำเร็จก็จะกลายเป็นเรื่องไร้สาระ

ถ้าเราเห็นพ่อแม่สำคัญจริงๆ เราก็ควรโทรหา เจอหน้า หรือหาโอกาสกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ

ถ้าเราเห็นว่าสุขภาพสำคัญจริงๆ เราก็ต้องจัดเวลาออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันเป็นอย่างน้อย และนอนหลับให้เพียงพอเป็นประจำ

ถ้าเราเห็นว่าการพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เราก็ต้องอ่านหนังสือให้มากกว่าเล่นมือถือ

และถ้าเราเห็นว่าจิตใจตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เราก็ควรจัดเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองทุกวัน อาจจะผ่านการเขียนไดอารี่ เดินเล่น หรือฝึกสติก็ได้

สิ่งไหนสำคัญกับเรามากที่สุด จงทำมันให้เป็นกิจวัตรครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจงวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู

ความลับของปีกนก

“ปีกไม่ได้มีไว้ใช้บินอย่างเดียว แต่ปีกยังมีไว้โอบกอดไข่ที่อยู่ในรังนกอีกด้วย

ปกติเรามักจะเปรียบเทียบปีกนกกับความฝันเพื่อมอบความกล้าหาญให้ทุกคนว่าปีกของคุณจะทำให้โบยบินได้อย่างสวยงาม

แต่เมื่อได้รู้ความจริงว่าปีกยังมีไว้ใช้โอบกอดไข่ได้ด้วย ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองอีกครั้ง

เวลาบินขึ้นฟ้า นกจะกางปีกของมัน แต่เวลาบินลง มันจะหุบปีกกอดตัวเองไว้

ใครๆ ก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ แต่มีเงื่อนไขหนึ่งคือคนที่กอดตัวเองอย่างอบอุ่นและเชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้นที่จะกางปีกบินขึ้นฟ้าได้อย่างสง่างาม”

คิมจงวอน หนังสืออะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน

ประโยค “ปีกของคุณจะทำให้โบยบินได้อย่างสวยงาม” นั้นชวนให้คิดต่อว่า “ปีก” ของมนุษย์นั้นคือสิ่งใด?

พรสวรรค์? ต้นทุนชีวิต? ความทะเยอะทะยาน?

สิ่งเหล่านี้ล้วนพาเราขึ้นสู่ที่สูงได้

แต่หากปีกนกไม่ได้มีไว้บินอย่างเดียว แสดงว่าเราจำเป็นต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ความเมตตาต่อตัวเอง การเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ ความเข้าใจว่าชีวิตมีขึ้นมีลง

ขอให้ทุกคนมีปีกที่สมบูรณ์ ที่พร้อมพาเราเดินทางไกล และพร้อมพาเรา “กลับบ้าน” ครับ

17 บทเรียนชีวิตจากหนังสือเล่มล่าสุดของนิ้วกลม

  1. หากอยากเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ ให้พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่โง่บ่อยๆ
  2. เมื่อบอกว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ เรากำลังประเมินตัวเองจาก ‘ตอนนี้’ เสมอ
  3. ความสำคัญอาจอยู่ที่ระหว่างทาง ความสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวัน ตอนเช้าได้ซ้อมวิ่ง รู้สึกว่าฉันชนะตัวเองแล้ว ฉะนั้น วันที่เรายืนอยู่ตรงจุดสตาร์ต จบหรือไม่จบเราไม่รู้หรอก แต่เราจะทำให้ดีที่สุด และสิ่งที่เราได้จะเป็นของแถมทั้งหมด เพราะแก่นของเรื่องมันสำเร็จไปแล้วในช่วงที่เราซ้อม
  4. การวิ่งทำให้เรามีความโลภอยากได้นั่นอยากได้นี่น้อยลง เพราะเรานับถือตัวเองได้ผ่านความสำเร็จบนเส้นทางวิ่ง
  5. ทางไกลก็คือทางใกล้ที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ระยะเวลายาวนานคือระยะเวลาสั้นๆ ต่อเข้าด้วยกัน เราเหนื่อยเพราะเราคิดถึงทั้งหมด เราหยิบอนาคตมาเหนื่อยล่วงหน้า
  6. เราจะต้องรบรากับความยากของโลกภายนอก หรือความอ่อนแอของโลกภายในกันแน่?
  7. ไม่เร็วก็ได้ ขอแค่อย่าหยุด พักบ้างก็ได้ ขอแค่อย่าเลิก
  8. เหนื่อย พักแป๊บเดียวก็หาย แต่ความทรงจำดีๆ จะอยู่ไปตลอด
  9. การหัดเผชิญหน้ากับเรื่องยากจะบ่มเพาะหัวใจที่มีคุณภาพแบบใหม่ ไม่สำออยเกินจำเป็น แล้วเรื่องที่เคยทำให้ร้องไห้จะทำอะไรเราไม่ได้เหมือนเดิม
  10. บางที เรื่องสนุกของชีวิตก็เป็นเรื่องเดียวกับที่เรากลัวที่สุดนั่นแหละ
  11. ความสำเร็จของแต่ละคนนั้นมีปัจจัยร้อยพันที่แตกต่าง เมื่อมองเหตุปัจจัยโดยละเอียดย่อมทราบว่าการเปรียบเทียบเป็นเพียงภาพลวงตาไร้สาระ ในเมื่อต้นทุนและเงื่อนไขของแต่ละคนแตกต่างกันไป
  12. ทุกสิ่งในสนามจริงคือผลลัพธ์ของสนามซ้อม ถ้าผลดีแปลว่าซ้อมมาดี ถ้าผลแย่แปลว่าซ้อมมาห่วย ไม่ต้องโทษอย่างอื่น โทษตัวเองสถานเดียว
  13. เอาแต่ครุ่นคิดย่อมกังวล เมื่อลงมือทำใจจะเบา
  14. จุดมุ่งหมายสูงส่งยิ่งเงยหน้ามองยิ่งท้อใจ สิ่งที่ควรทำคือมองต่ำเข้าไว้แล้วก้าวไปทีละขั้น ก้าวไปเรื่อยๆ สลับกับหันมองย้อนลงไป จะเห็นว่าเราขึ้นสูงมาจากเดิมไม่น้อยเลย
  15. เมื่อเราก้าวไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด ภูเขาสูงจะค่อยๆ เตี้ยลง จุดหมายแสนไกลจะค่อยๆ ใกล้ขึ้น ทีละก้าวนั่นเองที่จะบดภูเขาเสียดฟ้าให้เตี้ยลงได้
  16. จงสม่ำเสมอแล้วผลลัพธ์จะปรากฏ ไม่มีเส้นทางไหนไกลเกินความสม่ำเสมอของเรา
  17. ตราบที่ยังพยายาม แปลว่าเรายังมีความหวังว่าจะมีพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม

ขอบคุณบทเรียนชีวิตจากหนังสือ Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล นิ้วกลม เขียน สำนักพิมพ์ KOOB

ชนะด้วยกัน-ชนะคนเดียว

สมัยมัธยมปลาย ผมเรียนที่นิวซีแลนด์ และติดทีมฟุตบอลโรงเรียนไปแข่งทัวร์นาเมนต์ที่เมือง Dunedin

มีเกมหนึ่งที่เพื่อนร่วมทีมเล่นพลาดจนทำให้เราต้องเสียประตู จบครึ่งแรกเกมเราตามอยู่ พอตอนพักครึ่งโค้ชก็มาทบทวนว่าครึ่งแรกเราทำอะไรได้ดีและอะไรที่ต้องปรับปรุง ผมก็โพล่งออกไปว่าถ้าเพื่อนคนนั้นไม่ทำพลาด เราก็คงไม่เสียประตูนี้

โค้ชเลยสอนผมว่า

“Don’t blame him. When we win, we win as a team. When we lose, we lose as a team.”

ห้ามโทษเพื่อน เวลาเราชนะเราก็ชนะเป็นทีม เวลาเราแพ้เราก็ต้องแพ้เป็นทีมเช่นกัน


เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ที่บริษัทของผมมี Q&A กับผู้บริหารโดยให้พนักงานถามกันสดๆ

หนึ่งในคำถามก็คือ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พวกพี่ๆ มาถึงจุดนี้ได้

CEO ตอบสั้นๆ ว่า “I surround myself with great people.”

ตัว CEO เองเขียนโค้ดก็ไม่เป็น เรื่องการเงินก็ไม่รู้ ดังนั้นเขาเลยใช้วิธีหาคนที่เก่งเรื่องนั้นๆ มาช่วยทำงาน

มันทำให้ผมนึกถึงคำพังเพยหนึ่ง:

“If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go with others.”

หากเราอยากประสบความสำเร็จ เรามิอาจทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว อย่างไรเสียเราก็ต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อจะไปให้ถึงฝั่งฝัน

มันคือการ win as a team, lose as a team อย่างที่โค้ชฟุตบอลเคยสอนผมไว้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง…

Naval Ravikant ซึ่งเป็นนักลงทุนที่เก่งฉกาจคนหนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่า

“You’re born alone. You’re going to die alone. All of your interpretations are alone. All your memories are alone. You’re gone in three generations, and nobody cares. Before you showed up, nobody cared.”

เราเกิดคนเดียวตายคนเดียว การตีความและความทรงจำก็เป็นของเราเพียงคนเดียว อีกสามรุ่นก็ไม่มีใครนึกถึงเราแล้ว และก่อนเราจะเกิดก็ไม่มีใครนึกถึงเราเช่นกัน

Naval ยังเคยบอกว่าอีกว่า เขาไม่ชอบไปนั่งสมาธิร่วมกับคนอื่น เพราะเวลาพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านก็ตรัสรู้เพียงลำพัง ไม่ได้มีใครร่วมตรัสรู้ด้วย การเข้าถึงสัจธรรมล้วนเป็นเรื่องของปัจเจก ไม่สามารถให้ใครช่วยเราได้

ผมจึงได้ข้อสรุปแบบนี้

ความสำเร็จทางโลกนั้นเราต้องพึ่งพาคนอื่น

ส่วนความสำเร็จทางใจนั้นตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน

ต่อให้เรามีผู้คนห้อมล้อมและเอาใจช่วยมากมาย ถ้าใจของเรายังพ่ายแพ้อยู่ จะกี่พันกี่หมื่นไลค์ กี่ข้อความปลอบประโลมใจก็ไม่อาจฉุดเราขึ้นมาจากหลุม

ในฐานะปุถุชนคนหนึ่งที่ยังต้องการความสำเร็จทางโลก แถมยังต้องการความสงบในจิตใจ เราต้องแยกแยะให้ออกว่าเกมไหนที่ต้องเล่นเป็นทีม และเกมไหนที่มีเราเป็นผู้เล่นแต่เพียงผู้เดียวครับ