ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เพื่อมีสิ่งที่อยากมี

ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เพื่อมีสิ่งที่อยากมี

เป็นการยากที่จะเอาชนะ biology หรือกระบวนการชีววิทยาในตัวเรา

เป็นเวลานับแสนนับล้านปีที่สมองถูกวิวัฒนาการให้หาเส้นทางที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด อะไรที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเอาตัวรอดจะถูกมองเป็นเรื่องรองเสมอ

สมองของเราจึงไม่ได้ถูกออกแบบให้รับมือกับโลกโซเชียลที่เปิดทางและเชียร์ให้เราทำได้มากกว่าแค่เอาตัวรอด ให้เราลงทุนเพื่ออนาคต แถมยังโชว์ตัวอย่างให้เห็นว่ามีคนมากมายที่ทำได้

ในหัวจึงเกิดความตึงเครียด (tension) ระหว่างเสียงของสังคม (social) ที่บอกว่าเราดีได้กว่านี้ กับเสียงของวิวัฒนาการทางชีววิทยา (biology) ที่บอกว่าเท่านี้ก็เกินพอ

ถ้าเราอยากมีสิ่งที่เรายังไม่มี จึงจำเป็นต้องฝืนธรรมชาติของสมองไม่มากก็น้อย

ไม่อยากตื่นเช้าไปวิ่ง แต่ก็ต้องตื่นไปวิ่ง เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง

ไม่อยากอดชาไช่มุก แต่ก็ต้องอด เพื่อจะได้มีหุ่นที่ดี

ไม่อยากกู้แบงค์ไปซื้อคอนโด แต่ก็ต้องกู้ เพื่อจะได้มี passive income

ไม่อยากเขียนบทความวันอาทิตย์ แต่ก็ต้องเขียน เพื่อจะสร้างบล็อกที่เราอยากเห็น

ในทางกลับกัน ถ้าเราทำแต่สิ่งที่เราอยากทำ เราก็จะไม่มีสิ่งที่เราอยากมี

ถ้าเราดูเน็ตฟลิกซ์จนไม่มีเวลาออกกำลังกาย เราก็ไม่คงไม่อาจมีหุ่นดีๆ ได้

ถ้าเราชอบกินอาหารดึกๆ เราก็คงไม่อาจมีสุขภาพที่ดีได้

ถ้าเราเห็นของอะไรแล้วเป็นอันต้องเอฟตลอด เราก็คงไม่มีวันหยุดวิ่งได้

ผมไม่ได้ต้องการจะบอกว่าคนเราควรฝืนใจทำสิ่งที่ไม่อยากทำเพื่อไขว่คว้าอะไรมากมาย และไม่ได้คิดว่าเราควรจะใช้ชีวิตเพื่อวันข้างหน้าเรื่อยไปจนไม่เหลือความสุขในปัจจุบัน

แต่ในเมื่อเป้าหมายทางโลกบางอย่างก็ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย แถมการเดินตามเป้าหมายเหล่านี้จะช่วยบ่มเพาะให้เราเป็นคนอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เราจึงควรฝึกสมองให้คุ้นเคยกับการฝืน biology ของตัวเองบ่อยๆ

ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แล้วเราจะมีสิ่งที่เราอยากมีครับ

ใช้ชีวิตเหมือนมะม่วงที่สุกตามฤดูกาล

เพราะธรรมชาติมีจังหวะจะโคนของมันอยู่

บางอย่างหากเร่งเกินไป ผลที่ได้มักไม่อร่อย

เราจึงไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับใคร แค่ใช้ชีวิตของเราไปให้ดี

ทำในสิ่งที่ควรทำ พูดในสิ่งที่ควรพูด คิดในสิ่งที่ควรคิด

ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

เราจึงมีหน้าที่เพียงทำเหตุปัจจัยให้ถึงพร้อม รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย

จากนั้นก็จงเป็นคนที่รอได้ เพราะสิ่งดีๆ ล้วนต้องใช้เวลา และโชคชะตามักจะไม่กลั่นแกล้งคนที่เดินทางตรง

ลงมือทำด้วยความขยัน จากนั้นก็รอด้วยความเย็นใจ

จงใช้ชีวิตให้เหมือนมะม่วงที่สุกตามฤดูกาลครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ แมวยิ้มง่ายใช่ว่าแตกสลายไม่เป็น ใบพัด นบน้อม เขียน

5 นาทีก็พลิกเกมได้

“It only takes five minutes to break the cycle.

Five minutes of exercise and you are back on the path.

Five minutes of writing and the manuscript is moving forward again.

Five minutes of conversation and the relationship is restored.

It doesn’t take much to feel good again.”

-James Clear

บางปัญหาก็ดูยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่ก็มีปัญหาอีกมากมายที่รอคอยเราอยู่ด้วยใจเปิดกว้าง ขอแค่เรากล้าสบตากับมันและลงมือทำอะไรบางอย่าง

และอะไรบางอย่างที่ว่านี้ก็อาจใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีด้วย

แน่นอนว่า 5 นาทีคงไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างหมดจด แต่มันก็ยาวนานพอที่จะช่วยให้เรามุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

5 นาทีในการทำสิ่งที่ง่ายที่สุด และเมคเซ้นส์ที่สุด

อาจเป็นการลงไปวิดพื้นซัก 10 ครั้ง หรือกระโดดตบซัก 20 ที

อาจเป็นการเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง

อาจเป็นการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครสักคน

สิ่งที่เราจะทำในอีก 5 นาทีต่อจากนี้ อาจจะช่วยให้เราหลุดจากวังวนที่ควบคุมเรามาเนิ่นนานก็ได้นะครับ

บทความสำหรับคนที่คิดว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีคุณค่าอันใด

อากาศของโลกในปัจจุบันมีไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 21% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.04% ที่เหลือเป็นแก๊สชนิดอื่น

ย้อนไปเมื่อ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว โลกเรามีไนโตรเจน 80% คาร์บอนไดออกไซด์ 19% และออกซิเจนเพียง 0.05%

ด้วยออกซิเจนเพียงน้อยนิด โลกยุคนั้นจึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตอันใดอาศัยอยู่ได้ยกเว้นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (single-celled organisms)

โชคดีที่ในบรรดาสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวนั้น มีไซยาโนแบคทีเรีย (cyanobacteria) ถือกำเนิดขึ้นมาด้วย

ความสามารถพิเศษของไซยาโนแบคทีเรียคือการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ที่รับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจน

เมื่อประมาณ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว ไซยาโนแบคทีเรียเริ่มขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก และค่อยๆ เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจนที่เราได้ใช้หายใจกันอยู่ทุกวันนี้ (สัดส่วนของออกซิเจนเพิ่มจาก 0.05% เป็น 21% ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ลดจาก 19% เป็น 0.04%)

กระบวนการนี้กินเวลาเป็นพันล้านปี เพราะแบคทีเรียต้องสร้างออกซิเจนมากพอจนน้ำในมหาสมุทรอิ่มตัวไปด้วยออกซิเจนเสียก่อน (saturate the seas) จากนั้นก็ต้องมากพอที่จะทำให้พื้นผิวโลกเต็มไปด้วยออกซิเจน (saturate the earth) แล้วสุดท้ายถึงจะมีออกซิเจนลอยมาอยู่ในอากาศได้ ซึ่งก็คือเมื่อ 900 ล้านปีที่แล้ว

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเมื่อ 600 ล้านปีที่แล้ว นั่นคือการก่อตัวของชั้นโอโซนที่เกิดจากออกซิเจนของไซยาโนแบคทีเรียเหล่านี้

นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะก่อนจะมีชั้นโอโซน ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกนั้นไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์แม้แต่นิดเดียว

แต่เมื่อโลกมีโอโซน ก็เกิด Cambrian explosion ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางชีวภาพที่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดอุบัติขึ้นในท้องทะเลพร้อมๆ กัน และไม่นานพืชชนิดแรกก็ขึ้นไปเติบโตบนพื้นผิวโลกได้

ดังนั้นสิ่งมีชีวิตแทบทุบผู้ทุกนามบนโลกใบนี้ – รวมถึงตัวเราด้วย – ล้วนเป็นหนี้บุญคุณของไซยาโนแบคทีเรีย

แบคทีเรียเหล่านี้ไม่ได้จากเราไปไหน ลูกหลานของมันคือคลอโรพลาสต์ (chloroplasts) ซึ่งอยู่ในพืชพันธุ์นานาชนิดและยังทำหน้าที่สังเคราะห์แสงกันต่อไป

ต้นไม้จึงเป็นเหมือน “เงาสะท้อนลมหายใจ” ของมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง เราหายใจเอาออกซิเจนเข้ามา และหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนต้นไม้ก็หายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และหายใจออกเป็นออกซิเจน


ลองคิดภาพว่าเราเกิดเป็นไซยาโนแบคทีเรียเมื่อ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว

เราลืมตาขึ้นมา มีชีวิตอยู่แค่สองสัปดาห์ แล้วก็ตายจากไป

แล้วเราก็คงรู้สึกว่า ชีวิตเราช่างไร้ความหมายยิ่งนัก โลกตอนที่เราเกิด กับโลกตอนที่เราตายก็หน้าตาเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

ไซยาโนแบคทีเรียอย่างเราไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าทุกลมหายใจเข้าออกของเรานั้นเป็นส่วนก่อเกิดของสิ่งมีชีวิตอเนกอนันต์ในกาลต่อมา

ความหมายของชีวิตมนุษย์คืออะไร จึงอาจอยู่ไกลเกินกว่าที่เราจะเข้าถึงและเข้าใจได้ เหมือนกับที่ไซยาโนแบคทีเรียไม่มีทางเข้าใจว่าชีวิตของมันมีความหมายอย่างไร

เมื่อมองไปยังจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เราย่อมรู้สึกว่าตัวเราช่างน้อยนิด เป็นเพียงหนึ่งในประชากร 7 พันล้านคน จะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่การใช้ชีวิตของเราจะส่งผลต่อคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง ซึ่งจะส่งผลต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อระบบนิเวศน์และโลกใบนี้

ถ้าแบคทีเรียเซลล์เดียวยังสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินให้กับโลกทั้งใบได้

มนุษย์ตัวน้อยๆ อย่างเราก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก TedX Taipei | Tom Chi | Everything is Connected — Here’s How

ชีวิตจะเปลี่ยนเรา ไม่ใช่เราเปลี่ยนชีวิต

ในบทความ “17 ความลับของฟ้าจาก “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร” ที่ผมเขียนไว้เมื่อเดือนที่แล้ว มีข้อ 14 ที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับคนอยากประสบความสำเร็จ

“คนเราเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เกรดเฉลี่ยพอๆ กัน ฐานะไม่ต่างกัน ผ่านไป 20 ปี สองคนนี้จะสำเร็จเท่ากันหรือไม่?

คนที่จบมาเกรดเฉลี่ยต่ำ จะสำเร็จน้อยกว่าคนที่จะจบเกียรตินิยมหรือไม่?

คนทำงานมานานย่อมรู้คำตอบดี

พี่เล้งบอกว่า การศึกษา ความฉลาด ฐานะ ความขยัน ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จ

คนบางคนถนนยิ่งเดินยิ่งกว้าง แต่คนบางคนถนนยิ่งเดินยิ่งแคบ จากถนนกลายเป็นซอย จากซอยกลายเป็นซอยตัน

ถ้าสังเกตธรรมชาติ เราจะเห็นว่าสัตว์ตัวที่แข็งแกร่งที่สุด (alpha male) ไม่ได้เป็นผู้นำเสมอไป แต่เป็นกลุ่มที่ฉลาดที่สุดและเก่งที่สุดที่จะได้เป็น leader

ปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จก็คือ network หรือคนที่รายล้อมตัวเรา เพราะเราจะเลียนแบบคนใกล้ตัวเราโดยไม่ตั้งใจ ถ้าแม่เป็นคนจู้จี้ขี้บ่น โตขึ้นมาเราก็จะกลายเป็นคนจู้จี้ขี้บ่นเหมือนกัน

เพื่อนที่ดี 1 คนจึงมีคุณค่ายิ่งกว่าหนังสือ 50 เล่ม เพราะการอ่านหนังสือไม่ได้เปลี่ยนเรา แต่ถ้าเพื่อนชอบออกกำลังกาย ก็จะชวนเราไปออกกำลังกายด้วย หรือถ้าเพื่อนชอบปาร์ตี้เราก็จะกลายเป็น party animal ไปด้วยเช่นกัน”


ในหนังสือ “อะไรทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเมื่อวาน” คิมจงวอนก็บอกไว้ว่าชีวิตคนเรานั้นประกอบด้วยปัจจัยหลักๆ ห้าอย่างด้วยกัน

  1. สภาพแวดล้อม
  2. ผู้คนที่เราพบ
  3. วิธีการใช้เวลา
  4. ทัศนคติที่มีต่อภาษา
  5. วิธีคิด

เมื่อ 5 สิ่งนี้เปลี่ยนไป ชีวิตจะเปลี่ยนตามไปด้วย

เพราะคนเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้โดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเลิกบุหรี่หรือลดน้ำหนัก ล้วนเป็นเรื่องยากและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

แต่ถ้าเราเปลี่ยนปัจจัยห้าข้อด้านบน โดยเฉพาะสามข้อแรกที่เปลี่ยนได้ง่ายกว่า เราจะมี “ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป” และทำให้เรามีชีวิตที่ต่างจากเดิมได้ไม่ยาก

“ชีวิตจะเปลี่ยนเรา ไม่ใช่เราเปลี่ยนชีวิต”

ถ้าเข้าใจความหมายนี้ได้อย่างถูกต้อง เปลี่ยนสภาพแวดล้อมและคนที่รายล้อมเราให้เหมาะสม เรือชีวิตของเราก็เหมือนกับล่องอยู่เหนือลมแล้วครับ