ทุกอย่างเป็นความผิดของเราเอง

ผมผ่านไปเจอบทความ Everything is my fault ของ Derek Sivers ที่เขียนเอาไว้ตั้งแต่ปี 2012

เห็นว่ามีประโยชน์ เลยขอถอดความมาให้ได้อ่านกันตรงนี้ครับ


ผมเคยโมโหคนอื่นเป็นประจำ เขาโกหกผม เขาหักหน้าผม เขาหายตัวไปเฉยๆ

เห็นแพทเทิร์นอะไรมั้ย “เขาอย่างงั้น-เขาอย่างงี้”

เมื่อใครก็ตามทำให้เราเสียใจ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะรู้สึกว่ามันเป็นความผิดของคนนั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง ผมก็ลองคิดเสียว่าทุกอย่างเป็นความผิดของผมเอง

ผมสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องโกหก

ผมตีความการกระทำที่เขาไม่ได้คิดอะไรว่าเขาจงใจหักหน้าผม

ผมทำให้การหายตัวไปเฉยๆ นั้นดีกว่าการมาปรับความเข้าใจกัน

การคิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของผมนี่มันรู้สึกดีมากเลยนะ!

ดีกว่าการให้อภัยเป็นไหนๆ เพราะเวลาที่เราให้อภัย เราก็ยังคิดอยู่ดีว่าอีกคนเป็นฝ่ายผิด ส่วนเราเป็นผู้ถูกกระทำ

แต่พอคิดเสียว่ามันเป็นความผิดของผม ก็แปลว่าเขาไม่ได้ทำร้ายผมแล้ว เขาก็แค่เป็นส่วนหนึ่งในสถานการณ์ที่ผมสร้างขึ้นมาเอง

และพลังมันก็อยู่ตรงนี้แหละ เราเองที่เป็นคนทำให้เกิดเรื่องต่างๆ ขึ้นมา เราทำอะไรบางอย่างพลาดไป และเราสามารถเรียนรู้จากมันได้

ดังนั้นเราคือคนที่กุมสถานการณ์ และไม่มีใครให้โทษหรือพร่ำบ่นอีกต่อไป

พอคิดได้แบบนี้แล้วรู้สึกดีขนาดนี้ ผมก็เลยคิดเล่นๆ ว่าจะใช้กฎนี้ไปตลอดชีวิต เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมจับได้ว่าตัวเองกำลังโทษคนอื่นหรือโทษอย่างอื่นอยู่ ผมจะบอกตัวเองใหม่ว่ามันเป็นความผิดของผมเอง

คนที่เอาเงินลงทุนของผมไปแล้วหายเข้ากลีบเมฆน่ะเหรอ? ผมผิดเอง ผมควรตรวจสอบคำโฆษณาของเขาให้ดีกว่านี้

คนที่ผมรักมากเพิ่งมาบอกเลิกน่ะเหรอ ผมผิดเอง เพราะผมปล่อยให้ความสัมพันธ์มันย่ำอยู่กับที่

ผมไม่ชอบรัฐบาลน่ะเหรอ ผมผิดเอง ผมสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องและทำสักอย่างได้

รู้สึกมั้ยว่าคิดแบบนี้แล้วเรามีพลังมากขึ้น? ลองเอาไปใช้ดูนะ

บางทีแทนจะใช้คำว่า “ความผิด” เราอาจจะชอบคำว่า “ความรับผิดชอบ” มากกว่าก็ได้ แต่มันก็คือไอเดียเดียวกัน

ลองคิดถึงสิ่งแย่ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเรา แล้วจินตนาการเสียใหม่ว่าเราเกิดขึ้นกับมันดูครับ (Think of every bad thing that happened to you, and imagine that you happened to it.)


ขอบคุณเนื้อหาจาก Derek Sivers: Everything is my fault

อย่าเชื่อมั่นในผลลัพธ์ แต่ให้เชื่อมั่นในหลักการ

อย่าเชื่อมั่นในผลลัพธ์ หมายความว่า

หนึ่ง – อย่าเชื่อมั่นว่าถ้าคนอื่นทำแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี เราทำแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนคนอื่นเขา

สอง – ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี ก็อย่าคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปว่าเป็นเพราะว่าเราเก่ง มันอาจจะเป็นเรื่องของดวงและปัจจัยอื่นๆ ที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ เมื่อผลออกมาดีเราจึงไม่ควรให้คะแนนตัวเองเยอะนัก เพราะความมั่นใจที่มีล้นเกินจะกลับมาทำร้ายเราในภายหลัง

ให้เชื่อมั่นในหลักการ หมายความว่ามันมีกฎบางอย่างที่เป็นไกด์ไลน์นำทางชีวิตเราได้ เราได้ยินได้ฟังมาจนเบื่อ แต่เราก็มักจะหลงลืมมันไป เช่น

  • ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
  • สิ่งดีๆ มักจะใช้เวลา
  • บางทียิ่งรีบก็ยิ่งช้า
  • สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย
  • ถ้าเราดีกับคนอื่น เขาก็จะดีกับเรา ถ้าเราร้ายกับคนอื่น เขาก็จะร้ายกับเรา
  • ความสม่ำเสมอจะนำไปสู่ compound interest หรือดอกเบี้ยทบต้น ทั้งในทางดีและทางลบ

แน่นอนว่าหลักการเหล่านี้มีข้อยกเว้น แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อย 90% ของสิ่งต่างๆ ก็ตกอยู่ภายใต้หลักการเหล่านี้

ถ้าผลลัพธ์ที่เราหวังยังไม่เกิดก็อย่าท้อ ให้เชื่อมั่นในหลักการแล้วเพียรทำต่อไป

ถ้าผลลัพธ์ที่เราหวังมันเกิดแล้วก็อย่าเหลิง ให้เชื่อมั่นในหลักการแล้วใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทครับ

สิ่งที่รออยู่หลังความลำบาก

สิ่งที่รออยู่หลังความลำบาก

สุดสัปดาห์ที่แล้วน้องชายชวนผมกับลูกๆ ไปปั่นจักรยานที่ Happy & Healthy Bike Lane ที่สุวรรณภูมิ

ปรายฝนและใกล้รุ่งเอาจักรยานไปทั้งคู่ ปรายฝนวัย 7 ขวบขี่จักรยานเป็นอยู่แล้ว ส่วนใกล้รุ่งวัย 5 ขวบเพิ่งเอาล้อเสริมออกได้ไม่นานเลยยังปั่นจักรยานสองล้อไม่เป็น ต้องใช้สองขาค่อยๆ ถีบพื้นไป แต่ก็ค่อนข้างติดขัดเพราะว่ามีที่ถีบจักรยานอยู่ (ใกล้รุ่งอยากได้จักรยานแบบ balance bike ที่ไม่มีที่ถีบ แต่ผมกับแฟนยังไม่ได้ซื้อให้เพราะราคาก็สูงเอาเรื่อง)

ระยะทางจากลานจอดรถถึง bike lane น่าจะอย่างน้อย 200 เมตร ใกล้รุ่งถีบพื้นไปก็บ่นไป เพราะน่องชอบไปขัดกับที่ถีบตลอด

ผ่านมาได้ครึ่งทาง ใกล้รุ่งก็ทนไม่ไหว ร้องไห้ออกมาแล้วบ่นว่า

“ใกล้รุ่งไม่ไหวแล้ว มันลำบาก”

ผมขำเล็กน้อยที่ลูกใช้คำว่า “ลำบาก” ในบริบทแบบนี้ ส่วนแฟนเห็นใจก็เลยให้ใกล้รุ่งลงมาเดิน แล้วแฟนก็ช่วยเข็นจักรยานใกล้รุ่งจนถึง bike lane

โชคดีที่น้องภูมิ ลูกของน้องชายเอา balance bike มาด้วย ใกล้รุ่งเลยยืมของภูมิใช้เพราะเคยขี่คันนี้แล้ว ส่วนภูมิก็ใช้ของที่สถานที่มีไว้ให้ยืม

ใกล้รุ่งกับภูมิขี่จักรยานกันสนุกมาก ผิดกับปรายฝนที่กล้าๆ กลัวๆ กับเส้นทางอันหลากหลาย ทั้งเนิน ทั้งสะพาน และสไลเดอร์ แต่ก็เล่นกันอยู่เกือบสองชั่วโมงก่อนจะต้องเลิกเพราะเริ่มมืดแล้ว

เด็กๆ บอกว่าอยากมาอีก โดยเฉพาะใกล้รุ่งที่อ้อนแม่ว่ารอบหน้าอยากมี balance bike ของตัวเอง


เมื่อวานนี้ วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พวกเราก็ไปขี่จักรยานรอบหมู่บ้านกัน ใกล้รุ่งเหมือนจะถีบจักรยานของตัวเองได้ดีขึ้น ส่วนแฟนก็ค่อยๆ สอนใกล้รุ่งว่า พอจักรยานความเร็วได้ที่ ก็ลองยกขาออกจากพื้นดู แล้วลองนับ 1-2-3 แล้วเอาขามาวางไว้ตรงที่ถีบแล้วลองปั่นจักรยาน

ใกล้รุ่งลองอยู่ 4-5 ครั้ง แล้วก็ปั่นจักรยานได้จริงๆ พอผ่านหน้าบ้านผมเลยแวะไปเอามือถือมาถ่ายวีดีโอเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าลูกชายคนเล็กปั่นจักรยานสองล้อได้เป็นครั้งแรก

ยิ่งปั่นยิ่งมั่นใจ ก็เลยปั่นเร็วขึ้น มีล้มไปสองทีแต่ไม่ร้องซักแอะ ปั่นจนเหงื่อออก แก้มแดง ใบหน้ายิ้มแฉ่ง แถมไม่อยากได้ balance bike แล้วเพราะปั่นแบบนี้ไปได้เร็วกว่าเยอะ

กลับมาถึงบ้าน นั่งกินข้าวเย็นและน้ำผลไม้ด้วยกัน แฟนผมถามใกล้รุ่งว่าวันนี้สนุกมั้ย

“สนุกมาก”

“ไม่ลำบากเหมือนสัปดาห์ที่แล้วแล้วเนอะ”

[ส่ายหน้ายิ้มเขินๆ]

ผมก็เลยบอกใกล้รุ่งว่า

“รู้มั้ยใกล้รุ่ง เวลาเราเจอความลำบากเมื่อไหร่ พอเราผ่านมันไปได้ จะมีความสนุกรอเราอยู่”

แล้วผมก็หันไปหาปรายฝน

“ตอนที่มัมมี่ตั้งท้องปรายฝน มัมมี่ก็ลำบากมาก ท้องก็ใหญ่ กินอะไรก็อาเจียน แต่พอคลอดปรายฝน โตขึ้นมา ก็สนุกเลย!”

[ปรายฝนทำหน้าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่]

ผมก็เลยยกอีกตัวอย่างหนึ่งว่า ตอนที่ปรายฝนเรียนเปียโนแรกๆ ก็ไม่สนุกใช่มั้ย แต่พอเรียนจบเล่ม 1 ขึ้นเล่ม 2 มันก็สนุกขึ้น เล่ม 3 ก็สนุกกว่าเดิมเพราะเพราะเพลงยาวขึ้น เพราะขึ้น


สิ่งที่รออยู่หลังความลำบาก คือความสนุก

แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนี้เสมอไป บางครั้งสิ่งที่อยู่หลังความลำบาก คือความลำบากยิ่งกว่าเดิม

แต่ผมก็เชื่อว่าวิธีคิดแบบนี้ยังมีประโยชน์ และใช้ได้จริงในอีกหลายสถานการณ์

มันลำบาก เพราะว่าเราไม่เคยทำ เพราะว่ามันยาก และสิ่งที่ยากมักจะมีคุณค่าในตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน กีฬา ดนตรี ท่องเที่ยว เราจะต้องเดินผ่านหุบเขาแห่งความน่าเบื่อและความลำบากประมาณหนึ่ง แต่ถ้าผ่านมันมาได้ เราก็จะพบช่วงเวลารื่นรมย์ไม่มากก็น้อย

ในทางกลับกัน ถ้ารู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ไม่ค่อยสนุก อาจเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้เจอความยากลำบากเท่าไหร่

ถ้าอยากสนุกมากขึ้น ลองออกไปแสวงหาความลำบากให้มากกว่าเดิมดูนะครับ

https://anontawong.com/2023/01/15/after-struggle

จะดีแค่ไหนหากวันนี้ไม่มีใครต่อว่าเราเลย

ถ้าเราตื่นมาและรู้ว่าตลอดทั้งวันนี้จะไม่มีใครมาพูดจาไม่ดีกับเรา ไม่มีใครมาตอกย้ำว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้ ไม่มีใครมาบอกว่าเขาไม่เชื่อมั่นในตัวเรา

มันคงจะเป็นวันที่ดีวันหนึ่งทีเดียว

เราสามารถทำให้วันแบบนี้เกิดขึ้นได้ ด้วยการเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง

หลายคนพูดจากับคนอื่นดีมาก แต่พูดจากับตัวเองได้ค่อนข้างแย่

ทำไมเรากระจอกจัง ทำไมเรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ ฯลฯ

หากเราหยุด negative self talk และหันมามีเมตตากับตัวเองมากขึ้น

วันนี้ก็อาจจะเป็นวันที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยก็ได้นะครับ

ไม่มีอะไรที่ขาดไปแล้วเราจะอยู่ไม่ได้

ผมว่าสิ่งหนึ่งที่คนเราควรแสวงหา คือการพึ่งพาสิ่งภายนอกให้น้อยที่สุด

บางคนทำงานไม่ได้ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟ

บางคนออกข้างนอกไม่ได้ถ้าไม่ได้พกโทรศัพท์

บางคนไปเที่ยวไหนไม่ได้ถ้าไม่มีแฟนไปด้วย

“ความก้าวหน้า” ที่เราคุ้นเคย คือการมีกำลังซื้อมากขึ้น มีทรัพย์สมบัติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ

แต่อะไรที่เราเป็นเจ้าของ มันก็จะกลายมาเป็นเจ้าของเราด้วยเช่นกัน – what you own, owns you.

เราต้องเสียแรงเสียเวลาไปเท่าไหร่เพื่อให้ได้ของใหม่เข้ามา แต่พอได้มาแล้วเรากลับรู้สึกดีได้แค่ไม่นาน จากนั้นเราก็จะเคยชิน แล้วพอนานเข้าเราก็จะรู้สึกว่าขาดมันไม่ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนเราไม่มีมัน เราก็ยังอยู่มาได้หลายปี

“ของมันต้องมี” เป็นแค่การตลาด ไม่มีสิ่งใดที่ขาดไปแล้วเราจะขาดใจ

ไม่ได้จะบอกให้โยนทิ้งทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตง่ายดายหรือรื่นรมย์

แค่จะบอกว่าหากเราแคร์สิ่งเหล่านี้ให้น้อยลง เราก็จะมีอิสระมากขึ้นเท่านั้นเอง