เรื่องราวของชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงาน

20180916_top

ผมชื่อสตีฟ ทำหน้าที่เป็น recruiter ที่สรรหาคนเก่งๆ มาร่วมงานกับองค์กร

วันหนึ่งผมเจอโปรไฟล์ของคนที่น่าสนใจเลยโทร.ไปหาเพื่อเชิญให้เขามาสัมภาษณ์ เขาจะได้เงินและตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมมาก และเขาก็มีทักษะและคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งนี้

“ขอโทษด้วยครับ แต่ผมไม่สนใจครับ” เขาปฏิเสธ

ผมถามเพิ่มว่าทำไม เขาตอบว่า

“ผมถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานแล้วครับ” (“I already made it to the top”)

ผมดูเรซูเม่ของเขาอีกครั้ง เขาไม่ได้ตำแหน่งสูงอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งผู้จัดการด้วยซ้ำ

เขาเลยอธิบายว่า “การไปถึงจุดสูงสุด” สำหรับเขาคือการที่เขารักงานที่เขาทำในแต่ละวัน เขารักบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ทุกๆ คนปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพ เงินเดือนเขามากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ มีสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม มีความยืดหยุ่นในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพลาดเกมแข่งเบสบอสของลูก การแสดงที่โรงเรียน การประชุมผู้ปกครอง วันครบรอบแต่งงาน วันเกิด หรือวันสำคัญๆ ของครอบครัวเลย

เขารู้ดีว่าการก้าวขึ้นไปอีกขั้นในหน้าที่การงานคืออะไร มันต้องใช้เวลามากขึ้น ต้องเดินทางมากขึ้น ต้องเสียสละมากขึ้น

“มันไม่คุ้มกันครับ” เขาบอก

คุณจะนิยาม “จุดสูงสุดในหน้าที่การงาน” ของคุณว่าอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้มันมาจากตัวคุณเอง ไม่ใช่มาจากสังคมหรือคนอื่นๆ คุณเท่านั้นที่เป็นคนตัดสิน

ขอบคุณเรื่องราวจาก LinkedIn: Steve Crider, Executive Recruiter

ก่อนจะวิจารณ์ใคร

20180913_criticize

อย่าลืมว่าเขาไม่ได้โชคดีเหมือนเรา

“Whenever you feel like criticizing anyone, just remember that all the people in this world haven’t had the advantages that you’ve had.”
-Scott Fitzgerald

ถ้าเราเชื่อว่าเด็กเป็นผ้าขาว แสดงว่านิสัยของแต่ละคนล้วนมีที่มาที่ไปทั้งนั้น

ถ้าเขาเป็นคนตระหนี่ เขาอาจเคยลำบากมาก่อน

ถ้าเขาชอบอู้งาน แสดงว่าเขาเคยเห็นตัวอย่างไม่ดีมา

ถ้าเขาเป็นคนแล้งน้ำใจ แสดงว่าเขาอาจเคยผิดหวังกับใครบางคนมากๆ มาก่อน

เราไม่เป็นอย่างเขา แสดงว่าเราโชคดี ถูกเลี้ยงมาดี มีแบบอย่างที่ดี ได้พบเจอคนดีๆ เลยเข้าใจว่าเราควรจะทำตัวแบบไหน ใช้ชีวิตอย่างไร

ที่เขาทำตัวไม่ถูกต้อง (หรือไม่ถูกใจ) จึงไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนแย่เสมอไป

เขาแค่เพียงมีจุดอ่อนที่เราไม่มีเท่านั้นเอง

อย่าล้างจานของวันพรุ่งนี้

20180911_dontwashtomorrowdishes

คนขยัน จะใช้กฎ 2 นาที กินข้าวเสร็จแล้วล้างจานเลย จึงไม่มีจานสกปรกสะสม

คนขี้เกียจ จะกินข้าวเสร็จแล้วทิ้งเอาไว้ข้ามคืน เป็นแหล่งเรียกแมลงสาบและหนู เป็นดินพอกหางหมู เลยต้องล้างจานจากเมื่อวานนี้เป็นประจำ

แล้วคนที่เอาจานสะอาดของวันพรุ่งนี้ออกมาล้างล่ะ จะเรียกว่าคนอะไร?

คงมีน้อยคนที่จะเอาจานที่ยังไม่ได้ใช้ออกมาล้าง เพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย

แต่กลับมีคนมากมายที่กังวลถึงวันพรุ่งนี้ กลัวไปก่อนล่วงหน้าต่างๆ นานา จนเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดคือปัจจุบันไป

คนที่ต้องกลับมาสะสางสิ่งที่ค้างคา คือคนที่ล้างจานของเมื่อวานนี้

คนที่กังวลอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คือคนที่ล้างจานของพรุ่งนี้

อย่างแรกป้องกันได้ อย่างที่สองไม่จำเป็น

ล้างจานของวันนี้ให้สะอาดก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ How to stop worrying and start living by Dale Carnegie

เมื่อเกมจบแล้ว

20180906_endofthegame

เบี้ยและขุนย่อมลงไปอยู่ในกล่องเดียวกัน

เบี้ยจึงไม่ควรไปเทียบตัวเองกับขุน และขุนก็ไม่ควรดูถูกเบี้ย

หน้าตาแตกต่าง ความสามารถแตกต่าง หน้าที่ย่อมแตกต่าง และต้องพึ่งพาอาศัยกัน

การที่หมากตัวนึงเดินได้ไกลกว่า ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีคุณค่ามากกว่าเสมอไป

การที่คนๆ หนึ่งมีเงินมากกว่า หน้าที่การงานดีกว่า ก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นมนุษย์เขาจะสูงกว่าคนอื่นเสมอไปเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหรือเป็นขุน เราก็ล้วนแต่เป็นหมากบนกระดานแห่งชีวิตนี้

และเมื่อจบเกม หมากทุกตัวก็ต้องลงไปอยู่ในกล่องเดียวกันทั้งนั้น

เราจึงควรดีต่อกันไว้ และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดครับ

ไปเล่นตามเกมเขาเราก็แพ้สิ

20180830

ประโยคนี้พี่ต่อ ฟีโนมีน่า เคยพูดเอาไว้ตอนมาพูดที่ Wongnai

พี่ต่อหมายถึงว่า หนังฮอลลีวู้ดที่เขาใช้งบประมาณมหาศาล เอฟเฟ็กต์อลังการดาวล้านดวง เมืองไทยไม่ควรพยายามไปทำหนังแบบนั้นกับเขา แต่ควรทำหนังในแบบที่เราถนัด ในแบบที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

เพราะถ้าไปเล่นตามเกมเขาเราก็แพ้เท่านั้น

ผมว่าแนวความคิดนี้เอามาใช้กับด้านอื่นๆ ในชีวิตได้เช่นกันนะครับ

เช่นในที่ทำงาน ถ้ามีคนเล่นการเมืองเก่ง หรือยั่วโมโหเก่ง ถ้าเราลงไปทะเลาะ ลงไปสู้กับเขา เราก็เปลืองตัว เพราะเขาเป็นคนแบบนั้นและชั่วโมงบินสูง ในขณะที่จริตของเราไม่ได้เอื้อให้ไปเล่นเกมอะไรแบบนั้น

การลงทุนก็เช่นกัน ต้องรู้ตัวว่าเราเหมาะกับการลงทุนแบบไหน ถ้าเห็นอะไรฮอตๆ ก็เฮโลไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ เราก็จะกลายเป็นแค่เบี้ยหรือแมงเม่าตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

สำรวจตัวเองให้ดี หาต้นทุนให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่เราเด่น อะไรคือสิ่งที่เหมาะกับเรา แล้วลงเล่นเกมที่ตัวเองถนัดหรือแม้กระทั่งสร้างเกมของตัวเองขึ้นมา

จะได้ไม่ต้องเจ็บช้ำกับเกมที่เราเป็นผู้แพ้อยู่ร่ำไปครับ