ปากไม่ตรงกับทำ

20181105_mouth

ปากไม่ตรงกับทำ

ปากบอกว่าอยากมีซิกแพ็ค แต่เห็นขนมแล้วพุ่งเข้าหา

ปากบอกว่าอยากโปรโมตไวๆ แต่ยังเข้าเฟซบุ๊คทุก 15 นาที

ปากบอกว่าอยากมีเงินใช้ไม่ขาดมือ แต่เห็นของใหม่ก็ซื้อทุกที

เมื่อปากไม่ตรงกับทำ มันก็เลยไม่ค่อยเป็นอย่างที่หวัง

แต่ในทางกลับกัน ความสำเร็จก็อาจเรียบง่ายกว่าที่คิด

ก็แค่ทำให้ตรงกับปาก

ปากเคยพูดสิ่งไหนเอาไว้ ก็จงทำเรื่องที่สอดคล้องกับสิ่งนั้น เท่านั้นเอง

ใช้ชีวิตให้ถูกกาลเทศะ

20181023c

กาล = เวลา
เทศ = ถิ่นที่

ถ้านี่เป็นเวลางาน และเรากำลังอยู่ที่ทำงาน เราก็ควรจะมีสมาธิกับการทำงานให้มากที่สุด

แต่พอเวลากลับถึงบ้านแล้ว เป็นเวลาเลิกงานแล้ว รายล้อมไปด้วยคนที่เรารักแล้ว เราก็ควรใส่ใจกับคนที่บ้านให้มากที่สุด

ความยุ่งเหยิงของชีวิตคนเมืองและการเชื่อมต่อของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราใช้ชีวิตไม่ค่อยถูกกาลเทศะ

อยู่ที่ทำงานก็มัวแต่ห่วงเรื่องที่บ้าน พอกลับถึงบ้านก็เปิดคอมทำงาน

เมื่อกายกับใจอยู่คนละที่ มันก็เลยไม่เต็มที่กับอะไรซักอย่าง

มาใช้ชีวิตให้ถูกทั้งกาละและเทศะ

อยู่ที่ทำงานก็ขอให้อยู่ที่ทำงาน

อยู่ที่บ้านก็ขอให้ได้อยู่บ้านจริงๆ ครับ

ฟ้าตั้งกว้างมีเมฆดำก้อนเดียว

20181028_blackcloud

“มีเซเหมือนกันเวลาเจอคนหมั่นไส้เราแล้วก็ก่นด่าเราในเฟซบุ๊ค แต่ว่าผมถือว่าจำนวนน้อย ไม่เป็นไร…ฟ้าตั้งกว้าง มีเมฆดำลอยมาก้อนนึง มันเข้าเฟรมมาเดี๋ยวมันก็ลอยผ่านไป”
พิง ลำพระเพลิง The Standard Pop

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้ แสดงว่าคุณมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนอีกหลายสิบล้านคนในประเทศไทย

มีการศึกษา มีเวลาอ่านบล็อก มีคอมหรือสมาร์ทโฟน มีตังค์จ่ายค่าเน็ต

เรามักจะมองไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เพราะมันอยู่ใกล้เราจนเราลืมมันไป เหมือนนกไม่เห็นฟ้าปลาไม่เห็นน้ำ

สิ่งที่เรามักจะมองเห็นคือสิ่งแปลกปลอมในชีวิต ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหน

ซึ่งผมเชื่อว่านี่เป็นผลจากวิวัฒนาการที่สอนให้มนุษย์เราตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เช่นเสียงแปลกๆ ในพุ่มไม้ หรือรอยเท้าของสัตว์ที่ไม่เคยเห็นในละแวกนี้ เพราะมันสำคัญยิ่งต่อการเอาชีวิตรอด

ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเห็นเรื่องไม่เป็นใจ เพราะสมองเราถูกออกแบบมาอย่างนั้น แต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า ในหนึ่งเรื่องที่ไม่ดี ยังมีอีกร้อยเรื่องที่ดีๆ

ฟ้าตั้งกว้าง มีเมฆดำแค่ก้อนเดียว

อย่าเอาแต่จับจ้องเมฆดำก้อนนั้นจนลืมมองท้องฟ้าสีครามและสูญเสียโอกาสที่จะมีความสุขกับปัจจุบันไปนะครับ

ปัญหาของเราก็เป็นปัญหาของเรา

20181028_hero

ปัญหาของเขาก็เป็นปัญหาของเขา

ชีวิตจะเริ่มวุ่นวายเมื่อเราเอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของคนอื่น หรือเอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของเรา

คนที่เอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของคนอื่น ก็คือคนที่พอเกิดปัญหาอะไรแล้วชอบโทษนู่นโทษนี่

โทษว่าเพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก โทษว่าหัวหน้าใช้ไม่ได้ โทษว่าโชคร้าย โทษว่ามีแต่คนรังแก

อันนี้เรียกว่าเป็น victim’s mindset คือมองตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งคนไม่น้อยเป็น เพราะว่าไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องสบตากับความจริงว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเราตอนนี้เราล้วนมีส่วนเป็นผู้ก่อขึ้นทั้งนั้น

ส่วนคนที่เอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของเราก็เช่นคนที่เดือดเนื้อร้อนใจไปกับข่าวดราม่าต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องชาวบ้าน เรื่องดารา หรือเรื่องนักการเมือง เพราะเรื่องราวเหล่านี้มันกระตุ้นต่อมศีลธรรมของเราให้พองโตได้ดียิ่งนัก เราจึงเมามันไปกับการแสดงความเห็นทั้งบนโต๊ะกินข้าวและในช่องคอมเมนท์ตาม social network

ประเด็นก็คือความเห็นเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลาย หรือทำให้ชีวิตของตัวเอกในข่าวดีขึ้นแต่ประการใด

ในภาษาของพี่ต่อ ฟีโนมีน่า การกระทำอย่างนี้เรียกว่า “ไม่สร้างการผลิต

อีกตัวอย่างหนึ่งของคนที่เอาปัญหาคนอื่นมาเป็นปัญหาของตัวเอง ก็คือคนที่ชอบโทษว่าตัวเองผิดเวลาที่คนอื่นมีปัญหา

“แฟนกำลังเครียดกับเรื่องงาน เดี๋ยวเราร่อนเรซูเม่หางานใหม่ให้แฟนดีกว่า”

“เพื่อนร่วมงานคนนี้ดูเศร้าๆ ต้องเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้ชวนเธอคุยแน่เลย”

“ลูกเพื่อนเซลฟี่ขึ้นเฟซบ่อยจัง เมสเสจไปเตือนหน่อยดีกว่า”

ดูแล้วเหมือนปรารถนาดี แต่จริงๆ ภายใต้ความคิดเหล่านี้ เราอาจกำลังมองว่าตัวเองเป็นฮีโร่ที่ต้องคอยเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น และเมื่อทำสำเร็จเราก็จะได้รับการยอมรับและความรักกลับคืนมา

ไม่ได้จะบอกว่าเราต้องเป็นคนไม่มีน้ำใจและนิ่งดูดายนะครับ เพียงแต่ต้องมองให้ออกว่าเจตนาที่แท้จริงของเราคืออะไร ถ้าจะช่วยก็เพื่อจะช่วยจริงๆ ไม่ใช่ช่วยเพื่อให้เราได้อะไรบางอย่าง

อย่าเอาปัญหาของเราไปเป็นปัญหาของเขา เพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

อย่าเอาปัญหาของเขามาเป็นปัญหาของเรา เพราะเวลามีจำกัด และทุกคนต่างมีวิบากเป็นของตัวเองครับ

ชีวิตจะดีหรือร้าย

201810024

ขึ้นอยู่ว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร

วินนิฟริด กาลาเกอร์ (Winifred Gallagher) เป็นนักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง “ความสนใจ” กับ “ความสุข” โดยไม่ได้ตั้งใจ

เพราะวันหนึ่ง เธอได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง แถมไม่ใช่ระยะแรกด้วย

วันนั้น ตอนที่เธอเดินออกมาจากโรงพยาบาล วินนิฟริดก็คิดได้ว่า “เจ้ามะเร็งตัวนี้มันต้องการเรียกร้องความสนใจจากฉันให้มากที่สุด แต่ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันเอาเวลาไปสนใจชีวิตของฉันดีกว่า”

วินนิฟริดสัญญากับตัวเองว่า แม้มะเร็งจะทำร้ายเธอแค่ไหน แต่เธอจะให้ความสำคัญกับสิ่งดีๆ ในชีวิตอันได้แก่ “การดูหนัง การออกไปเดินเล่น และการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหกโมงครึ่ง” ซึ่งทำให้เธอผ่านชีวิตช่วงการรักษาตัวไปได้โดยที่ชีวิตก็ยังมีความสุขดี

คนส่วนใหญ่คิดว่า ชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม (life circumstances) แต่จากการศึกษาและวิจัยของวินนิฟริด เธอกลับบอกว่าชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับว่าเราให้ความสนใจกับเรื่องอะไร (what we pay attention to) ถ้าเราสนใจแต่เรื่องมะเร็ง ชีวิตเราก็จะทุกข์ทนหม่นหมอง แต่ถ้าเราสนใจเรื่องการได้จิบมาร์ตินี่ตอนหัวค่ำ ชีวิตเราก็จะรื่นรมย์ขึ้น ทั้งๆ ที่ปัจจัยแวดล้อมก็ยังเหมือนเดิม

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเจอสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจแค่ไหน หากเราสามารถเลือกที่จะมีมุมมองที่ดีได้ เราก็จะมีความทุกข์น้อยลง และจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างสติมากขึ้นครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Deep Work โดย Cal Newport