ขาดให้เติม เกินให้ลด

20181205b

สิ่งที่เราอาจกำลังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยได้ให้เวลากับมัน
– ออกกำลังกาย
– ทำโปรเจ็คที่จะตอบโจทย์ระยะยาวของชีวิต
– ทำเรื่องสนุกๆ
– อ่านหนังสือ
– นั่งสมาธิ
– นัดเจอเพื่อนเก่า
– กินข้าวกับพ่อแม่
– ใช้เวลากับลูก
– หนีลูกไปเที่ยวกับภรรยา/สามี
– นอน

ถ้ารู้ตัวว่าขาดเรื่องเหล่านี้ วิธีแก้ก็แค่เติมเข้าไป

แต่เราก็มักจะ “เอาไว้ก่อน” เพราะว่ายัง “ไม่มีเวลา”

เวลาไม่ได้หล่นมาจากฟ้า ถ้าอยากจะเพิ่มเวลาให้สิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เราทำได้และควรทำคือไปลดเวลาของเรื่องอื่นๆ

เรื่องที่เรารู้สึกว่าเรากำลังใช้เวลากับมันมากเกินไป เช่น
– เล่นมือถือ

– ดูทีวี

– เดินทางไปทำงาน – แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนเวลาออกจากบ้าน

– ทำงาน – ถ้าเราทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง ลองสำรวจตัวเองว่าจะทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างไร / เรา Say no เก่งพอรึยัง / เราทำงานฉลาดพอรึยัง / เราทนอยู่กับสถานการณ์บางอย่างที่ควรจะแก้ได้แต่เราไม่ยอมแก้เองรึเปล่า

สมมติว่าเราลดเวลาสี่เรื่องด้านบนนี้ไปได้วันละ 2 ชั่วโมง เราจะมีเวลาเพิ่มสัปดาห์ละ 14 ชั่วโมง มากพอที่จะเติมเรื่องที่เราขาดได้อีกเยอะเลย

ขาดให้เติม เกินให้ลด

simple แต่ไม่ easy

แต่ถ้าจะทำจริงๆ ก็ทำได้ครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

วิธีบ่นที่ดีที่สุด

20181205

คือทำให้มันดีขึ้น

“They say that the best way to complain is to make things better.”
-Seth Godin

เพราะเราจะบ่นแต่สิ่งที่เราไม่ชอบเท่านั้น

และเราก็มักจะบ่นแต่กับเรื่องเดิมๆ ทั้งๆ ที่คงไม่มีใครปรารถนาให้เรื่องที่เราบ่นนั้นอยู่ยั้งยืนยงเพื่อพรุ่งนี้เราจะได้มีโอกาสบ่นเรื่องนี้อีก

จริงๆ แล้ว การที่เราบ่นกับอะไรซักอย่างก็มองเป็นเรื่องดีได้นะครับ

เพราะมันกำลังส่งสัญญาณว่า นี่คือโอกาสในการเปลี่ยนแปลง

เมื่อใดที่เราบ่น เรามีทางเลือกสามทาง

หนึ่ง คือบ่นๆๆ แล้วก็แยกย้ายกลับบ้านนอน พรุ่งนี้ก็จะตื่นมาบ่นซ้ำๆ กับเรื่องเดิมๆ

สอง คือบ่นๆๆ แล้วก็ตระหนักว่า เราน่าจะช่วยทำให้มันดีขึ้นได้นี่หว่า จึงลงมือทำอะไรซักอย่าง

สาม คือบ่นๆๆ แล้วก็ตระหนักว่า กับเรื่องบางเรื่องเราคงไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้ ถ้าไม่อยากบ่นอีก ก็ลดความคาดหวังของเราดีกว่า

ทางที่หนึ่งนั้นขาดทุนทางอารมณ์ที่สุด แต่คนไม่น้อยก็เลือกทางนี้

ถ้าเบื่อที่จะบ่น ก็ไม่เสียหายที่จะลองอีกสองทางที่เหลือ คือ take action หรือ change expectations ครับ

ผิดเยอะไม่เป็นไร

20181203_mistakes.png

แค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิมก็พอ

เพราะใครก็ตามที่ทำถูกตลอดเวลา แสดงว่าเขาทำแต่สิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว

มันก็เลยไม่เกิดการพัฒนา

ในโลกที่หมุนเร็วขนาดนี้ การพึ่งพาแต่ (หรือแม้กระทั่งทะนงตนกับ) ความรู้เดิมๆ จะเป็นกำแพงที่ขวางไม่ให้เราไปต่อได้

เทคโนโลยีเอื้อให้เราสามารถลองผิดลองถูกได้มากขึ้น เพราะความเสี่ยงลดลงหลายเท่า เมื่อเทียบ potential cost กับ potential benefits แล้ว การลองผิดลองถูกยังไงก็น่าจะกำไร

ดังนั้น อย่ากลัวที่จะผิด เพราะมีแนวโน้มว่าตอนนี้เรากำลังผิดน้อยเกินไป

จงผิดให้บ่อยขึ้น แค่อย่าผิดซ้ำเรื่องเดิมก็พอครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เราทุกคนเป็นนักวิ่งผลัด

20181201_relay

ใครที่ใช้ทางด่วนศรีรัชอยู่เป็นประจำ คงจะพอจะทราบว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกำลังมีโครงการลดค่าทางด่วน 5 บาท สำหรับผู้ใช้ Easy Pass ที่ด่านอโศก 4 (ด่าน 50 บาท) ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน โดยเริ่มต้นวันที่ 1 พ.ย. ไปจนถึง 28 ธ.ค. 2561

วันนี้แคมเปญดำเนินมาได้ครึ่งทางพอดี ผมจึงสอบถามไปยังการทางพิเศษ และได้ข้อมูลมาดังนี้

ก่อนเริ่มแคมเปญ มีคนใช้ Easy Pass ด่านอโศกชั่วโมงเร่งด่วน เฉลี่ย 7907 คัน คิดเป็น 51.4% (จ่ายเงินสด 7475 คัน)

ในเดือนที่ผ่านมา มีคนใช้ Easy Pass เฉลี่ย 8128 คัน คิดเป็น 52.15% (จ่ายเงินสด 7458 คัน)

โดยเป้าหมายของการทางพิเศษคืออยากให้คนหันมาใช้ Easy Pass ถึง 60% หรือต้องมีรถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass อีกประมาณ 1500 คัน

ใครยังไม่ได้ใช้ Easy Pass ขอเชียร์ให้ลองออกไปซื้อกันนะครับ วันนี้วันหยุด รถไม่เยอะ วิ่งผ่านด่านแล้วชิดซ้ายจอดรถลงไปซื้อได้เลย หรือใครไม่อยากเสียค่าทางด่วนก็ไปจอดรถที่ลานจอดรถด่านอโศก 4 แล้วเดินขึ้นบันไดไปซื้อบัตรได้เช่นกันครับ https://goo.gl/rLVAy1

—–

หนึ่งเดือนที่แล้ว ก่อนที่แคมเปญนี้จะเริ่ม ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการด้วย

ตอนที่นักข่าวถามความเห็นผมว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้มีส่วนจุดประกายให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา ผมตอบว่าผมรู้สึกเหมือนพวกเราเป็นนักวิ่ง 4×100

ผมเริ่มจุดประเด็นนี้ขึ้นมาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ด้วยการเขียนบล็อกเชียร์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน เพื่อบรรเทาปัญหารถติดบนทางด่วนพระราม 9

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ คุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ แห่งเพจคิดด้วยภาพ The Back of the Napkin Thailand ก็นำเรื่องราวมาเล่าเป็นภาพจนมีคนแชร์ไปสามพันกว่าครั้ง

และในเดือนมิถุนายน คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคก็นำเนื้อหาไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูถึงสี่แสนคน

พอปลายเดือนตุลาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็คลอดแคมเปญนี้ออกมา

ผมเป็นไม้หนึ่ง คุณโหน่งเป็นไม้สอง คุณหนุ่ยเป็นไม้สาม และการทางฯ เป็นไม้สี่

และผมว่าประชาชนที่อยู่ละแวกเดียวกับผม จะช่วยกันเป็นไม้ห้า ไม้หก และไม้ต่อๆ ไป

การที่แต่ละคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาวิ่งผลัดในทีมเดียวกันได้ ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ความถนัดและความสามารถที่ตัวเองมีเพื่อทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ผมว่ามันเป็นสิ่งสวยงามนะครับ

ยิ่งตอนนี้โลกของเราเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ต เราทุกคนจึงเป็นนักวิ่งผลัดไปโดยปริยาย

ไม้วิ่งผลัดที่เราส่งต่อกันอาจเป็นข่าวลวง เสียงก่นด่า หรือเรื่องราวที่ไม่สร้างการผลิตก็ได้

หรือมันอาจจะเป็นความรู้ เสียงหัวเราะ หรือแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างก็ได้

ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นนักวิ่งผลัดได้แล้ว ผมก็ได้แต่หวังว่าเราจะเลือกส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กันและกัน

เพราะสุดท้าย คนเราน่าจะเกิดมาเพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นและชีวิตของตนเองดีขึ้นไม่ใช่หรือ?

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าเป็นคนอ่อนหัด

20181128_ornhud

เมื่อสี่ปีที่แล้ว คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมขณะนั้น กำลังดังในโลกโซเชี่ยลด้วยฉายา “รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” และเกิดประโยคฮิตที่ว่า

“อ่อนหัด มีความตั้งใจแต่ยังอ่อนหัด“

ถ้าแปลตามความรู้สึก คำว่าอ่อนหัดน่าจะมีความหมายประมาณว่า “กระจอก” หรือ “ไม่เก่ง”

แต่ถ้าแปลทีละคำตามตัวอักษร จะได้ความหมายว่า “ยังฝึกฝนมาไม่พอ”

คำว่า อ่อนหัด จึงไม่ได้เป็นการตัดสินตัวบุคคล แต่เป็นการวิพากษ์การกระทำของคนๆ นั้น

ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะตัวตนเราเปลี่ยนกันยาก แต่การกระทำเราเปลี่ยนกันได้ทันที

ถ้าไม่อยากเป็นคนอ่อนหัด ก็แค่ต้องฝึกฝนให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

ก่อนจะลงสนามแข่ง ต้องซ้อมแล้วซ้อมอีก

ก่อนจะเข้าห้องสอบ ต้องอ่านหนังสือและทำแบบฝึกหัดมาเยอะๆ

ก่อนจะขึ้นเวทีพรีเซ้นต์ ต้องเตรียมเล่าเรื่องมาเป็นอย่างดี และซ้อมเล่าเรื่องเป็นสิบๆ รอบ

ไม่ใช่ความผิดของเรา หากเกิดมาแล้วไม่ได้มีพรสวรรค์

แต่ถ้าเราอ่อนหัด นั่นเป็นความผิดของเราเต็มๆ ครับ

—–

ขอบคุณภาพจากคุณ Prachya Singhto