กฎข้อที่หนึ่งของนิวตัน

20190520_newtonfirstlaw

อะไรที่เคลื่อนไหว ก็มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ

ส่วนอะไรที่อยู่กับที่ก็จะอยู่กับที่ไปอย่างนั้น

แม้จะเป็นกฎทางฟิสิกส์ แต่ก็สะท้อนความจริงของชีวิตได้เช่นกัน

ถ้าแต่ละวันเราเอาแต่ดูทีวีหรือไถฟีด เมื่อพระอาทิตย์ตกดินชีวิตคงไม่ต่างกับตอนพระอาทิตย์ขึ้น

เมื่อชีวิตไม่มีการเคลื่อนไหว ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่กับที่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งวันพรุ่งนี้และมะรืนนี้

ในทางกลับกัน หากเราลงมือทำอะไรบางอย่าง อะไรก็ได้ที่ออกมาจากความตั้งใจและความมุ่งหมายของเรา ทางที่เคยปิดก็อาจเปิด ทางที่ไม่คิดว่ามีก็อาจมีขึ้นมา

จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน

เมื่อมนุษย์ลงมือทำและขยับเขยื้อนอย่างเต็มสูบ อะไรก็หยุดเขาได้ยากนะครับ

ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ

20190520_doitanyway

วันพุธที่แล้ว ผมได้ไปเข้าร่วมสัมมนา Happiness Mastery ที่จัดโดยเพจ Trick of the Trade ที่หอศิลป์กรุงเทพ

หนึ่งในวิทยากรคือคุณแท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ และผู้เขียนหนังสือขายดีหลายเล่ม

พี่แท็ปมาแชร์เรื่องการจัดการระเบียบชีวิตตัวเอง เมื่อเรามีความฝันหรือเป้าหมายระยะยาว เราก็ต้องมีเป้าหมายระยะกลางและเป้าหมายประจำวันที่สอดคล้องกัน

สิ่งที่คนเรามักจะขาดก็คือเป้าหมายประจำวันที่จะพาเราเข้าใกล้ความฝันขึ้นอีกนิด

คนไม่น้อยมี new year resolution อย่างการน้ำหนัก แต่กลับไม่มีเป้าหมายประจำวันที่เรียกว่า MIT หรือ Most Important Tasks ที่พาไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

พี่แท็ปมีความฝันที่จะไปบอสตันมาราธอน ซึ่งเป็นรายการเมเจอร์ที่เข้าร่วมยากมากๆ เพราะต้องเคยวิ่งมาราธอนด้วยเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง 10 นาทีถึงจะเข้าร่วมรายการนี้ได้

พี่แท็ปเลยจ้างโค้ชประจำตัวและซ้อมวิ่งทุกวัน การซ้อมในแต่ละวันถือเป็นหนึ่งใน MIT ที่จะพาพี่แท็ปไปบอสตันในอนาคตได้

เมื่อพูดจบและเปิดโอกาสให้คนในห้องส่งถามคำถาม หนึ่งในคำถามก็คือพี่แท็ปเคยมีวันที่ขี้เกียจบ้างมั้ย

พี่แท็ปตอบว่า ขี้เกียจทุกวันครับ ไม่มีวันไหนไม่ขี้เกียจ น้อยมากที่จะมีวันที่ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าอยากออกไปซ้อมจังเลยๆ

แต่ถึงขี้เกียจแค่ไหนก็ยังพาตัวเองออกไปซ้อมวิ่งอยู่ดี

มันทำให้ผมนึกหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช ที่ย้ำกับลูกศิษย์เสมอว่า ขยันก็ภาวนา ขี้เกียจก็ภาวนา

เป็นการง่ายเหลือเกินที่จะปล่อยให้การกระทำเป็นไปตามสภาวะอารมณ์ และนั่นคือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ

ดังนั้น ถ้าอยากบรรลุ(เป้าหมาย) เราก็ต้องเป็นคนที่ไม่สนดินฟ้าอากาศทางอารมณ์

ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ เท่านั้นเอง

อยู่อย่างนี้ก็ไม่มีความสุข

20190615_limbo

แต่ก็เจ็บไม่พอที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง

ฝรั่งเรียกคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ว่า in limbo กลับก็ไม่ได้ ไปก็ไม่ถึง

ซึ่งอันตราย

เพราะเมื่อมันเจ็บไม่มากนักก็ทนเอา ทนนานๆ เข้าก็ชิน

เมื่อชินก็เลยไม่ยอมเปลี่ยน เมื่อไม่เปลี่ยนก็เลยไม่ดีขึ้น

กว่าจะรู้ตัวอีกที ชีวิตก็ล่วงเลย โอกาสก็ผ่านพ้น

ใครที่รู้สึกว่าอยู่ในสภาวะนี้มานานเกินไปแล้ว ก็ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างดูนะครับ

Follow this blog on LINE: bit.ly/tgimline

เถียงให้ตายก็ไม่ชนะ

20190515_argument

สู้ทำให้ดูเลยดีกว่า

เวลาคนสองคนเถียงกัน ต่างฝ่ายต่างจะพูดอะไรก็ได้ จริงบ้างเท็จบ้าง เกินเลยไปบ้าง เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นถูกต้องกว่า-ฉลาดกว่าอีกฝ่าย

การเถียงกันเลยมักจะจบลงด้วยการ “เสมอกัน” โดยที่ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในความคิดของตัวเองมากกว่าเดิม

หรือในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพาวเวอร์มากกว่า เช่นหัวหน้ากับลูกน้อง หรือแม่กับลูก การเถียงมักจะจบลงด้วยการที่หัวหน้าเป็นฝ่ายชนะ ลูกน้องต้องยอมโอนอ่อนตาม แต่จริงๆ แล้วในใจของลูกน้องก็อาจจะไม่ยอมรับอยู่ดี

เมื่อการเถียงไม่เกิดประโยชน์ การทำให้ดูจึงมีประโยชน์กว่า

ต้องใช้เวลามากกว่าแน่นอน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาจะพิสูจน์ตัวมันเอง โดยที่เราไม่ต้องใช้คำพูดโน้มน้าวหรือใช้อารมณ์เข้าห้ำหั่นกันเลย

ทำตอนที่ยังไม่พร้อม

20190513_notready

ดีกว่าพร้อมแต่ไม่เคยได้ทำ

เท่าที่สังเกตคนสำเร็จ หลายๆ อย่างเขามักจะเริ่มทำตอนที่ยังไม่พร้อม

ไม่พร้อมทั้งเรื่องทุนทรัพย์ ความรู้ ตลาด และอะไรต่อมิอะไร

เหตุผลเดียวที่เดินหน้า ก็เพราะว่าเห็นโอกาสและคิดว่าควรจะลองดู เจอปัญหาอะไรก็ค่อยๆ แก้กันไป ถ้าสุดท้ายมันจะไม่เวิร์คก็แค่เลิกแล้วไปทำอย่างอื่นแทน

และผมก็เห็นตัวอย่างอีกมากมาย (ซึ่งตัวเองก็รวมอยู่ในนั้น) ที่ไม่ยอมลงมือทำด้วยเหตุผลว่าอยากรอให้พร้อมกว่านี้ สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำซักที กว่าจะพร้อมความฝันนั้นก็แทบจะหมดอายุไปแล้ว

ถ้ามีอะไรที่อยากทำ อย่ารีรออยู่เลยนะครับ เริ่มจากเล็กๆ ลงมือทำอย่างมีสติ และคอยสำรวจตัวเองอยู่ตลอด เดี๋ยวก็จะเก่งขึ้น-เดี๋ยวก็จะพร้อมขึ้นเอง