หิ่งห้อยไม่หลงทางเพราะมีแสงสว่างในตัวเอง

20191127

หิ่งห้อยนั้นตัวกระจิ๊ดริด แสงที่มันปล่อยออกมาก็น้อยนิด ดูจะอ่อนแรงกว่าแสงเทียนเสียด้วยซ้ำ

แต่ไม่ว่าจะที่แจ้งหรือที่มืด จะเป็นถ้ำลึกสักแค่ไหน แสงอ่อนๆ ของหิ่งห้อยก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มันเห็นทางข้างหน้า

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องมองเห็นทางที่ทอดไกล ขอแค่เพียงรู้ว่ายี่สิบเมตรถัดไปจะมีอะไรบ้างก็พอ

แสงสว่างในชีวิตคนก็คือความรู้สึกตัว คิดอะไรก็รู้ ทำอะไรก็รู้ ไม่มัวแต่หลงอยู่ในความคิดจนลืมเนื้อลืมตัว

เมื่อได้ฝึกฝนจนเรามีแสงสว่างในตัวเอง แม้ในวันที่มืดมนเราก็ไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไปครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือเปลวไฟกลางสายธาร โดยเขมานันทะ

อยู่กับหมาไม่ต้องวางฟอร์ม

20191125c

นี่อาจเป็นเหตุผลที่หลายคนชอบเลี้ยงสัตว์

เราไม่เคยต้องกังวลว่าใส่เสื้อตัวนี้หมามันจะมองเราว่าเชยรึเปล่า

หรือถ้าใช้มือหยิบไก่ทอด แมวจะมองว่าเราไม่มีมารยาทรึเปล่า

เมื่ออยู่กับสัตว์ เราไม่เคยต้องห่วงสายตาที่คอยประเมินหรือตัดสิน

เช่นเดียวกับการไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราไม่ต้องห่วงสายตาของต้นไม้ ใบหญ้า หรือก้อนหิน เราจึงเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่

ต่างกับตอนที่เราอยู่กับคน ที่ทำให้เราสร้างตัวตนขึ้นมาเสมอ

อยู่ที่ทำงานเราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับแฟนเราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับแม่เราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับลูกเราก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นคนแบบไหนกันแน่

ถ้าอยู่กับคนแล้วเหนื่อยกับการสวมบทบาท ลองเอาตัวเองไปอยู่กับสัตว์เลี้ยงหรือธรรมชาติดูบ้าง

เผื่อจะได้ไม่ต้องดัดแปลงหรือวางฟอร์ม

เผื่อจะได้พบกับตัวเราที่แท้จริงครับ

ที่มันเหนื่อยนักเพราะเรามัวแต่ตั้งคำถามรึเปล่า

20191121

บางช่วงของชีวิต เราต้องเจองานหนัก เจอคนไม่น่ารัก เจอฟ้าฝนไม่เป็นใจ

รู้สึกว่าต้องออกแรงกาย ต้องออกแรงใจมากเหลือเกิน

มากจนบางครั้งก็รู้สึกหมดใจและอยากเดินออกจากเกมนี้

แต่ถ้าลองทบทวนดีๆ เราก็น่าจะเคยผ่านช่วงที่หนักกว่านี้มาแล้ว แต่ทำไมคราวนั้นเราถึงไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าคราวนี้?

ที่เราอ่อนล้าทั้งกายใจ อาจเป็นเพราะเราเอาแต่ตั้งคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

ถามว่ามันใช่เหรอวะ

ถามว่าฉันมาทำอะไรที่นี่

ถามว่าทำไมแค่นี้คิดกันไม่ได้

ถามว่าทำไมต้องเกิดกับเราด้วย

ถามว่าเมื่อไหร่จะจบจะสิ้นเสียที

ด้วยตัวงาน ด้วยสถานการณ์ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราจึงไม่ควรบั่นทอนตัวเองด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ทางที่ดีที่สุดคือหยุดถาม และทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่

กลั้นใจอีกนิด เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปด้วยดี

เหมือนที่เราเคยผ่านมาได้ตั้งหลายครั้งหลายคราครับ

ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรมากนักหรอก

20191120

สุขภาพที่แข็งแรง

อาหารอร่อยๆ

การนอนหลับที่เพียงพอ

เตียงนอนแน่นๆ หมอนนุ่มๆ ผ้านวมนิ่มๆ แอร์ฉ่ำๆ

รายการทีวีหรือการ์ตูนโปรด

หนังสือดีๆ ซักเล่ม

แล็ปท็อป + สมาร์ทโฟนที่ไม่ช้าจนเกินไป

งานที่เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

หัวหน้าที่เก่งและไม่งี่เง่า

เพื่อนร่วมงานที่ไม่เกี่ยงงาน

เพื่อนสนิท/คู่ชีวิตที่รับฟัง

โอกาสที่จะได้ทำสิ่งที่เราชอบ

เวลาที่เราจะได้อยู่กับคนที่เรารัก

เงินเก็บที่สร้างความอุ่นใจ

การลงทุนที่ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ

ภาพคร่าวๆ ของอนาคต

ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเราอายุสามสิบกว่าๆ ก็น่าจะมีครบเกือบทุกอย่างแล้ว

สังเกตได้ว่า ส่วนใหญ่มันไม่ต้องใช้เงินมากมาย แต่ต้องใช้การตัดสินใจที่ถูกต้อง อุปนิสัยที่ดี และความพากเพียร

ที่เขียนขึ้นมาเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้เผอเรอใช้ KPI บางตัวนำทางชีวิตมากจนเกินไป

ไม่ว่าจะเป็น รายได้ ตำแหน่ง ความมีหน้ามีตา หรือการได้เป็น “ผู้ชนะ” ในเกมที่เราเล่น

เพราะถ้ามัวแต่จดจ่อกับตัววัดที่สังคมให้ราคา เราก็อาจสูญเสียสิ่งที่เราให้ค่าอย่างแท้จริงไปโดยไม่รู้ตัวครับ

เราอยู่ตรงไหนไม่สำคัญเท่าเรากำลังไปทางไหน

20191119

จะอ้วนหรือจะผอม ไม่สำคัญเท่ากับว่าตอนนี้เราอ้วนขึ้นหรือเราผอมลง

ถ้าเราเป็นคนเจ้าเนื้อ แต่เลิกกินชานมและอาหารแคลอรีสูงๆ แถมยังออกกำลังกายเป็นประจำ เราก็จะหุ่นดีขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเราเป็นคนหุ่นดีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยออกกำลังกายแถมยังกินไม่ระวังปาก เมื่ออายุถึงจุดที่กระบวนการเผาผลาญไม่ดีเท่าตอนเด็กๆ เราก็จะอ้วนขึ้นอย่างแน่นอน และอาจจะกู่กลับได้ยากด้วย

จะรวยหรือจะจน ไม่สำคัญเท่ากับว่าทุกๆ เดือนเราจ่ายมากกว่ารับหรือรับมากกว่าจ่าย

ต่อให้มีเงินเก็บเป็นล้าน แต่ถ้าเรามีรายจ่ายมากกว่ารายรับทุกเดือน สุดท้ายเงินเก็บก็จะหมด

ต่อให้ตอนนี้มีเงินเก็บไม่กี่หมื่น แต่ถ้าเรามีรายรับมากกว่ารายจ่ายทุกเดือน สุดท้ายเราก็จะมีเงินเก็บเป็นล้าน

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตได้

จุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวาสนา อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกระทำและอุปนิสัย

เราคงไม่อาจเปลี่ยนจุดที่เรายืนอยู่ได้ในชั่วข้ามคืน

แต่เราสามารถเปลี่ยนทิศทางชีวิตของเราได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลยนะครับ