อย่ารู้สึกไม่ดีกับความรู้สึกไม่ดี

20191109

เพราะไม่อย่างนั้นเราจะได้แต่วิ่งหนีมันเรื่อยไป

เพราะเรารู้สึกไม่ดีกับความเบื่อ เราเลยต้องหยิบมือถือขึ้นมาทุกครั้งที่เราเบื่อ

เพราะเรารู้สึกไม่ดีกับความเครียด เราเลยต้องสูบบุหรี่คลายเครียด

เพราะเรารู้สึกไม่ดีกับการอกหัก จึงกินเหล้าเมามายเพื่อลืมเธอ

เพราะเรารู้สึกไม่ดีกับการรับฟีดแบ็คตรงๆ เราจึงไม่เก่งขึ้นเสียที

เป็นเรื่องธรรมชาติที่ความรู้สึกไม่ดีจะเกิด เมื่อมีเหตุย่อมมีผล

แต่เราอย่าไปทำให้เรื่องราวมันแย่ลงด้วยการชิงชังความรู้สึกไม่ดีนั้น

ไม่ว่าจะรู้สึกดีหรือรู้สึกไม่ดี ความจริงแล้วก็เท่ากัน ผ่านมาเดี๋ยวมันก็ผ่านไป

อย่าเกรงกลัวหรือชิงชังความรู้สึกไม่ดีจนเราต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้กับมันอยู่ร่ำไปเลยนะครับ

—–

ป.ล. สัปดาห์นี้ผมมาเที่ยวญี่ปุ่น อาจจะเขียนได้ไม่ครบทุกวัน ขออภัยล่วงหน้านะครับ

เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

20191106b.png

แต่ก่อนเค้าว่ากันว่า Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who

คือแค่เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี connection ที่ดีด้วย

เป็นความจริงที่ดูโหดร้าย เหมือนโลกนี้มันไม่แฟร์

แต่ถ้าให้มองเหตุผลทางวิวัฒนาการก็อาจจะเมคเซนส์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราย่อมจะกล้าเสี่ยงกับคนที่เรารู้จักและไว้ใจมากกว่าอยู่แล้ว

ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เราทำงานด้วยจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องจำเป็น

ทำงานเก่งแต่เพื่อนไม่รัก ก็ไปได้ไม่ไกล

แต่ถ้าอยากไปให้ไกลยิ่งกว่า คือการระลึกให้ได้ว่า เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

เราอาจจะรู้จัก CEO ของบริษัทก็จริง แต่ CEO เขาจำหน้าเราได้มั้ย?

ถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ จำหน้าเราได้ จำชื่อเราได้ หรือแม้กระทั่งนึกถึงเราเวลาคิดอยากได้งานอะไรบางอย่าง เขาก็จะหยิบยื่นโอกาสให้เราอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น การทำ personal branding จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก

และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมเชียร์หลายๆ คนเขียนบล็อก

การเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มันทำให้ผมได้รับโอกาสดีๆ เข้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกหนังสือหรือการได้รับเชิญไปสอนตามองค์กรต่างๆ

ส่วนใครยังไม่ได้อยากจะเปิดตัวต่อสาธารณชนขนาดนั้น อาจจะเริ่มจากแค่ในห้องเรียนหรือในบริษัทก็ได้

ทำยังไงให้คนรู้จักเรามากขึ้น?

ผมคิดว่าวิธีที่ง่ายและลัดสั้นที่สุดคือการอาสาครับ

อาสาจดบันทึกการประชุม อาสาจัดงาน CSR อาสาช่วยงานเลี้ยงบริษัท

ทำอะไรก็ได้ที่เกินขอบเขตของหน้าที่ที่เรามี แล้วชื่อเสียงของเราก็จะออกไปจากขอบเขตที่เราเคยมีเช่นกัน

แถมเราจะได้ทั้ง Know How, Know Who, และ Who Knows Me

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวเลยนะครับ

วันนี้มันอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น

20191105b

ใช่ วันนี้อาจมีปัญหาเข้ามากมาย

ไหนจะปัญหาเรื่องงาน ปัญหาเรื่องที่บ้าน จนเราอยากวิ่งหนีไปให้ไกล ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

แต่ก่อนที่จะทับถมตัวเองจนเกินเลย ลองทำ 2-3 อย่างนี้ดู

– ไปกดน้ำมาดื่ม
– หาขนมอร่อยๆ ทาน
– ไปเดินเล่นซัก 20 นาที

ตอนที่เราเครียด ตอนที่เราไร้สติ เราจะมองเห็นปัญหายิ่งใหญ่เกินจริง

แต่พอได้เบรค ได้เสต็ปถอยหลังมาก้าวนึง สติก็จะกลับมา และเห็นปัญหาตามที่มันเป็น

หยุดพัก-ชาร์จแบตให้ตัวเองเสียหน่อย

แล้ววันนี้อาจไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดครับ

เมื่อผ่านเรื่องยากๆ ชีวิตจะง่ายขึ้น

20191030_hard

ประเด็นนี้พูดได้ใน 3 มิติ

มิติแรกคือทำเรื่องยากๆ ที่ต้องใช้เวลา แต่สุดท้ายแล้วมันจะทำให้ทุกอย่างที่ตามมานั้นง่ายขึ้น

นิทานผู้ชายขนน้ำพูดถึงชายสองคนที่ขึ้นไปเอาน้ำบนภูเขาลงมาขายให้คนในหมู่บ้าน

ชายคนแรกแบกถังใบใหญ่เพื่อขนน้ำลงจากภูเขาทุกวัน ได้เงินค่าน้ำอย่างงดงาม

แต่ชายคนที่สองกลับพยายามสร้างท่อน้ำ ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่ามาก ช่วงแรกจึงไม่มีรายได้ แถมยังโดนชายคนแรกและคนในหมู่บ้านดูแคลน

แต่พอถึงวันหนึ่งที่เขาสร้างท่อน้ำเสร็จ เขาก็สามารถขายน้ำให้คนทั้งหมู่บ้านโดยไม่ต้องแบกถังขึ้น-ลงภูเขาอีกเลยแม้แต่วันเดียว

เรื่องยากๆ ก็คือการสร้างระบบ-สร้างเครื่องมือ-สร้างธุรกิจ ที่ต้องใช้ความความสามารถ ความคิด และความอดทนเป็นอย่างสูง แต่เมื่อทำได้สำเร็จ ชีวิตที่เหลือก็จะง่ายขึ้นทันที

—–

มิติที่สองว่าด้วยการทำเรื่องที่ยากเดี๋ยวนี้ เพื่อปลดล็อคอะไรบางอย่าง

เช่นเรื่องการลงดาบพนักงานที่ทำงานไม่ดีหรือสร้างมลภาวะให้กับเพื่อนร่วมทีม

คนเหล่านี้จัดการลำบาก เราจึงหลีกเลี่ยงเพราะเราไม่อยากถูก challenge และเราไม่อยากถูกเกลียด

แต่ถ้าเราตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง และทำให้เขากลับตัวได้ หรือทำให้เขาไปอยู่ที่อื่นได้ บรรยากาศในการทำงานและกำลังใจคนทำงานจะดีขึ้นจนเรารู้เลยว่ามันคือการลงทุนที่คุ้มค่า

—–

มิติที่สามว่าด้วยเรื่องภูมิคุ้มกันความยาก

เด็กที่โตในสลัม กับเด็กที่โตในบ้านหลังใหญ่ ภูมิคุ้มกันย่อมต่างกัน

คุณหนูที่โดนประคบประหงม โดนแดดนิดเดียวก็ทนไม่ได้แล้ว ขณะที่เด็กอีกคนเดินขายพวงมาลัยหลายชั่วโมงได้โดยไม่ปริปากบ่น

คนที่ผ่านเรื่องยากลำบากมาเยอะ คือคนที่ได้รับวัคซีนให้มีภูมิคุ้มกันความยาก เจออุปสรรคอะไรก็ไม่ย่อท้อ ล้มกี่ครั้งก็ลุกขึ้นมาใหม่

ผิดกับคนที่เคยตัวกับความสุขความสบาย พอเจอความยากลำบากนิดหน่อยก็ยอมแพ้อย่างง่ายดาย

เมื่อผ่านเรื่องยากๆ ชีวิตจะง่ายขึ้น

ท่องเอาไว้ จะได้มีกำลังใจไปต่อนะครับ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

20191030_sayno

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

“When you say no, you are only saying no to one option.

When you say yes, you are saying no to every other option.

No is a decision.

Yes is a responsibility.”

-James Clear

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลนคือการ say no

เพราะไทยนี้รักสงบ ไม่ค่อยอยากปะทะกับใครโดยไม่จำเป็น

ใครขออะไรมาเราจึงไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ

แล้วเราก็ต้องมานั่งช้ำใจเองทีหลัง เพราะรับปากเค้าไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องทำไปบ่นไปก็เถอะ

เราไม่กล้า say no เพราะเรากลัวการสูญเสีย ภาษาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) เรียกมันว่า Loss Aversion คือความทุกข์จากการสูญเสียนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความสุขจากการได้มา

ทำเงินหาย 1,000 บาท ความสุขจะลดลง 10 คะแนน ได้เงิน 1,000 บาท อาจจะมีความสุขเพิ่มขึ้นแค่ 5 คะแนน

เรากลัวว่าถ้าเราปฏิเสธ เราจะเสียโอกาส เราจะทำให้คนที่ขอเสียความรู้สึก เราจะดูไม่ดี

แต่เราก็มักลืมไปว่าถ้าเราตอบตกลงทำสิ่งหนึ่ง เราก็กำลังตัดโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นๆ ออกไปเช่นกัน

เช่นเรากำลังจะกลับบ้าน แต่น้องวิ่งเอางานมาให้ งานที่จะรอทำพรุ่งนี้ก็ได้ แต่เราเลือกที่จะทำเลยตอนนี้ สิ่งที่เราเสียไปคือเวลาที่จะถึงบ้านเร็วขึ้น โอกาสที่จะได้นั่งกินอะไรอร่อยๆ และคุยสนุกกับคนในครอบครัว

เวลาเรา say yes เรามักเห็นแต่สิ่งที่เราจะได้มา

แต่ทุกการตอบตกลงมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นเสมอ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

ถ้าเราระลึกถึงความจริงข้อนี้ได้ เราก็อาจจะกล้าปฏิเสธคนมากขึ้นนะครับ