หนึ่งวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า

20191202

สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อบ่ายวันเสาร์ผมเข้าไปปลุก “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 2 ขวบเพื่อเตรียมตัวไปงานแต่งงาน

จากมุมที่ผมยืนมองใกล้รุ่งนอนอยู่บนฟูกที่วางปูกับพื้น ผมแอบตกใจนิดๆ ว่าทำไมลูกตัวใหญ่จัง นี่ไม่ใช่เด็กทารกที่เป็นภาพจำของผมอีกต่อไปแล้ว มิน่าตอนอุ้มถึงได้ตัวหนักนัก

—–

วันก่อนเฟซบุ๊คโชว์รูปจากงานประกวดร้องเพลงของบริษัทเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ในรูปมีกันอยู่สี่คน ผมเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว ผู้หญิงทั้งสามไว้ผมบ๊อบยาวประบ่า ส่วนผมใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงสแล็คทรงกระบอก มันคือยุคก่อนที่กางเกงขาเดฟสไตล์พี่ตูนบอดี้แสลมจะฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง

คนในรูปหน้าตาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่ชีวิตของแต่ละคนก็เดินทางมาไกลจากตอนนั้นพอสมควร

—–

ตอนที่พระเจ้าสร้างความทรงจำให้มนุษย์ เหมือนท่านจะไม่ได้มอบ sense of time หรือความตระหนักในห้วงเวลามาให้ด้วย

เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้วเลยรู้สึกว่าเพิ่งผ่านไปเพียงไม่นาน

ผมมีทฤษฎีว่า ยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่ เวลาจะหมุนเร็วมากขึ้นเท่านั้น แต่เรามักจะไม่รู้ตัว ต้องอาศัยเด็กที่กำลังโตหรือรูปเก่าๆ ถึงจะตระหนักถึงเวลาที่ได้จากเราไป

แม้แต่ละวันที่ประสบยังดูเชื่องช้าเหมือนเดิม แต่สิบปีที่กลายเป็นความทรงจำกลับผ่านไปราวกับพริบตาเดียว

“The days are long but the decades are short.”
-Sam Altman

อย่าดูดายกับหนึ่งวัน จะได้ไม่ต้องเสียดายกับสิบปีครับ

หิ่งห้อยไม่หลงทางเพราะมีแสงสว่างในตัวเอง

20191127

หิ่งห้อยนั้นตัวกระจิ๊ดริด แสงที่มันปล่อยออกมาก็น้อยนิด ดูจะอ่อนแรงกว่าแสงเทียนเสียด้วยซ้ำ

แต่ไม่ว่าจะที่แจ้งหรือที่มืด จะเป็นถ้ำลึกสักแค่ไหน แสงอ่อนๆ ของหิ่งห้อยก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มันเห็นทางข้างหน้า

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องมองเห็นทางที่ทอดไกล ขอแค่เพียงรู้ว่ายี่สิบเมตรถัดไปจะมีอะไรบ้างก็พอ

แสงสว่างในชีวิตคนก็คือความรู้สึกตัว คิดอะไรก็รู้ ทำอะไรก็รู้ ไม่มัวแต่หลงอยู่ในความคิดจนลืมเนื้อลืมตัว

เมื่อได้ฝึกฝนจนเรามีแสงสว่างในตัวเอง แม้ในวันที่มืดมนเราก็ไม่ต้องกลัวหลงทางอีกต่อไปครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือเปลวไฟกลางสายธาร โดยเขมานันทะ

อยู่กับหมาไม่ต้องวางฟอร์ม

20191125c

นี่อาจเป็นเหตุผลที่หลายคนชอบเลี้ยงสัตว์

เราไม่เคยต้องกังวลว่าใส่เสื้อตัวนี้หมามันจะมองเราว่าเชยรึเปล่า

หรือถ้าใช้มือหยิบไก่ทอด แมวจะมองว่าเราไม่มีมารยาทรึเปล่า

เมื่ออยู่กับสัตว์ เราไม่เคยต้องห่วงสายตาที่คอยประเมินหรือตัดสิน

เช่นเดียวกับการไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราไม่ต้องห่วงสายตาของต้นไม้ ใบหญ้า หรือก้อนหิน เราจึงเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่

ต่างกับตอนที่เราอยู่กับคน ที่ทำให้เราสร้างตัวตนขึ้นมาเสมอ

อยู่ที่ทำงานเราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับแฟนเราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับแม่เราก็เป็นแบบหนึ่ง อยู่กับลูกเราก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นคนแบบไหนกันแน่

ถ้าอยู่กับคนแล้วเหนื่อยกับการสวมบทบาท ลองเอาตัวเองไปอยู่กับสัตว์เลี้ยงหรือธรรมชาติดูบ้าง

เผื่อจะได้ไม่ต้องดัดแปลงหรือวางฟอร์ม

เผื่อจะได้พบกับตัวเราที่แท้จริงครับ

ที่มันเหนื่อยนักเพราะเรามัวแต่ตั้งคำถามรึเปล่า

20191121

บางช่วงของชีวิต เราต้องเจองานหนัก เจอคนไม่น่ารัก เจอฟ้าฝนไม่เป็นใจ

รู้สึกว่าต้องออกแรงกาย ต้องออกแรงใจมากเหลือเกิน

มากจนบางครั้งก็รู้สึกหมดใจและอยากเดินออกจากเกมนี้

แต่ถ้าลองทบทวนดีๆ เราก็น่าจะเคยผ่านช่วงที่หนักกว่านี้มาแล้ว แต่ทำไมคราวนั้นเราถึงไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าคราวนี้?

ที่เราอ่อนล้าทั้งกายใจ อาจเป็นเพราะเราเอาแต่ตั้งคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

ถามว่ามันใช่เหรอวะ

ถามว่าฉันมาทำอะไรที่นี่

ถามว่าทำไมแค่นี้คิดกันไม่ได้

ถามว่าทำไมต้องเกิดกับเราด้วย

ถามว่าเมื่อไหร่จะจบจะสิ้นเสียที

ด้วยตัวงาน ด้วยสถานการณ์ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราจึงไม่ควรบั่นทอนตัวเองด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ทางที่ดีที่สุดคือหยุดถาม และทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่

กลั้นใจอีกนิด เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปด้วยดี

เหมือนที่เราเคยผ่านมาได้ตั้งหลายครั้งหลายคราครับ

ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรมากนักหรอก

20191120

สุขภาพที่แข็งแรง

อาหารอร่อยๆ

การนอนหลับที่เพียงพอ

เตียงนอนแน่นๆ หมอนนุ่มๆ ผ้านวมนิ่มๆ แอร์ฉ่ำๆ

รายการทีวีหรือการ์ตูนโปรด

หนังสือดีๆ ซักเล่ม

แล็ปท็อป + สมาร์ทโฟนที่ไม่ช้าจนเกินไป

งานที่เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

หัวหน้าที่เก่งและไม่งี่เง่า

เพื่อนร่วมงานที่ไม่เกี่ยงงาน

เพื่อนสนิท/คู่ชีวิตที่รับฟัง

โอกาสที่จะได้ทำสิ่งที่เราชอบ

เวลาที่เราจะได้อยู่กับคนที่เรารัก

เงินเก็บที่สร้างความอุ่นใจ

การลงทุนที่ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ

ภาพคร่าวๆ ของอนาคต

ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเราอายุสามสิบกว่าๆ ก็น่าจะมีครบเกือบทุกอย่างแล้ว

สังเกตได้ว่า ส่วนใหญ่มันไม่ต้องใช้เงินมากมาย แต่ต้องใช้การตัดสินใจที่ถูกต้อง อุปนิสัยที่ดี และความพากเพียร

ที่เขียนขึ้นมาเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้เผอเรอใช้ KPI บางตัวนำทางชีวิตมากจนเกินไป

ไม่ว่าจะเป็น รายได้ ตำแหน่ง ความมีหน้ามีตา หรือการได้เป็น “ผู้ชนะ” ในเกมที่เราเล่น

เพราะถ้ามัวแต่จดจ่อกับตัววัดที่สังคมให้ราคา เราก็อาจสูญเสียสิ่งที่เราให้ค่าอย่างแท้จริงไปโดยไม่รู้ตัวครับ