คำถามเตือนสติที่ผมชอบมากที่สุดในเวลานี้

เป็นคำถามที่ผมได้อ่านจาก The Imperfectionist newsletter ของ Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022 ที่ผมเคยเขียนลงในบล็อกนี้ไปหลายครั้ง

คำถามเตือนสติที่ว่าก็คือ “And how’s that working out for you?”

ถ้าให้แปลเป็นไทยก็คือ “ทำแบบนี้แล้วมันเวิร์คมั้ยล่ะ?”

ครั้งแรกที่ผมได้อ่านคำถามนี้ผมก็เฉยๆ แต่กลับพบว่าตัวเองถามคำถามนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่น

ผมพบว่ามันใช้ได้กับหลายสถานการณ์มาก

เช่นเวลาลูกงอแง แล้วเราก็พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย แล้วลูกก็ไม่ฟัง แล้วเราก็ยิ่งหงุดหงิดพยายามอธิบายซ้ำหลายๆ รอบ

“And how’s that working out for you?”

หรือตอนที่เราทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำ ข้าวปลากินไม่เป็นเวลาโดยหวังว่าจะทำงานเสร็จตามที่ตั้งเป้าเอาไว้

“And how’s that working out for you?”

หรือเวลาเห็นคนบ่นเรื่องรถติด หรือเรื่องเศรษฐกิจแย่จนทำให้ธุรกิจของตัวเองแย่ตามไปด้วย แล้วก็คาดหวังหรือฝากความหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแก้

“And how’s that working out for you?”

คำถามนี้ไม่ได้ปฏิเสธสถานการณ์ตรงหน้าว่าไม่เป็นความจริง และไม่ได้ปฏิเสธว่ามันเป็นความคาดหวังที่สมเหตุสมผล แต่มันเตือนสติให้เรากลับมาสำรวจว่ายุทธศาสตร์และวิธีการที่เราใช้มาตลอดนั้นมันสร้างผลลัพธ์ที่เราอยากเห็นหรือเปล่า

ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็น แล้วทำไมไม่ลองวิธีอื่นดู ถ้าลองแล้วไม่เวิร์คก็แค่ลองวิธีอื่นต่อ ยังไงก็น่าจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าการเฝ้ารอให้วิธีการเก่ามันเวิร์คไม่ใช่หรือ?

“And how’s that working out for you?”

เวลาพบเจอตัวเองว่ากำลังหงุดหงิดกับสิ่งใด ลองถามคำถามนี้ดูนะครับ

เราพร้อมที่จะทำอะไรซ้ำๆ นับพันครั้งรึเปล่า

“There are no shortcuts — everything is reps, reps, reps.”
-Arnold Schwarzenegger

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ อดีตมิสเตอร์ยูนิเวิร์ส ดาราฮอลลีวู้ดที่โด่งดังจากหนังเรื่องคนเหล็ก 2029 (จะว่าไปก็อีก 6 ปีเท่านั้น) และอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียบอกว่าชีวิตไม่มีทางลัด ทุกอย่างเกิดจากการทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน (Reps มาจากคำว่า repetitions)

พอโลกเรามีทางเลือกมากมายกว่าแต่ก่อน ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ยากกว่าแต่ก่อน คือการอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ

เพลงที่เคยโด่งดังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้เรายังจำเนื้อร้องได้ทุกคำ เพราะเราได้ฟังได้ร้องไปไม่รู้กี่รอบ

แต่เพลงที่โด่งดังในวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะยังจำได้ในอีก 20 ปีข้างหน้ารึเปล่า

ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องราววัยเด็กของ David Beckham อดีตนักเตะหมายเลข 7 ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นคนที่เปิดบอลแม่นที่สุดในโลก

เบคแคมเริ่มเล่นบอลตอนอายุ 6 ขวบ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดาะบอลในสวนหย่อมหลังบ้าน

แม่ของเบคแคมเล่าว่า เธอสามารถมองเห็นเบคแคมผ่านหน้าต่างในครัว ช่วงแรกๆ เบคแคมเดาะได้ 5-6 ทีเท่านั้น แต่เบคแคมนั้นขยันซ้อมมาก พอกลับจากโรงเรียนก็จะตรงไปเดาะบอลที่สวนหย่อม ตกเย็นพ่อกลับมาจากที่ทำงานก็พาเบคแคมไปซ้อมต่อที่สวนสาธารณะ

ผ่านไปหกเดือน เบคแคมเดาะบอลได้ 50 ครั้ง

ผ่านไปหนึ่งปี เดาะได้ 200 ครั้ง

ผ่านไปสามปี เดาะบอลได้ 2,003 ครั้ง

ถ้าเป็นคนนอกมองเข้ามา ย่อมคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เด็ก 9 ขวบจะเดาะบอลได้มากขนาดนั้น

แต่สำหรับแม่ของเบคแคมที่เห็นเขาทุกวันผ่านหน้าต่างในห้องครัว มันไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไรเลย เพราะเธอเห็นความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนที่พาเบคแคมมาได้ไกลขนาดนี้

หลังจากมั่นใจเรื่องการเดาะบอลแล้ว เบคแคมก็เลย move on ไปซ้อมอีกทักษะหนึ่ง นั่นคือการเตะฟรีคิกนั่นเอง

เบคแคมกับพ่อจะไปที่สวนสาธารณะทุกวันเพื่อฝึกยิงไปที่ตาข่ายหลังอาคารแห่งหนึ่ง โดยพ่อของเบคแคมจะมายืนขวางทางเพื่อบังคับให้เบคแคมต้องยิงอ้อมตัวเขา

“พอผ่านไปได้ซัก 2-3 ปี คนที่เดินผ่านมามักจะหยุดและยืนดูพวกเรา” พ่อของเบคแคมเล่า “เบคแคมน่าจะได้ซ้อมยิงฟรีคิกกับผมไปไม่น้อยกว่า 50,000 ครั้ง”

เรื่องราวของเบคแคม ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอดีตดาราฮอลลีวู้ดอีกคนหนึ่ง

“I fear not the man who has practiced 10,000 kicks once, but I fear the man who has practiced one kick 10,000 times.”
-Bruce Lee

เราอยากจะเก่งกาจในด้านใด เราก็ต้องพร้อมที่จะอยู่กับสิ่งนั้นให้นานพอ แม้ว่าจะไม่มีอารมณ์ แม้ว่ามันจะน่าเบื่อ แม้ว่าจะล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน

เราพร้อมที่จะทำอะไรซ้ำๆ นับพันครั้งรึเปล่า ในเมื่อมันมีสิ่งที่สนุกกว่า ใหม่กว่า สดกว่ามาล่อตาล่อใจเต็มไปหมด

นี่คือเคล็ดลับที่ไม่ลับ ที่อาจทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนมหัศจรรย์ครับ


ขอบคุณเรื่องราวของเบคแคมจากหนังสือ Black Box Thinking | Marginal Gains and the Secrets of High Performance by Matthew Syed

Active Patience vs Passive Patience

ผมเจอบทความสั้นๆ ของ Farnam Street ที่เห็นว่ามีประโยชน์ จึงขอถอดความมาไว้ตรงนี้นะครับ:

การอดทนรอคอยที่ได้ผลน้อยที่สุดคือการรอคอยแบบอยู่เฉยๆ – passive patience

คนประเภทนี้จะรอให้จักรวาลมอบสิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองสมควรได้ อีกห้าปีต่อจากนี้เขาก็จะยังรออยู่เหมือนเดิม การรอเฉยๆ นั้นขัดกับกฎข้อที่สามของนิวตันที่ระบุว่า “ทุกแรงกิริยาย่อมมีแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเท่ากันแต่มีทิศตรงข้ามกันเสมอ”

ถ้าไม่มีแอคชั่นก็ย่อมไม่มีผลลัพธ์

โลกไม่ได้ติดค้างอะไรคุณ ไม่มีใครที่จะเดินเข้ามาหาคุณเพื่อสะกิดไหล่แล้วมอบโอกาสทองที่คุณรอคอยมาเนิ่นนาน โลกไม่ได้ทำงานแบบนั้น

ความอดทนรอคอยที่ได้ผลที่สุดคือการรอคอยด้วยการลงมือ – active patience

มันคือการทำในสิ่งที่ทำได้ในวันนี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความสำเร็จในวันข้างหน้า มันคือการเตรียมตัวอย่างมียุทธศาสตร์สำหรับสิ่งที่รอเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินให้ได้มากกว่าที่หามา การลงทุนอย่างชาญฉลาด การพัฒนาทักษะที่จะตอบโจทย์การทำงานในอนาคต การเลือกที่จะเป็นคนใจกว้างมากกว่าจะเป็นคนฉลาดแต่อาจเอาเปรียบคนอื่น

บทเรียนสำคัญก็คือ active patience จะช่วยให้โลกมาอยู่ข้างคุณ ถ้าคุณลงมือทำไปก่อนด้วยพลังงานบวกและด้วยความสม่ำเสมอ โลกย่อมจะช่วยเหลือคุณอย่างแน่นอน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Farnam Street: Active Patience

วันนี้จะเป็นวันที่ดีรึเปล่า

“The question is not: will today be a good day?

Every day is a good day.

The question is: how much good will you get out of today?”

James Clear

เจมส์ เคลียร์ เปิดประเด็นไว้น่าสนใจ

ว่าทุกวันเป็นวันที่ดี

หากวันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ต้องนับว่ามันเป็นวันที่ดี

อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีชีวิต อย่างน้อยก็สำหรับคนส่วนใหญ่

แต่ละวันมีปัญหาเข้ามากมาย และชีวิตคนเราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ – Life is just a series of problem solving.

บางปัญหาก็สนุก บางปัญหาก็ไม่สนุก แต่เชื่อเถอะว่าเรามีปัญญาพอที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น ขอแค่เรามีสติพอที่จะไม่ทำให้ปัญหามันแย่ลง

และเมื่อผ่านไปได้อีกวัน เราจะเป็นคนที่คมกว่าเดิม

ทุกวันที่ยังมีชีวิตคือวันที่ดี หน้าที่ของเราคือหาส่วนดีของมันให้เจอครับ

พยายามอย่างผ่อนคลาย

เป็นประโยคที่ผมพบในหนังสือ “ดวงตาแห่งชีวิต” ของท่านเขมานันทะ

ผมว่ามันคือการเดินทางสายกลาง

ถ้าไม่พยายามเลย ก็เหยาะแหยะย่อหย่อนเกินไป

แต่ถ้าพยายามด้วยเคร่งเครียด จะเอาให้ได้ ก็ตึงเกินไป

พยายามอย่างผ่อนคลาย คือเต็มที่กับการกระทำ แต่ปล่อยวางกับผลลัพธ์ คือการ “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส”* ไม่ได้คาดคั้นว่าต้องสัมฤทธิ์ผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะเราพร้อมให้เวลาและปัจจัยอื่นๆ ได้ทำหน้าที่ของมัน

ถ้าพูดด้วยภาษา time management การเน้นทำงาน Q2 หรืองานสำคัญแต่(ยัง)ไม่เร่งด่วน จะเปิดทางให้เราพยายามอย่างผ่อนคลายได้

แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลยงาน Q2 นานเกินไป มันจะกลายร่างเป็น Q1 คือทั้งสำคัญและเร่งด่วน ซึ่งไม่เอื้อต่อการพยายามอย่างผ่อนคลายอีกต่อไป

การมีเป้าหมายนั้นดี ความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายนั้นก็ดี แต่เราสามารถเลือกเดินทางไปสู่เป้าหมายได้โดยที่ไม่ต้องโบยตีตนเองครับ


* “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส” คือชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของพระไพศาล วิสาโล