กฎ 10 วินาที

20150715_10secondrule

เช้านี้มีเรื่องน่าดีใจอยู่อย่างหนึ่ง

นั่นคือบทความเรื่อง “กฎสองนาที” ที่ผมเขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีคนแชร์เกินสองพันครั้งแล้ว

พอเห็นกฎสองนาทีขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างนี้ก็ชักติดใจ เลยมาแชร์กฏอีกข้อนะครับ ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีประโยชน์กับคนแค่บางกลุ่มเท่านั้น

กฎนี้เรียกว่ากฏ 10 วินาที ซึ่งใช้สำหรับการเขียนอีเมล์ในองค์กรครับ ใครที่ไม่ได้ใช้อีเมล์ในการทำงานอยู่ทุกวันก็ข้ามตอนนี้ไปได้เลย

สำหรับองค์กรเอกชน โดยเฉพาะองค์กรข้ามชาติแล้วล่ะก็ ทักษะการเขียนอีเมล์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราต้องรับ-ส่งอีเมล์กันวันละเป็นร้อยฉบับ

“กฏ 10 วินาที” หรือ The 10-second rule ก็คือการเขียนเมล์ให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณต้องการอะไรภายใน 10 วินาทีแรกที่เปิดเมล์นั้นขึ้นมา

หรือพูดง่ายๆ คือคุณต้องเข้าประเด็นให้เร็วที่สุด ก่อนที่ผู้รับเมล์จะหมดความอดทนและปิดเมล์คุณไปซะก่อน หรืออ่านจนจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าคุณต้องการให้เขาทำอะไร

วิธีการที่จะทำให้ผู้อ่านรู้ว่าต้องการอะไรในสิบวินาที มีสิ่งที่ต้องใส่ใจอยู่สองอย่างคือ Subject และประโยคแรกของเนื้อความ

คำที่ผมใช้บ่อยๆ ใน Subject มีดังนี้ (พร้อมตัวอย่างการใช้งาน)

Help Needed: ขอความช่วยเหลือ
Help Needed: Looking for a photographer for our party next Friday

Review Needed: ช่วยอ่านให้หน่อยนะครับว่าโอเครึเปล่า
Review Needed: Bangkok Newsletter – July 2015

Approval Needed: ขออนุมัติ
Approval Needed: Annual Party 2015 budget

Action Required: ให้ทำอะไรบางอย่าง
Action Required: Upgrade your MS Office by 31 July

Reminder: เคยส่งไปแล้ว ครั้งนี้เป็นการเตือนนะฮะ
Reminder: Upgrade your MS Office by 31 July

Final Call: บอกให้รู้ว่านี่เป็นการส่งเมล์เตือนครั้งสุดท้ายแล้วนะ
Final Call: Upgrade your MS Office by 5pm today

Sign up now: ให้ลงทะเบียน
Sign up now: Agile Workshop next Wednesday

20 seats only: บอกให้รู้ว่าที่มีจำกัด รีบมาลงทะเบียนซะล่ะ
20 seats only: Agile Workshop next Wednesday

Take a quiz and win a prize: เชิญชวนมาตอบคำถามเพื่อลุ้นรางวัล
Take this English quiz for a chance to win 2 movie tickets

เมื่อเราจั่วหัวไว้ชัดเจนขนาดนี้ คนส่วนใหญ่ก็จะพอรู้แล้วว่าต้องการให้เค้าทำอะไรโดยใช้เวลาอ่านไม่ถึง 5 วินาทีด้วยซ้ำ

—–

แต่แม้จะเขียน Subject ชัดเจนแล้ว เราก็ยังต้องเขียนประโยคแรกของเราให้ชัดเจนด้วย เพราะบางทีคนก็เปิดอ่านเมล์โดยไม่ทันอ่าน Subject

นี่คือตัวอย่างของคนที่ไม่ได้ใช้กฏ 10 วินาที

Hello John,

As the company’s mission for this year is to hit the revenue of 30 million baht, there is a need to come up with a plan on how to achieve this, and it will involve everyone from R&D, product development, marketing, and sales to work together to deliver the results and win together.

As a manager of R&D team, I was wondering if you will be available to have a meeting with us to discuss our goals, strategy, and concrete actions to take to accomplish our mission.

Please let me know what date and time suit you best so that I can arrange a meeting for us accordingly.

Regards,
Rut

จะเห็นได้ว่าเมล์ก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก แต่อาจจะยาวเกินความจำเป็น กว่าคุณจอห์นจะรู้ว่าเราต้องการอะไรจากเขาก็ต้องอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย แถมดูท่าแล้วต้องเมล์กลับไปกลับมาอีกสองรอบกว่าจะนัดเวลากันได้

ลองปรับวิธีเขียนเป็นอย่างนี้ดูครับ

Hello John,

I’d like to invite you to a meeting to discuss how we can achieve our new revenue target of 30 million baht.

I have checked your calendar and you seem to be available on Friday at 2pm-3pm. I will send out an invitation shortly. Let me know if you’d prefer another date & time though.

See the agenda & more info attached.

Thanks!

Regards,
Rut

อาจจะไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีที่สุด แต่น่าจะพอเห็นภาพว่าเราควรจะทำยังไงก็ได้ให้เมล์กระชับที่สุดและมีการโต้ตอบเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องอารัมภบทเพราะจอห์นเขารู้ดีอยู่แล้ว

แน่นอนว่าถ้าเราจะเมล์หาใครสักคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน เราก็ควรจะแนะนำตัวซักนิด แต่แค่ประโยคเดียวก็พอ และเมื่อขึ้นประโยคที่สองก็บอกไปเลยว่าต้องการให้เขาทำอะไร ยกตัวอย่างเช่น

Hello Jack,

My name is Rut, the sales manager in the Bangkok office.  I am working on an action plan to achieve our new revenue target, and John Cousins recommended that I send this plan to you for your comments

Could you please take a look at our plan attached and let me know by tomorrow if you have any suggestions?

Thank you very much for your help.

Regards,

Rut

อ้อ! แล้วอย่าลืมนะครับว่าบางทีการส่งเมล์ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ลองยกหูโทรศัพท์หรือเดินไปคุยกับเขาที่โต๊ะก็อาจจะทำให้งานของเราราบรื่นกว่า ถือเป็นการได้ยืดเส้นยืดสายและพักสายตาไปด้วยในตัวครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

9 สาเหตุที่ทำให้ลูกน้องเบื่อเจ้านาย

20150702_9ReasonsEmployeesResentTheirBoss

ผมเพิ่งได้อ่านบทความชื่อ The Top Complaints from Employees About Their Leaders ในเว็บของ Harvard Business Review เห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาเล่าให้ฟังครับ

ผู้เขียนบทความนี้ชื่อ Lou Solomon เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Interact Authentic Communication

Interact และ Harris Poll ได้ร่วมกันสำรวจความคิดเห็นของพนักงานในอเมริกากว่า 1000 คนว่า อะไรบ้างที่ทำให้เจ้านายไร้ประสิทธิภาพ โดยเน้นไปที่เรื่องการสื่อสารของเจ้านายครับ

ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุด 9 ข้อมีดังนี้ครับ

  1. ไม่เห็นคุณค่าในงานที่ลูกน้องทำออกมา (Not recognizing employee achievements)
  2. ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน (Not giving clear directions)
  3. ไม่มีเวลาให้ลูกน้อง (Not having time to meet with employees)
  4. ปฏิเสธที่จะคุยกับลูกน้อง (Refusing to talk to subordinates)
  5. เอาหน้าในเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ทำ/คิด (Taking credits for others’ ideas)
  6. ไม่ให้ฟีดแบ็คในทางสร้างสรรค์ (Not offering constructive feedback)
  7. จำชื่อพนักงานไม่ได้ (Not knowing employees’ names)
  8. ไม่ยอมคุยทั้งทางโทรศัพท์หรือแบบเห็นหน้า (เดาว่าอาจให้ลูกน้องรับหน้าแทน) (Refusing to talk to people on the phone / in person)
  9. ไม่ถามไถ่ลูกน้องเรื่องชีวิตนอกออฟฟิศ (Not asking about employees’ lives outside work)

คุณลู โซโลมอนยังมีข้อแนะนำอีก 7 ข้อ เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ครับ

1.แสดงให้ลูกน้องเห็นว่าเราเห็นคุณค่าในตัวเขา โดยต้องยกตัวอย่างที่จับต้องได้ด้วย เพื่อให้ลูกน้องเห็นว่าเราใส่ใจมากพอที่จะสังเกตเห็นสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้บริษัท

2. กล่าวขอบคุณ ทั้งเป็นการส่วนตัวและต่อหน้าคนอื่น โดยอย่างแรกอาจจะทำโดยวาจา อีเมล์หรือแม้กระทั่ง Post-it ส่วนอย่างหลังนั้นอาจจะทำในที่ประชุมหรือในจดหมายข่าวก็ได้

3. ถามความเห็นลูกน้อง ถ้าหัวหน้ารู้ดีไปหมดทุกเรื่องลูกน้องก็คงไม่อยากนำเสนอไอเดียอะไร หัวหน้าควรจะหมั่นถามคำถามลูกน้องอยู่เสมอ เช่น “น้องคิดว่าเราจะปรับปรุงเรื่องนี้ได้ยังไง?”  หรือ “น้องคิดว่าต้นเหตุของปัญหาน่าจะอยู่ตรงไหน”  หรือ “งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ชอบส่วนไหนเป็นพิเศษรึเปล่า”  หัวหน้าที่ดีควรจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกทางความคิด

4. อธิบายที่มาที่ไปของการเปลี่ยนแปลง องค์กรย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเราเองอาจจะไม่ได้รู้ทุกอย่างหรือเรื่องบางเรื่องก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูด แต่การไม่บอกอะไรลูกน้องเลยรังแต่จะทำให้ลูกน้องกังวลและเก็บเอาไปมโนกันเอง จึงเป็นการดีกว่าที่เราจะให้ข้อมูลเท่าที่เราให้ได้ เพราะคำอธิบายที่อยู่บนข้อเท็จจริงนั้นยังไงก็ดีกว่าการไม่อธิบายอะไรเลย

5. ให้ฟีดแบ็คกับลูกน้องอย่างทันท่วงที เพราะพวก Millenials (คนที่เริ่มทำงานหลังปี 2000) นั้นต้องการฟีดแบ็คและการโค้ชชิ่งมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ

6. เล่าความผิดพลาดของตัวเองให้ฟัง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าหัวหน้าเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน และลูกน้องย่อมจะเคารพหัวหน้าที่พร้อมจะเปิดเผยและยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเคยทำพลาด เพื่อที่ลูกน้องจะได้ไม่พลาดซ้ำเดิมอีก

7. จำชื่อพนักงานให้ได้ ถ้าองค์กรใหญ่เกินไปก็เริ่มจากการจำชื่อคนในทีมก่อน การจะมาบอกว่าตัวเองเป็นคนจำชื่อไม่เก่งนั้นเป็นข้ออ้างที่ใช้ไม่ได้ เพราะคนที่จำชื่อคนอื่นได้แม่นนั้นเพราะเขาใช้ความพยายามและความใส่ใจต่างหาก

การเป็นเจ้าคนนายคนไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะโดยทั่วไป คนที่เก่งในด้านนั้นๆ มักจะโดนเลือกขึ้นมาให้เป็นหัวหน้า ทั้งๆ ที่จริงๆ อาจจะยังไม่มีทักษะการเป็นผู้นำหรือมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ

สมมติว่าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งมาก แต่ไม่เก่งเรื่องการจัดการหรือด้านการเข้าหาผู้คน ถ้าองค์กรโปรโมตคุณขึ้นมาเป็นหัวหน้า นั่นอาจหมายความว่าองค์กรได้เสียโปรแกรมเมอร์ดีๆ ไปหนึ่งคน และได้หัวหน้าแย่ๆ มาหนึ่งคนแทน

ดังนั้น เราควรจะพัฒนาทักษะที่เป็น soft skills หกข้อด้านบนเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อโอกาสมาถึง เราจะยังเป็นพนักงานที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้างรวมถึงตัวเองได้อย่างแท้จริงครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Harvard Business Review

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

หน้าที่ของหัวหน้า

20150621_LeaderOutOfJob

Your goal as a leader should be to work yourself out of a job
ในฐานะของผู้นำ เป้าหมายของคุณควรจะเป็นการทำให้ตัวเองไม่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนี้อีกต่อไป
– John C. Maxwell

—–

ที่บริษัทของผม คนที่มีตำแหน่งหัวหน้าทุกคน (อย่างน้อยก็หัวหน้าที่ผมรู้จัก) จะต้องมี succession plan

คำว่า succession มาจากคำว่า succeed ซึ่งมีสองความหมาย

succeed ที่แปลว่าประสบความสำเร็จ

กับ succeed ที่แปลว่ารับช่วงต่อ

succession plan ในที่นี้คือแผนการหาคนที่จะมารับช่วงต่อจากเราครับ เราเรียกคนเหล่านี้ว่า successor ครับ (ต้องขอโทษที่ไม่มีคำภาษาไทยตรงตัว)

โดยส่วนใหญ่เราจะมองเพื่อนร่วมทีมก่อนว่ามีใครบ้างที่มีศักยภาพขึ้นมาแทนที่เราได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า (หรืออาจมากกว่านั้น) แล้วดูว่าเขายังต้องพัฒนาทักษะทางด้านไหนเพื่อจะมีความพร้อมเมื่อถึงเวลาที่เราต้องไป

ผมเดาว่า succession plan คงไม่ได้มีในทุกองค์กร เพราะวัฒนธรรมแตกต่างกัน

บางคนอาจมองว่าการทำ succession plan คือการเพิ่มความเสี่ยงให้เราตกงาน

แต่ขณะเดียวกันมันก็อาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่เราจะได้รับการเลื่อนขั้นเช่นกัน

ผมเคยได้ยินคำฝรั่งที่ว่า Don’t be irreplaceable. If you can’t be replaced, you can’t be promoted อย่าเป็นคนที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้าคุณไม่สามารถมีใครมาทดแทนได้ ใครเขาจะกล้าโปรโมตให้คุณไปทำงานอื่น

ดังที่ได้เล่าในเรื่อง I’m Farang เมื่อวันก่อนว่า เมื่อกลางปี 2007 ผมได้รับโอกาสทำงานเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต

ทำงานได้ไม่เกิน 6 เดือน ผมก็ต้องเริ่มคุยกับยอด ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมว่า จะมีใครที่ควรอยู่ใน succession plan ของผมบ้าง ผมเล็ง successor เอาไว้สองคน เมื่อปรึกษาหารือกับยอดเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มมองหาโอกาสให้ทั้งสองคนนั้นได้ทำงานที่จะได้พัฒนาทักษะที่จะช่วยมาเติมเต็มเขาได้

ผ่านไปสองปีกว่าๆ ทีมซัพพอร์ตของเราแข็งแรงมาก ต่อให้ผมหายไปซัก 2 สัปดาห์ก็แทบจะไม่มีผลกระทบอะไรกับทีมเลย เป็นช่วงที่ทำงานแล้วสบายกายและสบายใจสุดๆ

และนั่นคือตอนที่ผมรู้ตัวว่า ต้องเริ่มหางานใหม่แล้ว เพราะถ้าอยู่ต่อ ถึงจะสบายแต่มันจะเป็นการไป “อั้น” ไม่ให้คนอื่นๆ ได้เติบโต ส่วนผมเองก็อาจจะเบื่อเพราะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้กับทีม

โชคดีที่ตอนนั้นบริษัทมีเปิดรับตำแหน่ง communication manager พอดี เป็นการข้ามสายจากงานวิศวะคอมมาเป็นสายการตลาด ซึ่งผมก็หวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่าจะทำได้มั้ย แต่ก็อยากลอง เลยสมัครตำแหน่งนี้ไป

สุดท้ายก็ได้รับแจ้งว่าผมได้ทำงานตำแหน่งนี้ และล่วงไปแค่วันเดียว หนึ่งในคนที่อยู่ใน succession plan ของผมเดินมาบอกว่าจะลองไปสมัครงานทีมอื่น ผมเลยบอกเขาว่าอย่าเพิ่ง เพราะผมกำลังจะไปแล้ว ลองสมัครตำแหน่งหัวหน้าทีมซัพพอร์ตดูก่อนน่าจะดีกว่า สุดท้ายเขาก็เลยอยู่ต่อ และก็ได้เป็นหัวหน้าจริงๆ ส่วน successor อีกคนก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าในอีกไม่ถึงสองปีถัดมา

Your goal as a leader should be to work yourself out of a job

ในฐานะหัวหน้า คุณใจกว้างพอที่จะสร้างคนที่จะมานั่งเก้าอี้นี้แทนที่คุณรึเปล่า?

วิธีทำให้พนักงานคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

20150618_SpeakEnglish

ภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่บริษัทต่างๆ ในเมืองไทยให้ความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทข้ามชาติที่ภาษาอังกฤษของพนักงานก็ย่อมจะดีกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่ดีพอที่จะไปโต้ตอบกับฝรั่งหรือแขกอินเดียได้

ผมเองเคยเห็นหลายทีมที่บริษัทพยายามจะกระตุ้นให้ลูกทีมพูดภาษาอังกฤษกัน แต่ไม่ค่อยจะเห็นอันไหนเวิร์คเลย

วิธีที่ใช้กันบ่อยๆ ก็เช่นประกาศว่า ทุกวันศุกร์เป็นวัน English Friday ทุกคนต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ ใครพูดภาษาไทยโดนปรับเงิน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ วันนั้นจะเงียบเป็นพิเศษ ไม่มีใครพูดกับใครเลย กลายเป็นทุกคนสนทนาผ่านแชท/instant messaging แทน

การจะบังคับให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษกันนี่มันยากจริงๆ นะครับ เพราะผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกเขินๆ และเกรงกลัวสายตาคนอื่นจะมองว่ากระแดะหรืออะไรเทือกนั้น

วันนี้ผมมีทางเลือกมานำเสนอครับ

เป็นโปรเจ็คที่ทีมของผมเคยทำสมัยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต เรามีกันทั้งหมด 8 คน และในทีมก็เห็นตรงกันว่าอยากจะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้คล่องขึ้น แต่จะทำยังไงให้มันเวิร์คและไม่ขัดกับจริตพวกเรา

ผมยกหน้าที่นี้ให้เพื่อนในทีมชื่อเอกพงศ์ (ในทีมมีคนชื่อเอกสองคน) แล้วเอกก็เสนอไอเดียที่เรียบง่ายแต่เยี่ยมยอด

โปรเจ็คนี้ชื่อว่า I’m Farang ครับ

อุปกรณ์ที่ใช้มีแค่ชิ้นเดียวคือปฏิทินตั้งโต๊ะที่แปะกระดาษว่า I’m Farang

????

ป้าย I’m Farang ที่ทำจากปฏิทินตั้งโต๊ะ

ป้าย I’m Farang นี้จะหมุนเวียนเปลี่ยนโต๊ะไปทุกวัน วันไหนใครได้ป้ายนี้ไป วันนั้นคนๆ นั้นจะเป็นฝรั่งไปหนึ่งวัน

สมมติว่าวันแรกป้าย I’m Farang อยู่ที่โต๊ะเอก ไม่ว่าเอกจะไปคุยกับใครในทีม หรือใครเดินมาคุยกับเอกที่โต๊ะ ก็ต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าเอกเป็นฝรั่ง

แต่ถ้าคุยกันไปสักพัก เรื่องมันชักลงลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มคุยภาษาอังกฤษกันไม่รู้เรื่องแล้ว ก็อนุญาตให้เปลี่ยนภาษา เพราะฝรั่งคนนี้พูดไทยได้นิดหน่อย!

พอหมดวันเอกก็หยิบป้ายฝรั่งไปไว้ให้โต๊ะถัดไป

ทีมผมมี 8 คน แสดงว่าเราทุกคนจะได้เป็นฝรั่งกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ครั้ง

ปรากฏว่าโปรเจ็คนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตลอดช่วงเวลาที่ผมเป็นหัวหน้าทีมเรามีโอกาสพูดภาษาอังกฤษกันทุกวันเพราะป้าย I’m Farang แถมบางคนที่อยู่ทีมอื่น เวลามาคุยกับฝรั่งในทีมเราก็ยังยอมคุยเป็นภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ

แน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงคล้ายๆ กับ English Friday ตรงที่อาจไม่มีใครเดินมาคุยกับฝรั่งเลยก็ได้ แต่ปัญหานี้กลับไม่เกิดกับทีมผม เพราะว่าเรามีงานต้องคุยกันตลอด หรือบางทีว่างๆ เดินผ่านโต๊ะฝรั่ง อย่างน้อยเราก็ได้ทักทายกันว่า “เฮ้ฝรั่ง ฮาวอาร์ยู?”

ถ้าให้มานั่งวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ก็น่าจะมีดังนี้

ปัจจัยแรกคือความ “ขำๆ” ของโปรเจ็คนี้ เพราะคนไทยรักสนุก ไม่ชอบอะไรจริงจัง ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ การใช้วิธี “สวมบทบาท” เป็นฝรั่งหัวดำจึงเข้ากับนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี แถมเรายังไม่มีการเก็บแต้มหรือบทลงโทษใดๆ พวกเราจึงเล่นเกมนี้ด้วยความสบายใจ

ปัจจัยที่สองคือคำที่เลือกใช้ – คำว่า I’m Farang มันมีความเป็นกันเองและเฮฮาแฝงอยู่ ถ้าเราไปใช้ป้าย “I speak English only” ความรู้สึกจะเปลี่ยนทันทีและไม่น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่า

ปัจจัยที่สามคือคนในทีมภาษาอังกฤษค่อนข้างโอเคอยู่แล้ว การพูดภาษาอังกฤษจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่ที่ไม่พูดกันเพราะไม่มีตัวกระตุ้นและห่วงสายตาคนอื่นเท่านั้นเอง การทำโปรเจ็คนี้ขึ้นมาก็เหมือนเป็นการดันความรู้สึกให้เลยจุดที่เรียกว่า “ความกระแดะ” ไปแล้ว มันจึงออกมาเป็นความสนุกแทน

ปัจจัยสุดท้ายคือทุกคนในทีมร่วมใจกันที่จะทำให้มันสำเร็จ ทำเล่นๆ ขำๆ ไม่มีวัดผล แค่รู้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อทีมร่วมกันอยู่

ผมคงไม่กล้าบอกว่าเกม I’m Farang จะตอบโจทย์ทุกองค์กร แต่ก็มาแชร์เอาไว้เผื่อใครอยากจะลองหยิบไปใช้ดูนะครับ

ป.ล. จริงๆ เรามีอุปกรณ์เสริมอีกชิ้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ใช้กันบ่อยนัก มันคือวิกผมสีทองครับ ฝรั่งคนไหนใส่แล้วจะพูดอังกฤษคล่องขึ้นอีก 30%

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

นิทานชอล์กแท่งเดียว

20151006_Chalk

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมรอคอยวันอาทิตย์ให้มาถึงเสมอๆ

เพราะเป็นวันที่ผมจะได้อ่าน “มติชนหน้า 14” ซึ่งรวบรวมคอลัมน์นักเขียนเจ๋งๆ ไว้มากมาย อาทิเช่น ‘ปราย พันแสง, บินหลา สันกาลาคีรี, บัวไร, เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย, ศุ บุญเลี้ยง

และคอลัมน์ที่ผมชอบที่สุดคือคอลัมน์ “คุยกับประภาส” โดยคุณประภาส ชลศรานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Workpoint และต้นทางไอเดียของรายการในตำนานอย่างเกมทศกัณฑ์ แฟนพันธุ์แท้ และ คุณพระช่วย

เมื่อวานพอดีได้คุยกับน้องสองคน ว่าจะทำยังไงถึงจะกระตุ้นให้คนในทีมมีความกระตือรือล้นมากขึ้น ผมเลยเล่าเรื่องชอล์กแท่งเดียวที่ผมเคยอ่านในคอลัมน์คุยกับประภาสให้น้องเค้าฟังครับ

วันนี้เลยอยากจะเอามาแชร์ในบล็อกนี้ด้วย เลยลองไป google แล้วก็เจอเรื่องนี้ถูกแบ่งปันไว้หลายที่มาก แต่แหล่งที่ดูจะแชร์บทความนี้อย่างสมบูรณ์ที่สุดกลับเป็นเว็บไซต์เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซะนี่!

ผมลอง Google เรื่องนี้เพื่อจะหาต้นทางภาษาอังกฤษดู ก็เจอเรื่องนี้ถูกเล่าไว้หลายที่เช่นกัน เช่นใน Business Insider

เรื่องจริงที่กลายเป็นตำนานนี้ว่าด้วยชายที่ชื่อว่า ชาร์ลส์ ชวาป (Charles Schwab) ซึ่งเป็นผู้บริหารคนสำคัญของแอนดรูว์ คาร์เนกี้ (Andrew Carnegie) เจ้าพ่อโรงงานเหล็กกล้าสมัยที่อเมริกากำลังสร้างรางรถไฟทั่วประเทศ  โดยคาร์เนกี้นั้นได้รับการจัดอันดับว่ารวยเป็นอันดับสองของ 20 คนที่รวยที่สุดตลอดกาล (บิล เกตส์ได้ที่ 6 และ บัฟเฟตต์ได้ที่ 19)

มาฟังนิทานจากคุณประภาสกันเลยดีกว่า

—–

ปี พ.ศ.2455 ชาร์ลส์ ชวาป ได้เข้ามาบริหารบริษัทผลิตเหล็กกล้าคาร์เนกี้ในอเมริกา ในขณะที่บริษัทอยู่ในสภาพย่ำแย่ การผลิตตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะปริมาณการหลอมเหล็กกล้าที่ได้น้อยลงจนไม่ได้ดุลกับค่าใช้จ่าย ฐานะของบริษัทจึงเริ่มง่อนแง่น

เย็นวันหนึ่ง ชวาปเดินเข้าไปในโรงงานเพื่อพูดคุยกับหัวหน้าคนงานถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

“ผมพูดไปไม่รู้กี่ครั้ง คนงานใช้แรงงานก็อย่างนี้แหละครับ เรื่อยๆ เอื่อยๆ คิดไม่เป็น ถึงขั้นด่าพ่อด่าแม่ผมก็ทำมาแล้ว ก็ไม่เห็นพวกเขาจะขยันขึ้นเลย” หัวหน้าคนงานตอบชวาป

ในตอนนั้นเป็นเวลาที่คนงานกะกลางวันกำลังจะเลิกงาน และคนงานกะกลางคืนกำลังจะเข้าเวรแทน ชวาปเอ่ยปากขอชอล์กแท่งหนึ่งจากหัวหน้าคนงาน “วันนี้พวกคุณหลอมเหล็กได้เท่าไร”

“6 ตัน” หัวหน้าคนงานตอบ

ชวาปเอาชอล์กเขียนตัวเลข 6 ขนาดใหญ่ลงไปที่พื้น แล้วเดินกลับไป

ขณะที่หัวหน้าคนงานกำลังยืนงงอยู่ คนงานกะกลางคืนก็เริ่มทยอยกันมาเข้าเวร หลายคนสงสัยในเลข 6 ที่อยู่บนพื้น “มันคืออะไร”

“คุณชวาปเข้ามาถามว่าวันนี้หลอมเหล็กได้กี่ตัน อั๊วก็บอกไปว่า 6 ตัน คุณชวาปแกก็เลยเขียนเลข 6 ไว้ตรงนี้” หัวหน้าคนงานตอบพลางเกาหัวด้วยความงง

วันรุ่งขึ้นชวาปกลับไปที่โรงงาน เขาพบว่าเลข 6 ที่เขาเขียนไว้ที่พื้นได้ถูกคนงานกะกลางคืนลบออกไป และพวกเขาก็เขียนเลข 7 ลงแทนที่

เมื่อคนงานกะกลางวันเดินทางมาเข้าเวร และเห็นเลข 7 อยู่บนพื้น พวกเขาก็รู้แล้วว่าคนงานกะกลางคืนหลอมเหล็กได้มากกว่าพวกเขา เย็นวันนั้น เลข 8 ก็ถูกเขียนทับเลข 7 ที่ถูกลบไปอีก

ไม่ถึงเดือน โรงงานเหล็กกล้าคาร์เนกี้ก็สามารถหลอมเหล็กได้วันละถึง 20 ตัน และเพียงผ่านไปไม่ถึงปี บริษัทก็กลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจเหล็กกล้าของอเมริกา เงินเดือนและสวัสดิการของคนงานดีขึ้นจนบริษัทอื่นต้องอิจฉา

ชอล์กแท่งเดียวแท้ๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Idlelog 

ขอบคุณที่มาของบทความ Breastfeedingthai