เงินเป็นเพียงผลข้างเคียง

20151004_MoneyIsASideEffect

“Don’t do something just for the money. Money is a side effect of persistence. You persist in things you are interested in. Explore your interests. Then persist. Then enjoy all the side effects.”

“อย่าทำอะไรเพียงเพื่อให้ได้เงิน เงินเป็นเพียงผลข้างเคียงของความยืนหยัด และคุณจะยืนหยัดได้ก็เฉพาะในเรื่องที่คุณสนใจเท่านั้น จงค้นหาตัวเองว่าสนใจเรื่องอะไร ยืนหยัดกับมัน แล้วจึงค่อยเพลิดเพลินกับผลข้างเคียง”

– James Altucher

—–

นับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม ตอนนี้ผมเขียนบล็อกติดต่อกันมาร่วมเก้าเดือน รวมจำนวนบทความทั้งหมดก็ใกล้ๆ จะ 300 ตอนแล้ว ถือเป็นเรื่องภูมิใจพอดู

แต่ “ความสำเร็จ” ของผมถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับ Seth Godin ซึ่งเขียนบล็อกทุกวันจนครบ 6,000 ตอนเมื่อวันพุธฯ ที่ผ่านมา

ผมเองเป็นคนเห็นอะไรใหม่ๆ ก็ตาลุกวาวไปหมด สิ่งที่เคยสนใจและหมกมุ่นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาก็เช่นเรื่องการลงทุนและการทำแอพมือถือ ถึงขนาดซื้อหนังสือเป็นตั้งๆ และสมัครสมาชิกเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เสียเงินไปไม่ใช่น้อย

แต่มาในวันนี้ผมแทบไม่ได้แตะสองเรื่องนี้เลย ใจนึงก็คิดว่าอาจจะเพราะว่าเราไม่มีความพยายามมากพอ หรือไม่มีวินัยมากพอ

แต่เหตุผลอาจเป็นเพียงเพราะว่า ผมไม่ได้สนใจมันจริงๆ ก็ได้

การเขียนบล็อกน่าจะเป็นกิจกรรมอย่างแรกที่ผมมีความสนใจเพียงพอที่จะลงแรงกับมันมายาวนานขนาดนี้ แถมเขียนไปก็ไม่ได้ตังค์ซักกะบาท แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขเวลาที่เจอใครแล้วเขาเอ่ยปากว่า ตามอ่านบล็อกอยู่นะ (และส่วนใหญ่เป็นคนที่ผมมักนึกไม่ถึงด้วย!)

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมว่าการค้นหาว่าเราสนใจเรื่องอะไรจริงๆ ก็ดูไม่ยากนะ

นั่นคือ อะไรก็ได้ที่เราพร้อมจะทำมันทุกวันแม้ไม่ได้ตังค์

อารมณ์เดียวกับบทความเรื่อง “คำถามหนึ่งล้านเหรียญ” ที่ผมเขียนเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ว่าถ้าคุณมีเงินสดหนึ่งล้านเหรียญ (คือเงินไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป) คุณจะทำอะไร? เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็จงลงมือทำไปเลย

ตอนที่แชร์บล็อกนี้ลงเฟซบุ๊ค มีน้องคนนึงมาคุยด้วยบอกว่า “ผมอยากเตะบอลครับ แต่ไม่มีใครจ้าง เลยต้องจ้างตัวเอง”

ซึ่งก็จริงนะครับ เราหลายคนรู้อยู่แล้วว่ามี passion อะไร

คนบางคนสามารถนั่งเล่นเกมได้ทั้งวัน คนบางคนสามารถอดหลับอดนอนดูบอลคู่ดึกๆ แต่ก็จนปัญญาที่จะเปลี่ยน “ความสนใจ” เหล่านี้มาเป็นสิ่งที่จะช่วยหาเลี้ยงชีพ

เค้าว่ากันว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเกิดจากการทำสิ่งที่วงกลมสามวงตัดกัน

วงกลมแรก คือสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ตัวเองรัก
วงกลมที่สอง คือเป็นสิ่งที่ตัวเองมีความถนัดหรือมีพรสวรรค์
วงกลมที่สาม สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก

น้องคนที่มาคุยด้วย ถึงจะชอบเตะบอลและเตะบอลเก่ง ก็ยังเป็นเพียงการ “ตัดกัน” ของวงกลมสองวงแรก แต่พอมันไม่ได้สร้างประโยชน์กับคนอื่น มันก็เลยยังใช้หาเงินไม่ได้

ยิ่งกลับมาดูตัวเองยิ่งเห็นชัด เพราะสำหรับผม การลงทุนหรือการทำแอพมันไม่ได้ตกอยู่ในวงกลมไหนซักวงเลย (อาจจะอยู่ในวงแรกแค่ชั่วคราว) จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผมบ้าได้แค่เพียงซักพักแล้วก็เลิกเห่อ

ตอนนี้มีแต่การเขียนบล็อกนี่แหละ ที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ ยิ่งเขียนยิ่งถนัดมือขึ้นเรื่อยๆ และหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก

ก็ได้แต่รอดูต่อไปว่าเจ้าตัว side effects ที่คุณเจมส์พูดถึงนี่มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เหตุผลที่ Amazon ไม่ใช้ Powerpoint ในการประชุม

20150929_AmazonNoPowerpoint

เชื่อว่าผู้อ่าน Anontawong’s Musings ทุกคนน่าจะรู้จัก Amazon ร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (และตอนนี้กำลังกลายร่างเป็น Everything Store คือขาย “สากกะเบือยันเรือรบ”)

ผู้ก่อตั้งแอมะซอนคือ เจฟ เบโซส (Jeff Bezos) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นห้วหน้าที่เป็นเผด็จการพอตัว เพราะทุกอย่างในแอมะซอนต้องทำตามทิศทางของเขาทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่เจฟ เบโซสทำที่แอมะซอนคือการ “แบน” PowerPoint ในห้องประชุม

เจฟให้เหตุผลว่า PowerPoint ทำให้ชีวิตของคนพรีเซ้นท์ง่าย แต่ทำให้ชีวิตของคนฟังยาก

เนื้อหาที่อยู่ในสไลด์มักจะมาเป็น bullet points ซึ่งบางทีก็อาจจะกว้างเกินไปหรือตกหล่นเนื้อหายิบย่อยที่มีความสำคัญ

การทำ PowerPoint มักจะทำให้เจ้าของเรื่องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำสไลด์ให้สวยงาม แทนที่จะเอาเวลามานั่งคิดให้ละเอียดว่าต้องการนำเสนออะไร ดังคำพูดของเจฟที่ว่า

“Now we’ve got highly paid people sitting there formatting slides—spending hours formatting slides—because it’s more fun to do that than concentrate on what you’re going to say. . . . Millions of executives around the world are sitting there going, “Arial? Times Roman? Twenty-four point? Eighteen point?”

“สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพนักงานที่เราจ้างมาแพงๆ ใช้เวลาหลายชั่วโมงนั่งทำสไลด์ เพราะมันสนุกกว่ามานั่งใส่ใจว่าเขาควรจะพูดอะไร (และพูดอย่างไร) ผู้บริหารนับไม่ถ้วนจึงนั่งอยู่หน้าจอคอมแล้วถามตัวเองว่า “จะใช้ฟอนท์ Arial หรือ Times New Roman ดีนะ? จะใช้ฟอนท์ขนาด 24 pts หรือ 18 pts ดีนะ?”

ซึ่งผมก็เห็นด้วยจริงๆ ว่าการเปิดโอกาสให้ทำ PowerPoint มักจะทำให้คนที่ต้องพรีเซ้นท์ไม่ค่อยจะเตรียมตัวอะไรเท่าไหร่ เผลอๆ นั่งทำขึ้นมาก่อนเข้าประชุมนั่นแหละ

สิ่งที่เจฟสั่งให้พนักงานทุกคนในแอมะซอนทำก็คือ แทนที่จะใช้สไลด์ คนที่เป็นเจ้าของเรื่องต้องเขียน Narrative Memo ความยาว 6 หน้าแทน

ผมไม่มีข้อมูลว่า Narrative Memo ที่ว่ามีเนื้อหาอย่างไรบ้าง แต่ถ้าให้เดาคงอารมณ์คล้ายๆ รายงาน ที่ต้องบอกรายละเอียดว่าจะนำเสนอเรื่องอะไร มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ทำไมถึงคุ้มที่จะทำโปรเจ็คนี้ ฯลฯ

และ Memo นี้จะได้รับการแจกในที่ประชุม และในช่วง 10-15 นาทีแรกของการประชุม ทุกคนจะนั่งอ่านรายงานนี้อย่างเงียบๆ

คนสัมภาษณ์ถามเจฟว่า ทำไมไม่ส่งรายงานให้อ่านก่อนเข้าประชุมไปเลย

“Time doesn’t come from nowhere. This way you know everyone has the time. The author gets the nice warm feeling of seeing their hard work being read.”

“เวลาไม่ได้หากันได้ง่ายๆ ถ้าเราให้ทุกคนอ่านพร้อมกันในห้องประชุมเราก็แน่ใจได้ว่าทุกคนมีเวลาอ่านแน่นอน แถมคนทำรายงานก็รู้สึกดีด้วยที่เห็นทุกคนนั่งอ่านรายงานที่ตัวเองทุ่มเทเขียนขึ้นมา”

เมื่อต้องมานั่งเขียน Memo ที่ทุกคนจะต้องอ่านและต้องใช้ในการถกเถียง คนที่เป็นเจ้าของเรื่องย่อมต้องใช้ความคิดและความตั้งใจมากกว่าการทำ PowerPoint ซึ่งนั่นก็จะทำให้ความคิดของเขาตกผลึกมากขึ้น และนำเสนอข้อมูลได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น (โดยที่ความยาวไม่เกิน 6 หน้า)

อีกข้อดีหนึ่งของการทำ Memo ก็คือเราจะไม่เสียเวลากับคำถามที่ไม่จำเป็น

“If you have a traditional ppt presentation, executives interrupt. If you read the whole 6 page memo, on page 2 you have a question but on on page 4 that question is answered.”

“ถ้าคุณพรีเซ้นต์โดยใช้พาวเวอร์พอยท์ ผู้บริหารที่ฟังอยู่มักจะถามคำถามขัดจังหวะอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าคุณนั่งอ่านรายงานเงียบๆ ทั้ง 6 หน้า ตอนคุณอ่านถึงหน้า 2 คุณอาจจะมีคำถาม แต่พออ่านถึงหน้า 4 คุณก็จะได้คำตอบด้วยตัวคุณเอง”

—–

ผมยังไม่เคยได้ยินว่าองค์กรไหนนอกจากแอมะซอนใช้วิธีการเขียน Narrative Memo ก่อนเข้าประชุมอย่างนี้นะครับ

(ยิ่งเมืองไทยยิ่งไม่ต้องพูดถึง บางที่ไม่มีวาระการประชุมด้วยซ้ำ)

แต่เห็นว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจดีเลยอยากเอามาแชร์

ถ้าใครเอาไปลองใช้แล้วได้ผลยังไง กลับมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

—–

* EDIT: 30 Sep 2015: ตอนแรกผมเขียนชื่อภาษาไทยของ Jeff Bezos ว่า เจฟ เบซอส แต่จริงๆ ควรจะเป็น เจฟ เบโซส มากกว่าครับ ขอบคุณคุณ Choopong Choosamer และ ussatlantis ที่ท้วงติงมาครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Moving People To Action: AMAZON STAFF MEETINGS: “NO POWERPOINT,  Philantropy Daily: Jeff Bezos’ PowerPoint prohibition 

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ยุ่งเพราะขี้เกียจ

20150924_BusyLazy

Being busy is a form of laziness – lazy thinking and indiscriminate action

การทำตัวยุ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความเกียจคร้าน – เกียจคร้านทางความคิดและลงมือทำโดยไม่ไตร่ตรอง

– Tim Ferriss

—–

เชื่อว่าหลายคนที่ทำงานประจำน่าจะมีเพื่อนร่วมงานประเภท “ยุ่งตลอดเวลา”

ระหว่างวันก็มีแต่เข้าประชุม เวลาอยู่ในห้องประชุมก็ไม่ค่อยมีส่วนร่วมเพราะต้องนั่งทำงานอย่างอื่นไปด้วย เราส่งอีเมล์ไปเขาก็ไม่อ่าน ติดปัญหาอะไรเขาก็ไม่มีเวลามาช่วย แถมยังทำงานดึกๆ ดื่นๆ เป็นอาจิณอีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ น้อยคนมากที่จะมีผลงานออกมาดีหรือเป็นที่ชื่นชมของเพื่อนร่วมงาน

ทั้งๆ ที่ทุ่มเทเวลาให้กับงานวันละสิบกว่าชั่วโมงทุกวัน แต่ทำไมผลงานถึงไม่เข้าตากรรมการ?

อาจเพราะว่าเขาใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างคุณค่าต่อองค์กรเท่าไหร่นักก็ได้

—–

คุณเคยมีอาการอย่างนี้มั้ย

วิ่งวุ่นทั้งวันจนแทบจะไม่มีเวลาพักหายใจ และทำอะไรไปตั้งหลายอย่าง

แต่พอหมดวันแล้วกลับรู้สึกว่างเปล่า แถมอาจรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้ทำอะไรเสร็จเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง

ผมเองก็มีอาการอย่างนี้บ่อยๆ ครับ

ไอ้ความ “เป็นชิ้นเป็นอัน” นี่มันก็นิยามยากอยู่เหมือนกัน เพราะถึงผมจะทำอะไรเสร็จหลายอย่าง แต่ถ้างานนั้นเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไหร่ (ทั้งในสายตาผมและในสายตาของหัวหน้า) ผมก็ไม่ถือว่างานเหล่านั้น “เป็นชิ้นเป็นอัน” อยู่ดี

และเท่าที่สังเกต ความไม่เป็นชิ้นเป็นอัน มักจะเกิดขึ้นเมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดพร้อมกัน (อาจจะบางส่วนหรือทั้งหมด)

– นอนไม่พอ
– สิ่งแรกที่ทำตอนถึงออฟฟิศคือเช็คเมล์หรือเปิดเฟซบุ๊ค
– ไม่เขียน To Do List ว่าวันนี้จะทำอะไร
– ไม่ตัดสินใจว่างานชิ้นไหนคืองานที่สำคัญที่สุดของวันนี้และต้องทำให้เสร็จ
– ทำงานจิ๊บจ๊อยเพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานที่สำคัญและยากกว่า
– ทำงานสลับไปสลับมา
– โดนขัดจังหวะตลอดเวลา (จากการประชุม/คนมาหา/เมาธ์มอย)

ถ้าทั้งเจ็ดอย่างอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ว้นนั้นจะเป็นวันที่ผมโคตร unproductive เลย

แต่ในทางกลับกัน ถ้า “พลิก” ทั้งเจ็ดข้อนี้ได้ วันนั้นก็จะเป็นวันที่เหนื่อยแต่รู้สึกดีสุดๆ เหมือนกัน

– พักผ่อนมาเพียงพอ
– ไม่เปิดเฟซบุ๊คจนกว่าจะทำงานชิ้นแรกเสร็จ (หรืออย่างน้อยวางแผนเสร็จ)
– วางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง
– รู้ว่าอะไรคืองานที่สำคัญที่สุดของวันนี้
– เอางานสำคัญที่สุดขึ้นมาทำก่อน (ก่อนที่จะโดนคนอื่นหรืองานอื่นเข้ามาแทรก)
– จดจ่อกับงานทีละชิ้น
– ไม่เข้าประชุมที่ไม่จำเป็นและ say no with an option เวลามีคนมาขอความช่วยเหลือในจังหวะที่เรายังไม่สะดวก

ถ้าทำได้ ถึงจะยุ่งเราก็ยุ่งอย่างสบายใจ และทำงานออกมาได้ดีครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เทคนิค 5 Why’s

20150923_FiveWhys

ใครอายุเกิน 30 ขวบยกมือขึ้น!

ถ้าอายุถึง ก็น่าจะเคยได้ดูการ์ตูน อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ที่มักเอามาฉายช่วงเย็นๆ หลังเลิกเรียนนะครับ

อิคคิวซังเป็นเณรที่ฉลาดปราชญ์เปรื่อง สามารถไขปัญหาได้ทั่วราชอาณาจักร ขนาดโชกุนยังต้องมาพึ่งพาอิคคิวซังหลายครั้ง

ในการ์ตูนเรื่องนี้มีตัวละครอยู่ตัวนึงชื่อ “เจ้าหนูจำไม” ที่ชื่ออย่างนี้เพราะชอบถามว่า “ทำไม” อยู่ตลอดเวลา (แต่เผอิญพูดไม่ชัดเลยกลายเป็นจำไม)

จำไมถึงเป็นอย่างนั้น จำไมถึงเป็นอย่างนี้ ถามจี้ไปเรื่อยๆ จนแม้กระทั่งอิคคิวซังผู้ชาญฉลาดยังไปต่อไม่เป็น

ความขี้สงสัยของเจ้าหนูจำไมอาจจะดูน่ารักหรือน่ารำคาญก็ตาม แต่รู้มั้ยครับว่าเราสามารถนำนิสัยนี้มาใช้ในที่ทำงานหรือในชีวิตประจำวันได้

ฝรั่งเรียกเทคนิคนี้ว่า 5 Why’s

ผมได้ยินเทคนิคนี้ครั้งแรกสมัยที่ถูกบริษัทส่งไปเทรนเรื่อง Six Sigma โดยผู้สอนเป็น Six Sigma Black Belt จากสิงคโปร์

เทคนิคนี้ก็ง่ายๆ ตามชื่อเลยครับ

ถามคำถามว่า “ทำไม” (ห้าครั้ง หรืออาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นก็ได้) จนกว่าจะค้นพบต้นตอของปัญหา

เป็นเทคนิคที่คิดค้นโดยซาคิชิ โตโยดะ (Sakishi Toyoda) ผู้ก่อตั้งบริษัทโตโยต้าและบิดาการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นนะครับ

ตัวอย่างแรก 

สมมติว่าเรารับปริ๊นท์โปสเตอร์ และปัญหาที่เราเจอคือลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน

Why ที่ 1 ทำไมลูกค้าไม่ยอมจ่ายเงิน
เพราะเราส่งของช้า ลูกค้าเอาโปสเตอร์ไปใช้ไม่ทันแล้ว

Why ที่ 2 ทำไมเราถึงส่งของช้า?
เพราะมันใช้เวลามากกว่าที่เราคิด

Why ที่ 3 ทำไมถึงใช้เวลามากกว่าที่คิด
เครื่องพิมพ์เราหมึกหมด

Why ที่ 4 ทำไมเครื่องพิมพ์ถึงหมึกหมด?
เพราะก่อนหน้านั้นมีออเดอร์ล็อตใหญ่เข้ามาในนาทีสุดท้าย เราเลยใช้หมึกหมดเกลี้ยงสต๊อก

Why ที่ 5 ทำไมหมึกถึงหมดสต๊อก
เพราะเราไม่ได้สำรองหมึกมากพอและไม่สามารถหาซื้อหมึกใหม่ได้ทันการณ์

เมื่อถาม Why ครบ 5 รอบแล้ว เราก็จะรู้วิธีแก้ปัญหาที่ “ต้นน้ำ” ได้มากขึ้น นั่นคือเราควรจะหาซัพพลายเออร์ที่พร้อมจะส่งหมึกให้เราทันทีที่เราจำเป็นต้องใช้หมึกเพิ่มกะทันหัน

ข้อดีมากๆ ของ 5 Why ก็คือ ถ้าเราถาม Why แค่ครั้งเดียว เรามักจะสรุปว่าปัญหาอยู่ที่คน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำให้เรามีอคติหรือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

แต่ถ้าเราถาม Why มากเพียงพอ เรามักจะพบว่าปัญหานั้นอยู่ที่กระบวนการ (process) มากกว่า

—-
ตัวอย่างที่สอง (ดัดแปลงมาจาก Educational Business Articles)

ในโรงงานแห่งหนึ่ง มีปัญหาว่าโปรดักชั่นไลน์หนึ่งมีของเสียที่ต้องคัดทิ้งเยอะมาก สาเหตุมาจากการที่คนงานดันไปกดปุ่ม Stop แทนที่จะกดปุ่ม Start

พอผมถามผู้จัดการว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ เขาก็แค่ตอบว่า “เป็นความผิดพลาดของคนงาน” พอผมถามว่าทำไมถึงนึกว่าปัญหาอยู่ที่คนงาน เขาก็ตอบว่า “เพราะมันเกิดขึ้นหลายหนแล้ว” ผมบอกว่าผมไม่เชื่อ เราน่าจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อีก ผู้จัดการก็ตอบว่า “ทำไม่ได้หรอก ม้นต้องเป็นอย่างนี้แหละ” จนผู้จัดการที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนไม่ได้ จึงชวนกันเดินลงไปดูที่ไลน์ผลิตให้เห็นกับตา

Why ที่ 1 ทำไมคนงานถึงกดปุ่มผิด?
เพราะปุ่ม Start กับ Stop อยู่ใกล้กันและดูลำบากว่าอันไหนเป็นอันไหน

Why ที่ 2 ทำไมถึงดูลำบาก
เพราะทั้งสองปุ่มมันเขรอะมากจนมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างปุ่มสีแดง (Stop) กับปุ่มสีเขียว (Start)

Why ที่ 3 ทำไมปุ่มถึงเขรอะได้ขนาดนี้?
เพราะไม่มีคนทำความสะอาดมันเลย

Why ที่ 4 ทำไมถึงไม่มีคนทำความสะอาด
เพราะเราไม่มีกฎเกณฑ์หรือกระบวนการอะไรที่จะสร้างความกระตือรือล้นให้คนงานทำความสะอาดปุ่มเป็นประจำ

ในกรณีนี้ แค่ถาม Why 4 ครั้ง เราก็สามารถจะแก้ปัญหาที่กระบวนการ โดยอาจจะบังคับใช้ 5 ส หรือสั่งให้แม่บ้านมาทำความสะอาดปุ่มอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง หรือถ้าเป็นไปได้ก็ย้ายปุ่ม Stop ไปให้ไกล จากปุ่ม Start ได้ยิ่งดี

—–

การถาม 5 Why’s ไม่จำเป็นต้องใช้กับการแก้ปัญหาเท่านั้น แต่อาจจะช่วยให้เราคิดอะไรได้ชัดเจนมากขึ้นด้วยเช่น

ทำไมอยากลาออกจากงาน -> เพราะอยากทำธุรกิจส่วนตัว
ทำไมอยากทำธุรกิจส่วนตัว -> เพราะเป็นพนักงานเงินเดือนแล้วไม่รวย
ทำไมถึงอยากรวย -> ฯลฯ

แต่ละคนก็จะมีคำตอบที่แตกต่างออกไป

ซึ่งพอเราถาม Why ไปจนสุดแล้วจริงๆ เราอาจจะค้นพบว่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องออกจากงานก็ได้

ถ้าเราถาม Why แค่ครั้งหรือสองครั้ง ทางเลือกและวิธีแก้ปัญหาของเราก็ถูกจำกัดและอาจไม่ยั่งยืน

แต่ถ้าเราถาม Why จนทะลุปรุโปร่งว่าอะไรคือแรงผลักดัน / ต้นเหตุของปัญหา ก็จะเพิ่มโอกาสให้เราหาทางออกที่ดีที่สุดได้ครับ

—–

UPDATE: 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

BookAdvertise

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก MindTools และ Educational Business Articles

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลน

20150917_SayNo

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผมสอนวิชา Time Management แล้วเจอสไลด์หนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาเขียนลงบล็อกซะหน่อย

เป็นข้อคิดที่ได้มาจากการไปสัมภาษณ์ท็อด ชายชาวแคเนเดี้้ยนที่เป็นคนสำคัญในการก่อตั้งศูนย์ซอฟท์แวร์ของรอยเตอร์ที่เมืองไทยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และเคยเป็นหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าของผม ตอนที่ผมเข้าทำงานที่นี่ใหม่ๆ

ผมถามท็อดว่า มีคำแนะนำอะไรเกี่ยวกับ Time Management มั้ย

เค้าบอกว่าปัญหาเรื่องการจัดสรรเวลานั้น มักจะเกิดกับคนนิสัยดี – “Only nice people have problems with time management”

ส่วนคนนิสัยแย่ๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้หรอก – “Nasty people don’t have this problem – they just say “No” to everything!”

ท็อดบอกว่า คนไทยมักจะไม่ค่อยมีปากเสียงกับพวกฝรั่งเท่าไหร่ เขาขอหรือเขาสั่งอะไรมา เราก็เออออเซย์เยสไปเสียหมด

ซึ่งพอเซย์เยสบ่อยๆ เข้า ก็ย่อมนำมาสู่ปัญหางานล้นมือจนทำไม่ทัน

ดังนั้น ท็อดจึงบอกว่า เราควรจะหัดปฏิเสธให้เป็น แต่ต้องปฏิเสธอย่างมีศิลปะด้วย – “You have to learn to say no with an option”

แล้ว with an option นี่คือยังไงอ่ะ?

ท็อดก็อธิบายต่อว่า สมมติหัวหน้าเอางานชิ้นใหม่มาให้ แล้วถามเราว่าขอพรุ่งนี้ได้มั้ย

ถ้าเราตอบว่า “ได้ครับ” ก็อาจทำให้เราต้องอยู่ดึกเกินไปหรือส่งงานชิ้นอื่นไม่ทัน

หรือถ้าเราตอบว่า “ไม่ได้ครับ” ก็อาจจะทำให้หัวหน้ามองเราไม่ดี

ดังนั้นคำตอบที่น่าจะมีประโยชน์กว่าก็คือ “ถ้าส่งพรุ่งนี้เกรงว่างานจะออกมาไม่ดี ผมขอส่งวันมะรืนนี้แทนได้มั้ยครับ”

นี่คือการ Say No with an Option ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราอาจจะไม่ค่อยได้ทำกัน

ตัวอย่างเพิ่มเติมสำหรับการ say no with an option ก็เช่น

“ผมจะขอแบ่งงานบางส่วนให้ต้อมทำได้รึเปล่าครับ จะได้แน่ใจว่าเสร็จทันตามกำหนด”

หรือ

“มีส่วนไหนที่หัวหน้าต้องการด่วนที่สุดครับ? ผมขอทำส่วนนั้นส่งให้หัวหน้าภายในพรุ่งนี้ ส่วนงานที่เหลือผมขอทยอยส่งให้ได้มั้ยครับ ช่วงนี้งานเดือดจริงๆ ครับ”

หรือ

“ถ้าเขียนเป็นรายงานทั้งเล่มพรุ่งนี้น่าจะลำบากครับ แต่ถ้าผมทำเฉพาะตัวเลขกับกราฟให้หัวหน้าไปใช้พรีเซ้นก่อน หัวหน้าโอเคมั้ยครับ”

หลักการก็คือ ถ้าเราไม่ไหว ก็อย่าไปตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่ควรจะคิดหาทางออกให้กับคนที่มาขอให้เราช่วยด้วย

อ้อ ส่วนใครที่เจอหัวหน้าที่ชอบสั่งงานกระชั้นๆ แล้วทุกอย่างเร่งด่วนและสำคัญไปหมด ท็อดก็บอกว่าเราควรจะถามหัวหน้ากลับว่า

“If it’s so important, why didn’t you tell me earlier?”

ถ้ามันสำคัญขนาดนั้น ทำไมหัวหน้าไม่บอกผมตั้งแต่เนิ่นๆ ล่ะฮะ?

แน่นอน วิธีพูดอย่างนี้ไม่สามารถใช้ได้กับหัวหน้าทุกคน แต่ผมเชื่อว่าเรามีวิธีพูดเป็นนัยๆ ด้วยรูปประโยคอื่น แต่ผมคงไม่สามารถยกประโยคตัวอย่างให้ได้ เพราะสภาพการทำงานของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

อ้อ ทักษะการ say no with an option นี่ไม่จำกัดเฉพาะตอนคุยกับหัวหน้าหรือคุยกับฝรั่งนะครับ เอาไว้คุยกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นที่มาขอให้เราช่วยเหลือก็ได้เหมือนกัน

ลองแล้วได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่