วิธีง่ายๆ ที่จะเป็นเจ้านายที่ดีขึ้น

20151105_BetterBoss

วันนี้ขอมาแชร์หนึ่งในเทคนิคการทำงานจากหนังสือเรื่อง What Got You Here Won’t Get You There ของ Marshall Goldsmith ครับ

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยคนที่เป็นดาวรุ่งในองค์กร ที่ทำงานเก่งและเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่แล้วก็เจอปัญหาที่ทำให้ “ไปต่อ” ไม่ได้เพราะนิสัยบางอย่าง

โกลด์สมิธ ผู้เขียนหนังสือพูดถึงอุปนิสัย (เสีย) 20 ข้อที่มักพบเจอในเหล่า high performers เหล่านี้

แต่วันนี้ผมจะขอไม่ลงรายละเอียด 20 ข้อนะครับ อยากจะแชร์แก่นของหนังสือเล่มนี้มากกว่า

เรามักคิดว่าการที่จะเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปในองค์กร เราต้องเรียนรู้มากขึ้น ขยันมากขึ้น พูดมากขึ้น และลงมือทำมากขึ้น

แต่หนังสือเล่มนี้สอนให้เราคิดย้อนศร

แทนที่จะทำอะไรมากขึ้น ก็แค่ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกันให้น้อยลงก็พอแล้ว

เช่นถ้าคุณบอกว่าคุณอยากจะเป็นเจ้านายที่นิสัยดีกว่าเดิม (I want to be nicer) นั่นย่อมหมายถึงคุณต้องทำอะไรหลายอย่าง เช่นพูดจาให้เพราะขึ้น ชมคนอื่นบ่อยขึ้น ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น ฯลฯ

ซึ่งการเปลี่ยนอุปนิสัยหลายๆ อย่างในคราวเดียวกันนี้ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันอาจจะขัดกับจริตของคุณที่เป็นคนโผงผางตรงไปตรงมาและมุ่งเน้นผลลัพธ์ (results-oriented)

สิ่งที่โกลด์สมิธแนะนำนั้นง่ายกว่านั้นมากนั่นคือ แทนที่จะพยายามทำตัวดีขึ้น คุณแค่เลิกทำตัวแย่ๆ ก็พอแล้ว – Instead of trying to be nicer, just stop being a jerk

Jerk เป็นคำแสลงของฝรั่งที่เอาไว้ด่าคน ที่ผมเห็นส่วนใหญ่คือเอาไว้ด่าผู้ชาย เช่น He’s such a jerk แปลว่าผู้ชายคนนี้ถ่อยว่ะ หรือ คนๆ นี้สันดานเสียว่ะ หรืออะไรทำนองนั้น

แล้วในฐานะหัวหน้า เราจะหยุดการเป็น Jerk ได้ยังไงบ้าง?

ถ้าลูกน้องนำเสนอไอเดียที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แทนที่คุณจะวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียนั้น คุณก็แค่รับฟังแล้วก็ไม่ต้องพูดอะไร

ถ้ามีใครวิจารณ์การตัดสินของคุณ แทนที่คุณจะตอบโต้กลับหรือพูดจาปกป้องตัวเอง คุณก็แค่พิจารณาคำวิจารณ์นั้นอย่างเงียบๆ ก็พอ

ถ้ามีคนชี้แนะสิ่งที่มีประโยชน์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องบอกเขาว่าคุณรู้อยู่แล้ว ก็แค่เอ่ยขอบคุณแล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรต่อ

ระหว่างทำตัวให้ nice ขึ้น กับเลิกทำตัวเป็น jerk อันหลังทำง่ายกว่ากันเยอะ

คุณไม่จำเป็นต้องพูดจาให้เพราะขึ้น หรือยิ้มมากขึ้น หรืออะไรทั้งนั้น

แค่หยุดทำสิ่งที่ทำให้คุณเป็น jerk ในสายตาลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

แค่นี้คุณก็จะเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้วครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เพิ่มพลังการทำงานด้วยเทคนิค Pomodoro

20151019_pomodoro

วันนี้ขอมานำเสนอเทคนิคที่อาจจะช่วยให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ

เทคนิคนี้เรียกว่า Pomodoro (พอมโมโดโร่)

คนที่คิดค้นเทคนิคนี้เป็นชาวอิตาเลียนนาม Francesco Cirillo

Pomodoro เป็นภาษาอิตาเลียนที่แปลว่ามะเขือเทศ ซึ่งหมายถึง นาฬิกาจับเวลารูปมะเขือเทศที่คุณฟรานเซสโกใช้เป็นประจำ (ฝรั่งมักจะมี kitchen timer หน้าตาเป็นรูปผักผลไม้ เอาไว้ร้องเตือนว่า อย่าลืมเอาของออกจากเตาอบนะ)

หลักการของ Pomodoro นั้นก็ง่ายมาก

1. เลือกงานที่จะทำขึ้นมาหนึ่งชิ้น
2. ตั้งเวลาบนนาฬิกา Pomodoro (ค่าที่เขานิยมใช้กันคือ 25 นาที)
3. ทำงานไปจนกว่านาฬิกาจะร้องเตือน
4. พักเบรค 5 นาที
5. หลังจากทำงานไปได้ครบ 4 pomodoro แล้ว ให้เบรคยาวหนึ่งครั้ง (15-30 นาที)

กฎสำคัญอย่างหนึ่งของเทคนิคพอมโมโดโร่ก็คือ ถ้าระหว่างที่นาฬิกายังไม่หมดเวลา เราจะไม่ยอมให้งานอื่นๆ แทรกเข้ามา ถ้ามีงานแทรกที่จำเป็นต้องทำวันนี้จริงๆ ก็อาจจะจดลงกระดาษเพื่อเอาไว้ทำใน “มะเขือเทศลูกถัดไป”

และแน่นอน ถ้ายังไม่หมดเวลาเราจะไม่โดดไปเล่น Facebook โดยเด็ดขาด!

เวลา 25 นาทีเป็นเวลาที่ไม่สั้นไม่นานเกินไป เราจึงมีแนวโน้มที่จะ focus กับงานตรงหน้าได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พอหมด 25 นาที เรายังมีโอกาสได้พักเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ หรือยืดเส้นยืดสาย ซึ่งช่วยให้เราหลีกเลี่ยง office syndrome ได้เป็นอย่างดี

แล้วพอหมดสองชั่วโมง เราก็จะได้พักยาวขึ้นด้วย อาจจะเดินไปซื้อขนมหรือไปจ๊ะจ๋ากับคนโน้นคนนี้ เป็นการเติมไฟก่อนจะกลับมาสู้งานกันต่อไป

แน่นอน สภาพแวดล้อมการทำงานบางแห่งอาจจะไม่เหมาะกับเทคนิคนี้ (เช่นคนทำงานอยู่ call center ที่จะต้องคอยรับสายลูกค้าตลอด)

แต่สำหรับคนทำงานอีกไม่น้อย น่าจะเอาเทคนิคไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ครับ

ที่เว็บไซต์ pomodoro.com เขามีขายนาฬิกามะเขือเทศด้วยนะครับ เสียดายราคาสูงไปนิดนึง ผมเลยลองหาแอพ pomodoro บนมือถือแล้วก็เจอตัวที่น่าสนใจหลายตัวเลยทีเดียว เลยลองโหลดมาใช้และเริ่ม pomodoro timer ก่อนจะลงมือเขียนบล็อกนี้ ตอนนี้ใช้เวลาไปเกือบ 15 นาทีแล้ว เหลือ 10 นาทีเท่านั้น!

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Pomodoro Technique,  Wikipedia

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แฟนพันธุ์แท้

20151018_biggestfan

“ปกติเราจะเป็นคนที่รอฟังเพลงตัวเอง รอว่าตัวเองจะเขียนอะไรออกมา เราคือคนที่รอฟัง เราเป็นแฟนคนแรกของตัวเอง”

– ธนชัย อุชชิน (ป๊อด โมเดิร์นด๊อก)
a day bulletin 100 Interview The Influencer
—–

ผมเคยเจอพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อกตัวเป็นๆ ที่ร้าน Asia Books สาขาสยามพารากอน

จะเข้าไปขอถ่ายรูปกับพี่เขาก็ไม่กล้า ทำได้แค่กรี๊ดในใจ

ผมเคยได้เป็นสักขีพยานความมหัศจรรย์ของผู้ชายตัวเล็กๆ คนนี้ ในคอนเสิร์ต 10 ปีเบเกอรี่ที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก

เพลงเบเกอรี่ส่วนใหญ่จะออกแนวหวานๆ ซึ้งๆ โยกๆ ผมเลยไม่ค่อยได้ลุกขึ้นยืนเท่าไหร่

แต่พอพี่ป๊อดออกมาเท่านั้นแหละ ผู้คนร่วมหมื่นเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์

ฉากที่ยังติดตาผมจนถึงทุกวันนี้ คือภาพที่พี่ป๊อดเดินจากเวทีใหญ่สู่เวทีแคทวอล์คที่วิ่งทะลุคนดู และไปหยุดตรงปลายเวทีเพื่อให้ลิฟท์ไฮโดรลิคค่อยๆ ยกตัวขึ้นมา จากนั้นพี่ป๊อดก็ชูสองมือโยกซ้าย-ขวา และชวนให้คนดูทั่วทั้งอัฒจรรย์ชูมือตามไปด้วย

พลังงานมหาศาลจริงๆ

——

สิ่งที่พี่ป๊อดกล่าวในบทสัมภาษณ์ a day bulletin นี้ เป็นเคล็ดลับที่ผมไม่เคยอ่านเจอใน How To เล่มไหน

“ปกติเราจะเป็นคนที่รอฟังเพลงตัวเอง รอว่าตัวเองจะเขียนอะไรออกมา เราคือคนที่รอฟัง เราเป็นแฟนคนแรกของตัวเอง”

การเป็น “แฟนตัวยง” ของตัวเอง และ “รอลุ้น” ว่าตัวเองจะสร้างอะไรออกมานี่ผมว่ามันเป็นการเพิ่มพลังที่ดีไม่ใช่ย่อยเลยนะคร้บ

เพราะโดยส่วนตัว ผมเองก็เคยภูมิใจ ระคน “แปลกใจ” กับงานบางงานที่ตัวเองทำออกมาเหมือนกัน

ตอนทำก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่จะทำให้เสร็จได้ก็แทบแย่แล้ว

แต่พองานมันออกมา แล้วคนชอบแล้วแชร์ต่อ หรือเอาเพลงของเราไปร้องต่อ หรือเดินมาบอกว่าชอบผลงานของเรา

แล้วพอกลับมานั่งดูผลงานตัวเอง ก็อดคิดไม่ได้ว่า “เฮ้ย นายนี่มันก็เจ๋งใช้ได้เลยนี่หว่า”

เป็นการชมแบบไม่ได้หลงตัวเองด้วยนะครับ ชมด้วยใจจริงเหมือนเวลาเราเห็นผลงานคนอื่นแล้วรู้สึกว่ามันเจ๋งนั่นแหละ

ถ้าเราทำงานออกมาดี แทนที่มัวแต่จะถ่อมตัว ก็ควรจะชื่นชมตัวเองซะหน่อย (แต่ไม่จำเป็นต้องให้ใครได้ยิน)

ชมตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้เหลิง แต่เพราะมันเป็นพลังบวกที่สำคัญต่อการสร้างผลงานชิ้นดีๆ ต่อไปอีกในอนาคต

พรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันเริ่มต้นแห่งสัปดาห์ คงจะมีอะไรให้เรา “สะสาง” และ “สรรค์สร้าง” อีกเยอะ

จะดีแค่ไหนถ้าเราจะทำงานด้วยทัศนคติเดียวกับพี่ป๊อด

รอลุ้นว่าตัวเองจะเขียน/คิด/โค้ด/วาด/พูด/ดีไซน์ อะไรออกมา และจะทำได้ดีแค่ไหน

เมื่อเราปวารณาตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเอง

เราก็คงไม่อยากทำให้แฟนคนนี้ผิดหวัง จริงมั้ย?

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณข้อมูลจาก a day bulletin 100 Interview The Influencer

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จะทำสไลด์ อย่าเปิด Powerpoint

20151013_Powerpoint

สมัยที่ผมเรียนอยู่นิวซีแลนด์นั้น ผมเตะบอลให้กับทีมประจำเมืองด้วย (ไม่ได้เตะบอลเก่งอะไรนะครับ เพราะเมืองของเขามีคนแค่ 4500 คนเท่านั้น และคนเตะบอลจริงๆ ก็มีไม่เท่าไหร่)

ทีมของเราจะมีซ้อมกันทุกค่ำวันอังคารกับค่ำวันพฤหัสฯ ใช้เวลาซ้อมประมาณ 2-3 ชั่วโมง

แต่เกือบทุกครั้ง ช่วงหนึ่งชั่วโมงแรก โค้ชจะไม่ยอมให้เราได้แตะบอลเลย (บอลหลายสิบลูกจะถูกเก็บไว้ในตาข่ายที่โค้ชวางไว้ข้างกาย)

กิจกรรมอย่างแรกที่พวกเราต้องทำคือวิ่งวอร์มรอบสนามบอลซัก 4-5 รอบให้เหงื่อซึมๆ ก่อน

จากนั้นจึงมายืนล้อมวงยืดเส้นยืดสายแล้วค่อยจัดแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งยืนตรงเส้นหลังประตู แล้วเริ่มวิ่งเหยาะๆ ซัก 20 เมตร วิ่งหันข้าง 20 เมตร วิ่งถอยหลัง 20 เมตร แล้วค่อยกลับตัววิ่งสุดแรงไปจนถึงเส้นหลังประตูอีกฝั่งหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปกลับอย่างน้อยสี่รอบ

ยังไม่พอ เรายังมีฝึกความแข็งแกร่งและความว่องไวเช่นการวิ่งซิกแซกผ่านโคน หรือวิ่งเปี้ยวเพื่อไปแตะทีมฝั่งตรงข้าม

จนเหงื่อท่วมกายแล้วนั่นแหละ โค้ชถึงจะเอาลูกฟุตบอลมาให้เราได้เตะกัน

—–

ถามว่าทำไมซ้อมฟุตบอล แล้วไม่ให้แตะลูกฟุตบอล?

โค้ชอธิบายว่า ในสนามมีผู้เล่น 22 คน แต่ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง จะมีคนที่ได้แตะบอลอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ในเกม 90 นาที ผู้เล่นแต่ละคนจึงได้แตะบอลแค่เพียง 4 นาที

ส่วนอีก 86 นาทีคือการ “เล่นบอล” โดยปราศจาก “ลูกบอล”

ดังนั้น สิ่งที่เราทำระหว่างที่ไม่มีบอลจึงสำคัญมาก อาจจะสำคัญกว่าตอนมีบอลเสียอีก

—–

ผมว่าการซ้อมบอลก็เหมือนการทำสไลด์

เวลาจะทำสไลด์ขึ้นมาซักชุด คุณทำยังไง?

หลายคนจะเปิดโปรแกรม Powerpiont / Keynote ขึ้นมาเลย โดยอาจจะเปิดไฟล์เก่า (เพื่อจะได้ใช้เท็มเพลตเดิม) แล้ว Save As ก่อนจะนั่งแก้เนื้อหา

วิธีการทำสไลด์อย่างนี้ไม่ต่างกับการมาถึงสนามฟุตบอล ใส่รองเท้าเสร็จแล้ว ก็ลงไปแข่งเลย

นอกจากจะเล่นไม่ค่อยออกแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บอีกด้วย

ถ้าต้องทำสไลด์ที่มีเนื้อหาใหม่และมีความสำคัญ ผมขอนำเสนออีกทางเลือกหนึ่ง

  • เอากระดาษเปล่าๆ มา 1 แผ่น
  • เขียนหัวข้อเรื่อง
  • เขียนจุดประสงค์ว่าเราจะพรีเซ้นต์เรื่องนี้ไปทำไม
  • ใช้กระดาษโพสต์อิทจดประเด็นต่างๆ ที่เราต้องการจะพูด โดยหนึ่งโพสต์อิทมีได้เพียงหนึ่งประเด็นเท่านั้น
  • บางประเด็นที่ควรมีภาพประกอบ ก็เขียนลงไปในโพสต์อิทด้วยว่าควรจะใช้ภาพอะไร ประมาณไหน
  • ขยับโพสต์อิทไปมาเพื่อจัดกลุ่มความคิด และวางแผนว่าเราจะดำเนินเรื่องอย่างไร ควรจะนำเสนอประเด็นอะไรก่อนหลัง
  • เราจะพบว่า ประเด็นบางประเด็นอาจจะควบรวมเป็นหนึ่งสไลด์ก็ได้ และบางประเด็นอาจจะต้องแตกย่อยออกมาเป็นหลายสไลด์ก็ได้
  • อย่าลืมด้วยว่าตอนทิ้งท้าย เราจะฝากอะไรให้ผู้ฟังไปทำต่อรึเปล่า

ต่อเมื่อเราเคลียร์แล้วเท่านั้นว่าเราจะนำเสนออะไร เพื่ออะไร และจะเล่าเรื่องอย่างไร เราจึงค่อย เปิด Powerpoint ครับ

เพราะ Powerpoint ก็เหมือนลูกฟุตบอลที่เราใช้ยิงเข้าประตู (Deliver you presentation)

แต่เนื้อหนังของการนำเสนอจริง ๆ คือสิ่งที่เราทำระหว่างที่ไม่ได้  “ครองบอล” อย่างกระบวนการคิด ตรรกะ และวิธีการนำเสนอต่างหาก

อาจจะใช้เวลามากกว่าหน่อย แต่เท่าที่ได้ลองทำ ผมว่าสไลด์นั้นจะเข้าใจง่ายและลื่นไหลกว่ากันเยอะเลยครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วางแผนการทำงานด้วย Weekly Focus

20151008_WeeklyFocus

สวัสดีครับคุณผู้ชม

นี่คือเรื่องที่จะเขียนตั้งแต่เมื่อคืนแต่เผอิญมีเรื่อง “วิธีคลายกังวล” มาแทรกเสียก่อน

ดั่งที่เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนผมเคยทำงานเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ตด้วย โดยทั้งทีมมีกันอยู่ทั้งหมด 8 คน และแต่ละคนก็จะมีไอเดียดีๆ มานำเสนอให้กับทีมอย่างเช่นโปรเจ็ค I’m Farang ที่ช่วยให้พวกเราคุยกันเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่เก้อเขิน

สิ่งที่จะมาเขียนวันนี้ก็เป็นเรื่องที่คนในทีมเสนอมาอีกเช่นกัน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นพี่เอ้ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้หญิงคนเดียวภายในทีม

งานหลักๆ ของซัพพอร์ตคือรับเคสจากลูกค้า ซึ่งทีมเรามีโปรดักท์ที่ต้องดูแลอยู่หลายตัว และแต่ละตัวก็จะมีอย่างน้อยสองคนที่มีความรู้โปรดักท์ตัวนั้นๆ (เพื่อที่ว่าหากใครคนใดคนหนึ่งลางาน ก็ยังมีอีกคนที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้)

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นระดับหนึ่งที่คนในทีมควรจะรู้ว่า เพื่อนๆ แต่ละคนถือเคสอะไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าทีมที่ต้องดูภาพรวมว่าเคสไหนต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ และลูกทีมคนไหนงานหนัก-งานเบา

จึงมีการนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Weekly Focus ขึ้นมาครับ

หลักการก็ง่ายๆ เพียงให้ทุกคนลิสต์งานที่ต้องทำ 5-6 อย่างภายในสัปดาห์นี้ แล้วส่งเมล์ให้ทุกคนในทีม คนอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกันด้วยการ Reply All

นอกจากจะบอกว่าสัปดาห์นี้จะทำอะไรแล้ว ยังให้แปะลงไปด้วยว่า ที่ตั้งใจว่าจะทำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ทำเสร็จจริงรึเปล่า (อันไหนที่ทำเสร็จก็ย้อมฟอนท์ให้เป็นสีเทา อันไหนไม่เสร็จก็ย้อมฟอนท์ทำให้เป็นสีแดง)

จากอีเมล์ที่มีแต่ Text ธรรมดาก็ค่อยๆ วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น Template ใน Excel ที่ผมโชว์อยู่ที่ด้านล่างนี้ครับ

สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่ https://goo.gl/d3Lutx แล้วไปที่ File-> Download as -> Microsoft Excel

WeeklyFocusFull

ชื่อคอลัมน์ก็มีความหมายดังนี้

Type = งานชิ้นนี้ตกอยู่ใต้ Objective ข้อไหน*
Task Name = ชื่อของงานชิ้นนั้น
Action = สิ่งที่จะทำในสัปดาห์นี้ (สังเกตว่าประโยคจะขึ้นต้นด้วย Verb)
Mon-Fri = จะทำงานชิ้นนี้วันไหน เช้าหรือบ่าย?

* พนักงานทุกคนจะต้องมี Objectives ประจำปีที่ชัดเจน ประมาณ 4-6 ข้อ ดังนั้นงานที่เราทำส่วนใหญ่ควรจะสอดคล้องกับ Objective ข้อใดข้อหนึ่ง โดย Mapping ของ Type/Objective Detail อยู่ในตารางด้านล่างสุดครับ

และแน่นอน ในเทมเพลตเราก็มีตารางสำหรับ Last Week’s Review เพื่อดูว่างานของสัปดาห์ที่แล้วสำเร็จไปมากน้อยแค่ไหน

เมื่อทุกคนในทีมแชร์ว่าตัวเองจะทำอะไรบ้าง (และทำอะไรไปแล้วบ้าง) ความโปร่งใสก็จะเกิดขึ้น หัวหน้าทีมก็จะรู้แล้วว่า สัปดาห์นี้ควรจะดูแลเรื่องไหนเป็นพิเศษ

และหากบางคนตกหล่นเรื่องอะไรไป (หรือเอาเวลาไปลงกับเรื่องที่เรายังไม่เห็นว่าจำเป็นต้องทำตอนนี้) เราก็สามารถไปบอกให้เขาปรับ Weekly Focus ได้

การใช้ Weekly Focus น่าจะเหมาะกับทีมที่คนส่วนใหญ่ยังค่อนข้างใหม่ (ทำงานมาไม่เกิน 5 ปี) ใจกว้างและซื่อสัตย์พอที่จะเปิดเผยงานที่สำเร็จและยังไม่สำเร็จให้เพื่อนๆ ได้รับทราบครับ

(ส่วนคนที่ทำงานมาเป็น 10 ปีแล้ว อาจจะไม่จำเป็น เพราะเก๋าแล้ว รู้ว่าเรื่องไหนควรทำตอนไหนและทำเยอะแค่ไหน)

ใครสนใจ เอาไปใช้ได้เลยนะครับ ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์!

—–

ป.ล. ตัวอย่างที่เอามาโชว์นั้นดัดแปลงมาจาก Weekly Focus สมัยที่ผมหันมาทำงานด้าน communication แล้ว เนื้อหาของงานจึงไม่มีอะไรเกี่ยวกับซัพพอร์ต

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่