กฎ 10/20/30 ของการทำสไลด์

201512006_102030Rule

สวัสดีครับ วันนี้มีเทคนิคดีๆ จาก Guy Kawasaki ครับ

คุณกายคาวาซากิเคยทำงานเป็น Chief Evangelist ของ Apple มาก่อน

คำว่า Evangelist ในความหมายเดิมคือผู้ที่ออกไปพูดโน้มน้าวผู้คนให้เปลี่ยนมานับถือศานาคริสต์

ดังนั้น คงจะพอเดาได้ว่า หน้าที่ของกายคาวาซากิในตำแหน่ง Chief Evangelist ก็คือการเผยแพร่ “ศาสนาแอปเปิ้ล” นั่นเอง

ลองอ่านประวัติเขาเต็มๆ ได้บน LinkedIn ครับ

—–

นอกจากจะทำงานประจำแล้ว คุณกายคาวาซากิยังเป็น Venture Capitalist อีกด้วย

Venture Capitalist หรือ VC คือคนที่ถือเงินและมองหาการลงทุนในกิจการที่น่าสนใจ โดยเจ้าของกิจการก็จะไปเสนอรายละเอียดธุรกิจ (pitch) ให้กับ VC และถ้า VC ถูกใจก็จะร่วมลงทุน และร่วมเป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น Wongnai ที่ได้ทุนจาก VC ของญี่ปุ่นเมื่อสองปีที่แล้วเป็นต้น

กายคาวาซากิบอกว่า เขาต้องเข้าฟังการ pitch จากเจ้าของกิจการมากมาย และการพิทช์ส่วนใหญ่ก็ทำให้เขา “สูญเสียการได้ยินและการมองเห็น” ไปเพราะว่าสไลด์ที่เจ้าของกิจการใช้มันไม่เวิร์คเอาซะเลย

เขาเลยขอเสนอกฎที่ชื่อว่า 10/20/30 สำหรับการทำ Powerpoint* ครับ

กฎ 10/20/30 แตกเนื้อหาออกได้ดังนี้

สไลด์ควรจะยาวไม่เกิน 10 หน้า
ความยาวของการพรีเซ็นต์ไม่เกิน 20 นาที
ใช้ขนาดฟอนท์ 30 พ้อยท์ขึ้นไป

อ่านรายละเอียดเต็มๆ ได้ในบล็อกที่เขาเขียน** แต่ผมขอสรุปหลักการและเหตุผลมาให้ฟังก็แล้วกันนะครับ

10 สไลด์
กายคาวาซากิบอกว่า ในการประชุมหนึ่งครั้ง คนเราไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้มากกว่า 10 เรื่องหรอก สไลด์สิบแผ่นที่ผู้ร่วมลงทุนอย่าง Venture Capitalist สนใจที่จะเห็นจากเจ้าของธุรกิจอย่างคุณก็คือ

1. ปัญหา (Problem)
2. ทางออกที่ธุรกิจคุณจะสร้างให้ (Your solution)
3. ธุรกิจของคุณจะทำเงินยังไง (Business Model)
4. เทคโนโลยีที่จะใช้ (Underlying magic / technology)
5. การตลาดและการขาย (Marketing & Sales)
6. คู่แข่ง (Competition)
7. ทีมงาน (Team)
8. คาดการณ์ยอดขาย/จำนวน users และหมุดหมายสำคัญของบริษัท เช่นปีหน้าจะมีรายได้เท่าไหร่ จะมีผู้ใช้งานครบล้านคนเมื่อไหร่ ฯลฯ (Projections & milestones)
9. สถานะและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ (Status & Timeline)
10. บทสรุปและสิ่งที่อยากให้ผู้ฟังทำ (Summary and call to action)

แน่นอน พวกเราส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสได้ทำ pitching กับเหล่า Venture Capitalists ดังนั้นเนื้อหาของสไลด์ย่อมต้องแตกต่างกันไป และจำนวนสไลด์อาจจำเป็นต้องมากกว่า 10 สไลด์

แต่ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะระลึกไว้เสมอว่าคนฟังไม่สามารถจะเรียนรู้เรื่องอะไรได้มากมายนักในการพรีเซ้นท์แค่ครั้งเดียว ดังนั้นจงอย่ายัดอะไรลงไปมากเกินความจำเป็นครับ

ความยาวไม่เกิน 20 นาที
แม้จะมีเวลาในการประชุมถึงหนึ่งชั่วโมง เนื้อหาที่เราพูดก็ไม่ควรเกิน 20 นาที แล้วเอาเวลาที่เหลือใช้ไปกับการซักถามและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า

อีกอย่างเราไม่ได้มีหนึ่งชั่วโมงจริง เพราะบางคนก็เข้าประชุมสาย บางคนก็ต้องออกก่อน บางทีก็เจอปัญหาทางเทคนิคทำให้ล่าช้า เพราะฉะนั้นจงพูดแต่เรื่องที่มีความสำคัญเท่านั้น ถ้าเราพูดได้เนื้อหาครบถ้วนในเวลา 20 นาที คงไม่มีใครบ่นหรอกครับว่าเราพูดสั้นเกินไป

ขนาดฟอนท์ 30 พ้อยท์
บ่อยครั้งเหลือเกินที่กายคาวาซากิเจอสไลด์ที่ใช้ฟอนท์ไซส์ 10 ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเกิดจากสองสาเหตุ หนึ่งคือคนพูดนำเสนอคิดว่ายิ่งมีเนื้อหาเยอะๆ ยิ่งทำให้ดูน่าประทับใจ (ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย) สองก็คือคนพูดไม่ได้เข้าใจสิ่งที่จะพูดดีพอ เลยต้องเอาเนื้อหามายัดลงในสไลด์แล้วอ่านตาม ซึ่งถ้าผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดอ่านสไลด์เมื่อไหร่ ผู้ฟังก็จะหยุดฟังแล้วก็อ่านสไลด์เองเลยเพราะเร็วกว่ากันเยอะ

การใช้ฟอนท์ขนาด 30 จะเป็นการบังคับให้ผู้พูดต้องทำการบ้านมาอย่างดีว่าจะหยิบคำอะไรขึ้นมาใส่ในสไลด์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเมื่อเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสไลด์ ผู้พูดก็จะต้องเตรียมตัวฝึกซ้อมมาอย่างดีไปโดยปริยายครับ

อ้อ แล้วถ้าฟอนท์ 30 มันใหญ่เกินกว่าเราจะรับได้จริงๆ กายคาวาซากิก็ให้สูตรคำนวณขนาดฟอนท์มาด้วยนะครับ โดยบอกว่าให้เราลองดูซิว่าคนที่แก่ที่สุดในกลุ่มผู้ฟังอายุเท่าไหร่ แล้วเอาอายุนั้นหารสอง เช่นถ้าเราต้องพูดคุยกับคนในทีมที่อายุไม่เกิน 30 ปี การใช้ฟอนท์ไซส์ 15 ยังพอรับได้ แต่ถ้าคุณต้องไปนำเสนอให้กับท่านซีอีโออายุ 52 ปี ก็ไม่ควรใช้ฟอนท์ไซส์เล็กกว่า 26 pts ครับ (สงสารท่านบ้างเถอะ)

—–

ใครที่อยากอ่านบล็อกตอนอื่นๆ เกี่ยวกับการทำ Presentation ขอเชิญอ่านได้ที่นี่ครับ

8 วิธีบอกลา Powerpoint ห่วยๆ 
เหตุผลที่ Amazon ไม่ใช้ Powerpoint ในการประชุม
จะทำสไลด์ อย่าเปิด Powerpoint

—–

* แม้กายคาวาซากิจะเป็นสาวกแอปเปิ้ลเต็มตัว แต่เขากลับพูดถึง Powerpoint ของ Windows แทนที่จะเป็น Keynote ของ Apple นั่นคงเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังใช้ Windows อยู่นั่นเอง

** ผมอ่านเจอกฎ 10/20/30 จากหนังสือ Enchantment ก่อนจะมาเจอเขาพูดเทคนิคนี้อย่างละเอียดในหนังสือ The Art of the Start (ศิลปะแห่งการทำ Startup)

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Guy Kawasaki’s Blog: The 10/20/30 Rule of Powerpoint
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

Banner468x60ver1.jpg

สิ่งที่ควรทำตอนทำงานไม่ทัน

20151123_WhenRunningOut

คือกลับบ้านให้เร็วขึ้น

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก เพราะถ้าทำงานไม่ทัน ก็ควรจะอยู่ออฟฟิศให้ดึกขึ้นและใส่ชั่วโมงทำงานให้มากขึ้นไม่ใช่เหรอ?

แต่ถ้าเราพยายามทำงานล่วงเวลามาก็แล้วแต่ปัญหาก็ยังอยู่ นั่นอาจหมายความว่า จำนวนชั่วโมงที่เราใช้ไปกับการทำงานอาจไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่คุณภาพของชั่วโมงเหล่านั้นต่างหาก

มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ ยิ่งเราทำงานโดยไม่ได้พักผ่อน ยิ่งทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดได้มากขึ้น งานที่ออกมามีเหตุให้ต้องแก้มากยิ่งขึ้นและเสียเวลามากกว่าเดิม เข้าข่ายยิ่งรีบยิ่งช้า

แต่ถ้าเรากลับบ้านแต่หัววัน มีเวลาได้ทบทวนตัวเองมากขึ้นอีกนิด เข้านอนให้เร็วขึ้นอีกหน่อย

วันถัดมาที่ทำงานแค่ 8 ชั่วโมง อาจได้งานมากกว่าเมื่อวานที่อยู่ออฟฟิศ 12 ชั่วโมงก็ได้

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Quora: What are some uncommon ways to work smarter instead of harder?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

พนักงานต้องมาก่อน

20151113_ClientsDontComeFirst

Clients do not come first. Employees come first. If you take care of your employees, they will take care of the clients

ลูกค้าไม่ได้สำคัญที่สุด พนักงานต่างหากที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณดูแลพนักงานให้ดี เขาก็จะดูแลลูกค้าดีเอง

– Richard Branson, founder of Virgin Group

“ลูกค้าคือพระเจ้า” คือประโยคที่เราได้ยินกันมานาน

ส่วนฝรั่งก็จะมีสำนวนคล้ายๆ กันคือ “The customer is always right”

ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อแนวคิดนี้เท่าไหร่

เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว การมาของอินเตอร์เน็ต กูเกิ้ล และโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้ทางเลือกมีเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมาย

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นร้านค้าหรือลูกค้า ถ้าคุณทำตัวไม่น่ารัก คู่ค้าของคุณเขาก็ไม่จำเป็นต้องทนคุณอีกต่อไป

ในฐานะเจ้านายก็เช่นกัน ถ้าคุณไม่ดูแลคนของคุณให้ดีๆ เขาก็อาจเลือกไปทำงานให้กับคนอื่นได้เสมอ

แม้ว่าในยุคนี้ลัทธิบริโภคนิยมจะเฟื่องฟูกว่ายุคไหนๆ แต่ผมก็เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ไม่ใช่คนประเภทที่เอาเงินฟาดหัวแล้วเขาจะยอมคุณทุกอย่าง

สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเงิน คือความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน รวมถึงการเคารพและให้เกียรติในหน้าที่และวิชาชีพของตัวเองด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณดูแลลูกน้องคุณดี ลูกน้องก็จะดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องไปกรอกหูว่าลูกค้าคือพระเจ้า

เพราะถ้าเราได้ทำหน้าที่หัวหน้าอย่างเต็มที่แล้ว ลูกน้อง(ส่วนใหญ่) ก็จะรับรู้ ซึมซับ และคิดได้เองว่าเขาควรจะทำหน้าที่ของเขาให้สมศักดิ์ศรีเช่นกัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เทคนิค FV จะทำให้คุณทำงานอย่างไว

20151110_FV

สวัสดีครับ วันนี้ขอมาแชร์เทคนิคหนึ่งที่จะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้นครับ

เทคนิคนี้คือว่า FV ซึ่งย่อมาจาก Final Version

คนคิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมาชื่อคุณ Mark Forster

เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยได้ยินชื่อคุณลุงคนนี้ และยิ่งถ้าได้เห็นหน้าก็อาจจะยิ่งไม่อยากเชื่อว่าคุณลุงแกเป็นกูรูด้าน productivity คนหนึ่ง เคยออกหนังสือมาแล้วหลายเล่ม และเล่มที่ผมเคยซื้อมาอ่านคือเรื่อง Do It Tomorrow ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่งเลยทีเดียว

แต่เทคนิค FV นี้ไม่ได้อยู่ในหนังสือหรอกนะครับ เพราะคุณลุงเขาเพิ่งคิดค้นเมื่อสามปีที่แล้วนี่เอง

และที่ตั้งชื่อว่า Final Version เพราะคุณลุงเชื่อมั่นว่านี่คือเทคนิคที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้แล้ว จะไม่มีอะไรเพิ่มเติมต่อจากนี้อีกแล้ว

ใครที่ภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำให้ไปอ่านบทความต้นฉบับได้เลยครับ

—–

เวลาเรามีรายการงานที่จะทำ (To Do List) สิ่งที่ต้องบาลานซ์กันดีๆ มีอยู่สามปัจจัย ได้แก่
ความเร่งด่วน ความสำคัญ และความพร้อมทางจิตใจ (urgency, importance, psychological readiness)

ระบบ Time Management ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญของสองอย่างแรก แต่ FV นั้นจะให้ความสำคัญกับปัจจัยสุดท้ายหรือความพร้อมของคนทำงานด้วย

เทคนิค FV ใช้หลักการง่ายๆ คือ เลือกงานชิ้นแรกในลิสต์ขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า “What do I want to do before I do x?” เราอยากทำอะไรก่อนทำงานชิ้นนี้?  แล้วก็ถามซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีงานไหนที่อยากจะทำก่อนอีกแล้ว จากนั้นจึงเริ่มลงมือทำโดย “ทำย้อนหลัง”

ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัดกว่า

สมมติว่าผมมีรายการสิ่งที่ต้องทำอยู่ 10 อย่าง

เขียนบทความ
โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
เช็คอีเมล์
ทำความสะอาดโต๊ะ
เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สแกนเอกสาร
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป

ให้ใส่ “จุด” ข้างหน้างานชิ้นแรกสุด คล้ายๆ กับเป็นสัญลักษณ์ว่าจะเลือกงานชิ้นนี้ขึ้นมาทำ ซึ่งก็คือการเขียนบทความ แล้วถามว่า “เราอยากทำอะไรก่อนเขียนบทความ?”

สมมติว่าก่อนเขียนบทความ ผมอยากสแกนเอกสารก่อน ก็ใส่จุดหน้างานสแกนเอกสาร แล้วถามว่า “เราอยากทำอะไรก่อนสแกนเอกสาร?”

ผมอยากเช็คอีเมล์ก่อนสแกนเอกสาร ก็เลยใส่จุดหน้างานเช็คอีเมล์ แล้วคราวนี้พอถามตัวเองว่าอยากทำอะไรก่อนเช็คอีเมล์มั้ย ก็ไม่มีแล้ว ดังนั้นผมจึงมีลิสต์รายการดังนี้

เขียนบทความ
สแกนเอกสาร
เช็คอีเมล์

พอได้เลือกงานขึ้นมาสามชิ้นอย่างนี้แล้ว ก็ให้ลงมือทำงาน “ย้อนขึ้นไป” นั่นคือ เช็คอีเมล์ สแกนเอกสาร แล้วค่อยเขียนบทความ เมื่อทำแล้วก็ขีดฆ่างานพวกนี้ออกจากลิสต์

อ้อ แล้วบทความผมก็ไม่จำเป็นต้องเขียนจนเสร็จด้วยครับ เพราะหลักของ FV คือขอให้ได้ “ลงมือทำ” งานชิ้นนั้นบ้างก็พอแล้ว สมมติว่าเขียนบทความไปได้ซักสามย่อหน้าแล้วสมองตื้อเขียนต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็แค่เอางานเชียนบทความไปใส่ไว้ด้านท้ายของลิสต์แทน

ตอนนี้ลิสต์งานของผมก็จะหน้าตาเป็นอย่างนี้

โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
ทำความสะอาดโต๊ะ
เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป
เชียนบทความ

จากนั้นก็เริ่มเลือกงานโดยวิธีเดิม คือเลือกงานชิ้นแรกสุดขึ้นมาก่อน แล้วถามว่า ก่อนจะโทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ อยากทำอะไรก่อนรึเปล่า?

ผมอยากทำความสะอาดโต๊ะก่อน (เผื่อจะช่วยให้ทำใจได้) จึงใส่จุดหน้างานทำความสะอาดโต๊ะ และผมก็ไม่มีอะไรในลิสต์นี้ที่อยากทำก่อนทำความสะอาดโต๊ะแล้ว

ดังนั้นลิสต์งานที่ได้คือ

โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
ทำความสะอาดโต๊ะ

แล้วผมก็ทำย้อนศรเหมือนเดิม คือเริ่มจากทำความสะอาดโต๊ะก่อน แล้วค่อยโทร.หาลูกค้า

คราวนี้รายการงานที่ต้องทำก็จะเหลือเท่านี้แล้วครับ

เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป
เชียนบทความ

เราก็ใช้กระบวนการเดิมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ทำงานครบทุกชิ้น (แม้บางชิ้นจะทำได้หน่อยเดียวก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าเราได้ทำแล้ว)

ผมเคยลองใช้เทคนิคนี้แล้ว ก็พบว่ามันทำให้ผมทำงานได้เสร็จเยอะขึ้นจนบางทีก็น่าตกใจเลยทีเดียว

ความเจ๋งของ FV ก็คือมันตอบโจทย์ปัจจัยทั้งสามข้อ

ความเร่งรีบ – ถ้างานไหนมันเร่ง เราก็มักจะเลือกขึ้นมาทำอยู่แล้ว

ความสำคัญ – โดยทั่วไปเรามักจะผัดวันประกันพรุ่ง แต่เทคนิค FV จะบังคับให้เราทำงาน “ชิ้นบนสุด” ด้วยเสมอ ทำให้เราไม่สามารถเลี่ยงงานสำคัญไปโดยปริยาย

ความพร้อม – วิธีการของ FV จะเปิดโอกาสให้เราทำงานที่อยากทำก่อน แล้วจึงค่อยก้าวไปสู่งานที่อยากทำน้อยกว่า วิธีนี้จะช่วยสร้าง momentum ให้กับการทำงานของเราครับ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Mark Forster: The Final Version Newsletter

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วันพรุ่งแสนยุ่ง

20151109_TomorrowBusiest

“Tomorrow is often the busiest day of the week.”

“วันพรุ่งนี้มักจะเป็นวันที่ยุ่งที่สุดในสัปดาห์”

– Spanish proverb

—–

หลังจากหยุดงานมาสองสัปดาห์เต็มๆ เพื่อทำหน้าที่คุณพ่อ พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่ผมกลับไปทำงานเป็นวันแรกแล้ว

ผมใช้แอพมือถือชื่อว่า Any.Do เอาไว้จดสิ่งที่ต้องทำ และทุกๆ 9 โมงเช้ามันจะเตือนว่าเรามีงานค้างอยู่ในคิวกี่ชิ้น (งานในที่นี้หมายรวมถึงเรื่องส่วนตัวเช่นเรื่องซื้อของหรือโทร.หาคนโน้นคนนี้ด้วยนะครับ)

แต่ช่วงที่หยุดงานไป ผมแทบไม่ยอมดู Any.Do เลย พอมีงานไหนเตือนขึ้นมาว่าควรจะทำได้แล้วนะ ผมก็จะ snooze ไปอีกสามชั่วโมงหรือ snooze เอาไว้ทำวันถัดไปเสมอ จนตอนนี้มี task ที่คั่งค้างอยู่ในลิสต์ประมาณ 20 ชิ้นแล้ว

ครับ งานอะไรที่เรายังไม่อยากทำและยังไม่ถูกบังคับให้ทำ เราก็มักจะ “ผลัก” มันออกไปสู่วัน “พรุ่งนี้” เสมอ

งานส่วนใหญ่จึงไปกองที่วันพรุ่งนี้

และพอวันพรุ่งนี้มาถึง เราก็จะผลักมันไปสู่วันถัดไปอีก

ผลักไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเดดไลน์แล้วนั่นแหละ เราถึงจะยอมลงมือทำ

กลับไปทำงานคราวนี้ คงต้องฝึกจิตใจให้เข้มแข็งขึ้น

อะไรที่ควรทำวันนี้ก็ทำมันซะ แม้จะยังไม่ถึงเส้นตายก็เถอะ

ไม่อย่างนั้น “พรุ่งนี้” ที่ไม่มีวันมาถึง ก็จะเป็นผู้รับกรรมเรื่อยไป

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่