5 ข้อคิดเพื่อความสุขในการทำงาน

20151113_5rules

วันนี้ผมได้ฟัง TED Talk ตอนหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คนที่มาพูดเป็นศิลปินและนักแต่งเพลงนาม Stephen Kellogg ผมเองยอมรับว่าไม่เคยได้ยินชื่อคนๆ นี้ แต่พอเข้าไปดูประวัติก็รู้ว่าออกอัลบั้มมาแล้วกว่า 8 อัลบั้มและตัวสตีเฟ่นเองก็บอกว่าเล่นคอนเสิร์ตมาแล้วกว่า 1300 คอนเสิร์ต

สตีเฟ่นบอกว่า ตอนเด็กๆ เขาโปรดปรานบอง โจวี่ (Bon Jovi) มาก โตขึ้นอยากเป็นนักดนตรีร็อค จะได้มีเงินและสาวๆ รายล้อม แต่พอเรียนจบออกมา นอกจากเขาจะไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพแล้ว เขายังต้องทำงานเพื่อแลกค่าแรงเพียงน้อยนิดอีกต่างหาก

ก่อนขึ้นเวที สตีเฟ่นได้อ่านบทความในนิตยสาร Forbes ซึ่งระบุว่า ในอเมริกามีคนเพียง 19% เท่านั้นที่พอใจกับงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นตัวเลขที่ต่ำจนน่ากลัวเลยทีเดียว

สตีเฟ่นก็เลยมาแชร์เทคนิค 5 ข้อที่เขาได้ลองใช้แล้วเห็นผลครับ

1.รู้ว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร – Know why you’re working
ตอนอายุ 16 ปี สตีเฟ่นเพิ่งเริ่มคบกับแฟนสาวที่โรงเรียน และเริ่มหาลำไพ่พิเศษด้วยการทำงานเป็นลูกจ้างในร้านขายยา คอยต้อนรับลูกค้า จัดยาใส่เชลฟ์ ทำความสะอาดห้องน้ำ ฯลฯ ไม่ใช่งานที่ท้าทายอะไรนัก

วันหนึ่งตอนสตีเฟ่นอยู่บ้าน แม่ก็เดินเข้ามาในห้อง ชูบิลค่าโทรศัพท์และบอกกับสตีเฟ่นว่า ถ้ายังอยากจะคบกับเด็กผู้หญิงคนนี้ต่อ ลูกก็จะต้องช่วยแม่ออกค่าโทรศัพท์นะ (สมัยเมื่อ 20 ปีที่แล้วเวลาจะคุยกับใครต้องใช้โทรศัพท์บ้านเป็นหลัก เดาว่าแฟนของสตีเฟ่นคงจะอยู่ต่างเมือง ทำให้ต้องเสียค่าโทรศัพท์ทางไกล )

ณ ตอนนั้นสตีเฟ่นก็คิดได้ว่า ถ้าอยากจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ เขาก็ต้องมีเงินจ่ายค่าโทรศัพท์ ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเป็นเด็กประจำร้านขายยาที่กระตือรือล้นมากกว่าเดิม เพราะเขารู้แล้วว่าเขาทำงานไปเพื่ออะไร

2.การได้อยู่ที่ตีนบันไดที่เราอยากปีนนั้นดีกว่าการไปอยู่ที่หัวบันไดที่เราไม่ได้อยากปีน – It’s better to be at the bottom of a ladder you want to climb, than the top of one you don’t.
ตอนที่สตีเฟ่นอายุได้ 19 ปี เขาทำงานขายโฆษณาให้กับนิตยสาร และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย แต่มาวันหนึ่งสตีเฟ่นก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้ลองมาเล่นดนตรีที่ร้านสเต๊กแถวบ้าน เจ้าของบอกสตีเฟ่นว่าจะให้เล่น 4 ชั่วโมง แถมตอนขึ้นเวทีสตีเฟ่นยังต้องใส่เสื้อเชิ๊ตเชยๆ ที่มีโลโก้ร้านแปะอยู่บนเสื้อด้วย ส่วนค่าจ้างนั้นต่ำมากเพราะเจ้าของอ้างว่าสตีเฟ่นจะได้กินอาหารฟรี

แต่พอจบคืนแรกของการเล่นดนตรีที่ร้านนั้น สตีเฟ่นก็ได้คำตอบว่า นี่คือบันไดที่เขาอยากจะปีน แม้จะรู้ตัวว่านี่คือตีนบันไดก็ไม่เป็นไร

3. หญ้าข้างบ้านนั้นจะดูเขียวกว่าเสมอ -The grass is always going to look greener.
หนี่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เราไร้ความสุขกับการทำงานก็คือการมองไปที่คนอื่นและอิจฉาคนเหล่านั้น แต่สตีเฟ่นเชื่อว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร มันก็มีความทุกข์ที่ทุกคนต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายที่เรื่องมากและไม่ค่อยเข้าใจ หรือเพื่อนร่วมงานที่น่ารำคาญหรือสไตล์การทำงานไม่ตรงกับเรา ไม่ว่าคุณจะอยู่ตำแหน่งสูงหรือต่ำแค่ไหน ปัญหาเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้นกับคุณแน่ๆ ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ว่าหญ้าบ้านอื่นมันไม่ได้เขียวกว่าหรอก เราก็น่าจะเลิกอิจฉาคนอื่นและเห็นข้อดีของงานตัวเองได้บ้าง

4. มองให้ออกว่างานของเราสร้างผลกระทบทางบวกอย่างไรบ้าง – Understand the positive effects of your work
สตีเฟ่นชอบกินพิซซ่ามาก เขาจึงรู้สึกขอบคุณเด็กส่งพิซซ่าอยู่เสมอ เพราะเด็กคนนี้ส่งความสุขให้เขาด้วยการนำอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกมาเสิร์ฟถึงหน้าประตู

และสตีเฟ่นก็อัศจรรย์ใจกับนักบัญชีที่สามารถจัดการเอกสารของเขามากมายเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่โดนเก็บภาษีย้อนหลัง แถมบางทียังได้เงินคืนภาษีอีกด้วย

สมัยเป็นนักดนตรีมืออาชีพใหม่ๆ สตีเฟ่นกำลังหวังที่จะสร้างชื่อตัวเองให้โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ อยากเล่นคอนเสิร์ตที่ใหญ่ขึ้น ขายตั๋วราคาแพงขึ้น ฯลฯ

วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อให้ไปเล่นดนตรีที่โรงพยาบาล มีเด็กป่วยสิบกว่าคนมานั่งฟัง รวมไปถึงผู้ปกครองและพยาบาล นี่อาจจะเป็นคอนเสิร์ตที่เล็กที่สุดในรอบหลายปีของเขาเลยก็ได้

แล้วสตีเฟ่นก็พบกับความจริงว่า ทักษะทางดนตรีของเขาที่ฝึกฝนมาหลายสิบปี สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่กำลังทุกข์กายและทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสได้

และจากนั้นมาทัศนคติต่อการแสดงคอนเสิร์ตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

5. จงซื่อสัตย์ต่อคุณค่าที่เรายึดถือ – Maintain your integrity and core values.
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สตีเฟ่นคิดว่าอยากจะมีเพลงฮิตติดตลาดออกมาซักเพลง เขาจึงบินไปที่ลอสแองเจลิสเพื่อให้นักแต่งเพลงมืออาชีพช่วยแต่งเพลงให้ โดยหวังจะให้เพลงอารมณ์เดียวกับเพลงของ Paul Simon นักร้อง-นักแต่งเพลงของวง Simon & Garfunkel วงดนตรีที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยเดียวกับ The Beatles

พอเปิดตัวเพลงนั้นออกมา แฟนเพลงก็บอกกับสตีเฟ่นว่า “เฮ้ย เพลงยูเหมือนเพลงของพอลไซม่อนเลยนี่”

แล้ววันหนึ่งลูกสาววัย 4 ขวบก็เดินเข้ามาในห้องของสตีเฟ่นแล้วพูดว่า “เพลงของพอลไซม่อนเหมือนเพลงของพ่อเลยนะคะ”

และนั่นคือวันที่สตีเฟ่นรู้ตัวว่า เขามาถึได้งจุดต่ำสุดในชีวิตนักดนตรีแล้ว (The lowest point in my career)

แต่ข้อดีก็คือเขายังสามารถแก้ตัวได้ สตีเฟ่นตัดสินใจถอนเพลงนั้นออกจากสถานีวิทยุ เอาเพลงมาเขียนและเรียบเรียงใหม่ 100% เพื่อให้มันเป็นเพลงของเขาอย่างแท้จริง รวมทั้งขอโทษแฟนเพลงที่ทำให้ผิดหวัง

และวันที่เขาตกลงสู่จุดต่ำสุดก็นำมาซึ่งวันที่เขาภูมิใจที่สุดเช่นกัน เพราะจากนี้ไปเขารู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร และจะนำพาดนตรีของเขาไปในทิศทางไหน

สตีเฟ่นสรุปสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อด้วยประโยคนี้

“If I know why I’m working, if I climb ladders worth climbing, if I don’t spend all my time dreaming that the grass is greener on the other side, if I can understand the positive impacts of my work, and if I can keep my soul intact in the process, I’m going to get more out of my job.”

“ถ้าผมรู้ว่าผมจะทำงานไปเพื่ออะไร ถ้าผมได้ปีนบันไดที่ผมอยากจะปีน ถ้าผมไม่มัวเสียเวลาฝันถึงหญ้าที่เขียวกว่าของบ้านอื่น ถ้าผมเข้าใจว่างานของผมสร้างประโยชน์ให้กับใครบ้าง และถ้าผมรักษาจิตวิญญานของผมเอาไว้ได้ ผมก็จะได้อะไรอีกมากมายจากงานที่ผมทำ”

พูดเสร็จสตีเฟ่นก็หยิบกีต้าร์โปร่งขึ้นมาเล่นเพลง “Satisfied Man” เพื่อเป็นการปิดฉากการพูดครั้งนี้ ลองตามไปฟังกันได้เต็มๆ ในลิงค์ยูทูบด้านล่างครับ

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube: I Can’t Get No (Job) Satisfaction: Stephen Kellogg at TEDxConcordiaUPortland

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ฝรั่งเศสออกกฎหมายห้ามติดต่อพนักงานนอกเวลางาน

20161106_french_law

วันนี้มีข่าวจากเว็บ True Activist มาฝากครับ

ฝรั่งเศสเพิ่งออกกฎหมายเพื่อมอบ “สิทธิ์ที่จะไม่โดนติดต่อ” (right to disconnect) ให้พนักงานในองค์กรที่ขนาดใหญ่กว่า 50 คน

ผมเชื่อว่าคนทำงานส่วนใหญ่ต้องเคยเจอสถานาการณ์ที่ “ไม่อาจหยุดทำงานได้แม้จะกลับถึงบ้านแล้วก็ตาม”

การมาถึงของอินเตอร์เน็ต แล็ปท็อป และสมาร์ทโฟน ได้ทำให้หลายๆ องค์กรคิดว่าการให้พนักงานทำงานนอกเวลากลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นตอนดึกๆ ดื่นๆ หรือวันเสาร์อาทิตย์ที่เราควรได้นอนตีพุง เราก็ไม่สามารถวิ่งหนีอีเมล์หรือเมสเสจจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าเราได้

นายเบอนัวท์ อามง (Benoit Hamon) ส.ส.คนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า

“งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าคนทำงานยุคนี้ต้องพบเจอกับความเครียดมากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา และความเครียดนี้ก็เกิดขึ้นตลอดเวลาด้วย แม้ว่าร่างกายของพนักงานจะไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิศแล้ว แต่ใจก็ยังคงกังวลเรื่องงาน พวกเขาเหมือนถูกล่ามด้วยโซ่อิเลคโทรนิคส์ (electronic leash) ไม่ต่างอะไรจากสุนัข ทั้งอีเมล์ ทั้ง sms ได้เข้ามายึดครองพื้นที่ส่วนตัวจนคนทำงานแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว”

แม้ว่ากฎหมายใหม่ฉบับนี้ยังไม่ได้มีบทลงโทษองค์กรที่ยังคงรบกวนพนักงานนอกเวลา แต่มันก็บังคับให้องค์กรเหล่านี้ต้องระบุใน “มารยาทการปฏิบัติงาน” (Charters of Good Conduct) อย่างชัดเจนว่าช่วงเวลาไหนบ้างที่องค์กรจะต้องไม่ติดต่อพนักงาน

ผมเดาว่าฝรั่งเศสน่าจะเป็นที่แรกที่ออกกฎหมายแบบนี้ออกมา

และผมก็เชื่อว่ามันจะไม่ใช่ที่สุดท้ายครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก True Activist: New French Law makes it illegal to contact employees after work hours

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เคล็ดลับการทำงาน: จิบน้ำก่อนปากแห้ง

20161110_drymouth

สมัยเด็กๆ เวลาดูการ์ตูนโดราเอมอนภาคพิเศษ ถ้าพวกโดราเอมอนต้องเดินทางไกลด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่ โดราเอมอนจะเป็นคนคอยคุมจังหวะว่า ควรจะพักตอนไหน

เพราะถ้าบินยาวๆ โดยไม่พักเลย คอปเตอร์ไม้ไผ่จะแบตหมดเร็ว

ตอนนั้นผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าการหยุดพักบ่อยๆ มันทำให้ใช้แบตได้ยาวนานขึ้นยังไง


คนที่ติดตามบล็อกของผมมาซักพัก อาจจะเคยได้อ่านตอนที่ผมเล่าถึงการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกของผม ที่กว่าจะวิ่งเข้าเส้นชัยได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ

หนึ่งในคำแนะนำที่มีประโยชน์ต่อการวิ่งคราวนั้นของผมอย่างมาก มาจากรุ่นน้องที่ชื่อพีธซึ่งวิ่งแทบจะเป็นอาชีพไปแล้ว

ตอนที่ผมซ้อมวิ่งในหมู่บ้าน ผมมักจะซ้อมวิ่งรวดเดียวจบแล้วค่อยกลับมาดื่มน้ำที่บ้าน ผมเลยถามพีธว่า ตอนวิ่งแข่ง ควรจะวิ่งไปไกลๆ ก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำ หรือควรจิบน้ำตามสเตชั่นที่มีทุกสองกิโลเมตร

พีธรีบบอกผมทันทีว่า “จิบไปเรื่อยๆ เลยพี่ อย่าปล่อยให้ปากแห้ง”

เรื่องนี้สำคัญต่อการวิ่งอย่างมาก เพราะถ้าปล่อยให้ปากแห้ง ก็แสดงว่าร่างกายของเราเริ่มขาดน้ำแล้ว

ถ้าไม่ได้คำแนะนี้ ผมอาจจะวิ่งไม่ครบ 21 กิโลก็ได้


ผมเคยอ่านเจอมาว่า ถ้าเรามาทำงานแล้วรู้สึกว่าตอนบ่ายแก่ๆ ไม่เหลือเรี่ยวแรง หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนี้ก็คือการลุยงานแบบไม่หยุดหย่อนในช่วงเช้า

ดังนั้น ถ้าอยากจะมีแรงทำงานได้ตลอดวัน เราจึงต้องคอยเตือนตัวเองเสมอๆ ว่าให้หยุดพักบ่อยๆ แม้ว่าเราจะยังไม่เหนื่อยก็ตาม

โดยเราอาจจะใช้เทคนิค Pomodoro ที่ทำงาน 25 นาที่ และหยุดพัก 5 นาที เป็นต้น


หยุดพักก่อนที่จะล้า

จิบน้ำก่อนที่ปากจะแห้ง

หยุดบินก่อนที่แบตจะหมด

ถนอมร่างกายของเราไว้ จะได้มีแรงทำงานได้อย่างตลอดรอดฝั่งครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ชีวิตเกินร้อย

20160911_150

ทำงานมา 22 ปี เจอสัจธรรมอะไรในการทำงานหรือในชีวิตของคนทำธุรกิจนี้ไหม
คุณเมฆ: สิ่งที่จะเทียบเท่ากับสัจธรรมในชีวิตเลยก็คือ การที่เราพบว่าไม่มีอะไรที่ทำได้ 100% จริงๆ โดยเฉพาะสำหรับงานประเภทนี้ คือคุณต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่างานอีเวนต์หรืองานครีเอทีฟนี่จะได้ให้ได้ 100% มันไม่มีหรอก มันต้องมีปัจจัยอะไรสักอย่างที่ทำให้ไอเดียของเราไปไม่สุดเสมอ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นระหว่างทางทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ทำใจไว้ว่า เอาสัก 80-90% นี่แหละ โอเคแล้ว ก็ถือว่าสุดๆ แล้วสำหรับงานประเภทนี้

แล้วไม่เสียดายหรือที่ไม่ได้  100%
คุณเมฆ: ไม่เสียดาย เพราะ 80-90% ของเรามันคือ 150% ของคนอื่น สแตนดาร์ดของเราอยู่ตรงนี้ เพราะเวลาเราตั้งเป้ามันคือ 200% ถ้าถูกลดลงมาเราก็ยังเกิน 100% อยู่

– เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

a day BULLETIN issue 200, 18-24 May 2012
สัมภาษณ์: วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, อาทิตย อาศิรวาท
ถ่ายภาพ: กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

อ่านคำพูดนี้แล้วก็ทำให้ผมได้นั่งนึกถึงความแตกต่างระหว่างชีวิตวัยเรียนและวัยทำงาน

ตอนเราเป็นนักเรียน พ่อแม่จ่ายตังค์ให้เราได้ไปเรียน

ตอนเราทำงาน บริษัทจ่ายตังค์ให้เราได้ไปเรียน

ตอนเราเป็นนักเรียน อาจารย์จะสอนบทเรียนก่อน แล้วให้เราทำข้อสอบทีหลัง

ตอนเราทำงาน เรามักต้องทำข้อสอบก่อน แล้วถึงจะได้บทเรียนทีหลัง

ตอนเราเป็นนักเรียน ทุกคนจะได้ข้อสอบเหมือนกันหมด และนักเรียนที่เรียนเก่งมากๆ ก็จะทำได้ 100 คะแนนเต็ม

ตอนเราทำงาน แต่ละคนจะได้ข้อสอบแตกต่างกันไป และคนที่ทำงานเก่งมากๆ จะนิยาม “100 คะแนนเต็ม” ของตนเองแตกต่างจากคนอื่น

การตั้งมาตรฐานให้สูง จน 100% ของเราเท่ากับ 200% ของคนอื่นนั้นย่อมทำให้เราเหนื่อยกว่าแน่นอน

แต่มันก็เป็นทางเดียวที่จะช่วยให้เราได้เติบโตในหน้าที่การงาน

ที่สำคัญกว่านั้น การตั้งมาตรฐานให้สูง จะทำให้ทำงานสนุกขึ้นเยอะ เพราะเราจะได้ใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของเราอย่างเต็มที่

แต่แม้ว่าเราจะทำเต็มที่แล้ว ก็ต้องเผื่อใจไว้ก่อนเลยว่ามันจะไม่ออกมาเพอร์เฟ็กต์หรอก เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจเรา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยอีกร้อยพันที่เราคุมไม่ได้

ใช้ชีวิตเกินร้อยให้เป็นนิสัย และปล่อยวางกับผลลัพธ์

จะได้ทั้ง สุข สนุก และ สำเร็จครับ


ขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก a day BULLETIN issue 200, 18-24 May 2012

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เมื่อยอมรับได้ว่าลูกน้องเก่งกว่าเรา

20160901_betterthanme

เมื่อนั้นเราจะเหนื่อยน้อยลงเยอะเลย

คุณปาล์มเป็นหนึ่งในคนที่ตามอ่านบล็อกของผมมาซักพักแล้ว เคยมาขออนุญาตเอาบล็อกของผมตอน 10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มีไปช่วยเผยแพร่ในสื่อที่เขาดูแลอยู่ด้วย

เมื่อวานมีโอกาสได้คุยกับคุณปาล์มทางเฟซบุ๊ค ก็เจอประโยคโดนใจเมื่อคุณปาล์มบอกผมว่า

ตอนนี้ ผมมีลูกน้องที่เก่งกว่าผมทำงานให้ครับ

ตอนนี้ ผมป่วย หรือหายไปไหน งานก็ยัง flow ไปสบายๆ ครับ

มันทำให้ผมนึกถึงช่วงปี 2005-2007 ที่ตัวเองเคยทำงานเป็นซัพพอร์ต ดูแลซอฟท์แวร์ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า DTS

มีเคสเคสหนึ่งที่ลูกค้าส่งเข้ามาว่าข้อมูลบางอย่างของ DTS นั้นผิด เพราะค่ามันเป็นเลขติดลบ

ผมใช้เวลาอยู่พอสมควรก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ โชคดีที่ปัญหานี้ไม่สำคัญนัก ลูกค้าจึงไม่ได้ตามจิกเท่าไหร่

พอกลางปี 2007 ผมได้โปรโมตเป็นหัวหน้าทีม ผมจึงรับพนักงานมาใหม่หนึ่งคนชื่อเอก* เพื่อมาช่วยดู DTS ด้วยอีกแรง

ช่วงเดือนแรกผมก็ให้เอกเริ่มรับเคส DTS ที่เข้ามาใหม่ แต่เคส DTS ที่ข้อมูลติดลบนั้นผมก็ยังถือไว้อยู่

จนเข้าเดือนที่สองแล้วนั่นแหละ ผมก็รู้สึกว่าเคสตัวเลขติดลบนี้ยังไปไม่ถึงไหนซักที ก็เลยถามเอกว่าอยากจะลองเอาเคสนี้ไปแก้ดูมั้ย

ปรากฎว่า ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเอกก็พบต้นตอของปัญหา

ณ จุดนั้นผมรู้เลยว่าตอนนี้เอกเก่ง DTS กว่าผมแล้ว

อารมณ์แรกคือจ๋อยเล็กน้อย ที่คนอยู่มาสองเดือนสามารถแก้เคสที่คนอยู่มาสองปีทำไม่ได้

แต่อารมณ์ที่ตามมาก็คือรู้สึกโล่งอก

โล่งอกที่รู้ตัวว่า จากนี้ไปสามารถปล่อยเคส DTS ให้เอกดูแลได้เลย ผมจะได้เอาเวลามาใส่ใจกับการทำทีม


การเป็นหัวหน้านี่มันก็ยากเหมือนกัน

เพราะหัวหน้ามักจะถูกโปรโมตจากคนที่ทำงานดี

พอขึ้นมาดูแลทีม บางครั้งเราก็ยังเผลอที่จะลงไปลุยงานเดิมๆ เพราะมันสนุกดี ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุให้เราเหนื่อยเป็นสองเท่า เพราะงานเดิมก็ต้องทำ แถมยังต้องมาดูแลลูกน้องอีก จนแทบจะไม่มีเวลามานั่งดูภาพใหญ่เลยว่า จะทำยังไงให้ทีมมีประสิทธิภาพสูงสุด

คงเป็นการดีกว่าที่จะวางอีโก้ตัวเองลง ยอมทำงานที่ตัวเองยังไม่เก่งอย่างการดูแลทีม และยอมปล่อยงานเดิมของเราให้ลูกทีมได้ลองทำดู

และแม้ว่าเขาจะผิดพลาดบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ถือซะว่ามันคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น

ผมเชื่อว่าจุดมุ่งหมายที่หัวหน้าทุกคนควรมุ่งไป คือการทำให้ทีมอยู่ได้โดยไม่มีเรา

และขั้นตอนแรกสำหรับการบรรลุเป้าหมายนี้ คือการยอมรับให้ได้เสียก่อนว่า วันหนึ่งลูกน้องในทีมทุกคนจะเก่งกว่าเรา อย่างน้อยก็ในบางเรื่อง

เมื่อไหร่ที่ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เมื่อนั้นเราถึงจะเริ่มเป็นหัวหน้าที่ดีได้ครับ


* คนละคนกับเอกที่คิดวิธีการทำให้พวกเราพูดภาษาอังกฤษในที่ทำงานนะครับ

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก LifeOfPix.com