เทคนิคถังน้ำมันในทะเลทราย

20170225_barrel

วันนี้จะมาแชร์เทคนิคหนึ่งที่ Brian Tracy เคยพูดถึงในหนังสือ Eat That Frog ครับ

เทรซี่เคยต้องขับรถข้ามทะเลทรายซาฮาร่า ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เส้นทางที่เทรซี่ขับผ่านนั้นมีระยะทางถึง 800 กิโลเมตร หรือพอๆ กับกรุงเทพ-เชียงราย

ความยากของการขับรถข้ามทะเลทรายคือความเวิ้งว้างว่างเปล่าสุดลูกหูลูกตา ไม่มีร้านค้า ไม่มีที่ให้แวะเติมน้ำมัน ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร มองไปทางไหนก็มีแต่ทราย ทราย และทราย

มีคนถึง 1300 คนที่เคยขับผ่านเส้นทางนี้แล้วหลงทางกลับออกมาไม่ได้ จนสูญหายและหาตัว(ศพ)ไม่เจอ

เพื่อแก้ปัญหา กองทัพฝรั่งเศส (ซึ่งเคยยึดครองพื้นที่นี้) จึงเอาถังน้ำมันขนาด 55 แกลลอนมาตั้ง เพื่อเอาไว้บอกเส้นทาง โดยแต่ละถังจะอยู่ห่างกัน 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกลพอดู แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าที่ตาเนื้อจะมองเห็น และไม่ไกลจนความโค้งของโลกจะบดบังความสูงของถังน้ำมันเสียหมด

ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เทรซี่จะเห็นถังน้ำมันเพียงสองถังเท่านั้น คือถังที่เขาเพิ่งขับผ่านมา และถังถัดไป

แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาขับรถข้ามทะเลทรายระยะทาง 800 กิโลเมตรได้อย่างปลอดภัย

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน

เวลาเราจะลงมือทำอะไรที่ยิ่งใหญ่หรือต้องใช้เวลานานๆ เราไม่รู้หรอกว่าระหว่างทางจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

แต่อย่างน้อยเราก็พอคิดได้ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไป (next step) คืออะไร

หน้าที่ของเราคือการมุ่งไปสู่ถังใบต่อไป และเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เราก็จะเห็นเองว่า ถังที่อยู่ถัดจากนั้นวางอยู่ตรงไหน

การทำงานก็เช่นกัน

ถ้าเนื้องานมันเยอะจนเราเห็นแล้วก็ท้อ ก็จงซอยย่อยงานชิ้นนั้นลง ให้งานแต่ละชิ้นเป็นหมุดหมายเหมือนดังถังน้ำมัน

เมื่อเราวางถังน้ำมันตามรายทางในระยะทางที่เหมาะสม และใช้พลังและสมาธิไปกับการมุ่งสู่ถังน้ำมันถังถัดไป

เราย่อมจะข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ได้แน่นอน


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Eat That Frog by Brian Tracy

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็ก

20170221_burnout

นานๆ ผมถึงจะจั่วหัวแบบกระทู้ล่อเป้าอย่างนี้ซะที

เพราะอยากให้พวกเราได้อ่านเรื่องนี้กันเยอะๆ ครับ

ผมเคยตั้งคำถามไว้ในบทความ เหนื่อยจนแทบขาดใจ ดีกว่าเฉื่อยจนเฉาตาย ว่า burnout นี่มันมีอยู่จริงรึเปล่า

นิยามของ Burnout ที่เราเคยได้ยินกันมาคือการทำงานหนักและไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการสมองไม่แล่น นอนไม่หลับและหมดไฟที่จะทำงาน

แต่ผมเพิ่งอ่านหนังสือ How Google Works จบ และพบทฤษฎีที่น่าสนใจจากอดีตผู้บริหารหญิงของกูเกิ้ลนาม Marissa Meyer* ว่า burnout ไม่มีอยู่จริง หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน

ผมเลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติมและเจอบทความที่เธอเคยเขียนลง Bloomberg และบทความที่มีคนเขียนถึงเธอลง Inc.com

เมเยอร์บอกว่าเธอไม่เชื่อเรื่อง burnout เพราะเธอเห็นคนมากมายที่ทำงานหนักติดต่อกันหลายสิบปีอย่างไอน์สไตน์หรือเชอร์ชิล (อดีตนายกฯอังกฤษ) ก็ไม่เห็นจะ burnout กันซักหน่อย

เมเยอร์บอกว่า burnout นั้นแท้จริงแล้วคือ resentment หรือความไม่พอใจ/ความขุ่นเคือง ที่เราไม่ได้ทำในสิ่งที่สำคัญกับเราต่างหาก

เราต้องรู้ว่า Rhythm หรือจังหวะชีวิตของเราเป็นยังไง กิจกรรมใดบ้างที่มีความหมายและหากเราไม่ได้ทำเราจะรู้สึกโกรธเคืองงานประจำที่มาขโมยเวลาสำหรับกิจกรรมเหล่านั้นไป

เมเยอร์ยกตัวอย่างสองเรื่อง เรื่องแรกคือเด็กจบใหม่ชื่อนาธาน (แต่ไม่ได้นามสกุลโอมาน) เมเยอร์เห็นแล้วว่าเด็กคนนี้เริ่มแสดงอาการ burnout เธอเลยถามนาธานว่าริธึ่มของเขาคืออะไร แล้วเขาก็คิดได้ว่าเขาชอบการกินข้าวเย็นคืนวันอังคารกับเพื่อนๆ ที่เรียนจบมาด้วยกัน ถ้าอังคารไหนเขาไม่ได้ไปกินข้าวกับเพื่อนกลุ่มนี้ เวลาที่เหลือในสัปดาห์เขาก็จะรู้สึกว่า “ขนาดกินข้าวกับเพื่อนวันอังคารยังยุ่งจนไม่ได้ไปเลย งั้นคืนนี้ก็ทำงานดึกต่อไปแล้วกัน ” เมเยอร์ก็รู้แล้วว่าจากนี้ไปนาธานควรจะจัดเวลาใหม่เพื่อให้ตัวเองไม่พลาดนัดคืนวันอังคารอีก

อีกตัวอย่างหนึ่งคือเคธี่ คุณแม่ชาวอินเดียซึ่งดูแลทีม Google Finance

เคธี่มีประชุมกับเพื่อนร่วมทีมในต่างประเทศตอนตี 1 เป็นประจำ เมเยอร์เป็นห่วงเคธี่ว่าจะไหวมั้ย แต่เคธี่บอกว่าสบายมากเพราะเธอชอบงานนี้และอยากจะช่วยทีมเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว สิ่งที่เธอไม่ค่อยโอเคคือการประชุมตอนเย็นที่มักจะลากยาวจนทำให้เธอไปดูลูกซ้อมฟุตบอลไม่ทันต่างหาก

เมื่อรู้อย่างนี้ เมเยอร์จึงขีดเส้นชัดเจนว่า ถ้าวันไหนลูกของเคธี่มีซ้อมฟุตบอล เธอจะไม่ยอมให้ใครมารั้งเคธี่ไว้ในที่ประชุม ถ้าถึงเวลาต้องไปแล้ว แม้ว่าเซอร์เก้ บริน (หนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิ้ล) จะยังคุยไม่เสร็จและคาดหวังให้เคธี่ตอบคำถาม เมเยอร์จะตัดบทและบอกว่าเคธี่ต้องออกแล้วเพื่อให้เคธี่ไปทันดูลูกซ้อมฟุตบอล แล้วคืนนั้นค่อยกลับมาตอบคำถามของเซอร์เก้ทางอีเมลแทน

กล่าวโดยสรุปก็คือ burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักจนพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่เกิดจากความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำจนขุ่นเคืองงานที่ตัวเองทำอยู่

หรืออีกนัยหนึ่ง burnout ไม่ใช่อาการทางกายที่ขาดการพักผ่อน แต่เป็นอาการทางใจที่ขาดสิ่งหล่อเลี้ยงต่างหาก

เมเยอร์กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

So find your rhythm, understand what makes you resentful, and protect it. You can’t have everything you want, but you can have the things that really matter to you. And thinking that way empowers you to work really hard for a really long period of time.

หาจังหวะชีวิตของคุณให้เจอ ทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้คุณขุ่นเคืองใจและอย่าให้มันมาทำร้ายจังหวะชีวิตนั้น แม้คุณไม่อาจทำทุกสิ่งที่คุณอยากทำได้ แต่คุณสามารถเลือกทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ กับคุณได้ และเมื่อคุณคิดได้อย่างนี้ คุณจะมีแรงที่จะทำงานหนักได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน

ขออวยพรให้ทุกคนรอดพ้นจาก burnout นะครับ!


*  ปัจจุบัน Marissa Meyer เป็น CEO ของ Yahoo!

ขอบคุณข้อมูลจาก
How Google Works by Eric Schmidt & Jonathan Rosenberg
Bloomberg.com: How to avoid burnout
Inc.com: Burnout is a myth

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

(Updated: June 2018) [ขายของ] หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 วางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ B2S ซีเอ็ด นายอินทร์ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

BookAdvertise

5 ปัจจัยในการสร้างทีมที่ยอดเยี่ยมของ Google

20170102_fivekeys

เราได้ยินกันมานานว่าบริษัทกูเกิ้ลมีแต่คนเก่งๆ เต็มไปหมด

แต่เราก็อาจจะพอจินตนาการได้ว่า การมี Superstars อยู่เต็มทีมเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าทีมนั้นจะทำงานได้ดี

ทีม People Operations* ของกูเกิ้ลจึงทำการศึกษาว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ทีมทีมหนึ่งในกูเกิ้ลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากสัมภาษณ์พนักงานกว่า 200 คนและดูคุณสมบัติของทีมที่มีประสิทธิภาพกว่า 180 ทีม พวกเขาก็ได้ค้นพบว่า ประสิทธิภาพของทีมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีใครอยู่ในทีมบ้าง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนในทีมมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรและมองงานที่ตัวเองทำว่ามีประโยชน์แค่ไหนต่างหาก

ทีม People Ops ได้ข้อสรุปว่า มีปัจจัยหลักๆ อยู่ 5 ข้อที่ทำให้ทีมๆ หนึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าทีมอื่นๆ ในกูเกิ้ล

1.รู้สึกปลอดภัย (Psychological safety) คนในทีมสามารถแสดงความเห็นหรือถามคำถามโดยไม่ต้องกังวลสายตาของเพื่อนร่วมทีม

2.วางใจกันได้ (Dependability) ทุกคนเชื่อมั่นว่าเพื่อนร่วมทีมจะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีและผลิตงานที่มีคุณภาพ

3.มีความชัดเจน (Structure & Clarity) ทั้งในแง่เป้าหมายของทีม บทบาทของแต่ละคน และแผนการปฏิบัติ

4.มีความหมาย  (Meaning of Work) งานที่ทำนั้นมีคุณค่าทางจิตใจของทุกๆ คนในทีม

5.มีนัยยะ (Impact of Work) คนในทีมเชื่อว่างานนี้จะส่งผลประโยชน์ในวงกว้าง

โดยทีมที่วิจัยยังรายงานอีกว่า ปัจจัยข้อแรกหรือความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจนั้นสำคัญที่สุด เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่คนในทีมไม่กล้าถามคำถามหรือแสดงความคิดเห็นบางอย่างเพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่ฉลาดหรือตามคนอื่นไม่ทัน การสร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่เอื้อให้ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นพื้นฐานสำคัญต่อปัจจัยอีกสี่ข้อที่เหลือ

กูเกิ้ลพยายามพัฒนาประสิทธิภาพของทีมผ่านสิ่งที่เรียกว่า gTeams exercise ซึ่งใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการประเมินปัจจัยทั้งห้าข้อ พนักงานกูเกิ้ลถึง 3000 คนใน 300 ทีมได้ลองใช้ gTeam exercise และพบว่าทีมที่หมั่นตรวจเช็คปัจจัยทั้งห้าข้ออยู่เสมอมักจะมีคะแนนที่ดีขึ้น ซึ่งบางเรื่องก็ทำได้ง่ายๆ เช่นการถามคนในทีมในการประชุมประจำสัปดาห์ว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ลองทำอะไรที่เสี่ยงๆ บ้างหรือไม่ (การกล้ายอมรับว่าตัวเองไม่เข้าใจหรือไม่รู้ ก็ถือเป็นเรื่อง “เสี่ยง” ทางจิตใจอย่างนึงแล้ว)

ในบทความไม่ได้ระบุว่า gTeam exercise มีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้ด้วยการนำปัจจัยทั้งห้านี้มาสื่อสารให้กับคนในทีมได้รับรู้ และคุยกันว่าแต่ละข้อเราให้คะแนนกันเท่าไหร่ ถ้าข้อไหนคะแนนไม่ดีแล้วเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Rework: The five keys to a successful Google 

ขอบคุณรูปภาพจาก Flickr: Googleplex by Robble Shade 

* ที่กูเกิ้ลเรียก HR ว่า People Operations เพราะคงไม่ได้มองคนว่าเป็นเพียง “ทรัพยากร”

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ถ้าไม่อยากโดนวิจารณ์เลย

20170102_criticized

ก็อยู่บ้านเฉยๆ ไปแล้วกัน

To avoid criticism, do nothing, say nothing, be nothing.

– Elbert Hubbard


ไม่มีใครในโลกที่ไม่โดนนินทา ขนาดพระพุทธเจ้ายังเลี่ยงคำนินทาไม่พ้น

เมื่อเราทำงาน ย่อมมีผลงาน เมื่อมีผลงาน ย่อมมีคนเห็น เมื่อมีคนเห็น ย่อมมีทั้งคนถูกใจและไม่ถูกใจ

และบางที คนที่ไม่ถูกใจ อาจไม่ใช่เพราะว่างานเราไม่ดี แต่เพราะว่างานของเราไปทำให้เขารู้สึกว่าสถานภาพของตัวเองสั่นคลอน

คำวิจารณ์ที่มาจากกัลยาณมิตรคือของขวัญที่ต้องใช้ทั้งความเมตตาและความกล้า เราจึงควรเปิดใจรับมันมาเพื่อปรับปรุงตัวเอง

ส่วนคำวิจารณ์ที่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น ก็จงมองให้ออก อย่าไปหัวเสียหรือรู้สึกเฟลกับมันนานนัก

ดั่งคำพูดของอ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุลที่ว่า

โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น

โดนวิจารณ์เพราะทำงาน ยังดีกว่าว่างจนมีเวลาไปวิจารณ์คนอื่นนะครับ



Download eBook – เกิดใหม่

3 เคล็ดลับการพักเบรคให้มีประสิทธิภาพ

20161120_break

วันนี้มีบทความดีๆ จากเว็บ 99u.com มาฝากครับ

บทความมีชื่อว่า A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks ซึ่งแนะนำว่าคนที่ทำงานออฟฟิศอย่างพวกเราควรจะพักเบรคอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับคนที่งานยุ่งมากๆ จนแทบไม่มีเวลาพักเบรคเลย ยิ่งจำเป็นต้องอ่านบทความนี้ เพราะมนุษย์เราก็เหมือนรถ ที่ต้องคอยเติมน้ำมันเรื่อยๆ ถ้ามัวแต่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ก็อาจไปไม่ถึงปลายทางนะครับ

Dr. Christian Jarrett ผู้เขียนบทความ ได้แนะนำเคล็ดลับการพักเบรคเอาไว้สามข้อด้วยกัน

1. Fully switch off
2. Take short breaks early and often
3. Get out of the office

มาเจาะดูแต่ละข้อกันดีกว่า

1. เบรคทั้งทีก็ขอให้สมองได้พัก – Fully switch off 

หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) มักจะเบรคด้วยการทำสิ่งที่เราชอบ ซึ่งก็มักไม่พ้นการเช็คเฟซบุ๊ค เข้าเว็บหรือเปิดแม็กกาซีนอ่านโน่นอ่านนี่ให้บันเทิงใจ แต่ผลการวิจัยได้ระบุว่าการพักเบรคจะเติมพลังเราได้จริงก็ต่อเมื่อเราใช้สมองให้น้อยที่สุด

ยกตัวอย่างผลงานวิจัยจาก University of Illinois at Urbana-Champaign และ George Mason University ที่ทำการศึกษาพนักงานออฟฟิศชาวเกาหลีกว่า 100 คน โดยให้แต่ละคนจดไดอารี่เป็นเวลา 10 วัน ว่าช่วงพักเที่ยงนั้นทำอะไรบ้าง และงานตอนบ่ายนั้นมีความกดดันสูงแค่ไหน และสุดท้าย ตอนหมดวันนั้นมีความเหนื่อยระดับเท่าไหร่

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว นักวิจัยก็แบ่งกิจกรรมที่กลุ่มตัวอย่างทำระหว่างพักเที่ยงออกเป็น 4 ประเภทคือ Relaxing เช่นยืดเส้นยืดสาย, Nutrition-based เช่นกินกาแฟ, Social เช่นพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน และ Cognitive เช่นอ่านข่าวบนเว็บไซต์

นักวิจัยพบว่า พนักงานที่รู้สึกว่างานตอนบ่ายไม่กดดันและตอนเย็นยังมีพลังเหลือเฟือ มักจะเป็นคนที่ได้เบรคแบบ Relaxing และแบบ Social เท่านั้น

อีกงานวิจัยหนึ่งจาก Ajou University ในเกาหลีก็พบว่า คนที่เล่นมือถือตอนพักเที่ยงอาจจะรู้สึกว่าตัวเองได้พักผ่อนพอๆ กับคนที่ได้คุยเฮฮากับเพื่อน แต่คนที่เล่นมือถือนั้นจะรู้สึกว่าหมดแรงกว่าในช่วงบ่าย

2. เบรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเบรคบ่อยๆ Take short breaks early and often

ตอนเช้าเรามักจะมีแรงเหลือเฟือ เราจึงมักจะทำงานโดยไม่ค่อยได้หยุดพัก แต่งานวิจัยได้ระบุแล้วว่าการหยุดพักเบรคช่วงเช้านั้นจะมีประโยชน์มากกว่า

Baylor University ได้ทำการศึกษาเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยจำนวน 95 คนเป็นเวลา 5 วันโดยให้จดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรหลังจากได้พักแล้ว

ผลก็คือ คนที่ได้พักเบรคช่วงเช้านั้นจะรู้สึกว่าทั้งกายและใจมีแรงกว่า และถ้าได้พักบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพักนานๆ แค่เพียงสองนาทีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราพลังของเรากลับมาเหมือนเดิม

3. ออกไปนอกออฟฟิศเสียบ้าง – Get out of the office 
คนทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่อาจแทบไม่เคยได้ออกจากตึกเลย เวลาพักเบรคก็อาจจะแค่ได้เดินไปที่โต๊ะเพื่อนหรือที่มุมกาแฟเท่านั้น แต่ถ้าเราอยู่ในออฟฟิศ เราก็ยังต้องคอยระวังว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ทำให้ไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่จริงๆ

การได้ออกไปเดินข้างนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้เจอต้นไม้เขียวๆ บ้าง ก็จะช่วยเพิ่มพลังกายและพลังใจได้เป็นอย่างดีครับ


ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ครบทั้งสามข้อนี้ (โดยเฉพาะข้อสาม) เพราะคนอื่นอาจจะมองว่าเรามีเวลาว่างมากนักหรือไง แต่จริงๆ แล้วการได้พักเบรคทั้งสามข้อนี้จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสเจ็บป่วยก็น้อยลง ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเองและกับบริษัทครับ

ถ้ากลัวว่าทำไปแล้วหัวหน้าจะไม่เข้าใจ ก็ลองส่งบทความนี้ให้เขาอ่านด้วยก็ได้นะครับ

เผื่อหัวหน้าเห็นดีเห็นงามจะได้ชวนมาเป็นแนวร่วม!


ขอบคุณข้อมูลจาก 99U.com: A Science-Backed Guide to Taking Truly Restful Breaks

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com