ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่สร้างคน

Tom Peters ผู้เขียนหนังสือชื่อดังอย่าง In Search of Excellence เคยคุยกับ C-Level ท่านหนึ่งที่ต้องเลือกว่าจะโปรโมตใครระหว่างนาย A กับ นาย B

หลักการของผู้บริหารท่านนี้เรียบง่ายมาก

  1. ดูคนที่เคยเป็นลูกน้องของนาย A และนาย B ว่ามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างไรบ้าง
  2. ดูคนที่เคยเป็น “ลูกน้องของลูกน้อง” นาย A และนาย B ว่ามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างไรบ้าง

การที่คนคนหนึ่งจะเป็นผู้นำที่ไม่ใช่เพียงเพราะเขาครอบครองตำแหน่งอันสูงส่ง แต่เพราะเขาคือคนที่ “ปลูกเมล็ดพันธุ์” ที่จะออกดอกออกผลในกาลข้างหน้า ทั้งในองค์กรปัจจุบันและองค์กรอื่นๆ ที่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะได้ไปงอกงามด้วยในอนาคต

ผู้นำที่ดีคือผู้นำที่สร้างคนครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Song of Significance by Seth Godin

เมื่อเราไม่ไว้ใจใคร เราจะคิดถึงเขาตลอดเวลา

Tobias Lütke ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Shopify บอกว่าความไว้ใจนั้นเป็นเหมือนแบตเตอรี่มือถือ

เมื่อเราเจอใครครั้งแรก ความไว้เนื้อเชื่อใจจะมีค่าประมาณ 50%

หลังจากนั้น ถ้าเขาทำให้เราไว้ใจได้ ด้วยการทำในสิ่งที่พูด ด้วยความสม่ำเสมอ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

กลับกัน ถ้าเขาผิดคำพูดเป็นประจำ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ ลดลงจนอาจเหลือ 15% หรือ 10%

ถ้าแบตเตอรี่มือถือจะหมด เราจะพะวงถึงมันตลอดเวลา เช่นเดียวกับคนที่เราไม่ไว้ใจ ที่เราจะคอยพะวงถึงเขาเช่นกัน

แต่ถ้าแบตเตอรี่มือถือเกือบเต็ม เราจะสบายใจและใช้ชีวิตของเราได้โดยแทบไม่ต้องชำเลืองดูแบตเลย

ดังนั้น เราควรตั้งเป้าเป็นคนที่ไว้ใจได้อย่างน้อยซัก 80%

หากหัวหน้าไว้ใจเราระดับนี้ หากแฟนไว้ใจเราระดับนี้ เราก็จะทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ ไม่โดน micromanage และไม่โดนโทรตามครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Hidden Genius by Polina Marinova Pompliano

คนเป็นผู้นำไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภาว่า เคยให้นิยาม Leadership ว่าคือการ get things done through others and with others – ทำงานให้สำเร็จผ่านคนอื่นและร่วมกับคนอื่น

คนเราพอได้เป็นหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้บริหารแล้ว 90% ของงานเราไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องพึ่งพาผู้อื่นเสมอ โดยเฉพาะลูกทีม

ความฝันของหัวหน้าหลายๆ คนจึงเป็นการมีลูกน้องที่พึ่งพาได้

แต่กว่าจะมีลูกน้องที่พึ่งพาได้ เราก็ต้องเป็นคนที่เขาพึ่งพาได้ก่อน

และสิ่งที่มาก่อนความพึ่งพาได้ คือความเชื่อใจ

หากหัวหน้ากับลูกน้องเชื่อใจกัน อะไรก็ง่าย หากไม่เชื่อใจกัน อะไรก็ยากไปหมด

หัวหน้าบางคนอาจจะมองว่าตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์กับลูกน้อง เพราะเขาไม่ได้มาหาสังคม เขามาที่นี่เพื่อจะ get things done

แต่อย่างที่นิยามกันไปข้างต้น ว่าผู้นำไม่สามารถ get things done ได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ

ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ ความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมากสำหรับการเป็นหัวหน้าที่ดี และสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นหัวหน้าที่ไม่ต้องแบกรับทุกอย่างจนเกินตัว

สำหรับคนที่เป็นผู้นำ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังต้องทำอะไรเองเยอะแยะ ยังไม่สามารถไว้ใจใครได้ ก็คงต้องกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่าเราได้ลงทุนกับความสัมพันธ์กับทีมงานและเพื่อนร่วมงานมากพอหรือยัง

ถ้ารู้ตัว – และยอมรับ – ว่ายังไม่พอ วิธีง่ายๆ ที่ทำได้เลยคือชวนไปดื่มกาแฟ* และนัดคุย 1 on 1 อย่างสม่ำเสมอ

เพราะคนเป็นผู้นำไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้ครับ


* หัวหน้าบางคนอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ดื่มกาแฟ ผมเองก็ไม่ดื่มกาแฟ ก็เลยสั่งอย่างอื่นครับ

พยายามอย่างผ่อนคลาย

เป็นประโยคที่ผมพบในหนังสือ “ดวงตาแห่งชีวิต” ของท่านเขมานันทะ

ผมว่ามันคือการเดินทางสายกลาง

ถ้าไม่พยายามเลย ก็เหยาะแหยะย่อหย่อนเกินไป

แต่ถ้าพยายามด้วยเคร่งเครียด จะเอาให้ได้ ก็ตึงเกินไป

พยายามอย่างผ่อนคลาย คือเต็มที่กับการกระทำ แต่ปล่อยวางกับผลลัพธ์ คือการ “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส”* ไม่ได้คาดคั้นว่าต้องสัมฤทธิ์ผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เพราะเราพร้อมให้เวลาและปัจจัยอื่นๆ ได้ทำหน้าที่ของมัน

ถ้าพูดด้วยภาษา time management การเน้นทำงาน Q2 หรืองานสำคัญแต่(ยัง)ไม่เร่งด่วน จะเปิดทางให้เราพยายามอย่างผ่อนคลายได้

แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลยงาน Q2 นานเกินไป มันจะกลายร่างเป็น Q1 คือทั้งสำคัญและเร่งด่วน ซึ่งไม่เอื้อต่อการพยายามอย่างผ่อนคลายอีกต่อไป

การมีเป้าหมายนั้นดี ความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายนั้นก็ดี แต่เราสามารถเลือกเดินทางไปสู่เป้าหมายได้โดยที่ไม่ต้องโบยตีตนเองครับ


* “ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส” คือชื่อหนังสือเล่มหนึ่งของพระไพศาล วิสาโล

29 ไอเดียจากหนังสือ How to Make Work Not Suck

1.โลกนี้มีคนอยู่ 3 ประเภท คนตลบตะแลง คนที่เชื่อการตลบตะแลงของคนอื่น คนที่เชื่อการตลบตะแลงของตัวเอง จงพยายามเป็นคนประเภทที่สาม

2.ทุกออฟฟิศมีคนเฮงซวยอยู่ประมาณ 8% (เป็นสถิติที่แต่งขึ้นมาเองจากประสบการณ์) เมื่อรู้สิ่งนี้จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับชีวิต ความท้าทายคืออย่าเป็นคนเฮงซวยเสียเอง

3.ถ้าคุณทำสิ่งที่รักแล้วไม่ก้าวหน้าเสียที การหันไปทำสิ่งที่คุณเก่งแทนอาจจะเป็นเรื่องฉลาดกว่า

4.การใช้จ่ายเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะของตัวเองจะไม่มีวันสูญเปล่า

5.สำหรับคนส่วนใหญ่ การตื่นตี 5 เพื่อทำ perfect routine เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปยึดติดว่าต้องตื่นเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอย่างไรต่างหาก

6.การเปรียบเทียบเส้นทางอาชีพของตัวเองกับคนอื่น ก็เหมือนการเปรียบเทียบปูกับวาฬเบลูกา ทั้งคู่อยู่ในทะเล แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง

7.จงใช้เวลา 10% ในแต่ละสัปดาห์สร้างแบรนด์ของตัวเอง เช่นเขียนบทความ ติดต่อเจ้านายเก่า หรือทำอะไรก็ได้ให้ทุกคนรู้ว่าคุณมีตัวตนและมีค่าพอให้เขารู้จัก

8.ถ้าคุณมีอีเมลชื่อฟังดูน่าอายที่สมัครเอาไว้ตอนอายุ 12 คุณต้องเปลี่ยนมันก่อนสมัครงาน

9.จงคิดว่าเวลาเป็นเงินสกุลหนึ่งและใช้ให้คุ้มค่า

10.อย่าเลือกงานด้วยความจนตรอก

11.ถ้าเลือกฟอนต์ไม่ถูก ให้ใช้ Helvetica

12.ตั้งใจให้มาก คาดหวังให้น้อย

13.เงินจะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นจนถึงจุดที่คุณจะไม่ต้องกังวลแต่เรื่องเงิน จากนั้นความสุขก็จะไม่เพิ่มตามจำนวนเงินอีกต่อไป

14.จงถาม เอาให้กระจ่าง แล้วก็ถามอีกรอบ อย่าพยักหน้าและแสร้งทำเป็นว่าคุณเข้าใจทั้งที่ยังไม่เข้าใจ

15.เวลาอยู่บนรถไฟฟ้า ให้เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วลองสังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน คิดในใจว่าเขาเป็นใคร เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร

16.คุณจะยอมแพ้ตั้งแต่อุปสรรคแรกไม่ได้

17.หัวหน้าแย่ๆ มีอยู่เกลื่อนกลาด

18.ครั้งต่อไปที่คุณคิดแง่ลบ ด้อยค่าตัวเอง ให้คิดถึงตู้เกมที่มีตัวตุ่นผุดขึ้นมาจากรู แล้วฟาดมันกลับลงรูไปซะ

19.อย่าทำตัวเป็นแซนด์วิชแฮมเหี่ยวๆ ที่ไร้รสชาติ

20.อย่าบ่นถึงงานเก่า เจ้านายคนก่อน หรือออฟฟิศเดิมในการสัมภาษณ์งาน

21.จงลุกขึ้นสู้อีกครั้งเหมือนนักรบที่ไม่ยอมลงจากหลังม้าจนกว่าจะชนะ แม่ไม่ได้เลี้ยงคุณมาให้เป็นคนขี้แพ้

22.โลกใบนี้มีความสุขง่ายๆ อยู่มากมายและการพักกลางวันก็เป็นหนึ่งในนั้น การกินมื้อกลางวันที่โต๊ะทำงานโดยไม่จำเป็นนับว่าเป็นการไม่เคารพตัวเองและไม่เคารพแซนด์วิช

23.บริษัทที่แทนตัวเองว่า “ครอบครัว” มักกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่

24.อย่าปล่อยให้สิ่งต่างๆ เสร็จเพียงครึ่งๆ กลางๆ การทำสิ่งที่ท้าทายให้เสร็จจะทำให้คุณภูมิใจตัวเองเสมอ

25.เมื่อมีทางเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือเลือกไปเลยสักทางหนึ่ง

26.ตอนนี้ภาพของแวนโก๊ะมีมูลค่าถึง 100 ล้านปอนด์ แม้ตลอดชีวิตเขาจะขายแทบไม่ได้ก็ตาม การถูกปฏิเสธจึงไม่ได้แปลว่าคุณไร้ความสามารถ แค่จังหวะไม่ดีเท่านั้นเอง

27.ฝันให้ใหญ่ วางแผนให้เล็ก

28.อย่ายื่นใบลาออกจนกว่าคุณจะมีแผนสำรอง

29.อย่าจริงจังกับตัวเองมากเกินไป คุณทำพลาด แต่มีใครตายไหม ไม่มีเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็จงเรียนรู้จากความผิดพลาดและก้าวต่อไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เมื่อเส้นทางการทำงานโรยไปด้วยเปลือกทุเรียน (How to Make Work Not Suck) Carina Maggar เขียน สำนักพิมพ์วีเลิร์น