ชั่วโมงหัวแตก

20180430_pieces

ใครเคยได้ยินคำว่า “เบี้ยหัวแตก” บ้างมั้ยครับ?

ผมเพิ่งรู้จักกับคำนี้ก็ตอนเรียนมหาลัยแล้ว เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ที่คนชอบเล่นแชร์เพราะมันได้เงินหลักหมื่น ซึ่งเป็นเงินก้อนไปลงทุนทำอะไรให้งอกเงยได้ ต่างจากเงินหลักร้อย หลักพัน เป็นเบี้ยหัวแตก ที่เอาไปทำอะไรมากไม่ค่อยได้ มันจึงมักถูกจับจ่ายใช้สอยไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต

ผมว่าคอนเซ็ปต์เบี้ยหัวแตกนี่ก็เอามาใช้กับเวลาได้เหมือนกันนะครับ

ถ้าเราสามารถกันเวลาวันละ 1-2 ชั่วโมงเพื่อจดจ่อกับงานใดงานหนึ่งได้ (Cal Newport เรียกมันว่า Deep Work) งานชิ้นนั้นมันจะเป็นการลงทุนที่กลับมาส่งผลดีกับเราในภายหลัง

ยกตัวอย่างที่ผมเขียนบทความซีรี่ส์ Sapiens 20 ตอน ที่แต่ละตอนใช้เวลาเขียนไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง เขียนเสร็จไปเป็นปีแล้วก็ยังมีคนเข้ามาอ่านอยู่ตลอด

แต่ถ้าแต่ละวันเรามีแต่ “ชั่วโมงหัวแตก” เราจะทำงานเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย

ยกตัวอย่างเช่นวันที่เรามีประชุมเยอะๆ ติดๆ กันจนเหลือเวลาว่างนั่งโต๊ะแค่คราวละ 10-15 นาที สิ่งที่เราทำได้คือจับจ่ายมันไปกับการเช็คอีเมลและเล่นเฟซบุ๊ค

ดังนั้น เราควรจะหลีกเลี่ยงชั่วโมงหัวแตกให้มากที่สุด เช่นนัดประชุมแค่ช่วงบ่ายเท่านั้น เพื่อจะได้มีเวลาช่วงเช้าไว้ทำงาน Deep Work

ส่วนถ้าวันไหนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการประชุมเยอะๆ ได้จริงๆ เราก็ควรจะวางแผนว่าจะเอางานไร้สมองขึ้นมาทำให้เสร็จมากที่สุดในวันนี้ เพื่อที่วันอื่นๆ จะได้ไม่ต้องมากังวลกับงานเล็กน้อยเหล่านี้อีก

เบี้ยหัวแตกยังพอเก็บเข้าธนาคารให้กลายเป็นเงินก้อนได้

แต่ชั่วโมงหัวแตกนั้นผ่านแล้วผ่านเลย จึงต้องบริหารให้ดีๆ ครับ

คิดแล้วให้ใจร้อน

20180429_hotheaded

ทำแล้วให้ใจเย็น

คิดแล้วให้ใจร้อน หมายความว่า ถ้าคิดอะไรดีๆ ขึ้นมาได้ เราควรใจร้อนที่จะลงมือทำ

ทำแล้วให้ใจเย็น หมายความว่า เมื่อได้เริ่มลงมือทำแล้ว เราควรทำอย่างใจเย็นๆ ไม่ต้องเร่งรีบ รวมถึงเราควรใจเย็นพอที่จะดูผลลัพธ์

แต่คนจำนวนไม่น้อยทำตรงกันข้าม คือคิดแล้วใจเย็น ทำแล้วใจร้อน

คิดอะไรได้แล้ว จึงยังไม่ลงมือทำซักที รอให้พร้อมก่อน รอให้มีอารมณ์ก่อน รอให้มีเวลาก่อน

ผ่านไปหนึ่งปี เราก็ยังอยู่ที่เดิม

แถมพอถึงคราวที่ลงมือทำแล้ว ก็ใจร้อนอยากเห็นผลไวๆ ด้วย

ออกกำลังกายมาสามวันแล้วทำไมน้ำหนักไม่ลดซักที?

เขียนบล็อกมาห้าตอนแล้ว ทำไมไม่ถึงพันแชร์ซักที?

เปิดเพจมาหนึ่งเดือนแล้วทำไมไม่ถึงหมื่นไลค์ซักที?

ซึ่งธรรมชาติมันไม่ได้ทำงานอย่างนั้น

ของดีทุกอย่างต้องใช้เวลาที่จะออกผล

สิ่งเดียวที่เราร่นระยะเวลาได้จริงๆ คือช่องว่างระหว่างการคิดและลงมือทำครับ

บริหารคนด้วยเทคนิค MBWA

20180418_mbwa

หนังสือ In Search of Excellence ของ Tom Peters พูดถึงเทคนิคการบริหารอย่างหนึ่งที่เรียบง่ายแต่มีประโยชน์มาก

เทคนิคนั้นมีชื่อว่า MBWA – Management by Wandering Around หรือการบริหารคนด้วยการเดินไปเดินมา

ข้อดีของ MBWA มีหลายมิิติ

หนึ่งคือมันทำให้คุณได้คุยกับคนแบบเห็นหน้ามากขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าคุยผ่านจออยู่แล้ว

สองคือคุณมีโอกาสได้เจอคนใหม่ๆ ได้คุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

สามคือคุณได้เห็นว่าในสนามจริงเขาทำงานกันยังไง บรรยากาศในทีมเป็นอย่างไร ใครขยัน ใครที่ดูก็รู้ว่าไม่ค่อยทำงานเท่าไหร่

สี่คือมันเอื้อให้เกิดความคิดหรือไอเดียใหม่ๆ เมื่อความคิดของคุณและของลูกทีมมาผสมกันแบบฉับพลันโดยไม่ตั้งใจ (spontaneous)

ห้าคือมันแสดงว่าคุณใส่ใจความเป็นอยู่ของลูกน้อง

หกคือคุณได้เดินยืดเส้นยืดสาย

เจ็ด แปด เก้า ถ้าคิดจะเขียนผมคงเขียนไปได้เรื่อยๆ

เอาเป็นว่า หัวหน้าคนไหนที่ชอบขดตัวอยู่หลังจอคอม ลองใช้ MBWA ดูนะครับ ชีวิตการทำงานของคุณน่าจะสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่มากก็น้อย

ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นหัวหน้า ไม่ได้เป็นผู้บริหาร ก็มีสิทธิ์ใช้ MBWA ได้เหมือนกัน เพราะข้อดีที่กล่าวมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริหารซักหน่อย

อย่างน้อยที่สุดก็คิดซะว่าเราได้ซ้อมไว้ก่อน เวลาขึ้นเป็นผู้บริหารจะได้ใช้เทคนิคนี้ได้คล่องครับ

7 วิธีดูว่าสไลด์เราดีพอรึยัง

20180331_7slides

การทำสไลด์เพื่อการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น Powerpoint หรือ Keynote คืองานที่คนทำงานเกือบทุกคนต้องได้ทำกัน

อย่างที่ผมเคยเขียนไปว่าเราพรีเซ้นต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง เปลี่ยนจากคนไม่รู้ให้กลายเป็นรู้ เปลี่ยนจากคนที่ไม่สนใจให้กลายเป็นสนใจ เปลี่ยนจากคนตั้งแง่ให้กลายมาเป็นพวกเดียวกับเรา

ดังนั้น เมื่อเราทำสไลด์เสร็จแล้ว เราควรตรวจทานให้ดีว่าสไลด์ของเรานั้นดีเท่าที่มันควรจะเป็นรึยัง โดยผมมีวิธีที่ใช้เป็นประจำและเห็นว่าได้ผลที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1. ลองซ้อมพรีเซ้นต์ดูซักรอบนึงก่อน
ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ซ้อมก่อนพรีเซนต์จริงเลย โดยน่าจะมีสองเหตุผลหลัก คือทำเสร็จแบบเผาขน หรือไม่ก็มั่นใจว่าตัวเองทำได้ดีอยู่แล้ว

แต่การได้ซ้อมพรีเซนต์ก่อนนั้นมีประโยชน์มากๆ ขนาดสตีฟ จ๊อบส์เองยังซ้อมพรีเซนต์หลายสิบเที่ยว แล้วเราเก่งมาจากไหนถึงคิดว่าจะทำได้ดีโดยไม่ต้องซ้อม

ควรจะซ้อมโดยให้เพื่อนซักหนึ่งคนมาช่วยฟังและจับเวลา แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ซ้อมด้วยการพูดคนเดียวเบาๆ ที่โต๊ะก็ยังดี

2.คนฟังจำอะไรได้บ้าง
เมื่อซ้อมเสร็จแล้ว ลองถามเพื่อนว่าจำอะไรได้บ้าง และสิ่งที่เขาจำได้นั้นใช่แก่นสารของเรื่องที่เราอยากนำเสนอรึเปล่า ถ้าเพื่อนบอกว่าจำอะไรไม่ค่อยได้ หรือสิ่งที่เขาจำได้ดันไม่ใช่เรื่องที่ควรจำ นั่นเป็นสัญญาณว่าเราต้องปรับสไลด์หรือวิธีการนำเสนอใหม่

ถ้าเป็นกรณีที่เราซ้อมคนเดียว ก็ต้องถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า เมื่อเราพูดจบแล้ว คิดว่าคนฟังจะจำอะไรได้บ้าง

3.เราพูดยาวเกินไปรึเปล่า
เราควรจะพูดให้น้อยกว่าเวลาที่กำหนดเสมอ (อ่านบทความ “น้อยไปนิดนึงแล้วจะพอดีเอง“) จะได้สามารถพูดได้โดยไม่รีบ และมีเวลาเน้นย้ำบางเนื้อหาหรือบางถ้อยคำที่เราอยากให้ติดตัวคนฟังไป

ถ้าซ้อมแล้วใช้เวลาเกิน ควรกลับมาตัดเนื้อหาออก ไม่ใช่พยายามพูดให้เร็วขึ้น ทักษะของการลดทอนเนื้อหาให้เหลือแต่แก่นเป็นทักษะที่สำคัญมากๆ ในยุคที่ข้อมูลมีมากมายเกินความจำเป็น

4.สไลด์ของเราเคารพคนฟังเพียงพอมั้ย?
ให้คิดเสมอว่าคนฟังไม่รู้อะไรเลย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้โง่ด้วย

Assume the audience knows nothing and assume they are not stupid.

เราเห็นสไลด์นี้หลายสิบรอบแต่เขาจะเห็นมันเป็นรอบแรก ดังนั้นเนื้อหาส่วนไหนที่ควรจะปูพื้นให้คนฟังได้ก็ควรทำ อย่างน้อยที่สุดถ้าจะมีตัวย่อหรือชื่อเฉพาะอะไรโผล่ขึ้นมาในสไลด์ของเรา ต้องให้แน่ใจว่าคนฟังรู้ว่าชื่อเฉพาะเหล่านั้นหมายถึงอะไร

ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเชื่อมั่นว่าคนฟังของเราฉลาดพอที่จะเข้าใจเนื้อหาได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องอธิบายยิบย่อยจนการพรีเซ็นต์ของเรายืดยาวเกินกว่าเหตุ

5.แต่ละสไลด์ทำให้คนฟังประหลาดใจรึเปล่า?
Derek Sivers เล่าว่า เวลาที่เขาเตรียมตัวจะขึ้นพูด TED Talk สไลด์ไหนที่ไม่ทำให้คนดูเซอร์ไพรส์เขาจะตัดออก

I try to leave out slides that don’t surprise the audience.

ดังนั้นสไลด์ไหนที่พูดไปแล้วไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนฟังเราก็ควรลบทิ้ง เหลือไว้เพียงสไลด์ที่มี insight ให้คนฟังได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือสไลด์ที่ทำให้คนฟัง “รู้สึก” ไปกับเราได้ ไม่ว่าจะสุข เศร้า หรือซึ้ง

แต่ถ้าสไลด์ไหนดูแล้วเฉยๆ แถมพูดเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ ก็ตัดทิ้งไปได้เลย

6. แต่ละสไลด์มีตัวนำสายตาหรือไม่
อดีตหัวหน้าชื่อซุปปี้เคยสอนผมว่า

When the audience sees your slide, there should be no doubt where they should look at.

ซึ่งหมายความว่า เวลาที่เราเปิดแต่ละสไลด์ขึ้นมา มันควรจะมีตัวนำสายตาให้คนฟังมองไปที่จุดเดียวกัน เขาจะได้เข้าใจสิ่งที่เราพูดทันที ซึ่งทำได้โดยการ

  • มี 1 key message ต่อ 1 สไลด์
  • พาดหัวด้วย key message
  • มีฟอร์แมตที่เสมอต้นเสมอปลาย (เช่นพาดหัวที่เดิมเสมอ)
  • (optional) ค่อยๆ โชว์เนื้อหาขึ้นมาทีละส่วนด้วย animation
  • (optional) มีรูปประกอบที่เตะตาและสื่อสารเนื้อหาหลักของสไลด์นั้นได้

ความผิดพลาดที่คนพรีเซนต์มักจะทำกันคือยัดเนื้อหาลงไปในสไลด์เยอะจนเกินไป พอเปิดสไลด์ขึ้นมา คนฟังก็เลยงง ไม่รู้ว่าจะมองตรงไหนดี เขาเลยใช้เวลาไปกับการกวาดสายตาบนสไลด์จนไม่มีสมาธิฟังสิ่งที่เราพูด

7. พรีเซนต์ของเราตอบ 3 คำถามนี้รึเปล่า
เทคนิคนี้ได้มาจากหนังสือ TED Talks: The Official TED Guide to Public Speaking ที่เขียนโดย Chris Anderson (เจ้าของลิขสิทธิ์ TED) คือการนำเสนอของเราต้องบอกได้ว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร (What?) ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ (So what?) แล้วจากนี้ไปจะเป็นยังไงต่อหรือผู้ฟังสามารถจะมีส่วนร่วมอะไรได้บ้างรึเปล่า (Now what?)

What? So what? Now what?

สไลด์ส่วนใหญ่น่าจะมี What อยู่แล้ว แต่หากเรามี So what ก็จะทำให้คนสนใจและให้คุณค่ากับสิ่งที่เราพูดมากขึ้น และ Now what ก็จะทำให้คนเกิด action หลังจากที่การพรีเซนต์ของเราได้ “เปลี่ยน” เค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และนี่คือ 7 วิธีที่ผมเชื่อว่าจะทำให้การนำเสนอของคุณดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ!

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

พบบทความใหม่ได้ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings

BookAdvertise

 

อยากได้ปลาช่อนก็จงไปจับปลาช่อน

2018022_salmon

อย่าไปจับปลาแซลมอนแล้วพยายามเอามาทำเป็นปลาช่อนเลย

คำพูดนี้พี่ต่อ ฟีโนมีน่าเคยกล่าวไว้ตอนที่มาพูดที่ Wongnai เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว

ผ่านมาครึ่งปีผมก็ได้พบว่าคำนี้มันจริงมากๆ โดยเฉพาะสำหรับผมที่ทำงานอยู่ทีม People (ที่ Wongnai เราจะเรียกแผนก HR ว่า People)

ว่าการหาคนให้เหมาะกับงานตั้งแต่แรกนั้น ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าการพยายามไปเปลี่ยนแปลงเขา

คนที่ไม่ชอบเขียนรีวิว ต่อให้เราเอาเงินรางวัลมาล่อ เขาก็ไม่เขียนรีวิวอยู่ดี

คนที่ทำงานแนว passive แม้ว่าเราจะบิ๊วแค่ไหน ก็มีโอกาสน้อยที่เขาจะทำงานแบบ proactive

คนที่ไม่มี service mind ต่อให้เราท้วงติงกี่ครั้ง service mind ก็ไม่กระเตื้องขึ้น

แน่นอน คนเราควรต้องยืดหยุ่นและปรับตัว แต่ในทางกลับกัน ถ้าเขาทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ ก็เป็นความผิดขององค์กรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่เลือกใช้คนไม่ถูกกับงาน หรือเลือกคนที่ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรเข้ามา

นี่อาจหมายรวมไปถึงการเลือกแฟนหรือเลือกหุ้นส่วนทางธุรกิจ ที่ต้องคำนึงไว้เสมอว่าสิ่งที่เราคาดหวังควรจะสอดคล้องกับธรรมชาติของเขาด้วย

อยากได้ปลาช่อนก็จงเฟ้นหาปลาช่อน อย่าไปฝืนปลาแซลมอนให้เป็นปลาช่อนเลยนะครับ