งานทุกอย่างมี shit sandwich

20190210_shitsandwich

คำว่า shit sandwich นี้ผมได้ยินมาจาก Elizabeth Gilbert ผู้เขียน Eat Pray Love และ Big Magic

แซนด์วิชคืออาหารที่ฝรั่งกินกันบ่อยๆ และอร่อยได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรมาก

ส่วนเวลาฝรั่งพูดว่าอะไรที่มัน tastes like shit ก็แปลว่ารสชาติหมาไม่รับประทานเลยอะไรประมาณนั้น

ดังนั้น shit sandwich ก็คืออาหารที่รสชาติแย่จนแทบจะอยากปาทิ้ง

ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็ตาม จะงานดี งานสนุก มีเกียรติ มีเงินแค่ไหนก็ตาม เราก็หลีกเลี่ยง shit sandwich ของงานนั้นไม่พ้น

shit sandwich ของบล็อกเกอร์คือคิดไม่ออกว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไร

shit sandwich ของวงดนตรีคือเล่นดนตรีแล้วคนไม่ฟัง

shit sandwich ของพนักงานเข้าใหม่คือต้องทำงานที่รุ่นพี่เค้าโยนมาให้ ที่ทั้งหนัก ถึก และไม่สนุก

shit sandwich ของหัวหน้ามือใหม่คือการต้องมา manage คนและความรู้สึกของคน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราเป็นพนักงานที่เก่งกาจแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย

shit sandwich ของผู้บริหารคือการตัดสินใจในเรื่องที่จะทำให้คนไม่พอใจ

การมีความสุขกับการทำงาน จึงหมายถึงการยอมรับที่จะกิน shit sandwich ที่ติดมากับงานนี้ให้ได้ แม้ว่ามันจะรสชาติแย่แค่ไหนก็ตาม

และทุกครั้งที่เราต้องเผชิญ shit sandwich ถ้าระลึกได้ว่าทุกคนก็มี shit sandwich ของตัวเอง ก็น่าจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้บ้างครับ

เหตุผลที่เราไม่ควรเช็คเมลตอนเช้าตรู่

20190201_mail

หนึ่งในนิสัยที่ติดตัวคนทำงานคือการเช็คอีเมลเป็นอย่างแรกๆ หลังตื่นนอน

ไม่ว่าจะตอนเปิดมือถือขึ้นมาดู หรือตอนถึงโต๊ะแล้วเปิดคอมขึ้นมาดู อีเมลก็มักจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่เราเปิดอ่านกัน

เหตุผลก็คืองานสำคัญๆ มักจะอยู่ในนั้น โดยเฉพาะเมลจากหัวหน้าหรือลูกค้า

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ สมองของเราได้ถูก “ฝึก” ให้สมองหลั่งโดพามีนหรือสารกระตุ้นความสุขทุกครั้งเวลาได้รับเมลใหม่ๆ ไม่ต่างอะไรจากเวลาที่เราเห็น notifications ในเฟซบุ๊ค

เมื่องานสำคัญก็อยู่ในนั้น แถมพอได้เมลใหม่ก็โดพามีนหลั่ง เราจึงมีอาการเสพติดการเช็คอีเมล

ผมเห็นด้วยว่าอีเมลป็นเรื่องสำคัญ และทักษะ Inbox Zero และการตอบอีเมลได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งที่คนทำงานเก่งๆ ทุกคนเขามีกัน

แต่คำถามก็คือ ในเมลสำคัญๆ เหล่านั้น มันสำคัญกับใครกันแน่?

กล่องอีเมลหรือ Inbox มันคือแหล่งซ่องสุมของ “เรื่องสำคัญและเร่งด่วนของคนอื่นๆ” แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญของเราก็ได้

ถ้าเราเอาแต่ตอบสนองต่อเรื่องสำคัญของคนอื่น เราก็จะไม่มีเวลามาใส่ใจในเรื่องสำคัญของเราเลย

ผมจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องสำคัญของเราก่อน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยอยู่ใน Inbox หรอก

ไม่ต้องห่วงว่าถ้าไม่เช็คเมล เราจะพลาดเรื่องสำคัญและเร่งด่วนสุดๆ ไป เพราะถ้ามันเร่งด่วนขนาดนั้นป่านนี้เขาโทร.มาหาเราแล้ว

บางคนอาจจะเถียงว่า เรื่องสำคัญของคนอื่นก็เป็นเรื่องสำคัญของเราเช่นกัน เพราะเราทำงานบริษัทเดียวกัน อะไรที่บอสหรือลูกค้าเห็นว่าสำคัญกับเขาก็ย่อมสำคัญกับเราอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราปล่อยให้คนอื่นๆ กำหนดว่าอะไรคือเรื่องสำคัญสำหรับเราตลอดเวลา เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีคอนโทรลอะไรในชีวิตเลยนะครับ

If you don’t set your own priorities, someone else will.

ถ้าคุณไม่กำหนดว่าอะไรสำคัญในชีวิตคุณ คนอื่นจะกำหนดให้คุณเอง

ก่อนจะเช็คอีเมล ให้เวลาตัวเองซัก 5 นาทีในการวางแผนและตัดสินใจว่าอะไรบ้างที่สำคัญกับเราจริงๆ งานอะไรบ้างที่ถ้าเราทำได้สำเร็จจะนำไปสู่การเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างแท้จริง แล้วใช้ชั่วโมงแรกของวันในการทำงานชิ้นนั้น

เมื่อเราได้จัดการสิ่งที่สำคัญของเราเรียบร้อยแล้ว ค่อยเช็คอีเมลก็ยังไม่สายครับ

สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มการประชุม

20190129_beforemeetingstarts

เจ้านายเก่าของผมคนหนึ่งชื่อคุณเดวิดจะมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

น่าสนใจเพราะไม่มีใครทำกัน แต่ผมเชื่อว่ามีประโยชน์มาก

นั่นคือ เวลาที่เราเข้าห้องประชุม ก่อนที่ใครจะเริ่มพูดประโยคแรก เดวิดจะถามขึ้นมาก่อนเลยว่า

“วันนี้เรามาประชุมกันเพื่ออะไร?” What is this meeting for?

เจอคำถามนี้ คนก็จะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีความเงียบคั่นกลางประมาณ 2-3 วินาที ก่อนที่จะมีคนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจ เช่น

“มานำเสนองบประมาณการจัดงานปีใหม่”

แล้วเดวิดก็จะถามต่อว่า แล้วสิ่งที่เราคาดหวังหลังจากจบการประชุมนี้คืออะไร? What are we trying to achieve from this meeting?

ก็จะเดดแอร์อีกซักแป๊บนึง ก่อนที่จะมีคน(เดิม)พูดขึ้นมาว่า

“เพื่อที่จะให้เราทุกคนคุยกันว่างบประมาณนี้เหมาะสมและจะได้อนุมัติงบนี้เพื่อเดินหน้าจัดงานต่อไป”

จากนั้นเดวิดก็จะพูดทวนอีกครั้งว่าเรามาประชุมวันนี้กันเรื่องอะไร และเป้าหมายของการประชุมนี้คืออะไร

แล้วการประชุมนั้นก็จะไม่ออกนอกลู่นอกทางและมักจบตรงเวลาเสมอ

—–

หนึ่งในเสียงบ่นของคนทำงานบริษัทคือเรามีการประชุมเยอะเกินไป

แต่ผมว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ตรงนั้น

ปัญหาที่แท้จริงคือเรามีการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพเยอะเกินไปต่างหาก

เป้าหมายการประชุมไม่ชัด, agenda ไม่มี ต่างคนต่างนำเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด พอถึงตาคนอื่นพูดเราก็ไม่ฟัง ไม่มีคนคุมเวลา ประชุมเสร็จแล้วไม่รู้ว่าใครต้องทำอะไร

อาการเหล่านี้น่าจะบรรเทาลงได้ถ้ามีคนถามคำถามอย่างเดวิดก่อนเริ่มการประชุม

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่ถามอาจประสพกับเดดแอร์และอาจถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

ทิ้งงานไว้หน้าบ้าน

20190122_work

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมสองอย่าง

หนึ่ง เมื่อถึงบ้าน ผมจะเสียบมือถือชาร์จทิ้งไว้นอกห้องนอน

สอง เมื่อเข้าห้องนอนแล้ว ก็ไม่กลับออกมานั่งทำงานอีก

แต่ก่อน ถ้าเอามือถือเข้าไปในห้องนอน ผมอดไม่ได้ที่จะเล่นมือถือ ทั้งๆ ที่ลูกก็รอเล่นกับเรามาทั้งวัน และพอลูกหลับแล้ว บ่อยครั้งที่ผมจะเดินออกมาหยิบแล็ปท็อปออกจากเป้แล้วนั่งทำงานอีกนิดหน่อย ซึ่งบางทีก็เลยเถิดจนดึกดื่น ทำให้วันถัดมาไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่

พอมาเดี๋ยวนี้ เมื่อเอามือถือไว้นอกห้องและทิ้งคอมไว้ในเป้ ก็รู้สึกว่าจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น

ถามว่าเสียโอกาสที่จะทำงานให้เสร็จมากขึ้นมั้ย ก็คงมีบ้าง แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าที่เราทำงานหนักๆ กันอยู่ นี่สุดท้ายแล้วเราทำไปเพื่อใคร

ถ้าไม่รู้จักขีดเส้นให้ตัวเอง งานและสิ่งเร้าก็จะคอยล้ำเส้นเราอยู่เรื่อยๆ จนเราหลงลืมสิ่งสำคัญที่แท้จริงครับ

สิ่งที่ดีทำให้เราพลาดสิ่งที่ดีที่สุด

20190110_good_vs_best

เราไม่ได้มีปัญหาที่จะแยกแยะระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่เลวร้าย เพราะเราเกิดมาพร้อมสมองและจิตสำนึกที่ดีอยู่แล้ว

โจทย์ที่ยากกว่านั้นมาก ก็คือการแยะแยะให้ได้ระหว่างสิ่งที่ดี กับสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าเราไม่ระวัง เราจะเอาแต่ทำสิ่งดีๆ มากมาย จนไม่มีเวลาและกำลังเหลือไปทำสิ่งที่ดีที่สุด

ขอยกตัวอย่างสามเรื่องที่เกี่ยวพันกับคอนเซ็ปต์นี้

งานที่ทำ – แต่ละวันเรามีงานให้ต้องทำหลายสิบอย่าง และปัญหาไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่ขยัน เพราะจริงๆ แล้วเราขยันกันมาก ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ แต่พอใครมาถามว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาภูมิใจกับงานชิ้นไหนบ้าง เรากลับตอบไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันเบลอๆ เหมือนๆ กันไปหมด

“There are so many people working so hard and achieving so little.”

-Andy Grove

เราขยันกันมาก แต่เราอาจขยันผิดจุด

การจะเติบโตได้ในโลกปัจจุบัน การเป็นคนขยันอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องขยันแบบมียุทธศาสตร์ เพราะต่อให้ทำเร็วแค่ไหนงานก็ไม่มีทางเสร็จหมด สู้หันกลับมาช้าลง คิดให้มากขึ้น แล้วลงมือแบบซามูไรที่จ้องอยู่นานก่อนจะฟันแค่ดาบเดียว

—–

จัดบ้านแบบ konmari – หลายต่อหลายคนมักจะรู้สึกว่า “ไม่มีเสื้อผ้าใส่” ทั้งๆ ที่มีเสื้อผ้าอยู่เต็มตู้ ต้นเหตุที่แท้จริงก็คือ “เสื้อผ้าดีๆ” มาเบียดบัง “เสื้อผ้าที่ดีที่สุด” จนเราเกิดความรู้สึกว่าต้องซื้อเสื้อผ้ามาเพิ่มตลอดเวลา ซึ่งก็แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวก่อนจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม

สิ่งที่ คนโด มาริเอะ สอนก็คือ เราควรจะหยิบเสื้อผ้าทุกตัวมากองเอาไว้ หยิบมันขึ้นมาทีละชิ้นและถามตัวเองว่ามันยัง spark joy หรือยังทำให้เราชื่นใจได้หรือไม่

เสื้อผ้าที่ spark joy คือ “เสื้อผ้าที่ดีที่สุด” ส่วนเสื้อผ้าที่ไม่ spark joy แล้วคือ “เสื้อผ้าที่ดี” ที่เราควรปล่อยมันไปหาเจ้านายใหม่

—–

กิจกรรมต่างๆ ในชีวิต – เรามีทางเลือกมากมายเหลือเกิน จะเล่นมือถือทั้งวันก็ได้ อ่านการ์ตูนใน iPad ก็ได้ เข้า Youtube ก็ได้ เล่น ROV ก็ได้ ดู Netflix ก็ได้

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้น เพลิดเพลินทั้งนั้น แต่ถ้าเราใช้เวลาอยู่กับเรื่องเหล่านี้มากเกินไป เราก็จะไม่เหลือเวลาให้กับ “กิจกรรมที่ดีที่สุด” เช่นการดูแลร่างกายตนเอง (กินให้ดี นอนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย) การพูดคุยกับคนในครอบครัว การได้อยู่กับตัวเอง รวมถึงการได้ลงมือทำตามความฝันหรือสิ่งที่ตัวเองรักอย่างแท้จริง

ชีวิตคนในศตวรรษที่ 21 นั้นมีทางเลือกมากกว่าบรรพบุรุษของเรานับร้อยนับพันเท่า เราจึงเป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นหลุดเข้าไปในร้านบุฟเฟ่ต์ อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ใช่ เมื่อตัดสินใจไม่ได้ เราจึงหยิบกินมันเสียทุกอย่าง

เราจึงอิ่มท้องเสมอแต่แทบไม่เคยอิ่มใจ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ผมจึงเชื่อว่าการแยกแยะให้ออกระหว่าง “สิ่งที่ดีที่สุด” กับ “สิ่งที่ดี” เป็นหนึ่งในทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับพ.ศ.นี้ครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt