จะทำงานด้วย Passion หรือจะทำงานด้วยฉันทะ

20200513d

ใครต่อใครบอกว่าจะทำอะไรเพื่อให้ได้ผลเลิศนั้นเราจำเป็นต้องมี Passion

คำว่า Passion คนมักจะแปลกันว่าความหลงใหล

ซึ่งเอาจริงๆ ความหลงใหลก็มาพร้อมกับความหลง ความ(หลับ)ใหล และความรุ่มร้อนของจิตใจ

เราเห็นตัวอย่างมานักต่อนักแล้วว่า Passion ที่ล้นเกินอาจกลายเป็นดาบที่กลับมาทิ่มแทงเรา เพราะดีเกินดีคือไม่ดี

อีกทางเลือกที่น่าสนใจคือการทำอะไรด้วยฉันทะ

เห็นบางเว็บก็แปลฉันทะว่า Passion แต่ผมคิดว่าสองคำนี้ไม่เหมือนกัน

ในความเข้าใจของผม ฉันทะ คือการรักในงานที่ทำ แต่เป็นการรักที่ไม่มีกิเลสเจือปน

ซึ่งแน่นอนว่าปุถุชนคนธรรมดาคงไม่สามารถทำอะไรโดยไม่มีกิเลสเจือปนได้ แต่อย่างน้อยเราควรจะลองมุ่งไปในทิศทางนั้นดู

ฉันทะ คือทำเพราะรู้ว่าดี ทำเพราะรู้ว่ามีประโยชน์ เราจึงพอใจที่ได้ทำ แต่ไม่เอาความพึงพอใจไปแขวนไว้กับผลลัพธ์ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้

คนที่มี passion กับคนที่มีฉันทะอาจทำงานด้วยความทุ่มเทพอๆ กัน แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาไม่ดี คนที่มี passion จะเป็นเดือดเป็นร้อนกระวนกระวาย ในขณะที่คนที่มีฉันทะน่าจะครองใจที่เป็นกลางเอาไว้ได้ เพราะเขาไม่ได้เอาอัตตาตัวตนไปผูกไว้กับงานเท่ากับคนที่มี passion

Passion คือรักในสิ่งที่ทำ คาดหวังกับผลลัพธ์

ฉันทะ คือรักในสิ่งที่ทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ แต่ก็ไม่ได้ละเลยที่จะปรับปรุงให้มันดีขึ้นเพราะยังมีวิมังสาคอยดูแล

ถ้าใครทำงานด้วย passion แล้วรู้สึกว่าชีวิตเหนื่อยไปหน่อย ลองเปลี่ยนไปทำงานแบบมีฉันทะดูนะครับ


สั่งซื้อ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ทีมีงานประจำ” และ “ช้างกูอยู่ไหน” ได้ที่ whatisitpress.com ครับ

Anontawong’s Talk ครั้งที่ 1: Rethinking the Future เสาร์ 23 พ.ค. 9 โมงเช้า >> https://bit.ly/2WEYHuP

โจทย์ที่เราเจอคนอื่นเคยเจอมาแล้ว

20200510b

อันนี้เป็นวิธีคิดสำคัญของคนทำงาน

ถ้าเจอโจทย์อะไรที่เราต้องทำ ให้นึกไว้ก่อนเลยว่าโจทย์นี้มีคนเคยแก้มาแล้ว มีคนทำเครื่องมือไว้แล้ว และเราสามารถหามันได้บน Google ค่อนข้างแน่

อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เรา 100% แต่ยังไงก็ย่อมดีกว่าและเร็วกว่าเริ่มนับหนึ่งใหม่

สำนวนฝรั่งเขามีคำว่า Don’t reinvent the wheel – อย่าพยายามไปคิดค้นล้อขึ้นมาใหม่

ในโลกอินเตอร์เน็ตมีคนสร้างล้อเอาไว้มากมาย มีให้เราเลือกช็อปปิ้ง แถมส่วนใหญ่ยังเป็นล้อฟรีอีกด้วย

คิดแบบคนขยัน ทำแบบคนขี้เกียจ งานจะได้เสร็จเร็วและมีประสิทธิภาพครับ

จัดการอีเมลด้วยสูตร 321Zero

20200510c

วันนี้ผมมาแชร์สูตรจาก Kevin Kruse ที่ไปสัมภาษณ์ “คนสำเร็จ” จากหลากหลายวงการและสรุปออกมาเป็นหนังสือ 15 Secrets Successful People Know About Time Management ครับ

สูตรนี้ใช้สำหรับการจัดการอีเมล ซึ่งเรียบง่ายมาก

– เช็คเมลวันละ 3 ครั้ง
– ตั้งนาฬิกาจับเวลาตัวเอง 21 นาทีเพื่อเคลียร์ Inbox ให้เหลือ 0

3 ครั้ง 21 นาที เพื่อ Inbox Zero

จึงมีชื่อเรียกสูตรนี้ว่า 321Zero นั่นเอง

วันละ 3 ครั้งน่าจะเพียงพอ เพียงแต่เราต้องปิด notifications ทิ้งและอดทนไม่ทำตามความเคยชิน

21 นาทีนั้นเอาจริงๆ อาจจะไม่ค่อยพอหรอก แต่เวลาที่จำกัดจะช่วยให้เราจัดการอีเมลได้อย่างมีโฟกัส คิดซะว่าเป็นการเล่นเกมอย่างหนึ่ง

Inbox Zero ก็เหมือนเส้นชัยในการ ‘sprint’ แต่ละครั้ง

ผมเพิ่งอ่านเจอสูตร 321Zero เมื่อวานนี้เอง จึงไม่เคยใช้สูตรนี้มาก่อน แต่สิ่งที่ทำมาตลอดก็สอดคล้องกับสิ่งที่กล่าวไว้ใน 321Zero คือเช็คเมลไม่ต้องบ่อยและเช็คทีนึงก็เอาให้จบไปเลยครับ

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก How Millionaires Manage Their Email 

คนทำงานช้าไม่ได้ช้าตอนทำ

20200421

เราช้าตอนกลัว

พอเรากลัวก็เลยเอาแต่คิด เอาแต่หาข้อมูล เอาแต่วางแผน จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ลงมือทำเสียที

พอเรากลัว เปิดคอมขึ้นมาแทนที่จะได้ทำงาน เรากลับแวะเข้าโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค เช็คอีเมล ตอบแชท ทำงานง่ายๆ สุดท้ายงานยากๆ ก็เลยไม่ได้ทำ

พอเรากลัว แทนที่เราจะเอ่ยปากถามตอนที่เราติดปัญหา เราก็เลือกที่จะนิ่งๆ ไป จนเขามาตามงาน หรือไม่ก็ทำแบบคิดเอาเองว่าอย่างนี้ถูก สุดท้ายก็ต้องกลับมาแก้

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนทำงานช้าก็อย่าไปกังวล มันช้ากว่าคนทำงานเร็วไม่มากนักหรอก

สิ่งที่เราควรใส่ใจคือความกลัวของเรามากกว่า มองให้เห็นว่าเรากำลังกลัวอะไรอยู่ แล้วกล้าให้มากขึ้นอีกหน่อย

แล้วเราจะทำงานเสร็จเร็วขึ้นเยอะเลยครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราต้องรักษาคนที่กล้าตำหนิเรา

20200413b

ไม่อย่างนั้นเราจะไม่เหลือเพื่อนแท้เลย

ยิ่งเราอายุมาก ความรู้มาก ตำแหน่งสูงมาก คนที่จะกล้าพูดกับเราตรงๆ จะยิ่งน้อยลงทุกที

ยิ่งอยู่สูงยิ่งต้องฟัง เพราะหากเราไม่ฟังหรือลงโทษคนที่พูดจาขัดใจ ก็จะเป็นการส่งสัญญาณให้กับทุกคนที่เหลือว่าการพูดขัดใจนั้นเป็นเรื่องอันตราย แม้มันจะเป็นความจริงและเป็นประโยชน์ก็ตาม

คนที่กล้าพูดสิ่งที่ขัดใจเรานั้นเป็นกัลยาณมิตรที่หาได้ยากยิ่ง เขาคือกระจกที่สะท้อนความจริงในขณะที่คนรายล้อมส่วนใหญ่เป็นเพียงกระจกสะท้อนมายาที่เราสร้างขึ้นมาเอง

หากเจอใครที่กล้าตำหนิหรือเห็นต่างจากเรา ให้นับว่าตัวเองโชคดี อย่าลืมขอบคุณเขาและรักษาเขาไว้ให้ดีๆ นะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59