เราควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวันไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายของวันได้

พรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันแรกของการทำงานอีกครั้ง

ใครที่ Work from Home ย่อมรู้ดีว่าทำงานที่บ้านนี่เหนื่อยกว่าทำงานที่ออฟฟิศเสียอีก เพราะต้องอยู่หน้าคอมตลอดเวลาจนแทบไม่มีเวลากินข้าว

ต่อให้วางแผนมาอย่างดีว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง ก็มักจะเจองานด่วนงานแทรกจนหมดโอกาสที่จะทำสิ่งที่ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำ

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดระหว่างวันได้ ขอให้จำไว้ว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอนได้เสมอ

สองชั่วโมงแรกของวันเราทำอะไร สองชั่วโมงสุดท้ายของวันเราทำอะไร นี่คือสี่ชั่วโมงที่สำคัญอย่างมาก เพราะมันเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวที่เราเป็นนายของตัวเองอย่างแท้จริง

คัดสรรให้ดีว่าจะใช้มันไปกับอะไร เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีกำลังกายและกำลังใจเพียงพอในการกรำศึกตลอดทั้งสัปดาห์ครับ

ยากที่สุดคือคุ้มค่าที่สุด

เวลาพนักงานที่บริษัทผ่านช่วงทดลองงาน ผมจะนัดคุยกับเขาประมาณ 15-20 นาทีเพื่อทำความรู้จักและสอบถามสารทุกข์สุกดิบ

หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะถามเสมอก็คือ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มา มีช่วงเวลาไหนที่เครียดที่สุดมั้ย

พนักงานมักจะเล่าถึงช่วงเวลาที่ทำโปรเจ็คยากๆ ที่โดนหัวหน้าว่า ที่โดนลูกค้ากดดัน ที่อดตาหลับขับตานอน ที่ไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จรึเปล่า

คำถามถัดมาของผมก็คือ มีผลงานไหนที่ภูมิใจเป็นพิเศษ

เกินกว่าครึ่งจะตอบว่า มันก็คือโปรเจ็คที่ทำให้เครียดมากที่สุดนี่แหละ!

นี่คือความย้อนแย้งอย่างหนึ่ง – สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจได้มากที่สุด ก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ทำให้เราอิ่มใจได้มากที่สุดเช่นกัน

ดังนั้น ถ้าเรากำลังเผชิญกับปัญหาหนักๆ ก็อย่าเพิ่งท้อแท้หรือตีอกชกตัว

ปัญหาทุกเรื่องมีทางออก อาจต้องใช้เวลา อาจต้องใช้ความพยายาม อาจต้องใช้ความช่วยเหลือ

แต่เมื่อผ่านมันมาได้ เราจะเติบโตกว่าเดิม และมองกลับมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ

เพราะยากที่สุดคือคุ้มค่าที่สุดครับ

15 วิหคกลยุทธ์ของคนทำงาน

  1. กลยุทธ์บลูเบิร์ด ทำตัวร่าเริง สถานการณ์ยากลำบากแค่ไหนก็ไม่หวั่น
  2. กลยุทธ์นกแแก้ว เลียนแบบนกรอบตัว พยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่นมากที่สุดเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
  3. กลยุทธ์นกกระจอก วางตัวเป็นกลางและพยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม อย่าดึงดูดความสนใจจะได้ไม่ถูกเพ่งเล็ง
  4. กลยุทธ์ฮัมมิงเบิร์ด เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง (เพราะการยิงเป้าเคลื่อนที่เป็นเรื่องยาก)
  5. กลยุทธ์นกคีรีบูน ทำตัวให้มีสีสันและมีเสน่ห์ พยายามทำตัวให้เป็นจุดสนใจในองค์กรอยู่เสมอ
  6. กลยุทธ์หงส์ ทำหน้าที่ของตัวเองและได้รับการยอมรับนับถือจากการวางตัวอย่างงามสง่า
  7. กลยุทธ์แร้ง อย่าสนใจที่คุณดูไม่เข้าพวก ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนสำคัญด้วยการทำงานที่คนอื่นไม่อยากทำ
  8. กลยุทธ์นกฮูก ทำตัวให้มีคุณค่าและมีความสำคัญ โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านที่องค์การต้องการ
  9. กลยุทธ์เหยี่ยว ทำตัวให้มีคุณค่าด้วยการเป็นนักล่าที่เปี่ยมทักษะ โดยนำแนวคิดและโอกาสใหม่ๆ เข้าสู่องค์กร
  10. กลยุทธ์นกพิราบ ทำตัวเป็นผู้รักสันติ และนักแก้ไขปัญหา
  11. กลยุทธ์นกอินทรี บินสูงเหนือสถานการณ์และเล่นบทบาทผู้นำในการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
  12. กลยุทธ์นกยูง แสดงความสามารถและผลงานอันยอดเยี่ยมจนคนอื่นๆ ต้องตะลึง
  13. กลยุทธ์นกกระจอกเทศ เอาหัวมุดทราย แกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
  14. กลยุทธ์ไก่ หมอบกลัวและพร่ำบ่นถึงเรื่องแย่ๆ แต่ไม่กล้าทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์
  15. กลยุทธ์ห่าน ตัดอกตัดใจแล้วบินลงใต้เพื่อหาสภาพแวดล้อมใหม่ที่เป็นมิตรกว่าเดิม

เราเป็นนกตัวไหน เพื่อนร่วมงานเป็นนกตัวไหน หัวหน้าเราเป็นนกตัวไหน

ฝากไปคิดเล่นๆ ต้อนรับวันแรกของสัปดาห์ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “สำเร็จ” ได้ในแบบที่คุณเป็น – A Peacock in the land of Penguins by BJ Gallagher Hateley & Warren H. Schmidt สำนวนแปล นาถกมล บุญรอดพาณิชย์ สำนักพิมพ์ WeLearn

เกิดเป็นคนทำงานต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง

งานที่ผมทำอยู่เปิดโอกาสให้ได้พบปะพูดคุยกับพนักงานหลายคน ส่วนใหญ่จะอายุน้อยกว่า และแม้จะสนุกกับการทำงาน แต่หลายๆ คนก็มี pain points เดียวกันคือรู้สึกว่างานกินพลังชีวิตมากเกินไป

ยิ่งช่วง WFH ที่มีประชุมเกือบทั้งวัน จะหาเวลากินข้าวยังแทบไม่มี

เทคโนโลยีมันทำให้เราทำงานได้ง่ายดายขึ้นก็จริง แต่ยิ่งเราคุยกันได้เร็วเท่าไหร่ ทำงานเสร็จได้เร็วเท่าไหร่ ความคาดหวังก็สูงขึ้นตามมามากเท่านั้น

จึงไม่ใช่เรื่องผิดคาดที่หลายคนจะประสบกับสภาวะ burnout ซึ่งผมเคยเขียนเล่าไว้ว่ามันไม่ใช่อาการทางกาย แต่เป็นอาการทางใจ เป็นความรู้สึกโกรธและขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อองค์กรเพราะงานมากินเวลามากไปเสียจนเขาไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งอื่นๆ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจ

ผมมักจะบอกกับน้องๆ เสมอว่านี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ คุณรู้สึกว่าทำงานตรงนี้กดดัน แต่หัวหน้าแบกความกดดันมากกว่าคุณ 5 เท่า ผู้จัดการแบกความกดดันมากกว่าคุณ 20 เท่า และ CEO แบกความกดดันมากกว่าคุณ 100 เท่า

CEO ไม่ได้เก่งกว่าเรา 100 เท่าหรือทำงานหนักกว่าเรา 100 เท่า เขาแค่เข้าถึงศาสตร์ในการจัดการชีวิตและการงานได้ดีกว่าเราเท่านั้นเอง

ความจริงข้อหนึ่งที่คนทำงานต้องรู้ก็คือ หน้าที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเป็นหน้าที่ของตัวพนักงานเอง

ใช่ครับ เรานี่แหละที่ต้องดูแลชีวิตเราเอง – you are on your own.

ฟังดูเหมือนใจร้าย แต่ความเป็นจริงก็คือหัวหน้า HR และบริษัทก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วเราจะจัดการชีวิตตัวเองอย่างไรมันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราล้วนๆ

ถ้ายอมรับความจริงข้อนี้ได้ เราจะเลิกคาดหวังและหยุดเรียกร้องให้บริษัทมาดูแลเราให้ดีกว่านี้

จริงๆ แล้ว “บริษัท” ไม่มีตัวตนอยู่จริงด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในจินตนาการของมนุษย์ เป็นเพียงนิทานที่นักกฎหมายแต่งขึ้นมาและเรียกมันว่านิติบุคคล เพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือให้คนกลุ่มหนึ่งมาร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง

ดังนั้นบริษัทจึงดูแลเราไม่ได้ มันไม่ได้มีชีวิตจิตใจและไม่มีความสามารถมาดูแลมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ

แน่นอนว่าหัวหน้าและผู้บริหารก็มีหน้าที่ต้องช่วยสอดส่องดูแล แต่อย่าลืมว่าพวกเขาก็เป็นพนักงานคนหนึ่งเหมือนกัน – they have their own battles to fight too.

ดังนั้นเราควรมองเสียว่ามันเป็นอีกด่านหนึ่งในเกม มันคือศาสตร์และศิลป์ที่รอให้เราเรียนรู้และฝึกฝนจนชำนาญ

เพราะเมื่อเกิดเป็นคนทำงาน ก็ต้องหัดเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองครับ

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียว

“It’s almost always better to learn from peers who are 2 years ahead of you than mentors who are 20 years ahead of you. Life evolves and most insights get outdated.”

-James Clear

การเรียนรู้จากเพื่อนที่นำหน้าเราไป 2 ปีนั้นมักจะมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ไปไกลกว่าเรา 20 ปี เพราะชีวิตนั้นเปลี่ยนผันและความรู้บางอย่างก็มีวันหมดอายุ

เป็นมุมที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน เพราะเวลาเราอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ เรามักจะได้อ่านได้ฟังความรู้ของคนแปลกหน้าที่นำหน้าเราไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีทั้งนั้น

แต่เรากลับมองข้ามที่จะเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่ผลงานดีกว่า เติบโตได้เร็วกว่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ทันที

หรือเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราแอบอิจฉาเขาอยู่ แล้วเราก็กลบเกลื่อนด้วยการบอกตัวเองว่าเขาไม่เห็นจะเก่งขนาดนั้นเลย เราทำงานหนักกว่าเขาตั้งเยอะ

แต่ถ้าเขาเติบโตได้เร็วกว่าเรา นั่นแสดงว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่เวิร์คอยู่ อย่างน้อยก็ในบริบทนี้ เราจึงควรสังเกตดูว่าสิ่งไหนที่เราพอจะทำเหมือนเขาได้ ส่วนสิ่งไหนที่ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำก็ละเอาไว้

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียวไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดอ่านหนังสือและหยุดฟังพอดแคสต์

แค่แปลว่าเราควรจะเปิดใจซึมซับตัวอย่างดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราบ้างเท่านั้นเองครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong