หัวหน้าปวดหัวเพราะลูกน้อง มากกว่าลูกน้องปวดหัวเพราะหัวหน้า

“การจับกลุ่มนินทาหัวหน้า” มักจะเป็นภาพที่เราคุ้นชินในชีวิตการทำงาน

ลำเอียง เอาแต่ใจ กลับไปกลับมา นี่คือคำกล่าวหาที่หัวหน้ามักโดนจากลูกน้อง

แต่สำหรับคนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้า จะเข้าใจว่าความปวดหัวที่หัวหน้ามอบให้ลูกน้องนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความปวดหัวที่ลูกน้องมอบให้หัวหน้า

เพราะลูกน้องมีหัวหน้าแค่คนเดียว แต่หัวหน้ามีลูกน้องได้หลายคน หัวหน้าจึงเป็น common enemy สำหรับลูกน้อง ส่วนหัวหน้านั้นออกจะหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่เหมือนกัน

ดังนั้น ก่อนจะกล่าวร้ายอะไร ให้ยั้งใจไว้บ้าง บ่นได้แต่อย่าทำอะไรที่มันเกินเลย

อนาคตที่เราได้เป็นหัวหน้ากับเขาบ้างจะได้ไม่กังวลว่าจะโดนสิ่งที่เราเคยทำไว้กับหัวหน้ารึเปล่าครับ

5 เหตุผลที่เราควรลงทุนกับห้องทำงาน WFH

  1. สภาพแวดล้อมสำคัญกว่าที่เราคิด งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำขึ้นในปี 1984 พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นในห้องที่มีหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวธรรมชาตินั้น ใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าผู้ป่วยที่ได้พักในห้องที่มองออกไปเห็นเพียงผนังตึก
  2. ในหนังสือ Beyond Order ของ Jordan Peterson ได้บอกว่าไว้ว่า กฎข้อหนึ่งในการใช้ชีวิตก็คือ เราควรจัดห้องหนึ่งห้องในบ้านให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Make one room in your home as beautiful as possible) เราควรหัดสร้างความสัมพันธ์กับความงาม เพราะตราบใดที่เรายังมองเห็นความงดงามของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เราจะยังมีเรี่ยวแรงพอที่จะฝ่าฟันอุปสรรคที่เราต้องพบเจอ
  3. สองอย่างที่เราไม่ควรประหยัดคือฟูกที่นอนกับเก้าอี้ทำงาน เพราะเราใช้เวลาเกินสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมงกับสองสิ่งนี้
  4. สิ่งที่เรามักจะมองข้าม คือสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด แต่อะไรก็ตามที่ใกล้ตัวและเราเจออยู่ทุกวัน ก็เป็นสิ่งที่จะส่งผลต่อความสุขและสภาพร่างกายได้มากที่สุดเช่นกัน
  5. เก้าอี้ โต๊ะทำงาน ความสูงของจอมอนิเตอร์ ปรินท์เตอร์ จุดวางอุปกรณ์เครื่องเขียน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราควรจัดแจงให้เรียบร้อย ตอนแรกที่เราไม่ได้ทำคงเพราะคิดว่า WFH เป็นเรื่องชั่วคราว แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว อย่างไรเสียเราก็ยังต้อง Work from Home ไปอีกหลายร้อยหลายพันชั่วโมง

ดังนั้นเราควรลงทุนกับการ WFH เสียแต่วันนี้ เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันได้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

กว่าจะเจอเจ้าชาย ก็ต้องจูบกบหลายตัว

ไม่ว่าจะเป็นเด็กสมัยนี้หรือเด็กสมัยไหน ล้วนแต่มีคำถามที่ต้องค้นหาคำตอบ

ว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร เราเหมาะกับงานแบบไหน

ถ้าสิ่งที่ชอบสอดคล้องกับสิ่งที่เรียนมา ก็ประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อย

แต่ถ้ามันไม่ได้สอดคล้องกันก็ไม่เห็นเป็นไร สิ่งที่เราเรียนมามันไม่สูญเปล่าหรอก ยังเป็นพื้นฐานให้เราต่อยอดและสร้าง combination ด้านทักษะที่เป็นเอกลักษณ์ได้

ผมเองจบวิศวกรรมไฟฟ้า ไปอยู่โรงงานไทย 1 ปี ก่อนเข้าบริษัทอินเตอร์และได้เป็น software engineer อยู่ 2 ปี เป็น technical support อยู่ 4 ปี เป็นสื่อสารองค์กร 7 ปี ไปทำเอเจนซี่ได้ 4 เดือน ก่อนจะมาเป็น HR ในสตาร์ตอัพได้ 4 ปีครึ่ง

เส้นทางชีวิตไม่เคยเป็นเส้นตรง เราจึงควรลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ลองโดยที่ยังอยู่บริษัทเดิมหรือตำแหน่งเดิมก็ได้ ถ้าเรามองหาและอาสา โอกาสมันมีเข้ามาอยู่ตลอด

You have to kiss a lot of frogs to find your prince.

กว่าจะเจอเจ้าชาย ก็ต้องจูบกบหลายตัวครับ

บาป 7 ประการของหัวหน้ามือใหม่

  1. คิดว่าตนเองอยู่เหนือกว่าลูกน้อง
    บางคนพอได้ตำแหน่งหัวหน้า แล้วเผลอนึกว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น อาจจะเรียกลูกน้องด้วยชื่อเฉยๆ ทั้งๆ ที่เขาแก่กว่า หรือใช้งานลูกน้องราวกับตัวเองเป็นเจ้าชีวิตเขา ทั้งที่จริงๆ แล้วจะเป็นลูกน้องหรือหัวหน้าก็เป็นแค่เพียงลูกจ้างของบริษัทเหมือนกัน ต่อให้เป็นผู้บริหารหรือประธาน พอเดินออกจากที่ทำงานก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทุกคนคือคนทำงานเหมือนกัน แค่มีหน้าที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง
  2. ตำหนิคนในที่สาธารณะ
    แทบไม่มีสิ่งใดจะสร้างความเจ็บแค้นได้รุนแรงเท่ากับการทำให้คนคนหนึ่งเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นได้อีกแล้ว ดังนั้นต้องระวังมากๆ ที่จะไม่ตำหนิใคร “ออกสื่อ” หากเจออะไรที่เราคิดว่าควรปรับปรุง ขอให้เก็บไว้บอกเจ้าตัวเขาแบบหลังไมค์จะดีที่สุด เมื่อคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจะแจ้งคนอื่นอีกครั้งก็ยังจะโอเคกว่าการพูดโพล่งออกมากลางที่ประชุมหรือห้องแช็ตที่มีคนเป็นสิบ
  3. สื่อสารกับ stakeholder ไม่ครบ
    บางทีเรากังวลกับการทำงานให้เกิดเสียจนละเลยการสื่อสารไป ทำให้ลูกน้องในทีมไม่เห็นภาพเดียวกับเรา หรือประกาศอะไรออกไปโดยไม่เช็คกับหัวหน้า หรือหัวหน้าของหัวหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อน เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าใครเป็น stakeholder ของเราบ้าง และถามตัวเองว่า ถ้าตัดสินใจหรือประกาศเรื่องนี้ออกไปโดยที่เขาไม่รู้ก่อน เขาจะเคืองเราหรือไม่ ถ้ามีโอกาสที่จะเคือง ก็รีบคุยกับเขา อาจจะเสียเวลาเพิ่มขึ้น แต่ไม่มากเท่าการมานั่งแก้ไขหรือแก้ตัวทีหลังแน่นอน
  4. คิดว่าทำเองเร็วกว่า
    คนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักจะเป็นเพราะว่าตัวเองทำงานดี พอสั่งงานลูกน้องแล้วทำออกมาไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยเอางานมาทำเอง ผลก็คือตัวเองงานหนักจนกลายเป็นคอขวด และลูกน้องก็ไม่เก่งขึ้นเสียที กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
  5. จัดการทุกคนด้วยวิธีเดียวกันหมด
    If all you have is a hammer, everything looks like a nail. หัวหน้ามือใหม่ไม่มีความเก๋ามากพอที่จะจัดการลูกทีมแต่ละคนด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ถ้าดุก็ดุกับทุกคน ถ้าใจดีก็ใจดีกับทุกคน แต่ความเป็นจริงแล้วลูกน้องแต่ละคนมีจริตที่ไม่เหมือนกัน บางคนชอบให้ดูแลใกล้ชิด บางคนชอบให้ปล่อย ต้องหาให้เจอว่าเกาแบบไหนถึงจะถูกที่คันของเขา
  6. ไม่ปกป้องลูกทีม
    เวลาเจอเจ้านายใหญ่ดุ เราเองก็พยายามจะหาต้นเหตุว่ามาจากใคร ซึ่งบางทีก็เป็นการโบ้ยความผิดให้กับลูกน้องโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งนั่นจะทำให้ลูกน้องสูญเสียความเชื่อถือในตัวเราไปพอสมควร ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดอะไร เราควรแอ่นอกรับผิดเอาไว้ก่อน เป็นเกราะคุ้มภัยให้เขา จากนั้นจะมาจัดการอะไรหลังบ้านทีหลังก็ยังไม่สาย
  7. เกรงใจลูกน้องที่ทำงานแย่/นิสัยแย่
    เข้าใจดีว่าการพูดคุยกับคนที่นิสัยไม่ดีนั้นมันอึดอัดแค่ไหน แต่ถ้าเราเกรงใจหรือกลัวคนประเภทนี้ ก็จะกลายเป็นว่าคนในทีมถูก bully โดยที่หัวหน้าไม่ทำอะไร คนดีๆ เขาก็อยู่ไม่ได้ เราจึงควรกัดฟันคุยเสียให้มันจบๆ โดยให้นึกถึงคำพูดของ Tim Ferriss ที่ว่า “A person’s success in life can be measured by the number of uncomfortable conversations he or she is willing to have.”

คาถา Productive

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว มีใครคนหนึ่งทวีตไว้ว่า

Productivity in 11 words: One thing at a time. Most important thing first. Start now.

ทำทีละอย่าง ทำสิ่งสำคัญที่สุดก่อน เริ่มเดี๋ยวนี้

ส่วนคาถา unproductive ก็น่าจะตรงข้าม

ประวิงเวลา ทำแต่เรื่องไม่สำคัญ ทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน

วันนี้วันจันทร์ สิ่งที่เราทำวันนี้จะส่งผลไปตลอดทั้งสัปดาห์

จะใช้คาถาไหนก็เลือกให้ดีๆ นะครับ