หนึ่งทักษะสำคัญของ Top Performer

ผมได้อ่านข้อความนี้ใน 3-2-1 Newsletter ของ James Clear แล้วชอบมาก จึงขอแปลมาให้ได้อ่านกันครับ:

ชีวิตคนเรานั้นเต็มไปด้วยการถูกขัดจังหวะและสิ่งที่รบกวนสมาธิ (interruptions & distractions)

เราจะถูกดึงจากงานของเราเพื่อไปช่วยดับไฟให้คนอื่น ผู้คนจะล้ำเส้นและขโมยเวลาเราอยู่บ่อยๆ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะกลั่นแกล้งอะไรเราหรอกนะ แต่เพราะว่าคนส่วนใหญ่มักคิดว่าเรื่องของตัวเองสำคัญที่สุดเสมอ

เมื่อเราถูกขัดจังหวะและงานของเราต้องล่าช้า ก็เป็นเรื่องง่ายที่ใจเราจะรวนไปด้วย เราอาจจะรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ แต่แท้จริงแล้วเราไม่ได้ผิดอะไรเลย เราก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

ไม่มีใครที่จะไม่ถูกขัดจังหวะ ความแตกต่างจึงอยู่ระหว่างคนที่กลับมาทำงานใหม่ (back on track) ได้อย่างรวดเร็ว กับคนที่เสียกระบวนแล้วไม่เป็นอันทำอะไรไปเลยทั้งวัน

คนที่เป็น top performers คือคนที่กลับมา back on track ได้เร็วกว่าคนส่วนใหญ่ และนี่คือทักษะที่เราควรพัฒนา

เราจะถูกทำให้เสียจังหวะอย่างแน่นอน แต่บ่อยครั้งเราเลือกได้ว่าจะให้มันสั้นหรือยาวครับ

อยาก Productive ให้อยู่บ้าน อยาก Creative ให้เข้าออฟฟิศ

Daniel Coyle ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ The Culture Playbook ว่าเราสามารถแบ่งงานออกได้เป็น 2 ประเภท

1) งานที่ทำเป็นประจำ (doing the regular stuff)

2) งานที่ต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (making new stuff)

ถ้าเราอยาก productive หรือทำงานพวก regular stuff ให้เสร็จเยอะๆ การทำงานจากที่บ้านนั้นจะช่วยให้เราทำงานเสร็จได้มากกว่าการเข้าออฟฟิศ

แต่ถ้าเราอยาก creative เราควรได้มานั่งทำงานอยู่ด้วยกัน งานวิจัยหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าเพื่อนพนักงานที่นั่งทำงานอยู่ในที่เดียวกันนั้นมีไอเดียใหม่ๆ เยอะกว่ามาก เพราะได้ถกปัญหามากกว่าคนที่ทำงานทางไกลถึง 8 เท่า

ดังนั้นเราควรที่จะแบ่งงานออกเป็นสองอย่างนี้และพยายามพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ กับเพื่อนร่วมงานเมื่อต้องทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์

แต่หากการทำงานทางไกลเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เช่นอยู่คนละจังหวัดหรือคนละประเทศ ก็ควรใช้แอปอย่าง Mural หรือแอปไวท์บอร์ดออนไลน์อื่นๆ ให้พวกเราสามารถระดมสมองร่วมกันได้ดีขึ้นครับ

เราบริหารเวลาไม่ได้ แต่เราบริหารพลังงานได้

“ผมเคยมีเมนเทอร์คนหนึ่ง คือพี่แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซีอีโอของดุสิตธานี พี่แต๋มเป็นคนที่โปรดักทีฟที่สุดคนหนึ่งที่เคยรู้จัก แกบอกผมว่า กระทิง สุดท้ายยูไม่สามารถบริหารเวลาได้หรอก โดยเฉพาะตำแหน่งนี้ เพราะเวลาก็มีธรรมชาติของมัน ใน 100 เปอร์เซ็นต์ ยูอาจบริหารเวลาได้แค่ 50 เปอร์เซ็นต์

แต่สิ่งที่ยูบริหารได้ 100 เปอร์เซ็นต์คือพลังงาน ฉะนั้นเวลาประชุม ยูไม่จำเป็นต้องใส่ทุกอย่างในประชุมก็ได้ บางประชุมยูควรเป็นผู้ฟังที่ดีไหม บางประชุมเป็นผู้สังเกตการณ์ก็พอไหม แล้วคอยกระตุ้นให้คนพูด คือการบริหารพลังงาน พอเป็นผู้บริหารเราจะมีตารางที่ต้องไปประชุม ไปโน่นนั่นนี่ตลอดเวลา ฉะนั้นยูบริหารเวลาไม่ได้หรอก แต่ยูบริหารพลังงานได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเท่ากันในทุกงานหรือทุกประชุม ผมว่าอันนี้เป็นอินไซต์ที่สำคัญมาก”

– กระทิง พูนผล จากหนังสือ Leaders’ Wisdom

ทุกครั้งที่ผมจัดเวิร์คช็อป Time Management ประโยคแรกที่ผมจะพูดเสมอคือเวิร์คช็อปนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ Time Management

Time Management เป็นชื่อเรียกที่ผิด เราไม่สามารถทำให้เวลาเดินช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ เราไม่สามารถทำให้พรุ่งนี้มาก่อนวันนี้ได้

เราจัดการอะไรกับเวลาไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่เราจัดการได้คือตัวเราเอง

ยิ่งตำแหน่งเราสูงขึ้นเท่าไหร่ ตารางเวลาของเราก็จะกลายเป็น “สมบัติสาธารณะ” มากขึ้นเท่านั้น จะมีคนอยากคุยกับเรา อยากขายของ อยากได้คำชี้แนะ อยากให้เราฟันธง ถ้าเราไม่ทำ time blocking หรือบล็อกเวลาบางส่วนเอาไว้บ้าง เราจะพบว่าเวลาของเราถูกแย่งชิงไปแทบหมดสิ้น เหลือเพียงเศษซากเวลาเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต่างอะไรกับเบี้ยหัวแตก มีอยู่ประปรายแต่นำไปซื้ออะไรไม่ได้

เมื่อเราสามารถทวงคืนเวลาบางส่วนผ่าน time blocking แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องการของจัดการพลังงานของเรานี่แหละ

ปัจจัยที่กระทบกับพลังงานตลอดวันของเราก็อาทิเช่น

  • คุณภาพการนอนหลับในคืนที่ผ่านมา
  • ประเภทของอาหารและเครื่องดื่มที่เรารับประทานเข้าไป
  • การออกกำลังกาย/ยืดเส้นยืดสาย
  • เวลาพักเบรค
  • ความยาก/ความน่าเบื่อ/ความถึกของงานที่เราต้องประสบในวันนี้
  • พลังงานที่เราดูดซับจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือคนที่บ้าน

สองข้อสุดท้ายเราอาจคุมอะไรไม่ได้มากนัก แต่ที่เหลือนั้นเราควรควบคุมได้เกือบ 100%

ถ้าเรานอนมาไม่พอ แค่งานง่ายๆ เราก็ยังงอแง แต่ถ้าเราได้นอนมาเต็มที่ สติปัญญาและ willpower ของเราจะแข็งแกร่งมาก

ส่วนเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับคนที่อายุ 40 ขึ้นไปจะมีความไวมากขึ้นว่าอาหารไหนกินแล้วพลังงานดี อาหารไหนกินแล้วพลังงานตก ส่วนตัวผมแค่กินมันฝรั่งทอดห่อละ 20 บาท ชั่วโมงถัดมาร่างกายจะหนืดๆ ทันที

ถ้าเราออกกำลังกายตอนเช้าอย่างพอดี พลังงานเราจะดีไปทั้งวัน แต่ถ้าเราไม่มีเวลาหรือออกไปไหนไม่ได้ แค่วิดพื้นหรือทำสควอทซัก 1 นาทีก็ช่วยให้เลือดลมสูบฉีดและช่วยให้หายง่วงได้

สุดท้ายคือเรื่องพักเบรคที่เรามักจะละเลยกัน อาจจะเพราะว่าแค่ทำงานอย่างเดียวก็ไม่ทันแล้ว จึงมองเห็นว่าการพักเบรคจะทำให้เสียเวลา แต่การพักเบรคนั้นสำคัญมาก ขนาดการแข่งรถ Formula 1 ยังต้องมี pit stop เลย แถมร่างกายของเราก็ไม่ใช่เครื่องจักร ตามันพร่าได้ ไหล่เป็น office syndrome ได้ กระเพาะปัสสาวะมันอักเสบได้ รถ Formula 1 พังแล้วพังยังมีอะไหล่ แต่ร่างกายคนไม่มีอะไหล่ ถึงซ่อมได้ก็อาจไม่เหมือนเดิม

บริหารพลังงานของเราให้ดี เพื่อจะได้ทำหน้าที่โดยไม่เบียดเบียนตัวเองครับ


ขอบคุณ Quote จากหนังสือ Leaders’ Wisdom กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร สัมภาษณ์ พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล เรียบเรียง

17 คำแนะนำสำหรับหัวหน้ามือใหม่

  1. แต่ก่อนเราอาจเคยเป็น “พี่ชาย/พี่สาว” ของน้องในทีม เราจะเป็นที่พึ่งที่คอยให้คำปรึกษาและดูแลจิตใจ แต่พอเราขึ้นมาเป็นหัวหน้า บทบาทของเราจะแตกต่างออกไป จงแยกแยะความแตกต่างระหว่างการเป็นพี่และการเป็นหัวหน้าให้ออก
  2. เวลาสั่งงาน ให้แน่ใจว่าเขาเข้าใจว่าเราต้องการอะไรด้วย ถ้าน้องเข้าใจผิด นั่นถือเป็นความผิดของเรา ไม่ใช่ของน้อง
  3. หนึ่งในเรื่องที่ยากที่สุดของการเป็นหัวหน้า คือการฟีดแบ็คลูกน้องที่ยังทำงานไม่ได้ตามมาตรฐานในใจเรา แต่การไม่จัดการ low performer คือการทำร้ายคนทั้งทีม
  4. การให้ฟีดแบ็คลูกน้อง บางทีก็ไม่ต่างกับการจีบสาว แค่พูดไปตามที่เรารู้สึก ไม่ต้องใช้เทคนิค ไม่ต้องมีลีลาเยอะ คิดอย่างไรบอกอย่างนั้น ดีกว่ากลัวไปเองว่าพูดไปแล้วเขาจะไม่ชอบเรา
  5. การพูดตรงไม่ได้แปลว่าให้พูดแรง อย่าใช้คำพูดเชือดเฉือนเพราะนอกจากจะทำให้ลูกน้อง defensive แล้วยังทำให้เขาเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจไปอีกนานเลยด้วย
  6. ความผิดพลาดที่เห็นบ่อยที่สุดของหัวหน้า คืออมงานเอาไว้ ไม่ยอมแจกจ่ายงาน เพราะกลัวน้องจะเหนื่อย หรือกลัวน้องจะทำได้ไม่ดี สุดท้ายเราเลยกลายเป็นคอขวดเสียเอง
  7. เมื่อยอมรับได้ว่าลูกน้องเก่งกว่าเราในบางเรื่อง เราจะเหนื่อยน้อยลงไปเยอะ
  8. วิธีจัดการลูกน้องเก่งๆ คือให้งานที่ท้าทายความสามารถ เอ่ยชื่อของเขาให้คนอื่นได้ยินเวลาเราเอาผลงานของน้องมาใช้ อย่าให้งานน้อยเกินไปจนฟุ้งซ่าน แต่ก็ไม่ให้เขาทำงานเยอะเกินไปจน burn out ก่อนวัยอันควร
  9. การเคลมเครดิตที่ควรเป็นของลูกน้องคือสิ่งที่จะทำให้หัวหน้าเสียเครดิตมากที่สุด (ความลับไม่มีในโลก)
  10. อย่าใช้เวลากับ low performer หรือ high performer มากเกินไป ควรมีเวลาให้ลูกน้องทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยการจัดเวลาให้มีการคุย 1:1 อย่างน้อยเดือนละครั้ง
  11. ให้ระลึกว่าเรื่องที่คุยใน 1:1 ควรเป็นเรื่องที่คุยในที่ประชุมไม่ได้ หรือคุยได้ไม่เต็มที่ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เรื่องที่เขาอยากให้เราปรับปรุง
  12. สำคัญยิ่งกว่า manage ลูกน้อง คือ manage หัวหน้าของเรา โดยเฉพาะเรื่องความคาดหวังและ timeline ในการส่งงาน
  13. การคัดสรรคนเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่หัวหน้ามือใหม่มักละเลยหรือเตรียมตัวน้อยเกินไป ขอให้รู้ว่าไว้ว่าพลาดคนที่ใช่นั้นยังดีกว่าได้คนที่ไม่ใช่ การได้ปลาผิดน้ำมานั้นมีต้นทุนมหาศาลแต่เราไม่ค่อยใส่ใจกัน
  14. อย่าให้การคัดคนเป็นเพียงการมาอ่านเรซูเม่ในห้องสัมภาษณ์แล้วถาม-ตอบ แต่ควรให้ผู้สมัครทำแบบทดสอบที่จะวัดว่าเขามีความสามารถในตำแหน่งนี้หรือไม่ เราควรอ่านเรซูเม่มาก่อน เตรียมคำถามไว้ในใจ และควรเข้าห้องสัมภาษณ์ให้ตรงเวลา หรือก่อนเวลา 1 นาทีได้ยิ่งดีในกรณีที่สัมภาษณ์ออนไลน์
  15. อย่าลืมว่าเราไม่ได้สัมภาษณ์เขาอย่างเดียว เขาก็สัมภาษณ์เราด้วยเช่นกัน ยิ่งผู้สมัครเป็นคนเก่งและมีความสามารถเขาย่อมมีตัวเลือกเยอะแยะ เราจะทำยังไงให้ตัวเรา ทีมเรา และองค์กรของเรามีเสน่ห์ดึงดูดเขาได้มากพอ
  16. อย่ากลัวที่จะรับคนเก่งเข้าทีม อย่ากลัวว่าน้องจะโดดเด่นเกินหน้า ยิ่งได้คนเก่งและนิสัยดีเข้ามาเรายิ่งสบาย A Player จะจ้าง A Player แต่ B Player จะจ้าง C Player และ C Player จะจ้าง D Player สุดท้ายองค์กรจะไม่มี talent density และทุกคนจะเหนื่อยกันหมด
  17. หัวหน้าไม่ใช่เจ้าชีวิตของลูกน้อง เราต่างก็เป็นลูกจ้าง แค่มีหน้าที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

เราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอรึเปล่า

“การอยู่ไปทุกที่ เท่ากับเราไม่ได้อยู่สักที่

หากเราเดินทางตลอดเวลา เราจะมีคนรู้จักมากมายแต่ไร้ซึ่งเพื่อนสนิท

อาหารจะไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกายหากมันเข้ามาและออกไปทันที

ไม่มีอะไรทำให้การรักษาล่าช้าเท่ากับการเปลี่ยนยาบ่อยๆ

ต้นไม้ที่ถูกย้ายที่ไปเรื่อยๆ ย่อมไม่อาจเติบโต”

นี่คือคำพูดของ Seneca ปราชญ์แห่งกรุงโรม

แม้จะผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว แต่ข้อความนี้ก็ยังเป็นความจริง

เราอยู่ในยุคที่มีภูมิต้านทานต่ำต่อความเบื่อหน่ายและความยากลำบาก

เมื่อทางเลือกมีมากมาย หากเราเจออะไรที่มันยากเย็น เราก็จะหันไปทำอย่างอื่นแทน

ถ้าทำงานชิ้นนี้แล้วมันน่าเบื่อ เราก็หันไปเช็คอีเมลหรือส่องเฟซ

ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมันไม่ค่อยรู้เรื่อง เราก็หันไปอ่านเล่มอื่นที่มันย่อยง่ายๆ

ถ้าทำธุรกิจนี้แล้วเจอเรื่องที่ต้องลงแรงมากไปหน่อย เราก็หันไปหาไอเดียทำธุรกิจใหม่ๆ

เหมือนคนขุดดินหาน้ำบาดาล แต่ไม่เคยได้น้ำมาดื่มให้ชื่นใจ เหตุเพราะขุดไปหลายสิบหลุม แต่ไม่เคยขุดลึกพอสักหลุมเดียว

การอยู่ไปทุกที่ เท่ากับเราไม่ได้อยู่สักที่ – Eveywhere means nowhere.

ขอให้เราอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานเพียงพอครับ