เหตุผลที่บริษัทไม่ควรบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศทุกวัน

  • ตอนนี้ชีวิตเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว บางคนเลิกใส่หน้ากากในที่สาธารณะ และบางบริษัทก็เริ่มออกนโยบายให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ
  • หัวหน้าผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทที่บังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ มักจะมี CEO ที่ค่อนข้างมีอายุหน่อย เป็นคนรุ่น Baby boomers / Gen X ไม่น้อย
  • บริษัทที่ผมอยู่ยังไม่ได้มีนโยบายบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ ให้เป็นสิทธิ์ของแต่ละทีมว่าอยากจะเข้ามาเจอกันบ่อยแค่ไหน
  • รู้มั้ยครับว่าทำไมเราต้องพักเที่ยงกันตอน 12.00? – เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่พนักงานเกือบทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสายพานการผลิต จึงต้องเข้างานเวลาเดียวกัน พักเวลาเดียวกัน เลิกงานเวลาเดียวกัน เพื่อจะได้เปิดและปิดเครื่องจักรตามเวลาได้
  • การพักเที่ยงจึงเป็นมรดกตกทอดนับร้อยปี มาเดี๋ยวนี้พนักงานกินเงินเดือนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในโรงงาน แต่ทำงานออฟฟิศ จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องพักเที่ยงตอนเที่ยงตรง หรือเริ่มงานตอนแปดโมงพร้อมๆ กันหมด
  • การเข้าออฟฟิศก็เป็นมรดกตกทอดนับร้อยปีเหมือนกัน เพราะแต่ก่อนจะทำงานได้ เราต้องอยู่ที่ออฟฟิศเท่านั้น เพราะเครื่องพิมพ์ดีดก็อยู่ที่ออฟฟิศ ห้องประชุมก็อยู่ที่ออฟฟิศ จดหมายเวียนหรือเซ็นเอกสารก็ต้องทำกันที่ออฟฟิศ
  • Yuval Noah Harrari ผู้เขียน Sapiens เคยกล่าวไว้ว่า “เราไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะทำนายอนาคต เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อจะเป็นอิสระจากมัน” เมื่อเรารู้ที่มาที่ไปของ status quo เราก็ไม่จำเป็นต้องถูกกักขังจากอดีตอีกต่อไป
  • เคยมีนิทานคลาสสิคเรื่องหนึ่งที่ผมเคยนำมาเล่าไว้ในบล็อกนี้ ชื่อว่านิทานหมูแฮม

วันหนึ่งเด็กสาวมองดูแม่กำลังเตรียมหมูแฮมสำหรับทำอาหาร

“แม่คะ ทำไมแม่ต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของแม่ทำอย่างนั้นมาตลอดน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะคะ?”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไปถามคุณยายกันดูดีกว่า”

ลูกและแม่จึงไปหาคุณยาย

“คุณยายคะ ตอนคุณยายเตรียมอาหาร ทำไมคุณยายต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของยายทำอย่างนั้นน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องหั่นด้วยล่ะคะ”

“ยายก็ไม่รู้เหมือนกัน ลองไปถามยายทวดกันดีกว่า”

ลูก แม่ และยายเลยไปหายายทวด

“ยายทวดคะ ตอนยายทวดเตรียมอาหาร ทำไมยายทวดต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“อ๋อ สมัยนั้นถาดที่ยายทวดมีมันเล็กไปน่ะ”

  • การเข้าออฟฟิศก็เหมือนกับการหั่นหมูแฮมที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยยายทวดโดยไม่เคยหยุดตั้งคำถามว่ามันยังจำเป็นต้องหั่นอยู่มั้ย
  • แน่นอนว่าการเข้าออฟฟิศนั้นมีประโยชน์ เพราะสร้างความสัมพันธ์และความไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ง่ายกว่า คนที่เพิ่งมาเริ่มงานใหม่ๆ จึงควรเข้าออฟฟิศทุกวัน และเพื่อนร่วมงานที่อยู่มาก่อนก็ควรเข้าไปเจอหน้าเด็กใหม่ด้วยเช่นกัน
  • อีกประโยชน์หนึ่งของการเข้าออฟฟิศก็คือ เรื่องบางเรื่องมันสอนด้วยคำพูดไม่ได้ เป็นสิ่งที่ “พี่ด้วง” ดวงฤทธิ์ บุนนาค เรียกว่า silent knowledge เพราะเวลาเราเรียนรู้จากคนเก่งๆ หลายครั้งเขาไม่ได้เอ่ยปากด้วยซ้ำ แต่เราเรียนรู้ได้เองจากการสังเกตสีหน้า ท่าทาง การควบคุมอารมณ์ ความตั้งใจ ความเข้มข้นในการทำงาน เราจึงควรมีเวลา face to face กับคนเก๋าๆ ที่เขาสอนเราด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
  • ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า เคยมีหัวหน้าบางคนห้ามไม่ให้ลูกน้องเข้าเฟซบุ๊คเวลางาน ส่วนหัวหน้าผมไม่ห้าม เขาบอกผมว่า “คนจะอู้ ยังไงมันก็หาทางอู้ได้อยู่แล้ว”
  • ฉันใดฉันนั้น การบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศก็ไม่ได้แปลว่าจะได้งานมากกว่าเดิม คนที่ตั้งใจทำงานจะอยู่ที่ไหนก็ตั้งใจทำงาน คนขี้เกียจจะอยู่บ้านหรือที่ทำงานก็ยังขี้เกียจ แต่พวกนี้เป็นคนส่วนน้อย เราไม่ควรเขียนกฎขึ้นมากำกับคนส่วนน้อยที่ทำให้คนส่วนใหญ่ลำบากไปด้วย
  • ในทศวรรษ 1960’s Douglas McGregor ได้พูดถึง Theory X / Theory Y. ถ้าคุณเชื่อใน Theory X คุณจะรู้สึกว่ามนุษย์นั้นขี้เกียจ ต้องใช้รางวัลหรือการทำโทษเท่านั้นคนถึงจะยอมทำงาน ถ้าเราไม่คอยสำรวจตรวจสอบ เขาก็จะเอาเปรียบเราทันที
  • แต่ถ้าคุณเชื่อใน Theory Y คุณจะเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีศักดิ์ศรี อยากทำอะไรให้ตัวเองภาคภูมิใจ ดังนั้นเขาจึงเป็นคนมีความรับผิดชอบและอยากทำให้งานออกมาดี แม้จะไม่มีใครมาคอยเฝ้าดูอยู่ก็ตาม
  • ผู้บริหารที่บังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศ และห้ามไม่ให้พนักงานเล่น Facebook อาจเป็นเพราะเขาเชื่อใน Theory X ซึ่งเมื่อคุณ treat คนแบบไหน ก็จะได้แรงสะท้อนในแบบเดียวกัน
  • กรุงเทพไม่ใช่เมืองที่เหมาะแก่การเดินทางเข้าเมืองทุกวัน คนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานไม่ได้มีบ้านอยู่ในเมือง เมื่อต้องหมดพลังก้อนใหญ่ไปกับการเดินทาง ความ productive ย่อมลดลง
  • อีกหนึ่งเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของความ productive คือการได้นอนหลับมาอย่างเพียงพอ เมื่อเรานอนมาพอ เราจะอารมณ์ดีและเห็นทุกปัญหาเป็นเรื่องที่รับมือได้ แต่ถ้าเรานอนมาไม่พอ เจออะไรนิดหน่อยเราก็ถอยหรืองอแงแล้ว
  • หากต้องตื่นแต่เช้าเพื่อหนีรถติดมาเข้าออฟฟิศให้ทันเวลา นั่นยอมหมายความว่าเราจะนอนมาไม่พอ ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานย่อมลดลงไปอย่างฮวบฮาบ
  • การให้พนักงานได้ทำงานที่บ้าน หรือเข้าออฟฟิศแบบ flexible นั้นมีความหมายต่อคนเป็นพ่อเป็นแม่มาก เพราะจะไปรับส่งลูกได้ทุกวัน ลูกที่มีพ่อแม่ WFH ได้ก็น่าจะรู้สึกอบอุ่นกว่าลูกที่วันๆ แทบไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่เพราะออกจากบ้านแต่เช้าและกลับถึงบ้านดึกดื่น การบังคับให้พนักงานเข้าออฟฟิศจึงเป็นการบ่อนเซาะสถาบันครอบครัวได้เช่นกัน
  • การได้ใช้เวลากับคนในครอบครัวคือการชาร์จแบตอย่างหนึ่ง เมื่อสบายใจเรื่องที่บ้าน ย่อมมีสมาธิในการทำงาน เมื่อทำงานได้ดี เรื่องที่บ้านก็ดีตามเช่นกัน
  • อยากมีสมาธิให้ทำงานที่บ้าน อยากมีความคิดสร้างสรรค์ให้เข้าออฟฟิศ งานที่เราทำก็ต้องการทั้งสองแบบ
  • ส่วนความคิดที่ว่าถ้าพนักงานไม่ได้เข้าออฟฟิศจะไม่สนิทกัน ก็อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป น้องใหม่ๆ ในทีมผมอาจจะเข้าออฟฟิศแค่สัปดาห์ละ 1 หรือ 2 วัน แต่ก็เห็นไปกินไปเที่ยวด้วยกันตลอด ที่รู้เพราะเขาลงใน IG Story

(- สำหรับพี่ๆ ที่ยังเล่นแต่ Facebook อยู่ หัดเล่น IG บ้างก็ดีเพราะเด็กรุ่นใหม่เค้าไม่ค่อยโพสต์อะไรลงเฟซแล้ว)

  • มีน้องหลายคนที่ต้องเข้าออฟฟิศก่อนเวลานั้นเวลานี้ หลายครั้งก็โพสต์ IG Story เป็นภาพรถติดยาวเหยียด
  • วันไหนที่ผมจะเข้าออฟฟิศ ผมจะทำงานที่บ้านช่วง 9-11 โมง จากนั้นก็เข้าออฟฟิศไปกินข้าวเที่ยงกับทีม และออกจากออฟฟิศก่อนห้าโมง กลับมามีเวลาสอนการบ้านลูก พอตอนเย็นๆ ค่ำๆ ก็ค่อยทำงานต่ออีกนิดหน่อย
  • สังคมยุคนี้มีความลื่นไหลทางเพศฉันใด มนุษย์เงินเดือนก็ควรมีความลื่นไหลในการเป็นคนทำงานฉันนั้น คุณค่าของคนวัดกันที่ผลของงาน ไม่ใช่เวลาเริ่ม/เลิกงาน จำนวนชั่วโมงทำงาน หรือจำนวนวันที่อยู่ในออฟฟิศ (แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ)
  • หากบริษัทยอมให้คนเข้าออฟฟิศแค่สัปดาห์ละ 1-2 วันได้ กรุงเทพจะไม่ได้น่าอยู่แค่ช่วงสงกรานต์กับปีใหม่อีกต่อไป
  • แน่นอนว่างานบางอย่างก็ทำที่บ้านไม่ได้ และงานบางอย่างเจอหน้ากันก็ดีกว่า นี่จึงไม่ใช่การหลับหูหลับตาจะทำงานที่บ้านท่าเดียว แต่คือการพิจารณาให้ดีว่าเราจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจมากที่สุด – ซึ่งการทำให้คนทำงานมีความสุขและ productive ย่อมสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้แน่นอน

Jack Ma แนะนำการทำงานในแต่ละช่วงอายุ

20-30 ปี ลองหางานในบริษัทเล็กๆ ถ้าได้ทำงานบริษัทใหญ่ แม้จะได้เรียนรู้เรื่อง process และ system แต่เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดมหึมา แต่ถ้าเราทำงานบริษัทเล็ก เราจะได้เรียนรู้เรื่อง passion และความใฝ่ฝัน เราจะได้ลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ในช่วงชีวิตนี้ การทำงานกับบริษัทไหนจึงไม่สำคัญเท่ากับว่าเราทำงานให้กับหัวหน้าคนไหน เพราะหัวหน้าที่ดีจะมีวิธีสอนที่ไม่เหมือนใคร

30-40 ปี ถ้าคุณอยากจะทำอะไรของตัวเอง คุณควรจะเริ่มทำ ในช่วงวัยนี้

40-50 ปี ควรจะทำในสิ่งที่เราชำนาญอยู่แล้ว อย่าพยายามข้ามไปทำด้านอื่นเพราะมันอาจจะช้าเกินไป แม้ว่าเปลี่ยนสายแล้วอาจจะรุ่ง แต่โอกาสสำเร็จนั้นต่ำเกินไปหน่อย ในช่วงวัยนี้เราจึงควรคิดให้ดีว่าจะทำยังไงได้โฟกัสในสิ่งที่เราเก่งและถนัด

50-60 ปี เราควรสนับสนุนคนหนุ่มสาว เพราะคนเหล่านี้เขาจะทำได้ดีกว่าเรา จงลงทุนในตัวพวกเขา วางใจในตัวพวกเขา และปลุกปั้นให้เขาเป็นคนที่เก่งและดี

60 ปีขึ้นไป จงใช้เวลาเพื่อตัวเอง ไปนอนเล่นริมชายหาดก็ได้ ช้าเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: JACK MA Advice for Young People

บางครั้งทางที่ยากที่สุดคือทางที่เร็วที่สุด

วิวัฒนาการออกแบบให้เราขี้เกียจ สมองจะหาทางประหยัดพลังงานให้กับร่างกายเสมอ

เมื่อเจองานที่ยาก เราจึงมักจะหลีกเลี่ยงและผัดวัน ปล่อยมันไว้จนจวนเจียน สุดท้ายก็ต้องเร่งทำแบบไฟลน

หรือบางทีเราอาจจะเริ่มทำแต่เนิ่นๆ แบบลูบหน้าปะจมูก ทำแบบใช้ “ทางลัด” โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองหรือวางแผนให้ถี่ถ้วน จนเกิดปัญหาตามมาทีหลัง

ยิ่งงานเกี่ยวข้องกับคนเยอะเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสผิดพลาดได้มาก เราจึงควรยอมเหนื่อยให้มากในช่วงเตรียมตัวและวางแผน จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมานั่งแก้ไขปัญหาเอาหน้างาน

“The hard way is the fast way. Do it right the first time and you won’t have to do it over the next time.”
-James Clear

อาจต้องฝืนธรรมชาติอยู่บ้าง แต่บางครั้งทางที่ยากที่สุดคือทางที่เร็วที่สุดครับ

ชีวิตบางคนเหมือนอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้าที่ไม่มีปุ่มลดความเร็ว

2023 น่าจะเป็นปีแรกที่เราได้กลับมาใช้ชีวิตแบบปกติจริงๆ ในรอบเกือบสามปี

นับตั้งแต่ปี 2020 หลายคนต้องทำงานอยู่ที่บ้านเป็นหลัก และต้องประสบสภาวะ burnout เพราะไร้ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

แต่สามปีก็เป็นเวลาที่นานพอที่จะได้เรียนรู้แล้วว่าเราจะจัดสรรตารางเวลาอย่างไรไม่ให้กลับไปเบียดเบียนตัวเองแบบนั้นอีก

ตัวผมเองในปี 2021 ก็เหมือนชีวิตกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้าที่ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มองหาปุ่มลดความเร็วก็หาไม่เจอ! นับว่าเป็นปีที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตการทำงาน

ปี 2022 เลยตั้งธีมประจำปีเอาไว้ว่า “Space” เพื่อจะจัดการชีวิตให้ดีขึ้น เลือกลู่วิ่งที่มีปุ่มลดความเร็ว เมื่อรู้ตัวว่าเริ่มหายใจไม่ทันจะได้มีทางเลือก

ปี 2023 นี้ ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนจากลู่วิ่งไฟฟ้ามาวิ่งในสวนแทน จะได้วิ่งแบบมนุษย์มากกว่าวิ่งแบบหุ่นยนต์ ไม่เน้นทำสถิติแต่เน้นความมีสติ แวะชมนกชมไม้ให้บ่อยขึ้น จะได้มีแรงมีกำลังใจที่จะยืนระยะได้นานพอที่จะไปถึงเส้นชัย

หากที่ผ่านมาใครรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้า ลองหันมาวิ่งในซอยหรือในสวนดูนะครับ

เส้นแบ่งของงานที่ชอบและไม่ชอบ

จากช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์ มิ้นท์ – I Roam Alone โดย ใบพัด นบน้อม เมื่อปี 2560:

“การเดินทางมันเป็นชีวิตไปแล้ว วันที่เราไม่ได้เที่ยวหรือทำงาน เราก็พักผ่อนเหมือนคนทั่วไปแหละ นอนอยู่บ้าน ดู Netflix แต่จริงๆ เราเดินทางกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เราเดินทางผ่านสิ่งอื่น ผ่านเพลง หนัง หนังสือ ถึงใบพัดไม่ได้เขียนหนังสือ ใบพัดก็เขียนผ่านสิ่งอื่น เขียนในหัว เขียนบทสนทนาเวลาไปจิบกาแฟ ใบพัดเขียนตลอดเวลาใช่ไหม”

เธอหยุดคิดก่อนจะพูดต่อ “มันจะมีเส้นแบ่งระหว่างงานที่เราชอบกับไม่ชอบ ถ้าไม่ชอบ ตื่นมาจะเซ็ง แค่คิดว่าต้องไปทำสิ่งนั้นก็มีความทุกข์แล้ว เราจะรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ไม่สร้างคุณค่าให้กับชีวิต เป็นงานที่ไม่ตอบโจทย์อะไรเลย แต่ถ้าเป็นงานที่ชอบ เราจะอยากลุกขึ้นจากเตียงแต่เช้าเพื่อไปเจอสิ่งนั้น เพราะรู้ว่าเราทำมันไปทำไม มันเป็นงานที่ให้พลังเรา ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ยิ่งถ้ามันทำให้สังคมดีขึ้นมันยิ่งมีความหมาย แรกๆ เราก็เที่ยวเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง แต่หลังๆ เที่ยวจากประเด็น อยากให้คนได้อะไรจากการไปเที่ยวของเราด้วย”


คุณมิ้นท์พูดถึงสองประเด็นที่น่าสนใจ

หนึ่ง เมื่อเราสนใจสิ่งใด เราจะทำมันตลอดเวลา

สอง เมื่อได้ทำงานที่ใช่ สัญญาณมันจะชัดมาก

วันก่อนเพื่อนที่เป็น Youtuber แวะมาทักทาย ผมถามเขาเรื่องการทำ video content ส่วนเขาก็ถามผมเรื่องการเขียนบล็อก สิ่งหนึ่งที่คุยแล้วเหมือนกันคือพอเจออะไรที่ดูท่าจะเป็นเนื้อหาในวีดีโอหรือบทความถัดไปได้ เราจะมองออกและหาทางจดมันไว้ทันที

ในมุมหนึ่งมันก็อาจทำให้เราไม่ได้ซึมซับกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากนัก แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่แท้จริงของกฎแรงดึงดูด – ที่พอเราสนใจสิ่งใด เราจะเห็นสิ่งนั้นมากขึ้นในชีวิต เหมือนคนที่คิดจะซื้อรถฮอนด้าซีวิคก็จะเริ่มมองเห็นซีวิคบนท้องถนนมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ส่วนเรื่องงานที่ใช่ ก็ต้องนับว่าตัวผมเองโชคดีที่ขยับเข้างานที่ใช่มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากซ่อมเครื่องฉีดรองเท้าในโรงงาน มาเป็น software engineer ก่อนไปทำ technical support แล้วผันตัวเองมาดูสื่อสารองค์กร จนได้มาทำงานสาย HR อย่างทุกวันนี้

แต่จะบอกว่าโชคดีอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ก็ต้องตบไหล่ตัวเองด้วยที่หลายครั้งก็กล้า take a leap of faith – กลั้นใจแล้วลองกระโดดเข้าหาสิ่งที่เรายังไม่รู้จัก

งานที่ใช่ประกอบด้วยหลายอย่าง ปัจจัยหลักคงหนีไม่พ้นวงกลมสามอันที่ซ้อนกัน คือสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราทำได้ดี และสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ปัจจัยรองแต่ก็สำคัญมากเช่นกันคือหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในองค์กรว่ามันสอดคล้องกับพลังงานที่ไหลเวียนในตัวเรารึเปล่า

ถ้าเจองานที่ใช่ มันก็จะมีสัญญาณอย่างที่คุณมิ้นท์บอก คือเราตื่นเต้นที่จะเจองานนั้น เราอยากเก่งขึ้นเรื่อยๆ และเรารู้ว่างานของเรามีคุณค่าอย่างไร

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะรู้สึกอยากตื่นขึ้นมาทำงานทุกวัน เพราะในช่วงที่งานมันยากๆ หรือสถานการณ์ไม่ปกติ เราก็อยากซุกตัวบนเตียง ไม่อยากออกมาเผชิญปัญหาเหมือนกัน แต่ถ้าวันเหล่านี้เป็นส่วนน้อยในชีวิตการทำงาน ก็ต้องถือว่าเราโชคดีกว่าใครหลายคน และควรระลึกไว้เสมอว่า 30% ของเงินเดือนคือค่าอดทน

ใกล้จะสิ้นปีแล้ว วันไหนแดดร่มลมตก ก็น่าจะเป็นการดีที่เราจะได้นั่งทบทวนว่างานที่เรากำลังทำอยู่มันทำให้เรามีชีวิตชีวาและคิดถึงมันตลอดเวลามากพอหรือไม่นะครับ


ขอบคุณบทสัมภาษณ์จากหนังสือ In Conversation ใบพัด นบน้อม สัมภาษณ์และเรียบเรียง