ถ้าเครียดแล้วรวยก็จะเครียดนะ

20200404

นี่เป็นคำพูดของอู๋ น้องที่ทำงานเก่าที่ออกมาทำอาชีพตากล้องเต็มตัวได้ร่วมสิบปีแล้ว (รูป pre-wedding งานแต่งงานของผมก็เป็นผลงานของน้องคนนี้)

ผมอ่านเจอสเตตัสของอู๋เมื่อวันสิ้นเดือน เห็นว่าเป็นข้อความที่มีประโยชน์ และน่าจะช่วยเพิ่มมุมมองในทางบวกให้กับคนที่กำลังลำบากอยู่ตอนนี้ได้ จึงขอนำมาลงไว้ในบล็อกนี้นะครับ

—–

เห็นหลายคนเริ่มเครียดเพราะไม่มีงานกัน คือจะบอกว่าส่วนตัวแล้ว ผมผ่านจุดนั้นมานานแล้ว

กลางปีก่อน ไม่มีงานเลย 3-4 เดือน ได้แต่นั่งมองเฟสเพื่อนๆ ลงงานกันโครมคราม ตอนนั้นแม่งเครียดชิบหาย ทำไมกูไม่มีงาน ทำไมกูไม่มีงาน ทั้งเครียดและกดดัน อีความซึมเศร้าก็มาถามหาอีกละ

จนแฟนก็พูดประโยคนึงประมาณว่า “นกมันยังไม่อดตายเลย”

คือในความจริงมันคงตายแหละ หลายคนคงเถียง

แต่พอเราฟังแล้วก็รู้สึกว่าเออ บางเรื่องเราไปบังคับไม่ได้ แบบไม่มีงาน จะไปบังคับใคร บังคับลูกค้า มึงต้องจ้างกูนะ หรือถ่ายรูปส่งสต้อกก็ต้องขายได้ทุกรูปงี้ มันก็ไม่ได้ไง แล้วไม่รู้จะเครียดทำไม เครียดแล้วรวยก็จะเครียดนะ นี้ไม่ได้อะไรแถมความดันมาหาอีก

ช่วงนั้นก็เลยปรับตัวลดการใช้จ่ายทุกสิ่ง ใครที่อยู่รอบตัวจะรู้แหละ มาชวนอะไรซื้ออะไรเราก็จะบอกว่าไว้ก่อน ยังไม่มีเงิน

การกินก็ประหยัด ทำกินเอง หุ่งข้าว ลดต้นทุนให้มากที่สุด จนถึงจุดนึงมันก็พอรอดมาได้บ้าง

รอบนี้ก็คงเหมือนกัน มองทางรอดเอาหลวมๆ แล้วก็ไม่ต้องไปเครียดมาก

สู้ๆ

—–

แฟนของอู๋ที่กล่าวว่านกยังไม่อดตายเลยชื่อน้องเมย์ เป็น illustrator ที่เคยฝากผลงานไว้ในงานแต่งงานของผมเช่นกัน นั่นคือภาพประกอบหนังสือ “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวมบทความที่ผมเขียนเอาไว้ก่อนจะเปิดบล็อก Anontawong’s Musings เสียอีก

ขอบคุณอู๋กับเมย์สำหรับข้อคิดดีๆ ครับ

—–

ใครอยากดูผลงานของอู๋กับเมย์ เชิญรับชมได้ที่ Nattaphotos และ Mame*zo 

ดาวน์โหลดหนังสือเกิดใหม่ได้ที่นี่

ความมั่นคงในชีวิตอยู่ที่ไหน

20200401b

สมัยเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยคุยกับเพื่อนว่า ความมั่นคงในชีวิตไม่มีจริง มีแต่ความมั่นคงทางจิตวิญญาณเท่านั้น

ตอนนั้นคงพูดเอาเท่ๆ แต่พอมาพิจารณากับสถานการณ์ในตอนนี้ก็ดูจะมีความจริงอยู่ไม่น้อย

เพราะอะไรที่เราเคยคิดว่ามันจะจีรังยั่งยืน กลับล้มครืนไปกับคลื่นโคโรนาไวรัส ไม่รู้ว่าคลื่นนี้จะจบเมื่อไหร่ แล้วจะมีคลื่นลูกต่อไปอีกมั้ย

ที่ค่อนข้างแน่ใจ คือชีวิตของพวกเราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

งานที่เคยทำอาจไม่มีแล้ว ธุรกิจที่เคยหาเงินได้อาจหยุดชะงัก ทักษะที่เรามีอาจไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

แล้วเราจะไปหาความมั่นคงในชีวิตจากที่ไหน?

ผมคิดว่าก่อนจะมีความมั่นคงในชีวิตได้ เราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจเสียก่อน

ความมั่นคงทางจิตใจนั้นน่าจะมาได้จากสามทาง

ทางแรกคือประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ

ทางที่สองผ่านการอ่านการศึกษาจนมองได้ลึก มองได้กว้าง มองได้ไกล

ทางที่สามคือฝึกฝนจิตใจของตนให้ยอมรับความไม่แน่นอน ซึ่งปราชญ์ได้ชี้ทางเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่เมื่อไหร่เราจะเลิกดูเบาภูมิปัญญาเหล่านี้เพราะเคยคิดว่ามันไม่จำเป็น

เมื่อผ่านพ้น ศึกษา และฝึกฝนจนพอจะมีความมั่นคงทางจิตใจ ก็จะตั้งสติได้ในห้วงยามแห่งความเปลี่ยนแปลง

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่งอยู่แล้ว ต่อให้เจอสถานการณ์ที่เลวร้ายรุนแรงเพียงใดเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้ ถ้ากายมันจะไปไม่รอดก็เพราะว่าใจมันเจ๊งก่อนเสียมากกว่า

พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาเคยกล่าวไว้ในหนังสือ “ปัญญาอนาคต” ว่า

“เมื่อถูกอนาคตไล่ล่า
จงอย่าเสียเวลากับการโหยหาอดีตอันยิ่งใหญ่
อย่าคร่ำครวญเศร้าโศกกับสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หากจงเร่งสร้างตนเองขึ้นใหม่
เพราะการสร้างตัวตนขึ้นใหม่
คือหัวใจของการสร้างอนาคต”

เผื่อใจไว้ก่อนเลยว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาอีกหลายระลอก และแต่ละระลอกมันอาจบังคับให้เราต้องสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่

ความกลัวไม่ช่วยอะไร ความยึดติดไม่ช่วยอะไร สติ ปัญญา ความกล้า และความไม่ประมาทต่างหากที่จะพาเราฝ่าคลื่นวิกฤติลูกแล้วลูกเล่า

เมื่อใจเราพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ นั่นแหละถึงจะเริ่มมีความมั่นคงในชีวิตอย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

การเติบโตคือการหาความพอดีให้เจอ

20200401

เมื่อเรายังอ่อนด้อย เรามักจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง

ตอนเป็นวัยรุ่นมีความรัก บางคนจะขี้อายจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกับอีกฝ่าย ส่วนบางคนก็จีบไปเรื่อยราวกับมันคือเกม พอคบกันก็หึงหวงเป็นเจ้าข้าวเข้าของ พอเลิกกันก็จะเป็นจะตายเสียให้ได้

เมื่อเรียนจบทำงานใหม่ๆ บางคนก็ทุ่มเทกับงานเสียจนทุกอย่างในชีวิตรวนไปหมด ส่วนบางคนก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามจนมองไม่เห็นความก้าวหน้าในวิชาชีพ

เมื่ออยู่ในวัยที่ควรก่อร่างสร้างตัว บางคนก็มุ่งแสวงหาและสะสมแต่ทรัพย์สินเงินทอง ส่วนบางคนก็ไม่วางแผนเผื่ออนาคตเลย

ความสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวด และหากเรียนรู้จากความเจ็บปวดเราก็จะค่อยๆ ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ และรู้ว่าจะวางตัววางใจกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตอย่างไร

คนที่ผ่านความรักมาประมาณหนึ่งก็จะเรียนรู้ที่จะรักอย่างเปิดเผย จริงใจ แต่ก็ยังปล่อยวางได้ในคราวเดียวกัน

คนที่ทำงานมาจนเก๋าแล้ว ก็จะรู้ว่าจะทำงานอย่างจริงจังและมีอิมแพ็คอย่างไรโดยที่ตัวเองไม่เครียดจนซึมเศร้าหรือร่างกายพังไปเสียก่อน

ส่วนคนที่มีปัญญาทางการเงิน ก็จะเข้าใจความสำคัญของการวางแผน แต่ก็จะไม่ปล่อยให้การสะสมเงินทองมาเป็นสรณะในการดำเนินชีวิต

การเติบโตจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการค้นพบความพอดีในทุกๆ มิติของชีวิต

หาความพอดีให้เจอ แล้วเราจะได้เป็น “ผู้ใหญ่” อย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ถ้าอยากเติบใหญ่ก็ต้องพร้อมเผชิญความไม่แน่นอน

20200218

Comfort Zone นั้นมันอุ่นใจ แต่ไม่ค่อยมีอะไรสนุก

ถ้าเกมนี้เรารู้ว่าเมื่อไหร่จะออกหัว เมื่อไหร่จะออกก้อย ก็ไม่มีอะไรให้ลุ้นอีกต่อไป

เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามคาดการณ์ ข้อดีคือเราจะไม่พลาด อัตตาตัวตนไม่โดนรังแก

ข้อเสียคือเราจะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เราวันนี้ไม่ได้เก่งกว่าเราเมื่อวานนี้เลย

ถ้าอยากเป็นคนที่ดีกว่าวันที่แล้ว ฉลาดกว่าวันที่แล้ว ก็ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เมื่อเผชิญความไม่แน่นอน เราก็จะผิดพลาด ทบทวน เรียนรู้ และเติบโต ซึ่งนั่นเป็นทางเดียวที่จะมีความมั่นคงในอาชีพการงานได้อย่างแท้จริงในยุคนี้

ในโลกสมัยก่อน พื้นที่อุ่นใจคือกับพื้นที่ปลอดภัยนั้นทับซ้อนกันอยู่

ในโลกสมัยใหม่ พื้นที่อุ่นใจไม่ได้ทับซ้อนกับพื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป จริงๆ แล้วมันจะกลายเป็นพื้นที่อันตรายในอีกไม่ช้าด้วยซ้ำ

ถ้าอยากเติบโตอย่างปลอดภัย ก็ต้องพร้อมออกจากพื้นที่อุ่นใจเพื่อเผชิญความไม่แน่นอน

ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เมล็ดพันธุ์นั้นอยากเติบโตอยู่แล้ว

20200217b

เมื่อเราฝังเมล็ดลงในผืนดิน เป็นธรรมชาติของมันที่จะอยากแตกหน่อ แตกกิ่งก้านสาขาออกมาเป็นต้นอ่อน

ถ้าเมล็ดไม่โผล่ออกมา เราคงไม่โทษเมล็ดก่อน แต่จะดูว่าดินของเราร่วนซุยพอรึยัง มันได้รับแสงแดดเพียงพอมั้ย และเราได้คอยรดน้ำให้มันบ้างรึเปล่า

เช่นเดียวกับเด็กทุกคนที่อยากเติบโต เช่นเดียวกับคนทำงานทุกคนที่อยากก้าวหน้า

ถ้าเขาโตช้ากว่าที่เราหวัง อาจไม่ใช่ความผิดที่ตัวเขา แต่เป็นความบกพร่องของสภาพแวดล้อม

ถ้าไม่เห็นหน่ออ่อน ก่อนที่จะต่อว่าเมล็ด ลองกลับมารดน้ำ พรวนดิน และให้มันได้รับแสงสว่างอย่างเพียงพอดูก่อนดีมั้ยครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

สิบกิโลแรกยากกว่าแสนกิโลหลัง

20190707_firstten

เสาร์ที่ 20 กรกฎาคมนี้ จะเป็นวันครบรอบ 50 ปีการไปเยือนดวงจันทร์ของยานอะพอลโล 11

โลกกับดวงจันทร์นั้นห่างกัน 384,400 กิโลเมตร หรือ 40 เท่าของระยะทางกรุงเทพ-ลอนดอน ยานอะพอลโลใช้เวลาในการเดินทางเกือบ 103 ชั่วโมง

จรวดที่ส่งอะพอลโล 11 ไปดวงจันทร์นั้นมีชื่อว่า Saturn V ซึ่งมีเครื่องยนต์ 3 stage ด้วยกัน

Stage 1 มีเชื้อเพลิง 2 ล้านลิตร

Stage 2 มีเชื้อเพลง 1.3 ล้านลิตร

Stage 3 มีเชื้อเพลิง 0.3 ล้านลิตร

Stage 1+2 มีเชื้อเพลิงมากกว่า Stage 3 ประมาณ 11 เท่า แต่ถูกใช้หมดไปตั้งแต่ 9 นาทีแรกที่ออกเดินทาง

ส่วน Stage 3 ที่มีเชื้อเพลิงน้อยกว่าใครเพื่อนนั้น ถูกใช้งานสำหรับการเดินทางอีกหลายแสนกิโลมตรและร้อยชั่วโมงที่เหลือ

เหตุผลที่ช่วงแรกต้องใช้เชื้อเพลิงเยอะขนาดนั้น ก็เพราะว่ายานต้องพาตัวเองออกจากแรงโน้มถ่วงของโลกให้ได้

ผมว่าชีวิตคนเราก็ไม่ต่างกัน

สิบกิโลแรกยากกว่าแสนกิโลหลัง

ลองถามคนที่ไม่เคยออกกำลังกายแต่สุดท้ายกลับมาวิ่งมาราธอนได้ หรือคนที่ฐานะยากจนแต่สร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเศรษฐีได้ หรือสตาร์ทอัพที่เกือบเจ๊งในช่วงปีแรกแต่กลับมาเติบโตเป็น 10 เท่าในภายหลังได้

สิบกิโลแรกยากกว่าสิบกิโลถัดไป และล้านแรกนั้นยากกว่าล้านถัดไปเสมอ

เหตุเพราะช่วงแรกนั้นเรามีแรงโน้มถ่วงของอดีตฉุดรั้งเราไว้อยู่ เราจึงจำเป็นต้องออกแรงให้มากที่สุดเพื่อพาตัวเองออกจากแรงโน้มถ่วงนั้น

การพาตัวเองออกจากแรงโน้มถ่วงฟังแล้วดูเหนื่อยหนักก็จริง แต่ข่าวดีก็คือเมื่อผ่านจุดนั้นมาแล้ว การเดินทางอีกแสนกิโลที่เหลือก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไปครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Flickr: NASA on The Commons

ขอบคุณข้อมูลจาก Space.com NASA’s Mighty Saturn V Moon Rocket Explained (Infographic)

เจ็บปวดจึงเติบโต

20190626_paingrowth

จำคำนี้เอาไว้เลย

เจ็บปวดจึงเติบโต

เพราะมันจะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ไม่มีการเติบโตใดที่ไม่ต้องประสบความเจ็บปวด

อกหัก ทำให้เราเป็นคนรักที่ดีกว่านี้

งานหนัก ทำให้เราเก่งขึ้น อดทนมากขึ้น

ล้มเหลว คือโอกาสให้เราเริ่มใหม่อย่างฉลาดกว่าเดิม

เมื่อไหร่ที่เจอกับความเจ็บปวด บอกตัวเองอย่าเพิ่งใจเสาะ เราเข้มแข็งกว่าที่เราคิด

และบอกตัวเองไว้เลยว่านี่คือโอกาสทองที่จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

เมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไป เราจะเก่งกว่าเดิม แกร่งกว่าเดิม และมองกลับมาด้วยสายตาที่เข้าใจกว่าเดิมแน่นอน

ชี้หน้าต่างหรือชี้กระจก

20190225_windowmirror

ในยามทีเรื่องราวไม่เป็นใจ

มาประชุมสาย ทำงานผิดพลาด วีนใส่ลูกน้อง

เราจะชี้ไปที่หน้าต่างหรือจะชี้ไปที่กระจก

คนที่ชี้ไปที่หน้าต่าง คือคนที่บอกว่ามาสายเพราะรถติด ทำงานผิดเพราะเจ้านายเรื่องมาก วีนลูกน้องเพราะสอนไม่เคยจำ

ส่วนคนที่ชี้ไปที่กระจก คือคนที่บอกว่ามาสายเพราะตอนเช้าชิลล์ไปหน่อย ทำงานผิดพลาดเพราะเราไม่ตรวจให้ดีก่อนส่ง วีนลูกน้องเพราะเราใจร้อนไปเอง

เมื่อเราโทษปัจจัยภายนอก เรากำลังชี้ไปที่หน้าต่าง

เมื่อยอมรับได้ว่าเราเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องและควรป้องกันมันได้ เรากำลังชี้ไปที่กระจก

ชี้หน้าต่างบ่อยๆ ได้ปกป้องอัตตาตัวตน

ชี้กระจกบ่อยๆ ได้ลดอัตตา ได้เรียนรู้ และได้เติบโตครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The Tim Ferris Show: Jim Collins 

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 11 ที่)

วิธีดูว่าเรามีความเป็นผู้ใหญ่หรือยัง

20190501_maturity.png

คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ คือคนที่รู้ว่าอะไรควรทำ แล้วก็ทำสิ่งนั้นจริงๆ

ส่วนคนที่ยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ก็รู้เท่ากับคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละ เพียงแต่ทำไม่ได้เท่านั้นเอง

ใครที่อายุเกิน 18 ย่อมโตพอจะรู้หมดแล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

ลงทุนก่อนใช้จ่าย รักษาเวลา ไม่เที่ยวเล่นจนเสียการงาน เล่นมือถือแต่พอประมาณ ใจกว้างพร้อมเรียนรู้ ไม่ด่วนตัดสินใคร เคารพสิทธิ์ของคนอื่น เรื่องเหล่านี้ใครๆ ก็รู้ แต่มีแต่คนที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้นที่ทำได้

การเป็นผู้ใหญ่จึงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน

แค่ทำในสิ่งที่รู้ว่าถูกต้อง และไม่ทำในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิดเท่านั้นเอง

แพ้บ้างก็ดี

20181215_learntolose

หลายคนน่าจะพอรู้ว่าการเทรนนิ่ง Navy SEAL ของอเมริกานั้นหฤโหดสุดๆ

ทุกคนที่สมัครมาเป็น SEAL ต้องผ่าน “สัปดาห์นรก” ที่มีชื่อว่า Hell Week

ในสัปดาห์นี้ คุณต้องวิ่งเป็นร้อยกิโลเมตร ว่ายน้ำหลายสิบกิโลเมตร เดินแบกขอนไม้หนักหลายร้อยกิโลกับเพื่อนร่วมทีม กินไม่เคยอิ่มท้อง อยู่ในอุณหภูมิที่หนาวเหน็บ แถมยังอดหลับอดนอนตลอดทั้งสัปดาห์

ที่ชายหาดจะมีระฆังแขวนอยู่ ใครที่รู้ตัวว่าไปต่อไม่ไหว จะเดินมาสั่นระฆังและเก็บข้าวของกลับบ้านไปได้เลย

อัตราของคนที่จะผ่าน Hell Week คือ 20% ถ้าเริ่มต้นสัปดาห์มีคน 10 คน ในระหว่างสัปดาห์จะมีคนสั่นระฆัง 8 คนและมีเพียงแค่ 2 คนที่อยู่ต่อจนจบและได้เข้าเทรนนิ่งเพื่อบรรจุเป็นหน่วย SEAL

อะไรคือคุณสมบัติของคน 20% นั้น? บทความนี้จะไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ แต่จะพูดถึงอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ

หนึ่งในคนที่สมัครหน่วยซีลเป็นนักกรีฑาระดับ Top 10 ของสหรัฐอเมริกา เขาออกกำลังกายมาทั้งชีวิตและฟิตกว่าทุกๆ คนที่สมัครเข้ามาในรุ่นนั้น

ในวันแรกเขาวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ว่ายน้ำก็ชนะทุกคน แบกขอนไม้ก็ไม่ได้ดูอนาทรร้อนใจ ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีภาษีดีที่สุดที่จะผ่าน Hell Week

แต่เพียงวันที่สาม นักกรีฑาระดับประเทศคนนี้ก็สั่นระฆังและกลับบ้านไป

เหตุผลก็เพราะเขาเคยแต่แข่งขันในสภาพที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อม อาหารการกินสมบูรณ์พร้อม และที่ผ่านมาเขาก็เป็น “ผู้ชนะ” มาโดยตลอด

แต่เมื่อต้องมาเจอสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ อาหารการกินที่อดๆ อยากๆ และได้นอนเพียงวันละแค่ 2 ชั่วโมง ร่างกายที่เขาภูมิใจหนักหนาจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ใจคิด และ performance ก็ดร็อปลงจนวันที่สองและวันที่สามเขาไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งอีกต่อไป

คนที่คุ้นชินกับการชนะมาทั้งชีวิตก็เลยต้องลิ้มรสกับความพ่ายแพ้ที่ไม่คุ้นเคย พอไม่คุ้นเคยจึงรับไม่ได้ และพอคิดว่า Hell Week ยังเหลืออีกตั้ง 4 วันก็เลยถอดใจ

สภาพร่างกายแข็งแกร่งจึงไม่สำคัญเท่ากับสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ซึ่งความแกร่งนี้ไม่ได้มาจากการชนะเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเคยเป็นผู้แพ้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เคยผิดหวัง เคยล้มเหลวจนอัตตาตัวตนของเขาถูกเฆี่ยนตีจนน่วมและมีภูมิต้านทานระดับที่ว่าจะแพ้อีกกี่ครั้งกูก็จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่

ซึ่งผิดกับคนที่ชนะมาโดยตลอดที่ไม่มีภูมิคุ้มกันความพ่ายแพ้เลย เราจึงเห็นข่าวเด็กฆ่าตัวตายเพราะสอบตกหรืออกหัก

ประสบการณ์ความพ่ายแพ้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เราจะได้ไม่ลำพองตน จะได้เรียนรู้การเป็นที่สองหรือแม้กระทั่งการเป็นที่โหล่

และจะได้มีภูมิคุ้มกันในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Knowledge for Men Podcast: 222: Cade Courtley: Lessons on Life and Business from a Former Navy SEAL Sniper