ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียว

“It’s almost always better to learn from peers who are 2 years ahead of you than mentors who are 20 years ahead of you. Life evolves and most insights get outdated.”

-James Clear

การเรียนรู้จากเพื่อนที่นำหน้าเราไป 2 ปีนั้นมักจะมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ไปไกลกว่าเรา 20 ปี เพราะชีวิตนั้นเปลี่ยนผันและความรู้บางอย่างก็มีวันหมดอายุ

เป็นมุมที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน เพราะเวลาเราอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ เรามักจะได้อ่านได้ฟังความรู้ของคนแปลกหน้าที่นำหน้าเราไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีทั้งนั้น

แต่เรากลับมองข้ามที่จะเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่ผลงานดีกว่า เติบโตได้เร็วกว่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ทันที

หรือเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราแอบอิจฉาเขาอยู่ แล้วเราก็กลบเกลื่อนด้วยการบอกตัวเองว่าเขาไม่เห็นจะเก่งขนาดนั้นเลย เราทำงานหนักกว่าเขาตั้งเยอะ

แต่ถ้าเขาเติบโตได้เร็วกว่าเรา นั่นแสดงว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่เวิร์คอยู่ อย่างน้อยก็ในบริบทนี้ เราจึงควรสังเกตดูว่าสิ่งไหนที่เราพอจะทำเหมือนเขาได้ ส่วนสิ่งไหนที่ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำก็ละเอาไว้

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียวไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดอ่านหนังสือและหยุดฟังพอดแคสต์

แค่แปลว่าเราควรจะเปิดใจซึมซับตัวอย่างดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราบ้างเท่านั้นเองครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

ศัตรูที่น่ากลัวคือเสียงในหัวของเราเอง

“ขอนอนต่ออีก 5 นาที”

“เล่นมือถือซักหน่อยดีกว่า”

“ซื้อเลย ของมันต้องมี”

“ทำแค่นี้ก็พอแล้วมั้ง”

“ขอครั้งนี้อีกครั้งเดียว”

“ไม่เป็นไรมั้ง ใครๆ เขาก็ทำกัน”

“มึงทำไม่ได้หรอก”

“พยายามไปก็เท่านั้น”

“เค้าไม่ได้แคร์เราหรอก”

อุปสรรคหนักหนาแค่ไหนก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าอุปสรรคที่เราสร้างขึ้นมา

ศัตรูที่น่ากลัวคือเสียงในหัวของเราเอง

คนที่ล้มเหลว คนที่คิดสั้นทั้งหลาย ก็เพราะพ่ายแพ้เสียงนี้

ถ้าจัดการมันได้ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกต่อไปแล้วครับ

คนที่เราอยากเป็นเขาจะทำตัวแบบไหน

Maslow’s Hierarchy of Needs นั้นเป็นปิระมิดที่มีทั้งหมด 5 ชั้น

ชั้นแรกเป็นเรื่องทางกายภาพ อยากกินให้อิ่มท้อง อยากมีที่พักอาศัย

ชั้นสองคือความปลอดภัย มีงานทำ มีเงินใช้

ชั้นสามคือความรู้สึกได้เป็นที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่น มีเพื่อนฝูงที่พึ่งพาได้

ชั้นสี่คือความรู้สึกว่าได้เป็นคนสำเร็จ

และชั้นบนสุดคือการได้บรรลุศักยภาพในตัวตน

การได้บรรลุศักยภาพของตัวเองในทุกมิติเป็นเรื่องที่ทุกคนพึงทำ

เพราะมันคือการเติบโตทั้งในด้านร่างกาย ความสามารถ จิตใจ และจิตวิญญาณ

“ร่างสุดท้าย” ของเราที่สมบูรณ์ที่สุด แข็งแกร่งที่สุดนั้นจะหน้าตาแบบไหนกันนะ

เขาจะนอนต่อบนเตียงหรือจะลุกไปวิ่ง

เขาจะใช้โซเชียลสร้างประโยชน์หรือจะโดนโซเชียลใช้งาน

เขาจะยอมแพ้อะไรง่ายๆ หรือจะทำทุกทางเพื่อรักษาสัจจะที่เคยให้ไว้

คนที่เราอยากเป็นเขาจะทำตัวแบบไหน

ถามคำถามนี้กับตัวเองอยู่บ่อยๆ

จะได้ไม่ลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่ครับ

Do The Verb Until You Become The Noun

ถ้าอยากเป็นนักวิ่งก็จงออกไปวิ่ง

ถ้าอยากเป็นบล็อกเกอร์ก็จงเขียนบล็อก

ถ้าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจก็จงลงมือทำธุรกิจ

ถ้าอยากเป็นคนสำเร็จก็จงทำเรื่องสำคัญให้สำเร็จ

อยากเป็นอะไรก็จงทำสิ่งนั้น

Do the verb until you become the noun

ทำไม่หยุด เดี๋ยวก็เป็นเอง


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ I Hate Running and You Can Too by Brendan Leonard

ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

ถ้าเราไม่ใช่คนที่หลักแหลม ก็ต้องเป็นคนที่มีความอดทน

“I rarely have good ideas.

To overcome this limitation, I think about one topic (like habits) for an unreasonable amount of time. Then, I revise, revise, revise until only the best stuff remains. It’s slow, but it works.

You can either be a genius or you can be patient.”
-James Clear

เมื่อศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ เราจะรู้ว่าส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้คนฉลาดกว่าคนทั่วไป แต่สิ่งพวกเขามีเหมือนกันคือความกล้าที่จะเริ่มต้น และความอดทนไม่ยอมแพ้

อย่างที่เจมส์ เคลียร์ ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits กล่าวไว้ว่าเขาไม่ค่อยมีไอเดียดีๆ หรอก แต่เขาอยู่กับไอเดียนั้นนานเพียงพอที่จะกลั่นกรองจนเหลือแต่ของดีๆ เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นคนฉลาดหลักแหลมแบบจีเนียส มันก็มีอีกวิธีคือเราต้องมีความอดทนเพียงพอและเป็นคนที่รอได้

ลองถามตัวเองว่ามีเรื่องไหนที่เราสนใจแต่ยังไม่เก่ง และลองให้เวลากับมันอย่างจริงจังดูสักตั้ง อยู่กับมันให้นานกว่าที่คนทั่วไปพร้อมจะอยู่

เพราะนั่นอาจจะเป็นทางเดียวที่เราจะถ่องแท้และใช้ความรู้นั้นเพื่อสร้างความแตกต่างให้ชีวิตเราได้อย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

เวลากลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไง

ลองคิดให้ดี ว่า “คนอื่น” นั้นหมายถึงใคร

ถ้าเราลองเลือกชื่อใครสักคนขึ้นมา เราจะรู้ตัวว่าเรากลับไม่ได้กลัวว่าเขาคนนั้นจะคิดยังไงหรอก

คำว่า “คนอื่น” จึงเป็นเพียงการเหมารวม เป็นเพียงตัวตนในจินตนาการที่เราสร้างขึ้นมาเอง คล้ายๆ คำว่า “เขา” ในประโยค “เขาว่ากันว่า”

หรือ “คนอื่น” อาจจะหมายถึง “ความกลัวในตัวเราเอง” นี่แหละ

ความกลัวที่ไม่มีเหตุผล ความกลัวที่ตีตนไปก่อนไข้

ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้อง และไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ไม่ต้องกังวลถึง “คนอื่น” มากนักหรอกนะครับ

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความลำบาก

ถ้าแต่ละวันเราได้เจอแต่เรื่องเดิมๆ ชีวิตเราอาจจะสบายเกินไป

และชีวิตที่สบายอาจไม่ใช่ชีวิตที่ดีนัก เพราะถ้าเราไม่เก่งขึ้นเราก็กำลังแย่ลง เหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้มันก็จะฟีบและไร้ซึ่งความแข็งแรง

เราจึงควรจัดเวลาตัวเองให้ได้เจอความยากลำบากในทุกวัน หัดพาตัวเองไป “จมน้ำ” หรือ “ปริ่มน้ำ” เสียบ้าง

เช่น เขียนบล็อก จัดพอดคาสท์ วิ่ง ฝึกเล่นเปียโน ทำแพลงค์ อ่านหนังสือยากๆ หรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ความอดทนและความพยายาม อย่างน้อยซักวันละ 15-30 นาที

เพราะชีวิตที่น่าพอใจ คือชีวิตที่มีความก้าวหน้า

และเราจะก้าวหน้าไม่ได้เลยถ้าเราไม่พบความยากลำบากครับ

9 พฤติกรรมที่ดูเหมือนอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วเข้มแข็งขั้นสุด

1. ยอมรับว่าตัวเองผิด – ข้อนี้ยิ่งแก่ยิ่งทำยาก ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งลำบาก แต่ถ้าทำได้จะเป็นผู้ใหญ่ที่น้องๆ นับถือ

2. กล่าวขอโทษก่อน – แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองผิดตรงไหน แต่คนที่มองออกว่าการเอ่ยปากขอโทษก่อนนั้นไม่ได้เสียอะไรไปเลยนอกจากอีโก้ เขาก็จะเป็นคนสำคัญที่จะช่วยรักษาหรือเยียวยาความสัมพันธ์ได้

3. ขอความช่วยเหลือ – เพราะเขาเห็นแล้วว่าการให้งานสำเร็จนั้นสำคัญกว่าการเป็นพระเอก เขาจึงเอ่ยปากขอความช่วยเหลือแม้จะต้องเผชิญกับสายตาดูถูกหรือต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ

4. เปลี่ยนใจ – ฟังดูเหมือนคนโลเล แต่ถ้าข้อมูลใหม่ที่รับเข้ามาแล้วมันฟังดูเข้าท่ากว่า เขาก็พร้อมเปลี่ยนใจโดยไม่กลัวเสียหน้าและไม่เสียดาย sunk cost

5. ยอมรับจุดด้อยของตัวเอง – ไม่มีใครอยากสบตากับจุดอ่อนของตัวเอง อาจจะพยายามปกปิด ไม่พูดถึง หรือใช้วาจากลบเกลื่อน แต่นั่นไม่ได้ทำให้จุดด้อยหายไป คนที่เข้มแข็งจริงๆ จะยอมรับว่าตัวเองไม่เก่งตรงไหน และจะพยายามปรับปรุงจุดนั้น หรือถ้าเขาคิดว่าไม่คุ้มที่จะปรับปรุงหรือไม่ดีพอที่จะรับงานนี้ เขาก็จะยอมรับมันโดยดุษณีย์และเปิดทางให้คนอื่นที่เหมาะกว่า

6. ไม่ได้เป็นคนเก่งตลอดเวลา – social media นั้นกระตุ้นให้เราโชว์เหนือ ให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองดี/เด่น/ดังแค่ไหน แต่คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องแสดงความเก่งกาจตลอดเวลา คนที่ vulnerable พอให้คนอื่นเห็นด้านไม่ดีไม่งามและความอ่อนหัดของตัวเองคือคนเข้มแข็งเกินค่าเฉลี่ย

7. พูดจาดีๆ กับคนที่พูดไม่ดีด้วย – มนุษย์เราก็เหมือนพัดลม โดนกดปุ่มทีไรก็ใบหมุนและส่ายไปส่ายมา ต้องเป็นคนเข้มแข็งและมีเมตตาเบอร์ไหนที่โดนกดปุ่มแล้วก็ยังไม่โกรธ แถมยังใจเย็นพอที่จะพูดจาดีๆ กับคนที่กำลังสาดพลังงานลบเข้าใส่อีกต่างหาก

8. ผิดพลาดและล้มเหลว – ที่ล้มเหลวก็เพราะกล้าลองทำสิ่งที่ยังไม่รู้ ลองทำสิ่งที่ยากเกินความสามารถของตัวเอง และสิ่งที่คนเรียกกันว่าความล้มเหลวนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงข้อมูล เหมือนที่เอดิสันค้นพบ 10,000 วิธีที่ไม่ควรทำหลอดไฟ

9. ล้มเลิก – คนชอบพูดกันว่าล้มเหลวได้แต่อย่าล้มเลิก แต่จริงๆ แล้วบางทีการล้มเลิกก็ต้องใช้ความกล้าเสียยิ่งกว่าการเดินหน้าต่อเสียอีก คนที่กล้าประเมินสถานกาณ์ตามความเป็นจริงและล้มเลิกสิ่งหนึ่งเพื่อเอาแรงและเวลาอันจำกัดไปทำสิ่งอื่นก็คือคนที่มีความเข้มแข็งและน่านับถือเช่นเดียวกัน

อย่าเพิ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

คนใจร้อน

คนฉลาด

คนขี้เกียจ

คนพูดตรง

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรานิยามตัวเอง เรากำลังปิดกั้นความเป็นไปได้อื่นๆ

ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ไม่ดี เช่นเป็นคนใจร้อน เป็นคนขี้เกียจ เราก็จะมีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาด้วยการอ้างว่า “ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ”

แต่ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ดี เช่นเป็นคนฉลาด เป็นคนพูดตรง เราก็อาจจะด่วนตัดสินคนอื่นที่แตกต่างจากเรา

เมื่อหมดวัน การนอนแต่ละครั้งคือการซ้อมตาย และการตื่นแต่ละครั้งในวันรุ่งขึ้นก็คือการเกิดใหม่

ตัวตนของเราจึงลื่นไหล พร้อมเรียนรู้ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง

ไม่ยึดติดกับอดีต มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และเปิดกว้างกับอนาคตครับ

ยอมรับเสียก่อนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราคิดว่าเราทำทุกอย่างถูกอยู่แล้ว

ถ้าเรารู้สึกว่ากำลังติดหล่ม ใจหนักๆ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต แสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่างผิดอยู่แน่นอน

และการยอมรับว่าตัวเองผิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนส่วนใหญ่จะโทษคนอื่นก่อนเสมอ โทษหัวหน้า โทษคนในครอบครัว โทษรัฐบาล โทษใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง

การกล่าวโทษคนอื่นนั้นเป็นที่นิยมเพราะมันง่าย เพราะมันไม่ต้องลงมือทำอะไร เพราะมันช่วยรักษาความรู้สึกว่าเราเป็นคนถูก

แต่การกล่าวโทษคนอื่นและหวังว่าคนอื่นจะเปลี่ยนนั้นเป็น strategy ที่ไม่ฉลาดเลย ประสบการณ์ก็สอนแล้วว่าเขาไม่เปลี่ยนหรอก ถ้าเราไม่มัวแต่โทษเขาแล้วลงมือทำอะไรเสียตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ชีวิตเราดีขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว

ยอมรับเสียเถอะว่าปัญหาอยู่ที่เรานี่แหละ

และเมื่อรู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้ครับ