เราจะไม่แก่

20171114_notold

ตราบใดที่ความฝันยังไม่ถูกแทนที่ด้วยความเสียดาย

“A man is not old until regrets take the place of dreams.”
-John Barrymore

อะไรที่ทำให้คนอายุ 60 บางคนยังดูหนุ่มแน่น ขณะที่บางคนอายุ 40 กว่าๆ ก็ดูแก่มากแล้ว

หนึ่งอาจะเป็นเรื่องการดูแลตัวเอง กินดี พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ เขาก็จะมีร่างกายที่สมบูรณ์

สองคงเป็นเรื่องการดูแลจิตใจ ซึ่งทำได้สองวิธี ถ้าทำได้ทั้งคู่ก็น่าจะยิ่งดี คือการมีความฝันกับมีธรรมะในจิตใจ

ความฝันอาจจะไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไร ขอแค่เพียงมันช่วยให้เรามุ่งหวังถึงวันข้างหน้าที่ดีกว่า ก็เพียงพอที่จะเป็นแรงขับให้เราลุกขึ้นมาจากเตียงทุกเช้า เพราะเรารู้แล้วว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร

และถ้าความฝันทำให้เราลงมือทำ ธรรมะจะเป็นตัวบอกว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุด และเมื่อไหร่ควรจะพอครับ

ไม่มีความจำเป็นอันใด

20171017_benotyourself

ที่จะต้องเป็น “เราคนเดิม” กับเมื่อ 5 นาทีที่แล้ว

“You’re under no obligation to be the same person you were 5 minutes ago”
– Alan Watts

เราถูกสั่งสอนมานานว่า “จงเป็นตัวของตัวเอง”

แต่บางครั้ง ถ้าเราอยากจะเติบโต เราก็ต้องยอมที่จะ “ไม่เป็นตัวของตัวเอง” เสียบ้าง

ถ้าอยากรู้จักน้องคนนั้น ก็ต้องยอมละทิ้งความเป็นคนขี้อายแล้วเดินเข้าไปหา

ถ้าอยากจะหุ่นดีกว่านี้ ก็ต้องยอมหยุดเป็นคนที่เอาแต่นอนดูทีวี-กินอาหารขยะ

ถ้าอยากจะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็ต้องยอมหยุดเป็นคนติดเฟซบุ๊คและทำงานแบบคนสมาธิสั้น

ในทางพุทธศาสนา ตัวตนที่แท้นั้นไม่มี

จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราใช้ความเชื่อนี้ให้เป็นประโยชน์ เราก็จะสามารถ “เปลี่ยนตัวเอง” ได้ในเสี้ยววินาที

แค่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนอย่างเด็ดเดี่ยว ทัศนคติของเราก็จะเปลี่ยนไป

เมื่อทัศนคติเปลี่ยน การกระทำก็เปลี่ยน

และเมื่อเวลาได้ทำหน้าที่ของมัน ชีวิตของเราก็ย่อมเปลี่ยนตาม

อดีตมันไม่อาจดีกว่านี้ได้แล้ว

20171012_past

ดังนั้นจงให้อภัยเขาเถอะ

“Forgiveness means giving up all hope for a better past.”
– Jerry Jampolsky

เรายังแบกความขุ่นข้องหมองใจอะไรอยู่บ้าง?

เคยมีคนทำร้ายเรา ทำให้เราผิดหวัง ทำให้เราสูญเสียความเชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองใช่มั้ย?

แต่การที่เรายังโกรธเขาอยู่มันทำให้อะไรดีขึ้นบ้างรึเปล่า?

อดีตคือสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อให้เราโกรธเขาแค่ไหน เขาก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

แน่นอนว่าคนเราเจ็บแล้วต้องจำ แต่การเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้รังแต่จะทำร้ายเราเปล่าๆ

การให้อภัยจึงไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่มันคือการทำเพื่อตัวเอง

ให้อภัย เพื่อปลดปล่อยเราจากอดีตที่ไม่อาจดีไปกว่านี้ได้แล้ว

หากเจอใครที่กำลังค้นหาความจริง จงเดินไปกับเขา

20170803_seekthetruth

หากเจอใครที่คิดว่าตัวเองค้นพบความจริงแล้ว จงหนีไปให้ไกลๆ

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.
-Deepak Chopra

อาจเป็นเพราะการมาถึงของโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ทุกคนมีที่ยืนและประกาศตัวตนในโลกไซเบอร์ได้ (รวมถึงตัวผมเองด้วย)

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจึงมี “กูรู” กำเนิดใหม่มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นกูรูการตลาด กูรูการลงทุน กูรูความสวยความงาม กูรูรถ

รวมถึงกูรูด้านจิตวิญญาณและนักสร้างแรงบันดาลใจ

ในยุคที่กูรูแทบจะเดินไหล่ชนกัน คำถามสำคัญก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

มีคนเคยบอกว่า วิธีดูง่ายๆ ก็คือคนที่ออกมาสอนเหล่านั้นเขาเคยประสบความสำเร็จมาแล้วหรือยัง

ซึ่งแม้วิธีการนี้จะเป็นมาตรวัดที่ดี แต่ก็มีปัญหาสองอย่าง

หนึ่งคือการสืบว่าเขาสำเร็จแล้วหรือยังอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

และสอง (ซึ่งสำคัญกว่า) คนบางคนอาจจะเกิดมาเพื่อสอน ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำ

เช่น Jose Mourinho ซึ่งตอนเป็นนักฟุตบอลก็ได้เตะเพียงดิวิชั่นสองของโปรตุเกส แต่เขาก็ยังเป็นโค้ชที่คุมทีมระดับโลกอย่างแมนยูและเรอัล มาดริดได้

ส่วนบางคนแม้จะทำเก่ง แต่ก็ถ่ายทอดไม่เก่ง เช่น Sir Alex Ferguson ที่เป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่ง แต่หนังสืออัตชีวประวัติของเขานั้นผมอ่านแล้วจับใจความอะไรไม่ได้เลย

ดังนี้แล้ว เราจะดูได้อย่างไรอีกว่าใครตัวจริง ใครตัวปลอม?

คำตอบเดียวที่ผมพอคิดได้ คือ “ดูกันยาวๆ” ครับ

รู้มั้ยครับว่าตอนที่ Warren Buffett อายุ 60 ปี (หลังจากเป็นนักลงทุนมาทั้งชีวิต) เขามีทรัพย์สินเพียง 5% ของตอนนี้เท่านั้น ความมั่งคั่งอีก 95% ที่เหลือตามมาหลังจากเขาเลยวัยเกษียณไปแล้ว 

ร้านค้าออนไลน์อย่างอเมซอนก่อตั้งเมื่อปี 1994 แต่กว่าจะเริ่มมีกำไรก็ต้องรอถึงปี 2003 

Walk with those seeking truth… Run from those who think they’ve found it.

ในยุคที่ความจริงกับเรื่องแต่งนั้นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทักษะที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับเราในฐานะผู้บริโภค ก็คือการแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก

ฟังเขาได้ เรียนรู้จากเขาได้ รักเขาได้ แต่ขอให้รักอย่างมีสตินะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

เมื่อวานฉันฉลาด ฉันเลยอยากเปลี่ยนโลก

20170704_changetheworld

วันนี้ฉันเป็นปราชญ์ ฉันเลยอยากเปลี่ยนตัวเอง

“Yesterday I was clever, so I wanted to change the world. Today I am wise, so I am changing myself.”
― Jalaluddin Rumi

วัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยที่เราคิดว่าเรารู้ เราเข้าใจไปเสียทุกอย่าง

อาจเป็นเพราะเราอ่านมาเยอะ คิดมาเยอะ ข้อมูลจึงลอยฟ่องเต็มสมองไปหมด

เมื่อคิดว่าตัวเองรู้ และพบว่าคนอื่นไม่ได้คิดแบบเดียวกับตัวเอง ก็เลยนึกว่าพวกเขารู้ไม่เท่าเรา

การเปิดศึกจึงเริ่มขึ้น ด้วยการพยายามเปลี่ยนความคิดคนอื่นผ่านการโต้แย้งถกเถียง สาดข้อมูลและตรรกะใส่กัน

เพียงเพื่อจะพบว่า เมื่อโต้แย้งจบแล้ว ต่างฝ่ายต่างกลับยึดมั่นในความคิดของตัวเองมากกว่าเดิม

การโต้แย้งของหนุ่มสาว จึงไม่ใช่กระบวนการค้นหาความจริง แต่กลับเป็นเพียงการเล่นเกมป้องอัตตา

พอเราโตมาระดับหนึ่ง ถึงจะรู้ว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ามันถูกแน่ๆ นั้นมีโอกาสพลิกโผได้เสมอ

พอเห็นการพลิกโผบ่อยๆ เข้า ใจเราก็จะยอมรับได้เองว่า บางทีเราก็ถูก บางทีเราก็ผิด

แล้วเราก็อาจจะเริ่มเห็นด้วยว่า การพยายามเอาความคิดของเราไปยัดใส่หัวคนอื่นนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาชะมัด

เมื่อเราหยุดตัดสินและเลิกพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น เราก็จะมีเวลากลับมาสำรวจตัวเองมากขึ้น จนพบว่าเราเองก็ยังมีจุดบกพร่องอีกมากมาย

เมื่อเรากลับมาใส่ใจปรับปรุงตัวเอง ชีวิตก็จะเรียบง่าย และความสุขจะเกิดได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้โลกมาหมุนรอบตัวเราครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

20170702_struggle

คำถามนี้มักจะเกิดขึ้นตอนที่เราต้องพาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หรือได้รับหน้าที่ใหม่ๆ เช่นการโดนโปรโมต ย้ายทีม หรือย้ายที่ทำงาน

ถ้าตอนนี้เรากำลังท้อแท้ ทำอะไรก็ไม่ได้ดีซักอย่าง อารมณ์เหมือนคนกำลังจมน้ำตลอดเวลา จนเกิดคำถามว่าเราเหมาะกับตรงนี้จริงเหรอ ผมมีคำแนะนำ 2 ข้อ

หนึ่ง คือกลับมาดูแลตัวเอง ด้วยการ กินให้ดี เคลื่อนไหวร่างกายให้เยอะๆ (ออกกำลังกาย) และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat / Move / Sleep)

จากประสบการณ์ของผม เวลาชีวิตกำลังยากลำบาก เราจะยิ่งทำงานหนักมากขึ้น ใส่เวลาลงไปกับหน้าจอคอมมากขึ้น จนเราแทบไม่เหลือเวลากินข้าว ออกกำลังกาย และหรือพักผ่อนเลย

ก็ดูทุ่มเทดีอยู่หรอก แต่ผมไม่เคยเห็นว่ามันจะช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเองแล้ว ทุกอย่างย่อมจะรวนไปหมด ยิ่งนอนน้อย ยิ่งหงุดหงิดง่าย ยิ่งไม่มีสมาธิ ยิ่งทำงานได้แย่ลง ยิ่งต้องกลับมาแก้งาน ยิ่งทำให้นอนน้อย ฯลฯ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่ควรพาตัวเองเข้าไปอย่างยิ่ง

เพราะคุณภาพของงานไม่อาจดีไปกว่าคุณภาพของจิตใจตอนที่ทำงานชิ้นนั้นได้ การทำงานหนักยิ่งขึ้นจึงไม่น่าจะใช่คำตอบ

คำแนะนำข้อที่สอง คือเราต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ความคิด ความเชื่อ หรือการกระทำบางอย่างที่มันเคยเวิร์คสำหรับเรามาโดยตลอด อาจไม่เวิร์คกับบริบทปัจจุบันอีกต่อไป

“We can not solve our problems with the same level of thinking that created them”
-Einstein

เราไม่อาจแก้ปัญหาด้วยความคิดระดับเดียวกับที่เราสร้างปัญหานั้นขึ้นมาได้

ถ้าอยากจะหลุดจากวังวนตรงนี้ เราก็ต้องยอมเปลี่ยนความเชื่อและเปลี่ยนการกระทำอะไรบางอย่าง

อาจต้องเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ให้น้อยลง อาจต้องหัดขอความช่วยเหลือ อาจต้องยอมเป็นคนที่ไม่ได้เก่งไปเสียทุกเรื่อง

เพราะถ้าเราหวังผลเลิศกับงานทุกชิ้นในตอนที่เรายังปรับตัวไม่ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเราจะทำไม่ได้ดีซักอย่างเดียว

ลองเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะเข้าใจตรงกันว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด 3 อย่างที่เราต้องทำให้ได้ (น้อยกว่านี้ได้แต่ห้ามมากกว่านี้)

ถ้าเราดูแลตัวเองดี เราจะมีกำลังใจและกายที่จะทำสามสิ่งนี้ให้ออกมาดี รวมถึงมีจิตที่แข็งพอที่จะไม่ฟุ้งซ่านไปกับงานอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมา

ชีวิตทำไมยากเย็นขนาดนั้น

นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ดีที่บอกว่าเราต้องกลับมาใส่ใจร่างกายและวิธีคิดของตัวเอง

และเมื่อเราผ่านจุดนี้ไปได้ เราจะเก่งขึ้น แกร่งขึ้น และฉลาดขึ้นแน่นอน


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คนสำเร็จนั้นยอมแพ้เป็นประจำ

20170623_winnerquit

เพียงแต่พวกเขายอมแพ้เรื่องที่ควรยอมในจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

Winners quit all the time. They just quit the right stuff at the right time.
– Seth Godin

เราได้ยินมาตลอดว่า ไม่ว่าเจออุปสรรคอะไรก็จงอย่ายอมแพ้ จงสู้ต่อไปจนกว่าจะถึงฝั่งฝัน

ส่วนฝรั่งก็จะชอบมีคำพูดที่ว่า Winners never quit. Quitters never win.

แต่ความสู้ไม่ถอยกับความดันทุรังก็มีเส้นแบ่งเพียงบางๆ

และความเชื่อที่ว่าผู้ชนะไม่เคยยอมแพ้เลยนั้นคิดแล้วก็ดูเท่ดี แต่น่าจะเป็นภาพที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าไหร่นัก

ในชีวิตจริง กว่าเราจะเจออะไรที่ใช่ อาจต้องลองอะไรหลายๆ อย่าง

คนที่อ่อนแออาจจะยอมแพ้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้พยายามเต็มที่เลย

แต่คนที่เข้มแข็งจะทำเต็มที่ แต่ถ้าทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้วตระหนักแล้วว่ามันไม่เวิร์ค เขาก็เข้มแข็งพอที่จะยอม “เสียฟอร์ม” เพื่อเอาเวลาที่มีอยู่จำกัดไปทำสิ่งอื่นที่เหมาะสมมากกว่า

โลกหมุนเร็วขนาดนี้ ไอเดียที่เคยเข้าท่าเมื่อปีก่อน มาวันนี้มันอาจไม่เข้าท่าอีกแล้วก็ได้

คนสำเร็จจึงไม่ใช่คนที่ไม่เคยยอมแพ้

เขาแค่เลือกที่จะยอมแพ้ได้ถูกที่ถูกเวลาเท่านั้นเอง


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

คำถามที่ไม่มีคำตอบ

20170619_questions

ดีกว่าคำตอบที่ห้ามตั้งคำถาม

“I would rather have questions that can’t be answered than answers that can’t be questioned.”
-Dr. Richard Feynman

ผมเชื่อตลอดมาว่าคำถามสำคัญกว่าคำตอบ

เพราะคำถามที่ดีย่อมนำไปสู่คำตอบที่ดี และแม้บางครั้งจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่การตั้งคำถามที่ดีกับตัวเองอยู่เสมอจะทำให้เราไม่หลงลืมว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร

ส่วนคำตอบที่ดีนั้น ต้องดูอีกทีว่าดีในสายตาของใคร

เมื่อวานนี้ผมโพสต์เรื่องลิเกการศึกษา คุณผู้อ่านชื่อคุณ Kusoom มาให้ความเห็นไว้ว่า

“คนไทยให้ความสำคัญกับปริญญามากเกินไป มากจนบางครั้งคนได้ปริญญากลับมีความรู้ต่ำเตี้ยกว่าคนไม่ได้รับการศึกษาในระบบเสียอีก และบางครั้งคนที่อยากได้ปริญญากลับไม่ใช่เจ้าตัว แต่กลับเป็นพ่อหรือแม่เสียเอง มีเพื่อนหลายคนที่ต้องชอกช้ำกับการเป็นหมอ ผู้พิพากษา นักบัญชีทั้งที่ตัวตนไม่ชอบด้านนั้นเลยแต่ต้องเรียนเพราะพ่อแม่อยาก!”

พ่อแม่บางคนใช้ลูกเพื่อบรรลุความฝันของตัวเอง

ซึ่งผมว่าไม่แฟร์เท่าไหร่

เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่ “มีคำตอบที่ห้ามตั้งคำถาม” เต็มไปหมด น่าจะมีวัยเด็กที่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

โชคดีที่พ่อแม่ผมไม่เคยกะเกณฑ์อะไรเลย อยากจะเรียนอะไรก็เรียน อยากจะทำอะไรก็ทำ สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ถามว่าตอนนี้พอใจกับชีวิตก็ต้องบอกว่าพอใจมาก

ในหัวผมยังมีคำถามอีกมากมายที่เห็นคำตอบเพียงลางๆ

แต่ไอ้ความไม่ชัดเจนนี่แหละที่ทำให้ชีวิตสนุกและน่าสนใจ คุณว่ามั้ย?

เมื่อเราพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น

20170611_better

ทุกอย่างรอบๆ ตัวเราก็จะดีขึ้นเช่นกัน

When we strive to become better than we are, everything around us becomes better, too.
– Paulo Coelho

เพราะโลกภายนอกเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายใน

ในยามที่เราเศร้าหมอง หดหู่ หัวใจเต็มไปด้วยประจุลบ เราย่อมส่งประจุลบนั้นให้คนรอบกาย และเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเหล่านั้นจะสะท้อนประจุลบกลับมา

คนที่ติดหล่มความทุกข์จึงมีความเสี่ยงที่จะทุกข์หนักกว่าเก่าเพราะเขาจะรู้สึกว่าใครๆ ก็ใจร้ายกับเขา ทั้งที่ๆ จริงๆ แล้วเขาใจร้ายกับตัวเองต่างหาก

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่พกพาพลังบวกไว้เต็มกระเป๋า เจอใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ขนาดเจอคนทำตัวไม่น่ารักคุณก็ยังใจกว้างพอที่จะพยายามเข้าใจ ก็มีแนวโน้มสูงมากว่าวันนี้คุณจะได้เจอแต่ “คนดีๆ” และ “เรื่องดีๆ” เกือบทั้งวัน

แต่ถ้าวันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆ ล่ะ?

ความจริงนั้นมีสองระดับ คือความจริงอย่างที่มันเป็น (objective) และความจริงอย่างที่เราคิด (subjective)

เราไม่อาจเปลี่ยนความจริง objective ได้ แต่เราเปลี่ยนความจริง subjective ได้

ถ้าวันนี้ฝนทำท่าจะตก เราไม่อาจเลือกให้ฝนหยุดตกได้ แต่เราเลือกได้ว่าฝนที่ตกนี้จะมีความหมายอย่างไรกับเรา

เราอาจเลือกที่จะหงุดหงิดก็ได้ที่ต้องเฉอะแฉะหรือเจอรถติด หรือเราเลือกจะมองในแง่บวกก็ได้ว่าฝนตกอย่างนี้อากาศก็เย็นสบายดี

ไม่ว่าเราจะอารมณ์เสียหรืออารมณ์ดี ก็ไม่สามารถทำให้ฝนหยุดตกได้อยู่แล้ว สู้เลือกที่จะมองอะไรที่จะสร้างประจุบวกใหักับจิตใจน่าจะดีกว่านะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

หยุดถามได้แล้วว่า Passion ของเราคืออะไร

20170611_stoppassion

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

ประโยคนี้ได้มาจากการได้คุยกับเพื่อนชื่อเหมียวเมื่อตอนต้นปี (อ่านรายละเอียดได้ในตอน “คำเล็กๆ ของคนบางคน“)

แม้จะยังไม่แน่ใจความหมายนัก แต่คำพูดนี้ก็ติดอยู่ในหัวผมมาหลายเดือนแล้ว

คำว่า Follow your passion เป็นประโยคฮิตมากในเมืองไทยในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา มีสัมมนาและหนังสือ ด้าน passion ออกมาขายมากมายเต็มไปหมด

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่วายมีคนบ่นว่าไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไร

ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้รับมุมมองเกี่ยวกับ passion ที่คิดว่าคนไทยน่าจะยังไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกัน เลยอยากนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

—–ถ้าไม่รู้ว่า Passion คืออะไร ให้ Follow your curiosity แทน—–

เราชอบนึกภาพว่า passion มันต้องเป็นสิ่งที่ใช่ ต้องมีความร้อนแรง ต้องเป็นอะไรที่เราทำได้ทั้งวันทั้งคืน

เมื่อตั้งความคาดหวังกับ passion สูงซะขนาดนั้น ก็คงไม่แปลกที่บางคนจะหา passion ตัวเองไม่เจอ

แต่ Elizabeth Gilbert ผู้เขียนหนังสือ Eat Pray Love บอกว่า ถ้าเราเริ่มต้นจาก curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็นล่ะ?

แค่รู้สึกว่า เออ เรื่องนี้มันน่าสนใจดีนะ ลองทำดูซักหน่อยจะดีมั้ย? ก็ย่อมดีกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ แล้ว

ถ้าทำแล้วมันไม่โดน ก็ค่อยไปลองอย่างอื่นที่เราเห็นว่าน่าสนใจต่อไป

การ follow your curiosity นั้นดีกว่าการ follow your passion ตรงที่มันไม่ได้มีความคาดหวัง ไม่ต้องยึดติด และไม่ใช่เรื่องที่จะมากำหนดชีวิตเรา มันคือการละเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว

—–Passion คือฉันทะ—–

คำนี้มาจากครูณัชร สยามวาลา ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ใน Facebook live ของเพจ Trick of The Trade 

ผมชอบมาก เพราะว่ามันเป็นคำที่เรียบง่าย งดงาม และชาวพุทธอย่างเราๆ เข้าใจอยู่แล้ว

ผมขอตีความต่อว่า เมื่อเรามีฉันทะกับสิ่งใดเราก็จะมีวิริยะกับสิ่งนั้นไปโดยปริยาย เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับมันนานๆ เราก็จะมีจิตตะหรือใจที่จดจ่อกับสิ่งที่ทำจนไม่รู้เวล่ำเวลา (ฝรั่งเรียกสภาวะนี้ว่า “In the zone”) และเมื่อเราอยากเก่งขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะมีวิมังสาที่จะคอยสำรวจตัวเองว่ามีสิ่งใดที่ยังต้องปรับปรุงอยู่บ้าง

—–ดังนั้นจงเลิกคิดมากได้แล้ว—–

Mark Manson เขียนไว้ใน Screw finding your passion ว่าตอนคุณเป็นเด็ก คุณไม่เห็นจะต้องมานั่งคิดเลยว่าจะทำอะไรดี คุณสนใจสิ่งไหนก็ทำไป และถ้าทำแล้วมันไม่เวิร์คคุณก็แค่หันไปทำสิ่งอื่นโดยไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ ถ้าชอบก็ทำ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ

แต่เวลาคุณโตขึ้นมาคุณกลับบอกว่าหา passion ไม่เจอ

—–

“I call bullshit. You already found your passion, you’re just ignoring it. Seriously, you’re awake 16 hours a day, what the fuck do you do with your time? You’re doing something, obviously. You’re talking about something. There’s some topic or activity or idea that dominates a significant amount of your free time, your conversations, your web browsing, and it dominates them without you consciously pursuing it or looking for it.”

“อย่ามาปัญญาอ่อนไปหน่อยเลย คุณหา passion เจอตั้งนานแล้ว คุณแค่ทำเป็นมองข้ามกับมันต่างหาก เอาจริงๆ นะ คุณตื่นนอนตั้งวันละ 16 ชั่วโมง เอาเวลาไปทำอะไรหมด? คุณต้องทำอะไรซักอย่างแน่ๆ คุณต้องคุยเรื่องอะไรซักเรื่อง ต้องมีอะไรซักอย่างที่คุณใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คุณคุยกับเพื่อน หรือเว็บที่คุณเข้าต่างๆ คุณใช้เวลาไปกับมันโดยที่คุณไม่รู้ตัวหรือไม่ต้อง “มองหา” ด้วยซ้ำ

“It’s right there in front of you, you’re just avoiding it. For whatever reason, you’re avoiding it. You’re telling yourself, “Oh well, yeah, I love comic books but that doesn’t count. You can’t make money with comic books.”

Fuck you, have you even tried?”

“มันจ้องหน้าคุณอยู่นี่แหละ คุณก็แค่ทำเป็นมองไม่เห็นเท่านั้นเอง จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณไม่กล้าสบตากับมัน แล้วคุณก็จะบอกกับตัวเองว่า “จริงๆ แล้วผมก็ชอบการ์ตูนนะ แต่การ์ตูนคงไม่นับ เพราะการ์ตูนทำเงินไม่ได้หรอก

ไอ้ !?*# เอ๊ย  ได้ลองพยายามแล้วรึยังเหอะ?”

—–

(ขอโทษที่ภาษาอังกฤษอาจเต็มไปด้วย F word นะครับ แต่ผมว่าอ่านแล้วได้อารมณ์ดีนะ)

อย่าถามเลยว่า Passion ของเราคืออะไร

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

กลัวว่าทำแล้วจะไม่ได้เงิน? กลัวว่าทำแล้วจะขาดทุน? กลัวว่าทำแล้วจะเสียเวลา? กลัวว่าทำแล้วจะไม่เท่? กลัวว่าทำแล้วจะเหนื่อย? กลัวว่าทำแล้วจะไม่ใช่?

เรารู้ passion ของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องกล้าสบตากับตัวเองว่ากำลังกลัวอะไรอยู่ พอรู้แล้วว่ากลัวอะไร ก็ปรับดีกรีความจริงจังลงเพื่อจะได้ลดความเสี่ยง อย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันนัก คิดซะว่ามันคือการ follow your curiosity

หากเรามีฉันทะกับสิ่งนี้ ทำแล้วความสุขมันจะโชยมาเอง แล้วความเพียร ความไม่ย่อท้อและความก้าวหน้าย่อมจะตามมาอย่างแน่นอน

แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยถ้าไม่ลองลงมือ

ดังนั้นหยุดถาม และเริ่มทำอะไรซักอย่างดีกว่า

ชีวิตจะได้เดินหน้าต่อได้ซักที

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/