ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีความลำบาก

ถ้าแต่ละวันเราได้เจอแต่เรื่องเดิมๆ ชีวิตเราอาจจะสบายเกินไป

และชีวิตที่สบายอาจไม่ใช่ชีวิตที่ดีนัก เพราะถ้าเราไม่เก่งขึ้นเราก็กำลังแย่ลง เหมือนกล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้มันก็จะฟีบและไร้ซึ่งความแข็งแรง

เราจึงควรจัดเวลาตัวเองให้ได้เจอความยากลำบากในทุกวัน หัดพาตัวเองไป “จมน้ำ” หรือ “ปริ่มน้ำ” เสียบ้าง

เช่น เขียนบล็อก จัดพอดคาสท์ วิ่ง ฝึกเล่นเปียโน ทำแพลงค์ อ่านหนังสือยากๆ หรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ความอดทนและความพยายาม อย่างน้อยซักวันละ 15-30 นาที

เพราะชีวิตที่น่าพอใจ คือชีวิตที่มีความก้าวหน้า

และเราจะก้าวหน้าไม่ได้เลยถ้าเราไม่พบความยากลำบากครับ

9 พฤติกรรมที่ดูเหมือนอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วเข้มแข็งขั้นสุด

1. ยอมรับว่าตัวเองผิด – ข้อนี้ยิ่งแก่ยิ่งทำยาก ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งลำบาก แต่ถ้าทำได้จะเป็นผู้ใหญ่ที่น้องๆ นับถือ

2. กล่าวขอโทษก่อน – แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองผิดตรงไหน แต่คนที่มองออกว่าการเอ่ยปากขอโทษก่อนนั้นไม่ได้เสียอะไรไปเลยนอกจากอีโก้ เขาก็จะเป็นคนสำคัญที่จะช่วยรักษาหรือเยียวยาความสัมพันธ์ได้

3. ขอความช่วยเหลือ – เพราะเขาเห็นแล้วว่าการให้งานสำเร็จนั้นสำคัญกว่าการเป็นพระเอก เขาจึงเอ่ยปากขอความช่วยเหลือแม้จะต้องเผชิญกับสายตาดูถูกหรือต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ

4. เปลี่ยนใจ – ฟังดูเหมือนคนโลเล แต่ถ้าข้อมูลใหม่ที่รับเข้ามาแล้วมันฟังดูเข้าท่ากว่า เขาก็พร้อมเปลี่ยนใจโดยไม่กลัวเสียหน้าและไม่เสียดาย sunk cost

5. ยอมรับจุดด้อยของตัวเอง – ไม่มีใครอยากสบตากับจุดอ่อนของตัวเอง อาจจะพยายามปกปิด ไม่พูดถึง หรือใช้วาจากลบเกลื่อน แต่นั่นไม่ได้ทำให้จุดด้อยหายไป คนที่เข้มแข็งจริงๆ จะยอมรับว่าตัวเองไม่เก่งตรงไหน และจะพยายามปรับปรุงจุดนั้น หรือถ้าเขาคิดว่าไม่คุ้มที่จะปรับปรุงหรือไม่ดีพอที่จะรับงานนี้ เขาก็จะยอมรับมันโดยดุษณีย์และเปิดทางให้คนอื่นที่เหมาะกว่า

6. ไม่ได้เป็นคนเก่งตลอดเวลา – social media นั้นกระตุ้นให้เราโชว์เหนือ ให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองดี/เด่น/ดังแค่ไหน แต่คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องแสดงความเก่งกาจตลอดเวลา คนที่ vulnerable พอให้คนอื่นเห็นด้านไม่ดีไม่งามและความอ่อนหัดของตัวเองคือคนเข้มแข็งเกินค่าเฉลี่ย

7. พูดจาดีๆ กับคนที่พูดไม่ดีด้วย – มนุษย์เราก็เหมือนพัดลม โดนกดปุ่มทีไรก็ใบหมุนและส่ายไปส่ายมา ต้องเป็นคนเข้มแข็งและมีเมตตาเบอร์ไหนที่โดนกดปุ่มแล้วก็ยังไม่โกรธ แถมยังใจเย็นพอที่จะพูดจาดีๆ กับคนที่กำลังสาดพลังงานลบเข้าใส่อีกต่างหาก

8. ผิดพลาดและล้มเหลว – ที่ล้มเหลวก็เพราะกล้าลองทำสิ่งที่ยังไม่รู้ ลองทำสิ่งที่ยากเกินความสามารถของตัวเอง และสิ่งที่คนเรียกกันว่าความล้มเหลวนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงข้อมูล เหมือนที่เอดิสันค้นพบ 10,000 วิธีที่ไม่ควรทำหลอดไฟ

9. ล้มเลิก – คนชอบพูดกันว่าล้มเหลวได้แต่อย่าล้มเลิก แต่จริงๆ แล้วบางทีการล้มเลิกก็ต้องใช้ความกล้าเสียยิ่งกว่าการเดินหน้าต่อเสียอีก คนที่กล้าประเมินสถานกาณ์ตามความเป็นจริงและล้มเลิกสิ่งหนึ่งเพื่อเอาแรงและเวลาอันจำกัดไปทำสิ่งอื่นก็คือคนที่มีความเข้มแข็งและน่านับถือเช่นเดียวกัน

อย่าเพิ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

คนใจร้อน

คนฉลาด

คนขี้เกียจ

คนพูดตรง

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรานิยามตัวเอง เรากำลังปิดกั้นความเป็นไปได้อื่นๆ

ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ไม่ดี เช่นเป็นคนใจร้อน เป็นคนขี้เกียจ เราก็จะมีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาด้วยการอ้างว่า “ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ”

แต่ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ดี เช่นเป็นคนฉลาด เป็นคนพูดตรง เราก็อาจจะด่วนตัดสินคนอื่นที่แตกต่างจากเรา

เมื่อหมดวัน การนอนแต่ละครั้งคือการซ้อมตาย และการตื่นแต่ละครั้งในวันรุ่งขึ้นก็คือการเกิดใหม่

ตัวตนของเราจึงลื่นไหล พร้อมเรียนรู้ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง

ไม่ยึดติดกับอดีต มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และเปิดกว้างกับอนาคตครับ

ยอมรับเสียก่อนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราคิดว่าเราทำทุกอย่างถูกอยู่แล้ว

ถ้าเรารู้สึกว่ากำลังติดหล่ม ใจหนักๆ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต แสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่างผิดอยู่แน่นอน

และการยอมรับว่าตัวเองผิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนส่วนใหญ่จะโทษคนอื่นก่อนเสมอ โทษหัวหน้า โทษคนในครอบครัว โทษรัฐบาล โทษใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง

การกล่าวโทษคนอื่นนั้นเป็นที่นิยมเพราะมันง่าย เพราะมันไม่ต้องลงมือทำอะไร เพราะมันช่วยรักษาความรู้สึกว่าเราเป็นคนถูก

แต่การกล่าวโทษคนอื่นและหวังว่าคนอื่นจะเปลี่ยนนั้นเป็น strategy ที่ไม่ฉลาดเลย ประสบการณ์ก็สอนแล้วว่าเขาไม่เปลี่ยนหรอก ถ้าเราไม่มัวแต่โทษเขาแล้วลงมือทำอะไรเสียตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ชีวิตเราดีขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว

ยอมรับเสียเถอะว่าปัญหาอยู่ที่เรานี่แหละ

และเมื่อรู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้ครับ

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพูดคุยผ่าน Zoom กับน้องๆ นักศึกษากลุ่มหนึ่ง

ช่วงท้ายมีคนส่งคำถามเข้ามาว่า มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ห่างกันไป ถ้าไม่คุยกับเขาก่อนปิดเทอมนี้เขาก็จะไม่กลับมาอีกแล้ว แต่ถ้าคุยก็กลัวจะต้องผิดหวังและเสียใจ เขาควรจะทำอย่างไรดี

ผมตอบไปว่า ถ้าไม่คุยกับเขาก่อนปิดเทอมนี้เขาจะไม่กลับมาอีกแล้วนี่มันก็แอบจะ over-dramatize ไปหน่อยนะ ยังไงตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่และมีช่องทางติดต่อกันอยู่มันคงไม่ได้มีเส้นตายขนาดนั้นหรอก

ส่วนถ้าคุยแล้วกลัวจะผิดหวัง ผมก็แนะนำไปว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือบอกสิ่งที่เรารู้สึก ส่วนเขาจะตอบรับยังไงมันอยู่นอกเหนือความควบคุมและไม่ใช่หน้าที่ของเราแล้ว

ดังนั้นก็คุยไปเถอะ จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจ


“เรื่องสำคัญ” ไม่ได้สำคัญที่ตัวมันเองแต่สำคัญที่คนให้ค่า

ในช่วงวัยรุ่น สิ่งที่เราให้ค่าคือความสนุก ความอินเทรนด์ การเป็นที่ยอมรับ ความสัมพันธ์ ความรัก ดังนั้นไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่เขาจะกระวนกระวายทุรนทุรายกับ “เพื่อนสนิท” ที่ห่างเหินกันไป

แต่มองด้วยสายตาของคนที่ผ่านช่วงวัยนั้นมาเกือบยี่สิบปี จะเข้าใจว่าสุดท้ายแล้วมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก

เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตายกับมัน ไม่ว่าจะอกหัก ทีมบอลแพ้ ศิลปินโปรดแยกวง ตอนนั้นเราฟูมฟายมาก แต่ตอนนี้เรากลับขำตัวเองตอนนั้นว่าเป็นอะไรมากมั้ย

ผมจึงได้ข้อสรุปว่า เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก

แม้กระทั่งสำหรับผู้ใหญ่วัยทำงาน เรื่องที่เรามองเป็นเรื่องใหญ่ในวันนี้ ทั้งการทำงานผิดพลาด โดนหักหลัง ทำโครงการล่ม โดนเลย์ออฟ เราอาจกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เรื่องเหล่านี้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความเสียหายแค่ชั่วคราว

ในทางกลับกัน

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องเล็กๆ ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เช่นกัน

นั่งใช้คอมผิดท่าจนเป็น office syndrom เรื้อรัง

ใช้บัตรเครดิตผ่อน 0% 10 เดือน จนแทบไม่มีเงินเก็บ

คุยกับมือถือมากกว่าคุยกับลูก สุดท้ายลูกไม่คุยด้วย

เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันมันมี compound interest

เหมือนกบในหม้อที่น้ำร้อนขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถูกต้มในน้ำเดือด

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก ส่วนเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

นี่คือความย้อนแย้งของชีวิตที่เราควรระลึกเอาไว้เสมอครับ

ความผิดพลาดคือสัญญาณบอกว่าเรากำลังฉลาดกว่าเดิม

เมื่อไหร่ก็ตามที่พบเรื่องราวที่ไม่ได้ดั่งใจ ให้ถามตัวเองทุกครั้งว่า “เรื่องนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง”

สมัยเรียนผมเคยโดนหลอกในเกมการพนันเสียเงินไปหลายพัน แล้วก็บอกตัวเองว่าวิธีที่จะได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้คือการปวารณาตนที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับการพนันอีก

สมัยทำงานใหม่ๆ ผมเคยโดนผู้จัดการอีกทีมหนึ่งตำหนิ เพราะไปตอบตกลงกับลูกค้าโดยไม่ได้ปรึกษาเขาก่อน ก็เลยเป็นบทเรียนว่า stakeholder management นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก

สมัยคบกับแฟนใหม่ๆ ก็มักจะมีปัญหาเพราะความคะนองปากของตัวเอง มันจึงสอนให้เรารู้ว่าเรื่องไม่สำคัญก็ไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

ความสำเร็จนั้นดีเพราะทำให้เรามีกำลังใจที่จะไปต่อ

แต่ความผิดพลาดมีค่ายิ่งกว่าความสำเร็จ เพราะมันสอนให้เราผิดพลาดในเรื่องเล็กๆ จะได้ไม่ไปผิดพลาดเรื่องใหญ่ๆ ทีหลัง

เมื่อไหร่ที่ผิด พึงบอกตัวเองว่าดีแล้ว สมควรแล้ว

เพราะความผิดพลาดคือสัญญาณว่าเรากำลังจะฉลาดขึ้นครับ

คนที่ “เก่งแบบเป็ด” อ่านบทความนี้แล้วจะมีกำลังใจ

โลกคนทำงานอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ specialist และ generalist

Specialist คือคนที่รู้ลึกในด้านใดด้านหนึ่งเอามากๆ ตามสุภาษิตรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล

Generalist คือคนที่ทำได้ทุกอย่าง ให้วิเคราะห์ก็ได้ ให้เขียนก็ได้ ให้พรีเซนต์ก็ได้ ให้ประสานงานก็ได้

แต่คนกลุ่มนี้มักจะมีปมลึกๆ ว่าตัวเองไม่เก่งอะไรจริงๆ เลยสักอย่าง ชอบเรียกตัวเองว่าเป็นเป็ด บินก็สู้นกไม่ได้ เดินก็สู้ไก่ไม่ได้ ว่ายน้ำก็สู้ปลาไม่ได้อีก

คนที่เก่งแบบเป็ดก็เลยขาดความมั่นใจ และพกความกังวลว่าตัวเองจะยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่มั้ย

ในฐานะที่ผมเองก็เป็นเป็ดตัวหนึ่งที่ไม่เคยทำงานตรงสาย ก็เลยอยากเชียร์ตัวเองและเพื่อนพ้องเป็ดให้มีความมั่นใจขึ้นสักเล็กน้อย

เพราะแม้ว่าคนที่เป็น specialist จะมีประสิทธิภาพและผลิตงานออกมาได้มาก แต่งานหลายอย่างของ specialist ก็กำลังถูก AI เข้ามาทำหน้าที่แทน

สิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้นี้ คืองานที่ต้องอาศัยความเป็นมนุษย์ เพราะแม้ AI จะวิเคราะห์มะเร็งปอดจากภาพเอ็กซ์เรย์ได้เก่งกว่าคุณหมอ แต่ AI ไม่สามารถสรรหาคำพูดที่เหมาะสมเพื่อให้คนไข้ที่กำลังเสียขวัญมีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นมาได้

พี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ เคยมา WeShare ไว้ว่า คนสมัยก่อนจำเป็นต้องรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวแบบตัว I พอยุคถัดมาก็ควรจะรู้แบบตัว T คือรู้กว้างในหลายๆ เรื่องและรู้ลึกหนึ่งเรื่อง แต่คนยุคถัดไปน่าจะต้องเก่งแบบตัว Y เหมือน Robert Lang นักฟิสิกส์ที่โปรดปรานการพับกระดาษแบบ Origami และนำสองศาสตร์มารวมกันจนพบวิธีการพับแผงโซล่าร์เซลล์ในอวกาศให้นาซ่า

การนำศาสตร์หลายๆ อย่างมาบูรณาการกันก็เป็นสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้เช่นกัน Alpha Go อาจจะเล่นโกะเก่งกว่ามนุษย์คนใดบนโลกใบนี้ แต่ Alpha Go ไม่สามารถวาดรูปหรือแต่งเพลงได้ ต้องใช้ AI ยี่ห้ออื่นมาทำแทน

อีกจุดอ่อนหนึ่งของ specialist ก็คือเมื่อเขาใช้เวลากับด้านใดด้านหนึ่งมาก เขาก็จะมีความ “แหลม” ในตัวเอง อาจจะทำบัญชีเก่งมากแต่ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรืออาจจะเรียนจบด็อกเตอร์มาแต่ขาดความสามารถในการสื่อสารเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ

ซึ่ง generalist จะไม่เป็นแบบนี้ เพราะมีความ well-rounded จากการได้ลองทำหลายสิ่งหลายอย่าง มีคอมมอนเซ้นส์ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และมีความยืดหยุ่นกว่าในการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพราะไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้

ซึ่งความยืดหยุ่นหรือความ elastic เป็นคุณลักษณะที่สำคัญมากๆ สำหรับโลกหลังโควิดที่ขับเครื่องบินอยู่ดีๆ ก็อาจต้องมาเปิดร้านขายอาหารเดลิเวอรี่

กล่าวโดยสรุปก็คือการเป็นเป็ดนั้นไม่ใช่เรื่องแย่และอาจจะมีแต้มต่อกว่า specialist ด้วยซ้ำ สำคัญคือเราต้องขยันและหมั่นฝึกฝนตนเองโดยไม่ลืมว่าสุดท้ายแล้วเราต้องทำงานกับมนุษย์และทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์

เราต้องหัดบูรณาการความรู้จากหลายแขนงเพื่อสร้างจุดแข็งที่คนอื่นหรือ AI ไม่อาจเลียนแบบ

แล้วเป็ดอย่างเราจะยังมีที่ยืนอย่างสง่างามในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอนครับ

ก่อนจะพูดอะไรออกไป ถามก่อนว่าคุ้มรึเปล่า

เพราะปากมักทำให้เราตกที่นั่งลำบากโดยไม่จำเป็น

ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเสีย เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้น้องในทีมหมดกำลังใจ เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

ทำให้คนรักผิดใจกัน เพราะพูดสิ่งที่เราไม่ต้องพูดก็ได้

เราอาจจะพูดเพื่อความสนุก พูดเอามัน พูดโดยไม่ได้คิดอะไร

แต่เรื่องปวดหัวที่ตามมาไม่คุ้มกับความสนุกเลยแม้แต่น้อย

“Before you say something, stop and breath. And ask – Is it really worth it?”
-Marshall Goldsmith

หนึ่งในคุณลักษณะของความเป็นผู้ใหญ่ คือความสามารถในการอดกลั้นในชั่วขณะที่คันปาก

และระลึกได้ว่า ในบางครั้ง บทสนทนาจะดำเนินไปได้สวยที่สุดถ้าเราไม่พูดประโยคนั้นออกมาครับ

จุดอ่อนของสภาวะ Flow

“Flow” คือสภาวะของการที่เราอินกับกิจกรรมตรงหน้าจนลืมเวลา

คนที่เสนอคอนเซ็ปต์ Flow มีนามว่า Mihaly Csikszentmihaly (อ่านว่า มีไฮ ชิกเซ็นมีไฮ) นักจิตวิทยาสัญชาติอเมริกัน-ฮังกาเรียน

ชิกเซ็นมีไฮบอกว่า Flow คือการมีสมาธิอยู่ในงาน ซึ่งงานนั้นจะต้องไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากเกินไป

Flow จึงเปรียบเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่หลายคนใฝ่ฝันจะได้ไปเยือน

แต่การเข้าสู่ Flow ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

เคยมีการทดลองให้นักเบสบอลซ้อมตีลูกกับเครื่องยิงลูกเบสบอล

การซ้อมแบบแรก เครื่องยิงถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงลูกตรงสลับกับลูกโค้งด้วยแพทเทิร์นที่สม่ำเสมอ เช่นตรงสามครั้ง โค้งหนึ่งครั้ง

การซ้อมแบบที่สอง เครื่องยิงลูกถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงแบบสุ่ม ตรงบ้าง โค้งบ้าง

นักเบสบอลบอกว่าการซ้อมแบบแรกนั้นเขาสนุกมาก รู้สึกว่าตัวเองตีได้ดี ได้เข้าสู่ Flow state ที่ทำให้เขาสนุกกับการซ้อมและมีความมั่นใจมากขึ้น

ส่วนการซ้อมแบบที่สองนั้น นักเบสบอลบอกว่าหงุดหงิดมากเพราะตีพลาดไปเยอะ

แต่สุดท้ายแล้ว โค้ชประเมินว่าการซ้อมแบบที่สองต่างหากที่ทำให้นักเบสบอลเก่งขึ้นได้เร็วกว่า

เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นตอนที่นักเรียนรู้สึกว่าไม่เก่ง (Learning almost always involves incompetence)

ดังนั้นการพาตัวเองไปสู่จุดที่เราต้อง struggle จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะมันคือหนทางที่จะพาเราเลื่อนชั้นไปสู่ next level ได้

ดังนั้น ถ้าอยากเก่งขึ้น การเข้าสู่ Flow อาจเป็นอุปสรรคมากกว่าหนทางครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

นิทาน Growth Mindset

เมล็ดสองเมล็ดฝังอยู่ในดินใกล้ๆ กัน

เมล็ดแรกบอกกับตัวเองว่า

“ฉันอยากโตเต็มแก่แล้ว! ฉันจะออกรากเพื่อดูดซึมสารอาหารต่างๆ ที่อยู่ใต้ดินนี้ แล้วฉันก็จะแตกหน่อทะลุดินขึ้นไป ฉันจะออกไปรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ แล้วฉันก็จะออกดอกออกผลให้งดงามไปเลยล่ะ!”

แล้วเมล็ดแรกก็เติบโตไปตามครรลอง

เมล็ดที่สองบอกกับตัวเองว่า

“ฉันกลัว! ถ้าฉันออกรากไปที่ใต้ดินมืดๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ถ้าฉันพยายามทะลุดินขึ้นไปหน่อของฉันจะหักจะงอรึเปล่าก็ไม่รู้ แดดคงร้อนน่าดู แล้วถ้าฉันออกดอกแล้วมีเด็กมาเด็ดไปจะทำยังไง ฉันขอรอดูสถานการณ์ก่อนดีกว่า”

วันหนึ่งไก่เดินมาเขี่ยพื้นแถวนั้น เมล็ดที่สองเลยโดนไก่กิน


ดัดแปลงจากเนื้อหาในหนังสือ Chicken Soup for the Soul