สุขสำราญกับการเป็นฝ่ายผิด

Adam Grant ผู้เขียนหนังสืออย่าง Think Again, Originals, และ Give and Take มีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เขาชอบทำกับครอบครัวช่วงทานอาหารมื้อค่ำ

กิจกรรมนั้นมีชื่อว่า myth-busting discussion หรือการสนทนาเพื่อล้มล้างความเชื่อที่ผิดๆ

โดยมันเริ่มต้นมาจากการที่ Grant ชวนลูกๆ คุยว่า วันนี้ได้เรียนรู้อะไรจากที่โรงเรียนมาบ้าง และบางเรื่องที่ลูกๆ เล่าให้ฟัง ก็แตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยรู้มา

เช่นเรื่องที่พลูโตไม่ใช่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลเป็นต้น

“…So it became sort of an occasional tradition for us to say ‘OK – who’s going to bring a myth or a fun surprising fact to the table.’ And what I want to do in these conversations is I want our kids to experience the joy of being wrong.”

Experience the joy of being wrong – ผมชอบประโยคนี้จัง

Grant อยากให้ลูกๆ รู้สึกดีกับการได้รู้ตัวว่าเขาเคยเข้าใจอะไรผิดมาโดยตลอด เพราะนั่นแสดงว่าวันนี้พวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้ว

ผมเชื่อว่านี่คือวิธีการเลี้ยงลูกให้มี growth mindset วิธีหนึ่ง

จะว่าไปมันก็เป็นการเลี้ยงตัวเองให้มี growth mindset ด้วยเช่นกัน เพราะยิ่งเราอายุมากเท่าไหร่ เรามักจะยิ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในชุดความจริงที่เรามีมากขึ้นเท่านั้น การถกเถียงหลายต่อหลายครั้งจึงเป็นการปกป้องตัวตนมากกว่าเป็นการค้นหาความจริง

ฝึกตัวเองให้สุขสำราญกับการเป็นฝ่ายผิดเสียบ้าง

จะได้ไม่กลายเป็นไดโนเสาร์ก่อนวัยอันควรครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Knowledge Project: Adam Grant | Why You Should Rethink A Lot More Than You Do https://youtu.be/ctkWiO6VcsE?t=4072

เป็นกลางกับความทุกข์

เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะวิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์

แต่ปฏิกิริยาที่เรามีต่อความทุกข์นั้นเข้มข้นและรุนแรงกว่าปฏิกิริยาที่เรามีต่อความสุข

ได้เงินเพิ่ม 10,000 บาท ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้จิตใจมากเท่าทำเงินหาย 10,000 บาท

หากรู้ตัวว่าภูมิต้านทานความทุกข์ของเราไม่สูงเท่าไหร่ การเพิ่มภูมิต้านทานย่อมเป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์

ความทุกข์แปลว่าสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก

เมื่อทนได้ยาก เราก็เลยหลีกหนี และหากหนีไม่พ้น โดนความทุกข์วิ่งชนเข้าอย่างจัง เราก็จะตื่นตระหนกและเผลอขยายความทุกข์ให้ตัวใหญ่กว่าความเป็นจริงด้วยจินตนาการของตัวเอง

หากใครเคยฝึกวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอนก้า จะพบว่าหนึ่งในคอนเส็ปต์ที่สำคัญที่สุดคือ “อุเบกขา” ที่แปลว่าการวางเฉย แต่ไม่ใช่การเมินเฉย

เวลานั่งนิ่งๆ นานๆ เรารับรู้ถึงความเจ็บปวดได้อย่างชัดแจ้ง และเราก็จะมีปฏิกิริยาเดิมๆ ที่เราใช้มาทั้งชีวิตคือเราไม่ชอบมัน เรารังเกียจมัน อยากจะขยับขาขยับตัวเพื่อลดทุกข์ตรงนี้

แต่ถ้าเรามีอุเบกขา เราจะมีสติพอ (แม้ชั่วขณะหนึ่ง) ที่จะไม่รังเกียจมัน และเราจะอดทนรอดูได้อีกนิด จนบางครั้งความเจ็บปวดจะคลี่คลายโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมันเลย

หากเราฝึกเช่นนี้บ่อยๆ เราจะมีความกล้ามากขึ้น เพราะความกลัวทั้งหมดทั้งหลายของคนเราก็คือกลัวความทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจทั้งนั้น

เจออะไรที่ทำให้เราทุกข์ แทนที่จะรีบเบือนหน้าหนี ให้ลองสังเกตมันดูดีๆ

เมื่อไม่ต่อต้าน ความทุกข์นั้นจะหมดพลังไปโดยธรรมชาติ

เป็นกลางกับความทุกข์ได้เมื่อไหร่ ก็แทบไม่มีอะไรที่เราจะต้องกลัวอีกต่อไปครับ

คันปากในความดีของตัวเอง คันปากในความชั่วของคนอื่น

เคยมั้ยครับ เวลาตัวเองทำดีแล้วรู้สึกคันปาก อยากประกาศให้โลกรู้

ทำดีในที่นี้อาจจะเป็นการทำสิ่งที่ดี หรือทำสิ่งที่ดูดีก็ได้

เช่นได้ช่วยเหลือคน (ทำสิ่งที่ดี) หรือได้ออกรถใหม่ (ทำสิ่งที่ดูดี)

เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ มันก็ยากอยู่เหมือนกันที่จะเก็บไว้คนเดียว รู้สึกว่าคันยุบยิบต้องระบายให้ใครฟัง สมัยก่อนก็เล่าให้คนข้างๆ สมัยนี้ก็เล่าขึ้นเฟซหรือสตอรี่

แต่ความคันปากไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้

เราจะคันปากมากๆ เวลาเห็นความชั่วของคนอื่น

“ชั่ว” ในที่นี้ก็กินความหมายกว้างเหมือนกัน เช่นเห็นเขาทำร้ายใคร (ทำสิ่งที่ไม่ดี) หรือเห็นเขาออกมาพูดเรื่องที่ไม่ฉลาด (ทำสิ่งที่ดูไม่ดี)

เวลาเกิดเหตุการณ์ที่เป็นกระแสเช่นนี้ เราจะแปลงร่างจากคนธรรมดาเป็น “ชาวเน็ต” ที่รุมสหบาทาจำเลยสังคมโดยไม่รีรอ

ซึ่งก็น่าสนใจว่า สรุปแล้ว “ความคันปาก” นี้เกิดจากอะไรกันแน่

ไม่น่าจะเกิดเพราะความดี-ความชั่วในตัวบุคคลหรือตัวเหตุการณ์

เพราะเวลาเราเห็นคนอื่นทำดี เราไม่ค่อยคันปากเท่าตอนที่เราทำดี

และตอนที่เราเองทำชั่ว ความคันปากยิ่งน้อยกว่าตอนคนอื่นทำชั่วอย่างลิบลับ

เช่นนั้นอะไรกันคือปัจจัยสำคัญของการคันปาก?

ผมคิดเล่นๆ ว่าอาการคันทั้งหลาย มันมีจุดเริ่มต้นมากจาก “คันใจ”

และใจเราจะคันก็ต่อเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ทำให้เราเห็นว่า “มีโอกาสจะอยู่สูงกว่าผู้อื่น”

เมื่อเราทำดี เรารู้สึกว่ามีโอกาสอยู่สูงกว่าคนอื่น เราก็เลยต้องหาทางดันตัวเองให้สูงขึ้นด้วยการประกาศความดีงามของตน

เมื่อเราเห็นคนอื่นทำชั่ว เรารู้สึกว่ามีโอกาสกดคนอื่นให้ต่ำกว่า เราก็เลยประณามความเลวร้ายที่อยู่นอกตัวเรา

คันปากในความดีของตัวเอง คันปากในความชั่วของคนอื่น

ก่อนจะพูดจะพิมพ์อะไรออกไป มองให้เห็นอาการคันใจของตัวเองบ่อยๆ นะครับ