ถ้ายังไม่เปลี่ยน

20180529_peoplecanchange

แสดงว่ายังเจ็บไม่พอ

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคนบางคนหรือแม้กระทั่งตัวเราเองถึงไม่เลิกนิสัยแย่ๆ

สูบบุหรี่ เมาแล้วขับ ไปทำงานสาย ฯลฯ

หนึ่ง เพราะอุปนิสัยเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยน เพราะมันเป็นปฏิกิริยาเคมีในสมอง neural pathways ถูกใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสมองเรามุ่งแต่จะไปทางนี้ ลองนึกภาพว่าวันหนึ่งเราเดินเข้าป่า เราก็จะเลือกเดินทางที่มีคนเดินผ่านมาก่อนแล้ว เพราะหญ้าไม่ขึ้น ดูปลอดภัยดี

สอง เพราะอุปนิสัยเหล่านี้มันไม่ได้ให้ผลร้ายทันทีทันใด และมนุษย์เราไม่เก่งเรื่องการจินตนาการถึงอนาคต แต่เชี่ยวชาญนักในเรื่องการตอบสนองกิเลสที่เกิดขึ้นที่นี่-เดี๋ยวนี้

ดังนั้น ถ้าไม่อยากเดินทางเดิมอีก เราอาจต้องหาบทลงโทษที่ให้ผลทันทีทันใด

ใครที่เคยโดนไฟดูดไปหนึ่งครั้ง ก็คงไม่กล้าเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟอีกแล้ว

ใครที่เคยเอามือไปจับกาต้มน้ำเดือดซักครั้งนึง ก็คงไม่กล้าจับอีกแล้ว

ถ้าเราเดินเข้าป่าไปตามทางที่เดินบ่อยๆ แล้วเจองูอยู่กันเป็นฝูง เราก็คงหาทางเดินใหม่หรือเลิกเข้าป่านี้ไปเลย

น้องที่ผมรู้จักคนหนึ่ง เคยเมาแล้วขับ ปรากฎว่ารถคว่ำ ตัวรถพังเละเทะ แต่น้องรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ น้องเขาก็เลยเลิกเมาแล้วขับไปโดยปริยาย

เหตุการณ์รถคว่ำ ก็คืองูฝูงใหญ่ในป่าที่ทำให้น้องไม่กล้าเลือกเดินทางนี้อีก

คนที่มาทำงานสาย ถ้าโดนปรับเงิน 500 บาทซักครั้ง เขาคงไม่กล้ามาสายอีก

คนที่สูบบุหรี่ ถ้าได้รู้ว่าเขาทำให้คนใกล้ตัวเป็นมะเร็งปอด เขาอาจเลิกสูบบุหรี่ทันทีได้เลย

คนเราเปลี่ยนกันได้เสมอ

ที่ยังไม่เปลี่ยน เพราะว่ายังเจ็บไม่พอเท่านั้นเอง

100 ต่อ 1

20180509_100to1

100 คนนั่งนิ่ง
1 คนยกมือ

100 คนเล่นมือถือ
1 คนอ่านหนังสือ

100 คนพูด
1 คนเงียบ

100 คนเงียบ
1 คนพูด

100 คนเสพ
1 คนสร้าง

100 คนซื้อ
1 คนขาย

100 คนเอาแต่คิด
1 คนลงมือทำ

100 คนทำแล้วล้มเลิก
1 คนทำจนสำเร็จ

100 คนสนใจเรื่องชาวบ้าน
1 คนสนใจเรื่องตัวเอง

ทำเหมือนคนส่วนมาก ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนมาก

ทำเหมือนคนส่วนน้อย ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนน้อยครับ

—–

ดัดแปลงมาจาก Quora: Hector Quintanilla’s answer to What does the 1% do with their time compared to the 99%?

อย่ารอแรงบันดาลใจ

20180414_motivation

เพราะมันอาจจะไม่มา

ลงมือทำไปก่อน แม้จะทำแล้วติดๆ ขัดๆ ก็ไม่เป็นไร

อยากแต่งเพลง ก็แค่หยิบกีตาร์ขึ้นมาตีคอร์ดแล้วฮัมไปเรื่อยๆ

อยากเขียนบล็อก ก็แค่เปิด Notepad ขึ้นมาแล้วเขียนอะไรก็ได้ที่นึกออก

อยากมีธุรกิจส่วนตัว ก็แค่หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่นหรือโทร.หาเพื่อนซักหนึ่งคน

ระหว่างคนที่ลงมือทำ กับคนที่อยู่เฉยๆ แรงบันดาลใจจะเลือกวิ่งเข้าหาคนกลุ่มแรกมากกว่าครับ

พ่อแม่รังแกฉัน

20180402_vaccine

เมื่อวานนี้ผมพา “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสองเดือนไปฉีดวัคซีนมาครับ

ตอนแรกลูกก็คุยอ้อแอ้กับหมออย่างอารมณ์ดี แต่พอโดนเข็มฉีดเข้าต้นขาซ้ายเท่านั้นแหละ ร้องไห้จ้าเลย

จบเข็มแรกไม่พอ ยังโดนเข็มสองฉีดเข้าต้นขาขวาอีก ที่ร้องอยู่แล้วเลยยิ่งร้องไห้หนัก ผมที่มีหน้าที่ตรึงแขนลูกไว้ตรงหัวเตียง เห็นหน้าแฟนตรงปลายเตียงก็รู้เลยว่าแฟนกำลังสงสารลูกจับใจ

พอหมอฉีดเข็มที่สองเสร็จ แฟนผมก็รีบเข้ามาอุ้มลูกขึ้นไปกอดทันที ปลอบประโลมและเห่กล่อมอยู่นานกว่าลูกจะสงบลง

ถ้าพูดได้ ใกล้รุ่งคงตัดพ้อว่าทำไมพ่อแม่ต้องทำร้ายหนูอย่างนี้ด้วย หนูเจ็บมากไม่เห็นเหรอ!

แต่ในมุมของพ่อแม่ แม้จะสงสารลูกแค่ไหนก็ต้องยอม เพราะรู้ดีว่าเจ็บเดี๋ยวเดียวก็หาย แลกกับภูมิคุ้มกันโรคที่จะอยู่กับลูกไปอีกนาน

ผู้ใหญ่อย่างเราก็เจอฉีดวัคซีนเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ถูกฉีดด้วยเข็ม แต่ถูกฉีดด้วยสถานการณ์และคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

อาจเจอเพื่อนรังแก

อาจโดนหลอกจนเสียเงินเสียทอง

อาจทำงานผิดพลาดจนโดนไล่ออก

อาจโดนหลอกให้รักแล้วทิ้งไป

ในห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวด หลายคนต่อว่าฟ้าว่าทำไมต้องทำกับเราอย่างนี้ ไม่ต่างอะไรกับที่เด็กน้อยไม่เข้าใจพ่อแม่

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วฟ้าอาจไม่ได้ต้องการรังแกเราเลย

ฟ้ากำลังฉีดวัคซีนให้เราต่างหาก

ความเจ็บปวดที่เราได้รับ ไม่นานก็จะได้รับการเยียวยา

แต่ภูมิคุ้มกันที่มีชื่อว่าประสบการณ์และสติปัญญา จะอยู่กับเราตลอดไปครับ

—–

ป.ล. เมื่อตกอยู่ในมรสุมชีวิต สังเกตดูนะครับว่าใครที่เข้ามาปลอบประโลมและโอบกอดเราเป็นคนแรก เพราะนั่นคือหนึ่งในคนที่รักเรา (และเราควรรัก) มากที่สุดครับ

กิโลแรกยากสุด

20180201_firstkm

วันนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์

ปีใหม่ผ่านมา 1 เดือนพอดี

ปณิธาณที่ตั้งๆ เอาไว้เป็นอย่างไรกันบ้างแล้วครับ?

ผมเดาว่ามีคนไม่น้อยที่ตั้งใจจะดูแลสุขภาพ อาจจะด้วยการไปฟิตเนส หรือวิ่งระยะไกลเหมือนพี่ตูน

ผมเองตั้งใจว่าปีนี้จะวิ่งมากขึ้น แต่ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาแทบไม่ได้วิ่งเลยเพราะพี่เลี้ยงผลัดกันลากลับบ้าน พอขาดคนช่วยดูแลลูก ก็เลยเหลือเวลา/แรงไม่พอที่จะออกไปวิ่ง

แต่สัปดาห์นี้กลับมาฟูลทีมแล้ว ผมก็เลยได้ไปวิ่งมาเมื่อค่ำวันนี้

ช่วง 5 นาทีแรกนี่ก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน เหมือนสนิมยังเกาะ ขามันหนักๆ หายใจไม่ค่อยเต็มปอด

แต่พอวิ่งไปได้ซักพัก ตัวก็เบาขึ้น วิ่งได้เร็วขึ้น และไม่เหนื่อยเหมือนช่วงกิโลแรก

ครับ ทั้งๆ ที่วิ่งมาไกลกว่าเดิม แต่เรากลับเหนื่อยน้อยลง

กิโลแรกมักจะเหนื่อยกว่ากิโลที่ตามมาเสมอ

ซึ่งนอกจากจะเป็นจริงเรื่องการวิ่งแล้ว ยังเป็นจริงในเรื่องอื่นๆ ด้วย

เช่นถ้าลดน้ำหนักกิโลแรกได้ กิโลที่สองจะไม่ยากเท่า

หรือถ้าเก็บเงินล้านแรกได้ ล้านที่สองจะมาเร็วกว่าล้านแรก ผมเคยอ่านเจอใครบางคนบอกว่าเก็บเงินให้ได้สิบล้านยังไม่ยากเท่าตอนเก็บเงิน 1 ล้าน

แม้กระทั่งบทความนี้ สองสามประโยคแรกผมเขียนและลบหลายทีมาก แต่มาถึงบรรทัดนี้กลับเขียนได้ฉลุยเลย

ปีใหม่ผ่านมา 1 เดือนพอดี

ถ้าปณิธานของคุณกำลังสั่นคลอน บอกตัวเองว่านั่นเป็นเพราะเรายังอยู่ในช่วงกิโลแรก มันจึงยากกว่าปกติ

กัดฟันอีกสักนิดนะครับ

ผ่านกิโลแรกไปได้เมื่อไหร่ กิโลถัดไปจะง่ายขึ้นครับ

หลายเรื่องที่คนฉลาดไม่ควรรู้

20180126_ignorant

“There are many things of which a wise man might wish to be ignorant”
-Ralph Waldo Emerson

หนังสือพิมพ์รายวันนั้นมีจำนวนหน้าที่คงที่ทุกวัน

แม้วันไหนจะไม่ค่อยมีข่าวที่น่าสนใจ นักข่าวก็ต้องพยายามหาเรื่องมาเติมให้เต็มหน้ากระดาษให้ได้

และหากวันไหนจะมีข่าวที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากมาย นักข่าวก็จำเป็นต้องตัดทอน ลดเนื้อหา เพื่อให้ใส่ลงไปในพื้นที่กระดาษที่มีได้

Seth Godin บอกว่า จริงๆ ในวันที่ไม่มีข่าวอะไรน่าสนใจ หนังสือพิมพ์ก็ควรออกมาแค่ 4 หน้าก็พอแล้ว ส่วนวันไหนมีข่าวน่าสนใจเยอะๆ ก็ควรจะพิมพ์ออกมาซัก 100 หน้า

(รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เข้าใจประเด็นที่ Seth ต้องการสื่อ)

ในโลกออนไลน์ปัญหาจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

คือแม้จะไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่หน้ากระดาษ แต่เขาก็มี KPI ที่ต้องทำให้ได้ เช่นยอดอ่านต้องเท่านั้น ยอดไลค์ต้องเท่านี้

เขาก็เลยจำเป็นต้องเอาเรื่องมาลงเพื่อให้เป็นไปตามเป้า แม้เรื่องจะไม่ได้สำคัญนัก แต่ถ้ามันช่วยให้เข้าใกล้ KPI ขึ้นอีกนิดก็เขาคงทำเพราะค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์แทบจะเป็นศูนย์

ดังนี้แล้ว สื่อต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์จึงเต็มไปด้วย noise อย่างช่วยไม่ได้

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของสื่อ เขาก็แค่เล่นไปตามกติกาของทุนนิยม

เราในฐานะผู้บริโภคต่างหากที่ต้องปรับตัวและคัดสรรให้ได้ว่าจะเสพสื่อแบบไหน และจะเสพไปเพื่ออะไร

เสพเพื่อความบันเทิง เสพเพื่อความรู้ เสพเพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่าชาวบ้าน

“There are many things of which a wise man might wish to be ignorant”

คนฉลาดไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง แต่เขารู้เรื่องที่สำคัญกับชีวิต

รู้เรื่องสำคัญแค่เรื่องเดียว อาจมีประโยชน์กว่ารู้เรื่องไม่สำคัญร้อยเรื่องนะครับ

—–

Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ. ยังมีทีี่ว่างอยู่ 1 ที่ครับ   >> https://goo.gl/U55hAb

วิธีง่ายๆ ที่จะกลายเป็นคน Top 10%

20171227_top10percent

คือคิดแล้วลงมือทำ

เพราะคนส่วนใหญ่คิด แต่ไม่เคยลงมือทำ

คิด 10 คน อาจจะทำแค่คนเดียว

เพราะฉะนั้น เพียงแค่คุณลงมือทำ คุณก็ดีกว่าอีก 9 คนที่เอาแต่คิดแล้ว

เพิ่มอีกหนึ่งสเต็ปที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนจาก Top 10% เป็น Top 1%

นั่นคือเมื่อลงมือทำแล้ว ก็จงทำให้เสร็จ

เพราะลงมือทำ 10 คน มักจะทำเสร็จแค่คนเดียว

ยกตัวอย่างเช่น

100 คนคิดอยากจะเขียนบล็อก

10 คนเท่านั้นที่ลงมือเขียนจริงๆ

และจะมี 1 คนเท่านั้นที่เขียนเสร็จแล้วกด ‘publish’ เพื่อแชร์งานของตัวเองให้โลกเห็น

ต่อให้บทความที่คุณเขียนออกมามันจะแย่แค่ไหน ก็ยังดีกว่าบทความแสนเพอร์เฟคที่อยู่แต่ในหัว

คิดแล้วลงมือทำ คุณจะกลายเป็น Top 10%

ทำแล้วทำให้เสร็จ คุณจะกลายเป็น Top 1%

Simple. Not Easy.

แต่ทำได้ทุกคนครับ

รู้แล้วเรียนไม่ได้

20171205_cantlearn

“It is impossible for a man to learn what he thinks he already knows.”
-Epictetus

สิ่งหนึ่งที่คนวัยหนุ่มสาวพกติดตัวก็คือความคิดว่าตัวเองรู้แล้ว

ยิ่งถ้าใครติดตามข่าวสารบ้านเมือง อ่านบทวิเคราะห์ ถกเถียงกับเพื่อนบ่อยๆ ก็จะยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ สิ่งที่ตัวเองคิด สิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นถูกต้องแน่นอน

ที่กล้าพูดอย่างนี้เพราะผมก็เคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน

แต่พอได้อยู่ไปเรื่อยๆ ได้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยคิดว่ามันใช่ สุดท้ายกลับไม่ใช่ ความมั่นใจในตัวเองก็จะค่อยลดลงเรื่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ

จากที่เคยคิดว่ารู้เยอะ ก็เริ่มรู้สึกว่ารู้น้อย

และจากที่คิดว่ารู้น้อย ก็พบว่าเราไม่รู้อะไรเลย

และวันนั้นแหละ ถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่

เมื่อเห็นตามจริง ก็ยอมรับได้ในความไม่รู้ของตัวเอง

เมื่อรู้ว่าไม่รู้ ใจก็จะเปิดมากขึ้น

เมื่อใจเปิดมากขึ้น ก็จะฟังมากขึ้น

เมื่อฟังมากขึ้น วันนี้เราอาจฉลาดขึ้นอีกนิดก็ได้


Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 4 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting

โลกต้องการคนนับหนึ่ง

20171130_countone

หลายคนคงเคยได้ยินนิทานพระราชากับชุดล่องหนมาแล้ว

พระราชาองค์หนึ่ง ทรงอยากมีฉลองพระองค์ชุดเก่งที่ไม่มีใครซ้ำแบบ จึงมีแก๊งต้มตุ๋นมาเสนอตัวว่าจะตัดฉลองพระองค์สุดเท่ถวายให้

เมื่อพระองค์ทรงอยากเห็นและลองเสื้อผ้านั้น ช่างตัดเสื้อจอมแสบก็ทำทีท่าเอาเสื้อผ้ามาสวมให้ลองดู โดยที่พระองค์ไม่ทรงเห็นมีอะไรเลย แต่ช่างเจ้าเล่ห์ก็บอกว่า นี่เป็นเสื้อผ้าล่าสุดจากสรวงสวรรค์ ซึ่งคนมีบุญเท่านั้นจึงมองเห็นเสื้อผ้าชุดนี้

พระราชากลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนไม่มีบุญ จึงต้องทำเป็นมองเห็นเสื้อผ้าชุดเก่งนั้นด้วย
ในที่สุด วันสำคัญก็มาถึง เมื่อช่างตัดเสื้อขอให้พระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์ชุดเก่งนั้นแล้วขี่ม้าเสด็จไปตามท้องถนนเพื่อให้ประชาชนชื่นชมพระบารมี

ระหว่างที่เสด็จไปท่ามกลางประชาชนซึ่งแห่แหนคอยเฝ้าอยู่สองข้างทางด้วยเรือนร่างที่เปลือยเปล่าไม่สวมอาภรณ์ใดๆ เลยนั้น ประชาชนที่ไม่กล้าพูดความจริงต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญถวายพระพรกันเซ็งแซ่
จนกระทั่งเด็กน้อยคนหนึ่งได้เห็นพระราชา ก็ร้องตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “ทำไมพระราชาไม่สวมอะไรเลย?!”

—–

ที่บริษัททอมสันรอยเตอร์ที่ผมเคยทำงานอยู่สิบกว่าปี เรามีวงดนตรีชื่อ TRMG – Thomson Reuters Music Group ซึ่งงานใหญ่ที่สุดของ TRMG คือการขึ้นเล่นในงานเลี้ยงประจำปี

TRMG จะขึ้นเล่นสองช่วง คือช่วงเริ่มงานที่คนรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเราจะเล่นเพลงฝรั่ง หรือเพลงเบาๆ ให้คนฟังไปกินไปอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนช่วงที่สอง คือช่วงปิดท้ายงานตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เป็นช่วงที่เราเข็นเพลงสนุกๆ ออกมาเล่น 2-3 เพลงแรกของช่วงที่สองถือเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตาย เพราะถ้าบิ๊วด์คนดูไม่ขึ้น เขาก็อาจจะออกจากงานเลี้ยงไปต่อกันที่อื่น

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือการมีเพื่อนพนักงานกลุ่มแรกมากระโดดเย้วๆ หน้าเวที

เมื่อมีกลุ่มหนึ่ง เราก็ใจชื้นแล้ว เพราะอีกไม่นานก็จะเริ่มมีกลุ่มสอง กลุ่มสามและอีกหลายๆ กลุ่มตามมา
เมื่อคนดูสนุก นักดนตรีก็มัน อารมณ์ส่งถึงกันได้เต็มที่ และทำให้คืนนั้นน่าจดจำ

—–

เคยมั้ยครับ เวลาที่เราเชิญวิทยากรมาพูดที่องค์กรของเรา ตอนท้ายพอเขาถามว่าใครมีคำถามอะไรมั้ย ทั้งห้องกลับตกอยู่ในความเงียบ…

เป็นความเงียบที่น่าอึดอัด แค่เพียงสิบกว่าวินาทีก็ดูยาวนาน จนวิทยากรทำท่าจะวางไมค์แล้ว
แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น ในที่สุดก็มีคนยกมือขึ้นถามคำถามแรก

และวิทยากรก็ยิ้มออก

เมื่อตอบคำถามแรกเสร็จ คราวนี้คำถามที่สอง ที่สาม ที่สี่ก็เรียงรายกันเข้ามา จนบางทีก็มีเป็นสิบคำถาม
น่าคิดว่า ถ้าคนๆ นั้นไม่ได้ยกมือถามคำถามแรก เราจะมีโอกาสได้ยินอีก 9 คำถามที่เหลือรึเปล่า

—–

คนนับหนึ่งนั้นหายาก

แต่ก็เป็นคนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม

เพราะถ้าไม่มีคนนับหนึ่ง วิทยากรก็ไร้คำถาม นักดนตรีก็เล่นไม่สนุก และพระราชาก็จะโดนต้มตุ๋น

คนนับหนึ่งนั้นหายาก แต่การเป็นคนนับหนึ่งไม่ได้ยากขนาดนั้น

ก็ํแค่ออกมาเปิดฟลอร์ ก็แค่ยกมือถามคำถาม ก็แค่พูดความจริง

ยังมีวิธีนับหนึ่งอีกมากมาย

นับหนึ่งที่จะขอโทษ นับหนึ่งที่จะลงมือ นับหนึ่งที่จะเสียสละ

เรามานับหนึ่งกันให้บ่อยขึ้นดีมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณนิทานพระราชากับชุดล่องหนจาก Manager Online นิทานสำหรับเด็กโดย สุขสันต์ วิเวกเมธากร

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

ขนาดของชีวิต

20171129_lifesize

ขึ้นอยู่กับขนาดของความกล้า

Life shrinks or expands in proportion to one’s courage.
-Anais Nin

สิ่งหนึ่งที่บริษัทระดับโลกมีเหมือนกันคือความกล้า

Apple กล้าที่จะคิดต่าง – Think different 

Alibaba กล้าที่จะทำให้ทุกคนทำธุรกิจที่ไหนก็ได้ – Make it easy to do business anywhere

SpaceX กล้าที่จะอพยพมนุษย์ไปอยู่บนดาวอังคาร – Enabling human life on Mars

ความกล้าระดับนี้ ถอดแบบมาจากผู้ก่อตั้งอย่าง Steve Jobs, Jack Ma และ Elon Musk

ถ้าอยากมีชีวิตที่ก้าวหน้ากว่านี้ เราก็ต้องกล้ากว่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องกล้าขนาด Elon Musk ก็ได้

กล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้

กล้าที่จะถามคำถาม

กล้าที่จะขอในสิ่งที่เราอยากได้

กล้าที่จะผิดพลาด

กล้าที่จะเริ่มต้น

Life shrinks or expands in proportion to one’s courage.

แค่กล้าขึ้นเพียงเล็กน้อย ชีวิตก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ