สิบกิโลแรกยากกว่าแสนกิโลหลัง

20190707_firstten

เสาร์ที่ 20 กรกฎาคมนี้ จะเป็นวันครบรอบ 50 ปีการไปเยือนดวงจันทร์ของยานอะพอลโล 11

โลกกับดวงจันทร์นั้นห่างกัน 384,400 กิโลเมตร หรือ 40 เท่าของระยะทางกรุงเทพ-ลอนดอน ยานอะพอลโลใช้เวลาในการเดินทางเกือบ 103 ชั่วโมง

จรวดที่ส่งอะพอลโล 11 ไปดวงจันทร์นั้นมีชื่อว่า Saturn V ซึ่งมีเครื่องยนต์ 3 stage ด้วยกัน

Stage 1 มีเชื้อเพลิง 2 ล้านลิตร

Stage 2 มีเชื้อเพลง 1.3 ล้านลิตร

Stage 3 มีเชื้อเพลิง 0.3 ล้านลิตร

Stage 1+2 มีเชื้อเพลิงมากกว่า Stage 3 ประมาณ 11 เท่า แต่ถูกใช้หมดไปตั้งแต่ 9 นาทีแรกที่ออกเดินทาง

ส่วน Stage 3 ที่มีเชื้อเพลิงน้อยกว่าใครเพื่อนนั้น ถูกใช้งานสำหรับการเดินทางอีกหลายแสนกิโลมตรและร้อยชั่วโมงที่เหลือ

เหตุผลที่ช่วงแรกต้องใช้เชื้อเพลิงเยอะขนาดนั้น ก็เพราะว่ายานต้องพาตัวเองออกจากแรงโน้มถ่วงของโลกให้ได้

ผมว่าชีวิตคนเราก็ไม่ต่างกัน

สิบกิโลแรกยากกว่าแสนกิโลหลัง

ลองถามคนที่ไม่เคยออกกำลังกายแต่สุดท้ายกลับมาวิ่งมาราธอนได้ หรือคนที่ฐานะยากจนแต่สร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเศรษฐีได้ หรือสตาร์ทอัพที่เกือบเจ๊งในช่วงปีแรกแต่กลับมาเติบโตเป็น 10 เท่าในภายหลังได้

สิบกิโลแรกยากกว่าสิบกิโลถัดไป และล้านแรกนั้นยากกว่าล้านถัดไปเสมอ

เหตุเพราะช่วงแรกนั้นเรามีแรงโน้มถ่วงของอดีตฉุดรั้งเราไว้อยู่ เราจึงจำเป็นต้องออกแรงให้มากที่สุดเพื่อพาตัวเองออกจากแรงโน้มถ่วงนั้น

การพาตัวเองออกจากแรงโน้มถ่วงฟังแล้วดูเหนื่อยหนักก็จริง แต่ข่าวดีก็คือเมื่อผ่านจุดนั้นมาแล้ว การเดินทางอีกแสนกิโลที่เหลือก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไปครับ

—–
ขอบคุณภาพจาก Flickr: NASA on The Commons

ขอบคุณข้อมูลจาก Space.com NASA’s Mighty Saturn V Moon Rocket Explained (Infographic)

เจ็บปวดจึงเติบโต

20190626_paingrowth

จำคำนี้เอาไว้เลย

เจ็บปวดจึงเติบโต

เพราะมันจะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ไม่มีการเติบโตใดที่ไม่ต้องประสบความเจ็บปวด

อกหัก ทำให้เราเป็นคนรักที่ดีกว่านี้

งานหนัก ทำให้เราเก่งขึ้น อดทนมากขึ้น

ล้มเหลว คือโอกาสให้เราเริ่มใหม่อย่างฉลาดกว่าเดิม

เมื่อไหร่ที่เจอกับความเจ็บปวด บอกตัวเองอย่าเพิ่งใจเสาะ เราเข้มแข็งกว่าที่เราคิด

และบอกตัวเองไว้เลยว่านี่คือโอกาสทองที่จะก้าวไปอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

เมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไป เราจะเก่งกว่าเดิม แกร่งกว่าเดิม และมองกลับมาด้วยสายตาที่เข้าใจกว่าเดิมแน่นอน

ชี้หน้าต่างหรือชี้กระจก

20190225_windowmirror

ในยามทีเรื่องราวไม่เป็นใจ

มาประชุมสาย ทำงานผิดพลาด วีนใส่ลูกน้อง

เราจะชี้ไปที่หน้าต่างหรือจะชี้ไปที่กระจก

คนที่ชี้ไปที่หน้าต่าง คือคนที่บอกว่ามาสายเพราะรถติด ทำงานผิดเพราะเจ้านายเรื่องมาก วีนลูกน้องเพราะสอนไม่เคยจำ

ส่วนคนที่ชี้ไปที่กระจก คือคนที่บอกว่ามาสายเพราะตอนเช้าชิลล์ไปหน่อย ทำงานผิดพลาดเพราะเราไม่ตรวจให้ดีก่อนส่ง วีนลูกน้องเพราะเราใจร้อนไปเอง

เมื่อเราโทษปัจจัยภายนอก เรากำลังชี้ไปที่หน้าต่าง

เมื่อยอมรับได้ว่าเราเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องและควรป้องกันมันได้ เรากำลังชี้ไปที่กระจก

ชี้หน้าต่างบ่อยๆ ได้ปกป้องอัตตาตัวตน

ชี้กระจกบ่อยๆ ได้ลดอัตตา ได้เรียนรู้ และได้เติบโตครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The Tim Ferris Show: Jim Collins 

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 11 ที่)

วิธีดูว่าเรามีความเป็นผู้ใหญ่หรือยัง

20190501_maturity.png

คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ คือคนที่รู้ว่าอะไรควรทำ แล้วก็ทำสิ่งนั้นจริงๆ

ส่วนคนที่ยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ ก็รู้เท่ากับคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่นั่นแหละ เพียงแต่ทำไม่ได้เท่านั้นเอง

ใครที่อายุเกิน 18 ย่อมโตพอจะรู้หมดแล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

ลงทุนก่อนใช้จ่าย รักษาเวลา ไม่เที่ยวเล่นจนเสียการงาน เล่นมือถือแต่พอประมาณ ใจกว้างพร้อมเรียนรู้ ไม่ด่วนตัดสินใคร เคารพสิทธิ์ของคนอื่น เรื่องเหล่านี้ใครๆ ก็รู้ แต่มีแต่คนที่เป็นผู้ใหญ่เท่านั้นที่ทำได้

การเป็นผู้ใหญ่จึงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน

แค่ทำในสิ่งที่รู้ว่าถูกต้อง และไม่ทำในสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจว่าผิดเท่านั้นเอง

แพ้บ้างก็ดี

20181215_learntolose

หลายคนน่าจะพอรู้ว่าการเทรนนิ่ง Navy SEAL ของอเมริกานั้นหฤโหดสุดๆ

ทุกคนที่สมัครมาเป็น SEAL ต้องผ่าน “สัปดาห์นรก” ที่มีชื่อว่า Hell Week

ในสัปดาห์นี้ คุณต้องวิ่งเป็นร้อยกิโลเมตร ว่ายน้ำหลายสิบกิโลเมตร เดินแบกขอนไม้หนักหลายร้อยกิโลกับเพื่อนร่วมทีม กินไม่เคยอิ่มท้อง อยู่ในอุณหภูมิที่หนาวเหน็บ แถมยังอดหลับอดนอนตลอดทั้งสัปดาห์

ที่ชายหาดจะมีระฆังแขวนอยู่ ใครที่รู้ตัวว่าไปต่อไม่ไหว จะเดินมาสั่นระฆังและเก็บข้าวของกลับบ้านไปได้เลย

อัตราของคนที่จะผ่าน Hell Week คือ 20% ถ้าเริ่มต้นสัปดาห์มีคน 10 คน ในระหว่างสัปดาห์จะมีคนสั่นระฆัง 8 คนและมีเพียงแค่ 2 คนที่อยู่ต่อจนจบและได้เข้าเทรนนิ่งเพื่อบรรจุเป็นหน่วย SEAL

อะไรคือคุณสมบัติของคน 20% นั้น? บทความนี้จะไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ตรงๆ แต่จะพูดถึงอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ

หนึ่งในคนที่สมัครหน่วยซีลเป็นนักกรีฑาระดับ Top 10 ของสหรัฐอเมริกา เขาออกกำลังกายมาทั้งชีวิตและฟิตกว่าทุกๆ คนที่สมัครเข้ามาในรุ่นนั้น

ในวันแรกเขาวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง ว่ายน้ำก็ชนะทุกคน แบกขอนไม้ก็ไม่ได้ดูอนาทรร้อนใจ ดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีภาษีดีที่สุดที่จะผ่าน Hell Week

แต่เพียงวันที่สาม นักกรีฑาระดับประเทศคนนี้ก็สั่นระฆังและกลับบ้านไป

เหตุผลก็เพราะเขาเคยแต่แข่งขันในสภาพที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อม อาหารการกินสมบูรณ์พร้อม และที่ผ่านมาเขาก็เป็น “ผู้ชนะ” มาโดยตลอด

แต่เมื่อต้องมาเจอสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ อาหารการกินที่อดๆ อยากๆ และได้นอนเพียงวันละแค่ 2 ชั่วโมง ร่างกายที่เขาภูมิใจหนักหนาจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ใจคิด และ performance ก็ดร็อปลงจนวันที่สองและวันที่สามเขาไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งอีกต่อไป

คนที่คุ้นชินกับการชนะมาทั้งชีวิตก็เลยต้องลิ้มรสกับความพ่ายแพ้ที่ไม่คุ้นเคย พอไม่คุ้นเคยจึงรับไม่ได้ และพอคิดว่า Hell Week ยังเหลืออีกตั้ง 4 วันก็เลยถอดใจ

สภาพร่างกายแข็งแกร่งจึงไม่สำคัญเท่ากับสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ซึ่งความแกร่งนี้ไม่ได้มาจากการชนะเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเคยเป็นผู้แพ้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เคยผิดหวัง เคยล้มเหลวจนอัตตาตัวตนของเขาถูกเฆี่ยนตีจนน่วมและมีภูมิต้านทานระดับที่ว่าจะแพ้อีกกี่ครั้งกูก็จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่

ซึ่งผิดกับคนที่ชนะมาโดยตลอดที่ไม่มีภูมิคุ้มกันความพ่ายแพ้เลย เราจึงเห็นข่าวเด็กฆ่าตัวตายเพราะสอบตกหรืออกหัก

ประสบการณ์ความพ่ายแพ้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เราจะได้ไม่ลำพองตน จะได้เรียนรู้การเป็นที่สองหรือแม้กระทั่งการเป็นที่โหล่

และจะได้มีภูมิคุ้มกันในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Knowledge for Men Podcast: 222: Cade Courtley: Lessons on Life and Business from a Former Navy SEAL Sniper 

อย่าให้ความไม่รู้เป็นจุดสิ้นสุด

20180829_notknowing

ขอให้มันเป็นจุดเริ่มต้น

อย่าคิดว่า เพราะจบบัญชีมา แล้วจะเขียนโปรแกรมไม่ได้

อย่าคิดว่า ตอนเด็กๆ ไม่เก่งวิชาศิลปะ แล้วตอนนี้จะวาดรูปให้สวยไม่ได้

อย่าคิดว่า เป็นคนขี้อาย แล้วจะพูดต่อหน้าคนมากๆ ไม่ได้

อย่าเอาอดีตมาเป็นตัวกำหนดว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้

เพราะตัวเราในอดีตตายไปตั้งนานแล้ว

สมองมนุษย์นั้นยืดหยุ่นอย่างมหัศจรรย์ ขอแค่เพียงเราตั้งใจ ลองเล่น ลองฝึกฝน เดี๋ยวมันก็เป็นเองครับ

—–

เสาร์ที่ 1 กันยายนนี้ Time Management Workshop มีคนถอนตัว ทำให้มีที่ว่าง 2 ที่ – รอบเช้าหนี่งที่ (9:30-12:30) รอบบ่ายหนึ่งที่ (13:30-16:30) หากใครสนใจลงเรียนรบกวนทัก inbox มานะครับ

ถ้ายังไม่เปลี่ยน

20180529_peoplecanchange

แสดงว่ายังเจ็บไม่พอ

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคนบางคนหรือแม้กระทั่งตัวเราเองถึงไม่เลิกนิสัยแย่ๆ

สูบบุหรี่ เมาแล้วขับ ไปทำงานสาย ฯลฯ

หนึ่ง เพราะอุปนิสัยเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยน เพราะมันเป็นปฏิกิริยาเคมีในสมอง neural pathways ถูกใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสมองเรามุ่งแต่จะไปทางนี้ ลองนึกภาพว่าวันหนึ่งเราเดินเข้าป่า เราก็จะเลือกเดินทางที่มีคนเดินผ่านมาก่อนแล้ว เพราะหญ้าไม่ขึ้น ดูปลอดภัยดี

สอง เพราะอุปนิสัยเหล่านี้มันไม่ได้ให้ผลร้ายทันทีทันใด และมนุษย์เราไม่เก่งเรื่องการจินตนาการถึงอนาคต แต่เชี่ยวชาญนักในเรื่องการตอบสนองกิเลสที่เกิดขึ้นที่นี่-เดี๋ยวนี้

ดังนั้น ถ้าไม่อยากเดินทางเดิมอีก เราอาจต้องหาบทลงโทษที่ให้ผลทันทีทันใด

ใครที่เคยโดนไฟดูดไปหนึ่งครั้ง ก็คงไม่กล้าเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟอีกแล้ว

ใครที่เคยเอามือไปจับกาต้มน้ำเดือดซักครั้งนึง ก็คงไม่กล้าจับอีกแล้ว

ถ้าเราเดินเข้าป่าไปตามทางที่เดินบ่อยๆ แล้วเจองูอยู่กันเป็นฝูง เราก็คงหาทางเดินใหม่หรือเลิกเข้าป่านี้ไปเลย

น้องที่ผมรู้จักคนหนึ่ง เคยเมาแล้วขับ ปรากฎว่ารถคว่ำ ตัวรถพังเละเทะ แต่น้องรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ น้องเขาก็เลยเลิกเมาแล้วขับไปโดยปริยาย

เหตุการณ์รถคว่ำ ก็คืองูฝูงใหญ่ในป่าที่ทำให้น้องไม่กล้าเลือกเดินทางนี้อีก

คนที่มาทำงานสาย ถ้าโดนปรับเงิน 500 บาทซักครั้ง เขาคงไม่กล้ามาสายอีก

คนที่สูบบุหรี่ ถ้าได้รู้ว่าเขาทำให้คนใกล้ตัวเป็นมะเร็งปอด เขาอาจเลิกสูบบุหรี่ทันทีได้เลย

คนเราเปลี่ยนกันได้เสมอ

ที่ยังไม่เปลี่ยน เพราะว่ายังเจ็บไม่พอเท่านั้นเอง

100 ต่อ 1

20180509_100to1

100 คนนั่งนิ่ง
1 คนยกมือ

100 คนเล่นมือถือ
1 คนอ่านหนังสือ

100 คนพูด
1 คนเงียบ

100 คนเงียบ
1 คนพูด

100 คนเสพ
1 คนสร้าง

100 คนซื้อ
1 คนขาย

100 คนเอาแต่คิด
1 คนลงมือทำ

100 คนทำแล้วล้มเลิก
1 คนทำจนสำเร็จ

100 คนสนใจเรื่องชาวบ้าน
1 คนสนใจเรื่องตัวเอง

ทำเหมือนคนส่วนมาก ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนมาก

ทำเหมือนคนส่วนน้อย ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนน้อยครับ

—–

ดัดแปลงมาจาก Quora: Hector Quintanilla’s answer to What does the 1% do with their time compared to the 99%?

อย่ารอแรงบันดาลใจ

20180414_motivation

เพราะมันอาจจะไม่มา

ลงมือทำไปก่อน แม้จะทำแล้วติดๆ ขัดๆ ก็ไม่เป็นไร

อยากแต่งเพลง ก็แค่หยิบกีตาร์ขึ้นมาตีคอร์ดแล้วฮัมไปเรื่อยๆ

อยากเขียนบล็อก ก็แค่เปิด Notepad ขึ้นมาแล้วเขียนอะไรก็ได้ที่นึกออก

อยากมีธุรกิจส่วนตัว ก็แค่หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่นหรือโทร.หาเพื่อนซักหนึ่งคน

ระหว่างคนที่ลงมือทำ กับคนที่อยู่เฉยๆ แรงบันดาลใจจะเลือกวิ่งเข้าหาคนกลุ่มแรกมากกว่าครับ

พ่อแม่รังแกฉัน

20180402_vaccine

เมื่อวานนี้ผมพา “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสองเดือนไปฉีดวัคซีนมาครับ

ตอนแรกลูกก็คุยอ้อแอ้กับหมออย่างอารมณ์ดี แต่พอโดนเข็มฉีดเข้าต้นขาซ้ายเท่านั้นแหละ ร้องไห้จ้าเลย

จบเข็มแรกไม่พอ ยังโดนเข็มสองฉีดเข้าต้นขาขวาอีก ที่ร้องอยู่แล้วเลยยิ่งร้องไห้หนัก ผมที่มีหน้าที่ตรึงแขนลูกไว้ตรงหัวเตียง เห็นหน้าแฟนตรงปลายเตียงก็รู้เลยว่าแฟนกำลังสงสารลูกจับใจ

พอหมอฉีดเข็มที่สองเสร็จ แฟนผมก็รีบเข้ามาอุ้มลูกขึ้นไปกอดทันที ปลอบประโลมและเห่กล่อมอยู่นานกว่าลูกจะสงบลง

ถ้าพูดได้ ใกล้รุ่งคงตัดพ้อว่าทำไมพ่อแม่ต้องทำร้ายหนูอย่างนี้ด้วย หนูเจ็บมากไม่เห็นเหรอ!

แต่ในมุมของพ่อแม่ แม้จะสงสารลูกแค่ไหนก็ต้องยอม เพราะรู้ดีว่าเจ็บเดี๋ยวเดียวก็หาย แลกกับภูมิคุ้มกันโรคที่จะอยู่กับลูกไปอีกนาน

ผู้ใหญ่อย่างเราก็เจอฉีดวัคซีนเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ถูกฉีดด้วยเข็ม แต่ถูกฉีดด้วยสถานการณ์และคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

อาจเจอเพื่อนรังแก

อาจโดนหลอกจนเสียเงินเสียทอง

อาจทำงานผิดพลาดจนโดนไล่ออก

อาจโดนหลอกให้รักแล้วทิ้งไป

ในห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวด หลายคนต่อว่าฟ้าว่าทำไมต้องทำกับเราอย่างนี้ ไม่ต่างอะไรกับที่เด็กน้อยไม่เข้าใจพ่อแม่

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วฟ้าอาจไม่ได้ต้องการรังแกเราเลย

ฟ้ากำลังฉีดวัคซีนให้เราต่างหาก

ความเจ็บปวดที่เราได้รับ ไม่นานก็จะได้รับการเยียวยา

แต่ภูมิคุ้มกันที่มีชื่อว่าประสบการณ์และสติปัญญา จะอยู่กับเราตลอดไปครับ

—–

ป.ล. เมื่อตกอยู่ในมรสุมชีวิต สังเกตดูนะครับว่าใครที่เข้ามาปลอบประโลมและโอบกอดเราเป็นคนแรก เพราะนั่นคือหนึ่งในคนที่รักเรา (และเราควรรัก) มากที่สุดครับ