อุปสรรคหรือข้ออ้าง

“If a reason doesn’t stop everyone, it’s an excuse, not an actual roadblock.”
-Seth Godin

คนบางคนเห็นทางตันในทุกทางออก

ส่วนคนบางคนก็เห็นทางออกในทุกทางตัน

แน่นอนว่าบริบทของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อุปสรรคของคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่อุปสรรคของคนอีกคนหนึ่งเลยก็เป็นได้

แต่อย่าดูแคลนความเป็นนักแก้ปัญหาที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

อุปสรรคที่เราพบเจอ คนอื่นก็เคยผ่านมันมาแล้ว โดยที่เขาอาจไม่ได้ฉลาดหรือเก่งกว่าเราด้วยซ้ำ

ถ้าเขาผ่านมันมาได้ แสดงว่าเราก็มีสิทธิ์ที่จะผ่านไปได้เช่นกัน

อุปสรรคจะเป็นจะเป็นอุปสรรคก็ต่อเมื่อเราคิดว่ามันเป็นอุปสรรคเท่านั้น

เปลี่ยนเสียงที่พร่ำบอกกับตัวเองเสียใหม่ แล้วใช้อุปสรรคเป็นทางผ่านของเราซะเลยครับ

เมื่อไหร่เราจะเลิกหลอกตัวเอง

ช่วงนี้คนอยู่บ้านกันเยอะ ออกไปไหนก็ไม่ได้ หนึ่งในงานอดิเรกของคนรายล้อมคือการ f ของในช้อปปี้หรือลาซาด้า (คำว่า f ในที่นี้มาจากคำว่า cf หรือ confirm การซื้อของนั่นเอง)

ตอนที่เรากดซื้อของนั้น เราจะมีจินตนาการว่ามันจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นอย่างไรบ้าง

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ซื้อของ 10 ชิ้น มันจะได้ใช้งานในอย่างที่เราคิดไว้แค่ 2-3 ชิ้นเท่านั้น

เหมือนเราซื้อของเล่นมาให้ลูก แล้วเราก็วาดภาพว่ามันจะช่วยให้เรามีเวลาคุณภาพกับลูก แต่พอได้ของมา ลูกเล่นได้สองวันก็พัง หรือไม่เราก็ปล่อยให้ลูกเล่นเองคนเดียว ส่วนเราไม่ว่างเพราะต้องมานั่งเขียนบล็อกหรือกำลังเลือกซื้อของเล่นชิ้นถัดไปอยู่!

แต่เราก็ไม่หยุดที่จะซื้อของอยู่ดี จนผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต

เราชอบบอก(หลอก)ตัวเองว่าถ้า x เกิด เราจะมีความสุข

ถ้าซื้อของชิ้นนี้ เราจะมีความสุข

ถ้ามีคนกดไลค์เท่านี้ เราจะมีความสุข

ถ้าได้เงินเดือนเท่านี้ เราจะมีความสุข

ถ้าได้ขับรถคันนี้ เราจะมีความสุข

ถ้าแฟนปรับปรุงตัวเอง เราจะมีความสุข

ถ้าได้แฟนใหม่ เราจะมีความสุข

และแล้วเราก็พบว่า บางอย่างมันทำให้เราสุขขึ้นก็จริง แต่มันกินเวลาสั้นมาก สั้นเสียจนไม่แน่ใจว่ามันคุ้มค่ากับที่ลงทุนลงแรงไปรึเปล่า

และอีกหลายอย่างที่เราเคยคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข พอได้ขึ้นมาจริงก็กลับงั้นๆ แล้วเราก็เริ่มออกตามหาสิ่งอื่นที่เราเชื่อว่าจะช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้นต่อไป

ผมไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรมุ่งแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ไม่ได้บอกว่าคนเราไม่ควรมีความหวังหรือความคาดหวัง เพราะจริงๆ แล้วกระบวนทัศน์แบบนี้อาจไม่ใช่ bug แต่เป็น feature ที่ทำให้มนุษชาติมาถึงจุดนี้ได้

เพราะการให้กำลังใจตัวเองทำให้เรากล้าลอง กล้าเสี่ยง แม้จะผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเราก็ยังไม่ยอมหยุดหวัง มันจึงเกิดการค้นพบ มันจึงเกิดการพัฒนา มันจึงเกิดความก้าวหน้าที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนรุ่นเราดีกว่าบรรพบุรุษไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า

เมื่อตระหนักถึงธรรมชาติของการหลอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจึงต้องหัดใช้มันให้ถูกบริบท

หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อกรุยทางความเป็นไปได้ใหม่ๆ ก็จงบอกตัวเองว่าทำไปเถอะ อย่ายอมแพ้ สิ่งดีๆ กำลังรอเราอยู่

แต่หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่เบื่อๆ อยากๆ ไม่รู้จะทำอะไร ไถฟีดไปแล้วเจอโฆษณาให้ “ซื้อสิ่งนี้สิ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น”

ก็ขอให้ระลึกได้ว่า เราทำแบบนี้มากี่สิบกี่ร้อยครั้งแล้ว และผลลัพธ์มันเคยเป็นอย่างที่เราวาดภาพไว้แค่ไหน

เราก็อาจจะมีความยับยั้งชั่งใจ และไม่ซื้ออะไรแบบขาดสติเหมือนอย่างเคยครับ

อ่านเร็วกว่าฟัง ทำเร็วกว่าดู

“Reading is faster than listening. Doing is faster than watching.”
-Naval Ravikant

อ่านเร็วกว่าฟัง:-

ความผิดพลาดของคนทำสไลด์มือใหม่ คือใส่คำที่ตัวเองจะพูดลงไปในสไลด์ด้วย

เมื่อคนฟังเห็นแล้วว่าคนพรีเซนต์พูดตามเนื้อหาในสไลด์ เขาก็จะหยุดฟัง และอ่านสไลด์เอง เพราะเร็วกว่าฟังเยอะ

ทำเร็วกว่าดู:-

การสอนอะไรก็ตามแต่ ต่อให้คนสอนจะอธิบายได้ละเอียดลออแค่ไหน ต่อให้คนฟังคิดว่าตัวเองเข้าใจดีอย่างไร ก็เทียบไม่ได้เลยกับการได้ลองทำแบบฝึกหัด เพราะนั่นถึงจะเป็นตัววัดว่าเข้าใจจริงหรือเปล่า

คนที่อยากจะทำธุรกิจ อยากจะเขียนบล็อก อยากลงทุน มักจะเริ่มต้นด้วยการหาความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังที่จะไม่ใช้เวลาหาความรู้มากเกินไป เพราะความรู้เป็นอนันต์ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่หมด

อย่าเอาแต่ดูอย่างเดียว เพราะมันจะเนิ่นช้า สู้ดูให้พอเข้าใจแล้วลงมือทำไปเลยดีกว่า และความรู้ความเข้าใจของเราจะเข้มข้นขึ้นเยอะ

อ่านเร็วกว่าฟัง ทำเร็วกว่าดูครับ

ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชมหรือคำด่า

“ทุกสิ่งที่งามนั้นงามโดยตัวมันเอง

คำชื่นชมหาได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน

ดังนี้ จึงไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชม

ข้าว่านี่ยังจริงแท้ต่อสิ่งที่เรานิยามว่างาม อาทิ วัตถุหรือชิ้นงานศิลปะ สิ่งเหล่านี้ยังต้องการอะไรอีกเล่า

ครรลอง สัจธรรม ความอาทร ความอ่อนน้อม แล้วสิ่งเหล่านี้ดีขึ้นเพราะคำชมหรือไม่ หรือเสื่อมลงเพราะคำติหรือไม่

ดูเอาเถิด มรกตด้อยค่าหากไร้คำชมด้วยหรือ แล้วทอง งาช้าง แพรพรรณ ดาบงาม ดอกไม้บาน และบรรดาพืชพันธุ์อีกเล่า”

-Marcus Aurelius
หนังสือ Meditations เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต*

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงอดหวั่นไหวไม่ได้ไปกับคำพูดของคนอื่น

อะไรที่เราเฉยๆ แต่คนบอกว่าดี เราก็มักจะเออออไปด้วย

อะไรที่เราเฉยๆ แต่กำลังโดนคนอื่นถล่ม บางทีเราก็ผสมโรง

แม้กระทั่งเรื่องตัวเอง เรายังเผลอให้น้ำหนักกับคำพูดของคนแปลกหน้า

ถ้าเราโดนใครตำหนิ เราก็มักจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หรือไม่ก็เสียเซลฟ์และและหมดไฟไปเลยก็มี

แต่โตมาขนาดนี้แล้ว เราควรจะมีวุฒิภาวะมากพอที่จะแยกแยะได้หรือเปล่าว่าคำไหนควรฟัง และคำไหนควรวางไว้ตรงนั้น

สิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นมันไม่ได้ด้อยลงหรือดีงามขึ้นเพราะคำคน

โอเคแหละ มันอาจจะเป็น indicator บางอย่างเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่าเรามาถูกทางได้

แต่อย่าให้คำพูดเหล่านั้นมาเป็นสรณะหรือสิ่งยึดเหนี่ยว

เพราะเมื่อเอาแต่เงี่ยหูฟังเสียงของคนอื่น เสียงเล็กๆ ในใจเราก็จะถูกกลบไปจนสิ้น

ถ้าเราทำสิ่งที่แย่ ต่อให้มีคนชื่นชม เราก็รู้อยู่แก่ใจ

ถ้าเราทำสิ่งที่ดี ต่อให้มีใครไม่เห็นด้วย เราก็รู้อยู่แก่ใจเช่นกัน

ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงตามคำชมหรือคำด่าครับ


* สำนักพิมพ์ OMG Books สำนวนแปลไทยโดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย ผมมีปรับเล็กน้อยหลังจากได้เทียบกับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ (ซึ่งอาจมีหลายเวอร์ชั่น)

สมบัติอันล้ำค่าที่สุดคือความเก๋า

เมื่อวานนี้ เชื่อว่าคนไทยหลายล้านคนคงมีความสุขเพราะน้องเทนนิส “พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ” ที่คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์กีฬาเทควันโด โดยเอาชนะเอเดรียน่า สาวน้อยวัย 17 ปีจากสเปนไปได้อย่างฉิวเฉียด

ตอนที่เหลือเวลาอยู่เพียง 9 วินาทีนั้น น้องเทนนิสยังตามอยู่ 9 ต่อ 10 คะแนน

เราเป็นแค่คนเชียร์ยังรู้สึกถูกบีบหัวใจจนแทบจะทนดูไม่ได้ แล้วน้องเทนนิสที่เป็นมือหนึ่งของโลกและแบกความหวังของคนทั้งประเทศเอาไว้จะรู้สึกกดดันขนาดไหน

แต่ตอนที่เหลือเวลาอยู่เพียง 7 วินาที น้องเทนนิสก็หลอกต่อย ก่อนจะเตะเข้าหน้าอกของเอเดรียน่า พลิกขึ้นมานำเป็น 11 ต่อ 10 คะแนน และรักษาสกอร์นี้ไว้ได้จนหมดเวลาการแข่งขัน

ถ้าไม่เรียกว่า “โคตรเก๋า” ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

ความเก๋านี้ไม่ได้มาฟรีๆ มันคือผลลัพธ์จากการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงและยาวนานระดับ 10,000-Hour Rule และเกิดจากการพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดในโอลิมปิกรอบที่แล้วที่น้องเทนนิสพลาดท่าเสียทีในช่วง 5 วินาทีสุดท้าย

ทำให้ผมนึกถึงถ้อยความหนึ่งในหนังสือ How to Live ของ Derek Sivers ที่กล่าวไว้ว่า

Mastery is the best goal because the rich can’t buy it, the impatient can’t rush it, the privileged can’t inherit it, and nobody can steal it.

You can only earn it through hard work.

Mastery is the ultimate status.

ความเชี่ยวชาญคือเป้าหมายที่มีคุณค่าสูงสุด เพราะคนรวยหาซื้อไม่ได้ คนใจร้อนเร่งให้เกิดไม่ได้ อภิสิทธิ์ชนรับเป็นมรดกไม่ได้ และไม่มีใครขโมยมันได้

ทางเดียวที่จะได้มันมาคือการฝึกฝนอย่างหนัก

ความเชี่ยวชาญ (หรือความเก๋า) จึงเป็นฐานันดรขั้นสูงสุด

กลับมาถามตัวเองว่ามีเรื่องใดบ้างที่เราทำได้ดี อะไรที่คือสิ่งที่เราจะมี mastery กับมันได้

นี่คือสิ่งที่ต้องลงทุนลงแรงและอดทนรอคอย

แต่ในวันที่ได้มา มันจะติดตัวและตอบแทนเราไปทั้งชีวิตครับ

คุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรายอมทน

ถ้าเราไม่ยอมทนกับห้องรกๆ เราจะลุกขึ้นมาจัดห้อง

ถ้าเราไม่ยอมทนกับการมีเงินไม่ค่อยพอใช้ เราจะเลิกซื้อของไร้สาระ

ถ้าเราไม่ยอมทนกับคนปลิ้นปล้อน เราจะเลิกคบกับคนคนนั้น

ถ้าเราไม่ยอมทนกับร่างกายแบบนี้ เราจะหักห้ามใจแม้เห็นของน่ากิน

หากมีแง่มุมใดในชีวิตที่เราไม่พอใจแต่มันก็ไม่เคยดีขึ้นซักที นั่นแสดงว่าเรายังทนมันได้อยู่

อาจจะเพราะว่าเราเหลือไม่มีแรงพอที่ลุกขึ้นมาทำอะไร หรือไม่เราก็คุ้นชินกับความทุกข์แบบนี้เสียแล้ว

“You get in life what you tolerate.”
-Darren Hardy

ก็คงต้องรอให้ความทุกข์นี้มันมากเกินเราจะรับไหว

หรือไม่อย่างนั้นก็จนกว่าเราจะตัดสินใจได้ว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับและอดทนอีกต่อไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Compound Effect by Darren Hardy

เรื่องจริงเราอาจยังไม่รู้ เรื่องที่เรารู้อาจยังไม่จริง

ถ้าจะมีสิ่งใดที่ผมได้เรียนรู้ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน มันคือการอย่ามั่นใจในความจริงของเราจนเกินไป

“ความจริง” นี้มาจากไหน?

มันน่าจะมาจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เราอ่านหรือได้ยินซ้ำๆ จนเกิดเป็นความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าโลกมันทำงานอย่างนี้ พอนานๆ เข้าข้อเท็จจริงมันก็เลยกลายเป็น “ความจริงของเรา” และหนักเข้าก็อาจกลายเป็น “ความจริง” ที่ใครก็แตะต้องไม่ได้

แต่ประสบการณ์ก็สอนให้รู้ว่า ต่อให้เป็นสิ่งที่เรามั่นใจเหลือเกิน เราก็ยังคิดผิดได้อยู่ดี

เคยคิดว่าธุรกิจนี้ทำแล้วรุ่งแน่ๆ ตอนนี้ล้มเลิกไปแล้ว

เคยคิดจะถือหุ้นตัวนี้ไปยาวๆ ตอนนี้ขายทิ้งไปแล้ว

เคยชื่นชมนักเคลื่อนไหวคนนี้ ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว

แล้วไอ้ความมั่นใจเหลือเกินนี้มันมาจากไหน?

Confirmation Bias – มันคือการที่เรามองหาหลักฐานและข้อมูลที่ยืนยันความเชื่อที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว เช่นถ้าเราชอบคนคนนี้ เราก็จะหาหลักฐานที่ยืนยันว่าคนคนนี้เป็นคนดี คนเก่งและเสียสละ ส่วนหลักฐานอื่นที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเรา เราก็จะปัดมันตกทิ้งหรือมองเป็นเพียงเรื่องเล็ก

Filter bubble – สิ่งที่เรากูเกิ้ลกับสิ่งที่เพื่อนกูเกิ้ลนั้นจะได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน กูเกิ้ลทำทุกอย่างเพื่อที่จะช่วย personalize search ให้เรา มันจะเลือกผลลัพธ์ที่คิดว่าตอบโจทย์เรามากที่สุดโดยดูจากโลเกชั่น อายุ เพศ รวมถึงสิ่งที่เราเคยค้นหาและเคยคลิ้กดู

Social media bubble – เคยมั้ยที่ไปเจอเพจที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย แต่มีคนติดตามหลายแสนหรือกระทั่งเป็นล้านคน จนอดถามตัวเองไม่ได้ว่าถ้าเพจมันดังขนาดนี้ทำไมเราถึงไม่รู้จัก

คำตอบก็คือ social media bubble อันเกิดจาก algorithm ที่เลือกโชว์แต่สิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เราคุ้นเคย และความเห็นของคนที่เราเห็นด้วย (และพอเราเจอคนที่เราไม่เห็นด้วยเราก็ไปบล็อคเขาอีก!) เราก็เลยตกอยู่ในโลกที่มีแต่คนเห็นด้วยกับเรา และเราก็(เผลอ)คิดว่าคนจำนวนมากเห็นด้วยกับเรา ความคิดของเราจึงถูกต้องแน่ๆ

ทั้ง filter bubble และ social media bubble จึงเป็นแรงหนุนให้เกิด confirmation bias อย่างง่ายดาย และส่งผลให้เรายึดมั่นในข้อเท็จจริงที่เรามีอย่างแน่นแฟ้น ยิ่งอ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ ก็ยิ่งมั่นใจว่าเราถูก

คำถามสำคัญ – โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ในวัย 40 หรือมากกว่านั้นก็คือ – เมื่อเรามั่นใจว่าสิ่งที่เราสนใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่เราคิดมันถูกต้อง แล้วเราได้เดินทางมาถึงจุดที่พอใจกับชีวิตแล้วหรือยัง?

ถ้าเราซื่อตรงกับตัวเอง และได้คำตอบว่ามันยังมีบางแง่มุมของชีวิตที่เรายังไม่พอใจ นั่นก็เป็นสัญญาณว่า “แผนที่” ของเราอาจจะยังคลาดเคลื่อน

เพราะถ้าที่ผ่านมาเราคิดถูก-ทำถูกมาตลอด ชีวิตเราน่าจะไปได้ไกลกว่านี้แล้วไม่ใช่หรือ?

อย่ามั่นใจกับสิ่งที่เรารู้มากเกินไป ลองพูดคุยกับคนฉลาดๆ ที่มีความเห็นเป็นปฏิปักษ์กับเรา และเมื่อได้คุยกันมากพอเราอาจจะเลิกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

เพราะเรื่องจริงเราอาจยังไม่รู้ เรื่องที่เรารู้อาจยังไม่จริงครับ

ลองผิดให้เยอะๆ แล้วมันจะถูกเอง

“Once you’ve made all the mistakes in the field, you’re considered an expert.”
-Derek Sivers

คนเก่งจึงไม่ใช่คนที่ทำถูกมากกว่าคนอื่น แต่คือคนที่ผ่านการทำผิดพลาดมามากกว่าคนอื่น

เหมือนเอดิสันที่ค้นพบ 10,000 วิธีที่ไม่ควรทำหลอดไฟ

ครั้งหนึ่งเคยมีคนมาปรึกษาบล็อกเกอร์ชื่อดังอย่าง Seth Godin ว่าทำยังไงถึงจะมีงานเขียนดีๆ

เซธจึงตอบกลับไปว่า “Show me your bad writing” – ไหนลองเอางานเขียนแย่ๆ ของคุณมาให้ผมดูหน่อย ปรากฎว่าคนที่ถามก็อึ้งเพราะตัวเองแทบไม่ได้เขียนอะไรออกมา

เราวาดหวังว่าจะเก่งเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่พอได้ลงมือทำแล้วรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีเราก็เลยล้มเลิกเสียกลางกัน

คนที่เป็นมืออาชีพ เริ่มต้นเขาก็คงทำได้ไม่ดีเหมือนกัน ต่างกันแค่ว่าเขาไม่ล้มเลิกเท่านั้นเอง

ถ้าอยากจะเป็นตัวเทพ จึงต้องห้ามกลัวที่จะผิด

จริงๆ แล้วการทำผิดนั่นแหละคือสัญญาณที่ดี เพราะมันหมายความว่าเราได้เรียนรู้สิ่งที่เราไม่เคยรู้หรือเคยเข้าใจผิด และมันหมายความว่าวันพรุ่งนี้เราจะฉลาดและรอบคอบกว่าวันนี้

ลองผิดให้เยอะๆ แล้วมันจะถูกเองครับ

ตัวจริงไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ

อับราฮัม ลินคอล์น เขียนสุนทรพจน์ด้วยเครื่องเขียนที่ยืมมาจากเพื่อน

เฮมมิ่งเวย์ เขียนนิยายรางวัลโนเบลด้วยปากกาหมึกซึมธรรมดา

แวนโก๊ะวาดรูปโดยใช้สีไม่เกิน 6 สี

ในวันที่แอปและ gadget มีมากมายในตลาด เราแอบหวังลึกๆ ว่าจะมีบางอย่างที่มา “เปลี่ยนเกม” เราได้

แต่จริงๆ แล้วเกมไม่ได้เปลี่ยนเพราะอุปกรณ์ที่เราซื้อ แต่เปลี่ยนเพราะทักษะและทัศนคติซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เวลา

จริงๆ แล้วถ้าเห็นใครใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่ล่าสุดอยู่เป็นประจำนั้น ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่าเก่งจริงรึเปล่า

ถ้าเราเอาแต่ซื้อๆๆ และหวังลมๆ แล้งๆ ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เราก็จะเป็นได้แค่เพียงลูกค้าคนหนึ่งในระบอบทุนนิยม

ให้เวลากับการหาอุปกรณ์ให้น้อย ให้เวลากับการลงมือให้มาก

เพราะตัวจริงไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ช่างหัวคุณสิครับ | Ignore Everybody by Hugh MacLeod

อย่าหวังว่าเราจะโชคดี

เพราะความโชคดีนั้นเราควบคุมไม่ได้

สิ่งที่เราพอจะควบคุมได้ คือการฝึกตนเองให้พร้อมสู้ต่อแม้ในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

โชคดีจะทำให้เราเหยาะแหยะและประมาท โชคร้ายจะทำให้เราเข้มแข็งและรอบคอบ ซึ่งคุณลักษณะนี้จะอยู่กับเราไปอย่างยาวนานและไม่มีใครเอามันไปจากเราได้

วันไหนที่ไร้โชค ให้กล่าวขอบคุณโชคชะตาที่เรากำลังจะเก่งกว่าเดิม หรือถ้าฮึกเหิมหน่อยก็อาจกระซิบประโยคนี้เบาๆ – “พิชิตเถิด พิชิตข้า ชะตาเอ๋ย

เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่พอ จะโชคดีจะโชคร้ายเราก็ใช้ประโยชน์จากมันได้ทั้งนั้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Derek Sivers