12 ข้อที่คนทำงานควรเอาอย่าง ‘ปลาสบการณ์จริง’

เป็นเวลาพักใหญ่แล้วที่ผมได้อ่านหนังสือ ‘ปลาสบการณ์จริง’ ของพี่เอ๋ นิ้วกลม ที่สัมภาษณ์ ‘คุณปลา iberry’ ผู้ปลุกปั้นร้านอาหารอย่าง iberry, กับข้าว’ กับปลา, รส’นิยม, เบิร์นบุษบา, ทองสมิทธ์, ทองสวีท, เจริญแกง, ฟ้าปลาทาน, โรงสีโภชนา, Fran’s, อันเกิม-อันก๋า และชิ้นโบแดง

เรื่องความเพลิดเพลินในการอ่านนั้นคงไม่ต้องกล่าวถึง คุณปลาเป็นคนมีของ ส่วนพี่เอ๋ก็เล่าเรื่องเก่งอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ได้มากไปกว่านั้น คือมุมมองที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มากๆ สำหรับคนทำงานออฟฟิศที่ไม่เคยคิดทำร้านอาหาร

เลยขอคัดบางคำพูดมาบอกเล่าไว้ในพื้นที่นี้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนทำงานไม่มากก็น้อยครับ

  1. รู้ไม่เยอะคือข้อได้เปรียบ

“ตอนนั้นไม่รู้อะไรเลยค่ะลองคิดคำนวณเองคิดแค่ว่าฉันลงทุนเท่านี้ต้องขายได้เท่านี้จะเรียกว่าคิด feasibility ก็ได้ ศึกษาความเป็นไปได้ แต่ทำแบบบ้านๆ เลยคิดเรื่องง่ายๆ ค่าเช่าเท่านี้ ค่าของเท่านี้ ต้องขายได้เท่าไหร่มันก็เลยบ้าๆ บอๆ ข้อได้เปรียบคือปลาไม่รู้เยอะ ไม่ค่อยได้อ่านเยอะ อ่านพวก MBA ศึกษาเล็กๆ น้อยๆ บัญชีก็ทำไม่เป็น ต้องโทรไปหาพี่ที่เป็นเป็นบัญชี ช่วยอธิบายภายใน 3 วันได้ไหม เราไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง จู่ๆ ก็กระโดดลงไปทำเลย แล้วไปเรียนรู้เอาทีหลัง”

คนทำงานบริษัทนั้นจะมีอาการอย่างหนึ่ง คือความรู้ทางตำราเยอะ (book smart) แต่ความรู้ทางโลกน้อย (street smart) บางทีความรู้ในตำราก็เลยทำให้เราคิดเยอะเกินไป กลัวเกินไปที่จะเสี่ยง จึงติดอยู่ในพื้นที่เดิมๆ เป็นเวลาหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี

  1. บ้าบิ่นอย่างมีสติ

“เหมือนแม่ให้เงินมาโรงเรียน 100 บาท ปลาจะกล้ามากเลยกับการใช้ 30 แต่ไม่เกิน 50 บาท จะยักอีกส่วนไว้ เพราะรู้ว่าต่อให้เจ๊ง เงินอีกก้อนก็ยังอยู่ ปลาเลยกล้าบ้าบิ่น กล้าลง กล้าทำ…ความบ้าของเราไม่ใช่มีสิบบาทลงทุนพันบาท ปลาไม่ใช่คนอย่างนั้น ปลามีความคอนเซอร์เวทีฟเหมือนกัน มีความกล้าอยู่ แต่รู้ขอบเขตของตัวเอง”

ภาษานักลงทุนน่าจะเรียกว่าการ cap your downside คือการสร้างขีดจำกัดของการสูญเสีย ต่อให้พลาดอย่างไรก็ไม่หมดตัวเพราะเราไม่ได้หน้ามืดตามัวตั้งแต่ต้น

  1. อย่ายึดติดกับตัวตนเดิม

“สำนวนจีนคือ ‘กิ่งไม้ใบหญ้าใช้แทนกระบี่’ รู้สึกเลยว่าจริงๆ ก็ไม่ต้องยึดติดกับไอติมก็ได้นี่หว่า ฉันก็ขายยำ ขายก๋วยเตี๋ยว ขายอะไรก็ได้ ได้ตังค์เหมือนกัน รู้สึก breakthrough กลายเป็นว่าตอนนี้ อะไรเจ๊งไม่สนใจละ ถ้าเจ๊งก็ปิดตอนนี้ได้เลยนะ ไม่เสียดาย เดี๋ยวเปิดใหม่ รู้สึกอย่างนั้นเลย”

คุณปลาเคยรู้สึกไม่มั่นคงกับไอศครีมไอเบอรี่ เพราะบางสาขาเปิดแล้วขายไม่ดี เคยหมดความเชื่อมั่นไปเป็นปีด้วยซ้ำ แต่หลังจากคิดได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องขายแต่ไอติมอย่างเดียว ก็เลยเป็นการปลดล็อกให้ตัวเองแบบพลิกเกม

คนทำงานอย่างเราเองมีแนวโน้มที่จะยึดติดกับสิ่งที่เราเรียนมา หรือสายงานที่เราทำมา แต่ในโลกยุคนี้ที่ความรู้ทุกอย่างอยู่แค่ปลายนิ้วมือ เราสามารถที่จะก่อร่างสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาได้ตลอด ความยากจึงไม่ใช่การสร้างใหม่ แต่คือการทิ้งตัวตนเก่า

  1. งานของเรามีเสน่ห์หรือเปล่า

“ปลาคงไม่ค่อยตื่นเต้นถ้าไปกินร้านอาหารแล้วเจอแต่แตงกวา ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว แม้น้ำพริกถ้วยนั้นจะอร่อยมาก แต่ปลาก็คงไม่หยิบกล้องมาถ่าย แต่เราจะตื่นเต้นทุกครั้งเวลาขับรถหรือบินไปกระบี่ ไปกินน้ำพริกร้านหนึ่งแล้วมีผักแปลกๆ อะไรไม่รู้แนมมาด้วย ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดมะตูม เวลาเจอก็จะไปถามว่าใบอะไร เราไม่เคยเห็นมาก่อน รู้สึกแบบนี้มีเสน่ห์จังเลย รู้สึกว่าเขาต้องรู้จริงเรื่องอาหารไทย เขาไปเสาะแสวงหามาจากไหนเราก็ไปดั้นด้นหาบ้าง บอกฝ่ายจัดซื้อว่าไม่เอานะผักที่คนทั่วไปใช้ ปลาอยากได้ผักแปลกๆ ที่ร้านอาหารกรุงเทพไม่ใช้กัน ปลารู้สึกว่าการจัดจานสวยงามมันเหมือนการจัดดอกไม้ มันคือศิลปะอย่างหนึ่ง การคิดแบบนี้ทำให้ร้านของเราแตกต่าง”

Seth Godin เคยเขียนถึงสิ่งที่เรียกว่า ’emotional labor’ มันคือการ ‘ใส่ใจ’ และ ‘ทุ่มเทเกินเบอร์’ ทำให้ของที่ออกมานั้นไม่เหมือนใคร และผู้คนรับรู้ได้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังผลงานนี้นั้นต้องใช้พลังงานมหาศาลแค่ไหนกว่าจะเข็นงานชิ้นนี้ออกมา

เมื่อลูกค้าหรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานสัมผัสได้ถึง emotional labor นี้ เขาก็จะมีใจให้กับเราเป็นพิเศษและยินดีที่จะอุดหนุนเราไปยาวๆ

  1. ทำงานให้ดีทุกชิ้น

ถาม: อาหารในร้านหนึ่ง ต้องอร่อยทุกรายการเลยไหมครับ หรือเน้นแค่ไม่กี่อย่างก็พอ

[ตอบ]: มันควรจะอร่อยทุกรายการนะคะ ไม่ควรจะบ้ง ถ้าจิ้มเมนูไหนก็อร่อยหมดนี่คนเขาจะปรบมือให้เลย แปลว่าลูกค้าไม่ต้องมานั่งแทงหวย สำหรับปลาเวลาทำวิจัยและพัฒนาอาหาร ถ้าปลายอยากจะขาย 50 เมนู มันจะมีสัก 8 เมนูที่ทำยังไงก็ไม่อร่อยสักที ปลาตัดเลยค่ะ ไม่ขายให้ลูกค้าผิดหวัง”

การทำงานของเราก็เหมือนกัน ถ้าคุณภาพงานของเราดีทุกชิ้น ไม่ต้องมานั่งลุ้น เราก็จะสร้างชื่อเสียงเป็นคนที่เชื่อมือได้ในองค์กร ส่งงานอะไรมาให้เราทำก็สำเร็จ

  1. “ชิม” งานที่เราทำเองเสมอ

ถาม: อาหารล่ะครับ กว่าจะได้รสชาติอร่อยอย่างที่เห็น

[ตอบ]: ผ่านการคิดทุกสเต็ป ทำ ปรุง ทดลอง บางทีเด็กบอกว่าอร่อย แต่เดี๋ยวก่อน น้องกินหนึ่งคำกับกินหมดถ้วยไม่เหมือนกันนะ ลองกินให้หมดถ้วยซิ แล้วบอกพี่ว่ามันยังอร่อยอยู่หรือเปล่า”

เคยกรอกแบบฟอร์มใบสมัครอะไรบางอย่าง แล้วรู้สึกว่าทำไมเขาถึงเว้นที่ว่างให้กรอกที่อยู่ไม่เยอะพอมั้ยครับ? เหตุผลก็เพราะว่าคนที่สร้างแบบฟอร์มนั้นเขาไม่ได้ทดลองกรอกมันด้วยตัวเอง

เวลาที่ทีมผมจะประกาศอะไรให้พนักงานทราบ ผมจะขอให้คนในทีมลองทำตัวเป็นพนักงานแล้วอ่านประกาศแล้วลองทำตามก่อน เพราะนั่นคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะตรวจสอบคุณภาพงานของเราว่ามันทำให้ชีวิตคนที่ปลายน้ำดีขึ้นหรือแย่ลง

  1. เป็นหัวหน้าต้องจ่ายบอลเป็น

ถาม: คนที่เป็นหัวหน้าทีมล่ะครับ ต้องมีคุณสมบัติยังไง

[ตอบ]: ต้องแจกบอลเป็นค่ะ เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้จักบริหารทีมได้ การเป็นหัวหน้าคือต้องปิดงานได้ มีเยอะเลยที่เก่ง จบปริญญาโท ฉลาด ภาษาดี แต่โยนงานไปให้แล้วไม่จบ การเป็นหัวหน้าต้องสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์จริงๆ ได้โดยไม่ต้องให้คนอื่นมานั่งบอก เวลาบอกว่าช่วยทำนี่ให้หน่อย เขาต้องคิดเอง ต้องแจกบอล อยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ ต้องใช้วิธีไหนให้ได้มา ต้องคิดเองทำเอง”

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า Leadership คือการ get things done through others and with others – ทำงานให้สำเร็จผ่านคนอื่นและร่วมกับคนอื่น

ผู้นำจึงจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะเราต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ ไม่สามารถทำทุกอย่างให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องจ่ายงานเก่ง ติดตามผลได้ รู้ว่า ‘ความสำเร็จ’ สำหรับงานชิ้นนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

  1. ผู้นำคือเข็มสั้นของนาฬิกา

“ผู้บริหารคือคนที่ชี้นำว่าองค์กรจะไปทิศทางไหน การตัดสินใจของเราคือเข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกา ขยับแต่ละครั้งมีนัยสำคัญ เราตัดสินใจอะไรทีมันสะเทือนไปหมด”

มู้ดของผู้บริหารจะกลายเป็นมู้ดของคนในทีม

ถ้าผู้บริหารเครียด คนในทีมก็จะเครียด ถ้าผู้บริหารเบลอ คนในทีมก็จะเบลอ

ดังนั้นก็รักษาพลังงานที่ดีจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราพูดจะถูก multiply และส่งต่อให้กับคนอื่นๆ ที่อยู่ในความดูแลของเรา

  1. โตไปไม่ป้า

ถาม: เมื่อสักครู่เล่าว่าตอนเด็กต้องเรียนรู้จากพี่ๆ ผู้ใหญ่ ตอนนี้เราโตแล้ว เราได้เรียนรู้จากคนเด็กกว่าบ้างไหม”

[ตอบ]: เยอะมากเลยค่ะ เวลาจ้างเด็กๆ ปลาบอกน้องๆ เสมอว่า คุณน้อง ถ้าร้านพี่เชย พี่เป็นป้าเมื่อไหร่ช่วยบอกด้วยนะ อยากให้มีคนมาบอกตรงๆ เฮ้ย พี่ปลา พี่เอาต์แล้ว ทุกวันนี้ปลาเลยจ้างแต่น้องๆ การตลาดเด็กๆ อยากรู้ว่าเด็กสมัยนี้คิดอะไรกัน”

ยิ่งอยู่สูงยิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับว่าตัวเองอ่อนด้อยในบางเรื่อง

แต่ถ้าทำได้ และสามารถสร้างสภาพแวดล้อมให้ยังมีคนกล้าเตือนเราเวลาที่เรากำลังจะไปผิดทาง ย่อมจะช่วยให้ทีมงานเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

  1. ถ้าไม่มีทีมที่เราไว้ใจ ชีวิตจะไม่มีวันสบายได้เลย

ถาม: มีคำเตือนสำหรับธุรกิจร้านอาหารไหมครับ เช่น จะเหนื่อยมากไหม

[ตอบ]: ที่มันเหนื่อยเพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีทีมที่วางใจได้ พอไม่มีระบบที่ไว้วางใจ หรือระบบที่สามารถตรวจสอบได้รอบด้าน ก็ทำให้ต้องทำเองในหลายขั้นตอน เช่น การจัดซื้อ ตรวจคุณภาพอาหาร อยู่เฝ้าร้านเอง ปิดเงิน นับเงิน เด็กจะโกงหรือเปล่า สต๊อกตรงหรือเปล่า ต้องเช็กของ ตรวจสอบนู่นนี่ อันนี้เหนื่อยจริงค่ะ

[ตอบ]: ถ้าทำไม่ได้ จะไม่มีวันที่ชีวิตสบายเลย แต่ให้ขายดีมาก แต่ถ้าในใจคุณยังไม่ยอมมอบความไว้ใจให้คนอื่นทำ โดยเอาระบบเข้าไปครอบมัน ยังไงคุณก็เหนื่อย แล้วมันจะขยายไม่ได้”

ผมจะพูดอยู่เสมอว่า ความฝันของผู้บริหาร คือการมีทีมงานที่ไว้ใจได้

เพราะผู้บริหารต้องรับทั้งผิดและรับทั้งชอบ ผู้บริหารที่มีจรรยาบรรณจะยกความดีความชอบให้ทีมงาน แต่จะแบกรับความผิดด้วยตัวเอง ดังนั้นหากทีมงานทำผิดพลาดหรือทำงานชุ่ย ชีวิตของผู้บริหารย่อมต้องเจอกับความเหน็ดเหนื่อยไม่จบไม่สิ้น

  1. ถ้าไม่ปรับปรุงก็ออกไป

“แต่ก่อนเราเด็ก เขาทำงานไม่ดีก็ไม่กล้าบอกเขา ไม่กล้าให้เขาออก เดี๋ยวคือดีดนิ้ว เรียกมาเลย ถ้าไม่ปรับปรุงก็ออกไป เราเด็ดขาดขึ้น รู้ว่าจะเลือกคนมาทำงานด้วยยังไง”

หนึ่งในจุดอ่อนของคนไทยคือเราเป็นคนใจอ่อนและไม่ค่อยอยากปะทะกับใครถ้าไม่จำเป็น

แต่หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่หัวหน้าหรือผู้บริหารจะทำให้ทีมงานได้ คือเป็น “คนใจร้ายคนนั้น” ที่จัดการกับคนที่ไม่เหมาะสมให้พ้นไปจากทีม

เพราะหากเราเก็บคนที่ไม่ได้เหมาะกับทีมเอาไว้ เราจะไม่สามารถสร้างทีมงานที่ไว้ใจได้จริงๆ เสียที

  1. หลังวิกฤติคือความงอกงาม

(หลังโควิด) “ถ้าเปรียบเป็นจอมยุทธ์คือเหมือนโดนอะไรหนักๆ ซัดใส่ พายุโหมกระหน่ำ แล้วไปบรรลุวิชาอะไรมา ตีลังกาม้วนลงมาแล้วยืนอย่างสง่างาม พายุอาจพัดคู่แข่งล้มหายตายจากไปบ้างด้วย มันทำให้เรามีมุมมองธุรกิจใหม่ๆ พบเจอเพื่อนใหม่ ได้รับความช่วยเหลือจากคนที่กลายเป็นเพื่อนสนิทเราในตอนนี้ เห็นน้ำใจกัน วิกฤตก็ทำให้เราเติบโต ได้พบสิ่งดีๆ ในชีวิต ทำให้ปลาเข้าใจธุรกิจเดลิเวอรี่ มีคลาวด์คิทเช่นที่ค่าเช่าหลักหมื่นแต่ขายได้เป็นล้านต่อเดือน ทำให้ได้ลองเข้าไปในธุรกิจที่ไม่เคยทำ ได้พบโอกาสในความดิ้นรนของเรา”

เวลาเจอเรื่องหนักๆ ให้กระซิบบอกตัวเองว่า ‘หนักกว่าเธอก็เจอมาแล้ว’ และเรื่องร้ายๆ เหมือนทุกอย่างในชีวิตที่จะผ่านพ้นไปเช่นกัน – This too shall pass.

ระวัง Ultra-Processed Food แล้ว ให้ระวัง Ultra-Processed Content ด้วย

หลังจากงานสัปดาห์หนังสือในเดือนเมษายน หนึ่งในหนังสือออกใหม่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Ultra-Processed People ของ Chris Van Tulleken ที่สำนักพิมพ์วีเลิร์นนำมาแปลเป็นภาษาไทย

ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ช่วงกลางปีที่แล้ว แม้จะไม่จบเล่มแต่ก็มากพอที่จะปรับพฤติกรรมให้กินขนมถุง ไส้กรอก โบโลน่า น้อยลงกว่าแต่ก่อน ส่วนพฤติกรรมอื่นไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เพราะปกติก็กินอาหารปรุงสดแทบทุกมื้ออยู่แล้ว

คนไทยเราโชคดีที่เข้าถึงอาหารปรุงสดได้ง่ายกว่าเมืองนอก ดังนั้นเราก็แค่มี awareness มากขึ้นและเลือกกินอาหารที่ “จะเน่าเสียภายใน 3-5 วัน” (ยกเว้นผลไม้ที่อยู่ได้นานกว่านั้น) ก็น่าจะเพียงพอและทำได้จริง เพราะสุดท้ายแล้วพฤติกรรมระยะยาวของเราจะถูกสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดอยู่ดี

หนึ่งในคำแนะนำเรื่องการบริโภคอาหารที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ที่สุดมาจาก Michael Pollan ที่เขียนไว้ในหนังสือ In Defense of Food: An Eater’s Manifesto (2008) ว่า

“Eat food. Not too much. Mostly plants.”

กินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ อย่ากินเยอะเกินไป และให้กินผักและผลไม้เป็นหลัก

ข้อสุดท้ายอาจจะยากหน่อย แถมผักผลไม้บ้านเราก็ดันมียาฆ่าแมลงเยอะ แต่เอาเป็นว่าถ้าเรากินผักผลไม้มากขึ้น กินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ และไม่กินให้อิ่มเกินไป สุขภาพของเราก็น่าจะโอเค

ส่วน ultra-processed food นั้น Pollan ไม่มองว่าเป็น “อาหาร” แต่เป็น “สิ่งแปลกปลอมคล้ายอาหารที่กินได้” (edible food-like substances)

UPF ถูกผลิตโดยการย่อยสลายวัตถุดิบหลัก (เช่น ข้าวโพด, ถั่วเหลือง) เป็นองค์ประกอบพื้นฐาน จากนั้นจึงนำมารวมกันใหม่ในรูปแบบที่ อร่อยเป็นพิเศษ (hyper-palatable) เพราะเติมเกลือ น้ำตาล และไขมันในปริมาณสูง ทำให้เราหยุดกินไม่ได้ จึงได้รับแคลอรีสูง แต่มีคุณค่าทางอาหารต่ำ และเป็นสาเหตุให้คนเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นทั่วโลก

วิธีดูง่ายๆ ว่าอะไรเป็น UPF คือให้ดูส่วนผสมบนซองอาหาร ถ้าเจอชื่อสารเคมีแปลกๆ และไม่ใช่สิ่งที่เราจะเห็นอยู่ในครัวบ้านเรา ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าเป็น UPF


เมื่อวานนี้ผมได้อ่านบทความของ Cal Newport ผู้เขียนหนังสือ Slow Productivity, Digital Minimalism, Deep Work, และ So Good They Can’t Ignore You.

บทความมีชื่อว่า Are We Too Concerned About Social Media? และมีลิงก์ไปอีกบทความที่ชื่อว่า On Ultra-Processed Content ที่เขาเขียนไว้เมื่อกลางปีที่แล้ว หลังจากเดินเข้าร้านหนังสือหลายร้านแล้วเห็นหนังสือ Ultra-Processed People ติดอันดับหนังสือขายดีทุกร้าน

Newport อุปมาอุปมัยว่า “คอนเทนต์” ก็เหมือนอาหารอยู่เหมือนกัน

อาหารแปรรูปขั้นต่ำ: ข้าวกล้อง, ธัญพืชเต็มเมล็ด, ถั่วเปลือกแข็งอบแห้ง
อาหารแปรรูปขั้นกลาง: ขนมปัง, เส้นพาสต้า, อาหารกระป๋อง
อาหารแปรรูปขั้นสูง: น้ำอัดลม, ขนมขบเคี้ยว, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

คอนเทนต์แปรรูปขั้นต่ำ: หนังสือ, บทความ
คอนเทนต์แปรรูปขั้นกลาง: วิทยุ, โทรทัศน์
คอนเทนต์แปรรูปขั้นสูง: โซเชียลมีเดีย

ในขณะที่วัตถุดิบสำหรับอาหารแปรรูปขั้นสูงพบได้ในทุ่งข้าวโพดขนาดใหญ่ เนื้อหาโซเชียลมีเดียนั้นดึงมาจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของข้อมูลที่ผู้ใช้สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโพสต์, ปฏิกิริยา, วิดีโอ และมีม

จากนั้นอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มจะทำการกลั่นกรองชุดข้อมูลขนาดมหึมานี้เพื่อค้นหาว่าคอนเทนต์แบบไหนที่จะทำให้ผู้ใช้งาน “บริโภคจนหยุดไม่ได้” เป็นคอนเทนต์ที่มีแคลอรีสูง (คือทำให้ใจวูบวาบ) แต่คุณค่าทางปัญญาต่ำ

ถ้าการบริโภค UPF ทำให้ร่างกายเราป่วยได้ การบริโภค UPC (Ultra-Processed Content) มากเกินไป ก็อาจทำให้จิตใจเราป่วยได้เช่นกัน

ผมรู้ตัวดีว่าคุณผู้อ่านเองน่าจะอ่านเจอบทความนี้ในโซเชียลมีเดีย ดังนั้นจะให้เลิกใช้โซเชียลมีเดียเลยก็ดูจะมีความย้อนแย้งอยู่เหมือนกัน*

เราคงไม่อาจตัด ultra-processed content ออกไปจากชีวิตได้ นอกจากเราจะเป็นคนอย่าง Cal Newport ที่ไม่ใช้โซเชียลมีเดียเลยตั้งแต่แรก

สิ่งที่เราทำได้คือมี awareness และมองให้ออกว่าเรากำลังโดนอัลกอริทึมกระตุ้นให้เราไถฟีดไม่หยุดอยู่หรือเปล่า

ถ้าเรารู้สึกตัวทัน ก็แค่ว่างมือถือไว้ไกลๆ หยิบหนังสือดีๆ ขึ้นมาอ่าน หรือหันไปคุยกับคนในครอบครัว เพื่อเติมสารอาหารคุณภาพสูงให้สมองและจิตใจครับ


* สามารถรับบทความใหม่ของ Anontawong’s Musings ผ่านทางอีเมลหรือ LINE OpenChat ได้นะครับ แค่กูเกิล “anontawong” คลิกลิงก์แรก แล้ว scroll down ไปประมาณกลางหน้าจะเห็นวิธีการสมัครครับ ถ้าใครเปิดจากแล็ปท็อปจะอยู่ด้านขวามือครับ

Trump และ Crowdstrike ทำให้นึกถึงหนังสือ Fluke อีกครั้ง

สัปดาห์นี้มีข่าวใหญ่ระดับโลก 2 ข่าว

  1. นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน ถูกลอบยิงขณะปราศรัยที่เมืองบัตเลอร์ มลรัฐเพนซิลเวเนีย กระสุนเฉี่ยวใบหูขวา แต่ถ้าก่อนหน้านั้นเพียงเสี้ยววินาทีทรัมป์ไม่ได้หันหน้า วิถีกระสุนอาจแล่นเข้าที่กลางศีรษะ
  2. CrowdStrike บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก ออกอัปเดตสำหรับซอฟต์แวร์ Falcon Sensor ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ Windows เกิดอาการจอฟ้า และระบบ IT ขัดข้องไปทั่วโลก

ทำให้ผมนึกถึงหนังสือ Fluke: Chance, Chaos, and Why Everything We Do Matters ของ Brian Klaas ที่ผมเขียนถึงเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว และยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตประจำปี 2024

เพราะอะไร จะมาเล่าให้ฟังครับ


หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวชนวนเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ใครที่ไม่คุ้นเคย ผมขอปูเรื่องสักนิดนึงนะครับ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ความตึงเครียดในยุโรปกำลังไต่ระดับ โดยเฉพาะในคาบสมุทรบอลข่าน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีได้ผนวกดินแดนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในปี 1908 ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวเซอร์เบียที่ต้องการรวมชาติ

วันที่ 28 มิถุนายน 1914 อาร์ชดยุคฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Franz Ferdinand) รัชทายาทของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี พร้อมกับภรรยาคือดัชเชสโซฟี เดินทางมาเยือนเมืองซาราเยโว เมืองหลวงของบอสเนีย กลุ่มนักชาตินิยมเซอร์เบียจึงวางแผนลอบสังหารอาร์ชดยุค

ในช่วงเช้า ขณะที่ขบวนรถของอาร์ชดยุคแล่นผ่านถนนในเมือง หนึ่งในผู้ร่วมแผนการชื่อ Nedeljko Čabrinović ได้ขว้างระเบิดใส่รถของอาร์ชดยุค แต่ระเบิดพลาดเป้าและทำให้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนอาร์ชดยุคและภรรยาปลอดภัย

หลังจากเหตุการณ์นี้ อาร์ชดยุคตัดสินใจเปลี่ยนกำหนดการและเดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล ระหว่างทาง คนขับรถเกิดความสับสนในเส้นทางและเลี้ยวเข้าผิดซอย และขับผ่าน Gavrilo Princip หนึ่งในกลุ่มนักชาตินิยมเซอร์เบียที่ยืนอยู่ในซอยนั้นพอดี

Princip สบโอกาส จึงยิงปืนสองนัด กระสุนนัดแรกถูกอาร์ชดยุคที่ลำคอ ส่วนนัดที่สองถูกดัชเชสโซฟีที่ช่องท้อง ทั้งสองเสียชีวิตในเวลาไม่นานหลังจากนั้น Princip พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพิษแต่ไม่สำเร็จ และถูกจับกุมในที่สุด

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานการณ์ในยุโรป ออสเตรีย-ฮังการีกล่าวหาว่าเซอร์เบียอยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร และส่งคำขาดให้เซอร์เบียยอมรับเงื่อนไขที่เข้มงวด เมื่อเซอร์เบียปฏิเสธ ออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงคราม ด้วยระบบพันธมิตรที่ซับซ้อนในยุโรปขณะนั้น ทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ทยอยประกาศสงครามตามมา จนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ในที่สุด


ในหนังสือ Fluke ผู้เขียนเล่าว่า ก่อนหน้านั้นเพียง 7 เดือน อาร์ชดยุคฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์และดัชเชสโซฟี ได้รับเชิญให้ไปเยือนอังกฤษ และอาร์ชดยุคก็ได้ออกทริปล่าสัตว์ที่ Welbeck Abbey (อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแมนเชสเตอร์ประมาณ 100 กิโลเมตร)

วันนั้นเพิ่งมีหิมะตก พื้นดินจึงลื่น คนที่ทำหน้าที่โหลดประสุนปืนลื่นล้ม ทำปืนตกพื้นจนปืนลั่น กระสุนคลาดอาร์ชดยุคไปเพียงไม่กี่ฟุต

ถ้าอาร์ชดยุคโดนกระสุนปืนและเสียชีวิตใน Welbeck Abbey ตั้งแต่วันนั้น ก็น่าคิดว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 จะยังเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ถึงแม้จะเกิด ก็คงเป็นบริบทที่ต่างออกไปจนอาจไม่ได้นำไปสู่การก่อกำเนิดของนาซีที่เป็นชนวนเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เป็นได้

หากวิถีกระสุนเปลี่ยนเพียงนิดเดียว โลกของเราอาจไม่ได้มีหน้าตาอย่างทุกวันนี้

การหันหน้าของทรัมป์ในเสี้ยววินาทีก่อนที่มือปืนจะลั่นไก อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปได้ตลอดกาลได้เช่นกัน


เมื่อวานนี้ CNN ได้พาดหัวข่าว “How the world’s tech crashed all at once” ที่อธิบายว่าทั่วโลกเกิดจอฟ้าได้อย่างไร

Costin Raiu นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าวันสิ้นโลกจะเกิดจากการที่ AI ยึดครองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และปิดระบบไฟฟ้า ในขณะที่ความจริงแล้ว สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า คือโค้ดที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยซึ่งนำไปสู่การอัปเดตระบบที่ผิดพลาด และสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ในระบบคลาวด์ที่เชื่อมโยงถึงกันหมด”

ในหนังสือเรื่อง Fluke ได้พูดเอาไว้ว่า เมื่อเราอยู่ในโลกที่ทุกสิ่งเชื่อมถึงกันหมด (hyperconnected world) ก็จะมีโอกาสเกิด black swans ได้มากขึ้นเช่นกัน

Black swan คือเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้และส่งผลกระทบรุนแรงหรือเป็นวงกว้าง อย่างเช่นเหตุการณ์ Crowdstrike ในครั้งนี้ที่เกิดขึ้นแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ยและไม่เคยมีใครออกมาเตือนล่วงหน้า นี่จึงเป็นเหตุการณ์ที่เซอร์ไพรส์แทบทุกคนและตั้งรับกันแทบไม่ทัน

CrowdStrike สร้างระบบตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งบริษัทก็เติบโตเป็นอย่างมากจนมีลูกค้าอยู่ทั่วโลกและมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 95 billion USD (วันนี้เหลือ 74 billion USD หลังเกิดเหตุการณ์จอฟ้า)

ส่วน Microsoft Windows ก็เป็นระบบปฏิบัติการที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลก โดยมีส่วนแบ่งทางตลาดเกิน 70% ที่รองลงมาคือ macOS และ Linux

เมื่อในตลาดมี “ผู้ชนะ” เพียงไม่กี่ราย ข้อดีคือมี econonomy of scale และอุปกรณณ์สามารถเชื่อมต่อกันง่ายขึ้น

แต่ข้อเสียก็คือระบบนิเวศทาง IT ไม่มีความหลากหลาย เมื่อเกิดปัญหาหนึ่งขึ้นมา มันจึงมีผลกระทบเป็นวงกว้าง

สิ่งที่มาพร้อมกับการ (over)optimization ก็คือความเปราะบางหรือ fragility

Brian Klaas เคยให้สัมภาษณ์กับ New Statesman ไว้ว่า

“เราได้ออกแบบโลกที่มีแนวโน้มจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

โดย Klaas ยกตัวอย่างวิกฤติเรือ Ever Given ของบริษัท Evergreen Marine

วันที่ 23 มีนาคม 2021 เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ Ever Given ออกจากท่าเรือในจีนและมุ่งหน้าสู่เนเธอร์แลนด์ แต่ระหว่างที่แล่นผ่านคลองสุเอซก็เกิดลมแรงจนเรือสูญเสียการควบคุม หัวเรือไปเกยเข้ากับฝั่ง และกีดขวางเส้นทางของคลองสุเอซอยู่ 6 วัน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 54,000 ล้านดอลลาร์

“เรือแค่ลำเดียวไม่เคยสร้างความเสียหายระดับนี้ได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้มันก็เกิดขึ้นแล้ว และเหตุผลที่มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะเราได้ปรับแต่งโลกให้มีประสิทธิภาพเสียจนไม่มีพื้นที่ว่างให้ความยืดหยุ่นเลย”

ผมคิดว่าปรากฎการณ์เรือขวางคลองสุเอซมีความละม้ายคล้ายคลึงกับถนนหนทางในกรุงเทพ ที่พอรถเสียหรือรถจอดแช่อยู่แค่เลนเดียวก็ทำให้รถติดได้หลายร้อยเมตร

เมื่อเรามุ่งสู่ economony of scale และ cost opimization ตามแบบฉบับของทุนนิยมที่มุ่งเน้นกำไรสูงสุด ปัญหาที่คาดไม่ถึงจึงอาจส่งผลลุกลามเป็นวงกว้างได้เสมอ


ในหนังสือเรื่อง Fluke ยังพูดถึง Local stability / Global instability อีกด้วย

ในสมัยก่อน สมัยที่มนุษย์ยังไม่ได้เริ่มทำกสิกรรม เราหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล บางวันก็ล่าสัตว์ได้ บางวันก็กลับบ้านมือเปล่า บางวันก็เกิดอุบัติเหตุหรือต่อสู้กันจนถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อ ในแต่ละวันมนุษย์จึงต้องคอยลุ้นว่าเราจะยังรักษาชีวิตรอดจนถึงอาหารมื้อถัดไปหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ Klaas เรียกว่า local instability คือความไม่แน่นอนของชีวิตวันต่อวัน

แต่ถ้ามองในระดับโลก โลกสมัยก่อนแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เพราะมนุษย์ยังไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่จะสร้างผลกระทบกับโลกได้เป็นวงกว้าง หากมีมนุษย์ต่างดาวถ่ายรูปโลกเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว กับโลกเมื่อ 15,000 ปีที่แล้ว รูปถ่ายอาจจะออกมาเหมือนกันเลยก็ได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า global stability

โลกยุคก่อนจึงมี local instability แต่ global stability

แต่โลกสมัยนี้นั้นพลิกผัน เพราะเรามี local stability แต่ global instability

ระดับ local ชีวิตเราหน้าตาเหมือนเดิมทุกวัน แทบทุกอย่างคาดการณ์ได้ เราไม่ต้องลุ้นวันต่อวันว่าจะได้กินข้าวมื้อถัดไปเมื่อไหร่ ถ้าเดินเข้าร้านกาแฟหรือฟาสต์ฟู้ดยี่ห้อดังไม่ว่าจะสาขาไหนประเทศใดเราก็พอจะเดาได้ว่าจะได้อาหารรสชาติอย่างไร นี่คือ local stability

แต่ในระดับโลกนั้น เรามี global instability มากกว่าที่เคยเป็นมา ทั้งในแง่ภูมิรัฐศาสต์ ทั้งภาวะโลกร้อน ทั้งระบบ IT ที่เชื่อมโยงกันหมดระดับที่ว่าผีเสื้อกระพือปีกในเท็กซัสก็ทำให้เครื่องจอฟ้าได้ที่ดอนเมือง


หนังสือ Fluke มอบเลนส์ให้มองสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้ชัดขึ้น และบอกใบ้ว่าเราจะเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรเพื่อจะอยู่ต่อไปกับโลกที่คาดเดาไม่ได้ใบนี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มิ.ย. ตอน 8 โมงเช้า ผมได้จัด online discussion ให้กับผู้ติดตามบล็อกที่ได้อ่านหนังสือ Fluke มีคนมาร่วมเกือบ 20 คน เป็นการพูดคุยที่ได้มุมมองน่าสนใจกลับไปขบคิดต่อเยอะมาก

และเนื่องจากว่ามีหลายท่านที่ทักอินบ็อกซ์มาว่าเสียดายที่มาร่วมไม่ได้ อยากให้มีจัดอีกครั้ง ผมเลยมีความตั้งใจจะนัด online discussion หนังสือ Fluke อีกรอบ ในเดือนสิงหาคมหรือกันยายน โดยคราวนี้น่าจะเป็นช่วงหัวค่ำวันเสาร์หรืออาทิตย์ครับ

ถ้าใครสนใจก็ลงชื่อไว้ในลิงค์ที่อยู่ในช่องคอมเมนท์ได้เลยครับ ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือจบก็เข้าร่วมได้ครับ เมื่อได้วันเวลาที่แน่นอนแล้วผมจะส่งอีเมลไปแจ้งรายละเอียดครับผม


ลงทะเบียน waiting list ได้ที่นี่ครับ https://forms.gle/QbknJqeaTUsgqPQq6

Fluke หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2024

เมื่อตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมไปเที่ยวไต้หวันกับภรรยาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในไทเป

เวลาไปต่างประเทศ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการแวะเวียนเข้าร้านหนังสือ เราเลยเลือกไปเดินร้าน Eslite Spectrum Nanxi 

หลังจากขลุกอยู่ในร้านร่วมสองชั่วโมง ก็ได้หนังสือมา 4-5 เล่ม และหนึ่งในนั้นก็คือ “Fluke – Chance, Chaos, and Why Everything We Do Matters” เขียนโดย Brian Klaas

จะว่าไปก็เป็นเรื่องฟลุก ที่ผมบังเอิญเจอหนังสือเล่มนี้บนชั้นที่หันแต่สันปกออกมา แถมผมยังไม่เคยได้ยินชื่อผู้เขียนมาก่อน แม้ว่าเขาจะเขียนหนังสือมาแล้วถึง 5 เล่ม อาจเพราะว่าส่วนใหญ่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเมืองและนักการเมือง

Fluke ที่เป็นหนังสือเล่มล่าสุดของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง แต่เกี่ยวกับหลายอย่างจนอธิบายไม่ถูก ถ้าจะให้เลือกธีมหลักของ Fluke สักหนึ่งเรื่อง ก็คงเป็น Chaos Theory หรือทฤษฎีไร้ระเบียบ ที่เราอาจคุ้นเคยกับเรื่องราวของผีเสื้อกระพือปีกในเมืองจีนแล้วทำให้เกิดพายุเฮอริเคนในอเมริกา อะไรทำนองนั้น

เป็นหนังสือที่อ่านแล้ว “มึน” มาก โดยเฉพาะช่วง 100 หน้าแรก เพราะมันทำให้ผมต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามกับหลายเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่ยังไม่ได้เขียนถึง เพราะผมอยากทอดเวลาให้พอรู้ว่า หนังสือเล่มนี้มันจะ “ทำงานกับผม” อย่างไรบ้าง

แล้วก็ได้พบว่า ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ผมยัง “มูฟออน” จากหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ เลยคิดว่าถึงเวลาต้องเขียนถึงหนังสือเล่มนี้เสียที เพราะมันดีมากๆ และอยากให้คนไทยได้อ่านกัน

บทความนี้จะไม่ใช่การสรุป แต่เป็นการ “พลิกดูหน้าแรกๆ” ว่าหนังสือเล่มนี้จะพาเราไปไหนบ้าง

จากนั้นผมจะทอดเวลาสัก 2 เดือนเพื่อให้ผู้ที่สนใจไปหาหนังสือมาอ่านกัน แล้วผมจะนัดพูดคุยออนไลน์เพื่อให้เราได้แลกเปลี่ยนกันในปลายเดือนมิถุนายน ใครสนใจสามารถลงชื่อเป็น waiting list ได้ในช่วงท้ายบทความครับ


คนไทยส่วนใหญ่คงรู้ดีว่า หนึ่งในฉากจบที่สำคัญที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สอง คือการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิ

6 สิงหาคม 1945: Little Boy ถูกทิ้งลงฮิโรชิมา มีผู้เสียชีวิต 140,000 ราย

9 สิงหาคม 1945: Fat Man ถูกทิ้งลงนางาซากิ มีผู้เสียชีวิต 80,000 ราย

แต่ทราบหรือไม่ครับว่า เป้าหมายแรกของการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ไม่ใช่ฮิโรชิม่า แต่เป็นเกียวโต แถมตอนแรกเมืองนางาซากิก็ไม่ได้อยู่ในรายชื่อของเมืองที่จะถูกทิ้งระเบิดด้วยซ้ำ

ทำไมชาวเมืองเกียวโตถึงรอดชีวิต? ทำไมชาวเมืองฮิโรชิม่ากับนางาซากิสองแสนคนถึงมอดมลาย?

คุณจะเชื่อหรือไม่ ถ้าผมจะบอกว่าต้นเหตุมาจากทริปของคู่รักและก้อนเมฆ

—–

ในวันที่ 30 ตุลาคมปี 1926 นายเฮนรี สติมสัน (Henry L. Stimson) และภรรยาเดินลงจากรถไฟไอน้ำที่เมืองเกียวโต และเข้าเช็คอินที่ห้องหมายเลข 56 ของโรงแรมมิยาโกะ (Miyako Hotel – ซึ่งตอนนี้ก็ยังเปิดทำการอยู่)

เมื่อเก็บของเรียบร้อยแล้ว พวกเขาออกไปเดินเล่นไปทั่วอดีตเมืองหลวง ดื่มด่ำกับสีสันอันสดใสของฤดูใบไม้ร่วง ต้นเมเปิลญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม และต้นแปะก๊วยเบ่งบานเป็นสีเหลืองทอง ทั้งสองเยี่ยมชมสวนสวยบริสุทธิ์ของเกียวโตที่ซ่อนตัวอยู่บนเนินเขาหินตะกอนที่โอบล้อมเมือง และชื่นชมวัดวาอารามอันเก่าแก่และมรดกทางวัฒนธรรมที่งดงามแห่งนี้

ในสัปดาห์ถัดมาทั้งสองก็เก็บกระเป๋าและเช็คเอาท์จากโรงแรมมิยาโกะ

ไม่มีใครคาคคิดว่า การมาเที่ยวเกียวโตของสามีภรรยาคู่นี้จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นไปตลอดกาล


19 ปีผ่านไป ในเดือนพฤษภาคมปี 1945 หลังจากนาซีประกาศยอมแพ้สงครามได้ไม่นาน และระเบิดนิวเคลียร์ใกล้จะสำเร็จ สหรัฐได้ตั้งคณะกรรมการ 13 คนขึ้นเป็น Target Committee เพื่อกำหนดเป้าหมายว่าจะทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในเมืองใดของญี่ปุ่น

โตเกียวนั้นเสียหายจากศึกสงครามจนแทบไม่เหลืออะไรแล้ว คณะกรรมการจึงเห็นตรงกันว่าเกียวโตคือเมืองที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นเมืองหลวงเก่า มีโรงงานผลิตอาวุธสงคราม มีมหาวิทยาลัยเกียวโตที่เต็มไปด้วยปัญญาชน การทิ้งระเบิดที่นี่ย่อมทำให้ชาวญี่ปุ่นเสียขวัญอย่างแน่นอน

นอกจากเกียวโตแล้ว ยังมีอีกสามเมืองที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นเมืองเป้าหมายสำรอง คือ ฮิโรชิมา (Hiroshima) โยโกฮาม่า (Yokohama) และ โคคุระ (Kokura) รายชื่อของทั้งสี่เมืองถูกส่งไปให้ประธานาธิบดีทรูแมน (Harry S. Truman) อนุมัติ

แต่ในช่วงเวลานั้น นาย Henry Stimson – ผู้เคยมาเที่ยวเกียวโตกับภรรยาเมื่อ 19 ปีก่อนหน้า – ดำรงตำแหน่งเป็น Secretary of War ซึ่งเทียบเท่ากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน และเขาไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงที่จะทิ้งระเบิดในเกียวโต จึงเข้าพูดคุยกับ Target Committee เพื่อโน้มน้าว แต่เมื่อคณะกรรมการยืนกรานว่าเกียวโตต้องเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง นายสติมสันจึงขอเข้าพบประธานาธิบดีทรูแมนถึงสองครั้งเพื่อขอให้ทรูแมนพิจารณาเสียใหม่

สุดท้ายทรูแมนจึงยอมทำตามที่สติมสันขอ เกียวโตถูกถอดชื่อออกจากเมืองเป้าหมาย ฮิโรชิม่าถูกเขยิบขึ้นมาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง และเมืองนางาซากิถูกเพิ่มชื่อเข้ามาเป็นเมืองสำรองในนาทีสุดท้าย

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 1945 เวลา 8:15 ระเบิดนิวเคลียร์นาม Little Boy ก็ถูกปล่อยลงเมืองฮิโรชิม่า

สามวันถัดมา ในวันพฤหัสที่ 9 สิงหาคม เครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 ถูกส่งไปที่เมืองโคคุระ (อยู่ไม่ไกลจากฟูกุโอกะ) แต่เนื่องจากขณะนั้นเมืองโคคุระมีเมฆปกคลุมหนาแน่น มองไม่เห็นพื้นดิน สุ่มเสี่ยงว่าจะโจมตีไม่โดนจุดสำคัญ กองทัพจึงตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เมืองนางาซากิ ซึ่งขณะนั้นก็มีเมฆปกคลุมเหมือนกัน เครื่องบินบินวนอยู่อย่างนั้นจนน้ำมันจวนเจียนจะหมดถัง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจล้มเลิกภารกิจ ฟ้าก็เปิดพอดี ระเบิด Fat Man จึงถูกปล่อยลงเมืองนางาซากิเมื่อเวลา 11:02

ชาวเมืองนางาซากินั้นถือว่าโชคร้ายซ้ำซ้อน ตอนแรกเมืองนางาซากิไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายด้วยซ้ำ แต่ดันถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อเพราะนายสติมสันไปขอให้ถอดเกียวโตออก และแม้กระนั้น เหตุผลเดียวที่นางาซากิโดนบอมบ์ ก็เพราะว่าเมืองโคคุระมีเมฆบัง

ส่วนชาวโคคุระเองก็โชคดีมาก และไม่เคยรู้เลยว่ารอดชีวิตมาได้เพราะโชคช่วยจนกระทั่งเรื่องราวถูกเปิดเผยโดยสหรัฐในหลายปีต่อมา จนชาวญี่ปุ่นเองก็มีสำนวน “โชคของโคคุระ” (Kokura’s Luck) เอาไว้อธิบายถึงเวลาที่เราแคล้วคลาดโดยไม่รู้ตัว

——

กลับไปที่คำถามที่ผมเกริ่นเอาไว้ก่อนหน้า

ทำไมชาวเมืองเกียวโตถึงรอดชีวิต? ทำไมชาวเมืองฮิโรชิม่ากับนางาซากิสองแสนคนถึงมอดมลาย?

มันเมคเซนส์หรือ ที่ชีวิตคนนับแสนถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายของทริปเมื่อ 19 ปีก่อนหน้า

บางคนอ่านเรื่องราวนี้แล้วอาจเกิดปฏิกิริยาได้สองแบบ

อย่างแรก อาจจะคิดว่า ถึงไม่ทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิม่าหรือนางาซากิ ยังไงญี่ปุ่นก็แพ้สงครามอยู่ดี ประวัติศาสตร์คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

แต่ Brian Klaas ผู้เขียน Fluke ก็ชวนคิดต่อว่า การที่คนนับแสนในเมืองหนึ่งรอด และคนนับแสนอีกเมืองหนึ่งเสียชีวิต มันจะไม่มีผลต่อประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นจริงหรือ? ญี่ปุ่นจะมีโฉมหน้าเหมือนวันนี้จริงหรือถ้าเกียวโตโดนระเบิดนิวเคลียร์และนางาซากิไม่โดน?

ส่วนอีกปฏิกิริยาหนึ่ง คืออาจมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องฟลุก โอกาสเกิดขึ้นแค่หนึ่งในล้าน มันเป็นเพียงแค่ noise ไม่ใช่ signal ไม่ควรให้ความสลักสำคัญกับมันมากนัก

หนังสือ Fluke จะบอกให้เราเข้าใจว่า เรื่องฟลุกๆ นั้นเกิดกับเราบ่อยกว่าที่เราเคยคิด 

ถ้าเรามองย้อนกลับไปในชีวิตของตัวเราเอง จะพบว่าชีวิตเรามาถึงจุดนี้ได้ด้วยลูกฟลุกแทบไม่ถ้วน

เอาแค่ตัวเราก่อน การที่ตัวเราเกิดขึ้นมาได้ ก็เพราะพ่อแม่เราได้เจอกันและมีลูกด้วยกัน และพ่อแม่เราเกิดมาได้ ก็เพราะว่าปู่กับย่าให้กำเนิดพ่อขึ้นมา และตายายให้กำเนิดแม่เราขึ้นมา ถ้าบรรพบุรุษตลอดเชื้อสายของเราคลาดกันแม้แต่คู่เดียว ตัวเราในวันนี้ก็จะไม่ได้ลืมตาดูโลก

ใครที่เคยดูหนังย้อนเวลาอย่าง Back To The Future ก็คงจะจำได้ว่าด็อกเตอร์ที่สร้างยานย้อนเวลานั้นเตือนพระเอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าถ้ากลับไปในอดีต พระเอกต้องห้ามคุยกับใคร เพราะมันจะเปลี่ยนอดีตจนทำลายโลกในปัจจุบันของพระเอกไปด้วย แต่พระเอกก็ดันพลาด ไปเจอกับแม่ตัวเองในวัยสาว แม่เกือบจะไม่ได้รักกับพ่อของพระเอก และพระเอกเกือบจะ “ตาย” เพราะเกือบจะไม่ได้เกิด

ทุกคนเข้าใจดีว่า ถ้าย้อนอดีตแล้วเปลี่ยนอะไรเพียงนิดเดียว โลกปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล

แต่เราอาจลืมนึกไปว่า ในทางกลับกัน ถ้าในวันนี้เราเปลี่ยนอะไรแม้เพียงนิดเดียว อนาคตก็ย่อมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลได้เช่นกัน

การที่ “ตัวเรา” จะเกิดขึ้นมาได้ ต้องให้ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้าเกิดขึ้นตามนั้นเป๊ะๆ ไม่ใช่แค่การที่พ่อกับแม่ได้รักกัน แต่รวมถึงแม้กระทั่ง “เสี้ยววินาทีของการปฏิสนธิของตัวเรา” ด้วย

ถ้าพ่อแม่ของเราเข้าห้องนอนช้ากว่านี้หรือเร็วกว่านี้แค่ไม่กี่วินาที สเปิร์มที่ไปถึงรังไข่จะเป็นสเปิร์มคนละตัว พ่อแม่ของเราอาจจะยังมีลูกอยู่ดี แต่เด็กคนนั้นจะเป็นเด็กอีกคนที่ไม่ใช่เรา

การที่ “ตัวเรา” ได้เกิดมา จึงเป็นลูกฟลุกซ้อนลูกฟลุกนับครั้งไม่ถ้วน

และถ้ามองใน time scale ที่ยาวไกลไปกว่านั้น ก็จะเห็นได้ว่าการที่เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens ได้ขึ้นมาครองโลกก็เป็นลูกฟลุกเหมือนกัน


นับแต่ตั้ง 250 ล้านปีที่แล้ว เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกใบนี้ก็คือไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์ครองโลกอยู่เกือบสองร้อยล้านปี จนกระทั่งเมื่อ 66 ล้านปีที่แล้ว ที่มีอุกกาบาตเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 14 กิโลเมตร ตกลงมาบริเวณคาบสมุทรยูกาตัน (Yucatán Peninsula ประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน)

อุกกาบาตตกลงในจุดที่น้ำไม่ลึกนัก กระทบกับชั้นหินที่เต็มไปด้วยยิปซัมด้วยแรงทำลายล้างเทียบเท่าระเบิดที่ฮิโรชิม่า 10,000 ล้านลูก

แรงระเบิดได้ปลดปล่อยเมฆกํามะถันพิษขนาดมหึมาเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เศษหินจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สร้างแรงเสียดทานมหาศาลและนำไปสู่ “คลื่นความร้อนอินฟราเรด” (infrared pulse) พื้นผิวโลกอุณหภูมิสูงขึ้น 260 องศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว ไดโนเสาร์ถูกเผาราวกับไก่ย่าง

ความร้อนที่รุนแรงจากเหตุการณ์ครานั้น ทำให้สัตว์ที่รอดชีวิตส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่สามารถขุดรูอยู่ใต้ดิน และกลุ่มที่สองคือพวกที่อาศัยอยู่ในทะเล

เมื่อเรามองไปที่สัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นในป่าดงดิบ ท้องทะเลทราย หรือแม้กระทั่งตอนเราส่องกระจก เราต่างกำลังมองไปยังลูกหลานของสัตว์ที่รอดชีวิตจากอุกกาบาตลูกนี้

ลองนึกภาพดูว่า ถ้าอุกกาบาตมาถึงช้ากว่านี้เพียงไม่กี่วินาที มันอาจจะตกลงในบริเวณน้ำลึก อุณหภูมิโลกจะไม่ได้ร้อนขึ้นมากนัก และสัตว์จะสูญพันธุ์น้อยกว่านี้หรือถ้าอุกกาบาตล่าช้าเพียงนาทีเดียว มันอาจจะไม่ชนโลกเลยก็ได้ และวันนี้ไดโนเสาร์ก็จะยังครองโลก และจะไม่มีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ Homo Sapiens เกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน


ผมรู้ว่าบทความนี้ยาวมากแล้ว แต่ขอเล่าให้ฟังอีกหนึ่งเรื่องก่อนจะปล่อยให้ไปทำอย่างอื่นนะครับ

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1905 ภายในบ้านฟาร์มหลังน้อยที่เมืองเจมส์ทาวน์ รัฐวิสคอนซิน นางคลาร่า แม็กดาเลน เจนเซ่น เกิดอาการ “ฟิวส์ขาด” และลงมือสังหารลูกของเธอทั้งสี่คน

เธอทำความสะอาดร่างกายลูกๆ บรรจงวางพวกเขาลงนอนบนเตียงอย่างนุ่มนวล จากนั้นจึงปลิดชีวิตของตัวเอง

พอล สามีของเธอกลับบ้านมาจากการทำงานในฟาร์ม และพบว่าทั้งครอบครัวเสียชีวิตอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงน้อยๆ นี่คงจะเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้เผชิญ

Brian Klaas ผู้เขียนหนังสือ Fluke เล่มนี้ เฉลยว่า “พอล” ผู้น่าสงสาร เป็นปู่ทวดของเขาเอง

หลังจากเสียคลาร่าและลูกทั้งสี่ไป พอลจึงแต่งงานกับภรรยาใหม่ในเวลาต่อมา ซึ่งภรรยาใหม่คนนั้นก็คือย่าทวดของไบรอันนั่นเอง

ตอนไบรอันอายุยี่สิบปี พ่อของไบรอันเปิดแฟ้มหยิบคลิปข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับปี 1905 ที่พาดหัวว่า “การกระทำอันเลวร้ายของหญิงวิกลจริต” มาให้ไบรอันดู

ข่าวชิ้นนั้นเปิดเผยเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูล Klaas ในภาพข่าวคือหลุมฝังศพ ด้านหนึ่งเป็นของเด็กๆ ทั้งสี่คน อีกด้านเป็นของคลาร่า วันตายของพวกเขาถูกจารึกไว้บนหลุมศพเดียวกัน

แน่นอนว่ามันทำให้ไบรอันช็อคที่เคยมีเรื่องราวเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นกับตระกูลของเขา แต่สิ่งที่ทำให้ไบรอันช็อคยิ่งกว่า ก็คือการได้รับรู้ว่า ถ้าคลาร่าไม่ฆ่าตัวตาย และไม่ได้ฆ่าลูกๆ ของเธอ ตัวเขาเองก็คงไม่ได้เกิดมา

ชีวิตของไบรอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้เพราะการฆาตกรรมหมู่ที่น่าสยดสยอง เด็กไร้เดียงสาสี่คนต้องเสียชีวิต ในขณะเดียวกันไบรอันกลับได้มีชีวิตอยู่ และได้เขียนหนังสือ Fluke เล่มนี้

(ซึ่งถ้าไบรอันไม่ได้เขียน Fluke คุณผู้อ่าน Anontawong’s Musings ก็จะไม่ได้มานั่งอ่านบทความชิ้นนี้เหมือนกัน)

ทุกสิ่งดีๆ ในชีวิตเรา เกิดขึ้นจากทั้งเรื่องดีงามและเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่ผ่านมาในอดีต

และสิ่งที่เราทำวันนี้ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็จะนำไปสู่เรื่องดีงามและโศกนาฎกรรมในอนาคตเช่นกัน


เรื่องราวทั้งหมดที่ผมกล่าวมา เป็นเพียงเนื้อหา 15 หน้าแรกของหนังสือ Fluke

ผมคงไม่คิดที่จะสรุปหนังสือเล่มนี้ออกมาทั้งเล่ม เพราะทำไม่ได้และไม่ควรทำ นี่คือหนังสือที่เนื้อหาแน่นและหลากหลายที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมเคยได้อ่านในชีวิต จนผมเสียดายว่าทำไมหนังสือถึงไม่ดังกว่านี้ จริงๆ แล้วมันมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสังคมและชีวิตในระดับเดียวกับ Sapiens ของ Yuval Harari และ Four Thousand Weeks ของ Oliver Burkeman เลยด้วยซ้ำ

และนี่คือเหตุผลที่ทำไมผมขอยกให้ Fluke เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2024

หนังสือเพิ่งออกมาในเดือนมกราคม 2024 จึงยังไม่มีแปลไทย แต่ใครที่ชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ไปหาซื้อมาอ่านกันได้แล้วครับ ผมเห็นว่า Asia Books เริ่มนำมาวางเป็นหนังสือแนะนำแล้ว ส่วนที่คิโนะยังไม่เห็นวางโชว์ แต่เช็คทางเว็บก็มีขายแล้วเหมือนกัน

ผมยังไม่ขอเฉลยว่า Fluke ทำให้มุมมองและการกระทำของผมเปลี่ยนไปอย่างไร แต่อยากให้ผู้ที่ติดตามบล็อกนี้ไปลองไปหามาอ่านดู แล้วอีกสองเดือนผมอยากนัดเจอแบบ online meeting เพื่อมาแชร์สิ่งที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้กัน ใครสนใจ สามารถลงชื่อผ่านลิงค์ในช่องคอมเม้นท์ได้เลย

ขอรับรองว่าอ่าน Fluke แล้ว เราจะมองโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ


ลงทะเบียน Waiting List สำหรับ Anontawong’s Musings Online Book Discussion ได้ที่ลิงค์นี้ครับ <link has been removed>

UPDATE July 2025: รีวิวชีวิตหลังอ่าน Fluke ครบ 1 ปี

อ่านหนังสือยังไงให้ลืมได้เร็วๆ

ช่วงหยุดยาวถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะได้หยิบหนังสือจากกองดองขึ้นมาอ่าน

สำหรับใครที่ชอบหนังสือประเภท non-fiction อาจจะมีเรื่องไม่สบายใจอยู่อย่างหนึ่ง คือพออ่านจบได้ไม่นาน ก็มักจะลืมเนื้อหา หรือแทบไม่ได้หยิบอะไรจากหนังสือมาใช้ในชีวิตจริง จนรู้สึกว่าการอ่านหนังสือเล่มมันนั้นมันสูญเปล่าหรือไม่ คนกลุ่มนี้จึงเฟ้นหาวิธีที่จะช่วยให้เขาจดจำเนื้อหาได้มากกว่านี้

เขาว่ากันว่า การไฮไลต์หนังสือเฉยๆ นั้นไม่ได้ช่วยในการจดจำ เพราะสมองของเราไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหามากเพียงพอ

เทคนิคที่จะช่วยให้อ่านแล้วไม่ลืมก็เช่น

  • จดโน๊ตตรงพื้นที่ว่างในหนังสือว่ามันเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วอย่างไร
  • สร้าง Output เช่น สรุปหนังสือออกมาในคำพูดของเรา เอาไปเล่าให้เพื่อนฟัง หรือเขียนเป็นบทความ
  • จดโน้ตด้วยเทคนิค Zettelkasten ของเยอรมัน ที่สามารถเอาทุกอย่างมาเชื่อมโยงกันได้ ไม่ว่าจะเป็นโน้ตเก่าหรือโน้ตใหม่

บทความวันนี้จะมาบอกว่า บางทีเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบข้างบนเลยก็ได้นะครับ

เพราะถ้าหากเรารู้สึกว่าจะต้อง “รีดประโยชน์” จากการอ่านหนังสือให้ได้มากที่สุด กิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจก็จะกลายเป็น “งานอีกหนึ่งชิ้น” ขึ้นมาทันที

การจดเพื่อให้จำได้นั้นเป็นการทำเพื่อตัวเราในอนาคต แต่มันกลับทำให้ตัวเราในวันนี้ไม่ค่อยมีความสุขกับการอ่านหนังสือ

มีบทความหนึ่งที่ผมชอบมากของ Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks

บทความนี้มีชื่อว่า “How to forget what you read

คุณ Burkeman เขาเป็นคนแบบนี้แหละครับ ชอบเขียนบทความที่ตั้งคำถามกับกระแสหลัก ในเมื่อกูรูส่วนใหญ่สอนว่าจะอ่านหนังสือยังไงให้จำได้นานๆ เขาก็เลยตั้งชื่อบทความว่าอ่านยังไงให้ลืมได้เร็วๆ ผมเลยขออัญเชิญมาเป็นชื่อของบทความวันนี้ด้วยเสียเลย


Burkeman เคยเป็น productivity geek มาก่อน ลองเครื่องมือ productivity มาแล้วแทบทุกชนิด

เขาเคยตั้งกฎกับตัวเองว่าจะอ่านหนังสือวันละ 30 นาที จากนั้นจะใช้เวลาอีกวันละ 30 นาทีเพื่อจดโน้ตและจัดระเบียบโน้ต โดยไม่ได้สำเหนียกเลยว่าเขาต้องหาเวลาเพิ่มอีก 60 นาทีเพื่อทำสองสิ่งนี้ในตารางชีวิตที่ยุ่งมากพออยู่แล้ว

หลังจากลองแล้วล้มเหลว เขาก็ได้ข้อสรุปว่าเราไม่ต้องพยายามจดจำทุกอย่างที่อ่านก็ได้

Burkeman ให้เหตุผล 3 ข้อดังนี้

1.การลืมคือตัวกรองอย่างหนึ่ง

      “Forgetting is a filter.”

      อะไรที่ไม่สำคัญ สมองจะทำหน้าที่ลืมให้เราโดยอัตโนมัติ

      แต่ถ้าสิ่งที่เราอ่านมันมีความหมายกับเรามากพอ เราจะจำมันได้โดยไม่ต้องพยายาม

      แน่นอนว่ามีบางบริบทเช่นการเรียนหรือการทำงานที่เราจำเป็นต้องจำให้ได้เยอะที่สุด แต่สำหรับการอ่านส่วนใหญ่ เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรแบบนั้น

      การที่สมองทำหน้าที่เป็นตัวกรองให้นั้นจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว อะไรที่เราอินก็จะติดอยู่ในหัว อะไรที่เราไม่อิน สมองก็จะช่วยคัดออกให้

      แต่ถ้าเราทดแทนกลไกนี้ด้วยการจดโน้ตและจัดระเบียบ สมองของเราจะเต็มไปด้วย “ประเด็นที่น่าจะสำคัญ” จน “ประเด็นที่สำคัญที่สุด” ถูกกลืนหายไป

      Paulo Coelho ผู้เขียนนิยาย Alchemist เคยให้สัมภาษณ์กับ Tim Ferriss เอาไว้ว่า*

      “Forget notebooks. Forget taking notes. Let what is important remains. What’s not important goes away.”

      ไม่ต้องไปสนใจสมุด ไม่ต้องไปสนใจการจดโน้ต อะไรที่สำคัญจะยังคงอยู่กับเรา อะไรที่ไม่สำคัญมันจะจากเราไปเอง


      2.ยิ่งเทคนิคที่เราใช้ต้องลงแรงมากเท่าไหร่ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือมากขึ้นเท่านั้น

        ถ้าเรารู้สึกว่าการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านนั้นจะต้องตามมาด้วยการจดโน้ต ความน่าจะเป็นก็คือเราอาจจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นไปเลย เพราะเรารู้สึกว่าไม่มีเวลาหรือไม่มีแรงมากพอ

        แทนที่จะได้อ่านหนังสือที่เราอยากอ่านจริงๆ เราจึงอาจจะเลือกอ่านหนังสือที่อ่านง่าย เพียงเพราะเรารู้สึกว่ายังพอจดโน้ตไหว ยังพอเขียนสรุปไหว


        3.เราไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บไว้ในสมอง เราอ่านหนังสือเพื่อหล่อหลอมตัวตน

          “The point of reading, much of the time, isn’t to vacuum up data, but to shape your sensibility.”

          งานทุกชิ้นที่เราอ่านนั้นจะมีผลกับเราเสมอ แม้จะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ดังนั้นวิธีการที่เรามองโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไป โดยที่เราไม่จำเป็นต้องจดจำเนื้อหาได้เป๊ะๆ

          สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง ก็คือมุมมองที่เรามีต่อโลก ต่อผู้คนและสิ่งรอบตัว และนำมุมมองนั้นมาสร้างเป็นผลงานและสร้างคุณประโยชน์ในแบบของเราเอง


          จุดประสงค์ของบทความนี้ไม่ได้จะบอกให้ลืมทุกสิ่งที่เราอ่าน หรือให้ทิ้งการจดโน้ตไปทั้งหมด

          หากเราเป็นคนชอบจดโน้ต ก็จงจดต่อไปในรูปแบบที่เราถนัด

          ส่วนใครที่ไม่ชอบจดโน้ต ก็ขอให้มีความสุขกับการได้อ่านหนังสือดีๆ โดยไม่ต้องมีกฎกติกามากมาย

          มาถึงวัยนี้แล้ว การอ่านหนังสือควรเป็นไปด้วยความเพลิดเพลิน ไม่ใช่ด้วยความกล้ำกลืนหรือด้วยความมีระเบียบวินัย

          และขอให้เชื่อเถอะครับว่า เมื่อได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม หรือบทความดีๆ สักตอน ต่อให้เราจดจำเนื้อหาได้เล็กน้อยเพียงใด การอ่านนั้นย่อมไม่มีวันสูญเปล่าแน่นอน


          * บทสัมภาษณ์ที่ Paulo Coelho ให้ไว้กับ Tim Ferriss ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบทความ How to forget what you read ของ Oliver Burkeman แต่ระหว่างที่เขียนบทความนี้ ผมนึกถึงคำพูดของ Coelho ขึ้นมาได้พอดี แม้จะเคยฟังบทสัมภาษณ์นี้เพียงครั้งเดียวเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า อะไรที่มีความหมายกับเรา เราจะจำมันได้โดยไม่ต้องพยายามจริงๆ