17 ข้อคิดจาก The Psychology of Money หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021

ผมมักจะได้อ่านหนังสือที่ “เปลี่ยนวิธีการมองโลกและการกระทำไปแบบไม่หวนกลับ” ปีละไม่เกิน 1 เล่ม

2015: The Life-Changing Magic of Tidying Up by Marie Kondo

2016: Sapiens, a Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari

2017-2018: ไม่มี

2019: Why We Sleep by Matthew Walker

2020: The Black Swan by Nassim Nicholas Taleb

ปีนี้โชคดีที่ได้เจอหนังสือ The Psychology of Money ของ Morgan Housel ครับ

จำได้ว่าตอนนั้นกำลังจะเดินออกจากร้าน Asia Books ที่ห้างพาราไดซ์ แต่เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้บนชั้นพอดี เลยหยิบมาพลิกอ่านแล้วน่าสนใจ แถมยังได้คะแนนถึง 4.4 ดาวบน Goodreads อีก จึงเดินไปเคาท์เตอร์จ่ายเงินซื้อทันที

อ่านจบอย่างรวดเร็ว เป็นหนังสือที่เขียนสนุก อ่านง่าย ใจกว้าง ไม่โอ้อวด และเชื่อว่าจะมีประโยชน์กับชีวิตไปอีกหลายสิบปี ผมเลยไปตามฟัง Morgan Housel บน Youtube อีกหลายคำรบ ก่อนจะนำข้อคิดที่ได้มาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ครับ

.

1. Wealth คือรถปอร์เช่ที่เราไม่ได้ซื้อ

ภาพจำของคนร่ำรวยคือการได้เห็นเขาขับรถสปอร์ต แต่สิ่งเดียวที่เรารู้คือตอนนี้เขาจนลง 7 ล้านบาทเมื่อเทียบกับตอนก่อนที่เขาจะซื้อรถปอร์เช่ (พอร์ช) คันนั้น

เวลาเราเห็นคนที่เล่นฟิตเนส เราจะเห็นว่าร่างกายเขาฟิตแอนด์เฟิร์ม ดูก็รู้ว่าแข็งแรง แต่เมื่อเรามองไปที่คนรวย เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขามีเงินเก็บเท่าไหร่หรือพอร์ตการลงทุนใหญ่แค่ไหน

เพราะความมั่งคั่งคือสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ส่วนสิ่งที่คนมองเห็นมักไม่ใช่ความมั่งคั่งเพราะของเหล่านั้นไม่ใช่ assets ที่ทำเงินได้ แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์อวด status ที่จะเสื่อมค่าไปตามวันเวลา

หลายคนบอกว่าอยากเป็น millionarie พอถามว่าเพราะอะไร เขาก็มักจะตอบว่าจะได้เอาไปซื้อรถหรู ซื้อบ้านหลังใหญ่

อย่างนั้นไม่เรียกว่าอยาก “มีเงิน 1 ล้านดอลลาร์” อันนั้นเรียกว่าอยาก “ใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์” ต่างหาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันตรงข้ามกับการเป็น millionaire โดยสิ้นเชิง

2. เราคิดว่าถ้าเราขับรถปอร์เช่เราคงเท่น่าดู แต่เวลาเราเห็นรถปอร์เช่ เราไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนขับหน้าตาเป็นยังไง

ผู้เขียนเรียกมันว่า Man in the car paradox คือเวลาเราซื้อของแพงๆ เราก็มักจะนึกว่ามันจะทำให้เราดูดี และคนจะชื่นชมเรา แต่เมื่อเราได้ซื้อปอร์เช่มาขับจริงๆ คนอื่นเขาเอาแต่จ้องมองรถและฝันหวานอยู่ว่าวันหนึ่งอยากจะขับรถเท่ๆ อย่างนั้นบ้าง น้อยคนนักที่จะสนใจมองมาที่เรา

ถ้าอยากได้รับการชื่นชมและยอมรับ สิ่งที่น่าจะช่วยได้มากกว่า คือทำงานหนัก รักษาคำพูด และมีน้ำใจ

3. การลงทุนอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ “มือสมัครเล่น” จะเอาชนะ “มืออาชีพ” ได้

โลกการลงทุน (อย่างน้อยก็ในอเมริกา) เต็มไปด้วยเรื่องราวของภารโรงหรือเลขาที่ไม่มีใครสนใจ แต่พอตายไปกลับมีเงินเก็บหลายล้านดอลลาร์ เพียงเพราะว่าทยอยซื้อกองทุน (DCA – dollar cost averaging) และใช้ชีวิตอย่างสันโดษไม่โลดโผน

ในขณะเดียวกัน ก็มีนักลงทุนมากมายที่จบมหาลัยดังๆ ความรู้ทางการเงินระดับเทพ แต่กลับต้องล้มละลายหรือติดคุก

การลงทุนจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ “มือสมัครเล่น” ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า “มืออาชีพ” ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในศาสตร์อื่นๆ – คนที่ไม่เคยเรียนหมอมาไม่อาจผ่าตัดหัวใจได้ดีกว่าด็อกเตอร์ที่จบฮาร์วาร์ด คนข้างบ้านไม่อาจเตะบอลเก่งกว่าโรนัลโด

ดังนั้น แม้จะไม่ได้ลงทุนเป็นอาชีพ แต่เราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากกว่านักลงทุนคนอื่น

เพราะการที่คุณรู้อะไรนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณทำตัวยังไง (what you know is less important than how you behave)

4. คุณค่าสำคัญที่สุดของการมีเงิน คือการได้เป็นนายของเวลา

แม้เราจะได้ทำงานที่ตัวเองรัก แต่หากเราไม่สามารถคอนโทรลเวลาตัวเองได้เลย อันนั้นก็ทำให้เราทุกข์ใจได้เหมือนกัน

ส่วนสิ่งของต่างๆ แม้ว่าจะเป็นของแพงดีมีคุณภาพมากแค่ไหน พอได้เป็นเจ้าของสุดท้ายเราก็เบื่อ

แต่การได้เป็นนายของเวลา และการที่เราสามารถเลือกได้เสมอว่าจะทำอะไร ทำกับใคร ทำตอนไหน นั่นคือสิ่งที่เราจะไม่มีวันเบื่อ

5. นิสัยที่ทำให้เราร่ำรวยกับนิสัยที่จะช่วยให้เรารักษาความร่ำรวยไว้ได้นั้นไม่เหมือนกัน (Getting wealthy and staying wealthy are two different skills)

คนที่ร่ำรวยขึ้นมาได้นั้นมักจะเป็นเพราะเขา “กล้าได้กล้าเสีย” จนสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้

แต่เมื่อมีเงินทองแล้ว การจะรักษาเงินทองให้อยู่ได้ต่อไปนั้นจำเป็นต้องมีอีกทักษะหนึ่งซึ่งแทบจะตรงข้ามกัน นั่นคือความระมัดระวังและความคิดหน้าคิดหลัง

เราจึงได้ยินเรื่องราวอันหวือหวาของคนที่ร่ำรวยขึ้นมาแล้วไม่หยุดทำอะไรเสี่ยงๆ จนล้มละลายไปอีกครั้ง (และอาจจะกลับมารวยได้อีกครั้ง – และล้มละลายอีกครั้ง)

หนังสือแนะนำให้ใช้ยุทธการ Barbell นั่นคือเราต้องมองโลกในแง่ดีและมีความเชื่อมั่นในอนาคต (เราจึงกล้านำเงินไปลงทุน) แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้อง paranoid และหาทางป้องกันทุกความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เราไปไม่ถึงอนาคตที่วาดเอาไว้

6. คนที่อยู่ในตลาดอาจกำลังเล่นเกมคนละเกมกับเรา

เวลาสำนักต่างๆ บอกว่า หุ้นตัวนี้ราคาดีควรเข้าซื้อ เขากำลังแนะนำใคร?

แนะนำให้นักลงทุนวัยกลางคนที่กำลังเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณ หรือแนะนำเด็กวัยรุ่นที่คิดจะซื้อวันนี้และขายพรุ่งนี้?

แต่ละคนเข้ามาในตลาดด้วยเหตุผลที่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ไป “จับสัญญาณผิดๆ” ที่มาจากนักลงทุนที่มีเป้าหมายต่างจากเรา ไม่อย่างนั้นเวลาเราเห็นหุ้นราคาขึ้น เราอาจจะนึกว่าคนอื่นรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ แล้วก็เลยเฮตามไปซื้อบ้าง เพียงเพื่อจะเห็นราคาร่วงในวันถัดมาเพราะคนที่เล่นคนละเกมกับเราเขาเทขาย

7. เรามีมุมมองต่อเรื่องการเงินอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเรามีชีวิตวัยเด็กแบบไหน

คนรุ่นปู่ย่าตายายของเราที่ผ่านช่วงสงครามโลกและยุคข้าวยากหมากแพงมานั้นมองเรื่องการเงินและการลงทุนแบบหนึ่ง

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราที่ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งมา ก็มองเรื่องการเงินการลงทุนอีกแบบหนึ่ง

เด็กรุ่น Gen Z, Gen Alpha ที่มีช่องทางทำเงินมากมาย ก็มองการเงิน การลงทุนอีกแบบหนึ่ง

Daniel Kahneman ผู้ได้รางวัลโนเบลจากงานวิจัยด้าน behavioral economics เคยบอกผู้เขียนไว้ว่า เขาเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำวิจัยมาเยอะ แต่เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอาศัยอยู่ในปารีสช่วงที่ฮิตเลอร์และนาซีเข้ามายึดครองพอดี

เรามีมุมมองต่อโลกอย่างไร จึงมักไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษาหรือความฉลาด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราโตขึ้นมาในยุคสมัยแบบไหนมากกว่า

8. ปัจจัยสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ “เวลา” ที่เราอยู่ในตลาด

95% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Warren Buffett นั้นเพิ่งงอกเงยหลังจากบัฟเฟตต์พ้นวัยเกษียณมาแล้ว

มีนักลงทุนหลายคนที่ทำผลตอบแทนปีต่อปีสูงกว่าบัฟเฟตต์เสียอีก แต่เขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าบัฟเฟต์เพราะไม่ได้ลงทุนมานานเท่า

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ จึงอาจไม่สำคัญเท่าเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

อีกอย่าง ผลตอบแทนนั้นควบคุมยากเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่เราจะลงทุนยาวนานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเราเป็นหลัก

ดังนั้น เพื่อจะอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด เราจำเป็นต้องเป็นคนที่ “ฆ่าไม่ตาย” (financially unbreakable) เพื่อที่ว่าต่อให้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร โลกจะผันผวนแค่ไหน เราก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดต่อไปได้

9. เงินสดในบัญชีเงินฝากที่ดอกเบี้ยเรี่ยดิน บางทีก็ให้ผลตอบแทนสูงล้ำ

เพราะเงินสดนั้นมอบ flexibility ให้กับเรา เมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจึงไม่จำเป็นต้องขายหุ้นหรือขายทรัพย์สินของเราเพื่อหมุนเงินมาใช้ (เพราะการขายหุ้นทำให้เราสูญเสีย “เวลาที่เราอยู่ในตลาด” ที่พูดถึงในข้อที่แล้ว)

การมีเงินเย็นอยู่กับตัว ทำให้เราสามารถที่จะเลือกงานที่เหมาะกับเราได้ ไม่จำเป็นต้องรีบรับงานที่ไม่ใช่หรือไม่ทำให้เรามีความสุข

ดังนั้นอย่ามองการถือเงินสดว่าให้ผลตอบแทนต่ำ เพราะเวลาที่เราจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ สิ่งที่ได้รับกลับมาจะคุ้มค่ามาก

10. แทนที่จะพยายามทำผลตอบแทนให้ชนะตลาด กลับมาคุมค่าใช้จ่ายกันดีกว่า

มีนักลงทุนมืออาชีพหลายคนทำงานสัปดาห์ละ 80-100 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนชนะผลตอบแทนตลาดเพียง 2-3%

แต่ในความเป็นจริง เราจะสามารถมีเงินเพิ่ม 2-3% ได้ง่ายดายกว่ามาก หากเราใช้จ่ายให้น้อยลง

11. อยากมีเงินเก็บมากขึ้น บางทีไม่ต้องเพิ่มรายได้ แต่ให้เพิ่มความถ่อมตัว

เงินที่เราเก็บได้คือช่องว่างระหว่างอีโก้กับรายได้ของเรา (Saving money is the gap between your ego and your income.)

เราจะซื้อของน้อยลงถ้าเราอยากน้อยลง เราจะอยากน้อยลงถ้าเราแคร์สายตาคนอื่นน้อยลง

การทำอะไรเกินตัวเพียงเพื่อหวังจะได้เงินมากมายนั้นเป็นเรื่องไม่ฉลาดเอาเสียเเลย

“To risk money they didn’t have and didn’t need, they risked what they did have and did need. And that’s foolish. Just plain foolish. If you risk something that’s important to you for something that is unimportant for you, it just does not make any sense.”
-Warren Buffett

12. ทักษะที่ยากที่สุดในการลงทุนคือการหยุดเขยิบเป้าหมาย

The hardest but most important financial skill is getting the goalpost to stop moving.

พนักงานกินเงินเดือนจะเจอปัญหาที่ว่า พอได้โปรโมต หรือเงินเดือนเราสูงขึ้น เราก็ขยับ lifestyle ของเราขึ้นตามไปด้วย อาจจะขับรถแพงขึ้น กินข้าวนอกบ้านบ่อยขึ้น ซื้อของมียี่ห้อมากขึ้น เลยกลับกลายเป็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นแต่เงินเก็บไม่กระเตื้อง

ดังนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือเราจะหยุดความอยากของเรายังไง เราสามารถพอใจกับ lifestyle ปัจจุบันของเราได้หรือยัง ถ้าเราทำได้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็จะกลายเป็นเงินเก็บหรือเงินลงทุนที่พร้อมจะงอกเงยในอนาคต และพาเราถึงจุดที่มี financial freedom ได้จริงๆ

13. การตัดสินใจทางการเงินของเราไม่ได้เกิดขึ้นหน้าจอคอม

เวลาเรียนวิชาการเงิน ภาพจำของเราคือสูตรต่างๆ ตาราง กราฟ และไฟล์ Excel ที่เอาไว้คิดทุกอย่างเป็นตัวเลข

แต่ในชีวิตจริง เวลาเราจะตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ เราไม่ได้เปิด Excel ขึ้นมาดูอย่างละเอียด เรามักจะตัดสินใจตอนที่เรานั่งคุยกับแฟนบนโต๊ะอาหาร หรือนั่งคุยกับเพื่อนในร้านเหล้า

เพราะเราไม่ใช่เครื่องจักรที่คิดทุกอย่างเป็นตัวเลข เราก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่อยากได้การยอมรับและอยากทำให้คนที่เรารักมีความสุข

“Personal finance is more personal than it is finance”
-Tim Maurer

14. สมเหตุสมผลนั้นสำคัญกว่าการมีเหตุมีผล (Reasonable > Rational)
ผู้เขียนยกตัวอย่างว่า แม้ดอกเบี้ยผ่อนบ้านจะถูกมาก แต่เขาก็เอาเงินไปโปะบ้านจนหมดเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่หากเขาเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนอย่างอื่น ย่อมจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า

ถ้ามองกันที่ตัวเลขเพียวๆ การตัดสินใจเอาเงินก้อนมาโปะบ้านนั้นไม่เมคเซ้นส์เอาเสียเลย แต่จริงๆ แล้วคนเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือจะลงทุนอย่างไรเพื่อที่จะได้ไม่ต้องนอนกระสับกระส่ายในยามค่ำคืน

เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุมีผลกับทุกเรื่อง (rational) เราแค่เอาให้มันสมเหตุสมผลก็พอ (reasonable)

การโปะบ้านเสร็จเรียบร้อย ทำให้ผู้เขียนสบายใจว่าอย่างน้อยบ้านหลังนี้ก็เป็นของเขาและภรรยาแล้ว ไม่มีใครจะมายึดบ้านหลังนี้ไปได้

เพราะแนวทางการลงทุนที่ดีที่สุดนั้นเป็นเรื่องของใครของมัน ไม่มีสูตรตายตัว ดังนั้นจงเลือกทางที่เหมาะกับเป้าหมายและจริตของเรา

15. ความผันผวนและความไม่แน่นอนของตลาดเป็น “ค่าตั๋ว” ไม่ใช่ “ค่าปรับ”

นักลงทุนหลายคนไม่ชอบความผันผวนของตลาด เลยพยายามจะหาทางหลีกเลี่ยง

แต่ถ้าเรามองว่าความผันผวนนั้นคือ “ค่าตั๋ว” (fee) ไม่ใช่ “ค่าปรับ” (fine) เราก็จะยอมรับมันได้ดีขึ้น เหมือนเราจะไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ เราก็ต้องยอมจ่ายค่าตั๋ว เพื่อแลกกับความสนุกและประสบการณ์ดีๆ

ความผันผวนและความไม่แน่นอนของตลาดคือราคาที่เราต้องจ่าย ดังนั้นจงจ่ายมันอย่างเต็มใจ มองว่ามันคือค่าเข้าสวนสนุก ไม่ใช่การลงโทษที่เราทำอะไรผิด

เราจะได้ไม่หลงกลคนที่กล่าวอ้างว่าสามารถให้ผลตอบแทนสูงและความแน่นอนสูงเกินจริง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นเหยื่อของคนอย่าง Bernie Madoff ที่ทำ Ponzie scheme ฉ้อโกงเงินจากนักลงทุนไปหลายพันล้านเหรียญ

16. โลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย tail events เราอาจจะตัดสินใจผิดเกินครึ่งนึงแต่ก็ยังมั่งคั่งได้

Tail events หรือ Black Swans นั้นคือเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่เมื่อเกิดแล้วก็ส่งผลอย่างมหาศาล

ซึ่ง tail events นั้นมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย เรื่องดีก็เช่นอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน ส่วนเรื่องร้ายก็คือเหตุกาณ์อย่าง 9/11 และ COVID-19

พูดในอีกภาษาหนึ่งก็คือกฎ 80/20 ที่ต้นเหตุส่วนน้อยจะส่งผลต่อผลลัพธ์ส่วนใหญ่

ในปี 2018 นั้น ผลตอบแทนของ S&P 500 Index ถูกขับเคลื่อนด้วย Amazon 7% และ Apple 8% อีกนัยหนึ่งก็คือ 15% ของผลตอบแทนมาจากบริษัทแค่ 2 ใน 500 บริษัทเท่านั้น

ใน Russell 3000 index มีบริษัทถึง 40% ที่มูลค่าสูญหายไปถึง 70% แต่ index นี้ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดี โดยผลตอบแทนเกือบทั้งหมดมาจากบริษัทเพียง 7% หรือสองร้อยกว่าบริษัทเท่านั้นเอง

ดังนั้น You can be wrong more than half of the time and still win – เราอาจจะเลือกผิดมากกว่าครึ่งหนึ่งแต่เราก็ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะโลกถูกขับเคลื่อนด้วย tail events และกฎ 80/20

17. สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเรื่องที่ไม่คาดฝัน คือโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่คาดฝัน ไม่ใช่พยายามไปทำนายเรื่องที่ไม่คาดฝัน

ตอนปลายปี 2019 มีกูรูมากมายออกมาทำนายว่าอะไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2020 บ้าง

ไม่มีแม้แต่สำนักเดียวที่บอกว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจปี 2020 คือโรคระบาด

เพราะความเสี่ยงคือสิ่งที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่คุณคิดว่าคุณคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว

“Risk is what’s left over when you think you’ve thought of everything.”
-Carl Richards

สิ่งใดที่ถูกคาดการณ์ได้ สิ่งนั้นมักจะถูกป้องกันหรือลดความเสี่ยง

ส่วนสิ่งที่จะสร้างความเสียหายได้มากมาย ก็คือสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้และไม่มีใครพร้อมรับมือนั่นเอง

หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่จะบริหารจัดการการเงินของเราอย่างไรให้ financially unbreakable เพื่อให้แน่ใจว่าจะยังเป็นผู้เหลือรอดเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันต่างหาก

“The most important part of any plan is planning for your plan not going according to plan.”
-Morgan Housel


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Psychology of Money: Timeless Lessons on Wealth, Greed, and Happiness by Morgan Housel & คลิปสัมภาษณ์ของ Morgan Housel ใน Youtube

กฎ 12 ข้อที่ใช้ได้ตลอดชีวิต (ภาคสอง)

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือ Beyond Order: 12 More Rules for Life ของ Jordan B. Peterson อยู่ครับ

หนังสือเล่มก่อนหน้านี้ของ Peterson ที่ชื่อว่า 12 Rules for Life: An Antidote to Chaos ขายไปแล้วทั่วโลกกว่า 5 ล้านเล่มและมีแปลเป็นไทยแล้ว

มาเล่มนี้ หนังสือยังอ่านยากเหมือนเคย ไม่แน่ใจว่าจะอ่านจบเมื่อไหร่ แต่อยากเอากฎทั้ง 12 ข้อมาแชร์ให้ได้อ่านกันก่อนครับ

Rule I: Do not carelessly denigrate social institutions or creative achievement.อย่าสบประมาทสถาบันทางสังคมหรือผลงานของใคร

Rule II: Imagine who you could be and then aim single-mindedly at that. ลองคิดว่าเราจะสามารถเติบใหญ่เป็นคนเช่นไรและตั้งใจที่จะเป็นคนคนนั้นให้ได้

Rule III: Do not hide unwanted things in the fog. อย่าซ่อนสิ่งที่เราไม่ชอบไว้ในเมฆหมอกแห่งความไม่ชัดเจน

Rule IV: Notice that opportunity lurks where responsibility has been abdicated. โอกาสนั้นซ่อนอยู่ในที่ที่ความรับผิดชอบนั้นขาดหาย

Rule V: Do not do what you hate. อย่าทำสิ่งเราเกลียด

Rule VI: Abandon ideology. ละทิ้งอุดมคติ

Rule VII: Work as hard as you possibly can on at least one thing and see what happens. เพียรพยายามอย่างที่สุดกับเรื่องใดสักเรื่องแล้วลองดูว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

Rule VIII: Try to make one room in your home as beautiful as possible. จัดห้องหนึ่งในบ้านให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Rule IX: If old memories still upset you, write them down carefully and completely. ถ้าความทรงจำครั้งเก่ายังทำให้เราเจ็บปวด จงเขียนมันออกมาให้ละเอียดลออและครบถ้วน

Rule X: Plan and work diligently to maintain the romance in your relationship. วางแผนและออกแรงในการรักษาความสัมพันธ์กับคู่รัก

Rule XI: Do not allow yourself to become resentful, deceitful, or arrogant. อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนขุ่นเคือง เจ้าเล่ห์ หรือเย่อหยิ่ง

Rule XII: Be grateful in spite of your suffering. จงรู้สึกขอบคุณแม้ต้องอยู่ท่ามกลางความทุกข์

18 ประโยคดีงามจากหนังสือคำบันดาลใจ

สำรวจตน

“ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ เมื่อเรารู้มากขึ้นแล้ว ความกลัวจะค่อยๆ น้อยลง”

“ผู้นำที่เก่งจะใช้ช่วงเวลาแห่งความพ่ายแพ้ให้เป็นประโยชน์ และพลิกมันมาสร้างผู้ชนะในเวลาต่อมาได้”

“มองโลกในแบบที่มันเป็นจริงๆ โดยไม่หลอกตัวเอง มองเห็นพื้นที่ที่ยังต้องปรับปรุงพัฒนา และมีพื้นที่กว้างใหญ่เสมอสำหรับการมีความหวัง”

“ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ แล้วใช้ความไม่รู้ไปค้นหาคำตอบดีกว่า”

“โลกจะเคารพคุณมากเท่ากับที่คุณเคารพตัวเอง”-Beyonce


สำเร็จ

“ผมได้พบผู้คนมากมายที่มีความสามารถ มีเงิน มีชื่อเสียง แต่ปราศจากคนที่รัก สำหรับผม นั่นแหละคือชีวิตที่กลวงและว่างเปล่า ถ้าคุณอายุ 65 หรือ 70 ปีแล้ว คุณยังได้รับความรักจากลูกหลานของคุณ คนรักของคุณ ครอบครัวของคุณ เพื่อนร่วมงานของคุณ นั่นแหละคือชีวิตที่ประสบความสำเร็จแล้ว”
-Warren Buffett

“บอกสิว่าทำไม่ได้ บอกสิว่าทำไม่สำเร็จ เดี๋ยวจะทำให้ดู!”

“ที่ผ่านมาเราได้มาเยอะแล้ว คนอื่นให้เรามาเยอะแล้ว ตอนนี้เราจะไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร เพราะเรายังมี เรายังอยู่ได้”
-เจ๊โอว

“มันเป็นการตัดสินใจที่ผมทำจากหัวใจ ไม่ใช่หัวสมอง เมื่อผมอายุ 80 ปีและมองย้อนกลับมา ผมอยากให้มีเรื่องที่ผมเสียใจในชีวิตให้น้อยที่สุด และความเสียใจส่วนใหญ่ที่เรามีในชีวิตคือการละเลย มาจากสิ่งที่เราไม่ได้ลองทำ มาจากเส้นทางที่เราไม่เคยได้เดินไป และสิ่งเหล่านี้แหละที่จะหลอกหลอนเราไม่มีที่สิ้นสุด”
-Jeff Bezos

“สำหรับนักกีฬาที่กำลังฟังผมอยู่ คำแนะนำของผมเรียบง่ายมาก – วางแผนให้ดี เตรียมตัวให้พร้อม ลำดับความสำคัญให้ถูก คิดในแง่บวก และใช้ชีวิตในทางที่ดี”
-Eliud Kipchoge มนุษย์คนแรกและคนเดียวที่วิ่งมาราธอนจบใน 2 ชั่วโมง


สัมพันธ์

“ถ้าเราใส่ใจคนว่าแต่ละคนมีความพิเศษ มีความแตกต่าง เป็นหนึ่งเดียวในจักรวาล เราจะมองเห็นรายละเอียดความพิเศษในคนทุกคน”

“เราน่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้โดยที่ยังรักษาคนที่เรารักไว้ได้อยู่”

“อย่าเป็นพ่อแม่ที่สอนให้ลูกแพ้ไม่เป็น ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่คิดว่าลูกฉันเก่ง ลูกฉันแพ้ไม่ได้ ลูกจะไม่มีภูมิคุ้มกัน”
-หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล

“เทคโนโลยีก็ช่วยเราได้บ้างแหละ แต่กับคนบางคน คิดถึงแทบตายเราก็เฟซไทม์หาเขาไม่ได้นะ อย่างพี่คิดถึงแม่ อยากเจอหน้าแม่ พี่เฟซไทม์ไม่ได้แล้วนะ”
-ธงไชย แมคอินไตย์


สังคม

“คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย เพราะนั่นคือประชาธิปไตย นั่นคือประเทศของเรา สิทธิ์ในการไม่เห็นด้วยอย่างสันติแสดงถึงความเข้มแข็งของประเทศเราได้อย่างดีที่สุด”
-Joe Biden

“สำหรับผู้ชายรุ่นใหม่ โปรดใช้ความอ่อนไหวและสร้างนิยามใหม่ของความเป็นผู้ชายที่เป็นผู้นำที่มีหัวใจ”
-Beyonce

“ลำพังความโกรธไม่ทำให้โลกเปลี่ยน Michelle Obama ยกตัวอย่างว่า นักเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านมาในประวัติศาสตร์มีความโกรธเป็นแรงผลักดันทั้งนั้น แต่เพราะพวกเขามีความเมตตา มีหลักการ และมีความหวังเป็นแรงผลักดันด้วย จึงนำไปสู่ “การกระทำ” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง”

“บางครั้งคุณต้องยอมพ่ายแพ้ก่อน เพื่อที่จะได้เข้าใจว่า คุณกำลังสู้กับอะไรอยู่ และคุณจะสู้แบบไหน”
-Chadwick Boseman


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือคำบันดาลใจ โดยท้อฟฟี่ แบรดชอว์ สำนักพิมพ์อะไรเอ่ย

หมายเหตุ – ถ้าไม่ได้ระบุชื่อผู้พูด แสดงว่าเป็นประโยคของผู้เขียนหนังสือ

นั่งคุยกับพ่อ: ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย

เมื่อปีที่แล้ว ผมเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “นั่งคุยกับพ่อ” เพื่อเป็นของชำร่วยในงานวันเกิด 72 ปีของพ่อผมเอง

พ่อเป็นคนที่มีความเคลื่อนไหวด้านการเมืองมายาวนาน ตั้งแต่เขียนจดหมายเปิดโปงการทุจริตในจุฬาลงกรณ์ภายใต้นามปากกา “นายฉันท์แก่น” จนเกิดการเดินขบวนของนักศึกษาในปี 2513

พ่อยังเป็นคนแรกใน 100 รายชื่อผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนเป็นชนวนไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 พ่อกับแม่ก็โดนคุกคามจนต้องเข้าป่าจับปืน และจากบ้านเกิดเมืองนอนถึง 5 ปี

หลังกลับมาเมืองไทยก็ยังมีชีวิตที่วนเวียนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่ตลอด ไปร่วมประท้วงก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รณรงค์สีลมสีเขียวจนเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. ตราบจนเป็นหนึ่งในผู้ปราศรัยบนเวทีของกปปส.

เรื่องราวของพ่อเกี่ยวพันกับตัวละครหลายคนที่เราคุ้นหู ไม่ว่าจะเป็นมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คุณอานันท์ ปันยารชุน อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ พลตรีจำลอง ศรีเมือง คุณไขแสง สุกใส อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี คุณวิสา คัญทัพ คุณรสนา โตสิตระกูล

การเขียนหนังสือเพื่อบันทึกประสบการณ์ของนายประสาร มฤคพิทักษ์ จึงถือว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยเอาไว้ด้วย

ตอนนั้นตั้งใจจะผลิตหนังสือเพื่อแจกคนที่มาร่วมงานวันเกิดของพ่อเท่านั้น แต่สำนักพิมพ์เคล็ดไทยก็เสนอว่าจะพิมพ์และขายให้ด้วย

มาวันนี้ หนังสือ “นั่งคุยกับพ่อ ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย” จึงวางตลาดแล้ว

นี่คือบางช่วงตอนจากหนังสือ ที่ฉายภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาจนถึงวันที่พ่อตัดสินใจเข้าป่าครับ


รุตม์: หลังจากที่จบ 14 ตุลาคม พ่อกลับมาทำงานอาชีพตามปกติ
พ่อ: หลัง 14 ตุลาคม การเมืองมันเข้มข้น มันเป็นการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง ของประชาชน แปลว่าสิทธิเสรีภาพ การเรียกร้องต่างๆ ก็เกิดขึ้นทั่วไป ชาวนาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมเนื่องเพราะเจ้าของที่ดินเก็บค่าเช่าไปถึงครึ่งหนึ่ง สมมุติได้ข้าว 80 ถัง เจ้าของที่ดินเอาไปแล้ว 40 ถัง ตอนนั้นยังไม่มีค่าจ้างขั้นต่ำนะ นายจ้างจ่ายวันละ 3 บาทก็ได้ กรรมกรก็เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำ ขอแค่ 12.50 บาท

อเมริกาตั้งฐานทัพ อุดร สัตหีบ นครพนม เอาระเบิดไปทิ้งที่เวียดนาม ทำไมต้องยอมให้อเมริกามาใช้ฐานทัพในเมืองไทย ทำให้ไทยเป็นอริกับเวียดนาม ก็มีการชุมนุมเดินขบวน

อาธีรยุทธกับพ่อและเพื่อนๆ เคลื่อนไหวต่อเนื่อง ตอนนั้นตั้งกลุ่มขึ้นชื่อ “กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (ปช.ปช.) มีสำนักงานเล็กๆ เป็นห้องแถวอยู่ที่ถนนสามเสน เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรม เคลื่อนไหวเพื่อความถูกต้อง เคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับฐานทัพอเมริกาในไทย อยากทำอะไรก็ทำ อาธีรยุทธเป็นหัวแถว ไปเห็นหมู่บ้านนาทราย อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ที่นั่นทางการไปเผาทิ้งทั้งหมู่บ้านเลย มีเด็กกับผู้หญิงตายด้วย เราไปดูก็เห็นซากหมู่บ้านเป็นร้อยหลังคาเรือนถูกเผาหมด เป็นฝีมือของฝ่ายทหารสายเหยี่ยวในยุคนั้น

รุตม์: เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐเหรอครับ
พ่อ: ตอนนั้นเขาเรียก “กอ.รมน.” กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน มีนายทหารสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้ากลุ่มกระทิงแดง ที่นิยมใช้ความรุนแรงกับนักศึกษา ประชาชน เช่น ขว้างระเบิดใส่การชุมนุมไล่ฐานทัพอเมริกา ทีนี้อาธีรยุทธกับพ่อพาผู้ใหญ่บ้านของบ้านนาทรายชื่อผู้ใหญ่ลม มาแถลงข่าวหนังสือพิมพ์แล้วเปิดปราศรัยที่สนามหลวง เปิดโปงว่าทางการทำร้ายประชาชน

รุตม์: ตอนนั้นเป็นรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ใช่ไหม
พ่อ: ใช่

รุตม์: รัฐบาลป้องกันไม่ได้
พ่อ: เป็นนายก แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ คือทหารยังมีอำนาจมาก เราก็ต้องอาศัยวิธีนี้ อาศัยสังคมมาเปิดโปง ช่วงนั้นมีทั้งเหตุการณ์ไล่ฐานทัพอเมริกา เปิดโปงการฆ่าการเผาที่พัทลุง เขาเรียกว่า “ถีบลงเขาเผาลงถังแดง” ตอนนั้นการปราบคอมมิวนิสต์รุนแรง ใครที่ทางการสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์เขาก็จับใส่กระสอบขึ้นคอปเตอร์ถีบลงเขานะ บางส่วนก็เผาลงถังแดง เอาถังแดงถังน้ำมันใหญ่ๆ ใส่น้ำมัน ฆ่าให้ตาย ให้หมดลมหายใจก่อนแล้วค่อยใส่ถังเผาเพื่อทำลายหลักฐาน มีการเปิดโปง คนที่นำในการเปิดโปงคือ พินิจ จารุสมบัติ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอนนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายกรณี

รุตม์: งงว่าเขาออกมาเรียกร้องรัฐบาล แต่ทำไมทหารเป็นคนลงมือ
พ่อ: ในยุคนั้น ทหารสายเหยี่ยวยังมีอิทธิพล ตามแนวทางที่อเมริกาปลุกผีคอมมิวนิสต์เอาไว้

รุตม์: คนที่ออกมาเรียกร้องก็มักโดนข้อหาคอมมิวนิสต์
พ่อ: ตอนนั้นคอมมิวนิสต์เหมือนเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว พรบ. คอมมิวนิสต์ ยังมีอยู่ เป็นข้อหาที่หยิบยกมาเล่นงานประชาชนได้โดยง่าย ขณะเดียวกัน การเข่นฆ่าและเผาที่กระทำต่อประชาชนเป็นปัญหามนุษยธรรม การเคลื่อนไหวต่างๆ มันไปคุกคามฝ่ายนายทุน ไปคุกคามเจ้าของที่ดิน ไปคุกคามเจ้าของโรงงาน ไปคุกคามทหาร จึงเกิดการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมาโดยมีนายทหารระดับพลตรีคนหนึ่งเป็นหัวหอก

รุตม์: ตั้งขึ้นมาเองโดยไม่ได้มีอะไรรองรับ ไม่ใช่องค์กร
พ่อ: ไม่ใช่องค์กรอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่รู้กันว่าเขาประกาศตัวเป็นกลุ่มกระทิงแดง เขาอาศัยพวกเด็กนักเรียนอาชีวะจำนวนหนึ่งไปเป็นมือเท้า พวกนี้ไม่กลัวตาย พร้อมใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง ตอนขับไล่ฐานทัพอเมริกามีการเดินขบวนไปที่สถานทูต ผ่านสยามสแควร์ ก็มีการขว้างระเบิดโดยกลุ่มกระทิงแดง อดีตผู้นำนักศึกษาคนหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิด ยังฝังอยู่ในร่างกายจนบัดนี้

รุตม์: คือเขาตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะปราบปรามนักศึกษาที่เขากล่าวโทษว่าก่อความไม่สงบในบ้านเมือง อันนี้คือสิ่งที่เขาโฆษณาว่าจำเป็นต้องทำอย่างนี้ ก็เลยเรียกคนออกมาช่วยรักษาความสงบ
พ่อ: ใช่จาก 14 ตุลาคม 16 ไปถึง 6 ตุลา 19 เขามีการเคลื่อนไหว 2 อย่าง หนึ่งคือเคลื่อนไหวทางวาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย” พระรูปหนึ่งชื่อ กิตติวุฑโฒภิกขุ ซึ่งมีชื่อเสียงพอสมควรก็ออกมาประกาศว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” นักเขียน นักวิชาการ นักการเมืองหลายคนก็อยู่ฝ่ายขวา มีหน้าที่คอยเปล่งเสียงต่อต้านนักศึกษา ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็ใช้ความรุนแรงมากระทำต่อนักศึกษาประชาชน

รุตม์: เขาออกมาต่อต้านนักศึกษาเพราะอะไรนะ
พ่อ: เขามองว่าสร้างความวุ่นวาย สร้างความปั่นป่วน ไม่รักประเทศชาติ เป็นคอมมิวนิสต์ แล้วในความเป็นจริงมันต้องยอมรับว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์เองก็มีการเคลื่อนไหวทางความคิดอย่างกว้างขวางในเวลานั้น ความคิดด้านสังคมนิยมเข้ามาเยอะ ทฤษฎีคาร์ล มาร์กซ์ ความคิดของ เลนิน ซึ่งเป็นต้นตำรับคอมมิวนิสต์ มีการนำมาศึกษากัน มันฟังดูดี ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน แรงงานสร้างโลก นายทุนเอาเปรียบกรรมกร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการจัดนิทรรศการจีนแดงยาวนานเป็นสัปดาห์ ความคิดเหมาเจ๋อตงก็เข้ามา เหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำการปฏิวัติจีน ขับไล่ญี่ปุ่น ต่อสู้กับอเมริกา เชกูวาร่าเป็นฮีโร่ของทางอเมริกาใต้ ถ้าทำให้ทุกคนในประเทศเท่ากันได้ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีนายทุนมาขูดรีดจะทำให้ประเทศชาติและประชาชนมีความสุข ความคิดสังคมนิยมเข้ามามีบทบาทมาก กลายเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ทางการเขามีเหตุผลที่จะต้องปราบปราม แล้วลุงไขแสง สุกใส กับพ่อและเพื่อนๆก็ร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

รุตม์: ซึ่งสังคมนิยมต่างจากคอมมิวนิสต์ใช่มั้ยครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Socialist ใช่มั้ย
พ่อ: Socialist มีดีกรีอ่อนกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ถือว่าปัจจัยการผลิตอย่างที่ดินนั้นเป็นของรัฐ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว แต่ในวันนี้แทบจะหาเส้นแบ่งไม่ได้แล้ว เพราะประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีนก็กลายเป็นทุนนิยมไปมากแล้ว แนวคิดหลักของสังคมนิยมเราในตอนนั้นคือต่อต้านจักรวรรดินิยม ไม่เอาต่างชาติเข้ามาครอบงำแบบมีฐานทัพ ต้องการให้เกิดความเป็นธรรม ที่ดินต้องเป็นของชาวนา กรรมกรต้องได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม ต้องมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

รุตม์: ก็คือเพื่อปกป้องคนที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม คล้ายๆ ให้เขาลืมตาอ้าปากได้ คือเหมือนมี Safety Net ให้ประชาชน
พ่อ: จะว่าไปแล้วมันก็คล้ายๆ รัฐสวัสดิการน่ะ

รุตม์: สวัสดิการที่ทำให้คนตอนนี้เขาอย่างน้อยไม่ตกต่ำไปกว่านี้ แต่ไม่ได้ขอให้ทุกคนเท่าเทียมกันหรือว่าอะไรอย่างนี้ ก็คือยังต้องการให้มีการเลือกตั้งเหมือนเดิม เพียงแต่ว่านโยบายมันจะต้องช่วยเหลือคนจนมากกว่าช่วยเหลือนายทุนใช่ไหมครับ
พ่อ: ทำให้คนจนลืมตาอ้าปาก ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดน้อยลง ทำให้คนจนมีอำนาจต่อรอง ทำให้ทุนมีบทบาทที่เอื้ออาทรต่อคนยากคนจน เช่นเรื่องที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญที่สุดของประเทศเกษตรกรรมอย่างเรา ถ้าจำกัดการถือครอง ถ้าแต่ละคนมีไม่เกิน 50 ไร่ มันก็จะเป็นเรื่องดี นายทุนครอบครองที่ดินมาเป็นของตัวเองแบบมีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ อันนี้ทำไม่ได้ เป็นต้น อันที่จริงสมัยจอมพลป. ก็เคยออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน แต่ถูกยกเลิกไปในสมัย จอมพลสฤษดิ์

รุตม์: แล้วพ่อตั้งพรรคกับลุงไขแสง อาธีรยุทธ
พ่อ: ใช่ตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย มีคนร่วมเยอะ อาธีรยุทธด้วย แต่เขาไม่รับตำแหน่ง เขาร่วมคิด ธีรยุทธ บุญมี ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ชํานิ ศักดิเศรษฐ์

รุตม์: เป็นพรรคจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว
พ่อ: เป็นพรรคจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว ชื่อพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย หัวหน้าพรรคคือ พันเอกสมคิด ศรีสังคม เป็นอดีต ส.ส.จังหวัดอุดรธานี แล้วรองหัวหน้าพรรคก็คือลุงไขแสง สุกใส ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นเลขาธิการพรรค

รุตม์: อันนี้คือปี
พ่อ: ปี 2517

รุตม์: แล้วมีเลือกตั้งเมื่อไหร่นะครับ
พ่อ: เลือกตั้งต้นปี 18

รุตม์: พ่อลงด้วยหรือเปล่าครับ
พ่อ: พ่อลงด้วย ลงเขตโคราช สมัครกัน 30 กว่าคน พ่อได้ที่ 5

รุตม์: ทำไมถึงไปลงโคราช
พ่อ: เพราะลุงคำสิงห์ อยู่ที่นั่น ลุงคำสิงห์เป็นคนบัวใหญ่ ลุงคำสิงห์ดึงพ่อไปลงที่นั่น แล้วลุงคำสิงห์เป็นนักเขียน แวดวงนักเขียนก็รู้จักแกดี เคยเจอกันเคยพบปะสังสรรค์กันก่อนหน้าจะชวนไปลงเลือกตั้ง

รุตม์: นั่นเป็นการสมัคร ส.ส. ครั้งแรก
พ่อ: ใช่ แล้วก็ไม่ได้ เขตนั้นมี ส.ส.ได้ 3 คน พ่อได้คะแนนเป็นที่ 5

รุตม์: หาเสียงตอนนั้นเหมือนกรุงเทพฯ ที่ต้องไปลงพื้นที่ เคาะประตูบ้าน ขึ้นเวทีปราศรัยรึเปล่า?
พ่อ: ต่างจังหวัดบ้านเรือนมันห่างกัน มันไม่ชิดกันแบบห้องแถว แต่ละหมู่บ้านก็ห่างกัน

รุตม์: ก็คือเดินก็ไม่ได้
พ่อ: ระหว่างหมู่บ้านต้องนั่งรถ วันหนึ่งปราศรัย 6-7 หมู่บ้าน ตอนนั้นในพรรคก็มี 3 คนที่ลงด้วยกัน ลุงคำสิงห์ พ่อ และลุงคำพอง พิลาสมบัติ

รุตม์: โอเค ปี 2517-2518 ก็คือเป็นการทำพรรคท่ามกลางบรรยากาศขวาพิฆาตซ้าย สิ่งที่ฝ่ายขวาเชื่อคืออะไรครับ
พ่อ: รักษาสถานะเดิมให้คงอยู่ หมายถึงว่า อย่ามาจำกัดการถือครองที่ดิน อย่ามาไล่ฐานทัพอเมริกา ฐานทัพอเมริกาทำให้ประเทศไทยไม่เป็นคอมมิวนิสต์อะไรอย่างนี้ อย่ามาต่อสู้เรียกร้องกับนายทุน ฝ่ายขวาเขาจะเป็นอย่างนั้น ที่ควรบันทึกไว้คือ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เป็นรุ่นพี่พ่อที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นคนที่ชัดเจนมาก บอกเลยว่าต้องการสังคมที่เป็นธรรม ต้องไล่ฐานทัพอเมริกา ต้องการให้กรรมกรได้ค่าแรงขั้นต่ำ ต้องการปฏิรูปที่ดิน ยืนหยัดในแนวทางสร้างความเป็นธรรม ให้สังคม แต่กลับต้องเสียชีวิตวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519 แต่คืนวันที่ 28 ได้คุยกับพ่อ

รุตม์: คุยกับพ่อว่า
พ่อ: “ประสาร พวกเราต้องระวังตัวกันไว้นะ เวลานี้ กอ.รมน. เขาหมายหัวพวกเราไว้ 65 คน ชื่อประสาร ชื่อธีรยุทธ และชื่อเพื่อนๆใกล้ตัวพวกเรามีหมด เขาจะทำอะไรเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไปไหนมาไหนให้ระวังตัวให้ดี” พ่อก็รับฟัง พอรุ่งขึ้นแกก็ถูกฆ่า ถูกยิงทิ้งที่ปากซอยเข้าบ้าน แถววิภาวดี อาจารย์กำลังขับรถเข้าบ้านแล้วโดนดักยิงที่หน้าปากซอยบ้าน เดี๋ยวนี้ยังจับไม่ได้ ผู้นำชาวนาที่เขาต่อสู้เรื่องค่าเช่าที่เป็นธรรม ตายไป 19 คน มันก็มีปรากฏการณ์ ที่มันบ่มเพาะความรุนแรง
จากอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ จัดให้มีการเลือกตั้งได้อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช มาเป็นนายก เป็นนายกได้แค่ 11 เดือนก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็ได้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช มาเป็นนายก มีการเดินทางกลับจากต่างประเทศในสภาพสามเณรของจอมพลถนอม กิตติขจร ทำให้มีการต่อต้าน ในที่สุดก็มีการปราบรุนแรงตอน 6 ตุลาคม 19 ที่ธรรมศาตร์และที่สนามหลวง

รุตม์: 6 ตุลาคมก็คือต่อต้านจอมพลถนอมที่กลับมาหรือ
พ่อ: ชนวนอยู่ตรงนั้น อยู่ที่การกลับมาของจอมพลถนอมตอนนั้น วีระ มุสิกพงศ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น วีระกานต์ มุสิกพงศ์) เขาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช วีระเขาอภิปรายในสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของตนเองว่าทำไมยอมให้จอมพลถนอมบวชเณรกลับเข้าประเทศมาได้ อภิปรายแรงมาก ม.ร.ว.เสนีย์ ประกาศลาออกกลางสภา ถือว่าโดนลูกพรรคหยามหยัน
แล้วการชุมนุมในธรรมศาสตร์มันเกิดขึ้นเนื่องจากถนอมกลับมา แรงปะทะระหว่างซ้ายกับขวาแรงมากในเวลานั้น

รุตม์: ตอนนั้นพ่ออยู่ไหน
พ่อ: ตอนนั้นพ่อเข้าป่าแล้ว

รุตม์: พ่อเข้าไปก่อนเกิดเหตุ
พ่อ: พ่อเข้าไปตั้งแต่ 7 สิงหาคม 19

รุตม์: อะไรเป็นสัญญาณที่บอกว่าต้องเข้าแล้วล่ะ
พ่อ: พ่อถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายซ้าย มีสัญญาณว่ารัฐบาลคงจะอยู่ยากเพราะมีความขัดแย้งกันแรง สิ่งที่เห็นคือ ผู้นำชาวนาถูกฆ่า ผู้นำกรรมกรถูกขว้างระเบิด ดร.บุญสนอง ถูกยิงทิ้ง รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นอีกไม่นานคงมีการยึดอำนาจ และพวกเราก็จะอยู่ได้ยาก อาจถูกปราบหรือโดนกำจัดด้วยวิธีรุนแรง

รุตม์: สัญญาณมาจากสายคอมมิวนิสต์เหรอครับ
พ่อ: ไม่มีการบอกว่าเขาเป็นหรือไม่เป็น แต่พอรู้เป็นเลาๆ เขาชี้ให้เห็นว่าชีวิตไม่ปลอดภัยนะ อาจถูกฆ่าหรือถูกจับ จึงเสนอมาว่าจะเข้าป่าไหม เขาจะดูแลจัดการให้ อนาคตข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที

รุตม์: ก่อนที่พ่อจะเข้าป่าพ่อก็ต้องไปร่ำลาใครบ้างไหมครับ ตอนนั้นย่ารู้รึเปล่า
พ่อ: ไม่รู้ ตอนนั้นใช้วิธีส่งจดหมาย จดหมายถึงปู่กับย่า บอกอยู่ไม่ได้ ขอเข้าป่า ส่งจดหมายถึงเจ้านาย ตอนนั้นพ่อทำงานเป็น Personnel Manager ของบริษัทไทยฟูจิ เป็นบริษัทผลิตงานพิมพ์ถุงพลาสติก

รุตม์: Personnel Manager เป็น HR หรือเป็นอะไร
พ่อ: ก็คืองาน HR นั่นแหละแต่สมัยนั้น มีเรื่องรับคน เรื่องสัมภาษณ์คน เรื่องค่าจ้างเงินเดือนอะไรต่างๆ ตอนนั้นยังไม่ได้เรียก HR เขาเรียกว่าผู้จัดการฝ่ายบุคคล ออฟฟิศอยู่ฝั่งธนที่ใกล้ๆ วงเวียนใหญ่ พ่อก็ต้องเขียนจดหมายลาออก ก็ส่งจดหมายไปว่าลาออกจากตำแหน่ง แล้วก็จดหมายถึงปู่กับย่า

รุตม์: ทำไมถึงไม่ไปลาปู่กับย่าด้วยตัวเองล่ะครับ
พ่อ: ถ้าไปลาถึงตัวก็โดนเบรคสิ แล้วอาจจะข่าวรั่วไปถึงหูทางการอีก ใช้จดหมายดีที่สุด


เรื่องราวในป่าก็สนุกและตื่นตาไม่แพ้กัน ใครสนใจเรื่องการเมืองไทย หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปพบเรื่องราว behind the scenes ที่หาอ่านไม่ได้ที่ไหน

และเมื่ออ่านจบ นอกจากจะเข้าใจอดีตและปัจจุบันมากขึ้นแล้ว คุณอาจจะรู้สึกอยากนั่งคุยกับพ่อมากขึ้นด้วยครับ

นั่งคุยกับพ่อ ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย ราคาเล่มละ 170 บาท หาซื้อได้ที่เว็บเคล็ดไทย นายอินทร์ และซีเอ็ดครับ

5 ความประทับใจจากหนังสือ งานประจำสอนทำธุรกิจ

“พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป็นเจ้าของเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย ที่พิมพ์หนังสือ “Thank God It’s Monday – ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ให้กับผมและบล็อก Anontawong’s Musings

แม้จะรู้จักกันมา 5 ปี แต่ผมก็ได้เจอกับพี่ปิ๊กไม่บ่อยนัก เมื่อกลางปีที่แล้วหลังจากพ้นช่วงล็อกดาวน์มาไม่นาน เราเลยนัดกินข้าวกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบว่าต่างคนต่างทำอะไรกันอยู่ พอผมถามถึงหนังสือเล่มใหม่ๆ ที่สนพ.อะไรเอ่ยจะทำ พี่ปิ๊กเล่าให้ฟังถึงเด็กคนหนึ่งที่พี่ปิ๊กเพิ่งได้ไปคุยมา ชื่อน้องนาฟิส อิสลาม

พี่ปิ๊กบอกผมว่า “เด็กคนนี้มีของ” เพิ่งเรียนจบมาไม่นานแต่ทำเพจ “สมองไหล” ที่มีคนติดตามเป็นแสนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เพจสมองไหลนั้นจะรวบรวมข้อคิดดีๆ จากหนังสือแนว self-improvement มาถ่ายทอดในรูปแบบที่โดนใจ และยังทำหน้าที่เป็น “คลีนิกที่จ่ายหนังสือแทนยา” โดยคุณนาฟิสจะช่วยวินิจฉัยคนที่ทักมาทาง inbox ว่ามีปัญหาอะไร หนังสือเล่มไหนที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตเขาในตอนนี้ และจัดแจงส่งหนังสือเล่มนั้นให้ คุณนาฟิสจึงมีรายได้จากการขายหนังสือมากเพียงพอที่จะลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพเพื่อกลับมาทำธุรกิจของตัวเองที่บ้านเกิด และใช้เวลาที่มีมากขึ้นเพื่อขีดเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยด้วย

วันนี้ผมอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้ว

และนี่คือ 5 ความประทับใจจากหนังสือ “งานประจำสอนทำธุรกิจ” ครับ

1.พ่อแม่รวยสอนลูก


ตอนมัธยมต้น คุณนาฟิสต้องเข้าไปเรียนในเมือง อยากมีมือถือไว้ใช้ แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ซื้อให้ ถ้าอยากได้ต้องหาเงินซื้อเอง คุณนาฟิสเลยรับจ้างล้างรถ ถูบ้านให้พ่อกับแม่จนเก็บเงินซื้อมือถือราคา 600 บาท ส่วนเงินเติมมือถือคุณนาฟิสก็ต้องใช้เงินค่าขนมของตัวเอง

พอเรียนมัธยมปลาย พ่อแม่ก็บอกคุณนาฟิสแต่เนิ่นๆ ว่า จะส่งเสียคุณนาฟิสถึงแค่เรียนจบเท่านั้น เรื่องเงินเรื่องหนี้สินพ่อแม่จะจัดการเอง ไม่ต้องมาส่งเสียเลี้ยงดู จงเอาแรงและเวลาออกไปสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ถ้าคุณนาฟิสมีปัญหาทางการเงิน พ่อแม่ก็จะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้ คุณนาฟิสเลยต้องหาความรู้ทางการเงินด้วยการอ่านหนังสืออย่างพ่อรวยสอนลูกของ Robert Kiyosaki และ Money 101 ของโค้ชหนุ่ม Money Coach ได้ทำความรู้จักกับ “หนี้รวย” “หนี้จน” และ “ภาษีฟุ่มเฟือย”

หนี้รวยคือหนี้ที่มีแล้วสร้างรายได้ เช่นกู้เงินมาซื้อห้องแล้วปล่อยเช่า หนี้จนคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แถมยังสร้างภาระ เช่นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด

ภาษีฟุ่มเฟือย คือกุศโลบายในการเก็บเงิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้เงินไปกับเรื่องฟุ่มเฟือย ให้โอน 10% เข้าบัญชีเงินออมทันที เช่นดูหนัง 200 บาทก็โอนอีก 20 บาทเข้าบัญชีเงินออม

2. “หางาน” ต้องใช้ปริญญาแต่ “สร้างงาน” นั้นไม่ต้อง

ตอนเรียนชั้นมัธยม คุณนาฟิสลองทำธุรกิจโรงเรียนเทควันโดของตัวเองโดยแทบไม่ต้องใช้เงินทุน เพราะใช้พื้นที่ของโรงเรียน และหาลูกค้าด้วยการโพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว จนมีรายรับเดือนละเป็นหมื่นและได้บทเรียนทางธุรกิจมามากมาย

พอเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณนาฟิสก็ได้งานประจำที่กรุงเทพกับบริษัทสตาร์ตอัพแห่งหนึ่ง ทำอยู่ 1 ปีเต็มและได้พบความจริงว่างานประจำนั้นได้ค่าตอบแทนตามเวลา ไม่ได้ค่าตอบแทนตามผลลัพธ์ การเติบโตของรายได้นั้นจำกัด

ช่วงที่ล็อกดาวน์เพราะโควิด ต้อง work from home คุณนาฟิสมีเวลามากขึ้น จึงครุ่นคิดว่าจะใช้เพจสมองไหลที่มีอยู่แล้วไปต่อยอดได้อย่างไร แล้วเขาก็คิดโมเดลแนะนำหนังสือและขายหนังสือขึ้นมา หากใครสนใจก็ขับรถไปซื้อหนังสือที่หน้าร้านมาส่งให้ วันแรกขายได้ 6 เล่ม ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนมียอดขายเดือนละ 1,000 เล่มและสามารถต่อรองกับสำนักพิมพ์เพื่อให้ได้ต้นทุนหนังสือที่ถูกลงได้ จนวันหนึ่งถึงจุดที่มีรายได้แตะหลักแสนต่อเดือนและมีเงินเก็บมากพอที่จะใช้ไปได้อีก 3 ปี คุณนาฟิสจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

3.เคล็ดวิชาป้ายยา

คุณนาฟิสขายหนังสือได้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่ต้องใช้เงินบู๊สต์โพสต์ เพราะมีเคล็ดวิชาป้ายยาอยู่

หลักการมี 6 ขั้นตอนดังนี้

3.1 ขยี้ปัญหา
3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหาให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนจะแก้ปัญหานั้นได้แล้ว
3.3 นำลูกค้ากลับมาอยู่ในสถานะเดิม
3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า
3.5 เสนอสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่าในใจลูกค้า
3.6 สร้าง sense of urgency

มาดูตัวอย่างกัน

3.1 ขยี้ปัญหา – ปัญหาของคนทำออนไลน์คอนเทนต์คือค่าโฆษณาที่แพงขึ้น จึงเขียนหัวข้อโพสต์ว่า “ถ้าทำคอนเทนต์ดี ก็ไม่ต้องเสียเงินยิงค่าโฆษณาสักบาท”

3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหา – คุณนาฟิสจะเขียนถึงประเภทของการทำคอนเทนต์ และเทคนิคการทำคอนเทนต์ให้คนแชร์เป็นจำนวนมาก

3.3 นำลูกค้ากลับสู่สถานะเดิม – “นี่คือเทคนิคที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่จริงๆ แล้วยังมีเทคนิคอีกมากมาย”

3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า – “เทคนิคทั้งหมดผมได้ไปเรียนมาจากคอร์สราคา 8,000 บาท”

3.5 เสนอสินค้าให้ต่ำกว่าราคาในใจ – “แต่ข่าวดีคือ ครูที่สอนผมทำคอนเทนต์เขาเขียนหนังสือออกมา ซึ่งเหมือนเอาบทเรียนราคา 8,000 บาท ในคอร์สมายัดลงหนังสือในราคา 245 บาท”

3.6 สร้าง sense of urgency เพราะจริงๆ แล้วลูกค้าอาจจะไปซื้อตามร้านหนังสือก็ได้ คุณนาฟิสก็เลยเขียนทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้หนังสือเหลือเพียง 43 เล่มเท่านั้น”

ด้วยวิธีการ 6 ข้อดังกล่าว ทำให้มียอดสั่งหนังสือเข้ามาแบบถล่มทลาย

4. เป้าหมายเล็กจะนำไปสู่เป้าหมายใหญ่เอง


คุณนาฟิสไม่ค่อยชอบตั้งเป้าหมายใหญ่ระยะยาว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนตลอด จึงยึดแนวทางของสตาร์ตอัพที่ตั้งเป้าหมายระยะสั้น ทดลอง ลงมือทำ และปรับใหม่ตามสถานการณ์โดยใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด

ความเจ๋งก็คือ เมื่อเราโฟกัสเป้าหมายเล็กๆ และทำให้สำเร็จเสียก่อน มันจะทำให้เราเริ่มมีวิสัยทัศน์และมองเห็นเส้นทางที่ยาวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายเล็กๆ ที่สำเร็จจึงกลายเป็นรากฐานสำหรับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นไปโดยปริยาย

ดังนั้น จงตั้งเป้าหมายแบบสตาร์ตอัพ อย่าทำแบบคนส่วนใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายแบบบริษัทมหาชนและอ้างว่าต้นทุนไม่พอ

5. ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “มีหรือไม่มีเวลา” ประเด็นอยู่ที่ “ใช้หรือไม่ใช้เวลา”

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้เวลาไปกับเรื่องอะไร ซึ่งคุณนาฟิสให้คำแนะนำไว้สามข้อด้วยกัน

5.1 ตั้งเป้าหมายก่อน จะได้รู้ว่าเราอยากใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง เช่นอ่านหนังสือให้ได้วันละ 30 นาที หรือเขียนบทความให้ได้วันละ 1 บท

5.2 ตัดงานอดิเรกที่ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมาย แต่ก่อนคุณนาฟิสติดเกม FIFA มาก เล่นทุกภาคตั้งแต่มัธยมจนเรียนจบปริญญาตรี แต่ตอนนี้งานอดิเรกที่ทำจะพยายามให้สอดคล้องกับเป้าหมายมากที่สุด อ่านหนังสือแทนเล่นเกม ฟังพอดแคสต์แทนฟังเพลง คุยเรื่องไอเดียแทนการนินทา

5.3 ใช้เศษเวลาให้คุ้มค่า มันคือ “ช่วงเวลาก้ำกึ่ง” 5-15 นาทีที่เรามีอยู่ตลอดวัน ช่วงรอรถ ช่องรอลิฟต์ ช่วงเดินทาง ถ้าเราติดหนังสือไว้กับตัวและวางหนังสือเอาไว้ทั่วบ้าน เราก็จะอ่านหนังสือได้มากขึ้น ถ้าเรากำลังนั่งรอรถ ก็ใช้เวลานั้นตอบแชตลูกค้าได้ หรือแม้กระทั่งนั่งสำรวจตัวเองว่าต้องการอะไรกันแน่ก็อาจจะทำให้เราได้พบคำตอบที่พลิกเกมได้เช่นกัน

ที่เล่ามา 5 ข้อนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือหนา 272 หน้าที่ผมอ่านจบภายในเวลาไม่กี่วัน และสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คุณนาฟิสได้เรียนรู้แบบไม่มีกั๊ก

เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมีไฟมากขึ้น อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามากขึ้น และอยากทำฝันของตัวเองให้สำเร็จ ยิ่งช่วงนี้ปิดโควิดอยู่ด้วย มีเวลาอ่านกันแน่นอน ถ้ายังไม่สะดวกออกไปซื้อตามร้านหนังสือก็ทักไปทางเพจสมองไหลได้

ขอบคุณคุณนาฟิสและสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยที่รังสรรค์หนังสือดีๆ อีกเล่มขึ้นมาในบรรณพิภพครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

5 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Personal OKRs

วันนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Personal OKRs: ชีวิตจะสำเร็จตามเป้าหมาย ถ้าวัดผลได้เป็นระบบ” ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ จบครับ

แม้ผมเองจะใช้ OKR มาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาใช้กับชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน เพราะโดยจริตแล้วไม่ใช่คนสนุกกับการตั้งเป้าหมายและติดตามผลขนาดนั้น

แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1.ก่อนเขียน OKR ให้เขียน Mission, Vision, Values
เหตุผลที่ทำ OKR ไม่สำเร็จเพราะบางทีมันไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการและตัวตนของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นก่อนจะเขียน OKR เราควรจะให้เวลากับการนั่งคิดว่าอะไรเป็น mission vision และ values ของเราบ้าง จากนั้นจึงค่อยตั้ง OKR ที่ไม่ขัดกับสิ่งเหล่านี้

2. ควรมี OKR ระดับ 3 ปี / 1 ปี / 3 เดือน
OKR ขององค์กรนั้นมักจะเป็นระดับ 3 เดือน แต่ OKR ส่วนตัวควรจะมีระดับ 3 ปีด้วย เพราะมันจะทำให้เราวาดภาพอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยกำหนดทิศทางว่า OKR ระดับ 1 ปีกับ 3 เดือนนั้นควรจะหน้าตาแบบไหน

3. ตั้ง OKR แล้วจะเครียดน้อยลง
หลายคนคิดว่าการตั้งเป้าหมายและติดตามผลนั้นจะทำให้ชีวิตยากหรือเครียดเกินไปรึเปล่า ผมจึงขอยกคำพูดจากอาจารย์นภดลมาเลยแล้วกันครับ
“ผมว่าการมีเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่ความเครียดเลยครับ กลับกัน เป้าหมายเหล่านี้จะมีส่วนช่วยอยากให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ความเครียดหลายครั้งเกิดจากการไม่รู้เป้าหมายมากกว่า”

4. การทำ OKR ไม่ได้ตามเป้าไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
หนึ่งใน OKR ของอาจารย์นภดลคือการได้มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแบบ top tier ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ก็โดนปฏิเสธไปไปหลายครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะ OKR ไม่ได้ถูกตั้งให้เราไปให้ถึง แต่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราได้ท้าทายตัวเอง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมพูดเวลาสอนเรื่อง OKR เช่นกันว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ Performance Management tool แต่มันเป็น Engagement tool ถ้ามันถูกใช้กับคนที่เหมาะสม

5. การตั้ง OKR นั้นมีความเสี่ยงต่ำ
การลองเขียนหรือนำ OKR ไปใช้นั้นแทบไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างมากก็เสียเวลานิดหน่อยตอนเขียน ถ้าทำไม่ได้ก็แค่เลิกทำ และชีวิตเราคงไม่ได้แย่ไปกว่าตอนก่อนทำหรอก ดังนั้นมันคือการลงทุนที่ Low Risk แต่ High Return ซึ่งหาได้ไม่มากนัก

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็เลยลองตั้ง Personal OKRs ของตัวเองดูเป็นครั้งแรก แล้วเดี๋ยวผมจะลองเอามาเชื่อมกับการสร้าง routine ซึ่งน่าจะทำให้ผมทำสิ่งที่สอดคล้องกับ OKRs ได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองเกินไปนัก

ไว้จะมารายงานผลเมื่อสบโอกาสนะครับ 🙂


ป.ล.ใครสนใจเรื่องตั้ง OKR ในองค์กร ลองอ่านบทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อก Life@LMWN: ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ครับ

3 ไอเดียจากหนังสือ เคล็ดลับหลับสนิทเร็ว x3

  1. เวลาสมองเราล้า หัวจะใหญ่ขึ้น เพราะเลือดและน้ำไขสันหลังในสมองไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของเสีย ขนาดหัวที่ใหญ่ขึ้นนั้นเล็กน้อยจนสังเกตไม่เห็นได้ด้วยตา แต่เราจะรู้สึกได้ว่าหนังศีรษะตึงขึ้น และมีอาการอื่นๆ เช่นปวดหัว เราจึงควรนวดหัวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำไขสันหลังเพื่อเป็นการขับของเสียออกไป โดยเราควรนวดหัวในช่วงพักระหว่างชั่วโมงการทำงาน
  2. Power nap คือการงีบช่วงบ่าย 1 ถึงบ่าย 3 ควรกินเวลา 15-30 นาที นานกว่านั้นไม่ดี ดังนั้นจึงควรตั้งนาฬิกาปลุกไว้โดย โดยจริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องนอนให้หลับก็ได้ แค่เอนกายแล้วหลับตา 15 นาทีก็ช่วยให้สดชื่นขึ้นได้เช่นกัน เพราะตอนลืมตาสมองเราจะทำงานตลอดเวลา ส่งผลให้สมองล้าขึ้นเรื่อยๆ การหลับตาโดยไม่ต้องหลับจริงๆ จึงช่วยให้สมองหายล้าได้เช่นกัน
  3. ใครที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ การทำสควอตแค่วันละ 6 ครั้งก็จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะสควอตคือการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นขา หน้าท้อง หลัง หรือก้น วิธีสควอตที่ถูกต้องคือยืนกางขาให้กว้างเท่าไหล่ หายใจเข้าแล้วค่อยๆ ย่อตัวลง หายใจออกแล้วค่อยๆ ยืนขึ้น ห้ามกลั้นหายใจ ห้ามโก่งหลังหรือแอ่นเอว และเข่าต้องไม่เลยปลายเท้า สิ่งสำคัญคืออย่าหักโหมทำจนเจ็บเข่า ถ้าอยากเพิ่มจำนวนให้เพิ่มความถี่แทน เช่นเช้า 6 ครั้ง เย็น 6 ครั้ง

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เคล็ดลับหลับสนิทเร็ว x3 มัตสึโมโตะ มิเอะ เขียน อาภากร รุจิรไพบูลย์ แปล สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์

3 ไอเดียจากหนังสือ Life Hacks

1. Restart! – เมื่อทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นแล้ว ให้รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ หรืออย่างน้อยก็ปิด Application ทุกอย่างทิ้งเพื่อให้พร้อมสำหรับการเริ่มงานชิ้นใหม่ ถ้าทำอย่างนี้หลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน หัวสมองและคอมพิวเตอร์เราก็จะปลอดโปร่ง ไม่สับสน

2. Task Diet – เปิดแอป To Do List ที่เราใช้ขึ้นมาแล้วท้าทายตัวเองให้ลบ tasks จนเหลือแค่ครึ่งเดียว เพราะการจะทำให้ทุกอย่างใน To Do List ให้เสร็จนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ การตัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออกไปจึงถือเป็นจุดประสงค์หนึ่งของการใช้ To Do List ได้เช่นกัน

3. Rocket Start ใช้กฎ 80:20 คือตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำงาน 80% ให้เสร็จโดยใช้เวลาแค่ 20% ถ้ามีเอกสาร 100 หน้าที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน ก็ตั้งใจทำให้เสร็จ 80 หน้าภายใน 4 วันแรก มันคือการทุ่มเทเวลาจำนวนมากในตอนแรก ทำงานเหมือนกับว่าใกล้ถึงกำหนดส่งแล้ว วิธีคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือจะทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ นาสะตะเกะ โฮริ เขียน จุฬาลักษณ์ กรณ์สกุล แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

3 ไอเดียจากหนังสือ Mindset

1. งานวิจัยพบว่า การชื่นชมความสามารถของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กลดลง แต่การชื่นชมความพยายามของเด็กจะทำให้ไอคิวของเด็กสูงขึ้น คำชมบางอย่างที่ผู้ใหญ่ไม่ได้คิดอะไรก็อาจเป็นผลเสียต่อเด็กได้ เช่นคำชมอย่าง “ลูกเรียนเรื่องนี้ได้เร็วเพราะลูกเป็นเด็กฉลาด” ตัวเด็กก็อาจจะตีความว่าการเรียนรู้ช้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี

2. นักกีฬาที่มี growth mindset ไม่ได้สนใจแต่เรื่องชัยชนะ พวกเขาจะโฟกัสไปที่การฝึกซ้อมและสนุกไปกับความท้าทายพอๆ กับผลการแข่งขัน ในทางกลับกัน นักกีฬาที่มี fixed mindset นั้นจะทำทุกวิถีทางให้ได้ชัยชนะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเหนือกว่าคู่แข่ง และหากต้องพบความพ่ายแพ้พวกเขาก็จะผิดหวังสุดๆ

3. โลกธุรกิจมักจะให้ความสำคัญกับคนเก่งและคนฉลาด แต่นั่นก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน Enron เป็นบริษัที่จ้างแต่คนเรียนเก่งและจบสูงๆ มา แต่มันก็สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ห้ามทำพลาดเพราะจะทำให้ชื่อเสียงของตัวเองและของบริษัทเสียหาย Enron จึงเกลียดการยอมรับผิดและให้ความสำคัญกับการรักษาภาพลักษณ์มาก พอเกิดการสอบสวนขึ้นมา ผู้บริหารจึงเอาแต่ปกป้องตัวเองแม้ว่าจะต้องให้ข้อมูลที่เป็นเท็จก็ตาม


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Mindset: The New Psychology of Succes by Carol S. Dweck, สรุปหนังสือโดย getAbstract

3 ไอเดียจากหนังสือ Healthy Always

1.กฎเหล็กเพื่อสุขภาพที่ดี 6 ข้อ ได้แก่ ห้ามสูบบุหรี่ ดื่มไวน์เพียงวันละ 1-2 แก้ว ออกกำลังกายวันละ 30 นาที กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้รอบเอวใหญ่กว่าครึ่งนึงของส่วนสูง และนอนคืนละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งเหล่านี้เป็นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ เลิกสูบบุหรี่และงดมื้อเย็นหรือกินอาหารเย็นให้น้อยที่สุด แล้วใช้เวลานั้นไปออกกำลังกายแทน

2. ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อกินอาหารทั้งวันทั้งคืน แต่ควรกินเฉพาะเวลาที่มีแสงแดดเป็นหลัก จากการทดลอง หนูที่จำกัดการกินอาหารวันละ 8 ชั่วโมงจะมีน้ำหนักน้อยกว่าหนูที่กินทั้งวันทั้งคืนถึง 28% แม้ว่าหนูทั้งสองกลุ่มจะได้รับปริมาณแคลอรีต่อวันเท่ากัน เมื่อไม่กินพร่ำเพรื่อ ร่างกายจะย่อยและใช้อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงควรจำกัดช่วงเวลาในการกิน และปล่อยให้ตัวเองมีเวลาหิวเล็กน้อยทุกวัน แต่ละมื้ออย่าใช้เวลากินเกิน 40 นาที และถ้ามีเวลาเดินหลังมื้ออาหารสัก 20 นาทีจะดีมากเพราะกล้ามเนื้อจะเรียกใช้น้ำตาลในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูง

3. แม้ในอนาคตจะมีวัคซีน COVID-19 ออกมาก็อย่าคิดว่าไวรัสจะถูกกำจัดราบคาบ เราต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันมนุษย์ไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัด และโคโรนานั้นก็เป็นไวรัสไข้หวัดชนิดหนึ่ง แม้จะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ได้มีประสิทธิผล 100% เรารู้กันดีว่าโอกาสในการเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสก็คืออายุและโรคประจำตัว เราเปลี่ยนอายุเราไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้มีโรคประจำตัวได้


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Healthy Always สุขภาพดีตลอดไป โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ สำนักพิมพ์ openbooks