พร 38 ประการจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเมื่อวาน

1.เราไม่ควรกลัวความตาย แต่ควรกลัวการตายทั้งเป็นจากการปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย

2.ถ้าเราจดจำไว้เสมอว่าเราอาจตายเมื่อไรก็ได้ อะไรที่ทำได้ยากก็จะลงมือทำได้ง่ายขึ้น

3.ความมุ่งมั่นตั้งใจเพียงอย่างเดียวก็อาจยังล้มเหลวได้ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจแบบมีปัญญาเป็นตัวนำทางด้วย

4.เมื่อไม่สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ เราจะเรียกร้องจากคนรอบข้างมากเกินไป

5.จงทิ้งความคิดที่ว่าจะจ่ายเงินเพื่อซื้อเวลา แต่จงใช้ชีวิตในแบบที่ต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหนก็ซื้อชีวิตแบบนี้ไม่ได้

6.ความชอบใจของคนอื่น สุดท้ายก็จะจบสิ้น แต่ความชอบใจที่มีให้ตัวเองนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

7.อย่ากลัวที่จะตั้งคำถาม อย่าลืมว่าสิ่งต่างๆ ที่เป็นเรื่องธรรมดาในตอนนี้มาจากคำถามไร้สาระในอดีต

8.ปรับมาตรฐานความพึงพอใจของตัวเองเสียใหม่ หากอยากลดน้ำหนักก็จงบอกตัวเองว่า “ฉันจะพึงพอใจที่สุดเวลาที่ตัวเองรู้สึกหิวเล็กน้อย”

9.ทุกครั้งที่รู้สึกอยากอาหารขึ้นมา ให้ถามตัวเองว่า “ทำไมฉันต้องกินจนรู้สึกไม่ดีกับตัวเองด้วยล่ะ ฉันกินเพื่อให้มีความสุขไม่ใช่เหรอ”

10.ความรู้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นเพียงเครื่องประดับราคาแพงที่ขายไม่ออกเท่านั้น

11.การเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าหรือความสำเร็จ แต่มันคือการเพิ่มความเป็นไปได้ที่เราจะมีชีวิตในแบบที่เราต้องการ

12.ความพยายามของคนเราไม่ต่างกันมากนัก ผลสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับว่าเราทำสิ่งนั้นบ่อยแค่ไหน และจดจ่อกับมันได้นานเพียงใด ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการจดจ่อและทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

13.ในโลกนี้ไม่มีอะไรเล็กน้อย ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ แล้วขยายใหญ่ขึ้นเสมอ เราจึงควรจัดการเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างระมัดระวัง เพราะมันทำให้เราดีขึ้นได้หรืออาจเหยียบเราให้จมดินก็ได้เช่นกัน

14.ความอิจฉาแสดงให้เห็นว่าตัวเองอยู่ในระดับต่ำ เราต้องหลีกเลี่ยงการมีชีวิตอยู่เพื่ออิจฉาคนอื่นไปเรื่อยๆ จนตาย

15.เมื่อไหร่ที่เราผิดหวังกับคนอื่นบ่อยๆ นั่นแสดงว่าเราไม่รู้วิธีมองคนที่ถูกต้อง

16.เวลาจะตัดสินใครให้มองตาของเขานานๆ เพราะดวงตาเป็นสิ่งที่บ่งบอกปัญญาของคนคนนั้นซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยวิธีใดๆ บางคนมีรูปลักษณ์ภายนอกหรูหรา แต่ดวงตากลับไร้ชีวิตชีวาเหมือนคนกำลังจะตาย

17.จงหลีกให้ไกลคนโง่ จงหลีกให้ไกลคนที่ทำให้ใจเราเจ็บ โจรที่ร้ายที่สุดไม่ใช่โจรที่ขโมยเครื่องประดับราคาแพง แต่เป็น “คนโง่” ที่ขโมยเวลาจากเราไป

18.ความใส่ใจเป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เรื่องของมารยาท

19.หากอยากมีเวลาที่สวยงาม เพียงค้นหาสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็พอ และถ้าอยากลดความเป็นไปได้ของเราให้เหลือศูนย์ เพียงค้นหาสิ่งที่ทำไม่ได้ตอนนี้แล้วแค่บ่นก็พอ

20.ยิ่งแผนการเรียบง่ายมากเท่าไร โอกาสสำเร็จยิ่งมีมากเท่านั้น

21.หากเรารักตัวเองและใส่ความรักนั้นลงไปในทุกการกระทำ แล้วผลลัพธ์จะออกมาแย่ได้อย่างไร

22.จงทำงานเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อองค์กร อย่าเป็นทาสของชีวิตที่ทนอยู่เพราะไม่มีที่ไป แต่จงเป็นจิตกรของชีวิตที่อยู่ต่อไปเพื่อสร้างคุณค่า แม้จะมีที่อื่นให้ไปเยอะแยะก็ตาม

23.การจัดการเวลาให้มีคุณภาพเริ่มต้นที่คำถามว่า “ต้องทำอย่างไรถึงจะทำได้” ไม่มีเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์ใดร่วมมือกับคนที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้

24.ทำไมเราถึงใช้คำที่แย่ที่สุดกับตัวเองเสมอ แถมยังโรยเกลือลงบนแผลอีกต่างหาก

26.เราจะได้ในสิ่งที่ต้องการเมื่อภาษากับชีวิตของเราสอดคล้องกัน เพราะคนเราทำสิ่งต่างๆ ตามภาษาที่ฝังลึกอยู่ภายในโดยไม่รู้ตัว การค้นหาและควบคุมภาษาที่เราใช้จึงสำคัญมาก เพราะคำพูดคือโลกที่เราสร้างขึ้น และสุดท้ายเราจะมีชีวิตตามที่เราพูด

27.เคล็ดลับชนะใจคนคือการมอบความรักให้เขาราวกับคนรักตอนรักกันใหม่ๆ จงโอบกอดเขาอย่างอบอุ่นด้วยคำพูดของเรา

28.ถ้ายอมรับแต่สิ่งที่เหมือนเรา ความเจริญทางปัญญาจะไม่เกิดขึ้น ตลอดจนยากที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นร้อยปีก็ตาม

29.ถ้าฝันถึงการเปลี่ยนแปลงเราต้องไม่กลัวเรื่องการพ่ายแพ้ และต้องไม่หาเหตุผลอื่นมาทำให้ความล้มเหลวกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

30.”ทำไมโลกไม่เข้าใจฉันเลย” หลายคนพูดแบบนี้ ทว่าโลกเองก็ลำบากใจเหมือนกัน คนมากมายยืนเรียงรายกันอยู่ เป็นการยากที่โลกจะแยกแยะว่าใครดีกว่าใคร เราต้องทำให้เกินกว่าที่โลกคาดไว้ โอกาสดีๆ จึงจะมาถึง

31.ถ้ามองสถานการณ์ไปในทางบวก เราจะค้นพบลู่วิ่งของตัวเอง

32.ความต่างระดับของมุมมองคือความต่างระดับของชีวิต

33.คนที่สร้างสรรค์ย่อมไม่รู้จักความเหนื่อยล้า คนที่ทำสิ่งที่ไม่ชอบไปเรื่อยๆ ย่อมไม่รู้จักความเพลิดเพลิน

34.รักษาหัวใจที่เป็นเด็กไว้ให้ได้นานๆ ดีกว่าเป็นผู้ใหญ่แบบที่โลกกำหนด

35.ถ้าเราเป็นหุ้น เราจะลงทุนกับตัวเองด้วยทรัพย์สินที่มีทั้งหมดหรือไม่?

36.คนจำนวนมากที่เรารู้จักไม่ใช่เส้นสายของเรา คนจำนวนน้อยที่รู้จักเราต่างหากคือเส้นสายที่จะช่วยเหลือเราได้จริงๆ

37.สิ่งที่เราขาดไปไม่ใช่โอกาส แต่เป็นการเตรียมพร้อมที่จะคว้ามันไว้

38.อย่าหลีกหนีความเจ็บปวดของตัวเอง จงเผชิญหน้าและครุ่นคิดอย่างจริงจัง จงทะเลาะกับตัวเองในอดีตและปัจจุบันจนกว่าชีวิตจะค่อยๆ ดีขึ้น


ขอบคุณพรจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจองวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู

ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ๆ ให้อ่านหนังสือเก่าๆ

ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีหนังสือดังๆ ที่ใครหลายคนบอกว่า “ต้องอ่าน”

Principles ของ Ray Dalio, Sapiens ของ Yuval Noah Harari, Atomic Habits ของ James Clear, No Rules Rules ของ Reed Hastings, Think Again ของ Adam Grant คือตัวอย่างของหนังสือที่ขายดีไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ยิ่งพอมีปัจจัยอย่าง Social Media เข้ามา การอ่านหนังสือดังจึงกลายมาเป็นแฟชั่น เราไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อเอาเนื้อหาแต่เพียงอย่างเดียว แต่อ่านเพื่อให้อยู่ในกระแส อ่านเพื่อให้ได้รับการยอมรับ อ่านเพื่อจะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง

ถ้าเปรียบกับเมื่อ 20 ปีก่อน การอ่านหนังสือดังจึงมีหลายอย่างคล้ายคลึงกับการดูละครช่อง 7 ที่ผู้คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ใครไม่ดูถือว่าเชย ใครไม่ดูจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการอ่านหนังสือดังๆ ก็คือสิ่งที่เราได้อ่าน ได้รู้ คนอื่นเขาก็ได้อ่านได้รู้เหมือนกับเรา ไอเดียและวิธีคิดของเราจึงแทบไม่ต่างจากของคนอื่นเลย อ่านมากเข้าเราก็เลยกลายเป็น “แกะ” อีกตัวหนึ่ง อาจจะขนสวยกว่าหน่อยแต่ก็ยังเป็นแกะอยู่ดี

Shane Parrish ผู้เขียนบล็อก Farnam Street จึงแนะนำว่า ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ๆ ให้อ่านหนังสือเก่าๆ

เมื่อวานนี้ผมเขียนบทความ “17 ความลับของฟ้าจาก “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร”

พี่เล้งบริหารคน-บริหารชีวิตโดยใช้หลักการในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ที่ปรมาจารย์เหลาจื่อประพันธ์ไว้เมื่อ 2500 ปีที่แล้ว

แนวคิดของพี่เล้งสดใหม่มากทั้งที่ต้นธารนั้นมาจากหนังสือที่เก่ามาก – อีกหนึ่งความลับของฟ้าอาจซ่อนอยู่ตรงนี้

Nassim Nicolas Taleb ผู้เขียน The Black Swan และ Antifragile แนะนำว่าหนังสือเล่มไหนออกมาใหม่ๆ อย่าเพิ่งไปอ่าน ควรจะรออย่างน้อย 10 ปี เพราะถ้าหนังสือออกมานานขนาดนั้นแล้วยังมีคนพูดถึงอยู่แสดงว่ามันน่าจะมีอะไรดี

แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ว่าหนังสือดีจริงๆ ให้หาหนังสือที่เก่าเกินร้อยปี หรือถ้าเก่าเกินพันปียิ่งดี เพราะเวลาคือตัวกรองที่ยอดเยี่ยมที่สุด – Time is the Greatest Filter.

Naval Ravikant ซึ่งเป็น angel investor ให้บริษัทอย่าง Twitter และ Uber ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า แทนที่เขาจะอ่านหนังสือธรรมดา 100 เล่ม เขาขออ่านหนังสือระดับตำนาน 10 เล่มจบ 10 รอบดีกว่า

หนังสือดังยังมีจุดอ่อนอีกอย่างหนึ่ง คือเนื้อหาในหนังสือเหล่านี้เต็มไปด้วยสิ่งที่พี่เล้งเรียกว่า “ความรู้เทียม” ที่มันจะจริงเฉพาะในบางบริบทและในบางช่วงเวลาเท่านั้น

ตอนที่ Reed Hastings CEO ของ Netflix เขียน No Rules Rules ออกมาใหม่ๆ ผู้คนต่างชื่นชมและอยากทำตาม นั่นเป็นเพราะตอนนั้นธุรกิจของ Netflix กำลังไปได้สวย ชี้นกก็เลยเป็นนกไปเสียหมด

แต่หนึ่งปีที่ผ่านมามูลค่าของเน็ตฟลิกซ์ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง จนอดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่ Reed Hastings เคยบอกว่าเป็นนกในตอนนั้นมันยังเป็นนกในตอนนี้อยู่รึเปล่า

แต่สำหรับหนังสืออย่างเต้าเต๋อจิงที่ผ่าน The Greatest Filter มา 2500 ปี มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเต็มไปด้วย “ความรู้แท้” ที่เป็นอกาลิโก

เพราะสิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม เคยโลภยังไงก็โลภอย่างนั้น เคยอ่อนแอยังไงก็อ่อนแออย่างนั้น เคยมีจุดอ่อนอะไรก็ยังมีจุดอ่อนเดียวกันเหมือนกับเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว

อ่านหนังสือใหม่อาจจะทำให้เรามีความรู้แน่นจนเป็นชาล้นถ้วย

อ่านหนังสือเก่า เราจะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่นั่นแหละคือการเทชาออกจนถ้วยนั้นว่างเปล่า และจากความว่างเปล่าเท่านั้นที่ปัญญาจะผุดขึ้นมาได้

ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ๆ ให้อ่านหนังสือเก่าๆ ครับ

เหตุผลที่ผมเลิกใช้บริการ Book Summaries

ก็เหมือนกับคนที่ชอบเรียนรู้และอยากจะ productive คนอื่นๆ ผมได้ทดลองใช้บริการ Book Summaries สำหรับหนังสือ non-fiction มาแล้วหลายเจ้า

Blinkist, 12min, getAbstract, Shortform ล้วนเคยมีผมเป็นสมาชิก

getAbstract ราคาแพงสุด ราคาปีละหมื่นกว่าบาท ลูกค้าส่วนใหญ่น่าจะเป็น Corporate แต่สรุปได้แห้งๆ เป็นวิชาการมาก

Blinkist น่าจะมีฐานลูกค้าใหญ่สุด ประมาณ 18 ล้านคน ราคาค่อนข้างย่อมเยา

12min มีความคล้ายกับ Blinkist ทั้งในแง่ราคาและกลุ่มเป้าหมาย แต่สรุปหนังสือจะมีความยาวมากกว่า Blinkist นิดหน่อย

ส่วน Shortform นั้นมีสรุปที่ยาวที่สุด บางเล่มสรุปยาว 40 หน้ากระดาษ A4 แต่ก็มีประโยชน์ที่สุดเช่นกัน ข้อเสียคือมีหนังสือน้อยเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น และราคาก็ค่อนข้างสูง พอๆ กับ getAbstract

ตอนนี้ผมเป็นสมาชิกของ getAbstract เจ้าเดียวเท่านั้น แต่ไม่ได้ใช้งานมาหลายเดือนแล้ว สมาชิกจะหมดอายุต้นเดือนธันวาคมและผมจะไม่ต่อสัญญาแน่นอน

มี 3 เหตุผลหลักที่ผมเลิกใช้บริการ Book Summaries

1. คนที่สรุปให้นั้นมักไม่ค่อยมีกึ๋น

ถ้าไม่นับ Shortform ผมว่าสรุปของเจ้าอื่นๆ นั้นอ่านแล้วไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าไหร่

Blinkist และ 12min มีสรุปหนังสือให้อ่านหลายพันเล่ม แต่การจะมีสรุปเยอะขนาดนั้นโดยที่ยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้นั้น เขาย่อมต้องจ้างคนสรุปในราคาที่ไม่แพง ซึ่งก็คงหนีไม่พ้น freelancer หรือเด็กมหาวิทยาลัยที่หาลำไพ่พิเศษ

เมื่อคนสรุปเก๋าไม่พอ จึงทำให้เนื้อหาหนังสือดีๆ นั้นเจือจางไปมากพอสมควร หนังสือบางเล่มผมอ่านเล่มจริงแล้วดีมาก แต่พอมาฟังสรุปแล้วกลับรู้สึกว่าเขาจับประเด็นผิด ไปพูดในประเด็นที่ไม่ควรพูด ส่วนประเด็นที่ควรจะพูดถึงก็ขาดหายไป (แน่นอนว่านี่เป็นมุมมองของผมเพียงคนเดียว)

.

2. Book Summaries เป็น Efficiency Trap

โฆษณาของบริการอย่าง Blinkist จะบอกว่า หนังสือหนึ่งเล่มใช้เวลาอ่านหลายวัน แต่ถ้า “อ่าน” ผ่าน Blinkist จะใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที

เราซื้อบริการเหล่านี้ ด้วยความหวังที่ว่าจะสามารถเก็บเกี่ยว insights จากหนังสือเหล่านี้ได้เกือบเท่าเดิม แต่ใช้เวลาน้อยกว่าเดิม 90-95%

เรามองหาวิธีที่เร็วที่สุด เพื่อจะได้ความรู้ที่ย่อยมาแล้วอย่างง่ายดายที่สุด

มันคือวิธีคิดแบบยุคโรงงานอุตสาหกรรมและสายพานการผลิต ที่จะทำยังไงก็ได้เพื่อเพิ่ม efficiency และ productivity

แต่เรื่องของความรู้เราไม่ได้ต้องการ efficiency เราต้องการ effectiveness คือความมีประโยชน์และนำไปใช้งานได้จริง

ฟัง Book Summaries 100 เล่ม อาจได้อะไรน้อยกว่าการอ่านหนังสือชั้นยอด 1 เล่มก็ได้ เพราะปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ

นี่ยังไม่นับว่าแต่ละคนก็มี “กองดอง” ที่รอเราอยู่เป็นสิบเป็นร้อยเล่ม การเอาเวลาไปฟัง book summaries รังแต่จะทำให้กองดองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

3. Book Summaries ไม่สร้างความเปลี่ยนแปลง

หนังสือชั้นดีอย่าง The Psychology of Money ที่เขียนโดย Morgan Housel นั้น เนื้อหาที่เขาต้องการจะสื่อเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว

ใช้เงินให้ได้น้อยกว่าที่หามา เอาเงินเก็บไปลงทุนบ้าง และอย่าเสี่ยงอะไรที่เกินตัว

เนื้อหาเหล่านี้เป็น common sense แต่สิ่งที่ทำให้มันเป็นหนังสือในดวงใจของใครหลายคนเกิดจากวิธีการเล่าเรื่องของ Morgan Housel ที่ยกตัวอย่าง เรื่องราว และมุมมองที่สดใหม่แบบที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน

Book Summaries อาจจะทำให้เรา “ได้ความรู้” ก็จริง แต่ความรู้แบบนั้นเป็นความรู้แบบฉาบฉวยที่ผ่านการ simplified มากเสียจนสมองและจิตใจเราไม่อาจซึมซับไว้ได้ มันจึงไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร

จะอ่านหนังสือ Non-fiction มากๆ ไปทำไมถ้าไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น?

การยอมอ่านหนังสือยาวๆ และให้ผู้เขียนพูดประเด็นเดิมซ้ำหลายรอบด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน จะช่วยให้เราจดจำสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ

และความประทับใจที่ได้ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนแปลงมุมมองและพฤติกรรมบางอย่างจนทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างแท้จริงครับ