สามหนุ่ม สามมุม สามเล่ม

ตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถม ในสมัยที่คำว่า “ซิทคอม” ยังไม่ได้ถูกใช้กันแพร่หลาย ซิทคอมเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือ “3 หนุ่ม 3 มุม

พี่ชาย​คนโต “เอกพล” รับบทโดย “กบ” ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ผู้จัดการธนาคารหนุ่มวัยกลางคน ที่มีการดำเนินชีวิตที่เป็นระบบ มีแบบแผน ขี้งก และมีแนวความคิดหัวโบราณนิดๆ

พี่ชาย​คนกลาง “ทศพล” รับบทโดย “แท่ง” ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง สถาปนิก รักอิสระ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์หรือการถูกบังคับ ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ เพราะเป็นนักเรียนนอก และเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ

น้องชาย​คนเล็ก “พีรพล” รับบทโดย “มอส” ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ นักศึกษามหาวิทยาลัยวัยรุ่นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่กำลังค้นหาตัวเองว่าชอบ ไม่ชอบอะไร และควรจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางไหน

จำได้ว่าเรื่องนี้ดังจนชื่อของทั้งสาม “กบแท่งมอส” มักจะถูกเรียกติดกันเสมอ ผมเองชอบพี่แท่งในเรื่องนี้มากจนเลียนแบบการที่ “ทศ” แทนตัวเองว่า “เรา” จนติดตัวมาถึงทุกวันนี้

วันนี้เลยอยากพูดถึง 3 หนุ่ม 3 มุม 3 เล่ม

พี่เอ๋ นิ้วกลม กับหนังสือ “ทั้งชีวิตคือบทเรียน”

ต้นสน สันติธาร กับหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”

ทอย กษิดิศ กับหนังสือ “Life’s Missing Manual คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป”

สองเล่มแรกออกในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ส่วนเล่มของทอยออกในงานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ผมอ่านจบแล้วทั้งหมด เลยคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเขียนถึงทั้งสามหนุ่ม และสามเล่มนี้ครับ


พี่เอ๋ – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์

ผมเจอพี่เอ๋ (และชิงชิง) ตัวเป็นๆ ครั้งแรกตอนทำงานที่พี่เอ๋มาพูดที่ทอมสัน รอยเตอร์เมื่อประมาณปี 2013 ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้แม่นคือ “ความคันคือความจริง” ถ้าเรารู้สึกคันกับสิ่งใด สิ่งนั้นคือความจริง และเราควรจะเกามันซะ พี่เอ๋เล่าว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเกิดมีอาการคันอยากทำหนังสือทำมือ ก็เลยชวนเพื่อนๆ ทำกันแล้วก็ซีร็อกซ์แจกฟรี

ตอนผมไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ผมติด “โตเกียวไม่มีขา” ไปด้วย และอ่านจบบนเครื่องบินก่อนจะแลนดิ้งที่ฮาเนดะ ส่วน “ผึ้ง” ภรรยาของผมก็ตามอ่านนิ้วกลมอยู่เช่นกัน และพี่เอ๋ก็เคยเขียนโน้ตอวยพรให้ผึ้งว่า “ฝันแข็งแรงครับ” ซึ่งตอนนั้นผึ้งไม่ค่อยเก็ท แต่คุยกับผึ้งเมื่อสักครู่นี้ผึ้งก็บอกว่าตอนนี้เก็ทแล้ว ว่าสิ่งที่เรามีในวันนี้ ก็เกิดจากความฝันอันแข็งแรงในอดีตนั่นเอง

หลังจากผมเริ่มเขียนบล็อกมาสักพัก ได้ออกหนังสือไปสามเล่มแล้ว ก็เคยคุยกับผึ้งเล่นๆ ว่าถ้างานของผมได้ออกกับ KOOB บ้างก็น่าจะดี เพราะดูแล้วแนวทางน่าจะสอดคล้องกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงเมื่อพี่เอ๋ทักมาว่าสนใจทำหนังสือกับ KOOB มั้ย จนเกิดเป็น “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว และเป็นเล่มที่ผมชอบมากที่สุดใน 4 เล่มของ Anontawong’s Musings


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “ทั้งชีวิตคือบทเรียน”

ผมอ่านแล้วก็เข้าใจว่าทำไมพี่เอ๋ถึงบอกว่ารักหนังสือเล่มนี้มาก ผมเดาว่าพอเราได้ทบทวนชีวิตตัวเองอย่างละเอียด ก็จะพบว่ามีผู้คนมากมายเต็มไปหมดที่เป็นเหมือนลมใต้ปีกที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้ ความรู้สึกขอบคุณจึงท่วมท้น

ตัวละครลับที่ผมเพิ่งได้รู้จัก คือเพื่อนที่ชื่อ “กบ” และผมยกให้เป็น MVP เพราะถ้าไม่มีคนคนนี้ อาจไม่มีนักเขียนที่ชื่อว่านิ้วกลมก็ได้ เพราะแต่ก่อนพี่เอ๋ไม่ชอบการอ่านหนังสือเลย อ่านแต่การ์ตูน จนกระทั่งวันหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่เพื่อนกบยื่นหนังสือ “จินตนาการไม่รู้จบ” (The Never Ending Story) มาให้ลองอ่าน และทำให้พี่เอ๋เข้าสู่โลกแห่งหนังสือจนสามารถขลุกอยู่ในห้องสมุดได้ทั้งวัน

แถมก็เป็นเพื่อนกบคนเดิมที่เอาหนัง Dead Poets Society ให้พี่เอ๋ดู จนคำว่า Carpe Diem (คาร์เพเดียม – จงฉวยวันเวลาเอาไว้) น่าจะเป็นหนึ่งในคติประจำใจของการใช้ชีวิตของพี่เอ๋มาตลอดเลยก็เป็นได้

อ่านเล่มนี้แล้วเราก็จะพบว่า ชีวิตของคนคนหนึ่งมันมีจุดหักเหได้มากมาย ไม่ต่างอะไรกับหลักการในหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas ที่บอกว่า หากย้อนกลับไปเปลี่ยนอะไรแม้แต่นิดเดียว เหตุการณ์ทุกอย่างอาจพลิกผันไปได้อย่างมหาศาล ถ้าพี่เอ๋ไม่ได้เชื่อในความคันจนลงมือทำหนังสือทำมือ ก็อาจไม่ได้มาเจอชิงชิง (ที่ทำหนังสือทำมือเหมือนกัน) ในกาลต่อมา แล้วก็จะไม่มีสำนักพิมพ์ KOOB และ “คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท” ก็อาจไม่มีอยู่ในโลกนี้เช่นกัน


ต้นสน – สันติธาร เสถียรไทย

ในสามหนุ่มที่กล่าวมา ผมน่าจะได้เจอกับต้นสนเยอะที่สุด ได้ใช้เวลาด้วยกันมากที่สุด แต่ได้คุยกันไม่เยอะเพราะเราจะเจอกันในห้องซ้อมดนตรีเป็นหลัก

ต้นสนเป็นเพื่อนสนิทกับ “พล” (ผู้ก่อตั้ง Moreloop) มาตั้งแต่เด็ก พลเล่นเบส ต้นสน (หรือ “สน” เฉยๆ แบบที่พลเรียก) เล่นกีตาร์โซโล และก็เป็นพลนี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตีตั้งวง IMET Band* ขึ้นมา ผมเลยได้มาร่วมวงด้วยในฐานะกีตาร์ริธึ่มและ “ผู้จัดการวง” (จำเป็น)

ต้นสนเป็นคนสบายๆ เป็นกันเอง ยิ่งเวลาต้นสนคุยกับพลและต้อง (กวีวุฒิ) เรื่องดนตรียิ่งมีดวงตาเป็นประกาย ส่วนฝีมือเล่นกีตาร์ก็ไม่ธรรมดา (ถ้าไม่ลืมแกะมา) จนดูไม่ออกเลยว่านี่คือนักเศรษฐศาสตร์ปริญญาเอกจาก Harvard และมีส่วนสำคัญในหลายนโยบายที่ขับเคลื่อนประเทศไทย

ในปี 2024 มีหนังสือภาษาไทย 3 เล่มที่ผมได้อ่านแล้วชอบมากเป็นพิเศษ เล่มแรกคือ “ฉันอาจจะผิดก็ได้” (I May Be Wrong) เล่มที่สองคือวิชาคนตัวเล็ก ของคุณพูนลาภ อุทัยเลิสอรุณ เจ้าของสำนักพิมพ์วีเลิร์น และเล่มที่สามก็คือ Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม ของต้นสน เมื่อได้รู้ว่าปีนี้จะออกเล่มใหม่จึงไปหาซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือตั้งแต่วันแรกๆ


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”

ผมอ่านตัวหนังสือของต้นสนแล้วรู้สึกเหมือนเขาอยู่อีกมิติหนึ่ง (He’s living on a different plane) ซึ่งผมก็เคยเกิดความรู้สึกนี้กับหัวหน้าเก่าชาวอังกฤษชื่อ David Beattie (ซึ่งจบด็อกเตอร์มาเหมือนกัน)

คนที่อยู่อีกมิติหนึ่งในนิยามของผมคือคนที่มองเห็นในมุมที่เราไม่เคยมอง และมีแนวคิดที่ทำให้เราประหลาดใจ ผมเดาว่าเพราะต้นสนมีโอกาสพูดคุยและทำงานร่วมกับคนระดับ Top 1% มาเยอะ ซึ่งไม่ใช่แค่ Top 1% ของประเทศ แต่เป็น Top 1% ของวงการ (industry) นั้นๆ ด้วย ดังนั้นสิ่งที่ต้นสนเขียนในหนังสือจึงมีความสดใหม่และหาอ่านไม่ได้ทั่วไป

หนึ่งในเทคนิคที่ต้นสนใช้เป็นประจำคือการอุปมาอุปไมย เช่นการแบ่งความรู้เป็นสามประเภท คือนมที่บูดง่าย วิสกี้ที่ยิ่งเก่ายิ่งดี และน้ำเปล่าที่ดื่มได้ทุกวัน หรือการบอกว่าชีวิตไม่ใช่ UFO เราจึงต้องสร้างรันเวย์

หนังสือแบ่งออกเป็น 3 ภาค – เปิดใจ รับมือ และ เปลี่ยนแปลง ผมชอบภาคสามที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่แทบทุกองค์กรมี “คนที่เห็นอนาคต” อยู่แล้ว แต่ผู้นำไม่รู้ว่าคนนั้นรู้ และคนนั้นก็ไม่รู้ว่าองค์กรอยากฟัง หรือประเด็นที่ว่าเมื่อวิกฤติเกิดบ่อยขึ้น นั่นย่อมหมายถึง “หน้าต่างเล็กๆ ของการเปลี่ยน” ก็เปิดบ่อยขึ้นเช่นกัน

รวมถึงคำแนะนำที่ว่าเรา (ประเทศไทย) อาจไม่จำเป็นต้องวิ่งตามโลก เพราะเราสามารถวิ่งนำโลกได้ในเรื่องที่เราถนัด เช่นธุรกิจเรื่อง wellness และ longevity

Future You ของต้นสนเล่มนี้มีพี่เอ๋ นิ้วกลม และพี่เจี๊ยบ ปฐมา จันทรักษ์ เขียนคำนิยมให้ ผมจึงขอยกบางประโยคจากคำนิยมของพี่เจี๊ยบที่น่าจะสรุปหัวใจของหนังสือ Future You ได้เป็นอย่างดี

“ดร.สันติธารไม่ได้ชวนให้เราวิ่งเร็วขึ้น
แต่ชวนให้เรารู้ทิศทางก่อนวิ่ง…
ในเวลาที่หลายคนกำลังถามว่า
“อาชีพอะไรน่าจะรอด”
หนังสือเล่มนี้กลับชวนถามว่า
“ตัวตนแบบไหนที่จะมีคุณค่า””


ทอย – กษิดิศ สตางค์มงคล

ผมได้ยินชื่อ “ทอย” จากเพจ DataRockie และน้องในทีมของผม 2 คนก็ลงเรียนคอร์สด้าน Data Analytics กับทอยตั้งแต่ปี 2023 ในเพจก็มีความรู้และเทคนิคต่างๆ มาแชร์เต็มไปหมด

ผมได้รู้จักกับทอยด้วยการที่ผมทักไปหาเขาเองทางเฟซบุ๊ค เหตุเกิดจากหลังจากที่ผมอ่านหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas จบแล้วรู้สึกว่าอยากให้ทอยได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และเผอิญวันนั้นทอยก็แชร์บทความของผมพอดี ก็เลยมีเรื่องให้ได้คุยและแลกเปลี่ยนกัน

ทอยเป็นคนหิวกระหายในความรู้มาก แต่สิ่งที่ทำให้ทอยโดดเด่นที่สุดคือนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ด้วยความที่มีทักษะด้าน technical ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว ทอยเลยไม่กลัวที่จะเดินเข้าหาสิ่งใหม่ เจออะไรเรียนได้หมด แถมยังเอามาถ่ายทอดต่อด้วยใจที่กว้างขวางและเข้าใจคนเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ทอยเป็นคนที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น เพราะทอยทำเพื่อลูกเพจเยอะมาก อย่างตอนที่ทอยเชิญ Sean D’Souza (ฌอน เดอซูซา) มาสอน The Brain Audit ทอยก็ควักเงินออกเองไปไม่น้อย และช่วยให้คนนับร้อยได้มาฟังฌอนฟรีๆ ส่วนใครอยากเรียนเพิ่มแบบคอร์สแบบเต็มวันก็ได้เรียนในราคาเป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่นานมานี้ทอยแชร์อีกโปรเจ็คต์นึงให้ผมทราบ ซึ่งผมก็ตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงผมว่าจะสร้างสีสันให้วงการแน่นอน


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “Life’s Missing Manual คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป”

ตอนที่ผมอ่านหนังสือของทอยจบเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว (แต่ไม่ได้เขียนถึงเพราะน้องชายยืมไปอ่านต่อทันที!) ก็รู้สึกว่าผมกับทอยเสพเรื่องคล้ายๆ กัน ทั้งปรัชญา Stoic แนวทางของ Naval Ravikant และความเชื่อเรื่องการเก่งแบบเป็ดหรือการเป็น generalist

แต่ก็มีบางเรื่องที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก เช่นทฤษฎี Dark Forest ซึ่งทอยบิดให้เข้ากับโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างน่าสนใจ

มีเกร็ดบางอย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน เช่นการที่ทอยเคยเป็นแชมป์หมากล้อมเยาวชน เคยคิดจะหารายได้พิเศษด้วยการติวหนังสือน้องๆ ที่มหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจสอนฟรี และเคยเรียน(เกือบจบ) ปริญญาโทใบที่สองด้วยเกรดเฉลี่ย 3.96 ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เข้าใจเหตุผลและแนวทางในการดำเนินชีวิตและการผลิตผลงานของทอยได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

เมื่อได้กลับมาพลิกอ่านหนังสืออีกครั้งก่อนจะเขียนบล็อกนี้ ก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเราอายุสัก 20-35 ปี และกำลังรู้สึกว่าชีวิตไร้หางเสือ อยากจะอ่านหนังสือ self-help ซักเล่มที่เขียนโดยคนไทย การได้อ่าน Life’s Missing Manual เพียงเล่มเดียวก็น่าจะเกินพอที่จะทำให้เรามีไฟและลุกขึ้นมาหาเส้นทางให้กับตัวเองในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

และพออ่าน Life’s Missing Manual ของทอยจบ ก็ยังสามารถอ่าน Future You ของต้นสนต่อเพื่อให้เห็นภาพใหญ่และช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้นในการเลือกทางที่จะเดิน (หรือวิ่ง!)


พอมองสามหนุ่มสามมุมพร้อมๆ กันก็จะเห็นความแตกต่างและความเชื่อมโยงของทั้งสามคน

พี่เอ๋เป็นลูกคนเล็ก มีพี่สาวหนึ่งคน

ต้นสนเป็นลูกคนเดียว

ทอยเป็นพี่คนโต มีน้องชายสองคน

พี่เอ๋เน้น spiritual & society

ต้นสนเน้น society & technology

ทอยเน้น technology & spiritual

แต่พี่เอ๋ก็มีมุมเรื่องเทค – ผมรู้จัก Claude จากโพสต์ที่พี่เอ๋คุยถามตอบกับมันเรื่องชีวิต

ต้นสนก็มีมุม spiritual – ในหนังสือ Future You ต้นสนก็พูดถึงการนั่งสมาธิ

และทอยเองก็สร้างแรงกระเพื่อมให้ society ด้วยการสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ให้คนจำนวนไม่น้อย

ในท้ายเล่ม Future You ต้นสนแนะนำตัวเองว่าเป็น “นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต”

ถ้าต้นสนเป็น Futuristic Strategist ผมก็อยากขนานนามพี่เอ๋ว่าเป็น Idealistic Storyteller และทอยเป็น Eudaimonic* Practitioner

คนโตใช้ถ้อยคำในการเล่าเรื่องเพื่อสังคมที่ดีกว่า คนกลางมองกว้างและมองไกล ส่วนคนน้องก็ต้องการบรรลุศักยภาพในตัวตนด้วยการลงมือทำจนเห็นผลที่จับต้องได้

นี่คือสามหนุ่มสามมุมที่น่าจับตาในพ.ศ.นี้

และผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้รู้จักกับทั้งสามคนครับ


อู๋เหวย : อกรรมกิริยา หนังสือที่ผมตามหามาแรมปี

สำหรับคนที่เป็นนักเขียนหรือบล็อกเกอร์ จะมีประโยคหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในใจเวลาได้อ่านงานเขียนชั้นเลิศ

ประโยคนั้นก็คือ “อยากเขียนให้ได้แบบนี้บ้าง”

ซึ่งมีนักเขียนเพียงสองท่านเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้

คนแรกคือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และหนังสืออย่าง “ผ่านพบไม่ผูกพัน” ก็เป็นหนังสือที่ผมติดมือไปฝากเพื่อนบ่อยที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะสำหรับผมมันคืองานระดับมาสเตอร์พีซ ซึ่งแต่ก่อนหาซื้อได้ยาก แต่โชคดีที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นนำมาจัดพิมพ์ใหม่และนำมาวางขายในงานสัปดาห์หนังสือ

คนที่สองที่ทำให้ผมรู้สึกเช่นนี้ คือพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของสำนักพิมพ์ openbooks และหนังสือเล่มล่าสุดอย่าง “อู๋เหวย : อกรรมกิริยา” ก็เป็นผลงานที่ผมเชื่อว่าจะกลายเป็นมาสเตอร์พีซในใจนักอ่าน-นักเขียนอีกหลายคนในอนาคต


เมื่อช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว (พ.ศ. 2568) มีความต้องการบางอย่างเกิดขึ้นในใจผม นั่นคือการแสวงหาแนวทาง “การใช้ชีวิตให้ดีงามโดยไม่ต้องพยายามจนเกินไป”

‘ดีงาม’ ในที่นี้ไม่ได้หมายความในเชิงศีลธรรม (moral) แต่หมายถึงในเชิงคุณภาพ (excellent) – How to live an excellent life without trying too hard.

ผมหาหนังสือฝรั่งอย่าง Effortless ของ Greg McKeown และ Upstream ของ Dan Heath มาอ่าน แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้างแต่ก็ยังไม่ได้ประทับอยู่ในใจ

เมื่อตอนขึ้นปีใหม่ 2569 ผมมอบหมายให้คำว่า “Discipline” เป็นธีมประจำตัวของปีนี้ เพราะรู้สึกว่าปี 2568 ใช้ชีวิตหย่อนเกินไป ส่วนปีก่อนหน้าก็ตึงเกินไป ปีนี้เลยอยากหา ‘ทางสายกลาง’ ให้เจอ

แล้วก็ได้รับข่าวดีระหว่างขับรถไปทำงาน และฟังรายการ openbooks CLUB กับ The Cloud ตอนที่ 3 ว่าพี่ภิญโญกำลังจะออกหนังสือเล่มใหม่

แค่ประโยคไฮไลต์เปิดอีพีนี้ก็กินใจและเด็ดขาด:

“แท้จริงแล้วผมไม่ได้เขียนหนังสือ
หนังสือที่ผมทำมันเขียนผม
แท้จริงแล้วผมไม่ได้เปลี่ยนที่อยู่
แต่ที่อยู่มันเปลี่ยนชีวิตผม”

พี่ภิญโญ และพี่ปุ๊ก (จนัญญา เตรียมอนุรักษ์) ย้ายบ้านและสำนักพิมพ์ไปอยู่ที่เชียงดาวเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว และ openbooks ไม่ได้ออกงานสัปดาห์หนังสือมาถึง 7 ปี

งานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมาเป็นการกลับมาครั้งแรกของ openbooks และบูธ G08 จึงเป็นบูธแรกที่ผมไปเยือนเพื่อหาหนังสืออู๋เหวยมาอ่าน

แต่มองหาอยู่นานก็ไม่เจอ จนต้องถามน้องคนขายว่ายังมีเหลืออยู่ไหม น้องพนักงานจึงหยิบหนังสือสีชมพูดอกซากุระมาให้ ผมรับหนังสือและกลับมาอ่านอย่างช้าๆ จนจบภายใน 3 วัน ก่อนจะกลับมาอ่านซ้ำและอ่านจบไปอีกรอบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อมีเวลาคิดทบทวนก็ยิ่งแน่ใจว่า นี่แหละหนังสือที่ผมตามหามาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะมันบรรจุ “แนวทางการผดุงชีวิต” ที่น่าจะช่วยให้ผมพบทางสายกลางสู่ชีวิตที่ดีงามโดยไม่ต้องพยายามจนเกินไป

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อจะสรุปหนังสืออู๋เหวย – พี่ภิญโญได้พูดไว้บนเวทีกลางในงานสัปดาห์หนังสือว่า การจะรู้ว่าอาหารจานหนึ่งอร่อยหรือไม่ เราต้องได้ลิ้มรสด้วยลิ้นของเราเองจากต้นทาง ถ้ามีใครเคี้ยวอาหารให้จนละเอียดแล้วคายออกมาให้เราได้กินต่อ ความเอร็ดอร่อยก็คงแทบไม่เหลือ

ผมได้ยินคำว่า อู๋เหวย หรือ wu wei มาสักพักใหญ่ โดยในหนังสือเต้าเต๋อจิงใช้คำว่า “การไม่กระทำ” ส่วนฝรั่งแปลคำนี้ว่า non-doing หรือ effortless action

แต่คำแปลที่งดงามที่สุดมาจากท่านเขมานันทะ ที่แปลอู๋เหวยว่า “อกรรมกิริยา”

อกรรมกิริยาไม่ใช่การไม่กระทำ แต่เป็นการกระทำที่ไม่เกิดกรรม เพราะแม้จะมีการกระทำ แต่ไม่มีตัวตนของผู้กระทำ ดังบทที่สองของเต้าเต๋อจิง

“ปราชญ์ถือหลัก
ไม่กระทำ (อู๋เหวย)
เคลื่อนไหวโดยไม่สอนสั่ง

สร้างสรรค์สรรพสิ่งโดยไม่ชี้นำ
ดำรงอยู่ แต่ไม่ครอบครอง

กระทำโดยไม่หวังผลตอบแทน
สำเร็จกิจโดยไม่หวังเกียรติคุณ

เพราะไม่หวังเกียรติคุณ
ความสำเร็จจึงยั่งยืน”

สำหรับผม วรรคสุดท้ายเป็นวรรคทอง

“เพราะไม่หวังเกียรติคุณ ความสำเร็จจึงยั่งยืน”

ไม่ง่ายเลยที่จะทำอะไรโดยไม่หวังผล ทำอะไรโดยไม่หวังให้มีคนมาชื่นชม ยิ่งเราถูกสอนให้เป็นคน results-oriented ในโลกธุรกิจ และถูกวัดความสำเร็จในชีวิต content creator จากยอดไลก์และยอดแชร์มาเป็นสิบปี

แต่ถ้าเราเข้าสู่สภาวะนี้ได้ เราจะกลายเป็นคนที่พระไพศาล วิสาโลเรียกว่า “ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส” และเป็นคน “ทำงานเพื่องาน” ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำภารกิจใหญ่ให้สำเร็จเสร็จสิ้น

แต่เรารู้หรือไม่ว่าภารกิจใหญ่ของเราคืออะไร และถ้ารู้แล้วเรายังจะมีแรงเหลือเพื่อกระทำกิจนั้นจริงหรือ เพราะอุปสรรคสำคัญของคนยุคนี้ คือเรามีกิจกรรมมากเกินไป

“ในชั่วชีวิตเราอาจไปร่วมงานต่างๆ มากมาย นับได้พันหมื่น แต่งานที่เปี่ยมความหมาย ดำรงอยู่ในความทรงจำ ส่งผลสะเทือนสำคัญ ทำให้เราตื่นจากความฝัน อาจนับได้ไม่เท่านิ้วมือเช่นกัน

ทุกวันนี้ โลกจึงเต็มไปด้วยหมู่ชนที่จัดกิจกรรมมากมาย โดยหาได้ใส่ใจในกิจกรรมนั้นๆ หากเราหลงลืมไม่เลือกคัดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน พลังงานเราจะหมดไปกับ ‘กิจกรรม’ จนเหลือเวลาให้ ‘กิจที่ต้องกระทำ’ น้อยเต็มที

กิจกรรมเหล่านี้ล้วนจำเป็นต้องถูกทิ้ง การเกรงใจเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องละวางไว้ หากเราอยากจัดการชีวิตใหม่ การทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป คือจุดเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง”

เมื่ออ่านหนังสือจบ ผมได้ข้อสรุปว่าการจะมีอู๋เหวยในชีวิตได้ เราต้องมีความกล้าห้าประการ

กล้าหยุด กล้ากลับตัว กล้าทิ้ง กล้ารอ

และเมื่อปัจจัยถึงพร้อม เราต้องกล้าลงมือทำ

ขอขอบคุณพี่ภิญโญที่เริ่มต้นรังสรรค์อู๋เหวยขึ้นในคืนวันเพ็ญเดือนสาม และปิดต้นฉบับลงพร้อมบทนำในคืนวันเพ็ญเดือนหก ประหนึ่งการน้อมถวายปฏิบัติบูชาแด่พระบรมศาสดาเอกของโลก

อู๋เหวย : อกรรมกิริยา” คือหนังสือที่ผมอยากให้ทุกคนได้อ่าน เพื่อจะได้จัดสรรพลังงานให้กับกิจสำคัญแห่งชีวิตครับ

การกลับมาของร้านหนังสือ

ผมพักอาศัยอยู่โซนพัฒนาการมาประมาณ 30 ปีแล้ว จากคอนโด มาเป็นบ้านเช่า จนมาเป็นบ้านหลังที่ซื้อเองในปัจจุบัน

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำผมมาตลอด คือร้านหนังสือพิมพ์ปากซอยพัฒนาการซอยหนึ่งที่น่าจะอยู่มานานกว่าอายุของผมเสียอีก

เป็นร้านเล็กๆ คูหาเดียว ด้านหน้าขายหนังสือพิมพ์รายวันและหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ด้านในมีนิตยสารมากมาย หนังสือการ์ตูน หนังสือคอร์ดกีตาร์ รวมถึงหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กอีกจำนวนหนึ่ง

แต่การล้มหายตายจากของนิตยสารทั้งรายปักษ์และรายเดือน รวมถึงทิศทางของธุรกิจหนังสือโดยรวม ก็ทำให้ร้านอายุหลายทศวรรษร้านนี้กำลังลำบากด้วยเช่นกัน

อย่าว่าแต่ร้านหนังสืออิสระหนึ่งคูหาเลย แม้กระทั่งร้านหนังสือชื่อดังในเมืองไทยทั้งสามเจ้า ผมว่าก็เหนื่อยหนักอยู่เหมือนกัน

ผมเคยเขียนไว้ในบทความ “เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการใช้มือถือให้น้อยลง” ว่าคนสมัยนี้อ่านหนังสือน้อยลงไปมาก ภายในเวลาเพียง 20 ปี คนอเมริกันที่อ่านหนังสือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจลดลงไปถึง 40% ส่วนในอังกฤษก็มีผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 ที่ยอมรับว่าเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว

ส่วนคนไทยก็ไม่แน่ใจว่าอ่านหนังสือกันปีละกี่บรรทัด แม้ว่างานสัปดาห์หนังสือจะคึกคักเกือบทุกครั้ง แต่สัดส่วนระหว่างกองดองกับกองหนังสือที่อ่านจบนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นทุกปี


เมื่อเช้านี้ผมได้อ่านบล็อกของ Ted Gioia ชื่อว่า The Surprising Return of the Bookstore แล้วก็รู้สึกมีความหวังเล็กๆ ขึ้นมา

เพราะเขาเล่าถึง Barnes & Noble ร้านหนังสือเชนยักษ์ใหญ่ในอเมริกาที่เคยตกที่นั่งลำบาก เพราะโดน Amazon มาดิสรัปต์ และทำให้คู่แข่งอย่างร้าน Borders ต้องปิดสาขาสุดท้ายไปเมื่อปี 2011

Barnes & Noble ซึ่งผมขอเรียกย่อๆ ว่า B&N ก็พยายามปรับตัว หันมาขาย eBook รวมถึง eBook Reader ยี่ห้อ Nook แต่หลังจากที่เคยทำยอดขายได้ 933 ล้านดอลลาร์ในปี 2012 ก็ถดถอยลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ 92 ล้านดอลลาร์ในปี 2019

ในปี 2018 B&N ขาดทุน 18 ล้านดอลลาร์ และต้องเลย์ออฟพนักงาน 1,800 คน พร้อมทั้งหันมาจ้างพาร์ตไทม์แทน หุ้น BKS ในตลาด NYSE ที่เคยมีราคาหุ้นละ 26.50 ดอลลาร์ในปี 2000 ตกลงมาเหลือเพียง 6.50 ดอลลาร์ในปี 2019 และมีมูลค่าเพียง 436 ล้านดอลลาร์ แม้จะยังมีร้านอยู่มากถึง 600 กว่าสาขา

เดือนสิงหาคม 2019 Elliott Advisors (UK) Limited ได้เข้าซื้อกิจการและนำ Barnes & Noble ออกจากตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเปลี่ยนเป็นบริษัทเอกชน

จากนั้น B&N อาการดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ในปี 2020 จะต้องปิดร้านไป 15 สาขาเพราะโควิด แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2021–2025 ครับ

ปี / จำนวนสาขาที่เปิดใหม่
2021 / 1
2022 / 16
2023 / 31
2024 / 57
2025 / 58

ทั้งที่ผ่านโควิด ทั้งที่เศรษฐกิจทั่วโลกผันผวน ทั้งที่คนอ่านหนังสือน้อยลง แต่ Barnes & Noble กลับเจริญเติบโตได้ดีมากๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?


หลังจาก Elliott Advisors นำ B&N ออกจากตลาดในปี 2019 พวกเขาได้แต่งตั้ง CEO คนใหม่ชื่อว่า James Daunt วัย 56 ปี

ณ ขณะนั้น James Daunt ดำรงตำแหน่ง Managing Director ของ Waterstones เชนร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ โดยทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ปี 2011 และช่วยให้ Waterstones ที่เกือบล้มละลายกลับมามีกำไร 20 ล้านปอนด์ได้ในปี 2018

พอต้องมาดู Barnes & Noble ตัวเขาเองก็ไม่ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารสูงสุดของ Waterstones แต่ควบสองตำแหน่งของทั้งสองที่ไปเลย!

แล้วผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็น เขาทำให้ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ที่เกือบล่มสลายกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

สิ่งที่ Daunt ทำนั้นมีหลักๆ แค่สามอย่าง

หนึ่ง เขาให้พนักงานร้านแต่ละสาขาเป็นคนเลือกเองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนมาขาย และจะจัดวางหนังสืออย่างไร

ตอนที่ Daunt เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ B&N ใหม่ๆ เขาสั่งให้พนักงานเอาหนังสือลงจากชั้นหนังสือให้หมด แล้วให้พนักงานคัดเองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนขึ้นชั้นบ้าง และจะจัดหนังสือกันอย่างไรให้ร้านดูน่าเดินที่สุด

จากนั้นเป็นต้นมา พนักงานร้าน B&N แต่ละสาขาสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนขึ้นโชว์ ไม่ต้องทำตามที่ส่วนกลางสั่งมา

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หนังสือที่พนักงานเลือกขึ้นเชลฟ์นั้นขายออกไปได้ถึง 97% และอัตราการคืนหนังสือ (เพราะลูกค้าไม่พอใจ) ก็ลดลงจนแทบจะเหลือศูนย์

Daunt เชื่อว่าเมื่อพนักงานสามารถเลือกได้เองว่าจะจัดสรรสิ่งต่างๆ ภายในร้านอย่างไร พนักงานก็จะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น สนุกกับงานมากขึ้น และอธิบายหนังสือให้กับลูกค้าได้ดีขึ้น

อย่างที่สองที่ Daunt ทำก็คือ เขาเลิกรับเงินจากสำนักพิมพ์

ธรรมดาสำนักพิมพ์จะมีงบประมาณการตลาด เพื่อจ่ายให้ร้านหนังสือจัดวางหนังสือเล่มใหม่ให้อยู่ในจุดที่คนเห็นเยอะๆ

แต่การที่สำนักพิมพ์มีเงินเยอะหรืออยากผลักดันหนังสือเล่มหนึ่ง ก็ไม่ได้แปลว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็นหนังสือที่ดีเสมอไป

ดังนั้น แทนที่จะรับเงินจากสำนักพิมพ์เพื่อให้ร้านในเครือ B&N ทุกร้านวางโชว์หนังสือเล่มเดียวกันหมด Daunt เลยตัดส่วนนี้ทิ้ง เพื่อให้พนักงานแต่ละสาขาเลือกหนังสือที่ตัวเองคิดว่าน่าจะดีที่สุดขึ้นมาวางโชว์ในพื้นที่ที่คนจะเห็นมากที่สุด

อย่างที่สาม — ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อก่อนหน้านี้ — ก็คือ Daunt ยกเลิกการลดราคาแรงๆ เช่น ซื้อสองแถมหนึ่ง

เพราะ Daunt มองว่าการให้ของแถมย่อมเป็นการลดคุณค่าของหนังสือเล่มนั้น และเพราะว่าเขาปฏิเสธที่จะรับเงินจากสำนักพิมพ์ ร้าน Waterstones และ Barnes & Noble จึงแทบไม่ได้ใช้กลยุทธ์การลดราคาหนังสือเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้านอีกเลย

มีนักข่าวถาม Daunt ว่า ไม่กลัวเหรอว่าลูกค้าจะมาพลิกดูหนังสือที่หน้าร้าน แล้วสุดท้ายก็ไปสั่งหนังสือบน Amazon

Daunt บอกว่าก็คงมีลูกค้าแบบนั้นอยู่บ้าง แต่สุดท้ายพวกเขาก็จะพบว่าหนังสือที่ซื้อออนไลน์มันไม่ได้ดีเท่าหนังสือที่ซื้อจากหน้าร้าน – ต่อให้มันจะเป็นหนังสือเล่มเดียวกันก็ตาม – เพราะความรู้สึกของการกดซื้อหนังสือออนไลน์มันเทียบไม่ได้กับความรู้สึกของการเดินเข้าร้านหนังสือ ซึมซับบรรยากาศ สนุกไปกับการพลิกหนังสือดูทีละเล่ม ก่อนจะเดินออกจากร้านพร้อมกับหนังสือ “ตัวเป็นๆ” ติดมือไปด้วย


ไม่ลดราคา ไม่รับเงินโปรโมชั่นจากสำนักพิมพ์ และปล่อยให้พนักงานสาขาตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะจัดวางหนังสือเล่มไหนอย่างไร

ฟังแล้วดูเสี่ยงมาก และดูไม่น่าจะนำมาใช้กับเมืองไทยได้

แต่ก็นั่นแหละครับ ต่อให้เป็นคนอังกฤษหรือคนอเมริกันที่มีกำลังซื้อมากกว่าเรา เขาก็ชอบของดีราคาถูกไม่ต่างจากคนชาติอื่น แม้กระทั่ง Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ยังบอกเลยว่าเขาจะโฟกัสแต่เรื่องที่จะไม่มีวันเปลี่ยน นั่นคือเขามั่นใจว่า ต่อให้เวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแน่ๆ คือ ลูกค้าจะยังคงชอบสินค้าราคาถูก และชอบการจัดส่งที่รวดเร็ว เขายังนึกไม่ออกเลยว่าจะมีลูกค้าคนไหนบ่นว่า Amazon ขายของถูกไปและจัดส่งเร็วเกินไป

สิ่งที่ James Daunt ทำจึงเป็นเหมือนการท้าทายแรงโน้มถ่วงและกฎทุนนิยม ที่ลูกค้าย่อมมองหาสินค้าที่คุ้มค่าที่สุด

แต่การ turnaround ของ Waterstones และ Barnes & Noble ก็เป็นเรื่องจริง และนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราต้องฉุกคิด

ว่าเราเดินเข้าร้านหนังสือเพื่ออะไร

ตัวผมเองไม่ได้เดินเข้าร้านหนังสือเพราะอยากได้สินค้าราคาถูกที่สุด ผมเดินเข้าร้านหนังสือเพราะได้เห็นหนังสือใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้พลิกอ่านหนังสือ ได้เข้าไปดูเรตติ้งใน Goodreads และรู้สึกมีความสุข (และความทุกข์ไปพร้อมๆ กัน) เวลาหนังสือที่หยิบใส่มือมันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ

ลูกค้าที่สรรหาของถูกก็มี แต่ลูกค้าที่สรรหาประสบการณ์ที่มีแต่ร้านหนังสือจะมอบให้ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน

กลับมาที่ร้านเชนใหญ่ทั้งสามร้านในเมืองไทย ถ้าจะแข่งกันที่การลดราคายังไงก็ไม่น่าจะสู้แม่ค้าออนไลน์ได้ คำถามคือคุณจะแข่งด้วยวิธีไหน จะใช้วิธีขายสินค้าเสริมอื่นๆ – ซึ่งเข้าใจดีว่ามันอาจทำกำไรดีกว่า – แต่มันก็ทำให้ร้านน่าเดินน้อยลงเช่นกัน

แต่ถ้าเราตอบได้ว่า คนเดินเข้าร้านหนังสือเพราะอะไรกันแน่ บางทีเราอาจจะเจอสูตรบางอย่างที่เหมาะกับคนไทยก็ได้

ผมเองผูกพันกับร้านหนังสือมาแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยดวงกมลและดอกหญ้ายังรุ่งเรือง รวมถึงร้านเล็กๆ ตรงปากซอยพัฒนาการที่กำลังร่วงโรย ดังนั้นก็ย่อมอยากเอาใจช่วยให้ร้านหนังสือของไทยทั้งเล็กและใหญ่อยู่รอด เพราะมันคือส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้วงการหนังสือ – ซึ่งรวมถึงนักเขียนอย่างผม – ยังอยู่ต่อไปได้

แม้จะรู้สึกว่าวงการหนังสือคือธุรกิจที่อยู่ใต้ลมมากๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ปัจจัยลบ จนคนมองว่าเป็นธุรกิจขาลงมานานมากแล้ว

แต่ผมก็นึกถึงคำพูดของพี่ mentor ท่านหนึ่งในโครงการ IMET MAX ที่เคยกล่าวไว้ว่า “มันไม่มีหรอกนะ sunset business น่ะ มีแต่ sunset company”

James Daunt ได้พิสูจน์แล้วว่าธุรกิจหนังสือเป็นเล่มๆ (physical books) ไม่ใช่ sunset business และสามารถพลิกฟื้น sunset companies อย่าง Waterstones และ Barnes & Noble ได้

จึงขอส่งความคิดเห็นและกำลังใจให้กับทุกคนที่อยู่ในวงการนี้ ให้พบแนวทางที่เหมาะสม และทำให้คนไทยอยากเดินเข้าร้านหนังสืออีกครั้งครับ

3 ประโยคฝังใจจาก Sean D’Souza

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านบล็อกนี้ยังไม่รู้จัก Sean D’Souza (อ่านว่า “ฌอน เดอ ซูซ่า”*) หรือไม่ก็เพิ่งได้ยินชื่อเขาในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมเองก็ไม่เคยรู้จักฌอนจนกระทั่ง ‘ทอย DataRockie‘ ชวนไปเข้าเวิร์คช็อปกับเขาเมื่อวันอาทิตย์

ฌอนเป็นผู้เขียนหนังสือ The Brain Audit – ฟังตอนแรกนึกว่าเป็นหนังสือแนว productivity หรือ neuroscience แต่เปล่าเลย มันคือหนังสือด้าน marketing ที่ได้ 4.46 ดาวบน Goodreads (574 ratings & 56 reviews)

คะแนนสูงมาก แต่คนรีวิวยังไม่เยอะเมื่อเทียบกับหนังสือ bestseller อื่นๆ แถมยังเป็นหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2009

ก่อนเข้าเวิร์คช็อป ผมลองไปหาหนังสือเล่มนี้ในเว็บร้านหนังสือภาษาอังกฤษก็หาไม่ได้ โชคดีที่ฌอนและเรนูก้า (ภรรยา) นำติดมือมาที่เวิร์คช็อปด้วย และข่าวดีก็คือสำนักพิมพ์วีเลิร์นเพิ่งเอามาแปลไทยและจะวางตลาดเร็วๆ นี้

หลังจากได้เรียนและได้นั่งคุยกับฌอน จึงรู้ว่าเขาคือช้างเผือก (hidden gem) และเป็นคนที่สองในชีวิตที่หลังจากได้พบกันครั้งแรกแล้วทำให้ผมอุทานในใจว่า “He has his life figured out.” (คนแรกที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้คือพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร mentor ของผม)

ช่วงนี้คงจะมีคนเขียนสรุป The Brain Audit ออกมาเรื่อยๆ ลองไปชิมลางได้ที่เพจ ‘DataRockie‘ ‘สรุปไปเรื่อย by ทนายกอล์ฟ‘ และ ‘BenNote‘ ครับ

ส่วนผมเอง แทนที่จะสรุปหนังสือ ผมอยากจะยก 3 ประโยคฝังใจที่ได้ยินจากฌอนมาเล่าสู่กันฟังครับ


“People think they want more information. What they actually want is results.”

ผมว่านี่เป็นประโยคที่สำคัญมากทั้งสำหรับผู้สอนและนักเรียน

ว่าเราไม่ได้สอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้มากขึ้น และการที่เราเรียนเราก็ไม่ได้อยากมีความรู้มากขึ้นนักหรอก

สิ่งที่เราต้องการคือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ หรือพูดง่ายๆ คือเห็นความเปลี่ยนแปลง

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Theodore Levitt อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของฮาร์วาร์ดผู้ล่วงลับ

“People don’t want to buy a quarter-inch drill. They want a quarter-inch hole.”

คนเราไม่ได้ต้องการซื้อสว่าน เขาต้องการเจาะรูต่างหาก

ซึ่ง Seth Godin ที่เป็นกูรูด้านการตลาดอีกคนก็ชวนคิดต่ออีกว่า สว่านเป็นเพียง feature เป็นเพียงสิ่งที่พาเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือรูบนกำแพงต่างหาก

แต่ถ้ามองให้ลึกไปยิ่งกว่านั้น คนเราไม่ได้ต้องการแค่รูบนกำแพง เราต้องการติดตั้งชั้นวางของ หรือไม่เราก็ต้องการความรู้สึกที่ว่าบ้านนี้เป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นเมื่อเอาของขึ้นไปเก็บไว้บนชั้นแล้ว และเราก็ยังอยากรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่ได้ติดตั้งชั้นนี้ด้วยตัวเอง และอยากให้ภรรยาชื่นชมว่าเราก็มีฝีมือเรื่องงานช่างอยู่เหมือนกัน

จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยากซื้อสว่าน สิ่งที่เราอยากซื้อคือความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและความอิ่มอกอิ่มใจต่างหาก

ในฐานะคนใฝ่รู้ บางทีเราก็สนุกกับการเรียนจนเพลิน จนเราลืมไปเลยว่าเราเรียนไปเพื่ออะไร ยิ่งถ้าเราเป็นพวกชอบเข้าคอร์ส ชอบซื้อหนังสือพัฒนาตนเองอยู่แล้วด้วย เราอาจจะเผลอปล่อยให้การเรียนรู้มาบดบังการลงมือทำไปเลยก็ได้

และในฐานะคนสอน บางทีเราก็มัวแต่โฟกัสแต่สิ่งที่อยากสอนมากเกินไป โดยลืมคำนึงว่าแท้จริงแล้วคนที่มาเรียนเขาไม่ได้ต้องการแค่ความรู้ แต่เขาต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหรือในธุรกิจของเขาต่างหาก

ถ้าเราจับหลักนี้ได้ เราจะเป็นคนสอนที่มีนักเรียนมาเรียนซ้ำอยู่เรื่อยๆ

และถ้าเราจับหลักนี้ได้ เราจะเป็นนักเรียนที่ไม่ได้แค่เรียนเอามัน แต่เรียนเพื่อนำมันไปสร้างคุณค่าให้กับตนเองและผู้อื่นได้อย่างแท้จริง


“Success in my workshop is measured by the energy of my students at the end of the class.”

หลังจบเวิร์คช็อปตอนห้าโมง ฌอนถามผมว่าสังเกตมั้ยว่า แม้นักเรียนเกือบ 80 คนมาเริ่มเรียนตั้งแต่ 8.32** แต่ไม่มีใครหมดแรงเลย ทุกคนเดินออกจากห้องโดยยังมีพลังงานอยู่เต็มเปี่ยม เขาบอกว่านี่แหละคือหนึ่งในมาตรวัดว่าเวิร์คช็อปที่เขาจัดนั้นเป็นเวิร์คช็อปที่ดีหรือไม่

เวิร์คช็อปหรือเทรนนิ่งส่วนใหญ่ ถ้ากินเวลาทั้งวัน เรามักจะเดินออกจากห้องด้วยความสะโหลสะเหล เพราะเนื้อหาอันมากมายที่สมองประมวลไม่ทัน

ฌอนเล่าว่าเขาเคยเป็นคนสอนที่อัดความรู้เท่าที่เขามีให้กับนักเรียน พูดอยู่คนเดียว 3 ชั่วโมงเต็ม นักเรียนที่นั่งอยู่แถวหน้าหลับคาห้องฌอนก็ยังไม่รู้เรื่อง มาภายหลังจึงตระหนักว่าวิธีนี้ไม่น่าเวิร์ค จะมีประโยชน์อะไรที่เราใส่เนื้อหาไปมากมายแต่คนเรียนกลับจำได้นิดเดียว

ฌอนบอกว่าตอนที่เขาสอนวันนี้เห็นหลายคนจดโน้ตกันจริงจัง แต่เขาไม่ได้สนใจหรอกว่านักเรียนจะจดโน้ตเยอะแค่ไหน หรือจะกลับไปอ่านทบทวนหรือไม่ เขาชี้ไปที่หัวตัวเองแล้วพูดว่า “สิ่งที่ผมสนใจคือนักเรียนจำเนื้อหาที่ผมสอนโดยไม่จำเป็นต้องกลับไปอ่านโน้ตได้แค่ไหน”

ซึ่งผมก็พบว่าตัวเองจำเนื้อหาหลักๆ ของ The Brain Audit Workshop ได้เกือบหมด การเรียนการสอนอาจจะยาวประมาณ 7 ชั่วโมง แต่ฌอนพูดเนื้อหาในสไลด์ไม่เกินชั่วโมงกว่า ที่เหลือเป็นกิจกรรมกลุ่มที่ให้พวกเราวิเคราะห์และพูดคุยถึงปัจจัยทั้ง 7 ข้อที่จะทำให้ลูกค้าเลือกซื้อของจากธุรกิจของเรามากกว่าคู่แข่ง

ฌอนเปรียบการเรียนการสอนเหมือนวงออเคสตร้า ผู้สอนมีหน้าที่เป็นวาทยกร ซึ่งไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีแม้แต่ชิ้นเดียว แต่เขาต้องคอยไกด์ให้นักดนตรีในวง (ซึ่งก็คือนักเรียน) ได้เล่นเครื่องดนตรีของตัวเองออกมาให้ตรงจังหวะและสอดคล้องกับนักดนตรีคนอื่นๆ

“ถ้าผู้สอนมัวเอาแต่พูด นักดนตรีคนอื่นก็จะได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ ทั้งที่มีเครื่องดนตรีอยู่ในมือ ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก”

อีกประเด็นคือเวิร์คช็อปนี้มีเบรคอยู่บ่อยครั้ง ไม่มีการเร่งรัด และหากมีข้อสงสัยอะไรฌอนก็พร้อมตอบทุกคำถาม แต่สุดท้ายก็ยังจบตรงเวลา

เมื่อนักเรียนมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กัน และได้นำความรู้ที่ฟังจากฌอนมาลองพูดคุยถกเถียง หากติดปัญหาอะไรก็ถามเขาได้ การเรียนเวิร์คช็อปนี้จึงรู้สึกสบายๆ แต่ก็ได้เนื้อหาสาระกลับไปแบบไม่ต้องพยายาม

และนี่คือความเก๋าของฌอนที่ผมชื่นชมและอยากจะทำให้ได้อย่างนั้นบ้างในอนาคต


“I don’t believe in hard work.”

ฌอนบอกว่าเขาไม่เชื่อในการทำงานหนัก

ฟังดูประหลาดเมื่อออกจากปากคนที่ตื่นนอนตีสี่ ย้ายถิ่นฐานจากอินเดียมานิวซีแลนด์เมื่อ 25 ปีที่แล้ว และเปลี่ยนอาชีพจากนักวาดการ์ตูนมาทำเรื่องการตลาด ดำเนินธุรกิจที่มีนักเรียนหลายพันคนโดยมีคนทำงานแค่สองคนคือตัวฌอนเองและเรนูก้าผู้เป็นภรรยา

“ถ้าคุณไม่เชื่อเรื่อง hard work แล้วคุณเชื่อเรื่องอะไร?” ผมถามฌอน

“I believe in patterns” ฌอนตอบ ผมไม่เคยได้ยินใครพูดอะไรแบบนี้มาก่อน

ฌอนยกตัวอย่างโดยเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ทั้งชีวิตเชื่อมาตลอดว่าวาดรูปไม่เป็น ฌอนใช้เวลาสอนอยู่เพียงไม่กี่นาที ผู้หญิงคนนั้นก็วาดรูปยีราฟได้

“พอเธอเข้าใจแพทเทิร์นแล้วว่ายีราฟควรจะวาดอย่างไร เธอก็วาดได้เลย เธอไม่ต้อง work hard ใดๆ ทั้งสิ้น”

แต่ฌอนก็ขยายความว่า แม้จะวาดรูปเป็นแล้ว เราก็ควรฝึกวาดทุกวันอยู่ดี เพราะยิ่งเราฝึกฝนเยอะ ‘ฐานข้อมูล’ ของเราก็จะยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น

“ผมอาจจะสอนคุณให้วาดรูปมือ แล้วคุณก็จะวาดรูปมือได้ แต่ถ้าคุณไม่ฝึกเพิ่ม คุณก็จะวาดรูปมือได้แค่แบบเดียว ส่วนผมจะวาดรูปมือได้หลายแบบเพราะผมฝึกวาดรูปมือมานาน ทำให้ผมมีดาต้าเบสที่ใหญ่กว่า”

ฌอนถามว่าผมใช้กล้อง DSLR เป็นมั้ย ผมตอบว่าใช้ไม่เป็น ฌอนเลยชี้ไปที่ ‘ยศ’ *** ที่นั่งอยู่ข้างผมว่า ตอนที่ทอยกับยศไปเจอเขาที่สิงคโปร์เมื่อหลายเดือนที่แล้ว เขาสอนยศให้ใช้กล้อง DSLR ใน 3 ขั้นตอน

และเพื่อพิสูจน์ว่ายศจำได้จริงๆ ฌอนบอกให้ยศสอนการใช้กล้อง DSLR กับผมโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าส่วนประกอบต่างๆ ในกล้องมีชื่อเรียกว่าอะไร

ฌอนยื่นกล้อง DSLR มาให้ยศ แล้วยศก็ทำการสอนผมจบภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที แล้วผมก็ลองถ่ายรูปฌอนดู รูปออกมาใช้ได้เลยทีเดียว (ถ้าไม่ได้เข้าข้างตัวเองเกินไป)

“ดังนั้น ถ้าเรามีครูที่สอนแพทเทิร์นเราได้ เราก็จะเก่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วใช่มั้ย? แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนตัวจริง คนไหนตัวปลอม?” ผมถามฌอน

ฌอนยิ้มและตอบว่า “ตรงนั้นแหละที่ยาก” แต่ก็ไม่ได้แนะนำต่อว่าผมควรจะหาอย่างไร ทิ้งไว้เป็นปริศนาธรรมให้ผมไขต่อ

“นอกจากเรื่องแพทเทิร์นแล้วยังเชื่อเรื่องอะไรอีก” ผมถามฌอนต่อ

ฌอนบอกว่าเขาเชื่อเรื่องความเร็ว (speed)

ถ้าเราทำงานบางอย่างได้จนชำนิชำนาญ เราก็จะทำงานชิ้นเดิมเสร็จได้เร็วขึ้น ทำงานได้มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องทำงานหนักไปกว่าเดิม

แต่ก่อนฌอนอาจจะใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเขียนบทความได้หนึ่งบทความ มาตอนนี้เขาอาจจะใช้เวลาแค่ 30-45 นาทีก็เขียนบทความเสร็จแล้ว

อีกตัวอย่างคือฌอนทำอาหารกินเอง แถมยังทำอาหารให้ครอบครัวของภรรยาด้วย หลายคนมองว่าชีวิตยุ่งเกินไป ไม่มีเวลาทำ แต่ฌอนบอกว่าเขาใช้เวลาทำอาหารไม่นาน มันจึงไม่ใช่เรื่องที่เหน็ดเหนื่อยหรือเสียเวลา

ความเร็วที่เกิดจากความชำนาญคือสิ่งที่จะทำให้เรา productive ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น


การสนทนากับฌอนทำให้ผมพบว่าเขาเป็น ‘ครู’ ที่เก่งมาก สามารถหา ‘หัวใจ’ ของศาสตร์นั้นๆ และถ่ายทอดออกมาได้อย่างเรียบง่าย แถมคนที่เรียนจากเขาก็จดจำได้และนำเอาไปใช้งานได้จริง นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้มารู้จักกับคนเจ๋งๆ แบบนี้

ขอบคุณทอยอีกครั้งที่แนะนำที่พาให้ผมได้มารู้จักฌอน และขอตอบแทนด้วยการติดตามผลงานของ Sean D’Souza และนำงานของเขามาเผยแพร่ให้คนไทยได้เรียนรู้และสร้างประโยชน์ในอนาคตครับ


* Sean D’Souza อ่านว่า “ฌอน เดอ ซูซ่า” อ้างอิงจากการถาม ChatGPT และฟังจากพิธีกรอ่านชื่อฌอนในพ็อดแคสต์ ฌอนเป็นชาวอินเดีย เกิดและโตที่เมืองมุมไบ ก่อนย้ายไปนิวซีแลนด์ในปี 2000 เหตุผลที่ชื่อและนามสกุลฌอนไม่เหมือนคนอินเดียก็เพราะว่าบรรพบุรุษของฌอนมาจากกัว (Goa) เมืองชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย กัวเคยตกเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส คนในเมืองนี้จึงหันมา (หรือถูกบังคับให้) นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เข้ารับศีลล้างบาปและเปลี่ยนชื่อ จากชื่อเดิมแบบอินเดียมาเป็นชื่อคริสเตียน เช่น Sean, Francisco, Maria, Pedro, João นามสกุลก็เปลี่ยนตามตระกูลคริสต์โปรตุเกส เช่น D’Souza, Fernandes, Rodrigues, Pereira, หรือ Gomes นั่นเอง

** ฌอนเขียนไว้ชัดเจนในอีเมลที่แจ้งนักเรียนว่าเริ่มเรียนตอน 8.32 จนแฟนผมก็ทักว่าทำไมเป็นเวลานี้ นักเรียนคนอื่นก็คุยกันเองก่อนเริ่มคลาสเหมือนกันว่าเป็นเวลานี้ ผมคิดว่ามันคือทริคเล็กๆ ที่ทำให้คนรู้สึกว่าคลาสนี้พิเศษและจำเวลาเริ่มเรียนได้ไม่พลาด

*** ‘ยศ’ สรกฤช อ้นมณี (Sorakrich Oanmanee) เป็น Deputy Director, Data Analytics ที่ CJ Express Group และเจ้าของเพจ มาลองเรียน – Malonglearn

รีวิวชีวิตหลังอ่าน Fluke ครบ 1 ปี

รีวิวชีวิตหลังอ่าน Fluke ครบ 1 ปี

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ทราบข่าวดีว่าหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ Sophia ในเครืออมรินทร์ ภายใต้ชื่อ ‘Fluke บังเอิญอย่างมีนัยสำคัญ‘ สำนวนแปลของคุณจิตติณี รองหานาม

เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นคนไทยได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์อันผันผวนของโลกเป็นอย่างยิ่ง

ผมได้อ่าน Fluke ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024 และเขียนถึงหนังสือเล่มนี้สองเดือนต่อมา โดยยกให้ Fluke เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี

สำหรับผม หนังสือเปลี่ยนชีวิต คือหนังสือที่อ่านแล้วเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิด และการกระทำของเราอย่างจับต้องได้ และบทเรียนต่างๆ จะกลับมาหาเราอยู่เรื่อยๆ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น Outlive, Four Thousand Weeks, The Psychology of Money หรือ Sapiens

Fluke ก็ทำงานอย่างนั้นกับผมเช่นกัน โดยหนังสือ Fluke จะมีความคล้าย Sapiens ตรงที่มันช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น แต่ไม่ได้บอกชัดๆ ว่าความรู้ที่ได้มันจะมีประโยชน์อะไรในเชิงปฏิบัติ (practical use) ต้องทอดเวลาให้ผ่านไปพอสมควรเราถึงจะประสบได้ด้วยตัวเองว่าสิ่งที่ซึมซับจากหนังสือแบบนี้มันมีประโยชน์กับเรายังไง

Fluke เป็นหนังสือที่อ่านสนุก แต่ไม่ได้อ่านง่าย แถมการแปลเป็นไทยก็ไม่ง่าย แค่คำที่เป็นคีย์เวิร์ดอย่าง divergence กับ convergence ก็แปลยากมากแล้ว ฉบับภาษาไทยแปลคำว่า divergence เป็น “ดำเนินไปแบบไร้ทิศทาง” และแปล convergence ว่า “มีทิศทางที่จะบรรจบกันในท้ายสุด”

แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราใจเย็นๆ และค่อยๆ อ่าน เราจะได้รับคุณค่าบางอย่างที่จะติดตัวเราไปอย่างไม่ต้องสงสัย

และจากนี้ไปคือบางสิ่งที่ผมได้รับจากหนังสือ Fluke: Chance, Chaos and Why Everything We Do Matters ครับ


Experiment More

คำนี้เป็นประโยคติดปากที่ผมพูดกับภรรยาเป็นประจำ และภรรยาก็ทำด้วยเหมือนกัน

ปกติผมเป็นคนที่ไม่ได้เสาะแสวงหาอะไร เป็นคนมีความสุขง่ายๆ กับเรื่องเดิมๆ มีร้านประจำไม่กี่ร้าน และพอไปร้านประจำก็จะสั่งแต่เมนูที่เราชอบ

แต่พออ่าน Fluke ก็เข้าใจว่า กว่าโลกของเราจะมาถึงปัจจุบันนี้ได้ มันผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน โดยห้องทดลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือสิ่งที่เรียกว่าวิวัฒนาการ ที่ใช้หลักการ survival of the fittest ใครอ่อนแอก็แพ้ไป ใครที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมกว่าก็ได้ไปต่อ จนเราวิวัฒนาการจากสัตว์เซลล์เดียวและกลายมาเป็นมนุษย์ที่ขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารได้

ดังนั้น ชีวิตเราจึงไม่ควรหยุดทดลอง โดยเฉพาะการทดลองที่มี limited downside เพราะมันจะเปิดโอกาสให้เราได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ และทำให้เรามีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

ผมกับแฟนเลยเริ่มลองไปกินร้านใหม่ๆ หรือถ้าไปร้านเดิมก็จะลองสั่งเมนูที่ไม่เคยลอง

ไม่ใช่แค่เรื่องกิน แต่รวมถึงการเลือกอ่านหนังสือด้วย ปีที่แล้วผมอ่านนิยายจบไปสองเล่ม ปีนี้อีกสองเล่ม หลังจากที่ไม่ได้อ่านนิยายมาหลายปี ส่วนภรรยาก็ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำเช่นลงเรียนร้องเพลงและเรียนเปียโน

เรื่องการทำงาน ผมก็ลองขยับน้องในทีมให้ไปทำงานในตำแหน่งที่เขาไม่เคยลอง ทำให้เขาได้พบจุดแข็งใหม่ๆ และความเป็นไปได้อื่นในวิชาชีพของเขา

พอเรามีมายด์เซ็ตที่จะ experiement ไปเรื่อยๆ ข้อเสียคือบางครั้งทดลองแล้วไม่เวิร์ค แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเรียนรู้และความมีชีวิตชีวา ซึ่งผมคิดว่าสำคัญเหมือนกันสำหรับคนที่มี routine เดิมๆ


Don’t Over-Optimize Your Life. Have Some Slack.

เราอาจบูชา productivity และ effectiveness มากเกินไปนิด พยายามที่จะ optimize ทุกอย่าง เพื่อไม่ให้มีอะไรที่มีมากเกินความจำเป็น

แต่ในโลกที่ผันผวนและ Fluke บางอย่างส่งผลกระทบแบบที่เราคาดไม่ถึง การมี “มากเกินไปหน่อย” ในบางเรื่องก็ถือว่าเป็นการใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Morgan Housel ในหนังสือ The Psychology of Money ว่าเขาเชื่อว่าเราควรมีเงินสดมากเกินจำเป็นไปอีกนิดนึง เพื่อที่ว่าหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เราจะได้ใช้เงินสดสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และจะได้ไม่ต้องไปขายหุ้นเพื่อเอาเงินมาใช้หรือแม้กระทั่งกู้หนี้ยืมสินใครเขา

โลกของเรา optimize ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในแง่นึงมันก็ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็ว แต่ในอีกแง่มันก็เปราะบางมาก

ยกตัวอย่างวิกฤติเรือ Ever Given ของบริษัท Evergreen Marine

วันที่ 23 มีนาคม 2021 เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ Ever Given ออกจากท่าเรือในจีนและมุ่งหน้าสู่เนเธอร์แลนด์ แต่ระหว่างที่แล่นผ่านคลองสุเอซก็เกิดลมแรงจนเรือสูญเสียการควบคุม หัวเรือไปเกยเข้ากับฝั่ง และกีดขวางเส้นทางของคลองสุเอซอยู่ 6 วัน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 54,000 ล้านดอลลาร์

เรือแค่ลำเดียวไม่เคยสร้างความเสียหายระดับนี้ได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้มันก็เกิดขึ้นแล้ว และเหตุผลที่มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะเราได้ปรับแต่งโลกให้มีประสิทธิภาพเสียจนไม่มีพื้นที่ว่างให้ความยืดหยุ่นเลย

ปีที่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ CrowdStrike ที่ทำให้เครื่องจอฟ้าไปทั่วโลก ส่วนปีนี้ก็มีเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในโปรตุเกส สเปน และฝรั่งเศส ที่โกลาหลกันน่าดู เพราะระบบไฟฟ้าเชื่อมโยงถึงกันหมด ทำให้มี economy of scale แต่พอมีปัญหาก็สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง

ถ้าประเทศที่พัฒนาแล้วยังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ ประเทศของเราก็มีโอกาสเจอเหตุการณ์ประมาณนี้ได้เช่นกัน

ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้เลยก็เช่นการมีเงินสดติดตัวหรือติดบ้านไว้บ้าง เผื่อว่าวันหนึ่งระบบธนาคารมีปัญหา หรือมีวิทยุใส่ถ่านเอาไว้รับข่าวสารในวันที่อินเทอร์เน็ตใช้ไม่ได้

ส่วนในเรื่องการทำงานหรือการใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ ก็ระวังอย่าใส่อะไรลงไปในตารางชีวิตจนเต็มเอี้ยด ควรจะมีเวลาอยู่เฉยๆ มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ มีพื้นที่ให้ปรับตัวเมื่อเกิดสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง

ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราควรให้ความสำคัญกับ resiliency มากกว่า optimization


ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด (โดยไม่ต้องใช้ศรัทธา)

ด้วยวัฒนธรรมตะวันออก เราได้ยินกันมานานว่าทุกอย่างนั้นเชื่อมโยงกัน

แต่สำหรับผมที่ยังไม่ได้ภาวนาหรือมีประสบการณ์จน ‘เห็น’ ได้ด้วยตัวเอง คำว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกันนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราจำมาจากตำราและครูบาอาจารย์ เราเข้าใจในเชิงทฤษฎี แต่มันก็เป็นเพียงสุตมยปัญญาที่เราจำเขามาเท่านั้น

ความเจ๋งของหนังสือ Fluke ก็คือมันทำให้เราได้เห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งโดยไม่ต้องมีศรัทธาในพระคัมภีร์หรือพระเถระใดๆ สุตมยปัญญาจึงปรับระดับขึ้นมาเป็นจินตามยปัญญาหรือปัญญาที่เกิดจากการคิดและไตร่ตรองมาดีแล้ว

ในบทความ ‘Fluke หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2024‘ ผมเล่าว่าถ้าอุกกาบาตเมื่อ 66 ล้านปีที่แล้วมาถึงช้ากว่านี้แค่นาทีเดียว ไดโนเสาร์ก็อาจจะไม่สูญพันธุ์และเผ่าพันธุ์ Sapiens ก็น่าจะไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

หรือการมาเที่ยวกันของคู่รักชาวอเมริกันในเมืองเกียวโต ทำให้ชาวเมืองเกียวโตนับแสนคนรอดชีวิตในอีก 19 ปีต่อมา แต่ชาวเมืองฮิโรชิม่ากับนางาซากิสองแสนกว่าคนต้องดับสูญ

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธผสมพราหมณ์ เราจึงคุ้นเคยกันดีเรื่องของกฎแห่งกรรมและเจ้ากรรมนายเวร ที่เชื่อว่าหากเราเคยทำร้ายใครมา ถึงวันหนึ่งเราก็จะโดนเขาทำร้ายกลับด้วยเช่นกัน

แต่กฎแห่งกรรมที่เราคุ้นเคยมันคือการปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงของคนสองคนหรือคนกลุ่มหนึ่ง มีคู่กรณีที่พอจะจับต้องได้

แต่การตัดสินใจของ Henry L. Stimson ที่หลงรักเมืองเกียวโตเมื่อ 19 ปีที่แล้ว และขอให้ประธานาธิบดีทรูแมนถอดเกียวโตออกจากลิสต์เมืองเป้าหมายของระเบิดปรมาณู เป็นเรื่องราวที่ไม่ได้สอดคล้องกับเรื่องกฎแห่งกรรมที่เราได้ยินได้ฟังกันมา เพราะนาย Stimson ไม่ได้มีความแค้นกับใครเลยในเมืองฮิโรชิม่าหรือนางาซากิ แต่การตัดสินใจของเขาที่จะเซฟเมืองเกียวโตก็ทำให้คนเกือบสองแสนในอีกสองเมืองนั้นกลายเป็นเถ้าถ่าน

ในหนังสือยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่บอกถึงความเชื่อมโยงกันและกันที่เราคาดไม่ถึง เช่นการปล่อยหมาป่า 31 ตัวเข้าไปใน Yellowstone National Park ในปี 1995 ทำให้กวางเอลก์ปรับพฤติกรรมการกิน จนต้นไม้ขึ้นได้อุดมสมบูรณ์ขึ้น แม่น้ำเปลี่ยนทิศ สัตว์ที่เคยหายไปจากป่านี้หวนกลับมา และระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ขึ้น

เมื่อได้อ่าน Fluke เราจะเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งโดยไม่ต้องอาศัยศรัทธาหรือความเชื่อทางจิตวิญญาณใดๆ


เราอาจได้รับโชคแห่งโคคุระมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

หลังจากปล่อยระเบิดที่ฮิโรชิม่าแล้ว เมืองเป้าหมายถัดไปคือโคคุระ แต่ปรากฎว่าตอนที่เครื่องบินปล่อยระเบิดไปถึงนั้นเมืองนี้มีเมฆบัง มองไม่เห็นเป้าหมายด้านล่าง นักบินจึงบินไปปล่อยระเบิดที่เมืองนางาซากิแทน

ชาวโคคุระไม่รู้ตัวมาก่อนเลยว่าตัวเองเฉียดเส้นยาแดงผ่านแปดแค่ไหน เป็นความโชคดีที่เราไม่รู้ตัว จนเกิดคำสำนวนที่เรียกว่า ‘โชคแห่งโคคุระ’

เมื่อมองยอนกลับไป เราอาจจะเคยพบประสบการณ์หวาดเสียว เกือบเจออุบัติเหตุและคลาดแคล้วไปนิดเดียว

แต่นั่นคือเฉพาะเหตุการณ์ที่เรารู้ตัวเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์อีกมากมายที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยเลย แต่มันก็ทำให้รอดมาได้เหมือนชาวเมืองโคคุระ

เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ เราจะไม่หงุดหงิดเวลาที่อะไรไม่เป็นไปดั่งใจ เช่นมีเหตุการณ์ทำให้การเดินทางของเราล่าช้า เราก็สามารถบอกตัวเองได้ว่า อ้อ มันอาจจะช่วยให้เรารอดพ้นจากเหตุการณ์ร้ายๆ ก็ได้นะ

ลองมองไปทุกอุบัติเหตุหรือโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น หากคนที่เกี่ยวข้องออกจากบ้านช้าเพียงนิดเดียว หรือแวะกลางทางแค่แป๊บเดียว เขาก็อาจจะแคล้วคลาดไปแล้วก็ได้


ทุกเรื่องดีและร้ายทำให้เราได้เป็นเราในวันนี้

Brian Klaas ผู้เขียนหนังสือบอกว่า เพราะการฆาตกรรมหมู่ของภรรยาคนแรกของคุณปู่ จึงทำให้เขาได้เกิดมา และได้รับประสบการณ์ทั้งหมดที่มีในชีวิต

เรื่องร้ายๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเรา ทำให้เราเดินทางมาถึงจุดที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน

และเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็ส่งผลให้เกิดเรื่องร้ายๆ ในอนาคตได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราปลูกต้นไม้ในวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้าอาจจะมีเด็กคนหนึ่งปีนต้นไม้ต้นนี้และตกลงมาขาหักก็ได้

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราไม่ควรปลูกต้นไม้ เพราะความน่าจะเป็นก็คือต้นไม้ต้นนี้น่าจะสร้างประโยชน์มากกว่าโทษ เราไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ว่าสิ่งที่เราทำจะก่อให้เกิดแต่สิ่งดีงาม แต่เราก็ควรเลือกทำสิ่งที่มีประโยชน์อยู่ดี


เรามึความหมายกับใครบางคนเสมอ

ชื่อเต็มของหนังสือเล่มนี้คือ Fluke: Chance, Chaos, and Why Everything We Do Matters – โชคชะตา ความยุ่งเหยิง และเหตุผลที่ทุกสิ่งที่เราทำนั้นส่งผลกระทบกับอะไรบางอย่างเสมอ

นักท่องเที่ยวชาวมาซิโดเนียเหนือชื่อ ‘อีวาน’ ถูกกระแสน้ำพัดออกไปจากชายฝั่ง

เพื่อนๆ ของเขารีบแจ้งหน่วยยามฝั่ง แต่การค้นหาล้มเหลว อีวานถูกประกาศว่าสูญหายในทะเลและถูกสันนิษฐานว่าอาจเสียชีวิต

แต่อีก 18 ชั่วโมงต่อมา อีวานก็ถูกพบตัว และยังมีชีวิตอยู่!

ดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก่อนที่อีวานจะจมลงสู่พื้นบาดาล เขาเห็นลูกฟุตบอลลูกเล็กๆ กำลังลอยอยู่ไกลๆ เขาใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ว่ายไปหาบอลลูกนั้น และเกาะมันไว้ทั้งคืนจนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือ

เมื่อเรื่องราวการรอดชีวิตของอีวานกลายเป็นข่าวในกรีซ ผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับช็อก เพราะเธอจำลูกบอลที่ช่วยชีวิตอีวานได้

มันคือลูกบอลที่ลูกชายทั้งสองของเธอเล่นกันเมื่อ 10 วันก่อนหน้านี้และเตะพลาดตกลงไปในทะเล

ลูกบอลได้ลอยละล่องในท้องทะเลเป็นระยะทาง 120 กิโลเมตรจนมาพบกับอีวานที่กำลังจะจมน้ำพอดิบพอดี

เด็กชายทั้งสองไม่ได้คิดอะไรมากกับลูกบอลที่หายไป พวกเขาก็แค่ซื้อบอลลูกใหม่

กว่าจะได้มารู้ในภายหลังว่า หากไม่ใช่เพราะการเตะบอลพลาดครั้งนั้น อีวานก็คงไม่รอดชีวิต

เราทุกคนเป็นเหมือนก้อนหินที่ตกน้ำ หินทุกก้อนย่อมสร้างแรงกระเพื่อมออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าเราพูดและทำดีกับลูกเราในวันนี้ ลูกของเราก็จะพูดดีและทำดีกับลูกกับหลานของเขา คำพูดของเราไม่ได้มีผลแค่วันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่จะส่งผลไปถึงคนที่เราไม่มีวันได้เจออีกมากมายหลายร้อยหลายพันชีวิต

ประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนใช้บ่อยๆ คือ We control nothing, but we influence everything. เราควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่าง แต่เราส่งผลกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะมองว่าตัวเองตัวเล็กแค่ไหน งานที่เราทำดูเล็กน้อยแค่ไหน ขอให้มั่นใจเถอะว่าการมีอยู่ของเรานั้นทำโลกนี้ไม่เหมือนเดิม


เราคืออุบัติเหตุของจักรวาล

เวลาเกิดสิ่งดีๆ เรามักจะบอกว่าเราโชคดี แต่พอเกิดเรื่องราวร้ายๆ เรามักจะมองหาเหตุผลหรือความหมายว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นกับเรา จนมีคำพูดที่ว่า Everything happens for a reason.

แต่ Klaas มองว่า Not everthing happens for a reason. Things just happen.

ซึ่งใกล้เคียงกับคอนเซ็ปต์ “มันเป็นเช่นนั้นเอง” หรือ “ตถตา” ของท่านพุทธทาส

ไม่ได้บอกว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไป ทุกสิ่งมีที่มาที่ไปเสมอตามหลักอิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้จึงเกิดสิ่งนี้ เพียงแต่มันอยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์

เอาเข้าจริง Klaas เชื่อในทฤษฎี Determinism หรือนิยัตินิยม ที่เชื่อว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วโดยเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ซึ่งถ้ามองกันแบบสุดทางเลยก็คือ การที่คุณมานั่งอ่านบทความผมอยู่ตรงนี้มันถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่บิ๊กแบงแล้ว

[ถ้าอยากเข้าใจนิยัตินิยมมากขึ้น แนะนำให้อ่านงานของ Robert Sapolsky เช่นเรื่อง Behave ที่สำนักพิมพ์ Sophia เพิ่งเอามาแปลเช่นกัน และมีเล่มภาคต่อที่ยังไม่ได้แปลคือ Determined จากนักเขียนคนเดียวกัน]

ดังนั้น ถ้าวางความรู้จากพระคัมภีร์ลง การที่มนุษย์ได้เกิดมาอาจไม่ได้มีความหมายใดๆ เลย

แต่การที่ชีวิตไม่มีความหมาย ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีคุณค่า

ตรงกันข้าม การที่เราได้เกิดมา นับเป็นลูกฟลุกซ้อนลูกฟลุกนับครั้งไม่ถ้วน ถ้าพ่อแม่ของเราไม่ได้เจอกัน รวมถึงบรรพบุรุษของเราตลอดทั้งสายไม่ได้มาพบกันตามจังหวะและเวลาเช่นนั้นเป๊ะๆ เราย่อมไม่ได้เกิดมา

ซึ่งนั่นก็รวมถึงการเกิดของลูกเราด้วย ถ้าสเปิร์มอีกตัวเจาะไข่ได้สำเร็จก่อนเพียงเสี้ยววินาที เด็กที่เกิดมาก็จะเป็นเด็กอีกคนที่ไม่ใช่ลูกของเราคนปัจจุบัน

การที่เราได้มีโอกาสมีชีวิตและได้รับประสบการณ์ต่างๆ ได้กินของอร่อย ได้ทำงานที่รัก ได้ท่องเที่ยว ได้หัวเราะ ต้องนับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง เพราะเพียงย้อนกลับไปแก้ไขอะไรเพียงนิดเดียว ทุกอย่างอาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ในเมื่อเราเป็นอุบัติเหตุของจักรวาล – We are a cosmic fluke. – สิ่งเดียวที่เราทำได้คือใช้สิทธิ์นี้ให้คุ้มค่า ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ให้สมฐานะความมหัศจรรย์ทุกอย่างที่ทำให้เราได้เป็นเราอย่างทุกวันนี้ครับ


อ่านต่อ: Fluke หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2024