3 ไอเดียจากหนังสือ Healthy Always

1.กฎเหล็กเพื่อสุขภาพที่ดี 6 ข้อ ได้แก่ ห้ามสูบบุหรี่ ดื่มไวน์เพียงวันละ 1-2 แก้ว ออกกำลังกายวันละ 30 นาที กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้รอบเอวใหญ่กว่าครึ่งนึงของส่วนสูง และนอนคืนละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งเหล่านี้เป็นการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ เลิกสูบบุหรี่และงดมื้อเย็นหรือกินอาหารเย็นให้น้อยที่สุด แล้วใช้เวลานั้นไปออกกำลังกายแทน

2. ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อกินอาหารทั้งวันทั้งคืน แต่ควรกินเฉพาะเวลาที่มีแสงแดดเป็นหลัก จากการทดลอง หนูที่จำกัดการกินอาหารวันละ 8 ชั่วโมงจะมีน้ำหนักน้อยกว่าหนูที่กินทั้งวันทั้งคืนถึง 28% แม้ว่าหนูทั้งสองกลุ่มจะได้รับปริมาณแคลอรีต่อวันเท่ากัน เมื่อไม่กินพร่ำเพรื่อ ร่างกายจะย่อยและใช้อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงควรจำกัดช่วงเวลาในการกิน และปล่อยให้ตัวเองมีเวลาหิวเล็กน้อยทุกวัน แต่ละมื้ออย่าใช้เวลากินเกิน 40 นาที และถ้ามีเวลาเดินหลังมื้ออาหารสัก 20 นาทีจะดีมากเพราะกล้ามเนื้อจะเรียกใช้น้ำตาลในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งสูง

3. แม้ในอนาคตจะมีวัคซีน COVID-19 ออกมาก็อย่าคิดว่าไวรัสจะถูกกำจัดราบคาบ เราต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันมนุษย์ไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัด และโคโรนานั้นก็เป็นไวรัสไข้หวัดชนิดหนึ่ง แม้จะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็ไม่ได้มีประสิทธิผล 100% เรารู้กันดีว่าโอกาสในการเสียชีวิตจากโคโรนาไวรัสก็คืออายุและโรคประจำตัว เราเปลี่ยนอายุเราไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้มีโรคประจำตัวได้


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Healthy Always สุขภาพดีตลอดไป โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ สำนักพิมพ์ openbooks

3 ไอเดียจากหนังสือ ล้ม ลุก เรียน รู้

1.มองหาจุดขาว แม้ว่ามันจะเล็กแค่ไหน
เด็กบ้านนอกคนหนึ่งเรียนไม่เก่ง ไม่ค่อยมีเพื่อน แถมยังมีปัญหาเรื่องต่อมน้ำตาจนน้ำตาไหลตลอดเวลา

คุณครูคนหนึ่งเห็นความโดดเดี่ยวของเด็กชาย จึงใส่ใจและคอยชวนคุย สรรหาแม้กระทั่งเรื่องเล็กที่สุดมาชมเพื่อให้เด็กคนนั้นรู้สึกดีขึ้น

คำพูดที่เปลี่ยนแปลงเด็กคนนั้นไปตลอดกาล คือคำชมของครูที่ว่า “เธอพูด ร เรือ ได้ชัดมากนะ”

เป็นคำชมที่แทบจะต้องขุดมาชม แต่ก็เป็นคำชมแรกที่เด็กชายเคยได้รับ เป็นคำชมที่ทำให้เขาตั้งใจฝึกการออกเสียง ร เรือ จนโดดเด่นในห้องเรียน และได้เป็นตัวแทนแข่งท่องอาขยานระดับจังหวัด

เมื่อเริ่มมีความเชื่อมั่น เขาจึงกลายเป็นเด็กตั้งใจเรียนจนสามารถสอบคณิตศาสตร์ได้อันดับสามของประเทศ ได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ และได้ไปทำงานที่บริษัท Google ก่อนจะกลายมาเป็น “กระทิง พูนผล” ผู้แผ้วทางให้วงการสตาร์ทอัพไทยในกาลต่อมา

2.ศัตรูของผู้บริหารคือห้องแอร์ที่เย็นฉ่ำ
เพราะมันจะทำให้เราไม่อยากออกไปไหน ไม่ได้ออกไปเจอลูกค้า ไม่ได้พบเห็นปัญหาด้วยตัวเอง คอยอ่านแต่รายงานและการพรีเซนต์ที่ถูกฟิลเตอร์มาแล้ว ทำให้ไม่เข้าใจความเป็นจริง อันจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด

3.อย่าใช้ใครไปซื้อกาแฟ
คนนอร์เวย์เชื่อใน “กฎของยานเต้” ซึ่งมีทั้งหมด 10 ข้อ หลักใหญ่ใจความคืออย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าเราวิเศษกว่าคนอื่น คนนอร์เวย์จึงจะไม่ยอมซื้อรถที่หรูหรากว่าเพื่อนบ้านเพราะถือเป็นเรื่องผิดมารยาท

หลังจากที่คุณซิกเว่ไปทำงานที่อินเดีย ดีแทคก็ได้ซีอีโอคนใหม่ชื่อคุณทอเร่ จอห์นเซ่น เวลาคุณทอเร่อยากกินกาแฟ เขาจะลงจากตึกสูงเพื่อมาซื้อกาแฟที่สตาร์บัคส์ชั้นหนึ่งเองทุกครั้ง พอถูกถามว่าทำไมถึงไม่ให้เลขาซื้อกาแฟให้ คุณทอเร่ก็ตอบว่า “ขอเดินไปซื้อเองเถอะ เพราะที่นอร์เวย์ ถ้าให้เลขาฯ ซื้อให้มันเด่นเกินคนอื่น อีกอย่างถ้าผมเกษียณ ผมก็ต้องซื้อกาแฟเอง ต้องฝึกตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เคยตัว”


ขอบคุณไอเดียจากหนังสือ ล้ม ลุก เรียน รู้ โดยพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ สำนักพิมพ์ KOOB

3 ไอเดียจากหนังสือ Future Mindset

เมื่อตอนต้นเดือน อาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ เจ้าของเพจและพอดคาสท์ Nopadol’s Story ได้กรุณาส่งหนังสือ “เมื่อวิธีคิดที่คุณมีใช้กับงานในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ (Future Mindset)” ของสำนักพิมพ์วีเลิร์นมาให้

ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะได้เริ่มเปิดอ่าน แต่พอได้อ่านก็อ่านจบอย่างรวดเร็ว

วันนี้เลยขอมาแชร์สามไอเดียจากหนังสือเล่มนี้ครับ อาจจะมีบางส่วนที่ผมเสริมไอเดียและสำนวนของตัวเองลงไปด้วยนะครับ

1. P-I Matrix

P คือ Performance เราทำได้ดีรึเปล่า
I คือ Importance มันสำคัญรึเปล่า

เมื่อรวมกันจะออกมาเป็นสี่ combinations
หนึ่ง เราทำได้ดี และมันเป็นเรื่องสำคัญ
สอง เราทำได้ดี แต่มันไม่สำคัญ
สาม เราทำได้ไม่ดี และมันไม่สำคัญ
สี่ เราทำได้ไม่ดี และมันเป็นเรื่องสำคัญ

เราควรจะใช้เวลากับเรื่องแรกให้มาก เพราะเราทำได้ดีและมันเป็นเรื่องสำคัญ นี่คือ sweet spot ที่เราจะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างสูงสุด

และเราควรจะให้เวลากับข้อสี่รองลงมา เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่เรายังไม่เก่งพอ เราจึงควรจัดการอย่างเร่งด่วน อาจจะเร่งพัฒนาตัวเอง อาจจะขอความช่วยเหลือ หรือมอบหมายให้คนอื่นทำก็ไม่เสียหาย

ส่วนวิธีการจัดการกับเรื่องที่เหลือ คือลดข้อสอง เพราะเรามีแนวโน้มที่จะทำมันเยอะเกินไปทั้งๆ ที่มันไม่สำคัญ ข้อสามไม่ต้องทำอะไรกับมัน ในเมื่อมันไม่สำคัญเราทำได้ไม่ดีก็ถูกแล้ว

2. คนที่ได้เกียรตินิยมไม่ใช่คนที่ได้ 100 เต็มวิชาเดียว แต่สอบตกวิชาที่เหลือ

เพราะความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง เราจึงไม่จำเป็นและไม่ควรมุ่งไปที่ความสมบูรณ์แบบจนทำให้มิติอื่นๆ ในชีวิตพัง

ถ้าการงานและการเงินก้าวหน้ามาก แต่สุขภาพแย่ทั้งกายและใจ อย่างนี้อาจจะเรียกได้ว่าสอบตกในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ไม่ต้องมุ่งไปที่ 100 คะแนนหรอก ทำให้ได้ซัก 80-90 คะแนนในหลายๆ วิชาน่าจะเป็นทางที่ยั่งยืนและฉลาดกว่า

3. Yes No Yes และ Plan B

คนไทยไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใคร แต่ถ้าอยากปฏิเสธคนให้เป็นเราควรใช้สูตร Yes No Yes

Yes แรกคือเราต้องรู้ก่อนว่าอะไรสำคัญในชีวิตเรา เมื่อเรา Yes กับสิ่งสำคัญในชีวิตเช่นเรื่องการมีเวลาให้ลูก เราก็จะมี “หลัก” ให้ยึดเมื่อต้องเจอสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ

No คือการตอบปฏิเสธ เช่นเจ้านายขอให้เราทำงานด่วนและจะเอาคืนนี้ แต่เมื่อเรา Yes กับการมีเวลาให้ลูกแล้ว เราจึงมีเหตุผลที่แข็งแรงพอที่จะเซย์ No กับเจ้านายได้

Yes สุดท้ายคือการหาทางออกให้กับคนที่มาขอความช่วยเหลือ เช่นขอผัดผ่อนเวลา หรือแนะนำให้คนอื่นช่วยแทน

ซึ่งก็เป็นไปได้อีกว่าเขาอาจจะไม่รับทางเลือกที่เราเสนอให้ก็ได้ เราจึงต้อง Plan B เช่นบอกกับเจ้านายอย่างจริงจัง สุภาพ และด้วยความเคารพว่าถ้าเขายังยืนยันจะให้เราทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็อาจต้องขออนุญาตลาออกแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เราไม่ได้อยากทำเลย สิ่งสำคัญคืออย่าให้เจ้านายตัดสินใจทันที เพราะจะเป็นการกดดันให้เขาพูดโดยใช้อารมณ์และแม้จะอยากเปลี่ยนใจภายหลังก็กลับคำไม่ทันแล้ว


ใครอ่าน 3 ไอเดียนี้แล้วคิดว่าเข้าท่า ลองไปหาหนังสือเล่มจริงมาอ่านดูได้นะครับ 😉

อ่านหนังสือคือการอัพเดตซอฟต์แวร์ในสมอง

20200204

“Reading is like a software update for your brain.”
-James Clear

การอ่านหนังสือการอัพเกรดสมองของเราให้มี features มากขึ้นและมี bugs น้อยลง

มันจะช่วยเพิ่มเลนส์ในการมองชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งจำเป็นมากเพราะเราเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผ่านไปแล้วไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนวิธีการตีความมันได้

ถ้าไม่อ่านอะไรใหม่ๆ ไม่เสพของที่มีคุณภาพ สมองของเราก็จะมีแต่วิธีการมองแบบเดิมและความรู้แบบเก่า

ซึ่งความรู้เก่ามีอันตรายอย่างน้อยสามประการ

หนึ่ง ความรู้เก่านี้มันไม่จริง เราเข้าใจผิดมาโดยตลอด

สอง ความรู้เก่านี้เคยจริง แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็นความจริงอีกต่อไป

สาม ความรู้เก่าที่เรายึดติดจะปิดกั้นไม่ให้เรารับรู้หรือพิจารณาความรู้ใหม่ที่ถูกต้องกว่า

ในโลกที่หมุนเร็ว ทักษะที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการ learn ก็คือการ unlearn หรือการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรารู้

เพราะอันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้อยู่แล้ว

บางคนอาจถามว่าจำเป็นต้องอ่านหนังสือด้วยเหรอ อ่านบล็อกดีๆ จากในเฟซก็น่าจะเพียงพอแล้วรึเปล่า

หนังสือหนาเป็นร้อยหน้าเป็นสื่อที่อินเตอร์เน็ตและฟีดบนโซเชียลไม่อาจทดแทน เพราะหนังสือมี “ธีม” ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของเล่ม มีการจัดวางโครงสร้างมาอย่างดีเพื่อให้คนอ่านค่อยๆ ซึบซับสิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้บทความบนเว็บไม่อาจมอบให้ได้

มาอ่านหนังสือเพื่อมองเห็นภาพใหญ่ เพื่อ unlearn ความรู้ที่ไม่จริงอีกต่อไป และเพื่ออัพเกรดสมองของเรากันนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน

ช้างกูอยู่ไหน_๒๐๐๑๐๓_0017

วันนี้มาขายของครับ 

หนังสือเล่มที่สองของผมจะตีพิมพ์เสร็จวันนี้และน่าจะกระจายสู่แผงหนังสือทั่วประเทศภายในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

ผมเองยังไม่ได้เห็นตัวหนังสือเล่มจริง ก็เลยตื่นเต้นมาก ลุ้นว่ามันจะออกมาเหมือนที่เราจินตนาการไว้รึเปล่า อารมณ์ไม่ต่างอะไรกับว่าที่คุณพ่อที่กระวนกระวายอยู่หน้าห้องผ่าตัดเพื่อรอเจอเจ้าตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน

เห็นคำว่า “ช้างกูอยู่ไหน” อาจจะพลันทำให้เรานึกถึงคุณจา พนม ที่ออกตามหาช้างในภาพยนตร์ “ต้มยำกุ้ง” ของพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว

หนังสือเล่มนี้ไม่มีจา พนมและไม่มีฉากบู๊ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผมเลือกชื่อนี้เพราะคนไทยคุ้นหู และมันบ่งบอกถึงแก่นแกนของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี

เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพว่า “ช้างกูอยู่ไหน” เกี่ยวกับอะไร ผมขอยกคำนำของหนังสือมาไว้ตรงนี้นะครับ

—–

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

ว่ากันว่ามีช่างไม้ที่แกะสลักไม้เป็นรูปช้างได้เหมือนจริงมาก

ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงดั้นด้นไปหาช่างไม้คนนั้นที่รังสรรค์งานอยู่ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อได้เจอช่างไม้ ชายหนุ่มจึงถามถึงเคล็ดลับในการแกะสลักช้าง

ช่างไม้ตอบว่า

“ก่อนอื่นเราต้องมีไม้ที่ดีก่อน เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป”

ก็เท่านั้นเอง

ไม้ที่ดีจะมาพร้อมกับความเป็นไปได้และข้อจำกัดของมัน เช่น ถ้าไม้ขนาดเท่าท่อนแขน เราก็ไม่สามารถแกะช้างให้ใหญ่กว่าท่อนแขนได้อยู่แล้ว

เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็ต้องหาช้างของเราให้เจอด้วยการกะเทาะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป

—–

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาเพื่อคนวัยสามสิบต้นๆ ถึงสี่สิบกลางๆ

วัยที่กำลังสร้างครอบครัว มีการงานที่มั่นคง หลายคนเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหาร มีลูกน้องต้องดูแล หลายคนมีเงินเก็บหลายแสนหรือแม้กระทั่งหลายล้านบาท อะไรๆ กำลังไปได้สวย

แต่ถึงกระนั้นกลับรู้สึกไม่ค่อยมีความสุข

อาจเพราะมีเงิน แต่ไม่มีเวลาใช้เงิน มีงานที่ดี แต่งานก็ดึงพลังชีวิตไปมากมายเสียจนกระทบความสัมพันธ์และสุขภาพ

ถ้าวัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยแห่งการเพิ่มพูนและเติมเต็ม ผมคิดว่าวัยสามสิบกว่าๆ คือวัยแห่งการเรียนรู้ที่จะลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิต

เพราะถ้าเราพยายามจะทำทุกอย่าง จะเอาทุกอย่าง สุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง

เราวกวนว้าวุ่นโดยไม่มีเวลาหยุดพัก รู้ตัวอีกทีก็พบว่า “ช้าง” ของเราหายไปไหนก็ไม่รู้

แต่ถ้าเราหยุดวิ่งและหันมาสำรวจตัวเองว่าอะไรบ้างที่มีความสำคัญกับเราอย่างแท้จริง

เราอาจจะพบว่า “ช้าง” นั้นอยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว

ขอให้คุณผู้อ่านสนุกกับการแกะสลัก “ช้าง” ของตัวเองนะครับ

—–

หนังสือเล่มนี้จะอ่านยากกว่า “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” แต่ก็จะพาคุณผู้อ่านสำรวจตัวเองไปได้ลึกกว่าเดิมเช่นกัน

โดยหนังสือจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ภาค

Work – งาน
Relationships – ความสัมพันธ์
Society – สังคม
Self – ตนเอง

โดยความมุ่งหวังของผมคือเมื่อคุณผู้อ่านได้อ่านจบแล้ว จะเห็น “ช้าง” ของตัวเองได้ชัดขึ้น ดิ้นรนน้อยลง และมีความสุขความพึงพอใจกับวิถีทางของต้นมากขึ้นครับ

ขอบคุณพี่ปิ๊กแห่งเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยที่ให้ความไว้วางใจตีพิมพ์หนังสือของผมอีกครั้ง

ขอบคุณน้องพีทและน้องพลอยเซ่แห่ง C’est Design ที่ออกแบบหนังสือเล่มนี้ด้วยความทุ่มเทและใส่ใจในทุกรายละเอียด

ขอบคุณอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สำหรับบทกวีเปิดเล่ม

ขอบคุณโค้ชจิมมี่ พจนารถ ซีบังเกิด และพี่แท็บ รวิศ หาญอุตสาหะ สำหรับคำนิยม

ขอบคุณป๋าเต็ดที่จุดประกายไอเดียอันเป็นแก่นของหนังสือเล่มนี้

ขอบคุณคุณจา พนม และพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่สร้างหนังต้มยำกุ้ง

ขอบคุณภรรยา ลูกๆ แม่ พ่อ น้องชาย น้องสะใภ้ และคนใกล้ชิดที่สนับสนุนให้หนังสือเสร็จสมบูรณ์

และแน่นอน ขอบคุณคุณผู้อ่านที่ติดตามกันมาโดยตลอด

ขอฝาก Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกท่านด้วยนะครับ

—–

เป็นเจ้าของหนังสือ ช้างกูอยู่ไหน พร้อมลายเซ็น​ผู้เขียนได้ก่อนใครด้วยการสั่ง pre-order 100 เล่มแรก ผ่าน link นี้ครับ

http://www.whatisitpress.com/…/product/575145/product-575145

รีวิวหนังสือ Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ

20180217_readtolead

หนึ่งในคำแนะนำที่ผมมักจะมีให้กับน้องนุ่งที่รู้จักกันก็คือ “จงอ่านหนังสือให้เยอะๆ”

เพราะทุกๆ คนที่ผมชื่นชมและเห็นว่าประสบความสำเร็จนั้นไม่มีใครเลยที่ไม่อ่านหนังสือ

ผมจึงดีใจมากที่ดร.ณัชร สยามวาลา ได้เขียนหนังสือ “Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ” ออกมา ซึ่งผมได้อ่านจนจบครบทุกหน้าแล้ว จึงอยากนำมาบอกต่อครับ

ผู้เขียนคือใคร
ดร.ณัชร สยามวาลา หรือ “ครูณัชร” เป็นเจ้าของเพจ ดร ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD เป็นนักวิชาการอิสระ นักเขียนและนักแปล ค้นคว้าวิจัยเรื่องการเจริญสติอย่างลึกซึ้งทั้งแบบวิปัสสนาและแบบเซน มีผลงาน Bestseller หลายเล่ม อาทิเช่น “วิถีดาบ วิถีเซน”  และ “รักที่สุด ณ จุดที่เป็น

ผมได้รู้ด้วยว่าครูณัชรเป็นนักอ่านตัวยง ซึ่งพิสูจน์ผ่านการสรุปหนังสือลงเพจมาแล้วเกือบ 500 เล่ม ดูรายชื่อหนังสือได้ที่ https://goo.gl/z19dt9 และอ่านสรุปได้ที่ https://goo.gl/mSfivP (คลิ้กไปที่รูปปกหนังสือ)

ผมกับครูณัชรรู้จักกันมาสองปีกว่าแล้ว (เราต่างเป็นแฟนเพจซึ่งกันและกัน) และครูณัชรก็ได้กรุณาผมในหลายๆ เรื่อง ทั้งเขียนคำนำให้กับหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ผลักดันให้ผมเปิดคอร์ส Time Management แถมยังสมัครมาเข้าเรียนคลาสของผมอีกด้วย

 

เนื้อหาหนังสือ
หนังสือ Read to Lead มีทั้งหมด 9 บท ซึ่งผมแบ่งได้เป็น 5 ธีมคือ

1. ที่มาของนิสัยรักการอ่าน – หนังสือเปลี่ยนชีวิตของครูณัชรและคุณูปการของการอ่าน

2. บุคคลสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบันที่รักการอ่านหนังสือ – สร้างแรงบันดาลใจให้เราเห็นว่า คนเจ๋งๆ นี่เขาอ่านหนังสือกันจริงจังแค่ไหน

3. เทคนิคการอ่านหนังสือ – เป็น know-how และ insights ว่าการอ่านหนังสือพัฒนาสมองอย่างไร และเราเองจะอ่านหนังสือได้เร็วขึ้น-อ่านได้น้ำได้เนื้อมากขึ้นอย่างไร

4. สัมภาษณ์ผู้ใหญ่ในเมืองไทย อันได้แก่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน, ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ (ราชบัณฑิต), ท่านว.วชิรเมธี, และดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

5. บทส่งท้ายและส่งความปรารถนาดี

 

เกร็ดความรู้ที่ผมประทับใจ

– จอห์น เอฟ เคนเนดี้ จีบแจ๊คเกอลีนด้วยการเอาหนังสือ Pilgrim’s Way ของ John Buchan ให้อ่าน ซึ่งก็ทำให้เธอประทับใจเพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนจีบเธอด้วยการให้หนังสือมาก่อน

– ลีกาซิง มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของเอเชีย มีชีวิตวัยเด็กที่แร้นแค้นแต่ก็ยังได้อ่านหนังสือเยอะ เพราะเขาใช้วิธีซื้อหนังสือมือสองมาอ่าน อ่านจบแล้วก็ขายเพื่อเอาเงินไปซื้อหนังสือมือสองเล่มใหม่

– ในบรรดามหาเศรษฐีที่นิตยสาร Forbes ไปสัมภาษณ์ 88% อ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 30 นาที

– ตุ๊กตาหมี Teddy Bear มีที่มาจากการที่ Theodore Roosevelt อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ช่วยชีวิตลูกหมีตัวหนึ่งเอาไว้ หมีตัวนั้นจึงได้ชื่อว่าหมีของเท็ดดี้  – Teddy’s Bear (เท็ดดี้คือชื่อเล่นของธีโอดอร์)

– แม้จะมีเวลาอ่านหนังสือน้อยแค่ไหน เราก็ควรจะหาเวลาอ่านมันทุกวัน เพราะอะไรก็ตามที่เราทำบ่อยๆ สมองจะบันทึกว่าเป็นเรื่องสำคัญ

 

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร?
Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ เป็นหนังสือที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่โดยส่วนตัวผมอยากให้เด็กประถมและมัธยมต้นทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะตอนที่ผมอ่าน Read to Lead นั้น ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กอายุ 10 ขวบที่ได้อ่านหนังสือ 143 บุคคลสำคัญของโลก ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมผูกพันมาก

แม้ Read to Lead จะมีเคล็ดลับเรื่องการอ่านหนังสือมากมาย แต่หน้าที่ของมันจริงๆ น่าจะเป็นการจุดประกายให้คนเห็นคุณค่าของการอ่านหนังสือให้เป็นนิสัย และวัยที่เหมาะที่สุดสำหรับการจุดประกายก็คือวัยที่ยังเป็นไม้อ่อนดัดง่าย

ดังนั้น ถ้าคุณมีลูกหลานวัย 10-14 ขวบ อยากให้ลองซื้อเล่มนี้เป็นของขวัญให้พวกเขาครับ

ข้อติชม

+ ตัวอักษรขนาดใหญ่ อ่านง่ายสบายตา

+ ผมสั่งซื้อโดยตรงกับครูณัชรจึงได้หนังสือปกแข็งมา รูปลักษณ์สวยงาม จับแล้ว spark joy เก็บไว้ได้เป็นสิบปี

+ เป็นหนังสือที่ครบครันทั้งในแง่ Why, How และ What อ่านไปเพื่ออะไร อ่านอย่างไร และควรอ่านอะไร

+ มีบทสัมภาษณ์ผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ ซึ่งท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์ที่ไหนง่ายๆ

– หนังสือมีขนาดใหญ่ อาจจะค่อนข้างหนักสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในใจ

– ยังมีจุดที่สะกดผิดอยู่หลายจุด

– ถ้าอ่านหนังสือแปลญี่ปุ่นของสำนักพิมพ์ WeLearn มาเยอะ เนื้อหาบางส่วนอาจจะซ้ำกับที่รู้อยู่แล้ว

 

คำพูดโดนใจ

“ท่านรับสั่งเลยนะ ทำงานต้องสนุก ถ้าไม่สนุกสักพักเดี๋ยวก็เบื่อ”
– ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

 

“ผมก็อ่านและชอบฟังคนที่มีความคิด แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องเห็นด้วย หรือถ้าไม่เห็นด้วย จะไปว่าเขาผิด มันไม่มีอะไรผิดถูก มันแล้วแต่มุมมอง เราพยายามเข้าใจว่า เขาเขียนอย่างนี้ และมีเหตุผลอย่างนี้เพราะอะไร อันนั้นสนุกกว่า”
– ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน

 

“หนังสือนี่มันอมตะจริงจริง”
– ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ

 

“การอ่านให้หลากหลายก็เหมือนการที่เรากินอาหารที่หลากหลาย…อาตมภาพไม่รู้สึกเหงาเลยตลอดเวลา 20 ปีของชีวิตบรรพชิต เพราะตลอดเวลานั้นว่างเมื่อไหร่ อาตมาภาพเป็นต้องอ่านเสมอ”
– ว.วชิรเมธี

 

“ข้อได้เปรียบของคนอ่านเยอะคืออะไรรู้ไหม…พอมีเรื่องอะไรใหม่ๆ เข้ามา ความรู้เดิมเข้าไปประกอบความรู้ใหม่ได้เร็ว มันเข้าใจของใหม่ได้เร็ว แล้วก็ประยุกต์ได้ไว”
– ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

 

ร่วมสนุกลุ้นรับ Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ
ผมซื้อหนังสือเอาไว้ 3 เล่ม เล่มแรกเอาไว้อ่านเอง ส่วนอีกสองเล่มผมตั้งใจจะนำมาแจกคนที่ติดตามบล็อก Anontawong’s Musings ครับ

เพียงเขียนถึงหนังสือที่คุณชอบ 1 เล่มว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร มันได้เปลี่ยนมุมมองและความคิดของเราอย่างไรบ้าง ลงในช่องคอมเมนท์ ค่ำวันจันทร์ที่ 19 ก.พ. ผมจะเลือกสองคอมเมนท์ขึ้นมาเพื่อส่งหนังสือ Read to Lead อ่านอย่างผู้นำไปให้ถึงบ้านครับ

 

ข้อมูลหนังสือ
Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ
ดร.ณัชร สยามวาลา เขียน
ราคา 495 บาท
รายได้ทั้งหมดผู้เขียนมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา
หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด  นายอินทร์  และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
หรือสั่งซื้อปกแข็ง Limited Edition (595 บาท) ได้ที่ https://goo.gl/UMKszV