คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่าน

“If you’re overthinking, write. If you’re underthinking, read.”
-@AlexAndBooks_

คนเรานอกจากจะต้องการ work-life balance แล้ว ผมคิดว่าเรายังต้องการ input-output balance ด้วย

Input คือสิ่งที่เราเสพ output คือสิ่งที่เราสร้าง

ถ้าเราเสพอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะอยู่ในหัว แต่เราไม่อาจสร้างคุณค่าได้

ถ้าเราสร้างอย่างเดียว ไม่เสพอะไรเลย สักวันเชื้อเพลิงก็หมด เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะจุดอะไรก็ไม่ติด

ดังนั้นเราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ถ้ามีสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไป เราควรจะปล่อยมันออกมา และถ้าเจอทางตันหรือคิดอะไรวนหลูป แสดงว่าเราต้องสรรรหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่านครับ

เมื่อมีเรื่องกลุ้มใจให้เดินเข้าร้านหนังสือ

เวลาเรามีเรื่องกลุ้มใจ เรามักจะบ่นให้เพื่อนๆ ฟัง หรือถ้าหุนหันเราก็บ่นขึ้น Facebook / Twitter

บางคนอาจเลือกที่จะลืมความกลุ้มใจไปชั่วคราวด้วยการออกไปเที่ยวหรือออกไปดื่มเหล้า พอสร่างเมาก็กลุ้มใจเหมือนเดิม

หนทางหนึ่งที่คนมักไม่นึกถึงกัน เพราะมันเป็นเส้นผมบังภูเขา ก็คือการเดินเข้าร้านหนังสือ

เรื่องกลุ้มใจที่เราเจอ คนอื่นก็เคยเจอ และน่าจะหาทางแก้ได้มาสักพักใหญ่ และได้ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือแล้ว

ดังนั้น ถ้าเราเดินเข้าร้านหนังสือใหญ่ๆ สักหน่อย มองหาหนังสือที่น่าจะไขขอข้องใจให้เราได้ ดูปกหน้า ปกหลัง สารบัญ และลองพลิกอ่านบางบทความว่าอ่านแล้วได้อะไรรึเปล่า

ซื้อหนังสือมาสัก 2-3 เล่มที่น่าจะช่วยไขข้อข้องใจนั้นได้ แล้วก็ให้เวลาอ่านมันเสียหน่อย

บางทีเราจะพบคำตอบที่ไม่อาจพบได้ด้วยวิธีอื่นๆ ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ INPUT ศิลปะของการเลือก-รับ-รู้ โดยชิอน คาบาซาวะ สำนักพิมพ์ Sandclocks

7 คอนเซ็ปต์น่าสนใจจากหนังสือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…”

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มล่าสุดของคุณท้อฟแห่งเพจ “ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

ชื่อหนังสือคือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…”

นอกจากสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมจะเห็นจากหนังสือของคุณท้อฟเสมอคือคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ บางอันก็เคยผ่านหูผ่านตา บางอันก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม อาจเป็นเพราะคุณท้อฟเคยทำงานสาย agency มาก่อน เลยผลักดันให้ต้องอ่านเยอะ ศึกษาเยอะ ทำให้มี “วิชา” จากหลายแขนงที่มาเจอจุดตัดในงานเขียนของคุณท้อฟพอดี

เลยขอนำบางคอนเซ็ปต์จากหนังสือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…” มาไว้ตรงนี้นะครับ

1. Cognitive Dissonance

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ข้อมูลไม่ตรงกับความคิดของเรา เราจะเกิดความขัดแย้ง ความอึดอัด เราจึงต้องหาเหตุผลบางอย่างมาเพื่อรักษาความเชื่อของเราเอาไว้ ความน่ากลัวก็คือมันจะผลักดันให้เราคว้าเหตุผลอะไรก็ได้มาสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง แม้ว่าเหตุผลนั้นจะไม่ถูกต้องก็ตาม

2. Backfire Effect

เมื่อเราปักใจเชื่ออะไรบางอย่างแล้ว แม้จะเจอหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากกว่า เรากลับปัดมันตกไป (เพราะว่าถ้าเอาเข้ามาคิดต่อมันจะก่อให้เกิด cognitive dissonance) แล้วเราก็พยายามสรรหาเหตุผลต่างๆ นานามาตอกย้ำความเชื่อเดิมของตัวเองให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น

3. Healthy Ego vs Unhealthy Ego

อีโก้ที่ดีต่อการใช้ชีวิต คือ “ฉันมีดี”

อีโก้ที่จะทำให้ชีวิตลำบาก คือ “ฉันมีดีกว่าคุณ”

4. One Man Army

คือผู้นำสไตล์ข้ามาคนเดียว ชอบเคลมว่าผลงานทุกอย่างเป็นของตัวเอง ดังนั้นผู้คนควรจะขอบคุณเขา

เมื่อไม่ให้เกียรติคนทำงาน ก็เลยไม่ค่อยมีใครอยากจะร่วมมือหรือให้ความช่วยเหลือเท่าไหร่ ปล่อยให้พี่แกเหนื่อยไปคนเดีย;

5. Wish vs Hope

สองคำนี้แปลว่า “หวัง” เหมือนกัน แต่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

Wish คือหวังแบบขอพร หวังว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยโชคชะตาหรือสิ่งศักด์สิทธิ์บันดาล หากมันไม่เกิดก็เพราะว่าโชคไม่เข้าข้างหรือยังขอไม่ถูกวิธี

Hope นั้นจะมี How สนับสนุน มีที่มาที่ไป มีการตั้งเป้าหมายและมีวินัยที่จะทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น Hope จึงเป็นความหวังที่เกิดจากการลงมือทำจริง

6. Blind Optimism

เมื่อ wish จนเคยตัว ก็อาจเกิดอาการ “มองโลกในแง่ดีทิพย์” คือเห็นอยู่ว่ามันไม่ดี แต่หลอกตัวเองว่ามันดีแล้ว หรือมีความงดงามฝังอยู่ในความเลวร้าย เห็นอยู่ว่าพายุกำลังจะมา แต่ไม่กลับมาดูว่าบ้านตัวเองแข็งแรงดีมั้ย แต่บอกตัวเองว่าไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม บ้านของฉันโอเค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครองคนด

7. Equality Act

คือกฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศเพื่อปกป้องสิทธิของชาวอเมริกันที่เป็น LGBTQ (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer)

หากกฎหมายนี้ผ่านสภาคองเกรส จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของกลุ่ม LGBTQ ทั้งในแง่การจ้างงาน การจัดหาที่อยู่อาศัย การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ และอีกหลายแง่มุมในชีวิต ซึ่งกฎหมายแบบนี้แทบไม่มีการพูดถึงในเมืองไทยเลย


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “Leadership/Leader-shit ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…” โดยท้อฟฟี่ แบรดชอว์