ในวันที่เราบ่นเรื่องลูกเรียนออนไลน์

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ หนึ่งในปัญหาหนักอกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา คือการที่ลูกต้องเรียนออนไลน์

งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องดู เรียนก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ แถมค่าเทอมยังแทบไม่ลดอีกต่างหาก

ผมกับพ่ออยู่บ้านคนละหลัง แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อวันก่อนผมวิ่งรอบหมู่บ้านเสร็จก็เจอพ่อกำลังเดินออกกำลังกายอยู่พอดี พ่อเลยชวนเดินไปคุยไป

พ่อเล่าให้ฟังว่าเพิ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับข้าราชการท่านหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย เขาเล่าให้ฟังว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองท่านหนึ่งได้ปรารภไว้ว่าเป็นห่วงเกี่ยวเด็กในต่างจังหวัดอยู่สองเรื่องและฝากฝังให้เขาช่วยคิดแก้ไข

หนึ่งคือการฉีดวัคซีนยังไปไม่ทั่วถึง หลายครอบครัวยังไม่ได้ฉีดแม้แต่เข็มแรกด้วยซ้ำ

สองคือเด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสเรียนออนไลน์เลย พ่อแม่ต้องออกไปทำมาหากิน แถมที่บ้านก็ไม่มีคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กกลุ่มนี้จะเสียเปรียบมาก

ผมฟังไปก็สะท้อนใจว่าปัญหาลูกเรียนออนไลน์ของเรานี่มันจิ๊บจ๊อยเหมือนกัน เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เรามีโอกาสดีกว่าคนอื่นตั้งมากมาย

ด้วยหน้าที่ในงาน ทำให้ผมติดตามสถานการณ์เรื่องโควิดค่อนข้างใกล้ชิด นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงบัดนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในกรุงเทพลดลง 3 เท่าจากวันละ 3700 คนเหลือประมาณ 1200 คน และผู้เสียชีวิตลดลง 6 เท่าจาก 120 เหลือ 20 คน

ถ้าไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ เดือนพฤศจิกายนสถานการณ์ในกรุงเทพน่าจะดีขึ้นพอที่จะทำให้พ่อแม่ชาวกรุงส่วนหนึ่งกล้าส่งลูกกลับไปเรียนที่โรงเรียน

แต่ประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรได้เท่าเรา

เมื่อเราตระหนักว่าเรายังโชคดีกว่าผู้คนอีกมาก เราก็จะมีกำลังใจที่จะรับมือกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ครับ

อย่าให้กรุงเทพน่าอยู่แค่ช่วงสงกรานต์กับปีใหม่

ช่วงหยุดยาว เวลาขับรถในกรุงเทพ เรามักจะหันไปพูดกับคนใกล้ตัวว่า “ถ้ากรุงเทพถนนโล่งอย่างนี้ทุกวันจะน่าอยู่มากเลยนะ”

แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่กรุงเทพก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ อาหารการกินเพียบพร้อม ห้างน่าเดิน ทุกอย่างอยู่ใกล้กัน ถ้ารถไม่ติดจะเดินทางไปไหนก็ใช้เวลาเพียงนิดเดียว

สองปีที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นคุณค่าของวันหยุดยาวมากนัก เพราะโควิดและล็อคดาวน์ทำให้เราคุ้นชินกับกรุงเทพที่รถไม่ค่อยติดเสียแล้ว

ตอนนี้รัฐบาลเริ่มคลายล็อคดาวน์ รถบนท้องถนนเริ่มมีมากขึ้น ผมเลยอยากเขียนบทความนี้ถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ว่านโยบาย work from home ควรจะมีอยู่ต่อไป

จริงๆ ผมสนับสนุนให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศนะครับ เพราะทำงานที่บ้านทุกวันนั้นทำให้เหี่ยวเฉาและเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคซึมเศร้า

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและอยู่ร่วมกับมนุษย์ผู้อื่นมาเป็นแสนเป็นล้านปี การต้องมานั่งทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์อยู่หน้าจอคอมในห้องตัวคนเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีต่อร่างกายและจิตใจได้

ผมได้แต่หวังว่าเมื่อโควิดเริ่มซา ผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีความกล้าพอที่จะไม่กลับไปยึดมั่นถือมั่นนโยบายเดิมๆ เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่าการทำงานแบบ work from home นั้นไม่ได้ทำให้คนอู้งาน จริงๆ แล้วในหลายบริษัทมันทำให้คนทำงานหนักเกินไปด้วยซ้ำ

หากทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน ร่วมแรงร่วมใจออกนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ 2-3 วันต่อสัปดาห์ มันน่าจะเป็น sweet spot ที่เป็นผลดีต่อทุกคน พนักงานยังได้เจอเพื่อนฝูงแต่ก็ยังมีความยืดหยุ่นที่ไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองทุกวัน นายจ้างก็ยังได้การทำงานที่ประสิทธิภาพโดยไม่เบียดเบียนสุขภาพพนักงานมากจนเกินไป

ที่สำคัญ เมื่อรถบนท้องถนนหายไป 40% กรุงเทพจะเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นอย่างมาก ไม่ต้องตะเกียกตะกายตื่นแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติดอีกต่อไป

แน่นอนว่านโยบาย WFH คงไม่ได้เป็นผลดีต่อทุกคน ราคาหุ้นทางด่วนอาจจะไม่โต คอนโดอาจต้องจัดโปรโมชั่น พนักงานบริษัทรถยนต์อาจไม่ได้โบนัส 6 เดือน ส่วนสถาบันการศึกษาก็ต้องขบคิดว่าจะสอนแบบ hybrid ทั้งออนไลน์และเจอหน้าได้อย่างไร

แต่มนุษย์นั้นปรับตัวเก่งอยู่แล้ว อย่างไรเสียก็น่าจะหาทางออกกันได้

อีกสามเดือนต่อจากนี้ เมื่อประชาชนกรุงเทพได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเพียงพอจนเกิด herd immunity การตัดสินใจของพวกเราเกี่ยวกับนโยบาย work from home จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญว่าคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรครับ

ความสม่ำเสมอของเรื่องร้ายๆ

“ความเลวร้ายหรือ ข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว แต่ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น จงระลึกไว้ว่า มันเกิดแล้วเกิดเล่าเสมอมา ทุกแห่งหนตำบล คลาคล่ำทั่วบันทึกประวัติศาสตร์ แต่บุราณจนสมัยนี้ เกลื่อนไปทั่วบ้านทั่วเมือง มิใช่เรื่องใหม่เลย ซ้ำซาก ไม่จีรัง”

นี่คือคำพูดที่ชายคนหนึ่งเขียนเตือนตัวเองไว้ในไดอารี่เมื่อเกือบ 2 พันปีที่แล้ว

ไม่ว่าโลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปแค่ไหน แต่ปัญหาของเราก็ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ

ยังดีที่เราอยู่ในยุคที่ความรู้ทางการแพทย์รุดหน้า เราจึงมีวัคซีนและยาเป็นสรณะมากกว่าหมอผี

เราอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีเปิดทางให้เราสามารถได้รับข่าวสารจากทั่วโลกและติดต่อหาใครก็ได้ในชั่วพริบตา

แม้ว่าวิกฤติครั้งนี้จะหนักหน่วง แต่โลกก็มีวิกฤติในแบบของมันมาแต่ไหนแต่ไร

ปัญหามีก็แก้กันไปตามกำลังความสามารถ แน่นอนว่ามันทรมานและไม่ทันใจ

แต่หากเรามองโลกอย่างมีความหวังเข้าไว้ วิกฤตินี้ก็จะผ่านไปเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาครับ


ขอบคุณ quote จากหนังสือ Meditations เมื่อจักรพรรดิพินิจชีวิต by มาร์คุส ออเรลิอุส

ไม้ล้มมันดัง ไม้ขึ้นคนไม่ทันสังเกต

“ผมรู้จักคนรุ่นใหม่ดีๆ เยอะเลย
แต่สิ่งที่ดีในสังคมไทย คนจะมองไม่เห็น
เหมือนต้นไม้ เวลาล้มมันดัง
อย่างข่าวไอ้เณรคำอะไรนี่มันดัง
แต่เวลาต้นไม้งอก คนไม่ทันสังเกต
เมืองไทยตอนนี้มันมีอะไรงอกเยอะเลย”

-สุลักษณ์ ศิวรักษ์
นิตยสาร Happening ฉบับที่ 78
สิงหาคม 2556

ในห้วงยามที่เต็มไปด้วยโรคระบาดและความขัดแย้งทางการเมือง เป็นการยากเหลือเกินที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวันโดยไม่เกิดความขุ่นใจ

เราถูกวิวัฒนาการให้มองเห็นสิ่งเลวร้ายก่อนสิ่งดีงาม ถ้าเราเห็นพุ่มไม้กำลังเคลื่อนไหว เราต้องระแวดระวังภัยว่าเราจะกลายเป็นผู้ถูกล่าหรือเปล่า

ข่าวดีจึงขายไม่ได้ ข่าวร้ายจึงขายดี สำนักข่าวและฟีดโซเชียลจึงเป็นเครื่องขยายเสียงให้กับเรื่องลบมากกว่าเรื่องบวก เพราะนั่นคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบเสพกัน

เมื่อมองไปทางไหนก็ไม่ดีสักอย่าง ใครหลายคนจึงมองโลกเป็นสีเทาเข้ม

แต่สิ่งสำคัญมักจะไม่ตะโกน สิ่งดีงามมักจะเงียบเชียบ เวลาดอกไม้ผลิบานมันไม่เคยป่าวประกาศบอกใคร มันก็แค่ผลิบานอยู่ตรงนั้น ใครที่หยุดมองมันก็ย่อมเห็นความงาม ส่วนใครที่หมกมุ่นเกินไปก็ย่อมพลาดโอกาส

หากรู้สึกว่าอารมณ์ของเรากำลังติดลบเหลือเกิน ให้เตือนตัวเองว่าในทุกวิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นมีคนกำลังทำงานอย่างหนัก

ท่ามกลางความไม่เรียบร้อยของการจัดสรรวัคซีน ยังมีแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร นับพันนับหมื่นคนที่พาตัวเองเข้าไปอยู่กลางสมรภูมิ ผมเดาว่าคนเหล่านี้ปริปากบ่นน้อยกว่าคนดู เพราะเขาทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเหลือแรงและเวลาไม่มากนักที่จะมาเล่นโซเชียลหรือดันแฮชแท็กอะไร

และยังมีกลุ่มจิตอาสาอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ นี่คือต้นไม้ที่กำลังแตกหน่อผลิใบขึ้นมาอย่างเงียบๆ คนกลุ่มนี้แหละที่เราควรจะเงี่ยหูฟังเป็นพิเศษ และช่วยเหลือเขาเท่าที่กำลังของเราจะทำได้

ต้นไม้ล้มมันดังอยู่แล้ว อย่าไปสนใจมันมากนักเลย ไม่มีแก่นสารอะไรหรอก

หันมาใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดินให้กับต้นกล้ากันดีกว่านะครับ

ความน่ารักของคนไทย (ในสายตาฝรั่งคนหนึ่ง)

เมื่อเช้านี้ผมโพสต์บทความเก่าที่ชื่อว่า “ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา” ที่นำเนื้อหามาจากคุณ Charissa Enget ที่เขียนไว้บน Quora

คุณ Charissa เป็นหญิงสาวชาวอเมริกันที่มาเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วงปี 2018-2020 (วิทยาเขตไหนผมไม่แน่ใจ แต่ไม่ใช่กรุงเทพ) เลยทำให้รู้จักคนไทยและเมืองไทยในหลายด้าน

ตอนเช็คแหล่งที่มา เผอิญไปเจออีกโพสต์นึงของคุณ Charissa อ่านแล้วใจฟู เลยขอนำมาแปลไว้ตรงนี้นะครับ


คุณชอบอะไรเกี่ยวกับคนไทยที่สุด? อะไรที่ทำให้คนไทยแตกต่างจากชาติอื่น?

ตอนที่ฉันอยู่เมืองจีน ฉันถูกปฏิบัติเหมือนตัวประหลาดในคณะละครสัตว์ หลายคนจะเข้ามาหาเพื่อลองจับผมและลูบผิวของฉัน หลายคนมาถ่ายเซลฟี่กับฉัน ไม่ว่าจะไปที่ไหนฉันรู้สึกเหมือนมีปาปารัสซี่ตามติดอยู่ตลอดเวลา

ที่เมืองไทย ไม่เคยมีใครเข้ามายุ่มย่าม อาจจะมีมาขอเซลฟี่บ้างแต่ทุกคนจะขออนุญาตก่อนทุกครั้ง ฉันสามารถไปเดินเล่นในเมืองโดยไม่มีคนมากวนใจเพราะทุกคนปฏิบัติกับฉันเหมือนคนทั่วไป

ตอนฉันอยู่เวเนซูเอล่า ผู้คนจะล้อเลียนฉันเวลาฉันพยายามพูดภาษาสเปน จริงๆ แล้วเขาเข้าใจนะว่าฉันพูดอะไร แต่เขาจะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจเพียงเพื่อจะยั่วโมโห พวกเขาจะหัวเราะเยาะสำเนียงของฉันซึ่งมันก็ทำใหัฉันท้อใจทุกครั้งที่ต้องพูดภาษาสเปน

คนไทยจะชอบมากถ้าคุณพูดภาษาไทย พวกเขาคิดว่ามันดูน่ารักดี อันนี้เป็นสิ่งที่ดีงามที่สุดอย่างหนึ่งของคนไทยเลยนะ ตั้งแต่วันที่ฉันพูดคำว่า “สวัสดีค่ะ” กับ “ขอบคุณค่ะ” ได้ ก็มีคนไทยคอยชมฉันตลอดว่าฉันเก่งและพูดไทยได้ดี พวกเขาใจดีกับฉันมากและฉันก็อยากจะสนิทกับพวกเขา มันเลยเป็นแรงกระตุ้นให้ฉันเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วกว่าทุกภาษาที่ฉันเคยฝึกมา

เวลาฉันไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ผู้คนมักจะหาทางเอาเงินจากฉันให้ได้มากที่สุด เพราะในสายตาพวกเขา ฉันคือ “ชาวอเมริกันกระเป๋าตุง” และคาดหวังให้ฉันออกเงินให้ทุกคนในทุกสถานการณ์ คนที่ชวนฉันไปกินข้าวต่างคาดหวังให้ฉันเป็นเจ้ามือ บนท้องถนนหลายคนเดินเข้ามาหาฉันและขอตังค์เพียงเพราะเห็นว่าฉันเป็นคนผิวขาว ฉันบอกเขาว่าฉันไม่ได้มีเงินขนาดนั้นแต่พวกเขาก็ไม่เชื่อ มันแย่เหมือนกันนะที่ทุกคนมองฉันเป็นตู้เอทีเอ็ม

ที่เมืองไทย เวลาได้เจอเพื่อนใหม่ แม้จะรู้ว่าฉันอาจจะมีตังค์มากกว่าแต่พวกเขาก็เลี้ยงข้าวฉันเพื่อแสดงมิตรไมตรีอยู่ดี ไม่เคยมีใครเดินเข้ามาขอเงินกับฉัน ในแหล่งท่องเที่ยวอาจจะมีพ่อค้าที่พยายามจะหลอกขายของราคาแพงๆ บ้าง แต่ในเมืองที่ฉันอยู่ฉันไม่เคยต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่นเลย คนไทยส่วนใหญ่ปฏิบัติกับฉันเหมือนกับทุกคนโดยไม่สนใจว่าผิวของฉันสีอะไร

เวลาฉันไปเที่ยวยุโรป มักจะมีคนมาต่อว่าฉันเรื่องการเมือง เขาจะถามฉันว่าทำไมปล่อยให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในอเมริกา พูดราวกับว่าฉันสามารถควบคุมรัฐบาลของตัวเองได้อย่างนั้นแหละ ฉันว่ามันน่ารำคาญและดูดพลังเอามากๆ คนอเมริกันนั้นมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องการเมืองและฉันก็อยากให้คนคิดแบบนั้นกับฉันเช่นกัน

คนไทยไม่เคยโทษฉันเรื่องการเมืองของอเมริกาเลย ไม่เคยถามว่าฉันเชียร์พรรคไหน เขาไม่พูดเรื่องการเมืองเลยด้วยซ้ำ เอาจริงๆ ฉันโล่งใจมากเลยนะที่ไม่ต้องมาคอยระวังคำพูดกับเรื่องพวกนี้

ที่อเมริกาทุกอย่างดูเป็นทางการไปหมด ฉันไม่เคยสนิทกับอาจารย์คนไหนเพราะว่าการที่อาจารย์กับลูกศิษย์สนิทกันมันดูแปลกๆ ผู้ชายจะระวังที่จะพูดอะไรก็ตามที่อาจจะทำให้คนมองไม่ดี คนที่มีอายุหน่อยก็มักจะไม่คุยกับคนที่เด็กกว่า ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเป็นเพื่อนกับใครซักคนได้เพราะต่างคนต่างระวังตัว แม้ว่าฉันจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นเพราะเรามีปัญหาเรื่องการเหยียดเพศและข้อจำกัดของเพศหญิงในโลกการทำงาน แต่มันก็ทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างเพศชายและหญิงเหมือนกัน

ในเมืองไทยฉันไม่เห็นข้อจำกัดเหล่านี้ อาทิตย์ที่แล้วฉันเพิ่งไปกินข้าวกับอาจารย์ของฉันโดยไม่มีคนอื่นไปด้วย แล้วเขาก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบว่าชีวิตฉันเป็นอย่างไรบ้าง เวลาฉันไปซื้อของคนขายก็มักจะชวนให้ฉันนั่งคุยด้วย คนที่ดูแลเรื่องที่พักให้ฉันก็มีมาชวนไปออกก๊วนตีกอล์ฟ ทุกคนคุยกับกับฉันราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ฉันชอบวิธีคิดแบบนี้มากๆ เลย


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Charissa Enget’s answer to What do you most like about Thai people? What makes them different and unique individuals from other countries?

ทำไมประเทศใหญ่อย่างจีนถึงมีแค่ Time Zone เดียว

รัสเซียมี 11 time zones

อเมริกามี 4 time zones

แต่ประเทศที่พื้นที่กว้างใหญ่พอๆ กับอเมริกาอย่างจีนกลับมีแค่ time zone เดียว (GMT+8 เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)

ในปี 1912 หลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) สาธารณรัฐประชาชนจีนเคยมีถึง 5 time zones ที่ครอบคลุมเวลา GMT+5.5 ถึง GMT+8.5

แต่ในปี 1949 ท่านประธานเหมาก็ประกาศให้ประเทศจีนมีแค่หนึ่ง time zone โดยยึดนครปักกิ่งเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวของจีนที่เพิ่งรวมประเทศได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ได้ไม่นาน

การปรับเหลือ time zone เดียวนั้นก็ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะประชากรถึง 94% อาศัยอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของจีนตามรูปประกอบ

แต่ถึงกระนั้นประชากรส่วนน้อยอีก 6% ก็ยังประสบปัญหา เพราะคนที่ทำงานราชการยังต้องถูกบังคับให้มาทำงานตามเวลาเดียวกับปักกิ่ง

สำหรับคนที่อยู่ฝั่งตะวันตกของจีน ในฤดูหนาวนั้นพระอาทิตย์ขึ้นตอน 10 โมงเช้า ส่วนฤดูร้อนพระอาทิตย์ก็ตกตอนเที่ยงคืน

ต่อมาในภายหลังรัฐบาลจีนจึงยอมปรับเวลาการเข้างานของข้าราชการในเมืองที่อยู่ฝั่งตะวันตกเพื่อให้สอดคล้องกับเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกมากขึ้นครับ

มองกลับมาที่ประเทศไทย ที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เราจึงไม่เคยมีปัญหาเรื่องพวกนี้เลย


ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Bora Taş’s answer to How does China manage with just one time zone?

The Atlantic: China Only Has One Time Zone—and That’s a Problem

หลักฐานชิ้นสำคัญของอารยธรรมมนุษย์

Margaret Mead เป็นนักมานุษยวิทยาที่โด่งดังคนหนึ่งของอเมริกาในยุค 1960’s

ครั้งหนึ่งเคยมีนักศึกษาถามเธอว่า อะไรคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของอารยธรรมมนุษย์

นักศึกษานึกว่าจะอาจารย์มี้ดจะพูดถึงเครื่องปั้นดินเผา อุปกรณ์ล่าสัตว์ หินลับมีด หรือวัตถุบูชา

แต่เปล่าเลย มี้ดบอกว่าหลักฐานแรกของอารยธรรมคือกระดูกโคนขาที่มีอายุ 15,000 ปี

กระดูกโคนขาคือกระดูกที่ยาวที่สุดในร่างกายมนุษย์ที่เชื่อมสะโพกกับเข่าไว้ด้วยกัน ในยุคสมัยที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ หากกระดูกโคนขาแตก ต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์กว่าจะหายดี กระดูกโคนขาอายุ 15,000 ที่ถูกขุดเจอนั้นเคยผ่านการแตกและสมานแผลมาเรียบร้อยแล้ว

มี้ดอธิบายว่า ในโลกแห่งสิงสาราสัตว์ ถ้าขาคุณหัก นั่นหมายถึงความตาย เพราะคุณวิ่งหนีไม่ได้ ไม่สามารถออกหาอาหารอะไรได้ คุณทำได้แค่เพียงนอนรอวันเวลาที่จะกลายเป็นอาหารของสัตว์อื่นเท่านั้น ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่เอาชีวิตรอดได้นานพอให้กระดูกกลับมาสมานกันอีกครั้ง

แต่กระดูกโคนขาที่เคยแตกและกลับมาหายดีคือหลักฐานที่บ่งบอกว่าคนๆ นั้นมีคนคอยดูแล มีคนคอยอุ้มไปไหนต่อไหน และคอยหาอาหารมาให้จนกว่าเขาจะหาย

กระดูกโคนขา 15,000 ปีจึงบ่งบอกว่ามนุษย์เริ่มช่วยเหลือมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่ได้ทิ้งเขาไว้เพียงลำพังเพื่อเอาตัวรอด

และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของอารยธรรม


ขอบคุณเนื้อหาจาก Remy Blumenfeld | Forbes | How A 15,000-Year-Old Human Bone Could Help You Through The Coronacrisis

ตามกระแสเป็นเรื่องง่าย ทวนกระแสเป็นเรื่องยาก

สามเดือนที่แล้วทุกคนยังเห่อ Clubhouse กันอยู่เลย แต่ตอนนี้คลับเฮาส์ค่อนข้างเงียบเหงาแม้จะออกเวอร์ชั่นแอนดรอยด์มาก็เหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่

ตอนนี้คนออกมาเล่นสเก็ตบอร์ดกันมากมาย แต่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะอยู่แบบนี้ไปได้อีกนานเพียงใด

แต่ก่อนทุกคนแห่กันเปิดร้านชาไข่มุก ตอนนี้คนสั่งชาไข่มุกลดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อกระแสนั้นมาเร็วไปเร็ว การตกกระแสจึงไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ

สิ่งสำคัญและมีคุณค่าจริงๆ ล้วนต้องใช้เวลา มีแต่เรื่องแย่ๆ เท่านั้นที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตามกระแสเป็นเรื่องง่าย ทวนกระแสเป็นเรื่องยาก

ทวนกระแสไม่ใช่สวนกระแส เราไม่ได้จะบอกว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น เราก็แค่มีจุดยืนที่เลือกแล้ว

อย่าให้ Fear of Missing Out มาขับเคลื่อนและบีบคั้นชีวิตอันน้อยนิดของเราเลย

สัมภาษณ์หญิงสาวที่หนีมาจากเกาหลีเหนือ

Park Yeonmi หรือ พัก ย็อน-มี คือสุภาพสตรีวัย 27 ปีที่หนีจากเกาหลีเหนือเข้ามาเกาหลีใต้ตอนอายุ 14 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์คและเขียนเรื่องราวของเธอในหนังสือชื่่อ In Order to Live: A North Korean Girl’s Journey to Freedom ปัจจุบันเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในบ้านเกิดของเธอ

Jordan Peterson เป็นผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life และ Beyond Order ที่ผมกำลังอ่านอยู่ตอนนี้

นี่คือไฮไลท์บางส่วนของบทสนทนาของทั้งสองในพ็อดแคสต์ของจอร์แดนครับ

จอร์แดน: คุณและครอบครัวต้องใช้ชีวิตอยู่เกาหลีเหนือในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด คือยุคไนน์ตี้ส์หลังจากที่กำแพงเบอร์ลินพังลงมา

ย็อนมี: หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย พวกเขาก็หยุดการสนับสนุนรัฐบาลเกาหลีเหนือ ที่นี่รัฐบาลเป็นคนตัดสินว่าประชาชนแต่ละคนจะได้กินข้าววันละเท่าไหร่ โดยขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นชนชั้นไหน

ความย้อนแย้งอย่างที่สุดของเกาหลีเหนือก็คือมันถูกก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดแห่งความเสมอภาค การปฏิบัติต่อทุกผู้ทุกนามอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งก็คือแนวคิดของคอมมิวนิสต์ แถมพวกเขายังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นสวรรค์แห่งสังคมนิยมด้วย (socialist paradise)

แต่รัฐบาลกลับแบ่งชาวเกาหลีเหนือเป็นสามชนชั้น และภายใต้สามชนชั้นหลักนั้นก็ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ อีก 50 ชนชั้น มันเลยกลายเป็นสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างที่สุดในประวัติศาสตร์

ฉันเกิดในทางตอนเหนือของประเทศ และในช่วงที่พวกเราประสบทุพภิกขภัยอันเกิดจากน้ำมือของรัฐบาล ประชาชนมากมายในบ้านเกิดของฉันต้องล้มตาย ในขณะที่ข้าราชการในเปียงยางกลับมีอาหารกินอย่างเพียงพอ

ฉันรู้สึกว่าการบริหารประเทศของรัฐบาลในตอนนั้นไม่ต่างอะไรกับหนัง The Hunger Games ที่มีเมือง Capitol เป็นศูนย์กลาง และเมืองอื่นๆ ที่เหลือถูกแบ่งออกเป็น 13 เขตและผู้คนในเขตเหล่านั้นต่างถูกบังคับให้มีชีวิตอยู่อย่างกระเสือกกระสนและดิ้นรนเอาตัวรอดจนพวกเขาไม่มีเวลามานั่งคิดว่าความหมายของชีวิตคืออะไร หรือสิทธิเสรีภาพคืออะไร สิ่งเดียวที่พวกเขาคิดถึงคืออาหารมื้อต่อไปว่าจะหาอะไรมาให้ลูกกินได้รึเปล่า ในขณะที่เหล่าชนชั้นปกครองในเปียงยางกลับมีกินมีใช้และทำทุกอย่างเพื่อรักษาให้ระบอบดำเนินต่อไปได้

นี่แหละคือประเทศบ้านเกิดของฉัน ฉันเกิดในปี 1993 และการเห็นศพตามท้องถนนก็เป็นเรื่องปกติ นี่คือประเทศที่ไม่เคยสอนให้เรารู้จักคำว่า “รัก” ไม่มีคำศัพท์สำหรับคำว่า “สิทธิมนุษยชน” “ความมีเกียรติ” หรือ “เสรีภาพ” คนในเกาหลีเหนือจึงไม่เคยรู้ตัวว่ากำลังถูกกดขี่ข่มเหง ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นทาสอยู่

จอร์แดน: การควบคุมข้อมูลนั้นเบ็ดเสร็จเสียจนคุณไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง และแม้คุณจะรับรู้สิ่งที่เป็นไปในเกาหลีเหนือแต่คุณกลับถูกทำให้เชื่อว่าประเทศอื่นนั้นแย่กว่านั้นมาก

ย็อนมี: แม้ว่าตอนนี้จะเป็นศตวรรษที่ 21 แล้ว แต่ชาวเกาหลีเหนือยังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของอินเทอร์เน็ต และเราก็ไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าใช้ ตอนฉันเรียนหนังสือฉันไม่เคยได้เห็นแผนที่โลกด้วยซ้ำ ปีศักราชในปฏิทินเกาหลีเหนือไม่ได้ตั้งต้นจากวันที่พระเยซูประสูติ แต่ตั้งต้นจากปีเกิดของคิม อิล-ซอง (Kim Il-sung ผู้ก่อตั้งเกาหลีหนือ ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 1994)

พวกเขาปกปิดข้อมูลทุกอย่าง และประชาชนจะโดนประหารชีวิตหากพยายามเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะเดินทางออกนอกประเทศ เกาหลีเหนือจึงเป็นเหมือนหลุมดำทางข้อมูล (black hole of information) เราไม่รู้เลยว่านอกกะลานั้นมีอะไรบ้าง

แต่แน่นอนว่าผู้นำอย่างคิม จ็อง-อิล Kim Jong-il ได้เรียนหนังสือที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่เคยได้เห็นแม้กระทั่งแผนที่โลก เราไม่รู้จักแอฟริกา ทวีปอื่นๆ หรือชนชาติอื่นๆ และฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น

จอร์แดน: สิ่งที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนก็คือความอดอยากยากไร้ ช่วยเล่าให้ผมฟังถึงช่วงที่คุณเป็นเด็กหน่อยว่าอาหารการกินสมัยนั้นเป็นอย่างไร

ย็อนมี: โดยเฉลี่ยแล้วชาวเกาหลีเหนือจะเตี้ยกว่าชาวเกาหลีใต้ประมาณ 7-10 เซนติเมตรเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ฉันเองสูง 157 เซนติเมตรแต่ผู้ชายส่วนใหญ่ในเกาหลีเหนือนั้นตัวเตี้ยกว่าฉัน และถ้าคุณตัวสูงกว่า 147 เซนติเมตรคุณจะต้องเกณฑ์ทหาร ดังนั้นผู้ชายจำนวนไม่น้อยจึงสูงเพียง 147 เซนและหลายคนก็เตี้ยกว่านั้น การขาดสารอาหารนั้นส่งผลกระทบถึงพัฒนาการทางสมองด้วย ถ้าใครอยู่ถึง 60 ปีนี่ถือว่าเป็นคนที่อายุยืนมากแล้ว

ตอนอยู่เกาหลีเหนือ ทางเดียวที่ฉันจะได้รับโปรตีนก็คือการกินตั๊กแตน แมลงปอ แมลงต่างๆ เปลือกไม้ ดอกไม้ และนั่นคือวิธีการประทังชีวิตของพวกเรา

คนส่วนใหญ่จะเสียชีวิตช่วงฤดูใบไม้ผลิเพราะไม่มีแมลงหรือพืชที่ออกดอกออกผล

จอร์แดน: ฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่ แต่กลับเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดของปี

ย็อนมี: ใช่ ฉันจำได้ดีว่าเข้าฤดูนี้ทีไรผิวของฉันจะลอกเพราะขาดวิตามิน ฉันจะมีอาการปวดหัว มันคือฤดูแห่งความตายเพราะผู้คนไม่อาจทนรออยู่ได้ถึงหน้าร้อนที่พืชจะออกดอกออกผล ฉันจำได้ว่าฉันหนีออกนอกประเทศในฤดูนี้แหละ ในเดือนมีนาคม 2007

มีวันหนึ่งที่ฉันปวดท้องมาก และแม่ก็พาฉันไปโรงพยาบาล แต่ในเกาหลีเหนือเราไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์ มีแต่นางพยาบาลที่ใช้เข็มฉีดยาเข็มเดิมในการฉีดยาให้กับคนไข้ทุกคนในโรงพยาบาล คนเกาหลีเหนือจึงไม่ได้ตายเพราะมะเร็ง แต่ตายเพราะติดเชื้อและเพราะความหิวโหย

ระหว่างทางที่ฉันเดินไปห้องน้ำ มีศพมากมายกองทับกันอยู่ และฉันก็เห็นเด็กๆ วิ่งไล่จับหนูที่กำลังกินดวงตาของศพ แล้วเด็กพวกนี้ก็กินหนูอีกที และพวกเขาก็ตายด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แล้วหนูก็กลับมากินเด็กพวกนั้น มันจึงเป็นวัฏจักรที่พวกเรากินหนูแล้วก็โดนหนูกินวนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป


ขอบคุณเนื้อหาจากเพจ Dr Jordan B Peterson

นั่งคุยกับพ่อ: ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย

เมื่อปีที่แล้ว ผมเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “นั่งคุยกับพ่อ” เพื่อเป็นของชำร่วยในงานวันเกิด 72 ปีของพ่อผมเอง

พ่อเป็นคนที่มีความเคลื่อนไหวด้านการเมืองมายาวนาน ตั้งแต่เขียนจดหมายเปิดโปงการทุจริตในจุฬาลงกรณ์ภายใต้นามปากกา “นายฉันท์แก่น” จนเกิดการเดินขบวนของนักศึกษาในปี 2513

พ่อยังเป็นคนแรกใน 100 รายชื่อผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนเป็นชนวนไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 พ่อกับแม่ก็โดนคุกคามจนต้องเข้าป่าจับปืน และจากบ้านเกิดเมืองนอนถึง 5 ปี

หลังกลับมาเมืองไทยก็ยังมีชีวิตที่วนเวียนเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่ตลอด ไปร่วมประท้วงก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รณรงค์สีลมสีเขียวจนเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. ตราบจนเป็นหนึ่งในผู้ปราศรัยบนเวทีของกปปส.

เรื่องราวของพ่อเกี่ยวพันกับตัวละครหลายคนที่เราคุ้นหู ไม่ว่าจะเป็นมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คุณอานันท์ ปันยารชุน อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ พลตรีจำลอง ศรีเมือง คุณไขแสง สุกใส อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี คุณวิสา คัญทัพ คุณรสนา โตสิตระกูล

การเขียนหนังสือเพื่อบันทึกประสบการณ์ของนายประสาร มฤคพิทักษ์ จึงถือว่าเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยเอาไว้ด้วย

ตอนนั้นตั้งใจจะผลิตหนังสือเพื่อแจกคนที่มาร่วมงานวันเกิดของพ่อเท่านั้น แต่สำนักพิมพ์เคล็ดไทยก็เสนอว่าจะพิมพ์และขายให้ด้วย

มาวันนี้ หนังสือ “นั่งคุยกับพ่อ ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย” จึงวางตลาดแล้ว

นี่คือบางช่วงตอนจากหนังสือ ที่ฉายภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาจนถึงวันที่พ่อตัดสินใจเข้าป่าครับ


รุตม์: หลังจากที่จบ 14 ตุลาคม พ่อกลับมาทำงานอาชีพตามปกติ
พ่อ: หลัง 14 ตุลาคม การเมืองมันเข้มข้น มันเป็นการเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยอย่างกว้างขวาง ของประชาชน แปลว่าสิทธิเสรีภาพ การเรียกร้องต่างๆ ก็เกิดขึ้นทั่วไป ชาวนาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมเนื่องเพราะเจ้าของที่ดินเก็บค่าเช่าไปถึงครึ่งหนึ่ง สมมุติได้ข้าว 80 ถัง เจ้าของที่ดินเอาไปแล้ว 40 ถัง ตอนนั้นยังไม่มีค่าจ้างขั้นต่ำนะ นายจ้างจ่ายวันละ 3 บาทก็ได้ กรรมกรก็เรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำ ขอแค่ 12.50 บาท

อเมริกาตั้งฐานทัพ อุดร สัตหีบ นครพนม เอาระเบิดไปทิ้งที่เวียดนาม ทำไมต้องยอมให้อเมริกามาใช้ฐานทัพในเมืองไทย ทำให้ไทยเป็นอริกับเวียดนาม ก็มีการชุมนุมเดินขบวน

อาธีรยุทธกับพ่อและเพื่อนๆ เคลื่อนไหวต่อเนื่อง ตอนนั้นตั้งกลุ่มขึ้นชื่อ “กลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (ปช.ปช.) มีสำนักงานเล็กๆ เป็นห้องแถวอยู่ที่ถนนสามเสน เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรม เคลื่อนไหวเพื่อความถูกต้อง เคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับฐานทัพอเมริกาในไทย อยากทำอะไรก็ทำ อาธีรยุทธเป็นหัวแถว ไปเห็นหมู่บ้านนาทราย อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย ที่นั่นทางการไปเผาทิ้งทั้งหมู่บ้านเลย มีเด็กกับผู้หญิงตายด้วย เราไปดูก็เห็นซากหมู่บ้านเป็นร้อยหลังคาเรือนถูกเผาหมด เป็นฝีมือของฝ่ายทหารสายเหยี่ยวในยุคนั้น

รุตม์: เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐเหรอครับ
พ่อ: ตอนนั้นเขาเรียก “กอ.รมน.” กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน มีนายทหารสำคัญคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้ากลุ่มกระทิงแดง ที่นิยมใช้ความรุนแรงกับนักศึกษา ประชาชน เช่น ขว้างระเบิดใส่การชุมนุมไล่ฐานทัพอเมริกา ทีนี้อาธีรยุทธกับพ่อพาผู้ใหญ่บ้านของบ้านนาทรายชื่อผู้ใหญ่ลม มาแถลงข่าวหนังสือพิมพ์แล้วเปิดปราศรัยที่สนามหลวง เปิดโปงว่าทางการทำร้ายประชาชน

รุตม์: ตอนนั้นเป็นรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ใช่ไหม
พ่อ: ใช่

รุตม์: รัฐบาลป้องกันไม่ได้
พ่อ: เป็นนายก แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ คือทหารยังมีอำนาจมาก เราก็ต้องอาศัยวิธีนี้ อาศัยสังคมมาเปิดโปง ช่วงนั้นมีทั้งเหตุการณ์ไล่ฐานทัพอเมริกา เปิดโปงการฆ่าการเผาที่พัทลุง เขาเรียกว่า “ถีบลงเขาเผาลงถังแดง” ตอนนั้นการปราบคอมมิวนิสต์รุนแรง ใครที่ทางการสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์เขาก็จับใส่กระสอบขึ้นคอปเตอร์ถีบลงเขานะ บางส่วนก็เผาลงถังแดง เอาถังแดงถังน้ำมันใหญ่ๆ ใส่น้ำมัน ฆ่าให้ตาย ให้หมดลมหายใจก่อนแล้วค่อยใส่ถังเผาเพื่อทำลายหลักฐาน มีการเปิดโปง คนที่นำในการเปิดโปงคือ พินิจ จารุสมบัติ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตอนนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายกรณี

รุตม์: งงว่าเขาออกมาเรียกร้องรัฐบาล แต่ทำไมทหารเป็นคนลงมือ
พ่อ: ในยุคนั้น ทหารสายเหยี่ยวยังมีอิทธิพล ตามแนวทางที่อเมริกาปลุกผีคอมมิวนิสต์เอาไว้

รุตม์: คนที่ออกมาเรียกร้องก็มักโดนข้อหาคอมมิวนิสต์
พ่อ: ตอนนั้นคอมมิวนิสต์เหมือนเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว พรบ. คอมมิวนิสต์ ยังมีอยู่ เป็นข้อหาที่หยิบยกมาเล่นงานประชาชนได้โดยง่าย ขณะเดียวกัน การเข่นฆ่าและเผาที่กระทำต่อประชาชนเป็นปัญหามนุษยธรรม การเคลื่อนไหวต่างๆ มันไปคุกคามฝ่ายนายทุน ไปคุกคามเจ้าของที่ดิน ไปคุกคามเจ้าของโรงงาน ไปคุกคามทหาร จึงเกิดการจัดตั้งกลุ่มกระทิงแดงขึ้นมาโดยมีนายทหารระดับพลตรีคนหนึ่งเป็นหัวหอก

รุตม์: ตั้งขึ้นมาเองโดยไม่ได้มีอะไรรองรับ ไม่ใช่องค์กร
พ่อ: ไม่ใช่องค์กรอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่รู้กันว่าเขาประกาศตัวเป็นกลุ่มกระทิงแดง เขาอาศัยพวกเด็กนักเรียนอาชีวะจำนวนหนึ่งไปเป็นมือเท้า พวกนี้ไม่กลัวตาย พร้อมใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง ตอนขับไล่ฐานทัพอเมริกามีการเดินขบวนไปที่สถานทูต ผ่านสยามสแควร์ ก็มีการขว้างระเบิดโดยกลุ่มกระทิงแดง อดีตผู้นำนักศึกษาคนหนึ่งถูกสะเก็ดระเบิด ยังฝังอยู่ในร่างกายจนบัดนี้

รุตม์: คือเขาตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะปราบปรามนักศึกษาที่เขากล่าวโทษว่าก่อความไม่สงบในบ้านเมือง อันนี้คือสิ่งที่เขาโฆษณาว่าจำเป็นต้องทำอย่างนี้ ก็เลยเรียกคนออกมาช่วยรักษาความสงบ
พ่อ: ใช่จาก 14 ตุลาคม 16 ไปถึง 6 ตุลา 19 เขามีการเคลื่อนไหว 2 อย่าง หนึ่งคือเคลื่อนไหวทางวาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย” พระรูปหนึ่งชื่อ กิตติวุฑโฒภิกขุ ซึ่งมีชื่อเสียงพอสมควรก็ออกมาประกาศว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” นักเขียน นักวิชาการ นักการเมืองหลายคนก็อยู่ฝ่ายขวา มีหน้าที่คอยเปล่งเสียงต่อต้านนักศึกษา ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็ใช้ความรุนแรงมากระทำต่อนักศึกษาประชาชน

รุตม์: เขาออกมาต่อต้านนักศึกษาเพราะอะไรนะ
พ่อ: เขามองว่าสร้างความวุ่นวาย สร้างความปั่นป่วน ไม่รักประเทศชาติ เป็นคอมมิวนิสต์ แล้วในความเป็นจริงมันต้องยอมรับว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์เองก็มีการเคลื่อนไหวทางความคิดอย่างกว้างขวางในเวลานั้น ความคิดด้านสังคมนิยมเข้ามาเยอะ ทฤษฎีคาร์ล มาร์กซ์ ความคิดของ เลนิน ซึ่งเป็นต้นตำรับคอมมิวนิสต์ มีการนำมาศึกษากัน มันฟังดูดี ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน แรงงานสร้างโลก นายทุนเอาเปรียบกรรมกร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการจัดนิทรรศการจีนแดงยาวนานเป็นสัปดาห์ ความคิดเหมาเจ๋อตงก็เข้ามา เหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำการปฏิวัติจีน ขับไล่ญี่ปุ่น ต่อสู้กับอเมริกา เชกูวาร่าเป็นฮีโร่ของทางอเมริกาใต้ ถ้าทำให้ทุกคนในประเทศเท่ากันได้ ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีนายทุนมาขูดรีดจะทำให้ประเทศชาติและประชาชนมีความสุข ความคิดสังคมนิยมเข้ามามีบทบาทมาก กลายเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ทางการเขามีเหตุผลที่จะต้องปราบปราม แล้วลุงไขแสง สุกใส กับพ่อและเพื่อนๆก็ร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

รุตม์: ซึ่งสังคมนิยมต่างจากคอมมิวนิสต์ใช่มั้ยครับ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Socialist ใช่มั้ย
พ่อ: Socialist มีดีกรีอ่อนกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ถือว่าปัจจัยการผลิตอย่างที่ดินนั้นเป็นของรัฐ ไม่ใช่สมบัติส่วนตัว แต่ในวันนี้แทบจะหาเส้นแบ่งไม่ได้แล้ว เพราะประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีนก็กลายเป็นทุนนิยมไปมากแล้ว แนวคิดหลักของสังคมนิยมเราในตอนนั้นคือต่อต้านจักรวรรดินิยม ไม่เอาต่างชาติเข้ามาครอบงำแบบมีฐานทัพ ต้องการให้เกิดความเป็นธรรม ที่ดินต้องเป็นของชาวนา กรรมกรต้องได้ค่าจ้างที่เป็นธรรม ต้องมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

รุตม์: ก็คือเพื่อปกป้องคนที่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม คล้ายๆ ให้เขาลืมตาอ้าปากได้ คือเหมือนมี Safety Net ให้ประชาชน
พ่อ: จะว่าไปแล้วมันก็คล้ายๆ รัฐสวัสดิการน่ะ

รุตม์: สวัสดิการที่ทำให้คนตอนนี้เขาอย่างน้อยไม่ตกต่ำไปกว่านี้ แต่ไม่ได้ขอให้ทุกคนเท่าเทียมกันหรือว่าอะไรอย่างนี้ ก็คือยังต้องการให้มีการเลือกตั้งเหมือนเดิม เพียงแต่ว่านโยบายมันจะต้องช่วยเหลือคนจนมากกว่าช่วยเหลือนายทุนใช่ไหมครับ
พ่อ: ทำให้คนจนลืมตาอ้าปาก ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดน้อยลง ทำให้คนจนมีอำนาจต่อรอง ทำให้ทุนมีบทบาทที่เอื้ออาทรต่อคนยากคนจน เช่นเรื่องที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญที่สุดของประเทศเกษตรกรรมอย่างเรา ถ้าจำกัดการถือครอง ถ้าแต่ละคนมีไม่เกิน 50 ไร่ มันก็จะเป็นเรื่องดี นายทุนครอบครองที่ดินมาเป็นของตัวเองแบบมีเป็นหมื่นเป็นแสนไร่ อันนี้ทำไม่ได้ เป็นต้น อันที่จริงสมัยจอมพลป. ก็เคยออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน แต่ถูกยกเลิกไปในสมัย จอมพลสฤษดิ์

รุตม์: แล้วพ่อตั้งพรรคกับลุงไขแสง อาธีรยุทธ
พ่อ: ใช่ตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย มีคนร่วมเยอะ อาธีรยุทธด้วย แต่เขาไม่รับตำแหน่ง เขาร่วมคิด ธีรยุทธ บุญมี ชัยวัฒน์ สุรวิชัย ชํานิ ศักดิเศรษฐ์

รุตม์: เป็นพรรคจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว
พ่อ: เป็นพรรคจดทะเบียนเป็นเรื่องเป็นราว ชื่อพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย หัวหน้าพรรคคือ พันเอกสมคิด ศรีสังคม เป็นอดีต ส.ส.จังหวัดอุดรธานี แล้วรองหัวหน้าพรรคก็คือลุงไขแสง สุกใส ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นเลขาธิการพรรค

รุตม์: อันนี้คือปี
พ่อ: ปี 2517

รุตม์: แล้วมีเลือกตั้งเมื่อไหร่นะครับ
พ่อ: เลือกตั้งต้นปี 18

รุตม์: พ่อลงด้วยหรือเปล่าครับ
พ่อ: พ่อลงด้วย ลงเขตโคราช สมัครกัน 30 กว่าคน พ่อได้ที่ 5

รุตม์: ทำไมถึงไปลงโคราช
พ่อ: เพราะลุงคำสิงห์ อยู่ที่นั่น ลุงคำสิงห์เป็นคนบัวใหญ่ ลุงคำสิงห์ดึงพ่อไปลงที่นั่น แล้วลุงคำสิงห์เป็นนักเขียน แวดวงนักเขียนก็รู้จักแกดี เคยเจอกันเคยพบปะสังสรรค์กันก่อนหน้าจะชวนไปลงเลือกตั้ง

รุตม์: นั่นเป็นการสมัคร ส.ส. ครั้งแรก
พ่อ: ใช่ แล้วก็ไม่ได้ เขตนั้นมี ส.ส.ได้ 3 คน พ่อได้คะแนนเป็นที่ 5

รุตม์: หาเสียงตอนนั้นเหมือนกรุงเทพฯ ที่ต้องไปลงพื้นที่ เคาะประตูบ้าน ขึ้นเวทีปราศรัยรึเปล่า?
พ่อ: ต่างจังหวัดบ้านเรือนมันห่างกัน มันไม่ชิดกันแบบห้องแถว แต่ละหมู่บ้านก็ห่างกัน

รุตม์: ก็คือเดินก็ไม่ได้
พ่อ: ระหว่างหมู่บ้านต้องนั่งรถ วันหนึ่งปราศรัย 6-7 หมู่บ้าน ตอนนั้นในพรรคก็มี 3 คนที่ลงด้วยกัน ลุงคำสิงห์ พ่อ และลุงคำพอง พิลาสมบัติ

รุตม์: โอเค ปี 2517-2518 ก็คือเป็นการทำพรรคท่ามกลางบรรยากาศขวาพิฆาตซ้าย สิ่งที่ฝ่ายขวาเชื่อคืออะไรครับ
พ่อ: รักษาสถานะเดิมให้คงอยู่ หมายถึงว่า อย่ามาจำกัดการถือครองที่ดิน อย่ามาไล่ฐานทัพอเมริกา ฐานทัพอเมริกาทำให้ประเทศไทยไม่เป็นคอมมิวนิสต์อะไรอย่างนี้ อย่ามาต่อสู้เรียกร้องกับนายทุน ฝ่ายขวาเขาจะเป็นอย่างนั้น ที่ควรบันทึกไว้คือ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เป็นรุ่นพี่พ่อที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นคนที่ชัดเจนมาก บอกเลยว่าต้องการสังคมที่เป็นธรรม ต้องไล่ฐานทัพอเมริกา ต้องการให้กรรมกรได้ค่าแรงขั้นต่ำ ต้องการปฏิรูปที่ดิน ยืนหยัดในแนวทางสร้างความเป็นธรรม ให้สังคม แต่กลับต้องเสียชีวิตวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2519 แต่คืนวันที่ 28 ได้คุยกับพ่อ

รุตม์: คุยกับพ่อว่า
พ่อ: “ประสาร พวกเราต้องระวังตัวกันไว้นะ เวลานี้ กอ.รมน. เขาหมายหัวพวกเราไว้ 65 คน ชื่อประสาร ชื่อธีรยุทธ และชื่อเพื่อนๆใกล้ตัวพวกเรามีหมด เขาจะทำอะไรเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไปไหนมาไหนให้ระวังตัวให้ดี” พ่อก็รับฟัง พอรุ่งขึ้นแกก็ถูกฆ่า ถูกยิงทิ้งที่ปากซอยเข้าบ้าน แถววิภาวดี อาจารย์กำลังขับรถเข้าบ้านแล้วโดนดักยิงที่หน้าปากซอยบ้าน เดี๋ยวนี้ยังจับไม่ได้ ผู้นำชาวนาที่เขาต่อสู้เรื่องค่าเช่าที่เป็นธรรม ตายไป 19 คน มันก็มีปรากฏการณ์ ที่มันบ่มเพาะความรุนแรง
จากอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ จัดให้มีการเลือกตั้งได้อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช มาเป็นนายก เป็นนายกได้แค่ 11 เดือนก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ก็ได้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช มาเป็นนายก มีการเดินทางกลับจากต่างประเทศในสภาพสามเณรของจอมพลถนอม กิตติขจร ทำให้มีการต่อต้าน ในที่สุดก็มีการปราบรุนแรงตอน 6 ตุลาคม 19 ที่ธรรมศาตร์และที่สนามหลวง

รุตม์: 6 ตุลาคมก็คือต่อต้านจอมพลถนอมที่กลับมาหรือ
พ่อ: ชนวนอยู่ตรงนั้น อยู่ที่การกลับมาของจอมพลถนอมตอนนั้น วีระ มุสิกพงศ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น วีระกานต์ มุสิกพงศ์) เขาเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช วีระเขาอภิปรายในสภา อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของตนเองว่าทำไมยอมให้จอมพลถนอมบวชเณรกลับเข้าประเทศมาได้ อภิปรายแรงมาก ม.ร.ว.เสนีย์ ประกาศลาออกกลางสภา ถือว่าโดนลูกพรรคหยามหยัน
แล้วการชุมนุมในธรรมศาสตร์มันเกิดขึ้นเนื่องจากถนอมกลับมา แรงปะทะระหว่างซ้ายกับขวาแรงมากในเวลานั้น

รุตม์: ตอนนั้นพ่ออยู่ไหน
พ่อ: ตอนนั้นพ่อเข้าป่าแล้ว

รุตม์: พ่อเข้าไปก่อนเกิดเหตุ
พ่อ: พ่อเข้าไปตั้งแต่ 7 สิงหาคม 19

รุตม์: อะไรเป็นสัญญาณที่บอกว่าต้องเข้าแล้วล่ะ
พ่อ: พ่อถูกตีตราว่าเป็นฝ่ายซ้าย มีสัญญาณว่ารัฐบาลคงจะอยู่ยากเพราะมีความขัดแย้งกันแรง สิ่งที่เห็นคือ ผู้นำชาวนาถูกฆ่า ผู้นำกรรมกรถูกขว้างระเบิด ดร.บุญสนอง ถูกยิงทิ้ง รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นอีกไม่นานคงมีการยึดอำนาจ และพวกเราก็จะอยู่ได้ยาก อาจถูกปราบหรือโดนกำจัดด้วยวิธีรุนแรง

รุตม์: สัญญาณมาจากสายคอมมิวนิสต์เหรอครับ
พ่อ: ไม่มีการบอกว่าเขาเป็นหรือไม่เป็น แต่พอรู้เป็นเลาๆ เขาชี้ให้เห็นว่าชีวิตไม่ปลอดภัยนะ อาจถูกฆ่าหรือถูกจับ จึงเสนอมาว่าจะเข้าป่าไหม เขาจะดูแลจัดการให้ อนาคตข้างหน้าค่อยว่ากันอีกที

รุตม์: ก่อนที่พ่อจะเข้าป่าพ่อก็ต้องไปร่ำลาใครบ้างไหมครับ ตอนนั้นย่ารู้รึเปล่า
พ่อ: ไม่รู้ ตอนนั้นใช้วิธีส่งจดหมาย จดหมายถึงปู่กับย่า บอกอยู่ไม่ได้ ขอเข้าป่า ส่งจดหมายถึงเจ้านาย ตอนนั้นพ่อทำงานเป็น Personnel Manager ของบริษัทไทยฟูจิ เป็นบริษัทผลิตงานพิมพ์ถุงพลาสติก

รุตม์: Personnel Manager เป็น HR หรือเป็นอะไร
พ่อ: ก็คืองาน HR นั่นแหละแต่สมัยนั้น มีเรื่องรับคน เรื่องสัมภาษณ์คน เรื่องค่าจ้างเงินเดือนอะไรต่างๆ ตอนนั้นยังไม่ได้เรียก HR เขาเรียกว่าผู้จัดการฝ่ายบุคคล ออฟฟิศอยู่ฝั่งธนที่ใกล้ๆ วงเวียนใหญ่ พ่อก็ต้องเขียนจดหมายลาออก ก็ส่งจดหมายไปว่าลาออกจากตำแหน่ง แล้วก็จดหมายถึงปู่กับย่า

รุตม์: ทำไมถึงไม่ไปลาปู่กับย่าด้วยตัวเองล่ะครับ
พ่อ: ถ้าไปลาถึงตัวก็โดนเบรคสิ แล้วอาจจะข่าวรั่วไปถึงหูทางการอีก ใช้จดหมายดีที่สุด


เรื่องราวในป่าก็สนุกและตื่นตาไม่แพ้กัน ใครสนใจเรื่องการเมืองไทย หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปพบเรื่องราว behind the scenes ที่หาอ่านไม่ได้ที่ไหน

และเมื่ออ่านจบ นอกจากจะเข้าใจอดีตและปัจจุบันมากขึ้นแล้ว คุณอาจจะรู้สึกอยากนั่งคุยกับพ่อมากขึ้นด้วยครับ

นั่งคุยกับพ่อ ประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางประชาธิปไตย ราคาเล่มละ 170 บาท หาซื้อได้ที่เว็บเคล็ดไทย นายอินทร์ และซีเอ็ดครับ