Easy Pass ด่านอโศก ลด 5 บาทแล้วนะครับ

20181031_easypass

สวัสดีครับ

เมื่อวานนี้ผมได้ไปร่วมงานแถลงข่าวของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะออกแคมเปญดังนี้

  • ผู้ใช้ Easy Pass วิ่งผ่านด่านอโศก ลดราคาจาก 50 บาทเหลือ 45 บาท
  • เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนคือ 6.00-9.00 ในวันธรรมดา
  • บัตร MPass ก็ลดเช่นกัน
  • เริ่ม 1 พ.ย. – 28 ธ.ค. 2561

เหตุผลที่ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน เพราะเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความ “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!” เอาไว้ ซึ่งผมเสนอว่าถ้าเรารณรงค์ให้คนที่ใช้ทางด่วนด่านอโศกในชั่วโมงเร่งด่วนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่ม 3,000 คัน จะบรรเทารถติดไปได้ไม่น้อย

ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์บทความนี้ รวมถึงคุณโหน่่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ เจ้าของเพจคิดด้วยภาพ The Back of thee Napkin Thailand ที่นำเรื่องราวมาเล่าใหม่ให้เข้าใจได้ง่าย จนถึงหู (ถึงตา) คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคที่นำไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูหลายแสนคน  และน่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคลอดแคมเปญนี้ออกมา

มีสามประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในบทความนี้

1. ทำไมการทางพิเศษถึงทำแค่ด่านเดียว?
การทางพิเศษมีสัญญาสัมปทานผูกมัดอยู่ จึงไม่อาจลดแลกแจกแถมตามอำเภอใจได้ รายได้ที่ต้องแบ่งให้กับ BEM (ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง BMCL หรือ รถไฟฟ้ากรุงเทพ กับ BECL หรือ ทางด่วนกรุงเทพ) ต้องไม่กระทบ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ การทางพิเศษจะถือว่าเป็นงบการตลาด

ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าการทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 6000 คัน x 5 บาท x 40 วันทำงาน = 1.2 ล้านบาท ซึ่งผมว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับการลองชิมลาง เพราะแม้ว่าจะมีคนใช้ Easy Pass เพิ่มก็อาจจะยังติดอยู่ดีก็ได้  แต่ถ้าทำแล้วส่งผลดี เขาก็จะได้มีงบเหลือไปลองทำกับด่านอื่นๆ ดูบ้าง

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 คือพื้นผิวการจราจรที่มีไม่เพียงพอ รวมถึงการจัดการจราจรด้วย (มีรถที่ผ่านด่าน 25 บาทมาแล้วต้องเบี่ยงซ้ายลงพระราม 9 ในขณะที่ก็มีรถที่มาจากทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ที่ต้องการเบี่ยงขวาเข้าเส้นทางหลัก ทำให้บางทีตำรวจต้องหยุดการจราจรและทำให้รถติดไปจนถึงด่าน 25 บาท)

2. ที่ต้องทนใช้เงินสดเพราะต้องนำใบเสร็จไปเบิกบริษัท
มีหลายบริษัทเปิดให้พนักงานนำ “รายงานข้อมูลการใช้บัตร” Easy Pass มาเบิกได้แล้วนะครับ หน้าตาประมาณนี้ครับ

2018-10-31 07_11_02-EasyPassUsage_2018-10-31_07_10_56.pdf

ซึ่งผมว่าน่าเชื่อถือและจัดการง่ายกว่าใบเสร็จที่ได้จากการจ่ายเงินสดอีก

ลองไปคุยกับทีมบัญชีหรือเจ้าของบริษัทดูว่าใช้แทนใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีได้มั้ย

ผมว่าถ้าใส่ความยืดหยุ่นลงไปซักหน่อย มันควรจะทำได้ และสำหรับบริษัทมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเมื่อคำนึงถึงเวลาและสุขภาพจิตของพนักงานที่ได้กลับคืนมาจากการใช้ Easy Pass

สำหรับคนที่มี Easy Pass ผมทำวิธีการไว้ให้แล้วที่ bit.ly/easypassregistration ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีครับ

สำหรับคนที่ยังไม่มี Easy Pass ก็ซื้อตอนเย็นขากลับจากทำงานก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องรีบ ผ่านด่านอโศกแล้วก็ชิดซ้ายเดินลงไปซื้อได้เลย

3. ไม่อยากเอาเงินไปกองไว้ใน Easy Pass ให้คนอื่นเอาไปทำประโยชน์
ผมแปลกใจเหมือนกันที่มีคนคิดอย่างนี้จำนวนไม่น้อย เอาเป็นว่าทีม PR ของการทางพิเศษที่ผมคุยด้วยเมื่อวาน บอกว่าเงินที่คุณเติมเอาไว้ การทางพิเศษไม่สามารถนำไปใช้ได้จนกว่าจะมีการใช้งานจริงครับ (แม้กระทั่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก็ยังเอาไปใช้ไม่ได้) เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งนั้น ยกเว้นคนที่ใช้ Easy Pass

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี เรายอมจ่ายเงินเป็นหมื่นเพื่อซื้อมือถือดีๆ ยอมจ่ายเงินเป็นพันเพื่อกินอาหารดีๆ แต่ทำไมเราถึงไม่ยอมจ่ายเงิน 500 บาทใส่ไว้ใน Easy Pass เพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น?

การเอาเงินสองหมื่นไปซื้อไอโฟน ก็คือการเอาเงินไปกองไว้เหมือนกัน แล้วเราก็ค่อยๆ ถอนทุนคืนด้วยการใช้งานมันทุกวันเป็นเวลาสองปีก่อนจะเปลี่ยนมือถือใหม่

เงินคือสิ่งที่เราเอาพลังชีวิตไปแลกมันมา ดังนั้นการใช้เงิน 500 บาทซื้อพลังชีวิตกลับคืนมาก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับ

แน่นอนว่า Easy Pass ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย พอแก้ตรงนี้ได้ปุ๊ป เดี๋ยวก็คงเจอปัญหาใหม่ให้แก้เพิ่มเติม แต่นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ผมและคุณหนุ่ยได้ใช้ทักษะและความสามารถที่เรามีจุดประเด็นนี้ขึ้นมา และการทางพิเศษก็ได้ริเริ่มทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้ว

ก็เหลือแต่คนขับรถแล้วว่าจะเลือกทางไหน

จะบ่นเฉยๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต่อไป

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทางออกครับ

ข้อเท็จจริงไม่สำคัญเท่าความเชื่อ

20181021_facts

ก่อนจะจบมหาวิทยาลัยผมอยากจะหาเงินเข้าชมรมดนตรี เลยเอาเพลงที่ตัวเองและน้องๆ แต่งกันมาอัดกันง่ายๆ และไรท์ลงซีดี

เราทำปกซีดีและพิมพ์สติ๊กเกอร์แปะทับบนซีดีด้วย ส่วนกล่องซีดีก็ใช้แบบบางเฉียบให้ดูวัยรุ่น ทำออกมา 200 แผ่นก็ขายให้นักศึกษาจนหมดเกลี้ยง ได้เงินมาซื้อกลองชุดและแอมป์ให้ชมรมดนตรีสมความตั้งใจ

แต่ผมก็ได้ยินเสียงบ่นจากคนที่ซื้อซีดีไป (คงมีบางคนสงสัยจึงลองแกะสติ๊กเกอร์ดู) ว่าไม่น่าใช้แผ่น Princo เลย

ครับ พวกเราไรท์ซีดีโดยใช้แผ่น Princo ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นยี่ห้อที่ดังที่สุด ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง

Princo สมัยนั้นมีหลายเกรดด้วย แผ่นเปล่าตกราคาตั้งแต่แผ่นละ 5 บาทถึงเกือบ 20 บาท ผมมั่นใจว่าเราไม่ได้ใช้รุ่นต่ำสุดแน่ๆ แต่ภาพจำของคนก็คือ ซีดี Princo เป็นยี่ห้อที่ถูกที่สุด เกลื่อนตลาดที่สุด มันจึงดูเหมือนเราทำสินค้าโดยไม่ลงทุนเท่าไหร่ เขาบอกว่าทำไมไม่ใช้แผ่นมียี่ห้ออย่าง Sony หรือ maxell จะได้รู้สึกดีหน่อย

ผมพยายามจะอธิบายว่าเราใช้ Princo คุณภาพดีนะ แถม Princo ก็เล่นได้กับทุกเครื่องด้วย ไม่เหมือนแผ่นยี่ห้ออื่นๆ ที่ใช้กับบางเครื่องแล้วจะเปิดไม่ได้

แต่คำอธิบายเหล่านี้ไม่เป็นผล เพราะคนเชื่อและเสียความรู้สึกไปแล้วว่าเราใช้ของถูก

ผมจึงพบความจริงที่ว่า การที่เราไปโฟกัสกับการอธิบายข้อเท็จจริง บางทีมันก็ไม่ช่วยอะไร เพราะข้อเท็จจริงนั้นไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อคนได้

ไม่ใช่แค่ความเชื่อในเรื่องยี่ห้อซีดี แต่ยังหมายรวมถึงความเชื่อในตัวบุคคลอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ คุณทักษิณ พลเอกประยุทธ์ กำนันสุเทพ และคุณธนาธรด้วย

หรือความเชื่อว่าโลกแบน (theflatearthsociety.org) และความเชื่อว่าการไปเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องหลอกลวงนั่นก็ใช่

เมื่อคนเราเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว การเอาข้อมูลที่ตรงกันข้ามไปใส่ให้เขามากขึ้น มีแต่จะทำให้เขายึดถือความเชื่อของตัวเองยิ่งกว่าเดิม

เพราะข้อเท็จจริงนั้นมีหลายด้านเสมอ

ความเชื่อ + ข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น = ความจริงของคนๆ นั้น

แล้วจะเปลี่ยนความเชื่อเขาอย่างไร?

ผมเองไม่มีความสามารถพอที่จะชี้ทางออก ได้แต่ชี้ทางเข้า เพื่อที่คราวหน้าเราจะได้เห็นและรู้ตัว

จะได้ไม่เสียแรงหรือเสียเวลาไปกับการพยายามเปลี่ยนใจคนมากจนเกินไปครับ

ทำไมนางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม?

20180813_catwalk

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมนางแบบในงานแฟชั่นโชว์ถึงไม่ยิ้มเลย?

บางคนอาจจะคิดว่า ถ้านางแบบยิ้ม คนก็จะสนใจนางแบบมากกว่าชุดสิ

แต่ทำไมนางแบบในโปสเตอร์โฆษณาถึงยิ้มได้ล่ะ? คนจะไม่สนใจนางแบบมากกว่าของที่จะขายหรือ?

น่าสนใจใช่มั้ยครับ

คำตอบก็คือ เวลานางแบบออกมาใส่ชุดดีไซน์เนอร์เดินโชว์บนแคทวอล์คนั้น สินค้าที่เขาขายจริงๆ ไม่ใช่ชุด

สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือสถานะทางสังคมต่างหาก

แฟชั่นที่เราเห็นบนแคทวอล์ค มีชื่อเรียกว่า Haute Coutoure อ่านว่า อ๊อท คูทัวร์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลตามตัวอักษรว่า high dressmaking – การทำเสื้อผ้าชั้นสูง หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือเสื้อผ้าดีไซเนอร์ไฮโซนั่นเอง

เมื่อมันเป็นเรื่องไฮโซ ลักษณะท่าทางของคนใส่ก็จะต้องไฮโซตามไปด้วย

ในทางจิตวิทยา เวลาเรายิ้มให้ใคร มันสามารถตีความได้ว่าเรากำลังทำให้เขาสบายใจอยู่ เรากำลังเอาใจเขาอยู่ เรากำลังบอกเขาว่าฉันเป็นมิตรนะ โปรดชอบและยอมรับฉันเถอะนะ

ในทางกลับกัน คนที่มีสถานะทางสังคมสูง ย่อมไม่สนใจจะเรียกร้องความชอบจากผู้ใด จึงไม่ต้องยิ้มเพื่อเอาใจใคร

ดังนั้น การที่นางแบบบนแคทวอล์คไม่ยิ้มให้คนดู ก็เพราะต้องการจะสื่อว่าฉันไม่สน ไม่แคร์สื่อ ฉันเจ๋งของฉันอย่างนี้อยู่แล้ว เธอจะชอบหรือไม่ชอบฉันมันก็ไม่ได้กระทบกับชีวิตฉันเลยซักนิด

การไม่ยิ้มให้คนดู ก็คือการบอกว่าสถานะฉันสูงส่งกว่าเธอนั่นเอง

ในทางกลับกัน คนดูที่มองเข้าไป ก็จะรู้สึกว่านางแบบคนนี้ดูเท่ ดูคูล ดูสถานะเขาสูงกว่าเรา วันหนึ่งฉันอยากใส่เสื้อผ้าแบบนั้น สถานะฉันจะได้สูงเหมือนเขาบ้าง

นางแบบบนแคทวอล์คเปรียบเสมือนแมวที่รู้ตัวว่ามันหน้าตาดี มันไม่เคยยิ้มให้กล้อง มันช่างดูหยิ่งดูยโส แต่กระนั้นมันก็มีเสน่ห์อย่างประหลาดจนมีคนมากมายที่ปวารณราตนเป็นทาสแมว

และนี่คือเหตุผลที่นางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม แม้จะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ผมว่ามันเป็นเหตุผลที่น่าสนใจที่สุด

ใครเป็นนางแบบมืออาชีพ หากผ่านมาเห็นบทความนี้ก็เข้ามาอภิปรายกันได้นะครับ 😉

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nate White’s answer to Why don’t some people ever smile in photos?  และ Will Wilster’s answer to Why don’t fashion models

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รุ่นที่ 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 14 ที่)

คุณจะเชื่อนิทานเรื่องไหน

20180807_whichtale

สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากการอ่าน Sapiens – A Brief History of Humankind ก็คือ “นิทาน” หรือชุดความเชื่อของแต่ละยุคแต่ละสมัยจะเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา

เหตุผลหนึ่งที่ยุโรปครองโลก เพราะเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ยุโรปเชื่อเรื่องการล่าอาณานิคมและการค้นพบดินแดนใหม่ ชาวยุโรปจึงออกทะเลไปยึดครองดินแดนที่ห่างไกลมากมายซึ่งรวมถึงทวีปอเมริกา ในขณะที่ประเทศจีนซึ่งมีวิทยาการการเดินทะเลก้าวหน้ากว่ายุโรป กลับไม่ได้ทำในสิ่งนี้ เพราะในยุคนั้นฮ่องเต้ไม่ได้สนใจ “นิทาน” เรื่องเดียวกันนี้ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก)

มาในยุคนี้ เรามีนิทานมากมายที่คนจำนวนมากเลือกที่จะเชื่อ

นิทานทุนนิยม – การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเงินจะนำพามาซึ่งความเจริญและความสุขสบาย

นิทานมนุษยนิยม – มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ของมนุษย์มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

นิทานมนุษย์เงินเดือน – ตั้งใจเรียน จบมหาลัยดังๆ ได้งานบริษัทที่มั่นคง มีเงินออมและมีเงินลงทุน ทำงานให้ดีจนได้รับการโปรโมต การได้เป็นผู้บริหารระดับสูงคือเป้าหมายสูงสุด

นิทานเจ้าของกิจการ – ทำงานประจำไม่มีทางรวย การเป็นนายตัวเองและอิสรภาพที่จะทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้คือเรื่องสำคัญ หาไอเดียแล้วลงมือทำ สร้างบริษัทจนมีกำไร แล้วค่อยๆ ถอยออกมา เอาคนที่ไว้ใจได้มาดูแลกิจการ เราก็จะมี passive income ไปตลอดชีวิต

นิทาน Social Media – การมียอด followers และ engagements สูงๆ คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

นิทานนิพพาน – การเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์ เราจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ด้วยการเข้าถึงอริยสัจสี่ผ่านสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นทางสายเอกและทางสายเดียว

ยังมีนิทานอีกมากมายที่คนเราเลือกจะเชื่อ นิทานพระผู้สร้าง นิทานอเทวนิยม(คนไม่เชื่อในพระเจ้า) นิทานบิ๊กแบง นิทานสตาร์ทอัพ นิทานประชาธิปไตย นิทานพรหมลิขิต นิทานเพลย์บอย  ฯลฯ

ผมคงไม่ขอออกความเห็นว่านิทานเรื่องไหนดี-ไม่ดี จริง-ไม่จริง แค่อยากชี้ให้คุณผู้อ่านลองมองไปรอบตัวว่าโลกนี้เต็มไปด้วยนิทานอะไรบ้าง และเรากำลังเลือกใช้ชีวิตอยู่ในนิทานเรื่องไหน

และถ้าไม่ชอบนิทานที่เรากำลังเล่นอยู่ ก็อย่าลืมว่าเราเปลี่ยนนิทานได้นะครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 8 ที่)

ในนามของความดี

20180804_goodness

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี

แต่การเป็นคนดีหรือการเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีนั้นเป็นอันตราย เพราะเรามีแนวโน้มที่จะยกตนเหนือท่าน

เมื่อคนอื่นมีความคิดหรือโลกทัศน์ที่ไม่สอดคล้องกับเรา เราก็จะมองว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไม่ดี และคนไม่ดีก็คือศัตรูคนดีๆ อย่างเรา

ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มนุษย์เราสร้างความทุกข์เข็ญไว้มากมาย และความทุกข์เข็ญเหล่านั้น เกิดจากคนที่เชื่อว่าตัวเองทำสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่

1095-1291: สงครามครูเสดที่กินเวลานับ 200 ร้อยปีและคร่าชีวิตคนไปนับแสนคน ก็เกิดจากการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็ม แต่ละฝ่ายต่างทำเพื่อพระเจ้าที่ถูกต้องเที่ยงแท้เพียงหนึ่งเดียวของตน

1939-1945: ในสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเข่นฆ่ายิวไปหลายล้านคน เพราะนาซีเชื่อว่าเผ่าพันธุ์อารยันของตนเองนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะที่ชาวยิว ชาวโรม เกย์ และคนที่ป่วยทางจิตนั้นจะต้องถูกกักขังหรือแม้กระทั่งโดนกวาดล้าง (อ่านเพิ่มเติมได้ใน Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า)

2003-2006: ในการ์ตูนเรื่อง Death Note พระเอกที่ชื่อ ยางามิ ไลท์ เก็บสมุดเด๊ธโน๊ตที่ยมฑูตทำตกเอาไว้ หากเขียนชื่อใครลงไป คนๆ นั้นก็จะตาย ไลท์ ซึ่งหัวดีและรักความถูกต้อง จึงตั้งตนเป็น “คิระ” (Kill) และเขียนชื่ออาชญากรตัวฉกาจหลายต่อหลายคนลงในเด๊ธโน๊ต ด้วยความตั้งใจว่าเมื่ออาชญากรทยอยกันล้มตายและเป็นข่าวครึกโคม ก็จะไม่มีใครกล้าทำผิด แล้วโลกก็จะเข้าสู่ดินแดนพระศรีอาริย์อย่างแท้จริง แต่คิระกลับกลายเป็นอาชญากรที่ทั่วโลกต้องการตัวเสียเอง จนเขา “จำเป็น” ต้องฆ่าคนที่เป็นอุปสรรคต่ออุดมการณ์ของคิระ ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงพ่อของตัวเอง

คนที่คิดว่าตัวเองกำลังทำชั่วอยู่นั้นทำชั่วได้ไม่มากนักหรอก

มีแต่คนที่คิดว่าตัวเองกำลังทำดี-ทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น ที่จะก่อกรรมทำเข็ญต่อคนจำนวนมากได้

อยากเป็นคนดีไม่ว่ากัน แต่อย่าตั้งตนเป็นคนดี เพราะเราอาจกลายเป็นคนที่เลวร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ

วันที่คนไทยทุกคนจดจำได้

20180703_remember

สำหรับคนที่อายุเกิน 30 ปี ผมเชื่อว่ามีอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ที่พวกเราทุกคนจดจำได้ในระดับที่ว่าตอนที่เรารับรู้เหตุการณ์นั้นเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร

11 กันยายน 2544
ผมกำลังอยู่ในห้องที่หอพักนักศึกษา เพื่อนห้องข้างๆ วิ่งมาบอกว่า เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด! แว้บแรกผมนึกว่าเป็นห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตรงราชประสงค์ (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเซ็นทรัลเวิลด์) แต่เพื่อนบอกว่าไม่ใช่ เป็นตึกเวิลด์เทรดที่นิวยอร์ค เราวิ่งลงไปที่ห้องคอมมอนรูมที่ชั้นหนึ่งฝั่งหอหญิง นักศึกษาและอาจารย์หลายสิบคนกำลังยืนมุงดูทีวี ภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดนั้นราวกับฉากในหนังฮอลลีวู้ด

26 ธันวาคม 2547
ผมกับเพื่อนสมัยม.ต้นเพิ่งกลับลงมาจากไปเที่ยวอำเภอปาย พวกเราจึงแวะ Love at first bite ร้านเค้กชื่อดังในเชียงใหม่ ระหว่างนั่งกินเค้กมะพร้าวอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า ที่ภูเก็ตมีแผ่นดินไหว ดูน่าจะรุนแรงพอดู เรายังพูดติดตลกกันอยู่เลยว่าแผ่นดินไหวอย่างนี้จะมีสึนามิรึเปล่า

ต้องรอจนกลับถึงกรุงเทพและได้เปิดดูทีวี ถึงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

13 ตุลาคม 2559
เราได้ยินข่าวลือที่ทำให้ใจไม่ดีมาหลายวันแล้ว ตอนแรกนายกจะออกมาแถลงข่าวตอน 6 โมงเย็น ผมเลยรอฟังอยู่ที่ออฟฟิศ แต่พอรู้ว่าเขาเลื่อนไปเป็นตอน 1 ทุ่มแทน เลยตัดสินใจกลับบ้าน เพราะคิดว่าถ้าต้องรับฟังข่าวร้าย ก็ขออยู่ใกล้ๆ คนที่เรารัก

วันนั้นรถเยอะเป็นพิเศษ เมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มตรง ผมจึงยังอยู่ในรถคนเดียวแถวสามแยกพัฒนาการ 25

เปิดวิทยุฟังผู้ประกาศข่าวจบแล้วก็น้ำตาไหลอยู่คนเดียว เร่งเครื่องขึ้นเล็กน้อยเพราะอยากถึงบ้านเร็วๆ สิ่งแรกที่ทำตอนกลับถึงบ้านคือกอดกับแฟน

—–

ผมรู้สึกมาซักพักแล้วว่า ทำไมเหตุการณ์ที่ผมจดจำได้ และคิดว่าคนไทยทุกคนจดจำได้ จึงมักจะมีแต่เรื่องแย่ๆ

แต่ในปีที่ผ่านมาก็มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดไป

25 ธันวาคม 2560
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ผมยังอยู่ที่ออฟฟิศ Wongnai ระหว่างเดินไปหาอะไรกินในห้องครัว น้องก็ตะโกนว่า “พี่ตูนกำลังจะวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วพี่” ผมจึงไปดู Facebook Live ของโครงการก้าวคนละก้าว กับน้องเขาด้วย

พี่ตูนและทีมงานค่อยๆ วิ่งอย่างช้าๆ ส่งยิ้มและโบกมือทักทายให้กับผู้คนที่มาให้กำลังใจสองข้างทางในอำเภอแม่สาย

เมื่อถึงเส้นชัย พี่ตูนหยุดยืนหน้านิ่งชูหนึ่งนิ้ว เป็นภาพที่น่าจะติดตาคนไทยหลายๆ คนไปอีกนาน

3 กรกฎาคม 2561 (วันนี้)
ผมกำลังนั่งทานข้าวเช้าที่บ้าน ข้างๆ มีปรายฝน ลูกสาววัยย่างสามขวบที่มาอ้อนให้พ่อช่วยป้อนข้าวให้หน่อย ป้อนข้าวไปได้ประมาณ 4 ช้อน ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิด Facebook โพสต์แรกที่ผมเห็นเป็นของเพจ Bodyslam ซึ่งแชร์วีดีโอของเพจ Thai NavySEAL ที่มีแคปชั่นว่า

Hooyah…..ทีมหมูป่า

พบเยาวชนทีมหมูป่าบริเวณหาดทรายห่างจาก Pattaya beach 200 เมตร โดยนักดำน้ำหน่วยซีลดำน้ำวางไลน์เชือกนำทาง ร่วมกับนักดำน้ำจากประเทศอังกฤษ ระยะทางจากห้องโถง 3 ยาว 1,900 เมตร เมื่อเวลา 21.38 น. คืนวันที่ 2 กรกฎาคม 2561

 

ในวีดีโอเป็นเด็กใส่ชุดฟุตบอลสีแดงสิบกว่าคน นั่งกันอยู่ในถ้ำมืดๆ พวกเขาติดอยู่ในนี้โดยคงไม่รู้เลยว่าสิบวันที่ผ่านมามีคนมากมายแค่ไหนที่ร่วมลุ้นร่วมภาวนาอยู่ข้างนอก

ณ ตอนนี้ เรื่องราวในความทรงจำของผมมีทั้งหมด 5 เหตุการณ์ เป็นร้าย 3 ดี 2

แต่อนาคต ถ้าเราสามัคคีกันและทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เราอาจจะมีเหตุการณ์ดีๆ อีกหลายอย่างที่จะกลายเป็นนาทีแห่งความทรงจำเพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น

– นาทีที่ไทยได้ไปบอลโลก
– นาทีที่คนไทยขึ้นรับรางวัลโนเบล
– นาทีที่คนไทยได้ออกไปท่องอวกาศ

บางคนอาจจะคิดว่าต้องอาศัยปาฏิหาริย์เท่านั้น

ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ เพราะคนอย่างพี่ตูนและหน่วยซีลก็สอนให้เรารู้แล้วว่าปาฏิหาริย์นั้นมีอยู่จริงและเกิดขึ้นได้

แต่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนกล้า

กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ และกล้าที่จะไม่ยอมแพ้ครับ

รู้มั้ย นาซ่าเคยกอบกู้โลกมาแล้วครั้งหนึ่ง

20180702_nasa

เรารู้กันดีว่านาซ่าเป็นองค์กรสำรวจอวกาศ เคยส่งคนไปดวงจันทร์ และมีข่าวเกี่ยวกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ออกมาให้เราได้ยินได้ฟังอยู่เป็นระยะๆ

แต่น้อยคนจะรู้ว่านาซ่าเคยช่วยให้เราพ้นจากวิกฤติการณ์ระดับ “โลกแตก” เลยทีเดียว เพียงแต่เป็นการโลกแตกอย่างช้าๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนเวลากลับไปถึง 33 ปี คือในปีพ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) ซึ่งนาซ่าได้พบความผิดปกติบางอย่างในทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้)

พวกเขาพบว่าชั้นโอโซนในบริเวณนี้เบาบางกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่ชั้นโอโซนเบาบางลงถึงสองในสาม ทำให้รังสีอัลตราไวโอเลต (รังสี UV) หลุดรอดลงมาถึงพื้นโลกมากกว่าที่ควรจะเป็น

ปรากฎการณ์นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่องโหว่ชั้นโอโซน (ozone hole) ซึ่งนาซ่าทราบว่าสาเหตุหลักมาจากสารประกอบคลอรีนที่มีชื่อว่า CFC (chlorofluorocarbon) ที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น กระป๋องสเปรย์ชนิดต่างๆ

สารเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพราะมันไม่มีผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักวิทยาศาสตร์จึงพบว่ามันมีผลเสียต่อชั้นโอโซนอย่างยิ่ง

เมื่อ CFC ระเหยขึ้นไปสะสมปะปนกับโอโซนและปะทะกับแสง UV ที่มาจากดวงอาทิตย์ จะเกิดปฏิกิริยาจนทำให้อะตอมคลอรีนแตกตัวออกมาจาก CFC และทำลายชั้นโอโซนอย่างรุนแรง

คลอรีน 1 อะตอมสามารถทำลายโอโซนได้ถึง 100,000 โมเลกุล และคลอรีนจะมีอานุภาพมากเป็นพิเศษในพื้นที่ที่อากาศเย็น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทวีปแอนตาร์ติกามีช่องโหว่โอโซนมากที่สุด

ถ้าไม่มีใครทำอะไร ภายในปี 2020 ช่องโหว่โอโซนจะกินพื้นที่ของ 17% ของโลก ภายในปี 2040 จะเป็น 70% และภายในปี 2065 ช่องโหว่โอโซนจะครอบคลุมไปทั่วโลก ปริมาณรังสี UV ที่มาถึงพื้นโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มนุษย์จะเป็นต้อกระจกและมะเร็งผิวหนังกันถ้วนหน้า พืชผักต่างๆ ก็จะปลูกไม่ขึ้น และสัตว์ต่างๆ ก็จะเป็นต้อกระจกแถมไม่รู้จะกินอะไรด้วย

นี่คือสถานการณ์วันสิ้นโลกเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้

โชคดีที่นาซ่าและนักวิทยาศาสตร์ร่วมมือกันรณรงค์จนทำให้เกิดสนธิสัญญามอนเทรอัล (Montreal Protocol) ในปีพ.ศ.2530 ซึ่งเป็นสัญญาใจให้ประเทศทั่วโลกร่วมกันลดการใช้สาร CFC

จากนั้นอีกเพียง 9 ปี สาร CFCs ก็ถูกเลิกใช้ในประเทศที่เจริญแล้ว ช่องโหว่โอโซนบริเวณแอนตาร์กติกาดีขึ้นโดยลำดับ และมีแนวโน้มว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนหมดศตวรรษนี้

ดังนั้น ปี 2065 จึงไม่ใช่วันสิ้นโลกอีกต่อไป

อย่างน้อยก็ไม่ใช่เพราะช่องโหว่โอโซนครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Insider: How NASA saved the world

เส้นนี้ที่มีคนขีดเอาไว้

20180617_line

คนขีดเขาอาจตายไปนานแล้วก็ได้นะ

ตายในที่นี่ อาจหมายถึงตายไปจริงๆ หรือตายจากองค์กรที่เราอยู่

ตอนที่เขาขีดเส้นนี้ มันอาจจะเมคเซ้นส์ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า บริบทเปลี่ยนไป เครื่องไม้เครื่องมือเปลี่ยนไป องค์กรเปลี่ยนไป เส้นนี้อาจจะไม่เมคเซ้นส์แล้วก็ได้

ถ้าองค์กรไหนมีพนักงานชอบพูดว่า “มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว” อนาคตขององค์กรนั้นอาจจะไม่สดใสเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพนักงานในองค์กรเก่งแต่เรื่องการทำตามคำสั่ง แต่คิดอะไรเองไม่ค่อยได้

วิธีแก้คือต้องตั้งคำถามบ่อยๆ ว่างานนี้ยังต้องทำอยู่รึเปล่า กฎนี้ยังจำเป็นอยู่มั้ย มันทำให้เราดูแลพนักงานหรือดูแลลูกค้าได้ดีขึ้นจริงเหรอ

และคนที่ต้องถามคำถามพวกนี้บ่อยสุดคือผู้บริหาร เพราะถ้าผู้บริหารยังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ ก็อย่าหวังว่าลูกน้องจะกล้าตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านั้น

เส้นนี้ที่คนขีดเอาไว้ คนขีดอาจตายไปนานแล้ว

แต่ถ้าเรายังอยากอยู่กันต่อ ต้องรีวิวเส้นเหล่านี้บ่อยๆ ครับ

ชนชั้นไร้ประโยชน์

20180528_uselessclass

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดในเวลานี้คือ AI – Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์)

จริงๆ เราได้ยินคำนี้มานานแล้ว แต่เพิ่งมาบูมอีกครั้งตอนที่ AlphaGo ของ Google (DeepMind) เอาชนะนักหมากล้อมมือหนึ่งของโลกได้

AI คืออะไร?

Seth Godin บอกว่าสำหรับเขา AI คืออะไรก็ตามที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้

พอคอมพิวเตอร์ทำได้เมื่อไหร่ เราก็จะรู้สึกว่ามันเรื่องธรรมดา

เหมือนที่ Amazon รู้ว่าเราน่าจะชอบหนังสืออะไร หรือ Facebook รู้ว่ารูปที่เราเพิ่งอัพโหลดมีเพื่อนคนไหนบ้าง หรือ Google Maps รู้ว่าจะพาเราไปถึงที่โดยใช้เวลาน้อยที่สุดได้อย่างไร

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันคือสิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้ทั้งนั้น (รวมถึงการเล่นหมากล้อมเอาชนะแชมป์โลกด้วย)

สิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้มีอะไรบ้าง?

วินิจฉัยโรค
แต่งเพลง (จริงๆ ทำได้แล้ว)
ขายของ
ทำบัญชี
แต่งนิยาย (อันนี้ก็ทำไปแล้ว เกือบได้รางวัลด้วย)
สัมภาษณ์คน
แสดงบนเวที
วาดภาพ (อันนี้ก็ทำไปแล้วเหมือนกัน)
เตะบอล
ฯลฯ

แล้วถ้าวันหนึ่ง AI ทำสิ่งเหล่านี้ได้ บทบาทของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ คืออะไร?

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens และ Homo Deus กล่าวไว้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ (หลักสิบปี) จะเกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา

เขาเรียกชนชั้นนี้ว่า ชนชั้นไร้ประโยชน์ – The Useless Class

คนชนชั้นนี้ ไม่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม เพราะทักษะและความรู้ที่เขามีเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนได้ทั้งหมด

ไม่ได้มาเขียนให้รู้สึกเสียกำลังใจ เพราะเราทุกคนก็อยู่บนเรือลำเดียวกัน

ถ้าไม่อยากเป็นชนชั้นไร้ประโยชน์ วิธีที่น่าจะลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด คือหมั่นเรียนรู้ (learn) ไม่ยึดติดความรู้เก่าๆ (unlearn) และพร้อมที่จะสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ (reinvent yourself) เพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

เกมสั้น-เกมยาว

20180401_infinitegame

ผมเพิ่งได้ฟังพอดคาสท์ Akimbo ซึ่งจัดโดย Seth Godin บล็อกเกอร์คนโปรดของผมพูดถึง Finite Game และ Infinite Game

Finite Game คือเกมที่เล่นเพื่อที่จะหาผู้ชนะ เช่นการแข่งฟุตบอลหรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ซึ่งมันมีจุดจบที่ชัดเจนเช่นตอนนกหวีดเป่าหมดเวลาหรือตอนที่ประกาศผลสอบ

Infinite Game คือเกมที่ไม่มีจุดจบที่ชัดเจน เป็นเกมที่ “เล่นเพื่อจะเล่น” เป้าหมายหลักคือการมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน เช่นพ่อเล่น catch ball กับลูก คงไม่มีพ่อคนไหนโยนบอลใส่ลูกแรงๆ เพื่อที่จะเอาชนะอยู่แล้ว

เซธเล่าถึง Bill Graham ซึ่งเป็นคนจัดคอนเสิร์ตร็อคที่โด่งดังมากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาจัดคอนเสิร์ตให้ศิลปินอย่าง The Grateful Dead หรือ Bruce Springsteen โดยเก็บค่าตั๋วเพียงแค่ $29 เท่านั้น

เซธถามบิลว่า ทำไมคอนเสิร์ตของยูค่าตั๋วถูกจัง ทำไมไม่เก็บ $70 หรือ $100 เหรียญ เพราะวงระดับนี้มีคนยอมจ่ายอยู่แล้ว

บิลตอบเซธว่า เขารู้ว่าจะเก็บ $100 ก็ได้ แต่ถ้าขายตั๋วราคานั้น กลุ่มเป้าหมายของเขาอาจจะมีเงินมาดูคอนเสิร์ตได้แค่ปีละครั้งเดียว อาจจะได้กำไรมากก็จริง แต่ก็จะสูญเสียโอกาสในการสร้างวัฒนธรรม/พฤติกรรมการออกมาดูคอนเสิร์ตของคนอเมริกัน เขาจึงยินดีเก็บค่าตั๋วราคาย่อมเยาเพื่อให้คนได้ดูคอนเสิร์ตบ่อยๆ ดีกว่า

ครับ บิลกำลังเล่นเกมยาวหรือ infinite game อยู่ เขาไม่ต้องการเป็นผู้ชนะในเกมนี้ แค่ต้องการเป็นหนึ่งใน contributor ที่จะช่วยทำให้ทุกคนมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันนานๆ

บางเกมนั้นก็เป็นเกมสั้น บางเกมนั้นเป็นเกมยาว และบางเกมก็เล่นได้ทั้งสั้นและยาว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเล่นแบบไหน

แต่คนเล่นเกมสั้นนั้นมีมากมายเกินพอแล้ว ดูนักการเมืองและสื่อบางประเภทเป็นตัวอย่างก็ได้

เลยอยากเห็นคนไทยหันมาเล่นเกมยาวกันเยอะๆ ครับ

ป.ล. บล็อกนี้ก็เป็นเกมยาวอย่างหนึ่ง

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Akimbo: Game Theory and the Infinite Game 

เสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้ครับ