รักน้อยๆ แต่รักนานๆ

20190113_slowbutsure

คนไทยที่อายุเกิน 30 หลายคนน่าจะเคยใช้ Hi5 ที่เป็นเว็บเอาไว้แชร์รูปภาพแล้วกดเป็นเพื่อนกับคนแปลกหน้า บางคนมีเพื่อนเป็นพันๆ หมื่นๆ คน

ช่วงหนึ่ง Hi5 เคยดังมากๆ เพื่อนผมมีโปรไฟล์ Hi5 กันแทบทุกคน แต่การมาถึงของ Facebook ก็ทำให้ Hi5 ล่มสลายไป

ในอีกมุมหนึ่ง อีเมลเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เราใช้อย่างแพร่หลาย 20 ปีแล้ว

และแม้จะมี social media อย่าง Hi5, Facebook, Twitter, Instagram เข้ามามากมายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อีเมลก็ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ยังคงอยู่กับเราอย่างเหนียวแน่น

โทรศัพท์ Nokia ก็คล้ายๆ กับ Hi5 ช่วงหนึ่งคนไทยส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia ก่อนที่ Nokia จะโดนตีตลาดด้วย Blackberry ซึ่งก็ดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองไม่แพ้กัน (อย่างน้อยก็ในคนกรุงเทพ)

แล้วทั้ง Nokia และ Blackberry ก็แทบจะล้มทั้งยืนเมื่อสตีฟจ๊อบส์เปิดตัว iPhone แถมหมัดสองด้วย Android จาก Google จากนั้นมาคนก็หันมาใช้ smartphone ทิ้งให้ Nokia และ Blackberry เหลือเพียงอดีตอันยิ่งใหญ่

ของที่มาเร็ว มาแรง ดังเร็วนั้น มีความเสี่ยงที่จะไปเร็วและดับเร็วด้วยเช่นกัน

ของที่จะอยู่คู่กับเราไปนานๆ มักจะเป็นของที่ไม่หวือหวามากนัก เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่ก็มีความคลาสสิค เพราะมีเวลาสร้างรากฐานจนมั่นคงในใจคน

ผมจึงมีความรู้สึกว่าของเหล่านี้แม้จะถูกกระทบอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่หายไปไหน

วิทยุ vs พ็อดคาสท์
หนังสือ vs อีบุ๊คส์/audiobooks
ดินสอ vs แล็ปท็อป

เพราะมันไม่ได้เท่ ไม่ได้เก๋อะไรมากมายมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่เคยเป็นของฮิต ไม่เคยเป็นของอินเทรนด์

แต่เมื่อไม่เคยอินเทรนด์ มันจึงไม่เคยตกเทรนด์ด้วยเช่นกัน

อีก 20 ปี ในวันที่สมองมนุษย์เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง เราอาจไม่จำเป็นต้องพิมพ์อะไรลงแป้นคีย์บอร์ดอีกต่อไป แล็ปท็อปอาจจะสูญพันธุ์ แต่ถึงกระนั้นผมว่าเราก็น่าจะยังใช้ดินสอขีดเขียนอะไรลงกระดาษอยู่ดี

พอคิดได้อย่างนี้ก็สบายใจ หากเราไม่ได้โตเร็วเหมือนใครเขา

บล็อก Anontawong’s Musings กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 เขียนมา 1400 ตอนแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เพจใหญ่ คนตามยังไม่เยอะมาก ถึงกระนั้นก็เป็นคนที่มีคุณภาพและมี engagements กับเพจสูงจนน่าชื่นใจ

ค่อยๆ โตช้าๆ ไปอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่หลงตัวเองว่าดังแล้ว และจะได้เอาพลังไปโฟกัสกับการผลิตงานที่ดีออกมาวันละชิ้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

รักน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ นะครับ 🙂

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 7 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

ทำไมเราถึงอยากมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้าน

20181224_lawn

วิหารเทพในเอเธนส์ไม่มีสนามหญ้า

จัตุรัสโรมันไม่เคยมีสนามหญ้า

พระราชวังต้องห้ามในปักกิ่งก็ไม่มีสนามหญ้า

แล้วสนามหญ้ามาได้ยังไง? ทำไมเราถึงอยากได้สนามหญ้าหน้าบ้านกันนัก เพราะถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว มันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังต้องออกแรงดูแลรักษาอีก

เรื่องราวเริ่มจากในช่วงยุคกลางของยุโรป (ค.ศ.500-1500) ที่เหล่าชนชั้นสูงเริ่มมีการปลูกหญ้าไว้รอบบ้าน (เรียกว่าวังหรือคฤหาสน์อาจจะเหมาะกว่า)

ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องตัดหญ้าและหัวสปริงเกอร์รดน้ำ สนามหญ้าพวกนี้จึงต้องใช้คนงานดูแลเป็นจำนวนมาก แถมหญ้าก็เอาไปทำประโยชน์ไม่ได้ เพราะถ้าเอาแกะหรือวัวมาเลี้ยง สนามหญ้าก็จะเสียหายและดูไม่สวยงาม คนส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเป็นชาวนาจึงไม่อาจมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้านได้

การมีสนามหญ้าจึงเป็นการบอกกับชาวโลกว่า ดูสิว่าฉันฐานะดีแค่ไหน มีเงินจ้างคนงานเป็นสิบๆ คนเพื่อมาดูแลหญ้าหน้าบ้านของฉันให้ดูสมบูรณ์งดงามอยู่เสมอ

ในทางกลับกัน ถ้าสนามหญ้าบ้านไหนหญ้าเริ่มเฉาหรือไม่ได้รับการดูแล นั่นก็แสดงว่าครอบครัวชั้นสูงนั้นกำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่าง

200 ปีที่แล้ว เมื่อโลกเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความมั่งคั่งถูกผลัดมือจากชนชั้นสูงไปสู่ “เศรษฐีหน้าใหม่” ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงงาน นายธนาคาร หรือนักกฎหมาย สามัญชนที่มีเงินก็เลยเริ่มมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้านเพื่อแสดงถึงสถานะทางสังคมที่เหนือกว่าเช่นกัน

พอเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 20 ที่บ้านชานเมืองเริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะได้ดีที่สุดก็คือสนามหญ้าหน้าบ้านอันเขียวขจีนี่เอง

ชนชั้นสูงเมื่อพันปีที่แล้วปลูกหญ้าที่ไร้ประโยชน์เพื่อโชว์ออฟว่าบ้านเขามีคนใช้มากมายที่จะดูแลหญ้าเหล่านั้น และพันปีต่อมาสนามหญ้าก็กลายเป็นมรดกตกทอดให้ชนชั้นกลางอย่างเราๆ อยากมีสนามหญ้ากับเขาบ้าง

เราไม่ได้รู้อดีตเพื่อทำนายอนาคต แต่เรารู้อดีตเพื่อที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองจากมันได้

หากบ้านของคุณมีสนามหญ้า และคุณต้องเสียเวลากับการดูแลมันมากเกินไป ลองปลดปล่อยตัวเองจากความคิดว่าบ้านในฝันต้องมีสนามหญ้านะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Homo Deus, A Brief History of Tomorrow by Yuval Noah Harrari

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ผู้ชายมักตายด้วยความดื้อ

20181203_stubborn

ในนิตยสาร all ที่แจกฟรีตาม 7-Eleven ฉบับเดือนธันวาคม คุณนีโน่ เมทนี บุรณศิริ ให้สัมภาษณ์ถึงคุณโอ วรุฒ วรธรรม ผู้ล่วงลับไว้ว่า

“โอเป็นคนที่มีปัญหาแล้วไม่พูด ชอบเก็บไว้กับตัว โอมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตด้วย แต่เขาไม่เชื่อว่าตัวเองป่วย ไม่ยอมกินยา วิธีแก้ปัญหาของโอคือกินเหล้าให้ลืม ซึ่งมันไม่ได้หายไป พอหายเมา โอกลับมาคิดมากเหมือนเดิม ผมอยากบอกว่าถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาด้านสุขภาพจิต คุณควรไปปรึกษาจิตแพทย์ สมัยนี้จิตแพทย์เก่งๆ มีเยอะ แต่คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้ โอเก็บปัญหาไว้กับตัวจนสะสมเรื้อรัง ไม่รู้จะแก้ปัญหาไหนก่อน บางครั้งมันก็สายเกินไป แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

มันทำให้ผมนึกถึงคุณตาของเพื่อนคนหนึ่งที่ป่วยเป็นหวัดแต่ไม่ยอมไปหาหมอ สุดท้ายเป็นโรคปอดบวม อาการทรุด กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และจากไปภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ผมว่าผู้ชายเป็นเพศที่ดื้อกว่าผู้หญิง

อาจเพราะเราได้ยินได้ฟังคำพูดเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กๆ

“เกิดเป็นลูกผู้ชาย ต้องเข้มแข็ง”

“ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กันหรอกนะ”

“ผู้ชายอกสามศอก”

และอะไรอีกต่างๆ นาๆ ที่วาดภาพว่าผู้ชายคือเพศที่แข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว ห้ามแสดงความอ่อนแอ ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่ใช่ลูกผู้ชายตัวจริง

เมื่อความคิดความเชื่อของเราถูกหล่อหลอมมาอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดาที่เราจะประพฤติตนให้สอดคล้องกับความเชื่อนั้นด้วย

ผู้ชาย Gen X และต้น Gen Y ไม่น้อยถึงยังสูบบุหรี่ กินเหล้า เจ้าชู้ แม้จะรู้ดีว่ามีโทษก็ยังทำ เพราะภาพของการสูบบุหรี่ กินเหล้า เจ้าชู้ มันถูกยึดโยงไปกับภาพจำของลูกผู้ชายเท่ๆ ที่เราเห็นกันในโรงหนังไปเรียบร้อยแล้ว

แต่มันก็เป็นเพียงค่านิยมของยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อว่าอีกไม่นานการแสดงออกความเป็นชายจะไม่ได้ผูกติดกับพฤติกรรมเหล่านี้อีกต่อไป

แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราอาจจะสูญเสียเพื่อนหรือญาติไปอีกหลายคนให้กับความดื้อรั้นที่ต้องการจะแสดงออกถึงความเป็น “ลูกผู้ชาย” ผ่านการกระทำที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ครับ

—–

ป.ล. ผมเขียนคอมลัมน์ “มุมละไม” ให้นิตยสาร all ด้วยนะครับ อ่านได้ที่ all-magazine.com หรือขอฟรีก๊อปปี้ได้ที่ 7-Eleven ครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เราทุกคนเป็นนักวิ่งผลัด

20181201_relay

ใครที่ใช้ทางด่วนศรีรัชอยู่เป็นประจำ คงจะพอจะทราบว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกำลังมีโครงการลดค่าทางด่วน 5 บาท สำหรับผู้ใช้ Easy Pass ที่ด่านอโศก 4 (ด่าน 50 บาท) ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน โดยเริ่มต้นวันที่ 1 พ.ย. ไปจนถึง 28 ธ.ค. 2561

วันนี้แคมเปญดำเนินมาได้ครึ่งทางพอดี ผมจึงสอบถามไปยังการทางพิเศษ และได้ข้อมูลมาดังนี้

ก่อนเริ่มแคมเปญ มีคนใช้ Easy Pass ด่านอโศกชั่วโมงเร่งด่วน เฉลี่ย 7907 คัน คิดเป็น 51.4% (จ่ายเงินสด 7475 คัน)

ในเดือนที่ผ่านมา มีคนใช้ Easy Pass เฉลี่ย 8128 คัน คิดเป็น 52.15% (จ่ายเงินสด 7458 คัน)

โดยเป้าหมายของการทางพิเศษคืออยากให้คนหันมาใช้ Easy Pass ถึง 60% หรือต้องมีรถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass อีกประมาณ 1500 คัน

ใครยังไม่ได้ใช้ Easy Pass ขอเชียร์ให้ลองออกไปซื้อกันนะครับ วันนี้วันหยุด รถไม่เยอะ วิ่งผ่านด่านแล้วชิดซ้ายจอดรถลงไปซื้อได้เลย หรือใครไม่อยากเสียค่าทางด่วนก็ไปจอดรถที่ลานจอดรถด่านอโศก 4 แล้วเดินขึ้นบันไดไปซื้อบัตรได้เช่นกันครับ https://goo.gl/rLVAy1

—–

หนึ่งเดือนที่แล้ว ก่อนที่แคมเปญนี้จะเริ่ม ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการด้วย

ตอนที่นักข่าวถามความเห็นผมว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้มีส่วนจุดประกายให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา ผมตอบว่าผมรู้สึกเหมือนพวกเราเป็นนักวิ่ง 4×100

ผมเริ่มจุดประเด็นนี้ขึ้นมาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ด้วยการเขียนบล็อกเชียร์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน เพื่อบรรเทาปัญหารถติดบนทางด่วนพระราม 9

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ คุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ แห่งเพจคิดด้วยภาพ The Back of the Napkin Thailand ก็นำเรื่องราวมาเล่าเป็นภาพจนมีคนแชร์ไปสามพันกว่าครั้ง

และในเดือนมิถุนายน คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคก็นำเนื้อหาไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูถึงสี่แสนคน

พอปลายเดือนตุลาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็คลอดแคมเปญนี้ออกมา

ผมเป็นไม้หนึ่ง คุณโหน่งเป็นไม้สอง คุณหนุ่ยเป็นไม้สาม และการทางฯ เป็นไม้สี่

และผมว่าประชาชนที่อยู่ละแวกเดียวกับผม จะช่วยกันเป็นไม้ห้า ไม้หก และไม้ต่อๆ ไป

การที่แต่ละคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาวิ่งผลัดในทีมเดียวกันได้ ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ความถนัดและความสามารถที่ตัวเองมีเพื่อทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ผมว่ามันเป็นสิ่งสวยงามนะครับ

ยิ่งตอนนี้โลกของเราเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ต เราทุกคนจึงเป็นนักวิ่งผลัดไปโดยปริยาย

ไม้วิ่งผลัดที่เราส่งต่อกันอาจเป็นข่าวลวง เสียงก่นด่า หรือเรื่องราวที่ไม่สร้างการผลิตก็ได้

หรือมันอาจจะเป็นความรู้ เสียงหัวเราะ หรือแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างก็ได้

ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นนักวิ่งผลัดได้แล้ว ผมก็ได้แต่หวังว่าเราจะเลือกส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กันและกัน

เพราะสุดท้าย คนเราน่าจะเกิดมาเพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นและชีวิตของตนเองดีขึ้นไม่ใช่หรือ?

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ก่อนจะเห็นโฆษณา ชีวิตก็โอเคดี

20181125

แต่พอได้เห็นโฆษณาเท่านั้นแหละ ชีวิตเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที

โฆษณาในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะในทีวีนะครับ แต่หมายถึงในเว็บ ในไลน์ ในเฟซบุ๊ค ในไอจี รวมถึงในบทสนทนาของเพื่อนด้วย

โลกเราถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม และหัวใจของทุนนิยมคือการเจริญเติบโต และวิธีเดียวที่จะเติบโตได้คือการรณรงค์ให้ผู้บริโภคซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ

“ของมันต้องมี” จึงกลายเป็นวาทกรรมแห่งยุค เมื่อคนอื่นเขามีกัน ฉันเลยต้องมีบ้าง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉันก็อยู่มาได้ตั้งนานโดยไม่ต้องมีมัน

“ความจำเป็น” (need) ของสินค้าต่างๆ ล้วนถูกปรุงแต่ง (fabricated) ขึ้นทั้งนั้น

ไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อ แค่อยากเตือนให้รู้เท่าทันถึงกลไก

จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้เขาปั่นหัวเล่นได้ตามอำเภอใจครับ

Easy Pass ด่านอโศก ลด 5 บาทแล้วนะครับ

20181031_easypass

สวัสดีครับ

เมื่อวานนี้ผมได้ไปร่วมงานแถลงข่าวของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะออกแคมเปญดังนี้

  • ผู้ใช้ Easy Pass วิ่งผ่านด่านอโศก ลดราคาจาก 50 บาทเหลือ 45 บาท
  • เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนคือ 6.00-9.00 ในวันธรรมดา
  • บัตร MPass ก็ลดเช่นกัน
  • เริ่ม 1 พ.ย. – 28 ธ.ค. 2561

เหตุผลที่ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน เพราะเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความ “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!” เอาไว้ ซึ่งผมเสนอว่าถ้าเรารณรงค์ให้คนที่ใช้ทางด่วนด่านอโศกในชั่วโมงเร่งด่วนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่ม 3,000 คัน จะบรรเทารถติดไปได้ไม่น้อย

ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์บทความนี้ รวมถึงคุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ เจ้าของเพจคิดด้วยภาพ The Back of thee Napkin Thailand ที่นำเรื่องราวมาเล่าใหม่ให้เข้าใจได้ง่าย จนถึงหู (ถึงตา) คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคที่นำไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูหลายแสนคน  และน่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคลอดแคมเปญนี้ออกมา

มีสามประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในบทความนี้

1. ทำไมการทางพิเศษถึงทำแค่ด่านเดียว?
การทางพิเศษมีสัญญาสัมปทานผูกมัดอยู่ จึงไม่อาจลดแลกแจกแถมตามอำเภอใจได้ รายได้ที่ต้องแบ่งให้กับ BEM (ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง BMCL หรือ รถไฟฟ้ากรุงเทพ กับ BECL หรือ ทางด่วนกรุงเทพ) ต้องไม่กระทบ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ การทางพิเศษจะถือว่าเป็นงบการตลาด

ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าการทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 6000 คัน x 5 บาท x 40 วันทำงาน = 1.2 ล้านบาท ซึ่งผมว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับการลองชิมลาง เพราะแม้ว่าจะมีคนใช้ Easy Pass เพิ่มก็อาจจะยังติดอยู่ดีก็ได้  แต่ถ้าทำแล้วส่งผลดี เขาก็จะได้มีงบเหลือไปลองทำกับด่านอื่นๆ ดูบ้าง

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 คือพื้นผิวการจราจรที่มีไม่เพียงพอ รวมถึงการจัดการจราจรด้วย (มีรถที่ผ่านด่าน 25 บาทมาแล้วต้องเบี่ยงซ้ายลงพระราม 9 ในขณะที่ก็มีรถที่มาจากทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ที่ต้องการเบี่ยงขวาเข้าเส้นทางหลัก ทำให้บางทีตำรวจต้องหยุดการจราจรและทำให้รถติดไปจนถึงด่าน 25 บาท)

2. ที่ต้องทนใช้เงินสดเพราะต้องนำใบเสร็จไปเบิกบริษัท
มีหลายบริษัทเปิดให้พนักงานนำ “รายงานข้อมูลการใช้บัตร” Easy Pass มาเบิกได้แล้วนะครับ หน้าตาประมาณนี้ครับ

2018-10-31 07_11_02-EasyPassUsage_2018-10-31_07_10_56.pdf

ซึ่งผมว่าน่าเชื่อถือและจัดการง่ายกว่าใบเสร็จที่ได้จากการจ่ายเงินสดอีก

ลองไปคุยกับทีมบัญชีหรือเจ้าของบริษัทดูว่าใช้แทนใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีได้มั้ย

ผมว่าถ้าใส่ความยืดหยุ่นลงไปซักหน่อย มันควรจะทำได้ และสำหรับบริษัทมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเมื่อคำนึงถึงเวลาและสุขภาพจิตของพนักงานที่ได้กลับคืนมาจากการใช้ Easy Pass

สำหรับคนที่มี Easy Pass ผมทำวิธีการไว้ให้แล้วที่ bit.ly/easypassregistration ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีครับ

สำหรับคนที่ยังไม่มี Easy Pass ก็ซื้อตอนเย็นขากลับจากทำงานก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องรีบ ผ่านด่านอโศกแล้วก็ชิดซ้ายเดินลงไปซื้อได้เลย

3. ไม่อยากเอาเงินไปกองไว้ใน Easy Pass ให้คนอื่นเอาไปทำประโยชน์
ผมแปลกใจเหมือนกันที่มีคนคิดอย่างนี้จำนวนไม่น้อย เอาเป็นว่าทีม PR ของการทางพิเศษที่ผมคุยด้วยเมื่อวาน บอกว่าเงินที่คุณเติมเอาไว้ การทางพิเศษไม่สามารถนำไปใช้ได้จนกว่าจะมีการใช้งานจริงครับ (แม้กระทั่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก็ยังเอาไปใช้ไม่ได้) เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งนั้น ยกเว้นคนที่ใช้ Easy Pass

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี เรายอมจ่ายเงินเป็นหมื่นเพื่อซื้อมือถือดีๆ ยอมจ่ายเงินเป็นพันเพื่อกินอาหารดีๆ แต่ทำไมเราถึงไม่ยอมจ่ายเงิน 500 บาทใส่ไว้ใน Easy Pass เพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น?

การเอาเงินสองหมื่นไปซื้อไอโฟน ก็คือการเอาเงินไปกองไว้เหมือนกัน แล้วเราก็ค่อยๆ ถอนทุนคืนด้วยการใช้งานมันทุกวันเป็นเวลาสองปีก่อนจะเปลี่ยนมือถือใหม่

เงินคือสิ่งที่เราเอาพลังชีวิตไปแลกมันมา ดังนั้นการใช้เงิน 500 บาทซื้อพลังชีวิตกลับคืนมาก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับ

แน่นอนว่า Easy Pass ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย พอแก้ตรงนี้ได้ปุ๊ป เดี๋ยวก็คงเจอปัญหาใหม่ให้แก้เพิ่มเติม แต่นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ผมและคุณหนุ่ยได้ใช้ทักษะและความสามารถที่เรามีจุดประเด็นนี้ขึ้นมา และการทางพิเศษก็ได้ริเริ่มทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้ว

ก็เหลือแต่คนขับรถแล้วว่าจะเลือกทางไหน

จะบ่นเฉยๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต่อไป

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทางออกครับ

ข้อเท็จจริงไม่สำคัญเท่าความเชื่อ

20181021_facts

ก่อนจะจบมหาวิทยาลัยผมอยากจะหาเงินเข้าชมรมดนตรี เลยเอาเพลงที่ตัวเองและน้องๆ แต่งกันมาอัดกันง่ายๆ และไรท์ลงซีดี

เราทำปกซีดีและพิมพ์สติ๊กเกอร์แปะทับบนซีดีด้วย ส่วนกล่องซีดีก็ใช้แบบบางเฉียบให้ดูวัยรุ่น ทำออกมา 200 แผ่นก็ขายให้นักศึกษาจนหมดเกลี้ยง ได้เงินมาซื้อกลองชุดและแอมป์ให้ชมรมดนตรีสมความตั้งใจ

แต่ผมก็ได้ยินเสียงบ่นจากคนที่ซื้อซีดีไป (คงมีบางคนสงสัยจึงลองแกะสติ๊กเกอร์ดู) ว่าไม่น่าใช้แผ่น Princo เลย

ครับ พวกเราไรท์ซีดีโดยใช้แผ่น Princo ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นยี่ห้อที่ดังที่สุด ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง

Princo สมัยนั้นมีหลายเกรดด้วย แผ่นเปล่าตกราคาตั้งแต่แผ่นละ 5 บาทถึงเกือบ 20 บาท ผมมั่นใจว่าเราไม่ได้ใช้รุ่นต่ำสุดแน่ๆ แต่ภาพจำของคนก็คือ ซีดี Princo เป็นยี่ห้อที่ถูกที่สุด เกลื่อนตลาดที่สุด มันจึงดูเหมือนเราทำสินค้าโดยไม่ลงทุนเท่าไหร่ เขาบอกว่าทำไมไม่ใช้แผ่นมียี่ห้ออย่าง Sony หรือ maxell จะได้รู้สึกดีหน่อย

ผมพยายามจะอธิบายว่าเราใช้ Princo คุณภาพดีนะ แถม Princo ก็เล่นได้กับทุกเครื่องด้วย ไม่เหมือนแผ่นยี่ห้ออื่นๆ ที่ใช้กับบางเครื่องแล้วจะเปิดไม่ได้

แต่คำอธิบายเหล่านี้ไม่เป็นผล เพราะคนเชื่อและเสียความรู้สึกไปแล้วว่าเราใช้ของถูก

ผมจึงพบความจริงที่ว่า การที่เราไปโฟกัสกับการอธิบายข้อเท็จจริง บางทีมันก็ไม่ช่วยอะไร เพราะข้อเท็จจริงนั้นไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อคนได้

ไม่ใช่แค่ความเชื่อในเรื่องยี่ห้อซีดี แต่ยังหมายรวมถึงความเชื่อในตัวบุคคลอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ คุณทักษิณ พลเอกประยุทธ์ กำนันสุเทพ และคุณธนาธรด้วย

หรือความเชื่อว่าโลกแบน (theflatearthsociety.org) และความเชื่อว่าการไปเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องหลอกลวงนั่นก็ใช่

เมื่อคนเราเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว การเอาข้อมูลที่ตรงกันข้ามไปใส่ให้เขามากขึ้น มีแต่จะทำให้เขายึดถือความเชื่อของตัวเองยิ่งกว่าเดิม

เพราะข้อเท็จจริงนั้นมีหลายด้านเสมอ

ความเชื่อ + ข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น = ความจริงของคนๆ นั้น

แล้วจะเปลี่ยนความเชื่อเขาอย่างไร?

ผมเองไม่มีความสามารถพอที่จะชี้ทางออก ได้แต่ชี้ทางเข้า เพื่อที่คราวหน้าเราจะได้เห็นและรู้ตัว

จะได้ไม่เสียแรงหรือเสียเวลาไปกับการพยายามเปลี่ยนใจคนมากจนเกินไปครับ

ทำไมนางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม?

20180813_catwalk

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมนางแบบในงานแฟชั่นโชว์ถึงไม่ยิ้มเลย?

บางคนอาจจะคิดว่า ถ้านางแบบยิ้ม คนก็จะสนใจนางแบบมากกว่าชุดสิ

แต่ทำไมนางแบบในโปสเตอร์โฆษณาถึงยิ้มได้ล่ะ? คนจะไม่สนใจนางแบบมากกว่าของที่จะขายหรือ?

น่าสนใจใช่มั้ยครับ

คำตอบก็คือ เวลานางแบบออกมาใส่ชุดดีไซน์เนอร์เดินโชว์บนแคทวอล์คนั้น สินค้าที่เขาขายจริงๆ ไม่ใช่ชุด

สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือสถานะทางสังคมต่างหาก

แฟชั่นที่เราเห็นบนแคทวอล์ค มีชื่อเรียกว่า Haute Coutoure อ่านว่า อ๊อท คูทัวร์ เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลตามตัวอักษรว่า high dressmaking – การทำเสื้อผ้าชั้นสูง หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือเสื้อผ้าดีไซเนอร์ไฮโซนั่นเอง

เมื่อมันเป็นเรื่องไฮโซ ลักษณะท่าทางของคนใส่ก็จะต้องไฮโซตามไปด้วย

ในทางจิตวิทยา เวลาเรายิ้มให้ใคร มันสามารถตีความได้ว่าเรากำลังทำให้เขาสบายใจอยู่ เรากำลังเอาใจเขาอยู่ เรากำลังบอกเขาว่าฉันเป็นมิตรนะ โปรดชอบและยอมรับฉันเถอะนะ

ในทางกลับกัน คนที่มีสถานะทางสังคมสูง ย่อมไม่สนใจจะเรียกร้องความชอบจากผู้ใด จึงไม่ต้องยิ้มเพื่อเอาใจใคร

ดังนั้น การที่นางแบบบนแคทวอล์คไม่ยิ้มให้คนดู ก็เพราะต้องการจะสื่อว่าฉันไม่สน ไม่แคร์สื่อ ฉันเจ๋งของฉันอย่างนี้อยู่แล้ว เธอจะชอบหรือไม่ชอบฉันมันก็ไม่ได้กระทบกับชีวิตฉันเลยซักนิด

การไม่ยิ้มให้คนดู ก็คือการบอกว่าสถานะฉันสูงส่งกว่าเธอนั่นเอง

ในทางกลับกัน คนดูที่มองเข้าไป ก็จะรู้สึกว่านางแบบคนนี้ดูเท่ ดูคูล ดูสถานะเขาสูงกว่าเรา วันหนึ่งฉันอยากใส่เสื้อผ้าแบบนั้น สถานะฉันจะได้สูงเหมือนเขาบ้าง

นางแบบบนแคทวอล์คเปรียบเสมือนแมวที่รู้ตัวว่ามันหน้าตาดี มันไม่เคยยิ้มให้กล้อง มันช่างดูหยิ่งดูยโส แต่กระนั้นมันก็มีเสน่ห์อย่างประหลาดจนมีคนมากมายที่ปวารณราตนเป็นทาสแมว

และนี่คือเหตุผลที่นางแบบแคทวอล์คไม่เคยยิ้ม แม้จะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ผมว่ามันเป็นเหตุผลที่น่าสนใจที่สุด

ใครเป็นนางแบบมืออาชีพ หากผ่านมาเห็นบทความนี้ก็เข้ามาอภิปรายกันได้นะครับ 😉

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Nate White’s answer to Why don’t some people ever smile in photos?  และ Will Wilster’s answer to Why don’t fashion models

เปิดรับสมัคร Time Management Workshop รุ่นที่ 11 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 14 ที่)

คุณจะเชื่อนิทานเรื่องไหน

20180807_whichtale

สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากการอ่าน Sapiens – A Brief History of Humankind ก็คือ “นิทาน” หรือชุดความเชื่อของแต่ละยุคแต่ละสมัยจะเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเรา

เหตุผลหนึ่งที่ยุโรปครองโลก เพราะเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ยุโรปเชื่อเรื่องการล่าอาณานิคมและการค้นพบดินแดนใหม่ ชาวยุโรปจึงออกทะเลไปยึดครองดินแดนที่ห่างไกลมากมายซึ่งรวมถึงทวีปอเมริกา ในขณะที่ประเทศจีนซึ่งมีวิทยาการการเดินทะเลก้าวหน้ากว่ายุโรป กลับไม่ได้ทำในสิ่งนี้ เพราะในยุคนั้นฮ่องเต้ไม่ได้สนใจ “นิทาน” เรื่องเดียวกันนี้ (อ่านเพิ่มเติมได้ใน Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก)

มาในยุคนี้ เรามีนิทานมากมายที่คนจำนวนมากเลือกที่จะเชื่อ

นิทานทุนนิยม – การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเงินจะนำพามาซึ่งความเจริญและความสุขสบาย

นิทานมนุษยนิยม – มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ของมนุษย์มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

นิทานมนุษย์เงินเดือน – ตั้งใจเรียน จบมหาลัยดังๆ ได้งานบริษัทที่มั่นคง มีเงินออมและมีเงินลงทุน ทำงานให้ดีจนได้รับการโปรโมต การได้เป็นผู้บริหารระดับสูงคือเป้าหมายสูงสุด

นิทานเจ้าของกิจการ – ทำงานประจำไม่มีทางรวย การเป็นนายตัวเองและอิสรภาพที่จะทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้คือเรื่องสำคัญ หาไอเดียแล้วลงมือทำ สร้างบริษัทจนมีกำไร แล้วค่อยๆ ถอยออกมา เอาคนที่ไว้ใจได้มาดูแลกิจการ เราก็จะมี passive income ไปตลอดชีวิต

นิทาน Social Media – การมียอด followers และ engagements สูงๆ คือเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

นิทานนิพพาน – การเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์ เราจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ด้วยการเข้าถึงอริยสัจสี่ผ่านสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็นทางสายเอกและทางสายเดียว

ยังมีนิทานอีกมากมายที่คนเราเลือกจะเชื่อ นิทานพระผู้สร้าง นิทานอเทวนิยม(คนไม่เชื่อในพระเจ้า) นิทานบิ๊กแบง นิทานสตาร์ทอัพ นิทานประชาธิปไตย นิทานพรหมลิขิต นิทานเพลย์บอย  ฯลฯ

ผมคงไม่ขอออกความเห็นว่านิทานเรื่องไหนดี-ไม่ดี จริง-ไม่จริง แค่อยากชี้ให้คุณผู้อ่านลองมองไปรอบตัวว่าโลกนี้เต็มไปด้วยนิทานอะไรบ้าง และเรากำลังเลือกใช้ชีวิตอยู่ในนิทานเรื่องไหน

และถ้าไม่ชอบนิทานที่เรากำลังเล่นอยู่ ก็อย่าลืมว่าเราเปลี่ยนนิทานได้นะครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 10 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 1 กันยายนที่ Sook Station สุขุมวิท 101/2 (BTS อุดมสุข) ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/eXKLhg (เหลืออีก 8 ที่)

ในนามของความดี

20180804_goodness

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี

แต่การเป็นคนดีหรือการเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีนั้นเป็นอันตราย เพราะเรามีแนวโน้มที่จะยกตนเหนือท่าน

เมื่อคนอื่นมีความคิดหรือโลกทัศน์ที่ไม่สอดคล้องกับเรา เราก็จะมองว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไม่ดี และคนไม่ดีก็คือศัตรูคนดีๆ อย่างเรา

ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มนุษย์เราสร้างความทุกข์เข็ญไว้มากมาย และความทุกข์เข็ญเหล่านั้น เกิดจากคนที่เชื่อว่าตัวเองทำสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่

1095-1291: สงครามครูเสดที่กินเวลานับ 200 ร้อยปีและคร่าชีวิตคนไปนับแสนคน ก็เกิดจากการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเล็ม แต่ละฝ่ายต่างทำเพื่อพระเจ้าที่ถูกต้องเที่ยงแท้เพียงหนึ่งเดียวของตน

1939-1945: ในสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเข่นฆ่ายิวไปหลายล้านคน เพราะนาซีเชื่อว่าเผ่าพันธุ์อารยันของตนเองนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะที่ชาวยิว ชาวโรม เกย์ และคนที่ป่วยทางจิตนั้นจะต้องถูกกักขังหรือแม้กระทั่งโดนกวาดล้าง (อ่านเพิ่มเติมได้ใน Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า)

2003-2006: ในการ์ตูนเรื่อง Death Note พระเอกที่ชื่อ ยางามิ ไลท์ เก็บสมุดเด๊ธโน๊ตที่ยมฑูตทำตกเอาไว้ หากเขียนชื่อใครลงไป คนๆ นั้นก็จะตาย ไลท์ ซึ่งหัวดีและรักความถูกต้อง จึงตั้งตนเป็น “คิระ” (Kill) และเขียนชื่ออาชญากรตัวฉกาจหลายต่อหลายคนลงในเด๊ธโน๊ต ด้วยความตั้งใจว่าเมื่ออาชญากรทยอยกันล้มตายและเป็นข่าวครึกโคม ก็จะไม่มีใครกล้าทำผิด แล้วโลกก็จะเข้าสู่ดินแดนพระศรีอาริย์อย่างแท้จริง แต่คิระกลับกลายเป็นอาชญากรที่ทั่วโลกต้องการตัวเสียเอง จนเขา “จำเป็น” ต้องฆ่าคนที่เป็นอุปสรรคต่ออุดมการณ์ของคิระ ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงพ่อของตัวเอง

คนที่คิดว่าตัวเองกำลังทำชั่วอยู่นั้นทำชั่วได้ไม่มากนักหรอก

มีแต่คนที่คิดว่าตัวเองกำลังทำดี-ทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น ที่จะก่อกรรมทำเข็ญต่อคนจำนวนมากได้

อยากเป็นคนดีไม่ว่ากัน แต่อย่าตั้งตนเป็นคนดี เพราะเราอาจกลายเป็นคนที่เลวร้ายได้อย่างไม่น่าเชื่อครับ