ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปพูดที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องมุมมองที่ผมเห็นว่าจำเป็นสำหรับทศวรรษถัดไป

ผมเล่าย้อนกลับไปช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 63 ช่วงที่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาดจากจีนเข้ามาในภูมิภาคนี้

ลูกสาวของผมยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 1 มีเพื่อนร่วมห้องที่มีแม่เป็นคนไทยและพ่อเป็นชาวจีนที่เพิ่งบินจากเมืองจีนมาเยี่ยมลูกสาว ไม่มีใครในครอบครัวแสดงอาการอะไร แต่พอมีคนรู้ก็กลายเป็นข่าวใหญ่จนผ.อ.สั่งปิดโรงเรียนเพื่อทำการฆ่าเชื้อ และให้นักเรียนทุกคนในห้องลูกสาวผมหยุดเรียน 14 วันเพื่อเฝ้าดูอาการ

แต่เรื่องก็ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เพราะผู้ปกครองของชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 ก็แจ้งมาอีกว่านักเรียนในห้องนี้มีพี่ชาย/พี่สาวที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน ต้องถือเป็นกลุ่มเสี่ยงและให้เด็กกลุ่มนี้หยุดเรียน 14 วันด้วยเช่นกัน มีการเปิดโพลในกรุ๊ปไลน์เพื่อให้ผู้ปกครองท่านอื่นมาลงชื่อว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้หรือไม่เพื่อเป็นการกดดันกลายๆ จนผู้ปกครองห้องลูกสาวผมรู้สึกเหมือนกำลังโดน sanction ไปโดยปริยาย

ผมอ่านบทสนทนาแล้วรู้สึกว่ามันชักจะเหมือนการล่าแม่มดเข้าไปทุกที

ปรากฎการณ์ “ล่าแม่มด” นั้นเกิดขึ้นในยุโรปช่วงค.ศ. 1700 หากชาวบ้านไม่ชอบใจคนไหนก็จะกล่าวหาว่าคนคนนั้นเป็นแม่มดหรือตกอยู่ภายใต้เวทมนตร์ของแม่มด และคนที่ถูกกล่าวหาก็จะถูกบังคับให้ซัดทอดว่าใครเป็นคนที่พาตัวเองไปเข้าลัทธิ หากไม่ยอมซัดทอดก็มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ผ่านมา 300 กว่าปีแล้ว การ “ล่าแม่มด” ก็ยังเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่เห็นต่างทางการเมือง

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม

ภายนอกเราเดินทางมาไกลมาก แต่ภายในเหมือนเรากำลังย่ำอยู่กับที่ ไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 2563 ปีก่อน

ยังมีทั้งชอบและชัง รักและกลัว ถ่อมตนและถือดี พวกเราและพวกมัน ด้านสว่างและด้านมืด เป็นมาอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย

เมื่อปัญหามันซับซ้อนและตึงเครียด คนเรามีแนวโน้มจะสาดความมืดเข้าหากันโดยมีโซเชียลมีเดียเป็นอาวุธที่ใช้จนคล่องมือ

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่าไม่มีใครที่ถือความจริงทั้งหมด เราถูกของเรา เขาก็อาจจะถูกของเขาเพียงแต่เรายังไม่เข้าใจ ก็อาจจะช่วยลดอุณหภูมิในใจเราได้

พี่วรพจน์ พันธุ์พงศ์เคยกล่าวไว้ว่า เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง

ในโมงยามนี้ ขอให้ทุกคนใช้แสงสว่างนั้นก่อนจะพูดหรือทำอะไรลงไปนะครับ

วิธีเอาผิดของคนโบราณ

20200824

เห็นข่าวซื้อเรือดำน้ำแล้วผมนึกถึง Hammurabi กษัตริย์แห่งกรุงบาบิโลนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เขียนกฎหมายฉบับแรกของโลก

นี่คือข้อความตอนหนึ่งของ Code of Hammurabi ซึ่งมีอายุกว่า 3,800 ปี

“ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้เจ้าของบ้านเสียชีวิต นายช่างที่สร้างบ้านหลังนั้นจะต้องโทษประหาร

ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้ลูกชายเจ้าของบ้านเสียชีวิต ลูกชายคนใดคนหนึ่งนายช่างจะต้องโทษประหาร

ถ้าบ้านที่สร้างไว้ถล่มลงมาจนทำให้ทาสในบ้านเสียชีวิต นายช่างจะต้องชดใช้ด้วยทาสที่มีมูลค่าเท่ากัน”

การเขียนกฎหมายไว้อย่างนี้ ก็เพื่อให้นายช่างมี skin in the game หรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับงานที่เขาสร้างเอาไว้

สมัยกรุงโรมเฟื่องฟูก็มีกฎบังคับให้วิศวกรที่คุมการสร้างสะพานต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

และในกาลต่อมา ในประเทศอังกฤษก็มีกฎหมายให้วิศวกรที่สร้างสะพานนั้นต้องพาตัวเองและครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใต้สะพานด้วยเช่นกัน

นี่ไม่ใช่การลงโทษย้อนหลัง แต่เป็นการป้องกันล่วงหน้า เพราะเมื่อรู้ตัวว่าต้องพาลูกเมียมาอยู่ใต้สะพานที่เขาสร้าง วิศวกรคนนั้นย่อมต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ

ไม่ว่าจะเป็นชาวบาบิโลน ชาวโรมัน หรือชาวอังกฤษโบราณ ล้วนออกกฎหมายที่ผูกมัดให้แต่ละคนรับผิดชอบในงานของเขาอย่างถึงที่สุด

ในหนังสารคดีเรื่อง Farenheit 9/11 หลังจากผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด จอร์จบุชก็สั่งให้อเมริกาบุกอิรักทั้งๆ ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากนานาชาติ

Michael Moore ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ จึงไปดักรอหน้ารัฐสภาแล้วถามบรรดาส.ส.ที่ยกมือสนับสนุนให้อเมริกาบุกอิรักว่ามีใครสนใจจะส่งลูกชายตัวเองไปร่วมรบที่อิรักด้วยมั้ย ปรากฎว่าไม่มีใครตอบรับแม้แต่คนเดียว

ปัญหาของการเมืองและเศรษฐกิจปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะ “คนที่มีอำนาจตัดสินใจ” นั้นไม่ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่จะตามมาเท่าที่ควร พอพวกเขาไม่มี skin in the game จึงตัดสินใจโดยเอาผลประโยชน์ของตัวเองหรือพวกพ้องเป็นที่ตั้ง เพราะรู้ว่าแม้จะผิดพลาดไป อย่างมากเขาก็แค่อดได้โบนัสหรือโดนปลด แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับส่วนรวม

ไม่ได้จะเรียกร้องให้เอากฎหมายของ Hammurabi กลับมาใช้ใหม่ แค่จะชวนคิดว่ามีตรงไหนบ้างที่เราจะปรับกฎกติกาเพื่อให้คนทำงานคิดถึงคนอื่นมากเท่ากับที่คิดถึงตัวเองครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาส่วนหนึ่งจากหนังสือ Antifragile by Nicolas Nassim Taleb

การใช้เงิน 4 แบบ

20200729b

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้ตัวเอง

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้คนอื่น

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้ตัวเอง

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้คนอื่น

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้ตัวเอง อันนี้ตรงไปตรงมา ทำกันประจำ เราจะซื้อของที่เราอยากได้ และเป็นของที่เราคิดมาแล้วว่าคุ้มค่า

ใช้เงินตัวเองซื้อของให้คนอื่น เช่นการซื้อของขวัญวันเกิด ตรงนี้เราก็จะมีความใส่ใจเช่นกัน เราจะทำการบ้าน จะไปค้นหาว่าเขาอยากได้อะไร ของที่เราซื้อให้ก็เป็นของคุณภาพดี บางทีดีกว่าของที่เขาจะซื้อให้ตัวเองด้วยซ้ำไป

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้ตัวเอง เช่นผู้บริหารใช้เงินบริษ้ท อันนี้เราจะกล้าใช้จ่ายเต็มที่ ตราบใดที่ยังอยู่ในงบ อาจจะมีความสุรุ่ยสุร่ายอยู่บ้างเพราะยังไงมันก็ไม่ใช่เงินเราเอง แต่อย่างน้อยเราก็ยังต้องการของที่มีคุณภาพและคุ้มค่า

ใช้เงินคนอื่นซื้อของให้คนอื่น เช่นรัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งเปราะบางมาก มีแนวโน้มที่จะใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อซื้อของที่เขาไม่ได้อยากได้ แถมยังเป็นของคุณภาพต่ำและไม่ค่อยคุ้มค่าอีกด้วย

การใช้เงินสี่แบบก็จะมีธรรมชาติเช่นนี้ และใช้อธิบายปรากฎการณ์ที่เราเห็นกับตัวเอง คนรอบตัว และคนในสังคมได้เป็นอย่างดีครับ

ทำไมคนรวยบางคนไม่อวดรวย

20200722

เมื่อเรามองไปยังคนที่รวยมากๆ เราจะเห็นคนรวยอยู่สองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ซื้อสินค้าที่บอกให้โลกรู้ว่าฉันรวยนะ กลุ่มนี้มักจะเป็นศิลปินหรือนักกีฬา

ไมเคิล แจ็กสันซื้อคฤหาสน์ Neverland ในราคา $19.5 ล้านในปี 1987 ซึ่งเทียบเท่ากับ $44.5 ล้าน หรือ 1400 ล้านบาทในปัจจุบัน

นักฟุตบอลชื่อดังในพรีเมียร์ลีกนั้นซื้อรถหรูกันเป็นว่าเล่น ใครไม่มีสปอร์ตคาร์จะถูกหาว่าเชย ตอนที่คาร์ลอส เตเบสย้ายมาอยู่แมนยูใหม่ๆ เตเบสขับรถ Audi แล้วโดนเพื่อนร่วมทีมล้อ เวย์น รูนีย์เลยให้เตเบสยืมรถลัมโบกินีไปขับพลางๆ ระหว่างที่เตเบสเก็บตังค์เพื่อซื้อรถสปอร์ตของตัวเองได้

ส่วนนักกีฬาที่น่าจะอวดรวยที่สุดในยุคนี้น่าจะเป็น Floyd May Weather Junior นักมวยที่ห้อยสร้อยคอทองคำหนัก 11 กิโล ซื้อเคสไอพอดราคา $50,000 รถราคา $4.7 ล้านเหรียญ นาฬิกาเรือนละ $18 ล้าน และเครื่องบินส่วนตัวราคา $60 ล้าน

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ไม่ได้อวดรวยแบบกลุ่มแรก กลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ประกอบการ

ลองมาดูรถของนักธุรกิจที่รวยที่สุดในโลกกัน

Larry Page ขับ Toyota Prius

Mark Zuckerberg ขับ Acura TSX ราคา $30,000

Jeff Bezos ขับ Honda Accord

Jack Ma ขับ Roewe RX5 SUV ราคา $15,000

ทำไมนักธุรกิจที่ร่ำรวยกว่านักกีฬาตั้งหลายเท่าถึงมัธยัส์กว่า?

หนึ่งในคำอธิบายก็คือ “ความร่ำรวย” ของนักธุรกิจนั้นอยู่ในรูปแบบ “หุ้นในบริษัท” ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ ในขณะที่ความร่ำรวยของนักกีฬานั้นมักจะมาในรูปแบบเงินสดจากค่าตัวและค่าสปอนเซอร์ ดังนั้นนักธุรกิจจึงไม่ได้มีกระแสเงินสดเข้าบัญชีส่วนตัวมากเท่าศิลปินหรือนักกีฬา

แต่อีกหนึ่งคำอธิบายที่ผมชอบมากก็คือ นักธุรกิจเหล่านี้ร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะเขาใช้สมองและใช้เงินอย่างชาญฉลาด ดังนั้นเขาจะไม่ใช้เงินไปอย่างสิ้นเปลือง (และดูไม่ฉลาด) เพราะมันจะขัดกับตัวตนของเขา – they got rich by being smart so they won’t spend money in a stupid way.

แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ใช้ของแพงๆ เลยนะครับ เสื้อสีเทาที่ Mark Zuckerberg ใส่เป็นประจำนั้นราคาตัวละ $300-$400 และเขาเองก็ซื้อบ้านพักตากอากาศไว้หลายหลัง (ซึ่งถ้าขายไปก็คงจะได้กำไรไม่น้อย)

ผมเชื่อว่าคนรวยเหล่านี้พร้อมจ่ายเงินเพื่อให้ได้ของที่คุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องอวดความร่ำรวย เพราะเขาคงไม่ได้ต้องการให้ผู้คนยอมรับในความรวยของพวกเขา แต่อยากคนให้ยอมรับในผลงานและมันสมองของพวกเขามากกว่าครับ

—–

ขอบคุณรูปจาก Flickr: Mark Zuckerberg by JD Lasica 

ขอบคุณข้อมูลจาก:

Daily Star: Wayne Rooney lent Carlos Tevez his Lamborghini after Man Utd squad laughed at his Audi

Business Insider:
The 11 most extravagant things Floyd Mayweather has spent his millions on
You can now buy a replica of Mark Zuckerberg’s crazy expensive plain grey t-shirt for $46

CNBC: 9 billionaires who drive cheap Hondas, Toyotas and Chevrolets

Lindy Effect – ยิ่งแก่ยิ่งอยู่นาน

20200702

สัปดาห์ที่ผ่านมา “ปรายฝน” ลูกสาวของผมที่อยู่ชั้นอนุบาล 2 ชอบร้องเพลงนี้เป็นพิเศษ

“สบายดีรึเปล่า ข่าวคราวไม่เคยรู้ …เธอไม่อยู่ เฝ้าดูและมองหา”

( “…” คืองึมงัมเพราะจำเนื้อร้องไม่ได้)

เพลง “สบายดีหรือเปล่า” เป็นของวง XYZ ออกมาตั้งแต่ปี 2530

ลูกสาวผมกำลังร้องเพลงที่แก่กว่าตัวเองถึง 28 ปี!

—–

คอนเซ็ปต์หนึ่งที่สำคัญในหนังสือ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb คือ The Lindy Effect

ปรากฎการณ์นี้บอกไว้ว่า อะไรที่อยู่มานาน ก็มีแนวโน้มว่าจะยิ่งอยู่ได้นานขึ้นอีก

“ส้อม” อยู่มาแล้ว 1700 ปี

“ล้อ” อยู่มาแล้ว 2300 ปี

“รองเท้า” อยู่มาแล้ว 2800 ปี

ของสมัยนี้มาเร็วไปเร็วแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าสิ่งประดิษฐ์อย่างล้อ ช้อนส้อม รองเท้า จะอยู่ไปอีกเป็นร้อยเป็นพันปี

Lindy Effect นั้นไม่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์ พืช และมนุษย์

ถ้าผมอายุ 50 ปี ผมน่าจะอยู่ได้อีก 30 ปี

ถ้าผมอายุ 60 ปี ผมน่าจะอยู่ได้อีก 20 ปี

ถ้าผมอายุ 70 ปี ผมน่าจะอยู่ได้อีก 10 ปี

ยิ่งผมอยู่มานาน “เวลาที่เหลือ” ยิ่งสั้นลง

แต่สำหรับสิ่งประดิษฐ์ ยิ่งอยู่มานานเท่าไหร่ เวลาที่เหลือยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

หนังสือเล่มไหนขายดีมา 10 ปี ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้อีก 10 ปี เช่น Outliers ของ Malcolm Gladwell

หนังสือที่เล่มไหนขายดีมา 30 ปีแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้อีก 30 ปี เช่น 7 Habits of Highly Effective People

หนังสือที่เล่มไหนขายดีมา 80 ปีแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะขายได้ไปอีก 80 ปี เช่น How to win friends and influence people ของ Dale Carnegie

แล้วเราจะใช้ Lindy Effect ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร?

สำหรับผม หนึ่ง มันจะทำให้เราไม่ “เห่อของใหม่” จนเกินควร เพราะของใหม่ส่วนใหญ่ผ่านมาแล้วมันก็จะผ่านไป

สอง มันทำให้เราเห็นคุณค่าของเก่ามากขึ้น เพราะมันได้รับการพิสูจน์จากวันเวลาแล้วว่าเวิร์ค

สาม เวลามองไปที่อนาคต เราไม่จำเป็นต้องพยายามคิดถึงว่า “อะไรจะเปลี่ยนไปบ้าง” เพราะเรามองไม่ออกและคาดเดาไม่ถูกหรอก (สองเดือนที่แล้วหลายคนกังวลเรื่อง New Normal แต่ผมกลับกังวลเรื่อง Old Normal มากกว่าเพราะมันจะทำให้เราประมาท)

การคาดการณ์ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปบ้างนั้นยากเกินไป การคาดการณ์ว่าอะไรจะไม่เปลี่ยนไปบ้างนั้นง่ายกว่าเยอะ เหมือนที่ Jeff Bezos เคยบอกไว้ว่า เขาไม่รู้หรอกว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เข้ามา แต่สิ่งที่เขารู้คือลูกค้ายังต้องการสินค้าราคาถูก ยังต้องการประสบการณ์การซื้อที่สะดวกและง่ายดาย ยังต้องการการบริการลูกค้าชั้นเยี่ยมอยู่ สิ่งเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนแน่นอน และนั่นคือสิ่งที่เขาและ Amazon ควรจะโฟกัส

เมื่อเราไม่ต้องคอยวิ่งตามสิ่งใหม่ หรือกังวลกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ เราก็จะสามารถทุ่มเทแรงและสติปัญญาให้กับสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากวันเวลาและมีแนวโน้มว่าจะอยู่ไปได้อีกนาน

เมื่อทำได้อย่างนี้ เราก็จะมีความมั่นคงในชีวิตและจิตใจมากขึ้นครับ

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ นายอินทร์จะหาง่ายหน่อย ส่วนที่ซีเอ็ดจะหายากหน่อยครับ

กระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์มีไว้ทำอะไร?

20200620

กางเกงยีนส์หลายรุ่นจะมีกระเป๋าจิ๋วอยู่ในกระเป๋าหน้าของกางเกงยีนส์ดังภาพ

ผมเคยใช้เก็บเศษเหรียญ บางทีก็ใช้เก็บธนบัตรเพื่อเป็นเงินสำรอง บางทีไม่รู้จะทำอะไรก็เอานิ้วเสียบไว้เฉยๆ

แต่จริงๆ แล้วกระเป๋าจิ๋วนี้มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนครับ

มันถูกสร้างเอาไว้เก็บ pocket watch หรือ “นาฬิกาพก” ที่เป็นเรือนนาฬิกาและมีโซ่ที่สามารถดึงออกมาดูได้

กางเกงยีนส์นั้นเริ่มบูมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว และสมัยนั้นยังไม่มีนาฬิกาข้อมือ คนที่พกนาฬิกาก็จะพก pocket watch นี่แหละ กระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์จึงมีชื่อว่า watch pocket เพราะเอาไว้เก็บนาฬิกาพกโดยเฉพาะ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารรู้สึกว่า pocket watch ใช้งานลำบาก ต้องหยิบเข้าหยิบออก เลยประดิษฐ์ “trench watch” ซึ่งเป็นนาฬิกาหุ้มเกราะที่ใส่ข้อมือได้ สามารถดูเวลาได้อย่างรวดเร็วและทนทาน

เมื่อจบสงครามโลก trench watch ก็เริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่คนธรรมดา เกราะที่เคยมีก็ค่อยๆ หายไปเพราะไม่จำเป็นต้องไปใส่รบที่ไหน และกลายร่างมาเป็นนาฬิกาข้อมือหรือ wrist watch อย่างที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ส่วนกระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์ก็ยังคงอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา เป็นปริศนาสำหรับคนใส่กางเกงยีนส์ทุกคนที่ไม่เคยรู้ประวัติของ pocket watch ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูล Quora:Jai Carter’s answer to What is something people never use correctly?และ Hodinkee:The Ironic Elegance Of Trench Watches

เมื่อของหาง่ายกลายเป็นของหายาก

20200526

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปของที่เคยหาง่ายกลายเป็นของหายาก ของที่เคยหายากกลายเป็นของหาง่าย

ลองมาดูตัวอย่าง ว่ามีอะไรที่เคยหายากแล้วตอนนี้หาง่ายบ้าง

พื้นที่สื่อ – สมัยก่อนคนที่มีสื่ออยู่ในมือนั้นมีอำนาจมหาศาล หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ ค่ายเพลง นิตยสาร แต่เดี๋ยวนี้แค่มีแล็ปท็อปและโซเชียลเน็ตเวิร์คคนธรรมดาก็กลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลได้เสียยิ่งกว่าสื่อสมัยเก่าเสียอีก

วิธีสร้างรายได้ของเด็ก – สมัยก่อนเด็กหกขวบจะได้อะไรได้นอกจากช่วยแม่ขายของ เดี๋ยวนี้เด็กหกขวบเป็น Youtuber ที่มีคนติดตามเป็นสิบล้านคนได้

การ์ตูนโป๊ – สำหรับผู้ชายวัยรุ่นเมื่อซัก 20-30 ปีที่แล้ว การ์ตูนอย่างมังกรซ่อนเล็บหรือวีดีโอเกิร์ล (ซึ่งถูกเซ็นเซอร์ตลอด) ถือเป็นการ์ตูนที่โป๊สุดๆ แล้ว มาสมัยนี้โป๊แค่ไหนก็มีให้ดูจนเบื่อ

คราวนี้ลองเปลี่ยนคำถาม ว่าอะไรที่เคยหาง่ายแล้วกลายเป็นของหายากบ้าง

ความผูกพันกับศิลปิน – อันนี้ผมอาจจะผิดก็ได้ แต่ผมมีสมมติฐานว่า ด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย ด้วยความมาเร็วไปเร็วของทุกสิ่ง เด็กรุ่นใหม่อาจสูญเสียโอกาสที่จะสร้างความผูกพันกับศิลปินไปโดยปริยาย

สมัยก่อนค่ายเพลงใหญ่มีอยู่สองค่ายคือแกรมมี่กับอาร์เอส และจะเข็นศิลปินออกมาเป็นระลอก ให้เวลาศิลปินแต่ละคนได้มีแอร์ไทม์ประมาณหนึ่ง ถ้าพี่เบิร์ดออกอัลบั้มบูมเมอแรง เพลงของอัลบั้มนี้ก็จะถูกเปิดในทีวีและวิทยุเป็นเวลาติดต่อกันหลายเดือน คนรู้จักเพลงพี่เบิร์ดกันทั่วบ้านทั่วเมืองไม่ว่าจะเป็นบูมเมอแรง คู่กัด หมอกหรือควัน เราจึงมีความผูกพันกับเบิร์ด ธงไชยที่ต่อให้เวลาผ่านไปกี่สิบปีก็ยังผูกพันอยู่อย่างนั้น

และไอ้ความผูกพันนี่มันกินได้นานด้วย นูโว เจ-เจตริน ไมโคร อัสนี-วสันต์ บอย โกสิยพงษ์ ไม่ได้ออกอัลบั้มใหม่มานานเท่าไหร่แล้ว แต่ถ้าจัดคอนเสิร์ตผมว่าก็ยังมีคนตามไปดูเต็มความจุอยู่ดี (ก่อนเกิดโควิดน่ะนะ)

อีกข้อดีอย่างหนึ่งของการโตมากับสื่อที่เป็น mass อย่างทีวีและวิทยุ คือเรามั่นใจได้ว่าคนรุ่นเดียวกันก็จะรู้จักสิ่งเดียวกันกับเรา ถ้าผมดีดกีตาร์ร้องเพลงนูโว ผมมั่นใจว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกับผมไม่ว่าจะมีพื้นเพมาจากไหนก็สามารถฮัมเพลงตามได้

แต่พอการฟังเพลงสมัยนี้มันเป็น long-tail มากขึ้น เป็น niche market มากขึ้น คนรุ่นราวคราวเดียวกันอาจจะตามศิลปินไม่เหมือนกันเลยก็ได้ ผมอาจเป็นเด็กอายุ 16 ที่คลั่งไคล้วง BNK48 มาก แต่ผมไม่อาจมั่นใจได้เลยว่านอกจากเพลงคุ้กกี้เสี่ยงทายแล้วเพื่อนๆ ในห้องจะร้องเพลงอื่นๆ ของ BNK48 ได้รึเปล่า

แถมศิลปินสมัยก่อนยังออกเทป ถ้าซื้อมาก็มักจะได้ฟังเพลงทั้งอัลบั้ม อาจจะกด fast forward ข้ามเพลงที่เราไม่ชอบบ่อยหน่อย หรือกด rewind เพื่อร้องเพลงที่เราชอบเยอะหน่อย แต่ประเด็นก็คือคนฟังกับศิลปินได้มีเวลาร่วมกันมากเพียงพอที่จะสร้างความผูกพันได้

ผิดกับสมัยนี้ที่ศิลปินออกเพลงมาเป็นซิงเกิลส์ และซิงเกิลส์เหล่านี้ก็จะไปถูกยำรวมกับศิลปินอีกนับสิบนับร้อยในเพลย์ลิสต์ของคนที่ฟังผ่าน Joox หรือ Spotify ความสัมพันธ์ของคนฟังกับศิลปินจึงไม่ต่างอะไรกับ one-night stand

ศิลปินยุคเก่าไม่ต้องมีผลงานใหม่เป็นสิบปีก็ยังมีแฟนคลับเหนียวแน่น ในขณะที่ศิลปินที่ดังเป็นพลุแตกในวันนี้ หากไม่มีผลงานออกมาเรื่อยๆ อีกไม่เกินสองปีก็น่าจะถูกลืมแล้ว ศิลปินสมัยใหม่จึงขาด longevity คือมาเร็วไปเร็วนั่นเอง

—–

ขอพูดอีกหนึ่งตัวอย่างของของหาง่ายที่กลายเป็นของหายาก

เพลงแรกๆ ที่ผมได้ฝึกร้องสมัยเด็กคือเพลง “เต่า งู และกา” ที่ร้องว่า ก่อนแต่ครั้ง เก่าพอดู เต่ากับงูหากินในนา (จำได้แม้กระทั่งโน๊ตเพลง คือ โดเรมี โดเรมี โดเรมี ซอลฟามีเร)

ผมเคยร้องเพลงนี้ให้ลูกสาวฟัง แล้ววันหนึ่งลูกสาวก็อยากฟังเพลงนี้ในทีวี (ที่บ้านผมดู Youtube ทางทีวี) ผมก็เลยเปิดหาเพลงนี้ ได้วีดีโอแรกขึ้นมา ปรากฎว่าร้องผิดคีย์ พอเปิดวีดีโอตัวที่สองก็ร้องผิดคีย์อีก! ต้องเปิดตัวที่สามถึงจะพอฟังได้

Youtube เป็นนวัตกรรมที่เปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กๆ มีพื้นที่สื่อกับเขา สร้างรายได้ให้กับคนจำนวนไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน สื่อที่มาจากมือสมัครเล่นมันก็มักจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ผมดูการแสดงบางอย่างในวีดีโอที่ลูกสาวผมดู (และมีคนติดตามนับแสนคน) ก็รู้สึกว่าแสดงได้แข็งมาก แข็งแบบที่เราจะไม่มีทางเห็นในละครหลังข่าวช่อง 3 หรือช่อง 7 เด็ดขาด (ต่อให้นักแสดงจะมือใหม่แค่ไหนก็ตาม) พอเป็นพื้นที่ที่ใครเข้ามาสร้างคอนเทนท์ก็ได้ คนดูก็เลยลดความคาดหวังและยอมรับมันไปโดยปริยาย

ใครที่เรียนสายวิทย์ น่าจะเข้าใจคอนเซ็ปต์ของ Signal กับ Noise

Signal คือสิ่งที่เรามองหา ส่วน Noise คือคลื่นรบกวน

ถ้า Signal คือทอง Noise ก็คือขยะ

ในโลกแห่งความจริง เราไม่สามารถหลบหลีก Noise ได้ สิ่งที่เราทำได้คือพยายามให้ Signal-to-Noise ratio มันสูงเข้าไว้

เมื่ออินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดีย ได้ทำให้ “สื่อ” ไปอยู่ในมือคนเล็กคนน้อย content creators จึงเกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะมีคนช่วยส่ง Signal มากขึ้น

แต่ปัญหาก็คือในมหาสมุทรของ content ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น Noise โตเร็วกว่า Signal มาก Signal-to-Noise Ratio เลยมีค่าต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ในโลกที่เต็มไปด้วย Noise เรามีทักษะพอที่จะสร้างและสรรหา Signal หรือของที่มีคุณค่าและมีคุณภาพรึเปล่า นี่คือความท้าทายของคนทำสื่อและผู้บริโภคยุคนี้

—–

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ อะไรที่หาง่ายจะไม่ค่อยมีราคา อะไรที่หายากจะราคาดี

หลายๆ อย่างที่เคยหายากกลายเป็นของหาง่ายไปแล้ว มันจึงไม่ค่อยมีราคาอีกต่อไป แต่ของที่ขาดหายไปและคนต้องการนั้นยังมีอยู่เสมอ ถ้าเราสามารถจับจองของหายากนั้นได้ เหมือนที่ศิลปินรุ่นเดอะจับจองความผูกพัน หรือสื่อคุณภาพที่มี signal-to-noise ratio สูงกว่าสื่ออื่นๆ ก็น่าจะมีโอกาสที่จะอยู่ในโลกที่ผันผวนนี้ได้อย่างยั่งยืนครับ

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

แม้แต่ฮิตเลอร์ก็เชื่อว่าตัวเองทำดี

20200510

ไม่มีนักการเมืองคนไหน ประธานาธิบดีประเทศใด ที่ตื่นนอนตอนเช้าแล้วถามตัวเองว่า “วันนี้จะทำชั่วเรื่องอะไรดี”

แม้แต่ตัวละครที่เป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์อย่างฮิตเลอร์ ก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นถูกต้อง

เพื่อให้เข้าใจ “หลักการและเหตุผล” ของฮิตเลอร์และนาซี ผมจึงขอยกข้อความช่วงหนึ่งใน Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า มาให้อ่านกันอีกครั้ง

“แต่ก็มีมนุษยนิยมอีกจำพวกหนึ่งที่ไม่ได้มองอย่างนั้น นั่นคือกลุ่มนาซี

กระบวนทัศน์ของนาซีตั้งอยู่บนความคิดเชิงวิวัฒนาการของดาร์วิน ที่ไม่ได้มองว่ามนุษยชาติเป็นสิ่งที่เป็นสากลและเป็นนิรันดร์ แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่กลายพันธุ์ได้ วิวัฒนาการได้ และเสื่อมลงได้

มนุษย์บางสายพันธุ์จึงอาจจะพัฒนาจนกลายเป็น superhuman ขณะที่มนุษย์บางสายพันธุ์จะเสื่อมโทรมลงไปเป็น subhuman หรือสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่ามนุษย์

นาซีมองว่าชาวอารยันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะที่ชาวยิว ชาวโรม เกย์ และคนที่ป่วยทางจิตนั้นจะต้องถูกกักขังหรือแม้กระทั่งโดนกวาดล้าง

Homo Sapiens ทำให้ Neanderthals สูญพันธุ์ฉันใด ชาวอารยันก็เหมือน Sapiens ส่วนชาวยิวก็เป็นเหมือน Neanderthals ฉันนั้น มันเป็น survial of the fittest – คนอ่อนแอก็ต้องแพ้ไปเท่านั้นเอง

ชาวนาซีไม่ได้เกลียดมนุษยชาติ พวกเขาสู้กับพวกเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์เพราะเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพมากมาย แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ของวิวัฒนาการแบบดาร์วินแล้ว นาซีเชื่อว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ควรได้ทำหน้าที่ของมันเพื่อกำจัดคนอ่อนแอทิ้งและเหลือไว้แต่คนที่แข็งแกร่งเพื่อสืบทอดพันธุกรรม การที่คอมมิวนิสต์และพวกเสรีนิยมช่วยเหลือหรือปกป้องคนอ่อนแอเท่ากับเป็นการแทรกแซงกระบวนการ natural selection นี้ ทำให้คนอ่อนแอได้อยู่ต่อและสืบพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนคนที่แข็งแกร่งเหลือสัดส่วนน้อยลง และสุดท้ายมนุษยชาติก็จะเสื่อมลงและสูญพันธุ์ในที่สุด”

การกวาดล้างชาวยิวจึงเกิดขึ้นเพราะฮิตเลอร์ “รัก” มนุษยชาตินั่นเอง

อ่านแล้วรู้สึกขนลุกนิดนึงมั้ยครับ

ผู้มีอำนาจและนักการเมืองทั้งหลายก็ไม่ต่างจากประชาชนคนเดินดิน เราล้วนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้อง หรือถ้ามันจะผิดบ้างก็เป็นเพียง “ต้นทุนที่ต้องจ่าย” เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่สำคัญและมีความหมายยิ่งกว่า

คนส่วนใหญ่จึง “ตาบอด” ต่อความชั่วของตนเองและ “ตาสว่าง” กับความชั่วของคนอื่นตลอดมาและตลอดไป

ไม่ได้เล่ามุมนี้เพื่อให้หมดหวัง แต่เพื่อให้เห็นกระบวนการทางความคิด เราจะได้เดินเกมได้ถูกเมื่อถึงวาระที่ต้องลงมือลงแรงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

อุปสรรคของคนยุคใหม่คือการรุกรานของ AI

20200507

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้กลับไปดูการแข่งขันระหว่าง Manchester United รุ่น 1999 Reunion กับทีม Bayern Munich รุ่นเก๋า ฉลองครบรอบ 20 ปีสามแชมป์ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2019 เพื่อระดมทุนให้กับ Manchester United Foundation

หนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดในสนามคือ David Beckham ในวัย 44 ปี ที่ยังเปิดบอลแม่นราวจับวาง จนแฟนแมนยูหลายๆ คนรวมทั้งผมอดเปรียบเทียบกับกองกลางยุคปัจจุบันของแมนยูไม่ได้

ตอนท้ายเกมเบ็คแฮมยังเลี้ยงหลบกองหลังและยิงประตูเข้าอีกด้วย เจ้าตัวดีใจสุดๆ ดังภาพที่เห็น

ผมอ่านเจอในคอมเมนท์สักที่ว่า “Passion ในเกมกระชับมิตรของเบ็คแฮมยังเข้มข้นว่า passion ตอนแข่งขันจริงของนักเตะแมนยูชุดปัจจุบันที่เอาแต่เล่นอินสตาแกรม”

—–

ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อุปสรรคอย่างหนึ่งที่คนรุ่นพวกผมไม่มีคือโซเชียลมีเดีย

ความพลุ่งพล่าน ความดุดัน ความอัดอั้น จึงถูกระบายผ่านการเล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็น physical

นักเตะยุค Class of 92 อย่างเบ็คแฮม กิ๊กส์ สโคลส์ เนวิลล์ บัตต์ ก็เติบโตในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต พวกเขาจึงมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

อาจจะมีเบ็คแฮมที่หลังจากแต่งงานกับวิคตอเรียที่มีเรื่องชื่อเสียงและชีวิตดารามาเกี่ยวบ้าง แต่มันก็ยังเป็นสื่อแบบเก่า เหตุเกิดวันนี้ เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์วันรุ่งขึ้น ไม่ได้มี Twitter หรือ Facebook Live ให้เป็นข่าวแบบ real-time อย่างทุกวันนี้

ตัวผมเองไปโตที่นิวซีแลนด์ สิ่งล่อตาล่อใจน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย รายการทีวีรายการเดียวที่ติดตามดูคือซิทคอมเรื่อง Friends เวลานอกเหนือไปจากนั้นก็คือไปนั่งเล่นบ้านเพื่อน เล่นกีตาร์ เตะบอล อ่านหนังสือตามเรื่องตามราว เวลาที่เสียไปกับการกังวลว่าจะมีใครมากดไลค์รูปของเราหรือไม่เท่ากับศูนย์เพราะตอนนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ค

เด็กที่โตมาในยุคสมัยนี้จึงทั้งโชคดีและโชคร้าย

โชคดีที่ทุกอย่างง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก อยากจะทำรายงานทีก็เข้ากูเกิ้ล (สมัยผมต้องไปค้นที่ห้องสมุด) อยากมีรายได้ก็เป็น Youtuber (สมัยผมต้องรับจ้างส่งนมสด-แบกฟืน) อยากจีบสาวก็ทัก LINE (สมัยผมต้องโทรไปที่บ้านเขา ต้องลุ้นอีกว่าใครจะรับสาย)

ส่วนโชคร้ายก็คือ เมื่อ Facebook, Youtube, Instagram, Netflix, Tiktok และอะไรต่อมิอะไรล้วนใช้ AI และ Algorithm มาดึงเวลาและดึงความสนใจของเราไป พลังงานที่เราจะเหลือให้กับสิ่งที่สร้างคุณค่าในระยะยาวย่อมลดน้อยลงอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อความสนใจของเราถูกซอยถูกหั่นจนบางนิดเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะรู้สึกว่านักเตะยุคนี้มี passion ไม่เท่ากับนักเตะยุคก่อน

AI จึงเป็นอุปสรรคสำคัญของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องนับว่ามันจะมาแย่งงานเราทำ แค่มันรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง ก็เพียงพอแล้วที่จะพาให้เราหลงอยู่ในเขาวงกตมหึมาที่ยากจะหาทางออกครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราเห็นเขาแต่เขาไม่เห็นเรา

20200421b

ผมว่าการที่เราเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” นั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง

คือเราจะเห็นคนอื่นมาก ในขณะที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็นเรา

เราคนไทยเห็นอะไรดีๆ ของฝรั่งก็เอามา ของจีนก็เอามา ของญี่ปุ่นก็เอามา

ในขณะที่ฝรั่งไม่ค่อยได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนไทยเท่าไหร่

หนังสือฝรั่งแปลไทยมีเป็นร้อยเป็นพันเล่ม หนังสือไทยแปลเป็นฝรั่งมีนับนิ้วได้

บางคนอาจจะบอกว่าก็แหงอยู่แล้ว ฝรั่งเขาล้ำหน้ากว่าไทยตั้งเยอะ ทำไมเขาต้องมาสนใจเราด้วย

แต่เมื่อมองดูสถานการณ์โควิดในขณะนี้ ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าเขา “ล้ำหน้า” กว่าเรามากอย่างที่เราเคยคิดรึเปล่า

ทุนนิยมและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่กำเนิดมาจากตะวันตก เมื่อเขาเป็นคนกำหนดเกมนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะตามเขาทัน แต่ไม่เป็นไร ในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ เราสามารถนำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ภูมิปัญญาตะวันออกเป็นสิ่งที่ฝรั่งแทบไม่เคยสัมผัสหรือมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์

ฝรั่งต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัยและแวะพักบ่อยๆ

คนไทยต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัย แวะพักบ่อยๆ ไหว้พระก่อนออกจากบ้าน ไหว้แม่ย่านางก่อนเหยียบคันเร่ง

ฝรั่งเป็นมะเร็ง ฉายคีโมได้

คนไทยเป็นมะเร็ง ฉายคีโมและทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรได้

ฝรั่งจิตใจดีและเชื่อในพระเจ้า เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์

คนไทยจิตใจดี เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์ และเพียรภาวนาเพื่อให้ถึงนิพพาน

ใครที่คิดว่าแม่ย่านาง เจ้ากรรมนายเวร เป็นเรื่องเหลวไหล ก็เป็นไปได้ว่าเขากำลังเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์เกินไป

มีคำศัพท์สำหรับอาการนี้ด้วยนะครับ เขาเรียกว่า “scientism” : excessive belief in the power of scientific knowledge and techniques.

วิทยาศาสตร์นั้นดีอยู่แล้ว และคนไทยเราก็รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ประเด็นของผมก็ยังเหมือนเดิมคือฝรั่งเขามีโอกาสน้อยกว่าเราเยอะที่จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์

สุดท้ายแล้วเราเลือกที่จะเชื่ออะไรนั้นเป็นสิทธิ์ของเรา แต่การที่เรามีทางเลือกมากกว่าตั้งแต่ต้น ผมมองว่ามันเป็นความโชคดีของเราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59