วันที่คนไทยทุกคนจดจำได้

20180703_remember

สำหรับคนที่อายุเกิน 30 ปี ผมเชื่อว่ามีอย่างน้อย 3 เหตุการณ์ที่พวกเราทุกคนจดจำได้ในระดับที่ว่าตอนที่เรารับรู้เหตุการณ์นั้นเรากำลังทำอะไร อยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร

11 กันยายน 2544
ผมกำลังอยู่ในห้องที่หอพักนักศึกษา เพื่อนห้องข้างๆ วิ่งมาบอกว่า เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรด! แว้บแรกผมนึกว่าเป็นห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตรงราชประสงค์ (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเซ็นทรัลเวิลด์) แต่เพื่อนบอกว่าไม่ใช่ เป็นตึกเวิลด์เทรดที่นิวยอร์ค เราวิ่งลงไปที่ห้องคอมมอนรูมที่ชั้นหนึ่งฝั่งหอหญิง นักศึกษาและอาจารย์หลายสิบคนกำลังยืนมุงดูทีวี ภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดนั้นราวกับฉากในหนังฮอลลีวู้ด

26 ธันวาคม 2547
ผมกับเพื่อนสมัยม.ต้นเพิ่งกลับลงมาจากไปเที่ยวอำเภอปาย พวกเราจึงแวะ Love at first bite ร้านเค้กชื่อดังในเชียงใหม่ ระหว่างนั่งกินเค้กมะพร้าวอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า ที่ภูเก็ตมีแผ่นดินไหว ดูน่าจะรุนแรงพอดู เรายังพูดติดตลกกันอยู่เลยว่าแผ่นดินไหวอย่างนี้จะมีสึนามิรึเปล่า

ต้องรอจนกลับถึงกรุงเทพและได้เปิดดูทีวี ถึงจะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

13 ตุลาคม 2559
เราได้ยินข่าวลือที่ทำให้ใจไม่ดีมาหลายวันแล้ว ตอนแรกนายกจะออกมาแถลงข่าวตอน 6 โมงเย็น ผมเลยรอฟังอยู่ที่ออฟฟิศ แต่พอรู้ว่าเขาเลื่อนไปเป็นตอน 1 ทุ่มแทน เลยตัดสินใจกลับบ้าน เพราะคิดว่าถ้าต้องรับฟังข่าวร้าย ก็ขออยู่ใกล้ๆ คนที่เรารัก

วันนั้นรถเยอะเป็นพิเศษ เมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มตรง ผมจึงยังอยู่ในรถคนเดียวแถวสามแยกพัฒนาการ 25

เปิดวิทยุฟังผู้ประกาศข่าวจบแล้วก็น้ำตาไหลอยู่คนเดียว เร่งเครื่องขึ้นเล็กน้อยเพราะอยากถึงบ้านเร็วๆ สิ่งแรกที่ทำตอนกลับถึงบ้านคือกอดกับแฟน

—–

ผมรู้สึกมาซักพักแล้วว่า ทำไมเหตุการณ์ที่ผมจดจำได้ และคิดว่าคนไทยทุกคนจดจำได้ จึงมักจะมีแต่เรื่องแย่ๆ

แต่ในปีที่ผ่านมาก็มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดไป

25 ธันวาคม 2560
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ผมยังอยู่ที่ออฟฟิศ Wongnai ระหว่างเดินไปหาอะไรกินในห้องครัว น้องก็ตะโกนว่า “พี่ตูนกำลังจะวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วพี่” ผมจึงไปดู Facebook Live ของโครงการก้าวคนละก้าว กับน้องเขาด้วย

พี่ตูนและทีมงานค่อยๆ วิ่งอย่างช้าๆ ส่งยิ้มและโบกมือทักทายให้กับผู้คนที่มาให้กำลังใจสองข้างทางในอำเภอแม่สาย

เมื่อถึงเส้นชัย พี่ตูนหยุดยืนหน้านิ่งชูหนึ่งนิ้ว เป็นภาพที่น่าจะติดตาคนไทยหลายๆ คนไปอีกนาน

3 กรกฎาคม 2561 (วันนี้)
ผมกำลังนั่งทานข้าวเช้าที่บ้าน ข้างๆ มีปรายฝน ลูกสาววัยย่างสามขวบที่มาอ้อนให้พ่อช่วยป้อนข้าวให้หน่อย ป้อนข้าวไปได้ประมาณ 4 ช้อน ผมก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิด Facebook โพสต์แรกที่ผมเห็นเป็นของเพจ Bodyslam ซึ่งแชร์วีดีโอของเพจ Thai NavySEAL ที่มีแคปชั่นว่า

Hooyah…..ทีมหมูป่า

พบเยาวชนทีมหมูป่าบริเวณหาดทรายห่างจาก Pattaya beach 200 เมตร โดยนักดำน้ำหน่วยซีลดำน้ำวางไลน์เชือกนำทาง ร่วมกับนักดำน้ำจากประเทศอังกฤษ ระยะทางจากห้องโถง 3 ยาว 1,900 เมตร เมื่อเวลา 21.38 น. คืนวันที่ 2 กรกฎาคม 2561

 

ในวีดีโอเป็นเด็กใส่ชุดฟุตบอลสีแดงสิบกว่าคน นั่งกันอยู่ในถ้ำมืดๆ พวกเขาติดอยู่ในนี้โดยคงไม่รู้เลยว่าสิบวันที่ผ่านมามีคนมากมายแค่ไหนที่ร่วมลุ้นร่วมภาวนาอยู่ข้างนอก

ณ ตอนนี้ เรื่องราวในความทรงจำของผมมีทั้งหมด 5 เหตุการณ์ เป็นร้าย 3 ดี 2

แต่อนาคต ถ้าเราสามัคคีกันและทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มความสามารถ เราอาจจะมีเหตุการณ์ดีๆ อีกหลายอย่างที่จะกลายเป็นนาทีแห่งความทรงจำเพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น

– นาทีที่ไทยได้ไปบอลโลก
– นาทีที่คนไทยขึ้นรับรางวัลโนเบล
– นาทีที่คนไทยได้ออกไปท่องอวกาศ

บางคนอาจจะคิดว่าต้องอาศัยปาฏิหาริย์เท่านั้น

ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ เพราะคนอย่างพี่ตูนและหน่วยซีลก็สอนให้เรารู้แล้วว่าปาฏิหาริย์นั้นมีอยู่จริงและเกิดขึ้นได้

แต่ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนกล้า

กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะลงมือทำ และกล้าที่จะไม่ยอมแพ้ครับ

รู้มั้ย นาซ่าเคยกอบกู้โลกมาแล้วครั้งหนึ่ง

20180702_nasa

เรารู้กันดีว่านาซ่าเป็นองค์กรสำรวจอวกาศ เคยส่งคนไปดวงจันทร์ และมีข่าวเกี่ยวกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ออกมาให้เราได้ยินได้ฟังอยู่เป็นระยะๆ

แต่น้อยคนจะรู้ว่านาซ่าเคยช่วยให้เราพ้นจากวิกฤติการณ์ระดับ “โลกแตก” เลยทีเดียว เพียงแต่เป็นการโลกแตกอย่างช้าๆ

เรื่องนี้ต้องย้อนเวลากลับไปถึง 33 ปี คือในปีพ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) ซึ่งนาซ่าได้พบความผิดปกติบางอย่างในทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้)

พวกเขาพบว่าชั้นโอโซนในบริเวณนี้เบาบางกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่ชั้นโอโซนเบาบางลงถึงสองในสาม ทำให้รังสีอัลตราไวโอเลต (รังสี UV) หลุดรอดลงมาถึงพื้นโลกมากกว่าที่ควรจะเป็น

ปรากฎการณ์นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่องโหว่ชั้นโอโซน (ozone hole) ซึ่งนาซ่าทราบว่าสาเหตุหลักมาจากสารประกอบคลอรีนที่มีชื่อว่า CFC (chlorofluorocarbon) ที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น กระป๋องสเปรย์ชนิดต่างๆ

สารเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพราะมันไม่มีผลเสียต่อร่างกายมนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักวิทยาศาสตร์จึงพบว่ามันมีผลเสียต่อชั้นโอโซนอย่างยิ่ง

เมื่อ CFC ระเหยขึ้นไปสะสมปะปนกับโอโซนและปะทะกับแสง UV ที่มาจากดวงอาทิตย์ จะเกิดปฏิกิริยาจนทำให้อะตอมคลอรีนแตกตัวออกมาจาก CFC และทำลายชั้นโอโซนอย่างรุนแรง

คลอรีน 1 อะตอมสามารถทำลายโอโซนได้ถึง 100,000 โมเลกุล และคลอรีนจะมีอานุภาพมากเป็นพิเศษในพื้นที่ที่อากาศเย็น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทวีปแอนตาร์ติกามีช่องโหว่โอโซนมากที่สุด

ถ้าไม่มีใครทำอะไร ภายในปี 2020 ช่องโหว่โอโซนจะกินพื้นที่ของ 17% ของโลก ภายในปี 2040 จะเป็น 70% และภายในปี 2065 ช่องโหว่โอโซนจะครอบคลุมไปทั่วโลก ปริมาณรังสี UV ที่มาถึงพื้นโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มนุษย์จะเป็นต้อกระจกและมะเร็งผิวหนังกันถ้วนหน้า พืชผักต่างๆ ก็จะปลูกไม่ขึ้น และสัตว์ต่างๆ ก็จะเป็นต้อกระจกแถมไม่รู้จะกินอะไรด้วย

นี่คือสถานการณ์วันสิ้นโลกเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้

โชคดีที่นาซ่าและนักวิทยาศาสตร์ร่วมมือกันรณรงค์จนทำให้เกิดสนธิสัญญามอนเทรอัล (Montreal Protocol) ในปีพ.ศ.2530 ซึ่งเป็นสัญญาใจให้ประเทศทั่วโลกร่วมกันลดการใช้สาร CFC

จากนั้นอีกเพียง 9 ปี สาร CFCs ก็ถูกเลิกใช้ในประเทศที่เจริญแล้ว ช่องโหว่โอโซนบริเวณแอนตาร์กติกาดีขึ้นโดยลำดับ และมีแนวโน้มว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อนหมดศตวรรษนี้

ดังนั้น ปี 2065 จึงไม่ใช่วันสิ้นโลกอีกต่อไป

อย่างน้อยก็ไม่ใช่เพราะช่องโหว่โอโซนครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Insider: How NASA saved the world

เส้นนี้ที่มีคนขีดเอาไว้

20180617_line

คนขีดเขาอาจตายไปนานแล้วก็ได้นะ

ตายในที่นี่ อาจหมายถึงตายไปจริงๆ หรือตายจากองค์กรที่เราอยู่

ตอนที่เขาขีดเส้นนี้ มันอาจจะเมคเซ้นส์ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า บริบทเปลี่ยนไป เครื่องไม้เครื่องมือเปลี่ยนไป องค์กรเปลี่ยนไป เส้นนี้อาจจะไม่เมคเซ้นส์แล้วก็ได้

ถ้าองค์กรไหนมีพนักงานชอบพูดว่า “มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว” อนาคตขององค์กรนั้นอาจจะไม่สดใสเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพนักงานในองค์กรเก่งแต่เรื่องการทำตามคำสั่ง แต่คิดอะไรเองไม่ค่อยได้

วิธีแก้คือต้องตั้งคำถามบ่อยๆ ว่างานนี้ยังต้องทำอยู่รึเปล่า กฎนี้ยังจำเป็นอยู่มั้ย มันทำให้เราดูแลพนักงานหรือดูแลลูกค้าได้ดีขึ้นจริงเหรอ

และคนที่ต้องถามคำถามพวกนี้บ่อยสุดคือผู้บริหาร เพราะถ้าผู้บริหารยังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ ก็อย่าหวังว่าลูกน้องจะกล้าตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านั้น

เส้นนี้ที่คนขีดเอาไว้ คนขีดอาจตายไปนานแล้ว

แต่ถ้าเรายังอยากอยู่กันต่อ ต้องรีวิวเส้นเหล่านี้บ่อยๆ ครับ

ชนชั้นไร้ประโยชน์

20180528_uselessclass

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดในเวลานี้คือ AI – Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์)

จริงๆ เราได้ยินคำนี้มานานแล้ว แต่เพิ่งมาบูมอีกครั้งตอนที่ AlphaGo ของ Google (DeepMind) เอาชนะนักหมากล้อมมือหนึ่งของโลกได้

AI คืออะไร?

Seth Godin บอกว่าสำหรับเขา AI คืออะไรก็ตามที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้

พอคอมพิวเตอร์ทำได้เมื่อไหร่ เราก็จะรู้สึกว่ามันเรื่องธรรมดา

เหมือนที่ Amazon รู้ว่าเราน่าจะชอบหนังสืออะไร หรือ Facebook รู้ว่ารูปที่เราเพิ่งอัพโหลดมีเพื่อนคนไหนบ้าง หรือ Google Maps รู้ว่าจะพาเราไปถึงที่โดยใช้เวลาน้อยที่สุดได้อย่างไร

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันคือสิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้ทั้งนั้น (รวมถึงการเล่นหมากล้อมเอาชนะแชมป์โลกด้วย)

สิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้มีอะไรบ้าง?

วินิจฉัยโรค
แต่งเพลง (จริงๆ ทำได้แล้ว)
ขายของ
ทำบัญชี
แต่งนิยาย (อันนี้ก็ทำไปแล้ว เกือบได้รางวัลด้วย)
สัมภาษณ์คน
แสดงบนเวที
วาดภาพ (อันนี้ก็ทำไปแล้วเหมือนกัน)
เตะบอล
ฯลฯ

แล้วถ้าวันหนึ่ง AI ทำสิ่งเหล่านี้ได้ บทบาทของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ คืออะไร?

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens และ Homo Deus กล่าวไว้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ (หลักสิบปี) จะเกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา

เขาเรียกชนชั้นนี้ว่า ชนชั้นไร้ประโยชน์ – The Useless Class

คนชนชั้นนี้ ไม่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม เพราะทักษะและความรู้ที่เขามีเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนได้ทั้งหมด

ไม่ได้มาเขียนให้รู้สึกเสียกำลังใจ เพราะเราทุกคนก็อยู่บนเรือลำเดียวกัน

ถ้าไม่อยากเป็นชนชั้นไร้ประโยชน์ วิธีที่น่าจะลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด คือหมั่นเรียนรู้ (learn) ไม่ยึดติดความรู้เก่าๆ (unlearn) และพร้อมที่จะสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ (reinvent yourself) เพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

เกมสั้น-เกมยาว

20180401_infinitegame

ผมเพิ่งได้ฟังพอดคาสท์ Akimbo ซึ่งจัดโดย Seth Godin บล็อกเกอร์คนโปรดของผมพูดถึง Finite Game และ Infinite Game

Finite Game คือเกมที่เล่นเพื่อที่จะหาผู้ชนะ เช่นการแข่งฟุตบอลหรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ซึ่งมันมีจุดจบที่ชัดเจนเช่นตอนนกหวีดเป่าหมดเวลาหรือตอนที่ประกาศผลสอบ

Infinite Game คือเกมที่ไม่มีจุดจบที่ชัดเจน เป็นเกมที่ “เล่นเพื่อจะเล่น” เป้าหมายหลักคือการมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน เช่นพ่อเล่น catch ball กับลูก คงไม่มีพ่อคนไหนโยนบอลใส่ลูกแรงๆ เพื่อที่จะเอาชนะอยู่แล้ว

เซธเล่าถึง Bill Graham ซึ่งเป็นคนจัดคอนเสิร์ตร็อคที่โด่งดังมากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาจัดคอนเสิร์ตให้ศิลปินอย่าง The Grateful Dead หรือ Bruce Springsteen โดยเก็บค่าตั๋วเพียงแค่ $29 เท่านั้น

เซธถามบิลว่า ทำไมคอนเสิร์ตของยูค่าตั๋วถูกจัง ทำไมไม่เก็บ $70 หรือ $100 เหรียญ เพราะวงระดับนี้มีคนยอมจ่ายอยู่แล้ว

บิลตอบเซธว่า เขารู้ว่าจะเก็บ $100 ก็ได้ แต่ถ้าขายตั๋วราคานั้น กลุ่มเป้าหมายของเขาอาจจะมีเงินมาดูคอนเสิร์ตได้แค่ปีละครั้งเดียว อาจจะได้กำไรมากก็จริง แต่ก็จะสูญเสียโอกาสในการสร้างวัฒนธรรม/พฤติกรรมการออกมาดูคอนเสิร์ตของคนอเมริกัน เขาจึงยินดีเก็บค่าตั๋วราคาย่อมเยาเพื่อให้คนได้ดูคอนเสิร์ตบ่อยๆ ดีกว่า

ครับ บิลกำลังเล่นเกมยาวหรือ infinite game อยู่ เขาไม่ต้องการเป็นผู้ชนะในเกมนี้ แค่ต้องการเป็นหนึ่งใน contributor ที่จะช่วยทำให้ทุกคนมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันนานๆ

บางเกมนั้นก็เป็นเกมสั้น บางเกมนั้นเป็นเกมยาว และบางเกมก็เล่นได้ทั้งสั้นและยาว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเล่นแบบไหน

แต่คนเล่นเกมสั้นนั้นมีมากมายเกินพอแล้ว ดูนักการเมืองและสื่อบางประเภทเป็นตัวอย่างก็ได้

เลยอยากเห็นคนไทยหันมาเล่นเกมยาวกันเยอะๆ ครับ

ป.ล. บล็อกนี้ก็เป็นเกมยาวอย่างหนึ่ง

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Akimbo: Game Theory and the Infinite Game 

เสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้ครับ

โลกต้องการคนนับหนึ่ง

20171130_countone

หลายคนคงเคยได้ยินนิทานพระราชากับชุดล่องหนมาแล้ว

พระราชาองค์หนึ่ง ทรงอยากมีฉลองพระองค์ชุดเก่งที่ไม่มีใครซ้ำแบบ จึงมีแก๊งต้มตุ๋นมาเสนอตัวว่าจะตัดฉลองพระองค์สุดเท่ถวายให้

เมื่อพระองค์ทรงอยากเห็นและลองเสื้อผ้านั้น ช่างตัดเสื้อจอมแสบก็ทำทีท่าเอาเสื้อผ้ามาสวมให้ลองดู โดยที่พระองค์ไม่ทรงเห็นมีอะไรเลย แต่ช่างเจ้าเล่ห์ก็บอกว่า นี่เป็นเสื้อผ้าล่าสุดจากสรวงสวรรค์ ซึ่งคนมีบุญเท่านั้นจึงมองเห็นเสื้อผ้าชุดนี้

พระราชากลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนไม่มีบุญ จึงต้องทำเป็นมองเห็นเสื้อผ้าชุดเก่งนั้นด้วย
ในที่สุด วันสำคัญก็มาถึง เมื่อช่างตัดเสื้อขอให้พระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์ชุดเก่งนั้นแล้วขี่ม้าเสด็จไปตามท้องถนนเพื่อให้ประชาชนชื่นชมพระบารมี

ระหว่างที่เสด็จไปท่ามกลางประชาชนซึ่งแห่แหนคอยเฝ้าอยู่สองข้างทางด้วยเรือนร่างที่เปลือยเปล่าไม่สวมอาภรณ์ใดๆ เลยนั้น ประชาชนที่ไม่กล้าพูดความจริงต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญถวายพระพรกันเซ็งแซ่
จนกระทั่งเด็กน้อยคนหนึ่งได้เห็นพระราชา ก็ร้องตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “ทำไมพระราชาไม่สวมอะไรเลย?!”

—–

ที่บริษัททอมสันรอยเตอร์ที่ผมเคยทำงานอยู่สิบกว่าปี เรามีวงดนตรีชื่อ TRMG – Thomson Reuters Music Group ซึ่งงานใหญ่ที่สุดของ TRMG คือการขึ้นเล่นในงานเลี้ยงประจำปี

TRMG จะขึ้นเล่นสองช่วง คือช่วงเริ่มงานที่คนรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเราจะเล่นเพลงฝรั่ง หรือเพลงเบาๆ ให้คนฟังไปกินไปอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนช่วงที่สอง คือช่วงปิดท้ายงานตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เป็นช่วงที่เราเข็นเพลงสนุกๆ ออกมาเล่น 2-3 เพลงแรกของช่วงที่สองถือเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตาย เพราะถ้าบิ๊วด์คนดูไม่ขึ้น เขาก็อาจจะออกจากงานเลี้ยงไปต่อกันที่อื่น

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือการมีเพื่อนพนักงานกลุ่มแรกมากระโดดเย้วๆ หน้าเวที

เมื่อมีกลุ่มหนึ่ง เราก็ใจชื้นแล้ว เพราะอีกไม่นานก็จะเริ่มมีกลุ่มสอง กลุ่มสามและอีกหลายๆ กลุ่มตามมา
เมื่อคนดูสนุก นักดนตรีก็มัน อารมณ์ส่งถึงกันได้เต็มที่ และทำให้คืนนั้นน่าจดจำ

—–

เคยมั้ยครับ เวลาที่เราเชิญวิทยากรมาพูดที่องค์กรของเรา ตอนท้ายพอเขาถามว่าใครมีคำถามอะไรมั้ย ทั้งห้องกลับตกอยู่ในความเงียบ…

เป็นความเงียบที่น่าอึดอัด แค่เพียงสิบกว่าวินาทีก็ดูยาวนาน จนวิทยากรทำท่าจะวางไมค์แล้ว
แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น ในที่สุดก็มีคนยกมือขึ้นถามคำถามแรก

และวิทยากรก็ยิ้มออก

เมื่อตอบคำถามแรกเสร็จ คราวนี้คำถามที่สอง ที่สาม ที่สี่ก็เรียงรายกันเข้ามา จนบางทีก็มีเป็นสิบคำถาม
น่าคิดว่า ถ้าคนๆ นั้นไม่ได้ยกมือถามคำถามแรก เราจะมีโอกาสได้ยินอีก 9 คำถามที่เหลือรึเปล่า

—–

คนนับหนึ่งนั้นหายาก

แต่ก็เป็นคนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม

เพราะถ้าไม่มีคนนับหนึ่ง วิทยากรก็ไร้คำถาม นักดนตรีก็เล่นไม่สนุก และพระราชาก็จะโดนต้มตุ๋น

คนนับหนึ่งนั้นหายาก แต่การเป็นคนนับหนึ่งไม่ได้ยากขนาดนั้น

ก็ํแค่ออกมาเปิดฟลอร์ ก็แค่ยกมือถามคำถาม ก็แค่พูดความจริง

ยังมีวิธีนับหนึ่งอีกมากมาย

นับหนึ่งที่จะขอโทษ นับหนึ่งที่จะลงมือ นับหนึ่งที่จะเสียสละ

เรามานับหนึ่งกันให้บ่อยขึ้นดีมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณนิทานพระราชากับชุดล่องหนจาก Manager Online นิทานสำหรับเด็กโดย สุขสันต์ วิเวกเมธากร

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

ถ้าทุกคนคิดเหมือนกัน

20171129_thinkalike

แสดงว่ามีคนที่ไม่ได้คิด

If everyone is thinking alike, then somebody isn’t thinking.
-George S. Patton

สิ่งหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับอินเตอร์เน็ต คือการโต้เถียงกับคนไม่รู้จัก

แต่ก่อนอาจจะเป็นการโต้เถียงทางเว็บบอร์ด เดี๋ยวนี้ก็อาจไปโต้เถียงกันถามเพจดังต่างๆ

การโต้เถียงนั้นพอจะมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับคนที่เข้ามาอ่าน เพราะมันทำให้เขาเห็นมุมมองจากหลายๆ ด้าน

แต่อาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าสำหรับคนที่เป็นฝ่ายถกเถียงนัก หนึ่งคือต้องมานั่งเสียเวลาพิมพ์ สองต้องมาเสียอารมณ์ สามคือเมื่อเถียงกันเรียบร้อยแล้ว กลับยิ่งยึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเองยิ่งกว่าเดิม

จึงเป็นเรื่องเสียเวลาอย่างมากที่จะพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นคิดเหมือนเรา

ขนาดเรากับแฟนยังคิดไม่เหมือนกัน

เรากับแม่ก็คิดไม่เหมือนกัน

พี่น้องที่คลานตามกันมาก็ยังคิดไม่เหมือนกัน

นับประสาอะไรกับคนที่เราไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตา

If everyone is thinking alike, then somebody isn’t thinking.

ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่คนจะคิดต่างกัน กลับเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ

ยอมรับในความต่าง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอหอมปากหอมคอ แล้วกลับไปใช้ชีวิตของเราต่อกันนะครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม

20171111_youmayberight

ท่ามกลางกระแสการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของรัฐบาลหลายโครงการที่ประชาชนยังตั้งข้อกังขา โครงการระดมทุนเพื่อโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอาจถูกมองได้ว่าเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงการดำเนินงานของภาครัฐ กระนั้น คำตอบของตูนบอกชัดว่าโครงการของเขาต่อยอดขึ้นมาจากความสุข และหากโครงการนี้จะตั้งคำถามต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่ใช่นโยบายใดนโยบายหนึ่งของรัฐ หากแต่เป็นการกระทำหรือไม่กระทำอะไรของประชาชนทุกคนนี่เอง

“ผมก็เห็นโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก อีก 10-20 ปีข้างหน้า ก็ยังอาจจะเป็นแบบนี้ต่อไป เท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้รัฐบาลช่วยแล้วก็อาจไม่พอ เราเองนี่แหละที่ถึงเวลาแล้ว ไม่ต้องโทษใคร ไม่ใช่เวลาหาคนผิด มันเป็นเวลาของการช่วยคนละเล็กละน้อย ช่วยแรง ช่วยเป็นกระบอกเสียง ช่วยสมทบกองรวม อะไรก็แล้วแต่ ทำได้ในส่วนที่ทำได้ ไม่ใช่เวลาคอมเมนต์ คนนี้ผิด ทำไมคนนี้ไม่ทำ ไม่ใช่แล้ว มันไม่เกิดประโยชน์ ระหว่างทาง ผมวิ่งเจอเด็กน้อยคนหนึ่งยกกระปุกออมสินมาให้ผมทั้งกระปุก ทั้งปีเขาเก็บออมมา อยากจะได้ของเล่นสักชิ้น แต่พอรู้ว่าจะเอาเงินมาช่วยคนป่วย เขายกกระปุกที่เขาสะสมมาเป็นปีๆ ตัดใจไม่เอาของเล่นนั้น เอามายกให้คนอื่น เงิน 5 บาท 10 บาทของเด็กน้อยยังเกิดประโยชน์มากกว่าคอมเมนต์ที่เราตัดสินกัน ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม”

-อาทิวราห์ คงมาลัย
ธันวาคม 2559
Optimise Magazine – เบื้องหลังการวิ่ง 400 กม.ของตูนบอดี้แสลมที่ไม่ใช่แค่การบริจาค
เรื่อง: ธนกร จ๋วงพานิช

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนิตยสาร Optimise และคุณธนกรที่ได้สร้างบทสัมภาษณ์ที่เจ๋งที่สุดบทนึงเท่าที่ผมเคยได้อ่านมา

มันเป็นบทสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากพี่ตูน “ออกวิ่ง” เป็นครั้งแรก เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน 85 ล้านบาท

คราวนั้นที่วิ่ง 400 ก.ม.ใน 10 วันก็ถือว่าเท่สุดๆ แล้ว มาปีนี้ที่พี่ตูนออกวิ่งจากเบตงมุ่งหน้าแม่สายเป็นระยะทางสองพันกว่ากิโล กระแสพี่ตูนจึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

แต่แม้จะมีคนคอยตามเชียร์มากแค่ไหน ก็ยังมีคนเห็นต่างและท้วงติงว่าทำไมภาระนี้ต้องมาตกกับพี่ตูน รัฐบาลเอาเงินไปทำอะไรหมด

—–

เมื่อสามเดือนที่แล้ว พี่ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก ได้มาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟังที่บริษัทวงใน

หนึ่งในสิ่งที่พี่ต่อบอก และกลายเป็นคำพูดติดปากของผมกับเพื่อนๆ ที่วงในมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ อะไรที่ “ไม่สร้างการผลิต” ก็อย่าไปทำ

เช่นทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง – ไม่สร้างการผลิต

ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ – ไม่สร้างการผลิต

นั่งคุยกันเรื่องการเมือง – ไม่สร้างการผลิต

แน่นอน บ้านเมืองเรา เราก็ต้องเป็นห่วง แต่แทนที่จะถกกันแล้วด่าคนโน้นคนนี้ สู้ออกไปทำอะไรซักอย่างให้มันดีขึ้นจะดีกว่ามั้ย

—–

กรณีของพี่ตูนก็เหมือนกัน

ใครจะวิจารณ์ว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ยั่งยืน หรือเป็นการกลบปัญหาให้รัฐบาล เขาก็อาจจะถูกของเขา

แต่คำวิจารณ์ไม่สร้างการผลิต

แม้ว่าคำวิจารณ์นั้นจะถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ มันก็ยังไม่สร้างการผลิต

ถ้าคำวิจารณ์มันสร้างการผลิตจริงๆ บ้านเมืองเราน่าจะพัฒนาไปเยอะมากแล้ว เพราะเรามีนักวิจารณ์เต็มเมือง แต่มีนักลงมือเพียงหยิบมือ

15 ตุลาคม 2559 ผมเขียนไว้ในบทความ 9 บทเรียนจากสามวันที่ผ่านมาว่า ในวันที่พ่อไม่อยู่ ถึงเวลาที่คนไทยต้องโตกันได้แล้ว

เราคุ้นชินกับการเป็นลูกแหง่ เป็นเด็กงอแงมานาน พอเกิดปัญหาก็จะโทษคนโน้นคนนี้ว่าไม่ทำหน้าที่

แล้วเราล่ะ ได้ทำหน้าที่ในฐานะ active citizen แล้วหรือยัง?

ถ้าจะมีความฝันอันสูงสุดซักอย่างที่ผมอยากให้เป็นจริง ก็คงเป็นเรื่องที่คนไทยลุกขึ้นมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ด้วยแรงและสติปัญญาที่เรามีเพื่อช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอหรือเรียกร้อง ซึ่งพี่ตูนก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้

“When you pray, move your feet”
-African proverb

ปากจะบ่นไม่ว่ากัน เพราะนั่นแสดงว่าคุณก็แคร์ และสิ่งที่คุณบ่นอาจจะถูกก็ได้

แต่บ่นเสร็จแล้วยังไงต่อ?

เราเป็น “คนถูก” ที่ไม่สร้างการผลิตมานานเกินพอแล้ว

ลองปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนถูก” และมาร่วมกันเป็น “คนทำ” กันดีมั้ยครับ

—–

ติดตามการวิ่งของพี่ตูนและร่วมบริจาคได้ที่ Facebook Page: ก้าวคนละก้าว

ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!

20101023_trafficjam

ในเช้าวันทำงาน ใครที่ต้องเข้าเมืองโดยใช้ทางด่วนพระราม 9 (ทางพิเศษศรีรัชหรือทางด่วนขั้นที่ 2) จะเข้าใจดีว่ารถติดสาหัสแค่ไหน

ด่านหลักๆ จะมีอยู่สองด่าน คือด่าน 25 บาท ซึ่งอยู่ก่อนถึงพระราม 9 ตัดกับรามคำแหง และอีกด่านคือ 50 บาท ซึ่งอยู่แถวๆ แยกอสมท.

รถจะติดเป็นกิโลตั้งแต่ก่อนถึงด่าน 25 บาท และถ้าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ พอจ่ายเงินด่าน 25 บาทมาแล้วก็จะเจอรถติดต่อเลย บางทีต้องใช้เวลาร่วม 45 นาทีกว่าจะวิ่งจากด่าน 25 บาทไปถึงด่าน 50 บาท ทั้งๆ ที่ระยะทางระหว่างสองด่านนี้แค่ประมาณ 4 กิโลเมตรเท่านั้น แสดงว่ารถของเราวิ่งได้เร็วกว่าเดินแค่นิดเดียว!

ทางด่วนนั้นมี 3 เลน แต่ก็จะมีรถวิ่งตามไหล่ทางด้วย เลยกลายเป็น 4 เลน พออีกประมาณ 50 เมตรจะถึงด่าน 50 บาทก็จะขยายเป็น 9 เลน โดย 6 เลนซ้ายเป็นด่านเก็บเงินสด ส่วน 3 เลนขวาเป็นด่าน Easy Pass

คนที่หันมาใช้ Easy Pass ก็ชีวิตดีขึ้นนิดหน่อยเพราะสามารถวิ่งเข้าด่าน Easy Pass ได้ฉลุย แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อวิ่งมาถึง 50 เมตรสุดท้ายตรงจุดที่ทางด่วนขยายจาก 4 เลนเป็น 9 เลนแล้ว อีก 3.95 กิโลเมตรก่อนหน้านี้ก็ต้องรถติดไปพร้อมกับรถที่ใช้เงินสดคันอื่นๆ

คนจำนวนไม่น้อยจึงไม่ใช้ Easy Pass เพราะใช้ไปก็รถติดอยู่ดี แถมคนอีกจำนวนหนึ่งก็เลือกที่จะวิ่งด้านล่าง เพราะใช้เวลาพอๆ กันโดยไม่ต้องเสียเงิน

ผมเลยคิดว่า ถ้าเราทำให้คนหันมาใช้ Easy Pass มากพอจนไม่มีรถติดสะสมตรงหน้าด่านแล้ว การเดินทางน่าจะเร็วขึ้นเยอะมาก และชีวิตคนกรุงที่อยู่ละแวกนี้จะดีขึ้นอย่างมหาศาล

ผมไม่ได้เข้าไปศึกษาตัวเลขของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นเจ้าของทางด่วนพระราม 9) แต่ลองคำนวณโดยใช้การตั้งสมมติฐานและเช็คผลลัพธ์ว่าสอดคล้องกับประสบการณ์จริงเป็นหลัก

ข้อสรุปที่ได้มีตามนี้ครับ http://bit.ly/bkkexpressway

ในชั่วโมงเร่งด่วน 3 ชั่วโมง (6:30-9:30)

มีรถวิ่งผ่านด่าน 50 บาททั้งหมด 12,960 คัน
จ่ายด้วย Easy Pass 4,860 คัน
จ่ายด้วยเงินสด 8,100 คัน

อัตราการระบายรถของด่าน 50 บาท คือ 4,320 คันต่อชั่วโมง

แต่รถที่วิ่งเข้ามาจริงๆ คือประมาณ 6,000 คันต่อชั่วโมง

จึงเป็นเหตุผลให้มีรถติดสะสมเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 6,000-4,320 = 1,680 คัน

ด้วยอัตรานี้ ภายในเวลา 2 ชั่วโมง รถติดสะสมจะกินพื้นผิวถนนทั้งหมดระหว่างด่าน 50 บาทและด่าน 25 บาท (ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์ตรงที่พอพ้นด่าน 25 บาทแล้วก็จะเจอรถติดทันที)

วิธีแก้ก็คือ ต้องทำให้รถที่จ่ายด้วยเงินสด หันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน

จ่ายด้วย Easy Pass 4,860+3000 = 7,860 คัน
จ่ายด้วยเงินสด 8,100-3,000 = 5,100 คัน

ด้วยสัดส่วนใหม่นี้ จะทำให้อัตราการระบายรถของด่าน 50 บาท เพิ่มเป็น 6,861 คันต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่ารถที่วิ่งเข้ามาจริงๆ 6,000 คันต่อชั่วโมง จึงทำให้ไม่มีรถติดสะสมหน้าด่าน 50 บาท

เมื่อไม่มีรถติดสะสม รถจึงสามารถวิ่งได้ที่ความเร็วปกติคือ 60 ก.ม.ต่อชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการเดินทางระหว่างด่าน 25 บาทกับด่าน 50 บาท

ซึ่งนั่นหมายความว่า คนขับรถแต่ละคนจะประหยัดเวลาเดินทางได้ตั้งแต่ 20-40 นาทีเลยทีเดียว

ถ้าคนหนึ่งคนประหยัดเวลาได้ 20 นาทีต่อวันทำงานหนึ่งวัน นั่นแสดงว่าเขาจะประหยัดเวลาได้มากถึง 83 ชั่วโมงต่อปี

คนเราทำงานเดือนละ 40 ชั่วโมง x 4 สัปดาห์ = 160 ชั่วโมง หากคนที่ขับรถขึ้นทางด่วนมีเงินเดือน 16,000 บาท 1 ชั่วโมงของเขาจะมีค่า 100 บาท เวลา 83 ชั่วโมงที่เขาประหยัดไปจึงจะมีมูลค่า 8,300 บาทต่อปี และยิ่งมีค่ามากกว่านี้หากเงินเดือนเขาสูงกว่า 16,000 บาท

หากคิดในเชิงผลประโยชน์มวลรวม ในช่วง 3 ชั่วโมงเร่งด่วน จะมีคนต้องผ่านทางนี้อย่างน้อย 18,000 คน ถ้าคนหนึ่งคนประหยัดเวลาได้ 20 นาที นั่นคือ 6,000 ชั่วโมงซึ่งมีมูลค่าถึง 600,000 บาทต่อวัน หรือ 150 ล้านบาทต่อปี

ทำยังไงถึงจะทำให้รถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass ซัก 3,000 คัน?

ผมคิดแคมเปญได้สองแบบ

1.โปรโมชั่นคนสมัครใหม่ 3,000 คนแรก เติมเงิน 500 บาท ทางด่วนจะสมทบให้ 500 บาท

ธรรมดาเวลาสมัคร Easy Pass เราต้องเติมเงินทันที 1000 บาท แต่ถ้าเราลดการเติมเงินให้เหลือเพียง 500 บาท แล้วทางด่วนออกให้อีก 500 บาท ก็น่าจะมีคนสนใจสมัครกันเยอะ

วิธีนี้นี้เรียบง่าย ใช้เงินไม่เยอะ แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่าง หนึ่งคือทางด่วนต้องควักเงินออกไปก่อน 500 x 3,000 = 1,500,000 บาท สองคือลูกค้าเก่าอาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ สามคือคนที่อยู่ในพื้นที่อื่นอาจมา “สวมสิทธิ์” ก็ได้เพราะได้เงิน 500 บาทเห็นๆ

ผมก็เลยคิดออกอีกวิธีหนึ่ง

2. ออกแคมเปญ “ใช้ Easy Pass ขึ้นทางด่วนพระราม 9 ช่วง 6:30-9:30 ฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2561”

ในเมื่อช่วงเทศกาลสงกรานต์รัฐบาลก็มักประกาศให้คนขึ้นทางด่วนและมอเตอร์เวย์ฟรีอยู่แล้ว เราจะใช้ไอเดียที่คล้ายคลึงกันมาดึงให้คนหันมาใช้ Easy Pass ได้รึเปล่า?

โดยเราประชาสัมพันธ์เนิ่นๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคมเลยก็ได้ เดือนมกราคมก็จะได้คนสมัคร Easy Pass เพิ่ม พอเดือนกุมภาพันธ์ เราก็ให้คนที่มี Easy Pass ใช้ทางด่วนฟรี (ด่าน 50 บาทขาเข้าช่วง 6:30-9:30) กันถ้วนหน้า

ส่วนใครยังยินดีจะจ่ายเงินสดก็แสดงว่าเขาเสียสิทธิ์ที่จะประหยัดเงินไป 900 บาท (50 บาท x 18 วันทำงาน)

ด้วยแคมเปญนี้ ทุกคนที่ใช้ Easy Pass จะได้สิทธิ์เท่าเทียมกันหมด วิธีคุมก็ง่ายคือตั้งให้ด่าน Easy Pass 50 บาทนี้ไม่คิดเงินในช่วงเวลา 6:30-9:30 ของวันทำงาน ซึ่งทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ไม่มีแรงจูงใจที่จะมาสวมสิทธิ์เหมือนวิธีแรก

การทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไป 900 บาท x 7,860 คัน = 7.1 ล้านบาท ดูเหมือนจะเยอะ แต่รายได้ปีที่แล้วของการทางพิเศษคือ 13,500 ล้านบาท และปีนี้น่าจะแตะ 15,000 ล้านบาท รายได้ที่หายไปจึงเป็นเพียง 0.05% เท่านั้น

แถมการทางพิเศษจะได้ประโยชน์อีก 3 ทาง

1. รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรถที่เคยวิ่งแต่ทางธรรมดาที่หันมาขึ้นทางด่วน เพราะทางด่วนเร็วกว่าจริงๆ

สมมติว่าแคมเปญนี้ ทำให้คนที่เคยวิ่งแต่ข้างล่างหันมาขึ้นทางด่วนเพิ่มขึ้นซัก 1,000 คัน การทางพิเศษก็จะถอนทุนคืนได้ภายในเวลาเพียง 5 เดือน

2. ราคาหุ้นที่ขึ้นเพราะมีความสามารถในการรับลูกค้าและทำกำไรมากกว่าเดิม บวกกับภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นเพราะได้ออกแรงช่วยแก้ปัญหารถติด

3. การเจรจาขอความสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะเรากำลังช่วยเพิ่มผลิตภาพเป็นมูลค่าถึง 600,000 บาทต่อวันหรือ 150 ล้านบาทต่อปี (คิดเฉพาะวันทำงาน)

จะทำยังไงให้คนเปลี่ยนใจมาใช้ Easy Pass ถึง 3,000 คน?

ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ยังยินดีจ่ายเงินสดอยู่มีเหตุผลอะไรบ้าง แต่ถ้าให้เดาก็น่าจะประมาณนี้

1. ไม่อยากจ่ายค่ามัดจำบัตร Easy Pass
2. กลัวทำ Easy Pass เสียหายแล้วต้องชดใช้
3. กลัวจะโดนทุบรถเอา Easy Pass ไป
4. กลัวเครื่องหักเงินผิด
5. Sensor ตรงด่านบางทีก็ไม่ทำงาน
6. สมัครลำบาก
7. ใช้ Easy Pass ไปก็ต้องเจอรถติดเหมือนเดิมอยู่ดี

ขอตอบ 5 ข้อแรกรวมๆ แล้วกันครับว่าเดี๋ยวนี้เขาไม่เก็บค่ามัดจำบัตรแล้ว ส่วนเรื่องถ้าบัตรพังแล้วจะโดนปรับนั้นก็โอกาสน้อยมากๆ ผมใช้มา 3 ปีแล้วยังไม่เจอปัญหาเลย และถึงจะมีปัญหาที่เกิดจากการใช้งานปกติก็ไม่โดนปรับครับ 

ผมยังไม่เคยได้ยินว่าใครโดนทุบรถขโมย Easy Pass เรื่องคิดเงินผิดผมก็ยังไม่เคยเจอ และถ้าไม่สบายใจจริงๆ เราก็สามารถขอให้เขาส่งรายงานการหักเงินมาให้เราตรวจได้ ส่วนปัญหา Sensor ไม่ทำงานนั้น ใช้ 100 ครั้งอาจจะเกิดขึ้นซัก 2-3 ครั้งเท่านั้น ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ก็มาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

แต่ละวันมีคนใช้ Easy Pass เกิน 6 แสนเที่ยว ถ้าของมันแย่อย่างที่กลัวคงไม่มีคนใช้เยอะขนาดนี้ครับ

ผมขอตอบสองข้อสุดท้ายโดยละเอียด

สมัคร Easy Pass ลำบาก
อันนี้ผมเห็นด้วย เพราะจะสมัครได้ต้องไปสมัครบนทางด่วน ซึ่งเราจะมีโอกาสผ่านมาทางนี้จริงๆ ก็เฉพาะวันทำงานเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป

แต่ถ้าการทางพิเศษมีสิ่งจูงใจเช่นขึ้นทางด่วนฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยน่าจะรู้สึกอยากสมัคร Easy Pass ขึ้นมาบ้าง คราวนี้เราก็แค่ทำให้การสมัครมันง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

เราสามารถประชาสัมพันธ์ง่ายๆ ด้วยการแจกใบปลิวตรงด่านเก็บเงินสด ชักชวนให้คนสมัคร Easy Pass เพื่อรับสิทธิพิเศษขึ้นทางด่วนฟรีตลอดเดือนกุมภาพันธ์ โดยบนใบปลิวมี QR Code แปะไว้ด้วย

พอสแกน QR Code (ใช้โปรแกรม LINE เหมือนตอนเพิ่มเพื่อน) มันก็จะพาเราไปที่ใบสมัครที่เราอาจใช้ Google Forms สร้างขึ้นมาฟรีๆ หน้าตาประมาณนี้

https://goo.gl/vvMrP2

เมื่อเรากรอกเรียบร้อยแล้ว ก่อนวันนัดหมายสองวันก็จะมีอีเมลแจ้งเตือนให้มารับ Easy Pass

จุดรับ Easy Pass ก็อาจจะเป็นสถานที่อย่าง The Nine หรือ Homepro พระราม 9 โดยเปิดให้บริการเฉพาะกิจวันเสาร์-อาทิตย์ตลอดเดือนมกราคมรวมเป็นเวลา 8 วัน หากวันหนึ่งรับสมัครได้ 400 คน ก็จะรับคนได้เพิ่มถึง 3200 คน

ขั้นตอนก็ควรจะง่ายดาย เพียงนำบัตรประชาชนพร้อมสำเนามาแสดง เมื่อเช็คว่าข้อมูลที่ได้กรอกเอาไว้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ก็ชำระเงินและรับบัตร Easy Pass ไปได้เลย กระบวนการทั้งหมดน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที

ถ้าคนสมัคร Easy Pass ไม่ครบ 3000 คน รถก็ติดเหมือนเดิมอยู่ดี
ใช่ครับ ถ้าคนเปลี่ยนไปใช้ Easy Pass แค่ไม่กี่สิบหรือไม่กี่ร้อยคน สถานการณ์ย่อมไม่มีอะไรดีขึ้นมา

คำถามคือคุณจะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก

เพียง 3,000 คนเปลี่ยนมาใช้ Easy Pass ชีวิตคนอีก 18,000 คนจะดีขึ้นทันที ประหยัดเวลามวลรวมได้ 6,000 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 1,500,000 ชั่วโมงต่อปี

ถ้าคุณยังจำความรู้สึกที่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ซักอย่างในเดือนตุลาคมนี้ ผมคิดว่าการหันมาใช้ Easy Pass เป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าการทางพิเศษจะออกแคมเปญอย่างที่ผมเสนอไปหรือไม่อาจไม่ใช่สาระสำคัญ ถ้าคิดแล้วว่าดีมีประโยชน์ ก็สามารถเดินหน้าได้เลย

จะช้าจะเร็ว คนก็คงค่อยๆ หันมาใช้ Easy Pass อยู่แล้ว เหมือนที่เราเปลี่ยนจาก Blackberry มาใช้ Smartphone หรือเปลี่ยนจาก Whatsapp มาใช้ LINE เพียงแต่ถ้าเราปล่อยไปตามธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลาอีก 5 ปี แต่ถ้าเราใส่ใจและช่วยกันออกแรงซักนิด อาจใช้เวลาเพียง 5 เดือนก็ได้

แน่นอน ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าคือคำตอบระยะยาว เหตุผลที่เขียนบล็อกนี้ขึ้นมาจึงไม่ใช่เพื่อสนับสนุนให้คนใช้รถยนต์ แค่ต้องการจะตอบคำถามที่ว่า มีอะไรที่ผมพอจะทำได้ ณ ตอนนี้ เพื่อช่วยให้ชีวิตเพื่อนร่วมชาติรวมถึงชีวิตของตัวเองดีขึ้น

ด้วยการเขียนบล็อกนี้ ผมเชื่อว่าผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว

คราวนี้ก็ถึงตาคุณแล้วครับ


ร่วมลงชื่อรณรงค์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass ผ่าน Change.org:  https://goo.gl/Cgqfrg

ขอบคุณภาพจาก Bo Pimmanont on Twitter

คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ

20171019_justice

แต่ถ้าเราทำผิด เราสมควรได้รับความเห็นใจ

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”
— someone on Humans of New York

เพราะคนเรามีสามมาตรฐาน

มาตรฐานที่ใช้กับคนอื่น มาตรฐานที่ใช้กับคนใกล้ตัว และมาตรฐานที่ใช้กับตัวเอง

พอเราเห็นข่าวนักการเมืองทำไม่ดี เราจึงไม่รีรอที่จะตำหนิ แต่พอเราทำไม่ดีบ้าง เราจะบอกตัวเองว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”

ปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้นำชุมนุมทางการเมืองของหลายฝ่ายถูกพิพากษาว่าทำความผิด ต้องชดใช้ค่าเส่ียหายทั้งในด้านตัวเงินและอิสรภาพ

ถ้าเราฝักใฝ่ฝ่ายใด เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องสมควรแล้วที่อีกฝ่ายได้รับการลงโทษ แต่การที่ฝ่ายเราต้องโดนลงโทษด้วยนั้นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมเลย เพราะเราสู้เพื่อความถูกต้อง

แต่ทุกคนก็คิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องทั้งนั้น

และถึงจะรู้ตัวว่ามันไม่ค่อยถูกต้อง เราก็ยังหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของเราได้อยู่ดี

“When someone wrongs us, we want the maximum amount of punishment. But when we do wrong, we want the maximum amount of understanding and forgiveness.”

ถ้านิทานเรื่องนี้พอจะสอนอะไรได้บ้าง ก็คงเป็นความตระหนักที่ว่าเรามักจะเข้มงวดกับคนอื่นและผ่อนปรนกับตัวเองเสมอ

ครั้งหน้าถ้าเจอใครทำอะไรไม่ถูกต้องอีก ก่อนจะเอ่ยคำประณาม ลองใช้โอกาสนี้กลับมาสำรวจตัวเองก็น่าจะดีนะครับ