ทำไมคนหน้าตาไม่ดีมักจะนิสัยดีกว่าคนหน้าตาดี?

20190301_badlooking

ผมว่ามีสองปัจจัย

ปัจจัยที่หนึ่ง เพราะคนหน้าตาดีนั้นไม่ต้องทำอะไรก็เป็นที่รักได้โดยง่ายอยู่แล้ว เพราะคนหน้าตาดีนั้นมักได้รับการยอมรับและได้รับการอภัยได้ง่ายกว่าคนหน้าตาไม่น่ารัก

ส่วนคนหน้าตาไม่ดีต้องออกแรงมากกว่า ต้องทำตัวดีๆ เพื่อให้ได้เป็นที่รักของคนรอบข้าง

ปัจจัยที่สองก็คือ พอเราเห็นคนหน้าตาไม่ดี เราไม่ได้มีความคาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นคนดี ในขณะที่เวลาเราเห็นคนหน้าตาดี เรามักจะคาดหวังว่าเขาต้องนิสัยดีเหมือนหน้าตาด้วย

อาจเป็นเพราะสื่อที่เราเสพตั้งแต่เด็กนั้น พระเอกนางเอกล้วนหน้าตาดี ส่วนตัวร้ายนั้นมักหน้าตาแย่

พอเราคาดหวังกับคนหน้าตาไม่ดีน้อย เมื่อเขานิสัยดีขึ้นมา มันจึงเกินความคาดหวัง

พอเราคาดหวังกับคนหน้าตาดีเยอะ พอเขานิสัยไม่ค่อยดี เราจึงผิดหวังพอสมควร

แน่นอน ทุกอย่างมีข้อยกเว้น มีคนไม่น้อยที่ทั้งหน้าตาดีและนิสัยดี และก็มีจำนวนไม่น้อยที่แย่ทั้งหน้าตาและนิสัย

เราเลือกหน้าตาไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้

หากเกิดมาหน้าตาไม่ดีมากนัก ก็จงอย่าท้อใจ ฝึกให้เป็นคนนิสัยดีเข้าไว้ แล้วเราจะเป็นที่รักได้ไม่ยาก

ส่วนใครที่เกิดมาหน้าตาดีก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะเรามักจะโดนคาดหวังให้นิสัยดีเท่าหน้าตาครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 6 ที่)

ดีหรือเลวขึ้นอยู่กับบริบท

20190224_context

ค่ำวันนี้ ผมไปทานข้าวกับลูกๆ ภรรยา และพ่อแม่มาครับ

ร้านนี้ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ให้ปริมาณเยอะและรสชาติดีทุกจาน พอร์คช็อปติดมันเนื้อนุ่ม สเต็กเนื้อแกะก็สุกกำลังดี หรือสุกี้แห้งทะเลก็วัตถุดิบสดทุกอย่าง

ขากลับ พอถึงปากซอยตรงข้ามหมู่บ้าน แม่เปรยว่า 7-Eleven ที่เคยมีสองสาขาอยู่ใกล้กัน ตอนนี้สาขาที่เล็กกว่าปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว

ผมไม่รู้ว่าทั้งสองสาขานี้มีใครเป็นเจ้าของบ้าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินมา ว่าหากใครซื้อแฟรนไชส์ 7-Eleven ไปเปิดแล้วขายดี ซีพีก็จะลงไปเปิดเองอีกสาขาใกล้ๆ กัน เพียงแต่จะทำให้ดีกว่า ใหญ่กว่า จนร้านที่อยู่มาก่อนสู้ไม่ไหวและปิดตัวไป

—–

เมื่อวานซืน ผมอ่านเจอคำถามใน Quora ว่ามีใครที่จะพอขึ้นมาแข่งกับ Amazon ได้มั้ย

คำตอบคือแทบจะเป็นไปไม่ได้

เคยมีเว็บขายอุปกรณ์เด็กอย่าง diapers.com ที่กำลังไปได้สวย Amazon จึงติดต่อเพื่อขอซื้อเว็บนี้ แต่เจ้าของปฏิเสธ

สิ่งที่ Amazon ทำก็คือการใช้เงินซื้อโฆษณา Adwords เพื่อให้คนที่กูเกิ้ลสินค้าเด็ก เจอเว็บ Amazon ก่อน แถม Amazon ยังขายของเหมือนกับของที่คนเห็นใน diapers.com แต่ราคาถูกกว่ากันมาก จนแย่งลูกค้าของ diapers.com ไปเกือบหมด

Amazon สายป่านยาว จึงพร้อมยอมขายราคาขาดทุนเพื่อบีบให้ diapers.com ขายไม่ออก ภายในเวลาเพียง 6 เดือนเจ้าของ diapers.com จึงต้องยอมขายเว็บนี้ให้กับ Amazon และเว็บ diapers.com ก็ถูกปิดตัวลงในเวลาต่อมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ Amazon ทำแบบนี้

—–

สองสัปดาห์ที่แล้ว “อาจารย์ป้า” ซึ่งเป็นเจ้าของตึกที่บริษัทของผมเช่าอยู่ จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนและเชิญผมไปร่วมรับประทานอาหารด้วย

พอเห็นผมช่วยแฟนเลี้ยง “ปรายฝน” ลูกสาววัยสามขวบ อาจารย์ป้าก็เปรยขึ้นมาว่า ผู้ชายสมัยนี้นี่ดีนะ ช่วยภรรยาเลี้ยงลูก สมัยป้าเลี้ยงลูก สามีป้าไม่เคยช่วยป้าเลย

—–

หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวเหลือเชื่อของคุณหมออาจินต์ บุณยเกตุ

คุณหมอป่วยเป็นไมเกรนหนักมาก กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายจนสุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาล

ระหว่างที่นอนทรมานกับอาการปวดหัวอยู่นั้น คุณหมอก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหาที่เตียง ทั้งๆ ที่คนรอบตัวหมอไม่มีใครมองเห็นเด็กคนนี้เลย

เธอบอกกับหมอว่าในอดีตชาติเธอกับหมอเคยเป็นพ่อลูกกัน ในชาติล่าสุดเธอมีชื่อว่า พิมพวดี โหสกุล จมน้ำตายตั้งแต่ 9 ขวบ บัดนี้เธอมาช่วยพ่อ พอเธอเอามือวางบนจุดที่เป็นไมเกรน อาการปวดหัวก็ค่อยๆ หายไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่หมอปวดหัวจนทนไม่ไหว ก็จะเรียกหาพิมพวดี และเธอก็จะมาปรากฎตัวทุกครั้ง หมอเอ่ยปากถามว่าเหตุใดพ่อถึงต้องมาปวดหัวเช่นนี้ พิมพวดีก็บอกว่าเพราะเป็นเพราะกรรมที่พ่อก่อไว้

หมอเถียงว่าเขาไม่เคยคิดทำร้ายใคร ช่วยคนมาทั้งชีวิตด้วยซ้ำ

พิมพวดีเลยตอบว่า ไม่ใช่วิบากจากชาตินี้ แต่เป็นผลจากสมัยรัชกาลที่ 3 ที่หมอเคยเป็นราชมัลหรือคนสอบสวนผู้ต้องหา ราชมัลไขเครื่องบีบขมับผู้ต้องหาที่ไม่ยอมรับสารภาพและสร้างความทรมานอย่างแสนสาหัส ก่อนสิ้นใจผู้ต้องหาได้ลั่นวาจาไว้ว่า “กูจะจองล้างจองผลาญทุกชาติไป”

——

Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม ฉายให้เห็นภาพของการค้าทาสในยุคล่าอาณานิคมได้อย่างชัดเจน

หลังจากทวีปอเมริกาถูกค้นพบ หนึ่งในธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดคือการทำไร่อ้อย คนยุโรปจึงเข้าถึงน้ำตาลได้ในราคาที่ถูกลงมาก ต้นศตวรรษที่ 17 ไม่มีชาวอังกฤษคนไหนบริโภคน้ำตาลเลย แต่ในศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษบริโภคน้ำตาลถึงปีละ 8 กิโลกรัม

น้ำตาลนั้นมาจากต้นอ้อย แต่การทำไร่อ้อยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องตากแดดแถมยังมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมาเลเรียอีกด้วย หากจะยอมจ่ายเงินจ้างใครมาย่อมจะทำให้ต้นทุนสูงเกินไป

พ่อค้าหัวใสก็เลยพบทางออกด้วยการใช้แรงงานทาส

ในช่วงศตวรรษที่ 16-19 ชาวแอฟริกาถึง 10 ล้านคนถูกขายไปเป็นแรงงานทาสในอเมริกา โดย 70% ของคนเหล่านั้นถูกส่งมาทำงานในไร่อ้อย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าทาสเหล่านี้มีชีวิตที่แย่แค่ไหน ต้องถูกกดขี่ข่มเหงราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์เพียงเพื่อให้คนยุโรปได้จิบชากาแฟใส่น้ำตาล

การขายแรงงานทาสนี้ไม่ได้ถูกจัดระเบียบโดยรัฐบาลประเทศไหนเลย มันเป็นเรื่องทางการค้าล้วนๆ บริษัทค้าทาสมากมายขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงลอนดอน ปารีส และอัมเสตอร์ดัม เพื่อนำเงินไปซื้อเรือ หาลูกเรือและทหาร จากนั้นจึงแล่นเรือไปซื้อทาสในแอฟริกา นำทาสไปขายให้กับเจ้าของสวนอ้อยในอเมริกา นำเงินนั้นไปซื้อน้ำตาล เมล็ดกาแฟ โกโก้ ยาสูบ แล้วนำกลับมาขายทำกำไรในยุโรปก่อนจะออกเรือใหม่อีกครั้ง ธุรกิจค้าทาสเป็นธุรกิจที่ทำกำไรดี และผู้ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6%

นาซีและสงครามครูเสดฆ่าคนไปมากมายเพราะความเกลียดชัง แต่ทุนนิยมนั้นฆ่าคนไปมากมายเพราะความโลภและความเมินเฉย การค้าทาสไม่ได้เกิดจากการเหยียดสีผิวหรือความรังเกียจต่อคนแอฟริกา จริงๆ แล้วเจ้าของไร่อ้อยแทบไม่เคยเจอทาสเหล่านี้ด้วยซ้ำเพราะเจ้าของส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่ในไร่อ้อย สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือตัวเลขในบัญชีกำไรขาดทุน ส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทค้าทาสก็เป็นชนชั้นกลางคล้ายๆ กับเราที่เป็นคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

—–

เราอาจรู้สึกว่า Amazon นั้นใหญ่โตและแข็งแกร่งเกินไป คุกคามจนคู่แข่งอื่นไม่มีโอกาสโงหัว ส่วนซีพีก็ดูจะเลือดเย็นกับเจ้าของแฟรนไชส์เซเว่นเหลือเกิน

แต่คำถามคือคนที่คิดยุทธวิธีเช่นนี้เป็นคนเลวรึเปล่า?

อาจจะไม่ก็ได้ ทั้งสองบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น และหน้าที่ของผู้บริหารก็คือการทำให้ผู้ถือหุ้นพึงพอใจ การสร้างการเจริญเติบโตและการทำกำไรเป็นครรลองของระบอบทุนนิยม เขาอาจไม่ได้คิดร้ายกับธุรกิจ SME แต่ด้วยขนาดขององค์กรและสภาพตลาดมันเอื้อให้เกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้นเอง ไม่ต่างอะไรกับการค้าทาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเกลียดชังหรือถูกคนใจร้ายที่ไหนบงการ

ผมมีคนรู้จักอยู่ซีพีหลายคนและเขาก็ล้วนคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

การที่ผมช่วยเลี้ยงลูก แต่สามีอาจารย์ป้าไม่เคยช่วยเลี้ยงลูก ก็ไม่ได้หมายความว่าสามีอาจารย์ป้าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ แต่เพราะสมัยนั้นค่านิยมที่ว่าการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของแม่คนเดียวนั้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยึดถือกันต่างหาก

คนธรรมดาที่เกิดในยุคปัจจุบันมีโอกาสน้อยมากที่จะทำร้ายใครจนเลือดตกยางออกหรือถึงแก่ชีวิต เพราะสภาพแวดล้อมหรือวิถีสังคมมันไม่ได้เอื้อให้เราทำแบบนั้น ผิดกับสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ยังมีราชมัลคอยทรมานผู้ต้องหาอย่างทารุณ หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีศึกสงครามอยู่เนืองๆ และผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องจับดาบสู้รบเข่นฆ่าศัตรู

คนเราจะดีจะร้าย จะก่อกรรมดีหรือกรรมชั่ว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตนาหรือสันดานของคนๆ นั้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับบริบทและค่านิยมของสังคมนั้นด้วย

เราอาจจะเชื่อว่าเราเป็นคนดีแล้ว โดยถือเอาว่าเราไม่เคยทำร้ายใคร ใช้ชีวิตถูกต้องตามระเบียบสังคมและกฎหมาย

แต่อีก 100 ปีข้างหน้า คนรุ่นโหลนอาจมองว่าคนรุ่นเราโหดร้ายป่าเถื่อนก็ได้

ในวันที่เทคโนโลยีก้าวล้ำจนเราสามารถสังเคราะห์พืชให้มีรสชาติเหมือนเนื้อสัตว์

ในวันที่คนรวมร่างกับเครื่องมือต่างๆ จนเป็นไซบอร์กและ “อิ่มได้” ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

วันนั้น มนุษย์ไม่จำเป็นต้องฆ่าปศุสัตว์ปีละหลายพันล้านตัวเพื่อนำมาเป็นอาหารอันโอชะอีกต่อไป

ในปี 2119 หากมีคนผ่านมาเห็นย่อหน้าที่สองของบทความนี้

“พอร์คช็อปติดมันเนื้อนุ่ม สเต็กเนื้อแกะก็สุกกำลังดี หรือสุกี้แห้งทะเลก็วัตถุดิบสดทุกอย่าง”

เขาจะมองผมด้วยสายตาเช่นไร?

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 12 ที่)

ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์

20190131_emotion

เคยสังเกตตัวเองมั้ยครับว่าเราเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกคนอื่นมาก

เราอยู่ของเราดีๆ เห็นแฟนเดินเข้ามาหน้าตาบึ้งตึง อารมณ์ของเราก็รู้สึกดำดิ่งไปด้วยทันที

หรือเวลาเดินเข้าห้องประชุม เราจะรู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศมาคุทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาซักคำ

เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens นั้นก็เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ ทุกคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันในการหาอาหาร ป้องกันตัว และเลี้ยงดูลูกตัวน้อย

เมื่อเราต้องพึ่งพิงคนอื่นมากขนาดนี้ ร่างกายและสัญชาติญาณของเราจึงผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานับครั้งไม่ถ้วนให้สามารถ “จับสัญญาณ” อารมณ์ของคนในเผ่าของเราได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เราจึงรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้กำลังโกรธหรือกำลังแฮปปี้โดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลยซักคำ เพราะความสามารถในการจับอารมณ์นี้มีมาก่อนที่เราจะเริ่มมีความสามารถในการใช้ภาษาอยู่หลายแสนปี

เมื่อจับและรับรู้อารมณ์ได้ เราจึง “ติด” อารมณ์คนๆ นั้นมาด้วย

อารมณ์ของคนจึงส่งผ่านกันง่ายดังโรคติดต่อ ซึ่งเป็นทั้งข่าวร้ายและข่าวดี

ข่าวร้ายคือเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดั่งใจ เพราะมันอ่อนไหวและเปราะบางต่ออารมณ์ของทุกคนรอบตัว

แต่ข่าวดีก็คือ เราอาจสามารถพลิกสถานการณ์บางอย่างได้ เพียงใช้อารมณ์ที่เหมาะสมของเรานำทาง

เคยมั้ยที่ประชุมกันเครียดๆ แต่พอมีคนหยอดมุขแค่ทีเดียว คนก็หัวเราะกันทั้งห้องและบรรยากาศก็ผ่อนคลายทันตาเห็น

หรืออารมณ์ของคนในห้องกำลังเบื่อๆ แต่พอดาราหรือคนสำคัญเดินเข้ามาในห้อง พลังงานและพลวัตรก็เปลี่ยนไปทันที

เราไม่จำเป็นต้องเป็นถึงดารา ขอแค่เพียงมีทัศนคติที่ดี มีรอยยิ้มเปื้อนหน้า มีภาษากายที่เหมาะสม ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะส่งต่อพลังงานบวกและอารมณ์ที่ดีขึ้นให้กับคนรอบข้างได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The School of Greatness Robert Greene: How to master anything and achieve greatness

รักน้อยๆ แต่รักนานๆ

20190113_slowbutsure

คนไทยที่อายุเกิน 30 หลายคนน่าจะเคยใช้ Hi5 ที่เป็นเว็บเอาไว้แชร์รูปภาพแล้วกดเป็นเพื่อนกับคนแปลกหน้า บางคนมีเพื่อนเป็นพันๆ หมื่นๆ คน

ช่วงหนึ่ง Hi5 เคยดังมากๆ เพื่อนผมมีโปรไฟล์ Hi5 กันแทบทุกคน แต่การมาถึงของ Facebook ก็ทำให้ Hi5 ล่มสลายไป

ในอีกมุมหนึ่ง อีเมลเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เราใช้อย่างแพร่หลาย 20 ปีแล้ว

และแม้จะมี social media อย่าง Hi5, Facebook, Twitter, Instagram เข้ามามากมายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อีเมลก็ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ยังคงอยู่กับเราอย่างเหนียวแน่น

โทรศัพท์ Nokia ก็คล้ายๆ กับ Hi5 ช่วงหนึ่งคนไทยส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia ก่อนที่ Nokia จะโดนตีตลาดด้วย Blackberry ซึ่งก็ดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองไม่แพ้กัน (อย่างน้อยก็ในคนกรุงเทพ)

แล้วทั้ง Nokia และ Blackberry ก็แทบจะล้มทั้งยืนเมื่อสตีฟจ๊อบส์เปิดตัว iPhone แถมหมัดสองด้วย Android จาก Google จากนั้นมาคนก็หันมาใช้ smartphone ทิ้งให้ Nokia และ Blackberry เหลือเพียงอดีตอันยิ่งใหญ่

ของที่มาเร็ว มาแรง ดังเร็วนั้น มีความเสี่ยงที่จะไปเร็วและดับเร็วด้วยเช่นกัน

ของที่จะอยู่คู่กับเราไปนานๆ มักจะเป็นของที่ไม่หวือหวามากนัก เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่ก็มีความคลาสสิค เพราะมีเวลาสร้างรากฐานจนมั่นคงในใจคน

ผมจึงมีความรู้สึกว่าของเหล่านี้แม้จะถูกกระทบอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่หายไปไหน

วิทยุ vs พ็อดคาสท์
หนังสือ vs อีบุ๊คส์/audiobooks
ดินสอ vs แล็ปท็อป

เพราะมันไม่ได้เท่ ไม่ได้เก๋อะไรมากมายมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่เคยเป็นของฮิต ไม่เคยเป็นของอินเทรนด์

แต่เมื่อไม่เคยอินเทรนด์ มันจึงไม่เคยตกเทรนด์ด้วยเช่นกัน

อีก 20 ปี ในวันที่สมองมนุษย์เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง เราอาจไม่จำเป็นต้องพิมพ์อะไรลงแป้นคีย์บอร์ดอีกต่อไป แล็ปท็อปอาจจะสูญพันธุ์ แต่ถึงกระนั้นผมว่าเราก็น่าจะยังใช้ดินสอขีดเขียนอะไรลงกระดาษอยู่ดี

พอคิดได้อย่างนี้ก็สบายใจ หากเราไม่ได้โตเร็วเหมือนใครเขา

บล็อก Anontawong’s Musings กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 เขียนมา 1400 ตอนแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เพจใหญ่ คนตามยังไม่เยอะมาก ถึงกระนั้นก็เป็นคนที่มีคุณภาพและมี engagements กับเพจสูงจนน่าชื่นใจ

ค่อยๆ โตช้าๆ ไปอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่หลงตัวเองว่าดังแล้ว และจะได้เอาพลังไปโฟกัสกับการผลิตงานที่ดีออกมาวันละชิ้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

รักน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ นะครับ 🙂

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 7 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

ทำไมเราถึงอยากมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้าน

20181224_lawn

วิหารเทพในเอเธนส์ไม่มีสนามหญ้า

จัตุรัสโรมันไม่เคยมีสนามหญ้า

พระราชวังต้องห้ามในปักกิ่งก็ไม่มีสนามหญ้า

แล้วสนามหญ้ามาได้ยังไง? ทำไมเราถึงอยากได้สนามหญ้าหน้าบ้านกันนัก เพราะถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว มันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังต้องออกแรงดูแลรักษาอีก

เรื่องราวเริ่มจากในช่วงยุคกลางของยุโรป (ค.ศ.500-1500) ที่เหล่าชนชั้นสูงเริ่มมีการปลูกหญ้าไว้รอบบ้าน (เรียกว่าวังหรือคฤหาสน์อาจจะเหมาะกว่า)

ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องตัดหญ้าและหัวสปริงเกอร์รดน้ำ สนามหญ้าพวกนี้จึงต้องใช้คนงานดูแลเป็นจำนวนมาก แถมหญ้าก็เอาไปทำประโยชน์ไม่ได้ เพราะถ้าเอาแกะหรือวัวมาเลี้ยง สนามหญ้าก็จะเสียหายและดูไม่สวยงาม คนส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเป็นชาวนาจึงไม่อาจมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้านได้

การมีสนามหญ้าจึงเป็นการบอกกับชาวโลกว่า ดูสิว่าฉันฐานะดีแค่ไหน มีเงินจ้างคนงานเป็นสิบๆ คนเพื่อมาดูแลหญ้าหน้าบ้านของฉันให้ดูสมบูรณ์งดงามอยู่เสมอ

ในทางกลับกัน ถ้าสนามหญ้าบ้านไหนหญ้าเริ่มเฉาหรือไม่ได้รับการดูแล นั่นก็แสดงว่าครอบครัวชั้นสูงนั้นกำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่าง

200 ปีที่แล้ว เมื่อโลกเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความมั่งคั่งถูกผลัดมือจากชนชั้นสูงไปสู่ “เศรษฐีหน้าใหม่” ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงงาน นายธนาคาร หรือนักกฎหมาย สามัญชนที่มีเงินก็เลยเริ่มมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้านเพื่อแสดงถึงสถานะทางสังคมที่เหนือกว่าเช่นกัน

พอเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 20 ที่บ้านชานเมืองเริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะได้ดีที่สุดก็คือสนามหญ้าหน้าบ้านอันเขียวขจีนี่เอง

ชนชั้นสูงเมื่อพันปีที่แล้วปลูกหญ้าที่ไร้ประโยชน์เพื่อโชว์ออฟว่าบ้านเขามีคนใช้มากมายที่จะดูแลหญ้าเหล่านั้น และพันปีต่อมาสนามหญ้าก็กลายเป็นมรดกตกทอดให้ชนชั้นกลางอย่างเราๆ อยากมีสนามหญ้ากับเขาบ้าง

เราไม่ได้รู้อดีตเพื่อทำนายอนาคต แต่เรารู้อดีตเพื่อที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองจากมันได้

หากบ้านของคุณมีสนามหญ้า และคุณต้องเสียเวลากับการดูแลมันมากเกินไป ลองปลดปล่อยตัวเองจากความคิดว่าบ้านในฝันต้องมีสนามหญ้านะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Homo Deus, A Brief History of Tomorrow by Yuval Noah Harrari

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ผู้ชายมักตายด้วยความดื้อ

20181203_stubborn

ในนิตยสาร all ที่แจกฟรีตาม 7-Eleven ฉบับเดือนธันวาคม คุณนีโน่ เมทนี บุรณศิริ ให้สัมภาษณ์ถึงคุณโอ วรุฒ วรธรรม ผู้ล่วงลับไว้ว่า

“โอเป็นคนที่มีปัญหาแล้วไม่พูด ชอบเก็บไว้กับตัว โอมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตด้วย แต่เขาไม่เชื่อว่าตัวเองป่วย ไม่ยอมกินยา วิธีแก้ปัญหาของโอคือกินเหล้าให้ลืม ซึ่งมันไม่ได้หายไป พอหายเมา โอกลับมาคิดมากเหมือนเดิม ผมอยากบอกว่าถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาด้านสุขภาพจิต คุณควรไปปรึกษาจิตแพทย์ สมัยนี้จิตแพทย์เก่งๆ มีเยอะ แต่คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้ โอเก็บปัญหาไว้กับตัวจนสะสมเรื้อรัง ไม่รู้จะแก้ปัญหาไหนก่อน บางครั้งมันก็สายเกินไป แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

มันทำให้ผมนึกถึงคุณตาของเพื่อนคนหนึ่งที่ป่วยเป็นหวัดแต่ไม่ยอมไปหาหมอ สุดท้ายเป็นโรคปอดบวม อาการทรุด กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และจากไปภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ผมว่าผู้ชายเป็นเพศที่ดื้อกว่าผู้หญิง

อาจเพราะเราได้ยินได้ฟังคำพูดเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กๆ

“เกิดเป็นลูกผู้ชาย ต้องเข้มแข็ง”

“ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กันหรอกนะ”

“ผู้ชายอกสามศอก”

และอะไรอีกต่างๆ นาๆ ที่วาดภาพว่าผู้ชายคือเพศที่แข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว ห้ามแสดงความอ่อนแอ ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่ใช่ลูกผู้ชายตัวจริง

เมื่อความคิดความเชื่อของเราถูกหล่อหลอมมาอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดาที่เราจะประพฤติตนให้สอดคล้องกับความเชื่อนั้นด้วย

ผู้ชาย Gen X และต้น Gen Y ไม่น้อยถึงยังสูบบุหรี่ กินเหล้า เจ้าชู้ แม้จะรู้ดีว่ามีโทษก็ยังทำ เพราะภาพของการสูบบุหรี่ กินเหล้า เจ้าชู้ มันถูกยึดโยงไปกับภาพจำของลูกผู้ชายเท่ๆ ที่เราเห็นกันในโรงหนังไปเรียบร้อยแล้ว

แต่มันก็เป็นเพียงค่านิยมของยุคสมัยหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อว่าอีกไม่นานการแสดงออกความเป็นชายจะไม่ได้ผูกติดกับพฤติกรรมเหล่านี้อีกต่อไป

แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราอาจจะสูญเสียเพื่อนหรือญาติไปอีกหลายคนให้กับความดื้อรั้นที่ต้องการจะแสดงออกถึงความเป็น “ลูกผู้ชาย” ผ่านการกระทำที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ครับ

—–

ป.ล. ผมเขียนคอมลัมน์ “มุมละไม” ให้นิตยสาร all ด้วยนะครับ อ่านได้ที่ all-magazine.com หรือขอฟรีก๊อปปี้ได้ที่ 7-Eleven ครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เราทุกคนเป็นนักวิ่งผลัด

20181201_relay

ใครที่ใช้ทางด่วนศรีรัชอยู่เป็นประจำ คงจะพอจะทราบว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกำลังมีโครงการลดค่าทางด่วน 5 บาท สำหรับผู้ใช้ Easy Pass ที่ด่านอโศก 4 (ด่าน 50 บาท) ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน โดยเริ่มต้นวันที่ 1 พ.ย. ไปจนถึง 28 ธ.ค. 2561

วันนี้แคมเปญดำเนินมาได้ครึ่งทางพอดี ผมจึงสอบถามไปยังการทางพิเศษ และได้ข้อมูลมาดังนี้

ก่อนเริ่มแคมเปญ มีคนใช้ Easy Pass ด่านอโศกชั่วโมงเร่งด่วน เฉลี่ย 7907 คัน คิดเป็น 51.4% (จ่ายเงินสด 7475 คัน)

ในเดือนที่ผ่านมา มีคนใช้ Easy Pass เฉลี่ย 8128 คัน คิดเป็น 52.15% (จ่ายเงินสด 7458 คัน)

โดยเป้าหมายของการทางพิเศษคืออยากให้คนหันมาใช้ Easy Pass ถึง 60% หรือต้องมีรถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass อีกประมาณ 1500 คัน

ใครยังไม่ได้ใช้ Easy Pass ขอเชียร์ให้ลองออกไปซื้อกันนะครับ วันนี้วันหยุด รถไม่เยอะ วิ่งผ่านด่านแล้วชิดซ้ายจอดรถลงไปซื้อได้เลย หรือใครไม่อยากเสียค่าทางด่วนก็ไปจอดรถที่ลานจอดรถด่านอโศก 4 แล้วเดินขึ้นบันไดไปซื้อบัตรได้เช่นกันครับ https://goo.gl/rLVAy1

—–

หนึ่งเดือนที่แล้ว ก่อนที่แคมเปญนี้จะเริ่ม ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการด้วย

ตอนที่นักข่าวถามความเห็นผมว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้มีส่วนจุดประกายให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา ผมตอบว่าผมรู้สึกเหมือนพวกเราเป็นนักวิ่ง 4×100

ผมเริ่มจุดประเด็นนี้ขึ้นมาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ด้วยการเขียนบล็อกเชียร์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน เพื่อบรรเทาปัญหารถติดบนทางด่วนพระราม 9

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ คุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ แห่งเพจคิดด้วยภาพ The Back of the Napkin Thailand ก็นำเรื่องราวมาเล่าเป็นภาพจนมีคนแชร์ไปสามพันกว่าครั้ง

และในเดือนมิถุนายน คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคก็นำเนื้อหาไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูถึงสี่แสนคน

พอปลายเดือนตุลาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็คลอดแคมเปญนี้ออกมา

ผมเป็นไม้หนึ่ง คุณโหน่งเป็นไม้สอง คุณหนุ่ยเป็นไม้สาม และการทางฯ เป็นไม้สี่

และผมว่าประชาชนที่อยู่ละแวกเดียวกับผม จะช่วยกันเป็นไม้ห้า ไม้หก และไม้ต่อๆ ไป

การที่แต่ละคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาวิ่งผลัดในทีมเดียวกันได้ ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ความถนัดและความสามารถที่ตัวเองมีเพื่อทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ผมว่ามันเป็นสิ่งสวยงามนะครับ

ยิ่งตอนนี้โลกของเราเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ต เราทุกคนจึงเป็นนักวิ่งผลัดไปโดยปริยาย

ไม้วิ่งผลัดที่เราส่งต่อกันอาจเป็นข่าวลวง เสียงก่นด่า หรือเรื่องราวที่ไม่สร้างการผลิตก็ได้

หรือมันอาจจะเป็นความรู้ เสียงหัวเราะ หรือแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างก็ได้

ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นนักวิ่งผลัดได้แล้ว ผมก็ได้แต่หวังว่าเราจะเลือกส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กันและกัน

เพราะสุดท้าย คนเราน่าจะเกิดมาเพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นและชีวิตของตนเองดีขึ้นไม่ใช่หรือ?

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ก่อนจะเห็นโฆษณา ชีวิตก็โอเคดี

20181125

แต่พอได้เห็นโฆษณาเท่านั้นแหละ ชีวิตเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที

โฆษณาในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะในทีวีนะครับ แต่หมายถึงในเว็บ ในไลน์ ในเฟซบุ๊ค ในไอจี รวมถึงในบทสนทนาของเพื่อนด้วย

โลกเราถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม และหัวใจของทุนนิยมคือการเจริญเติบโต และวิธีเดียวที่จะเติบโตได้คือการรณรงค์ให้ผู้บริโภคซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ

“ของมันต้องมี” จึงกลายเป็นวาทกรรมแห่งยุค เมื่อคนอื่นเขามีกัน ฉันเลยต้องมีบ้าง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉันก็อยู่มาได้ตั้งนานโดยไม่ต้องมีมัน

“ความจำเป็น” (need) ของสินค้าต่างๆ ล้วนถูกปรุงแต่ง (fabricated) ขึ้นทั้งนั้น

ไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อ แค่อยากเตือนให้รู้เท่าทันถึงกลไก

จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้เขาปั่นหัวเล่นได้ตามอำเภอใจครับ

Easy Pass ด่านอโศก ลด 5 บาทแล้วนะครับ

20181031_easypass

สวัสดีครับ

เมื่อวานนี้ผมได้ไปร่วมงานแถลงข่าวของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะออกแคมเปญดังนี้

  • ผู้ใช้ Easy Pass วิ่งผ่านด่านอโศก ลดราคาจาก 50 บาทเหลือ 45 บาท
  • เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนคือ 6.00-9.00 ในวันธรรมดา
  • บัตร MPass ก็ลดเช่นกัน
  • เริ่ม 1 พ.ย. – 28 ธ.ค. 2561

เหตุผลที่ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน เพราะเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความ “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!” เอาไว้ ซึ่งผมเสนอว่าถ้าเรารณรงค์ให้คนที่ใช้ทางด่วนด่านอโศกในชั่วโมงเร่งด่วนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่ม 3,000 คัน จะบรรเทารถติดไปได้ไม่น้อย

ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์บทความนี้ รวมถึงคุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ เจ้าของเพจคิดด้วยภาพ The Back of thee Napkin Thailand ที่นำเรื่องราวมาเล่าใหม่ให้เข้าใจได้ง่าย จนถึงหู (ถึงตา) คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคที่นำไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูหลายแสนคน  และน่าจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยคลอดแคมเปญนี้ออกมา

มีสามประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในบทความนี้

1. ทำไมการทางพิเศษถึงทำแค่ด่านเดียว?
การทางพิเศษมีสัญญาสัมปทานผูกมัดอยู่ จึงไม่อาจลดแลกแจกแถมตามอำเภอใจได้ รายได้ที่ต้องแบ่งให้กับ BEM (ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง BMCL หรือ รถไฟฟ้ากรุงเทพ กับ BECL หรือ ทางด่วนกรุงเทพ) ต้องไม่กระทบ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ การทางพิเศษจะถือว่าเป็นงบการตลาด

ถ้าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ผมคิดว่าการทางพิเศษจะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 6000 คัน x 5 บาท x 40 วันทำงาน = 1.2 ล้านบาท ซึ่งผมว่าไม่มากไม่น้อยเกินไปสำหรับการลองชิมลาง เพราะแม้ว่าจะมีคนใช้ Easy Pass เพิ่มก็อาจจะยังติดอยู่ดีก็ได้  แต่ถ้าทำแล้วส่งผลดี เขาก็จะได้มีงบเหลือไปลองทำกับด่านอื่นๆ ดูบ้าง

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 คือพื้นผิวการจราจรที่มีไม่เพียงพอ รวมถึงการจัดการจราจรด้วย (มีรถที่ผ่านด่าน 25 บาทมาแล้วต้องเบี่ยงซ้ายลงพระราม 9 ในขณะที่ก็มีรถที่มาจากทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ที่ต้องการเบี่ยงขวาเข้าเส้นทางหลัก ทำให้บางทีตำรวจต้องหยุดการจราจรและทำให้รถติดไปจนถึงด่าน 25 บาท)

2. ที่ต้องทนใช้เงินสดเพราะต้องนำใบเสร็จไปเบิกบริษัท
มีหลายบริษัทเปิดให้พนักงานนำ “รายงานข้อมูลการใช้บัตร” Easy Pass มาเบิกได้แล้วนะครับ หน้าตาประมาณนี้ครับ

2018-10-31 07_11_02-EasyPassUsage_2018-10-31_07_10_56.pdf

ซึ่งผมว่าน่าเชื่อถือและจัดการง่ายกว่าใบเสร็จที่ได้จากการจ่ายเงินสดอีก

ลองไปคุยกับทีมบัญชีหรือเจ้าของบริษัทดูว่าใช้แทนใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีได้มั้ย

ผมว่าถ้าใส่ความยืดหยุ่นลงไปซักหน่อย มันควรจะทำได้ และสำหรับบริษัทมันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเมื่อคำนึงถึงเวลาและสุขภาพจิตของพนักงานที่ได้กลับคืนมาจากการใช้ Easy Pass

สำหรับคนที่มี Easy Pass ผมทำวิธีการไว้ให้แล้วที่ bit.ly/easypassregistration ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีครับ

สำหรับคนที่ยังไม่มี Easy Pass ก็ซื้อตอนเย็นขากลับจากทำงานก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องรีบ ผ่านด่านอโศกแล้วก็ชิดซ้ายเดินลงไปซื้อได้เลย

3. ไม่อยากเอาเงินไปกองไว้ใน Easy Pass ให้คนอื่นเอาไปทำประโยชน์
ผมแปลกใจเหมือนกันที่มีคนคิดอย่างนี้จำนวนไม่น้อย เอาเป็นว่าทีม PR ของการทางพิเศษที่ผมคุยด้วยเมื่อวาน บอกว่าเงินที่คุณเติมเอาไว้ การทางพิเศษไม่สามารถนำไปใช้ได้จนกว่าจะมีการใช้งานจริงครับ (แม้กระทั่งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก็ยังเอาไปใช้ไม่ได้) เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งนั้น ยกเว้นคนที่ใช้ Easy Pass

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี เรายอมจ่ายเงินเป็นหมื่นเพื่อซื้อมือถือดีๆ ยอมจ่ายเงินเป็นพันเพื่อกินอาหารดีๆ แต่ทำไมเราถึงไม่ยอมจ่ายเงิน 500 บาทใส่ไว้ใน Easy Pass เพื่อให้ได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น?

การเอาเงินสองหมื่นไปซื้อไอโฟน ก็คือการเอาเงินไปกองไว้เหมือนกัน แล้วเราก็ค่อยๆ ถอนทุนคืนด้วยการใช้งานมันทุกวันเป็นเวลาสองปีก่อนจะเปลี่ยนมือถือใหม่

เงินคือสิ่งที่เราเอาพลังชีวิตไปแลกมันมา ดังนั้นการใช้เงิน 500 บาทซื้อพลังชีวิตกลับคืนมาก็น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่านะครับ

แน่นอนว่า Easy Pass ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย พอแก้ตรงนี้ได้ปุ๊ป เดี๋ยวก็คงเจอปัญหาใหม่ให้แก้เพิ่มเติม แต่นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เริ่มก้าวแรกแล้ว ผมและคุณหนุ่ยได้ใช้ทักษะและความสามารถที่เรามีจุดประเด็นนี้ขึ้นมา และการทางพิเศษก็ได้ริเริ่มทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้ว

ก็เหลือแต่คนขับรถแล้วว่าจะเลือกทางไหน

จะบ่นเฉยๆ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาต่อไป

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทางออกครับ

ข้อเท็จจริงไม่สำคัญเท่าความเชื่อ

20181021_facts

ก่อนจะจบมหาวิทยาลัยผมอยากจะหาเงินเข้าชมรมดนตรี เลยเอาเพลงที่ตัวเองและน้องๆ แต่งกันมาอัดกันง่ายๆ และไรท์ลงซีดี

เราทำปกซีดีและพิมพ์สติ๊กเกอร์แปะทับบนซีดีด้วย ส่วนกล่องซีดีก็ใช้แบบบางเฉียบให้ดูวัยรุ่น ทำออกมา 200 แผ่นก็ขายให้นักศึกษาจนหมดเกลี้ยง ได้เงินมาซื้อกลองชุดและแอมป์ให้ชมรมดนตรีสมความตั้งใจ

แต่ผมก็ได้ยินเสียงบ่นจากคนที่ซื้อซีดีไป (คงมีบางคนสงสัยจึงลองแกะสติ๊กเกอร์ดู) ว่าไม่น่าใช้แผ่น Princo เลย

ครับ พวกเราไรท์ซีดีโดยใช้แผ่น Princo ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นยี่ห้อที่ดังที่สุด ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง

Princo สมัยนั้นมีหลายเกรดด้วย แผ่นเปล่าตกราคาตั้งแต่แผ่นละ 5 บาทถึงเกือบ 20 บาท ผมมั่นใจว่าเราไม่ได้ใช้รุ่นต่ำสุดแน่ๆ แต่ภาพจำของคนก็คือ ซีดี Princo เป็นยี่ห้อที่ถูกที่สุด เกลื่อนตลาดที่สุด มันจึงดูเหมือนเราทำสินค้าโดยไม่ลงทุนเท่าไหร่ เขาบอกว่าทำไมไม่ใช้แผ่นมียี่ห้ออย่าง Sony หรือ maxell จะได้รู้สึกดีหน่อย

ผมพยายามจะอธิบายว่าเราใช้ Princo คุณภาพดีนะ แถม Princo ก็เล่นได้กับทุกเครื่องด้วย ไม่เหมือนแผ่นยี่ห้ออื่นๆ ที่ใช้กับบางเครื่องแล้วจะเปิดไม่ได้

แต่คำอธิบายเหล่านี้ไม่เป็นผล เพราะคนเชื่อและเสียความรู้สึกไปแล้วว่าเราใช้ของถูก

ผมจึงพบความจริงที่ว่า การที่เราไปโฟกัสกับการอธิบายข้อเท็จจริง บางทีมันก็ไม่ช่วยอะไร เพราะข้อเท็จจริงนั้นไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อคนได้

ไม่ใช่แค่ความเชื่อในเรื่องยี่ห้อซีดี แต่ยังหมายรวมถึงความเชื่อในตัวบุคคลอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ คุณทักษิณ พลเอกประยุทธ์ กำนันสุเทพ และคุณธนาธรด้วย

หรือความเชื่อว่าโลกแบน (theflatearthsociety.org) และความเชื่อว่าการไปเหยียบดวงจันทร์เป็นเรื่องหลอกลวงนั่นก็ใช่

เมื่อคนเราเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว การเอาข้อมูลที่ตรงกันข้ามไปใส่ให้เขามากขึ้น มีแต่จะทำให้เขายึดถือความเชื่อของตัวเองยิ่งกว่าเดิม

เพราะข้อเท็จจริงนั้นมีหลายด้านเสมอ

ความเชื่อ + ข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้น = ความจริงของคนๆ นั้น

แล้วจะเปลี่ยนความเชื่อเขาอย่างไร?

ผมเองไม่มีความสามารถพอที่จะชี้ทางออก ได้แต่ชี้ทางเข้า เพื่อที่คราวหน้าเราจะได้เห็นและรู้ตัว

จะได้ไม่เสียแรงหรือเสียเวลาไปกับการพยายามเปลี่ยนใจคนมากจนเกินไปครับ