ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ 80% แนะนำ

20200215

โฆษณาแบบนี้ถูกแบนในอังกฤษนะครับ

ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นข้อมูลเท็จหรือคลาดเคลื่อน แต่เพราะมันชวนให้คนอ่านเข้าใจผิด (misleading)

พอเราเจอประโยค “ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ 80% แนะนำ” เราจะคิดทันทีว่า ทันตแพทย์ 80% แนะนำยาสีฟันยี่ห้อนี้ ส่วนทันตแพทย์อีก 20% เท่านั้นที่แนะนำให้ใช้ยี่ห้ออื่น ดังนั้นยาสีฟันยี่ห้อนี้ย่อมเหนือกว่ายาสีฟันยี่ห้ออื่นอยู่หลายขุม

แต่ในความเป็นจริงก็คือ ในแบบสอบถามนั้นทันตแพทย์สามารถแนะนำได้มากกว่า 1 ยี่ห้อ!

นั่นหมายความว่า จำนวน % ทั้งหมดสามารถบวกได้เกิน 100

สถานการณ์แบบนี้จึงเกิดขึ้นพร้อมกันได้สบายๆ

ยาสีฟันยี่ห้อ A ทันตแพทย์ 80% แนะนำ
ยาสีฟันยี่ห้อ B ทันตแพทย์ 75% แนะนำ
ยาสีฟันยี่ห้อ C ทันตแพทย์ 90% แนะนำ

A B C แม้จะแตกต่างกันแต่ก็เพียง 10-15% เท่านั้น ไม่ได้มากอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจจากคำโฆษณาแบบด้านบน

อังกฤษจึงไม่ยอมให้เกิดโฆษณาแบบนี้ เพราะแม้จะไม่ผิด แต่ก็ส่อเจตนาไม่ตรงไปตรงมาอยู่ดี

ครั้งต่อไป หากเห็นสินค้าตัวไหนที่โฆษณาตัวเลขดีผิดหูผิดตา ลองคิดเผื่อดูนะครับว่ามันตีความเป็นแบบอื่นได้รึเปล่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Ganesh Prasad’s answer to What is your favorite example of abuse of statistics? 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

10 เรื่องสุดคูลของสวีเดน

20200122

1. สวีเดนมีทะเลสาบ 100,000 แห่งและเกาะ 267,000 เกาะ ประมาณ 33,000 เกาะอยู่ล้อมรอบสต๊อคโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน

2. พื้นที่ตอนเหนือของสวีเดนจะอยู่ใกล้ขั้วโลก ในหน้าร้อนอุณหภูมิจะแกว่งระหว่าง 30 และ -40 องศา

3. สวีเดนไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น ไม่เคยเข้าร่วมสงครามโลก และไม่ทำสงครามกับใครมา 200 ปีแล้ว กองทัพของสวีเดนเล็กมาก คนสวีเดนจึงไม่ได้เคารพหรือเกรงกลัวทหาร

4. 3 ใน 4 ของชาวสวีเดนไม่นับถือศาสนา

5. IKEA H&M Spotify Skype Electrolux Volvo Ericsson ล้วนเป็นแบรนด์จากสวีเดน

6. 99% ของขยะในสวีเดนถูกนำไปรีไซเคิล แถมยังนำเข้าขยะจากนอร์เวย์และฟินแลนด์เพื่อรีไซเคิลอีกด้วย

7. ถ้าป่วยจนต้องแอดมิท ค่านอนโรงพยาบาลตกคืนละ 255 บาท คนสวีเดนหนึ่งคนจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่เกินปีละ 3200 บาท หากเกินกว่านั้นรัฐบาลจะออกให้ทั้งหมด

8. พ่อแม่มือใหม่ชาวสวีเดนลาเลี้ยงลูกได้ 480 วันโดยได้เงินเดือนเต็มจำนวน

9. ชาวสวีเดนเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาเอก

10. รัฐบาลจ่ายค่าขนมให้เด็กมัธยมเดือนละ 5700 บาท และถ้าบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนและป้ายรถเมล์ นักเรียนสามารถนั่งแท๊กซี่ไปโรงเรียนได้ทุกวันแล้วมาเบิกค่าใช้จ่ายกับรัฐบาลตอนสิ้นเดือน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora และ Reddit

Time Management Workshop รุ่นที่ 15 เช้าวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. เหลือ 3 ที่นั่ง ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/time22feb20

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

5 ความคลาสสิกยุค 90’s ที่หาไม่ได้ในยุค 20’s

20200112

ช่วงปี 2000-2019 ภาษาอังกฤษไม่มีชื่อย่อให้เราเรียกได้ง่ายๆ

แต่หลังจากรอคอยมา 20 ปี ตอนนี้เราก็ได้เดินทางถึงยุค “ทเวนตี้ส์” (20’s) แล้ว

ผมเองเติบโตมาในยุคไนน์ตี้ส์ (90’s) ซึ่งคิดกลับไปกี่ทีก็รู้สึกว่ายุคนั้นมันมีเสน่ห์บางอย่างที่ช่วง 2000-2019 ไม่มี เลยอยากจะขอระลึกความหลังกันหน่อยครับ

1. แกรมมี่แข่งกับอาร์เอส

ยุค 90’s คือยุคที่แกรมมี่กับอาร์เอสคือมหาอำนาจทางดนตรีในประเทศไทย สองค่ายผลัดกันส่งศิลปินออกมาซัดกันแบบมวยถูกคู่

เจ เจตริน แข่งกับ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง
มอส ปฏิภาณ แข่งกับ เต๋า สมชาย
UHT แข่งกับ ลิฟท์กับออย
นัท มีเรีย แข่งกับ ปุ๊กกี้
Teen 8 Grade A แข่งกับ The Next Generation
งานซนคนดนตรี นานที 10 ปีหน แข่งกับ RS Unplugged ดนตรีนอกเวลา

บางคนเชียร์แกรมมี่ บางคนเชียร์อาร์เอส แต่ที่แน่ๆ คือทุกคนร้องเพลงทั้งสองค่ายได้เกือบทุกเพลง

เรารอฟังเพลงใหม่ๆ ทางคลื่นวิทยุ รอดูมิวสิกวีดีโอตัวใหม่ทางรายการของค่ายที่มาตอนดึกๆ ต้องถ่างตารอให้ละครจบบวกรายการอีกอย่างน้อยสองรายการกว่าจะได้ดูพี่เบิร์ดออกมาขว้างบูมเมอแรงให้เราเห็นเป็นครั้งแรก

2. โทรหาสาวไปที่โทรศัพท์บ้าน

สมัยก่อนไม่มีมือถือ การจะจีบผู้หญิงคนหนึ่งต้องใจถึงพอสมควร คือต้องโทร.ไปที่บ้านเขา รอสายไปหัวใจเต้นแรงไป และเมื่อเสียงปลายสายรับก็มักจะเป็นเสียงผู้ใหญ่

“ขอสายผิงครับ”

“จากใครคะ” (เสียงคุณแม่)

“จากรุตม์ครับ เป็นเพื่อนที่โรงเรียนครับ”

แล้วเราก็ต้องกลั้นใจว่าเขาจะให้คุยรึเปล่า ซึ่งจริงๆ ก็ให้คุยเกือบทุกทีนะ ยกเว้นว่าเค้าจะไม่อยู่บ้าน

มีอีกสามเรื่องความคลาสสิกที่เกี่ยวพันกัน

หนึ่ง ถ้าบ้านมีโทรศัพท์หลายเครื่อง (แต่ใช้เบอร์เดียวกัน) พอมีใครยกหูขึ้น เราก็ต้องระวังว่าเขาแอบฟังเราอยู่รึเปล่า

สอง บางครั้งเมื่ออยู่นอกบ้าน อยากโทร.หาก็ต้องไปต่อคิวโทรศัพท์สาธารณะ หยอด 1 บาทคุยได้ 3 นาที คุยนานก็ไม่ได้เพราะเกรงใจคนที่ต่อคิวอยู่นอกตู้

สาม ถ้าใครไฮโซหน่อยก็จะมีเพจเจอร์ เราสามารถโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ของแพ็คลิงค์เพื่อฝากข้อความถึงคนที่เราคิดถึงได้

3.ทำอัลบั้มรวมฮิตใส่เทปคาสเซ็ท

ตอนนั้นไม่มี MP3 และไม่มี Streaming เราจะฟังเพลงผ่านเทปคาสเซ็ทหรือถ้ารวยหน่อยก็ซื้อ CD จำได้ว่าซีดีสมัยนั้นแผ่นละ 450 บาท ในยุคที่บะหมี่เกี๊ยวชามละ 15 บาท

หนึ่งในสิ่งที่วัยรุ่นนิยมทำกันคือ “สร้างอัลบั้มของตัวเอง” ด้วยการเอาเพลงจากหลายๆ ที่มาใส่ไว้ในเทปม้วนเดียว

กระบวนการคือใช้เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทที่ใส่เทปได้สองฝั่ง เราต้องใส่เทปที่มีเพลงที่เราชอบไว้ด้านนึง และใส่เทปเปล่าไว้อีกด้านนึง จากนั้นจึงเปิดเพลงที่เราชอบ และกดอัดเพลงนั้นลงในเทปเปล่า จบเพลงก็ต้องกด stop เพื่อจะได้เพลงมาหนึ่งเพลง แล้วเราก็เปลี่ยนเทปต้นทางเพื่ออัดเพลงที่ 2 ทำซ้ำอย่างนี้ไปอีก 15 รอบ เทปเปล่าของเราก็จะกลายเป็นอัลบั้มรวมฮิตที่เราเก็บไว้ฟังเองหรือเอาไปให้คนที่เราอยากให้ฟัง

4. เขียนจดหมายหยอดตู้ไปรษณีย์

สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการจะส่งอีเมลหรือทำ LINE Video Call ก็ไม่ต้องพูดถึง ถ้าใครไปอยู่ต่างประเทศ การจะโทรทางไกลกลับประเทศก็นาทีละ 40 บาท ดังนั้นการสื่อสารที่ดีที่สุดคือการเขียนจดหมาย

สมัยเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ ผมเคยเขียนจดหมายฉบับละหลายหน้ากระดาษ A4 ถ้าเขียนผิดก็ต้องใช้ลิควิดเปเปอร์ลบ ห้ามป้ายหนาเกินไปไม่งั้นมันจะเละและเขียนทับไม่ได้ เขียนเสร็จก็พับจดหมายใส่ซอง ปั่นจักรยานไปไปรษณีย์ให้เค้าชั่งน้ำหนักจดหมายเพื่อคำนวณว่าจะต้องเสียค่าแสตมป์เท่าไหร่

เมื่อส่งไปแล้วก็รอคอยจดหมายตอบกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ อย่างเร็วที่สุดก็ประมาณ 3 สัปดาห์ ผมจะต้องเดินไปหน้าบ้านทุกเช้าเพื่อค่อยๆ เปิดตู้จดหมายดูว่ามีอะไรมาส่งบ้างรึเปล่า วินาทีที่เห็นว่ามีซองจดหมายที่มีชื่อเราจ่าหน้าซองอยู่ หัวใจมันพองโตกว่าการได้รับอีเมลประมาณหนึ่งร้อยเท่า

5. ตั้งวงดนตรีกับเพื่อน

สมัยนั้นใครเอากีตาร์ Ovation หลังเต่ามาโรงเรียนจะดูคูลมาก เพลงอะคูสติกที่คนหัดเล่นกีตาร์ทุกคนใฝ่ฝันว่าอยากเล่นให้ได้คือเพลง More Than Words ซึ่งดังมาจากโฆษณาเกงเกงยีนส์ Lee

เพื่อนผู้ชายของผมหนึ่งในสามจะมีวงของตัวเอง นัดกันไปซ้อมตามห้องซ้อม เล่นกันก็ไม่ค่อยจะเอาอ่าวหรอกแต่สนุกดี เล่นเสร็จก็หารค่าห้องแล้วไปหาอะไรกินกันต่อ

ถ้าจะเล่นเพลงฝรั่ง แค่จะหาเนื้อร้องก็ยากแล้วเพราะเทปเพลงฝรั่งมันไม่ค่อยจะมีเนื้อร้องแถมมาให้เหมือนเทปเพลงไทย ส่วนการแกะเพลงก็ต้องลำบากกรอเทปซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเทปยาน (เด็กสมัยนี้จะเข้าใจคำว่าเทปยานมั้ย?)

สมัยนั้นเราจะมีฮีโร่ให้ยึดเหนี่ยวหลายวง ถ้าเป็นวงฝรั่งก็เช่น Guns N’ Roses , Bon Jovi, Radiohead, Oasis, Blur, Nirvana, Red Hot Chilli Peppers หรือถ้าจะอยากจะดูเหนือชั้นจริงๆ ก็ต้องเล่น Dream Theater

ส่วนเพลงไทยตอนนั้นก็เป็นยุคที่ดนตรีอัลเตอร์เนทีฟเฟื่องฟู ทางคอร์ดง่ายๆ ใส่เอฟเฟ็คกีตาร์ distortion ไปหน่อยก็เพราะแล้ว เพลงยอดฮิตที่เรามักจะเอามาซ้อมกันในห้องซ้อมก็เช่น “บุษบา” ของโมเดิร์นด็อก “ไม่เป็นไร” ของพี่ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ “ดีเกินไป” ของสไมล์บัฟฟาโล่ “อึ๊ม…ดาว” ของวง Imp ซึ่งได้รองชนะเลิศ Hot Wave Music Award ส่วนวงที่ชนะเลิศในปีเดียวกันนั้นชื่อวงละอ่อน มีนักร้องชื่ออาทิวราห์ คงมาลัย

—–

ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ยุค 90’s มันพิเศษกว่ายุคก่อนๆ ก็เพราะว่ามันเป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” พอดี มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตเราสบายขึ้นแต่ก็ยังต้องออกแรงอยู่ มีฮีโร่ให้ยึดเหนี่ยว มีเพลงจากสองค่ายใหญ่ที่เราได้ฟังทุกวันจนผูกพันกับศิลปินเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสมัยนี้ความสัมพันธ์แบบนั้นมันเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะเรามีทางเลือกเยอะจนทำให้ความสนใจของเราต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งสั้นลงไปทุกที

ผมเล่ามาแค่ 5 เรื่องที่คลาสสิกสำหรับผมเพราะผมได้สัมผัสกับมันโดยตรง เชื่อว่าน่าจะมีอีกหลายสิบเรื่องที่เป็นความทรงจำยุค 90’s ใครคิดอะไรออกก็นำมาแชร์ตรงนี้ได้เลยแล้วผมจะคัดสรรบางส่วนมาอัพเดตในบทความนี้นะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

10 ขั้นตอนการดูแลสามีในยุค 1950’s

20191210

อ่านเจอเนื้อหาที่ตัดมาจากในหนังสือเรียน “คหกรรมศาสตร์” (Home Economics) หรือการเป็นแม่บ้านที่ดีจากยุค 50’s ของฝรั่ง

คิดว่าน่าสนใจดี เลยคัดบางช่วงตอนมาให้อ่านกันครับ

เคล็ดลับการดูแลสามี

เตรียมอาหารเย็นไว้ให้พร้อม
วางแผนล่วงหน้าในการทำอาหารเย็นอร่อยๆ ไว้ให้สามี ผู้ชายส่วนใหญ่จะหิวโซเมื่อกลับถึงบ้าน ดังนั้นอาหารดีๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

เตรียมตัวเองให้พร้อม
พักสัก 15 นาที เพื่อที่คุณจะได้สดชื่นเมื่อสามีกลับมาถึง เติมแป้งหน่อยก็ดี ผูกโบว์ตรงผมด้วยก็เยี่ยม ทำตัวให้ร่าเริงและน่าสนใจกว่าปกติ วันที่น่าเบื่อของเขาจำเป็นต้องมีตัวช่วย

อย่าปล่อยให้รก
เดินสำรวจบ้านอีกรอบ เก็บหนังสือ ของเล่น เศษกระดาษ ฯลฯ เช็ดโต๊ะให้สะอาด สามีจะได้รู้สึกเหมือนกลับสู่สวรรค์ที่ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เตรียมความพร้อมของลูกๆ
ล้างมือล้างหน้าของลูก หวีผมให้ลูก และถ้าจำเป็นก็เปลี่ยนชุดให้ลูกด้วย

กำจัดเสียงหนวกหู
อย่าให้มีเสียงเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจานหรือเครื่องดูดฝุ่น บอกลูกๆ ว่าอย่าส่งเสียงดัง ต้อนรับสามีด้วยยิ้มที่อบอุ่นและจงแสดงความดีใจที่ได้เจอเขา

สิ่งที่ไม่ควรทำ
อย่าทักทายเขาด้วยการพูดถึงปัญหาหรือพร่ำบ่น อย่าบ่นถ้าเขากลับบ้านช้า ให้มองว่ามันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาต้องเจอมาทั้งวัน

ช่วยให้เขาผ่อนคลาย
ให้เขาได้นั่งเก้าอี้นุ่มๆ หรือบอกให้เขาไปนอนเล่นบนเตียงก็ได้ เตรียมเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือเย็นๆ ไว้ให้พร้อม จัดหมอนให้เข้าที่และเสนอว่าจะช่วยถอดรองเท้าให้เขา พูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้ม นุ่ม ปลอบประโลม และน่าฟัง

ฟังเรื่องที่เขาเล่า
คุณอาจมีเรื่องอยากบอก แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ จงให้เขาได้พูดก่อน

ให้ค่ำคืนนี้เป็นของเขา
อย่าบ่นถ้าเขาไม่ได้พาคุณออกไปกินข้าวนอกบ้าน แต่จงพยายามเข้าใจโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันที่เขาต้องประสบมา

เป้าหมาย
จงพยายามทำให้บ้านเป็นที่แห่งความผาสุขที่สามีของคุณจะกลับมาชาร์จแบตทั้งทางร่างกายและจิตใจ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Image Magazine 10 Tips To Look After Your Husband From A 1950s Schoolbook Is Exactly What Your Marriage Has Been Missing 

ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา

20191129b

นี่เป็นคำถามที่ผมสงสัยมานานแล้ว และเคยพยายามคิดคำตอบเอาเองในบทความเรื่อง “ความตรงต่อเวลาของฝรั่ง”

วันนี้ได้อ่านเจอบทความอีกชิ้นหนึ่งที่ฝรั่งเป็นคนมาตอบคำถามข้อเดียวกันนี้ ผมคิดว่าน่าสนใจมาก เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

—–

คำถาม: วัฒนธรรมอะไรของคนไทยที่คนต่างชาติรู้สึกว่าแปลกประหลาด?

คำตอบโดย Charissa Enget (นักศึกษาปริญญาโทที่อยู่เมืองไทยมาตั้งแต่ปี 2018)

ผู้หญิงไทยคนหนึ่งให้ฉันดูภาพ 3 ภาพ และให้ฉันบรรยายภาพทั้งสามแบบคร่าวๆ

ภาพแรกเป็นตัวการ์ตูน Peppa Pig นั่งอยู่ในห้องเรียน ฉันบรรยายไปว่าในห้องมีเด็กนักเรียนอยู่ 8 คน นาฬิกาบอกเวลา 4 โมงเย็น ฉันเลยรู้สึกว่ามันแปลกๆ ที่พวกเด็กๆ ยังอยู่ที่โรงเรียนกัน

ภาพที่สองเป็นภาพผู้ชายยืนอยู่ในห้องนอน หน้าตาเขาดูเศร้าๆ ส่วนภรรยาของเขาก็กำลังร้องไห้อยู่ในห้องน้ำ นาฬิกาบอกเวลา 12 นาฬิกา ฉันเลยคิดว่านี่น่าจะเที่ยงคืนแล้ว และทั้งคู่คงทะเลาะกันจนยังไม่ได้เข้านอน

ภาพที่สามเป็นภาพของครอบครัวกำลังนั่งกินข้าวด้วยกัน เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เลข 6 ฉันเลยบรรยายว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลา 6 โมงเย็น พวกเขากำลังรับประทานอาหารเย็นด้วยกันหลังเลิกเรียน ฉันพูดถึงชุดที่เขาใส่และเฟอร์นิเจอร์ในครัว

หลังจากที่ฉันบรรยาย 3 ภาพนี้จบ ผู้หญิงที่ถามฉันก็อธิบายเหตุผลให้ฟัง

“เรากำลังศึกษาว่าคนต่างชาติคิดถึงเวลาอย่างไรเมื่อเทียบกับคนไทย คุณสังเกตเห็นนาฬิกาและพูดถึงเวลาในทุกๆ ภาพ ซึ่งตรงกับคนต่างชาติอีก 95% ที่เราได้คุยด้วย แต่พอเราเอาภาพนี้ให้คนไทยดู มีเพียง 20% เท่านั้นที่พูดถึงเวลา”

คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อเวลา ที่มหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนอยู่ คลาสทุกคลาสจะเริ่มช้า 15 นาทีเสมอ เดดไลน์ต่างๆ มักจะต่อรองได้ คนมาสาย 1 ชั่วโมงโดยไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไร ฉันช็อคมากตอนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ

นิสัยไม่ตรงต่อเวลาเป็นเรื่องปกติของคนในประเทศเขตร้อน เท่าที่ฉันสังเกต คนฟิลิปปินส์ดูจะมีความตรงต่อเวลาน้อยกว่าคนไทยเสียอีก

หลายคนตั้งสมมติฐานว่ามันเป็นเพราะดินฟ้าอากาศ เวลาเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคนอเมริกันและคนยุโรป ถ้าเราไม่เก็บเกี่ยวพืชผลให้ทันก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน พวกเราก็จะอดตาย ฤดูกาลทั้งสี่นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจนและคอยย้ำเตือนว่าวันคืนกำลังหมุนไปและเหลือเวลาอีกเท่าใดกว่าฤดูหนาวจะกลับมาอีกครั้ง วัฒนธรรมของเราจึงให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลา และมันก็ส่งผลต่อชีวิตเราในทุกแง่มุมตราบจนทุกวันนี้

แต่สำหรับเมืองไทย ฤดูกาลไม่เคยเปลี่ยน ฤดูหนาวไม่เคยมาถึง คนไทยเลยไม่เคยต้องเตรียมอาหารให้พร้อมสำหรับฤดูหนาว ผลไม้และข้าวปลูกได้ทั้งปี อากาศที่ร้อนอย่างสม่ำเสมอทำให้คนไทยไม่ค่อยรู้สึกถึงการผ่านไปของเวลาและรู้สึกว่าอะไรๆ ก็ยังเหมือนเดิม

ด้วยเหตุผลนี้พวกเขาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเวลาเพราะพวกเขามีเวลาเหลือเฟือ ถ้าวันนี้ยังไม่ได้เกี่ยวข้าวก็ค่อยทำพรุ่งนี้ก็ได้

แปลกดีมั้ยที่ความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลสามารถส่งผลต่อวัฒนธรรมได้ถึงเพียงนี้?


ถ้ายังไม่หนำใจ เข้าไปอ่านความเห็นของคนที่ได้อ่านบทความนี้ได้ในตอน ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา (อภิปราย)

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: bit.ly/tgimline

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Charissa Enget’s answer to What are some things about Thai culture that foreigners find absurd?

ภาพโดย Sasin Tipchai จาก Pixabay

โศกนาฏกรรมของหมออยู่เวร

20191020

บทความนี้ผมเขียนขึ้นในฐานะของคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงการการแพทย์เลย

แต่เนื่องจากโดนจุดประกายจากหนังสือเล่มหนึ่ง เลยได้ลองศึกษาเพิ่มเติม และพบว่าถ้าไม่เขียนเรื่องนี้คงไม่ได้

จึงขอมาแบ่งปันข้อมูลและมุมมอง พร้อมทั้งน้อมรับข้อมูลและความคิดเห็นของทุกฝ่ายนะครับ

 


กล้าพอไหม?

ลองคิดภาพว่าคุณเป็นผู้ป่วยที่เพิ่งถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด แสงไฟเหนือเตียงสว่างจ้า พยาบาลหลายคนเดินไปมาขวักไขว่

สักพักคุณก็เห็นหมอที่จะเป็นคนผ่าตัดคุณเดินเข้ามาในห้อง

…พร้อมกับเหล้าหนึ่งกลมในมือ

หมอเปิดฝาขวด ยกเหล้าขึ้นซด 2-3 กรึ๊บ ก่อนจะวางขวดลงแล้วเดินเข้ามาที่เตียงพร้อมหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา

คุณจะกล้าให้หมอคนนี้ผ่าตัดคุณหรือไม่?

คงไม่มีใครยอมให้หมอที่เพิ่งกินเหล้ามาทำอะไรกับร่างกายของเราแน่ๆ

แต่ทราบมั้ยครับว่า หากคนๆ หนึ่งไม่ได้นอนเป็นเวลา 22 ชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานของสมองและร่างกายของคนๆ นั้นจะไม่ต่างอะไรกับคนที่ดื่มเหล้าเมาในระดับที่ถ้าขับรถจะก็โดนจับข้อหาเมาแล้วขับได้เลย


 

ตัวเลขจากลุงแซม

ต้นเหตุสำคัญที่สุดสำหรับการเสียชีวิตของชาวอเมริกัน 3 อันดับแรกได้แก่

1. หัวใจวาย
2. มะเร็ง
3. ความผิดพลาดทางการแพทย์

แพทย์ฝึกหัด 1 ใน 20 คนจะทำให้คนไข้เสียชีวิตเพราะข้อผิดพลาดอันเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอของตัวแพทย์ฝึกหัด

ที่อเมริกามีแพทย์ฝึกหัด 100,000 คน ดังนั้นจะมีผู้ป่วย 5,000 คนที่เสียชีวิตเพราะหมออดนอน

หมอที่ทำงานติดต่อกันมา 30 ชั่วโมงมีโอกาสที่จะพลาดทำเข็มตำตัวเองหรือใช้มีดตัดโดนเนื้อตัวเองเพิ่มขึ้น 73% และมีโอกาสวินิจฉัยผู้ป่วยใน ICU ผิดพลาดเพิ่มขึ้น 460% (พิมพ์ไม่ผิดครับ)

หมออยู่เวรมีโอกาสประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เพิ่มขึ้น 168% หลายครั้งจึงเกิดตลกร้ายที่หมอที่เพิ่งรักษาคนไข้ในห้อง ICU หยกๆ ขับรถกลับบ้านแล้วหลับในจนต้องกลับมาเป็นคนไข้ใน ICU เสียเอง

ถ้าคุณเป็นคนไข้ที่ต้องผ่าตัด และหมอที่ต้องผ่าตัดคุณได้นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมง โอกาสที่หมอจะทำให้อวัยวะของคุณเสียหายหรือทำให้เกิดภาวะตกเลือดจะเพิ่มขึ้นถึง 170% (พิมพ์ไม่ผิดอีกเช่นกัน)

 


 

หมอเวรที่เมืองไทย

ข้อความส่วนหนึ่งจากกระทู้พันทิป:

เคยสงสัยมั้ยครับว่าในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐทำไมเวลาเข้าไปถึงมักจะเห็นแต่หมอเด็กๆ แล้วหมอแก่ๆ เขาไม่มาอยู่กันเหรอ คำตอบคือทุกวันนี้แพทย์ที่ปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐแทบทุกโรงพยาบาลนอกเวลาราชการเกือบ 100% คือแพทย์จบใหม่ครับ

ฟังแล้วดูแย่เนาะ เหมือนหมอที่จบมานานแล้วเป็นหมอที่เชี่ยวชาญแล้วเอาเปรียบน้อง ไม่มาช่วยอยู่เวรห้องฉุกเฉินเลย แล้วอย่างนี้คนไข้จะได้รับการรักษาที่ดีหรือ จริงๆแล้วมันคือวัฎจักรที่เกิดขึ้นเช่นนี้มานานแสนนานแล้ว

เพราะอะไร เวรห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการสำหรับหมอคือเวรที่เป็นเหมือนยาขมครับ นอกจากต้องอดหลับอดนอนแล้ว งานหนัก เหนื่อย แล้วยังต้องมาเครียดปวดประสาทกับปัญหาของคนไข้และญาติ และยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องทางกฎหมายมากกว่าจุดอื่นอีก

ถ้าถามความคิดเห็นของหมอ ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่แทบทั้งหมดไม่อยากอยู่เวรห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการ ดังนั้นวิถีชีวิตของหมอส่วนใหญ่คือเมื่อเรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต ใช้ทุนครบแล้วก็ต้องพยายามไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางเพื่อที่จะได้ทำงานในจุดที่สบายกว่า เครียดน้อยกว่า และที่สำคัญคือได้เงินมากกว่า เพราะทุกคนก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นและต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองเสมอ

แพทย์จบใหม่ทำงานตามเวลาราชการ 8:30-16:30 จากนั้นก็เข้าเวรช่วง 16.30 – 8.30 แล้วก็ทำงานต่อ 8:30-16:30 รวมเวลาทำงาน 32 ชั่วโมง

สัปดาห์หนึ่งอาจต้องอยู่เวรเช่นนี้ 3-4 ครั้ง แพทย์จบใหม่บ้านเราจึงทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 


นิสัยนี้ท่านได้แต่ใดมา?

สงสัยมั้ยครับว่า วัฒนธรรมการอยู่เวร-ทำงานข้ามวันนี่มันเริ่มขึ้นมาได้อย่างไร

จากเพจ รู้ทันหมอ By Dr.P (ซึ่งอ้างอิงกระทู้พันทิปที่เนื้อหาถูกลบไปแล้ว)

ประเทศไทยเรา นำระบบการเทรนนิ่งหลักๆมาจากสหรัฐอเมริกา และเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านั้นเราไม่มีแพทย์เฉพาะทางนะครับ

เป็นเวลาเกือบ 100 ปีตั้งแต่ Osler ริเริ่ม Residency Training

แพทย์ประจำบ้าน หรือ Resident ทำงานหนักมาก รับผิดชอบคนไข้ 24 ชั่วโมง 7 วันต่ออาทิตย์

แทบไม่มีวันหยุด อยู่เวรกันแล้วแต่ปริมาณคนไข้และ house staff

โมเดลนี้ จะคล้ายคลึงกับแพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านของเราในปัจจุบัน

ผมจึงคิดว่า ที่หมอไทยต้องอยู่เวรกันดึกๆ น่าจะได้รับอิทธิพลจากอเมริกาไม่มากก็น้อย

พอผมค้นคำว่า Osler Residency Training ก็พบ Osler Medical Residency ของโรงพยาบาล Johns Hopkins Hospital ที่เราคุ้นหูกันดี โรงพยาบาลนี้ตั้งอยู่ในรัฐ Maryland เมืองบัลติมอร์ (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน) และประกาศว่าเป็นโรงพยาบาลแรกในอเมริกาที่มีโปรแกรมการเรียนการสอนแบบ Residency

Residency แปลว่าการอยู่อาศัย ซึ่งหมายถึงการให้แพทย์ฝึกหัดใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อจะเก็บเกี่ยววิชาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติไปให้ได้มากที่สุด

ซึ่งก็โป๊ะเชะกับสิ่งที่ผมอ่านเจอในหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ที่อธิบายถึงจุดกำเนิดของการทำงานหนักเหนือมนุษย์ของหมอ

เรื่องมันเริ่มต้นจากคุณหมอที่ชื่อว่า William Stewart Halsted ครับ

ฮัลสติดเป็นผู้ก่อตั้ง Surgical Training Program ในโรงพยาบาล Johns Hopkins เมื่อปี 1889

ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของโปรแกรมนี้ ฮัลสติดคาดหวังให้แพทย์ฝึกหัดทำงานแบบ Residency เป็นเวลา 6 ปี และบังคับให้ Residents (“แพทย์ประจำบ้าน”) ทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมง เพราะเขามองว่าการพักผ่อนนอนหลับนั้นเป็นความย่อหย่อน และเป็นการตัดโอกาสการเรียนรู้และการทำงาน

แถมคำพูดของฮัลสติดก็มีน้ำหนักเสียด้วย เพราะเขาเองก็เป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นด้วยการทำงานติดต่อกันหลายวันราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย

แต่จริงๆ แล้วฮัลสติดกุมความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้

ในสมัยวัยหนุ่ม ฮัลสติดได้ทำการวิจัยยาที่น่าจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัดได้

และหนึ่งในยาที่ฮัลสติดศึกษาก็คือโคเคน

ใครที่เคยเสพโคเคน (หวังว่าคงไม่!) หรือดูหนังที่ตัวละครเสพโคเคนอาจจะพอทราบว่า หลังจากที่สูดโคเคนเข้าไปทางจมูกแล้ว หน้าจะชาไปทั้งหน้า ไม่ต่างอะไรกับการโดนหมอฟันฉีดยาชาเกินขนาด

เมื่อศึกษาอย่างจริงจัง ฮัลสติดก็เลยลองใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง

และเพียงไม่นานฮัลสติดก็ติดโคเคนเสียเอง!

หากคุณได้อ่านบทความวิชาการที่ฮัลสติดเขียนลง New York Medical Journal ฉบับวันที่ 12 กันยายน 1885 คุณจะพบว่าบทความนั้นอ่านแทบไม่รู้เรื่อง คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์ไม่น้อยเชื่อว่าฮัลสติดน่าจะเขียนบทความนี้ขณะที่กำลังเสพโคเคนอยู่

แพทย์ที่ได้ร่วมงานกับฮัลสติดหลายคนสังเกตว่าเขามักมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นหายตัวไปเฉยๆ ระหว่างการผ่าตัด ปล่อยให้หมอฝึกหัดจัดการกันเอง หรือบางทีก็มือสั่นจนผ่าตัดเองไม่ได้โดยอ้างว่าเป็นเพราะติดบุหรี่

ฮัลสติดกลัวว่าจะมีคนจับได้ว่าเขาติดโคเคน จึงเข้ารับการบำบัดอย่างลับๆ อยู่บ่อยครั้งโดยใช้ชื่อกลางแทนนามสกุล (William Stewart) แต่ก็ไม่เคยเลิกโคเคนได้เสียที

ครั้งหนึ่งที่เขาเข้ารับการบำบัด ฮัลสติดทรมานกับอาการลงแดงเป็นอย่างมาก หมอจึงอนุญาตให้ใช้มอร์ฟีนบรรเทาอาการปวด ออกจากการบำบัดคราวนั้นฮัลสติดก็เลยติดทั้งโคเคนและมอร์ฟีน!

คนที่ติดโคเคนนั้นมีอาการตื่นตัวเกินคนปกติอยู่แล้ว ฮัลสติดจึงสามารถทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมงราวกับเป็นยอดมนุษย์ แต่สิ่งที่ควรประณามก็คือการที่เขาคาดหวังและบังคับให้นักเรียนแพทย์ที่ Johns Hopkins ทำให้ได้เหมือนอย่างเขา

ฮัลสติดเก็บความลับไว้ได้ดีทีเดียว เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่าฮัลสติดติดยาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตไปแล้วหลายปี

ทิ้งไว้เพียงมรดกให้กับหมอทั่วทั้งอเมริกา และน่าจะรวมถึงหมอในเมืองไทยด้วย นั่นก็คือวัฒนธรรมการทำงานหลายสิบชั่วโมงอันบ้าคลั่งนี้เอง

 


ทางออกคืออะไร?

กลับมาที่เมืองไทย…เราจะทำอย่างไรให้หมอไม่ต้องทำงานหนักผิดมนุษย์มนาอย่างนี้

แน่นอน ปัญหานี้มันไม่ได้แก้กันได้ง่ายๆ เพราะมันซับซ้อนอิรุงตุงนัง จำนวนหมอต่อประชากรของเราน้อย หมอบางส่วนไม่ยอมอยู่เวรเพราะมีคลีนิคต้องดูแล หมอที่เคยผ่านช่วงนรกมาแล้วก็ไม่อยากต้องกลับไปเจออีก หมอไม่น้อยเลือกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนหรือแม้กระทั่งเดินออกจากอาชีพนี้ ซึ่งย่อมทำให้อาชีพหมอขาดแคลนเข้าไปอีก

คำถามก็คือคนอ่านอย่างเราจะช่วยอะไรได้บ้าง?

ที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือดูแลร่างกายตัวเองให้ดี

พี่ตูนบอดี้แสลมเคยบอกว่าการที่แกออกมาวิ่งจากเบตงถึงแม่สายนั้น เขาไม่ได้ต้องการแค่ซื้อเครื่องมือให้โรงพยาบาลเท่านั้น แต่เขาต้องการให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อเราแข็งแรง เราก็ไม่เจ็บป่วย เราก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่ต้องไปรบกวนคุณหมอเขา

ส่วนเรื่องระบบการอยู่เวรของหมอ เรื่องจำนวนหมอต่อโรงพยาบาล เรื่องการไม่ยอมอยู่เวรของหมอที่อาวุโสสูงกว่า ผมคงมิหาญกล้านำเสนอทางออก

ที่ทำได้ในวันนี้เพียงแค่ชี้ทางเข้า ว่าวัตรปฏิบัติที่ทำให้หมอของเราต้องทุกข์ทนและทำให้คนไข้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนับ 100% นั้น อาจจะเกิดจากน้ำมือของหมอขี้ยาคนหนึ่งที่จากไปแล้วร่วมร้อยปี

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens เคยกล่าวไว้ว่า

เราไม่ได้เรียนรู้อดีตเพื่อจะทำนายอนาคต

เราเรียนรู้อดีตเพื่อที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองจากอดีตได้ต่างหาก

ผมได้ฉายภาพอดีตบางส่วนให้พวกเราได้รับชมกันแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะเริ่มต้นที่จะปลดปล่อยตัวเองจากอดีต และร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ร่วมกันนะครับ


เรียบเรียงโดย Anontawong’s Musings

Facebook Page: bit.ly/tgimfb
LINE@: bit.ly/tgimline
Blockdit: Anontawong’s Musings

ขอบคุณภาพจาก Rare Historical Photos: Dr. Zbigniew Religa monitors his patient’s vitals after a 23 hour long heart transplant surgery, 1987

ขอบคุณข้อมูลจาก:

หนังสือ Why We Sleep: Unlocking the Power of Sleep and Dreams by Matthew Walker

Joe Rogan Experience Podcast: Matthew Walker 

เพจรู้ทันหมอ by Dr.P ที่มาของแพทย์และการอยู่เวร 

HFocus กางชีวิตหมอโรงพยาบาลชุมชน “ทำงานหนัก-พักผ่อนน้อย-เสี่ยงอุบัติเหตุถึงตาย” 

Pantip:
อีกมุมหนึ่งของดราม่าการอยู่เวรของหมอ
เรื่องการจัดเวร หมอ ใน รพ ยังไม่มีประสิทธิภาพ
สอบถามเวลาการทำงานของแพทย์เมืองไทย

เอะอะก็ปฏิรูปการศึกษา

20191007

ครั้งหนึ่งผมเคยไปบรรยายเรื่องสตาร์ทอัพให้ผู้บริหารจากหลายองค์กรฟัง และผู้บริหารท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า เมืองไทยไม่ค่อยมีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ เพราะเด็กไทยไม่ค่อยกล้าคิดไม่ค่อยกล้าเสี่ยง ต้นเหตุก็เกิดมาจากการศึกษาที่หล่อหลอมให้เด็กของเราอยู่ในกรอบและมองหาแต่คำตอบสำเร็จรูป ดังนั้นเราต้องปฏิรูปการศึกษา

ผมเลยขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นคำตอบที่ถูก และเป็นคำตอบที่ผิดในตัวมันเอง

เป็นคำตอบที่ถูก เพราะการศึกษานั้นมีผลต่อกระบวนการคิดของคนจริงๆ แถมการตอบว่า “เราต้องปฏิรูปการศึกษา” นั้นก็ไม่มีใครเถียงด้วยว่าไม่ดี

แต่มันเป็นคำตอบที่ผิด เพราะเรากำลังโยนความรับผิดชอบให้คนอื่น

เวลาเจอคนที่พูดว่า “เราต้องปฏิรูปการศึกษา” คำว่า “เรา” หมายถึงใครไม่รู้ แต่น่าจะไม่ได้หมายถึงตัวเองแน่ๆ

เราพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่คำนี้ก็ยังล่องลอยอยู่ในอากาศ และเป็น “คำตอบสำเร็จรูป” สำหรับแทบจะทุกปัญหาในสังคมไทยมาโดยตลอด

แล้วคำตอบที่ถูกที่ผมหมายถึงคืออะไร?

ผมคิดว่าคำตอบที่ถูกคือคำตอบที่เรามีส่วนร่วมได้ เข้าไปมีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ก็ยังดีกว่าการเอาแต่เรียกร้องและหวังลมๆ แล้งๆ

—–

ใน Wongnai WeShare กับพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผมถามพี่เขาว่า ตอนนี้เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าก็ยังครองที่ทางของเขา ยังไม่คิดจะหลีกทางให้คนรุ่นใหม่ แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี  พี่ภิญโญตอบว่า:

“คุณไม่มีทางไปร้องขออำนาจหรือความเปลี่ยนแปลงจากคนที่หวงอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลง คุณขอสิ่งที่เขาไม่อยากให้มากที่สุดได้อย่างไร

สิ่งเดียวที่คุณจะทำได้คือการ disruption สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ โดยไม่ต้องร้องขออำนาจ เมื่อคุณ disruption ไปทีละจุด ทีละจุด ทีละจุด 500 จุดหรือมากกว่าไปเรื่อยๆ สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเอง โดยที่คนรุ่นเก่าก็ได้แต่มองตาปริบๆ แล้วค่อยๆ ถอยออกจากบทบาทที่ตัวเองยืนอยู่

ยากที่เราจะหา platform แล้วฉันทามติร่วมกันในเวลานี้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด รอไปถึงชาติหนึ่งก็อาจจะไม่เปลี่ยน แต่ง่ายกว่าที่ปัจเจกชนจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างแล้วเปลี่ยนแปลงทีละจุด เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจึงเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เปลี่ยนแปลงธุรกิจแล้วค่อยเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงสังคมแล้วค่อยไปเปลี่ยนแปลงโลก อย่าคิดเปลี่ยนแปลงโลกแล้วย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

—–

กลับมาที่เรื่องปฏิรูปการศึกษา ในเมื่อระบบมันเป็นอย่างนี้ และเราคงต้องอยู่กันอย่างนี้ไปอีกสักพัก จะส่งลูกเรียนอินเตอร์ก็รับภาระค่าใช้ไม่ไหว แล้วจะทำยังไงดี?

บางทีเราก็ต้องเริ่มถามตัวเองก่อน ว่าเรากำลัง outsource การเรียนรู้ของลูกมากเกินไปรึเปล่า

เราทำงานเพื่อหาเงินส่งเป็นค่าเทอม แล้วเราก็ฝากความหวังไว้กับคุณครูและโรงเรียนว่าจะสร้างลูกของเราให้เป็นเยาวชนที่เข้มแข็ง แต่เราเองกลับมีเวลาสร้างเขาเพียงน้อยนิด

บางทีจุดเริ่มต้นคือการ outsource ให้น้อยลง คุยกับลูกให้มากขึ้น อ่านหนังสือให้เขาฟัง ลองหากิจกรรมต่างๆ ทำร่วมกัน ใส่ใจกับการเรียนรู้และการเจริญเติบโตทางความคิดของเขาให้มากกว่านี้

มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ฟังดูดีเท่าการปฏิรูปการศึกษา

แต่ผมเชื่อว่ามันมีโอกาสที่จะสร้างเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าอย่างแน่นอนครับ

ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา

20190824_nowatches

เราจะได้หลงระเริงอยู่ในนั้น

ในอาคารใหญ่ๆ อย่างออฟฟิศ สถานที่ราชการ หรือโรงพยาบาล เรามองเห็นนาฬิกาติดผนังได้โดยง่าย แต่ห้างสรรพสินค้าไม่มีเวลาคอยบอก นอกเสียจากในแผนกขายนาฬิกา

หลายสิ่งหลายอย่าง ถูกออกแบบมาโดยตั้งใจ

ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่น้อยวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติผลไม้ควรจะอยู่ช่วงท้ายๆ ของการเดิน เวลาหยิบใส่รถเข็นจะได้ไม่ต้องห่วงว่าอะไรจะมาทับ

แต่เหตุผลที่เขาวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ก็เพื่อให้คนรู้สึกดีที่ได้หยิบผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว จากนั้นจะซื้อของกินอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพบ้างก็ไม่เป็นไร อารมณ์คงเหมือนคนที่ออกกำลังกายมาใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่าจะกินอะไรก็ได้นั่นแหละ

หรืออย่างเมนูอาหารในร้านหรู บรรทัดแรกๆ มักจะเป็นเมนูราคาแพง แพงในระดับที่เราไม่กล้าสั่ง พอเจอรายการอื่นๆ จะได้รู้สึกว่าถูกไปโดยปริยาย

ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา ทางเข้าซูเปอร์ขายผลไม้ เมนูที่แพงจนขายไม่น่ามีใครกล้าสั่ง

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเห็น (หรือไม่เห็น) ถูกใส่มาหรือถูกละไว้โดยตั้งใจ

ขอให้เรามองออกและรู้เท่าทันกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

20190731

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

แฟนผนชอบซื้อเสื้อผ้าออนไลน์จาก Pomelo มาก เพราะใช้งานง่าย ใส่ใจรายละเอียด แถมถ้าได้ลองใส่แล้วไม่ชอบยังสามารถส่งคืนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีเวลาส่งคืนถึง 1 ปีเต็ม

หนึ่งในนโยบายที่บริษัท Wongnai มีคือเราไม่จำกัดวันลาหยุดของพนักงาน เล่าให้ใครฟังก็มักจะถามว่ามันจะคุ้มกันเหรอ ไม่กลัวคนลาจนไม่เป็นอันทำงานทำการเหรอ

แล้วผมก็ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า บางทีเราอาจจะกลัวคนเอาเปรียบมากเกินไป

แน่นอนว่าคนที่เอาแต่ได้นั้นมีอยู่ แต่คนที่รักความเป็นธรรมและมีศักดิ์ศรีนั้นมีมากกว่าไม่รู้กี่เท่า

การที่เราจะทำธุรกิจอะไรก็ตามแต่ เราต้องมองให้ออกว่าเรากำลัง deal กับคนประเภทไหน และส่วนใหญ่เขามีพฤติกรรมแบบไหน เวลาเรารับพนักงาน Wongnai เราจะพยายามคัดคนที่มีพื้นฐานจิตใจดี ขยันและอยากทำงานให้ได้ดี ดังนั้นโอกาสที่เขาจะลางานพร่ำเพรื่อย่อมมีไม่มากนัก

ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกบางอย่างที่จะช่วยลดความน่าจะเป็นที่จะโดนเอาเปรียบด้วย อย่าง Pomelo เองก็มีกติกาว่าสินค้าที่จะส่งคืนต้องห้ามตัดป้ายราคาทิ้ง เพื่อกันคนเอาไปใส่ซ้ำๆ แล้วค่อยส่งคืน ส่วนที่ Wongnai เราก็เข้มงวดและเด็ดขาดกับคนที่ทำงานได้ไม่ตามเป้า ดังนั้นคนก็จะไม่ลาบ่อยจนเสียงานเสียการ

ผมจึงคิดว่าเราสามารถเชื่อมั่นในมนุษย์ได้มากกว่านี้โดยไม่จำเป็นต้องโลกสวย แค่ต้องมองให้ออกว่าแท้จริงแล้วโลกเป็นเช่นไร มันน่ากลัวอย่างที่เราคิดจริงรึเปล่า

แค่เรากล้าขึ้นอีกนิด เราจะได้ใจคนขึ้นอีกเยอะ ซึ่งใจที่ว่านี้มันมีคุณค่าและมูลค่าสูงกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากคนคิดเอาเปรียบแค่ไม่กี่คนอย่างเทียบกันไม่ได้เลยครับ

ทฤษฎีงูเห่า

20190521_cobra

ผมเพิ่งได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Cobra Effect หรือ ทฤษฎีงูเห่า เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ครับ

เรื่องนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าในสมัยที่อังกฤษยังปกครองอินเดียอยู่

สมัยนั้น เมืองเดลี (Delhi) มีงูเห่าชุกชุมมาก รัฐบาลจึงตั้ง “ค่าหัว” ให้กับงูเห่า ใครฆ่างูเห่าและนำศพงูเห่ามาให้เจ้าหน้าที่ ก็จะได้รับเงินรางวัลไป

ช่วงแรกทุกอย่างก็ไปได้สวยเพราะงูเห่ามากมายถูกจับตายและส่งตัวให้รัฐบาล

แต่แล้วพวกหัวหมอก็นำงูเห่ามาเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากเพื่อจะสร้างรายได้ให้ตัวเอง

เมื่อรัฐบาลรู้เข้า จึงยกเลิกค่าหัวงูเห่า

คนที่เลี้ยงงูเห่าจึงปล่อยงูเห่าเข้าป่า เพราะเลี้ยงไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

สุดท้ายงูเห่าในเดลีจึงชุกชุมยิ่งกว่าเดิม

ในบ้างครั้ง การลงมือแก้ปัญหากลับทำให้ปัญหายิ่งแย่ลง

เรื่องราวงูเห่าในเดลีนี้อาจเป็นเพียงตำนานที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ Cobra Effect นั้นมีอยู่จริง

มองย้อนกลับมาในปัจจุบัน เราอาจเคยเห็น Cobra Effect ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ หรือในระดับประเทศ

ดังนั้นเราควรจะมองให้ออกว่าสิ่งที่เรากำลังจะตัดสินใจทำมันเปิดมีโอกาสให้เกิด Cobra Effect รึเปล่า

ถ้าใช่ ก็อาจต้องคิดอะไรให้รัดกุมมากกว่านี้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia