เมื่อของหาง่ายกลายเป็นของหายาก

20200526

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปของที่เคยหาง่ายกลายเป็นของหายาก ของที่เคยหายากกลายเป็นของหาง่าย

ลองมาดูตัวอย่าง ว่ามีอะไรที่เคยหายากแล้วตอนนี้หาง่ายบ้าง

พื้นที่สื่อ – สมัยก่อนคนที่มีสื่ออยู่ในมือนั้นมีอำนาจมหาศาล หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ ค่ายเพลง นิตยสาร แต่เดี๋ยวนี้แค่มีแล็ปท็อปและโซเชียลเน็ตเวิร์คคนธรรมดาก็กลายเป็นสื่อที่มีอิทธิพลได้เสียยิ่งกว่าสื่อสมัยเก่าเสียอีก

วิธีสร้างรายได้ของเด็ก – สมัยก่อนเด็กหกขวบจะได้อะไรได้นอกจากช่วยแม่ขายของ เดี๋ยวนี้เด็กหกขวบเป็น Youtuber ที่มีคนติดตามเป็นสิบล้านคนได้

การ์ตูนโป๊ – สำหรับผู้ชายวัยรุ่นเมื่อซัก 20-30 ปีที่แล้ว การ์ตูนอย่างมังกรซ่อนเล็บหรือวีดีโอเกิร์ล (ซึ่งถูกเซ็นเซอร์ตลอด) ถือเป็นการ์ตูนที่โป๊สุดๆ แล้ว มาสมัยนี้โป๊แค่ไหนก็มีให้ดูจนเบื่อ

คราวนี้ลองเปลี่ยนคำถาม ว่าอะไรที่เคยหาง่ายแล้วกลายเป็นของหายากบ้าง

ความผูกพันกับศิลปิน – อันนี้ผมอาจจะผิดก็ได้ แต่ผมมีสมมติฐานว่า ด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย ด้วยความมาเร็วไปเร็วของทุกสิ่ง เด็กรุ่นใหม่อาจสูญเสียโอกาสที่จะสร้างความผูกพันกับศิลปินไปโดยปริยาย

สมัยก่อนค่ายเพลงใหญ่มีอยู่สองค่ายคือแกรมมี่กับอาร์เอส และจะเข็นศิลปินออกมาเป็นระลอก ให้เวลาศิลปินแต่ละคนได้มีแอร์ไทม์ประมาณหนึ่ง ถ้าพี่เบิร์ดออกอัลบั้มบูมเมอแรง เพลงของอัลบั้มนี้ก็จะถูกเปิดในทีวีและวิทยุเป็นเวลาติดต่อกันหลายเดือน คนรู้จักเพลงพี่เบิร์ดกันทั่วบ้านทั่วเมืองไม่ว่าจะเป็นบูมเมอแรง คู่กัด หมอกหรือควัน เราจึงมีความผูกพันกับเบิร์ด ธงไชยที่ต่อให้เวลาผ่านไปกี่สิบปีก็ยังผูกพันอยู่อย่างนั้น

และไอ้ความผูกพันนี่มันกินได้นานด้วย นูโว เจ-เจตริน ไมโคร อัสนี-วสันต์ บอย โกสิยพงษ์ ไม่ได้ออกอัลบั้มใหม่มานานเท่าไหร่แล้ว แต่ถ้าจัดคอนเสิร์ตผมว่าก็ยังมีคนตามไปดูเต็มความจุอยู่ดี (ก่อนเกิดโควิดน่ะนะ)

อีกข้อดีอย่างหนึ่งของการโตมากับสื่อที่เป็น mass อย่างทีวีและวิทยุ คือเรามั่นใจได้ว่าคนรุ่นเดียวกันก็จะรู้จักสิ่งเดียวกันกับเรา ถ้าผมดีดกีตาร์ร้องเพลงนูโว ผมมั่นใจว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกับผมไม่ว่าจะมีพื้นเพมาจากไหนก็สามารถฮัมเพลงตามได้

แต่พอการฟังเพลงสมัยนี้มันเป็น long-tail มากขึ้น เป็น niche market มากขึ้น คนรุ่นราวคราวเดียวกันอาจจะตามศิลปินไม่เหมือนกันเลยก็ได้ ผมอาจเป็นเด็กอายุ 16 ที่คลั่งไคล้วง BNK48 มาก แต่ผมไม่อาจมั่นใจได้เลยว่านอกจากเพลงคุ้กกี้เสี่ยงทายแล้วเพื่อนๆ ในห้องจะร้องเพลงอื่นๆ ของ BNK48 ได้รึเปล่า

แถมศิลปินสมัยก่อนยังออกเทป ถ้าซื้อมาก็มักจะได้ฟังเพลงทั้งอัลบั้ม อาจจะกด fast forward ข้ามเพลงที่เราไม่ชอบบ่อยหน่อย หรือกด rewind เพื่อร้องเพลงที่เราชอบเยอะหน่อย แต่ประเด็นก็คือคนฟังกับศิลปินได้มีเวลาร่วมกันมากเพียงพอที่จะสร้างความผูกพันได้

ผิดกับสมัยนี้ที่ศิลปินออกเพลงมาเป็นซิงเกิลส์ และซิงเกิลส์เหล่านี้ก็จะไปถูกยำรวมกับศิลปินอีกนับสิบนับร้อยในเพลย์ลิสต์ของคนที่ฟังผ่าน Joox หรือ Spotify ความสัมพันธ์ของคนฟังกับศิลปินจึงไม่ต่างอะไรกับ one-night stand

ศิลปินยุคเก่าไม่ต้องมีผลงานใหม่เป็นสิบปีก็ยังมีแฟนคลับเหนียวแน่น ในขณะที่ศิลปินที่ดังเป็นพลุแตกในวันนี้ หากไม่มีผลงานออกมาเรื่อยๆ อีกไม่เกินสองปีก็น่าจะถูกลืมแล้ว ศิลปินสมัยใหม่จึงขาด longevity คือมาเร็วไปเร็วนั่นเอง

—–

ขอพูดอีกหนึ่งตัวอย่างของของหาง่ายที่กลายเป็นของหายาก

เพลงแรกๆ ที่ผมได้ฝึกร้องสมัยเด็กคือเพลง “เต่า งู และกา” ที่ร้องว่า ก่อนแต่ครั้ง เก่าพอดู เต่ากับงูหากินในนา (จำได้แม้กระทั่งโน๊ตเพลง คือ โดเรมี โดเรมี โดเรมี ซอลฟามีเร)

ผมเคยร้องเพลงนี้ให้ลูกสาวฟัง แล้ววันหนึ่งลูกสาวก็อยากฟังเพลงนี้ในทีวี (ที่บ้านผมดู Youtube ทางทีวี) ผมก็เลยเปิดหาเพลงนี้ ได้วีดีโอแรกขึ้นมา ปรากฎว่าร้องผิดคีย์ พอเปิดวีดีโอตัวที่สองก็ร้องผิดคีย์อีก! ต้องเปิดตัวที่สามถึงจะพอฟังได้

Youtube เป็นนวัตกรรมที่เปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กๆ มีพื้นที่สื่อกับเขา สร้างรายได้ให้กับคนจำนวนไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน สื่อที่มาจากมือสมัครเล่นมันก็มักจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ผมดูการแสดงบางอย่างในวีดีโอที่ลูกสาวผมดู (และมีคนติดตามนับแสนคน) ก็รู้สึกว่าแสดงได้แข็งมาก แข็งแบบที่เราจะไม่มีทางเห็นในละครหลังข่าวช่อง 3 หรือช่อง 7 เด็ดขาด (ต่อให้นักแสดงจะมือใหม่แค่ไหนก็ตาม) พอเป็นพื้นที่ที่ใครเข้ามาสร้างคอนเทนท์ก็ได้ คนดูก็เลยลดความคาดหวังและยอมรับมันไปโดยปริยาย

ใครที่เรียนสายวิทย์ น่าจะเข้าใจคอนเซ็ปต์ของ Signal กับ Noise

Signal คือสิ่งที่เรามองหา ส่วน Noise คือคลื่นรบกวน

ถ้า Signal คือทอง Noise ก็คือขยะ

ในโลกแห่งความจริง เราไม่สามารถหลบหลีก Noise ได้ สิ่งที่เราทำได้คือพยายามให้ Signal-to-Noise ratio มันสูงเข้าไว้

เมื่ออินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดีย ได้ทำให้ “สื่อ” ไปอยู่ในมือคนเล็กคนน้อย content creators จึงเกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะมีคนช่วยส่ง Signal มากขึ้น

แต่ปัญหาก็คือในมหาสมุทรของ content ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น Noise โตเร็วกว่า Signal มาก Signal-to-Noise Ratio เลยมีค่าต่ำลงอย่างน่าใจหาย

ในโลกที่เต็มไปด้วย Noise เรามีทักษะพอที่จะสร้างและสรรหา Signal หรือของที่มีคุณค่าและมีคุณภาพรึเปล่า นี่คือความท้าทายของคนทำสื่อและผู้บริโภคยุคนี้

—–

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ อะไรที่หาง่ายจะไม่ค่อยมีราคา อะไรที่หายากจะราคาดี

หลายๆ อย่างที่เคยหายากกลายเป็นของหาง่ายไปแล้ว มันจึงไม่ค่อยมีราคาอีกต่อไป แต่ของที่ขาดหายไปและคนต้องการนั้นยังมีอยู่เสมอ ถ้าเราสามารถจับจองของหายากนั้นได้ เหมือนที่ศิลปินรุ่นเดอะจับจองความผูกพัน หรือสื่อคุณภาพที่มี signal-to-noise ratio สูงกว่าสื่ออื่นๆ ก็น่าจะมีโอกาสที่จะอยู่ในโลกที่ผันผวนนี้ได้อย่างยั่งยืนครับ

—–

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

แม้แต่ฮิตเลอร์ก็เชื่อว่าตัวเองทำดี

20200510

ไม่มีนักการเมืองคนไหน ประธานาธิบดีประเทศใด ที่ตื่นนอนตอนเช้าแล้วถามตัวเองว่า “วันนี้จะทำชั่วเรื่องอะไรดี”

แม้แต่ตัวละครที่เป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์อย่างฮิตเลอร์ ก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นถูกต้อง

เพื่อให้เข้าใจ “หลักการและเหตุผล” ของฮิตเลอร์และนาซี ผมจึงขอยกข้อความช่วงหนึ่งใน Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า มาให้อ่านกันอีกครั้ง

“แต่ก็มีมนุษยนิยมอีกจำพวกหนึ่งที่ไม่ได้มองอย่างนั้น นั่นคือกลุ่มนาซี

กระบวนทัศน์ของนาซีตั้งอยู่บนความคิดเชิงวิวัฒนาการของดาร์วิน ที่ไม่ได้มองว่ามนุษยชาติเป็นสิ่งที่เป็นสากลและเป็นนิรันดร์ แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่กลายพันธุ์ได้ วิวัฒนาการได้ และเสื่อมลงได้

มนุษย์บางสายพันธุ์จึงอาจจะพัฒนาจนกลายเป็น superhuman ขณะที่มนุษย์บางสายพันธุ์จะเสื่อมโทรมลงไปเป็น subhuman หรือสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่ามนุษย์

นาซีมองว่าชาวอารยันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะที่ชาวยิว ชาวโรม เกย์ และคนที่ป่วยทางจิตนั้นจะต้องถูกกักขังหรือแม้กระทั่งโดนกวาดล้าง

Homo Sapiens ทำให้ Neanderthals สูญพันธุ์ฉันใด ชาวอารยันก็เหมือน Sapiens ส่วนชาวยิวก็เป็นเหมือน Neanderthals ฉันนั้น มันเป็น survial of the fittest – คนอ่อนแอก็ต้องแพ้ไปเท่านั้นเอง

ชาวนาซีไม่ได้เกลียดมนุษยชาติ พวกเขาสู้กับพวกเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์เพราะเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพมากมาย แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ของวิวัฒนาการแบบดาร์วินแล้ว นาซีเชื่อว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ควรได้ทำหน้าที่ของมันเพื่อกำจัดคนอ่อนแอทิ้งและเหลือไว้แต่คนที่แข็งแกร่งเพื่อสืบทอดพันธุกรรม การที่คอมมิวนิสต์และพวกเสรีนิยมช่วยเหลือหรือปกป้องคนอ่อนแอเท่ากับเป็นการแทรกแซงกระบวนการ natural selection นี้ ทำให้คนอ่อนแอได้อยู่ต่อและสืบพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนคนที่แข็งแกร่งเหลือสัดส่วนน้อยลง และสุดท้ายมนุษยชาติก็จะเสื่อมลงและสูญพันธุ์ในที่สุด”

การกวาดล้างชาวยิวจึงเกิดขึ้นเพราะฮิตเลอร์ “รัก” มนุษยชาตินั่นเอง

อ่านแล้วรู้สึกขนลุกนิดนึงมั้ยครับ

ผู้มีอำนาจและนักการเมืองทั้งหลายก็ไม่ต่างจากประชาชนคนเดินดิน เราล้วนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้อง หรือถ้ามันจะผิดบ้างก็เป็นเพียง “ต้นทุนที่ต้องจ่าย” เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่สำคัญและมีความหมายยิ่งกว่า

คนส่วนใหญ่จึง “ตาบอด” ต่อความชั่วของตนเองและ “ตาสว่าง” กับความชั่วของคนอื่นตลอดมาและตลอดไป

ไม่ได้เล่ามุมนี้เพื่อให้หมดหวัง แต่เพื่อให้เห็นกระบวนการทางความคิด เราจะได้เดินเกมได้ถูกเมื่อถึงวาระที่ต้องลงมือลงแรงเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

อุปสรรคของคนยุคใหม่คือการรุกรานของ AI

20200507

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้กลับไปดูการแข่งขันระหว่าง Manchester United รุ่น 1999 Reunion กับทีม Bayern Munich รุ่นเก๋า ฉลองครบรอบ 20 ปีสามแชมป์ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2019 เพื่อระดมทุนให้กับ Manchester United Foundation

หนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุดในสนามคือ David Beckham ในวัย 44 ปี ที่ยังเปิดบอลแม่นราวจับวาง จนแฟนแมนยูหลายๆ คนรวมทั้งผมอดเปรียบเทียบกับกองกลางยุคปัจจุบันของแมนยูไม่ได้

ตอนท้ายเกมเบ็คแฮมยังเลี้ยงหลบกองหลังและยิงประตูเข้าอีกด้วย เจ้าตัวดีใจสุดๆ ดังภาพที่เห็น

ผมอ่านเจอในคอมเมนท์สักที่ว่า “Passion ในเกมกระชับมิตรของเบ็คแฮมยังเข้มข้นว่า passion ตอนแข่งขันจริงของนักเตะแมนยูชุดปัจจุบันที่เอาแต่เล่นอินสตาแกรม”

—–

ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อุปสรรคอย่างหนึ่งที่คนรุ่นพวกผมไม่มีคือโซเชียลมีเดีย

ความพลุ่งพล่าน ความดุดัน ความอัดอั้น จึงถูกระบายผ่านการเล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็น physical

นักเตะยุค Class of 92 อย่างเบ็คแฮม กิ๊กส์ สโคลส์ เนวิลล์ บัตต์ ก็เติบโตในยุคที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต พวกเขาจึงมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ ชีวิตมีแต่ฟุตบอล

อาจจะมีเบ็คแฮมที่หลังจากแต่งงานกับวิคตอเรียที่มีเรื่องชื่อเสียงและชีวิตดารามาเกี่ยวบ้าง แต่มันก็ยังเป็นสื่อแบบเก่า เหตุเกิดวันนี้ เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์แทบลอยด์วันรุ่งขึ้น ไม่ได้มี Twitter หรือ Facebook Live ให้เป็นข่าวแบบ real-time อย่างทุกวันนี้

ตัวผมเองไปโตที่นิวซีแลนด์ สิ่งล่อตาล่อใจน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย รายการทีวีรายการเดียวที่ติดตามดูคือซิทคอมเรื่อง Friends เวลานอกเหนือไปจากนั้นก็คือไปนั่งเล่นบ้านเพื่อน เล่นกีตาร์ เตะบอล อ่านหนังสือตามเรื่องตามราว เวลาที่เสียไปกับการกังวลว่าจะมีใครมากดไลค์รูปของเราหรือไม่เท่ากับศูนย์เพราะตอนนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ค

เด็กที่โตมาในยุคสมัยนี้จึงทั้งโชคดีและโชคร้าย

โชคดีที่ทุกอย่างง่ายดายกว่าแต่ก่อนมาก อยากจะทำรายงานทีก็เข้ากูเกิ้ล (สมัยผมต้องไปค้นที่ห้องสมุด) อยากมีรายได้ก็เป็น Youtuber (สมัยผมต้องรับจ้างส่งนมสด-แบกฟืน) อยากจีบสาวก็ทัก LINE (สมัยผมต้องโทรไปที่บ้านเขา ต้องลุ้นอีกว่าใครจะรับสาย)

ส่วนโชคร้ายก็คือ เมื่อ Facebook, Youtube, Instagram, Netflix, Tiktok และอะไรต่อมิอะไรล้วนใช้ AI และ Algorithm มาดึงเวลาและดึงความสนใจของเราไป พลังงานที่เราจะเหลือให้กับสิ่งที่สร้างคุณค่าในระยะยาวย่อมลดน้อยลงอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อความสนใจของเราถูกซอยถูกหั่นจนบางนิดเดียว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะรู้สึกว่านักเตะยุคนี้มี passion ไม่เท่ากับนักเตะยุคก่อน

AI จึงเป็นอุปสรรคสำคัญของคนรุ่นใหม่ ไม่ต้องนับว่ามันจะมาแย่งงานเราทำ แค่มันรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง ก็เพียงพอแล้วที่จะพาให้เราหลงอยู่ในเขาวงกตมหึมาที่ยากจะหาทางออกครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราเห็นเขาแต่เขาไม่เห็นเรา

20200421b

ผมว่าการที่เราเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” นั้นมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง

คือเราจะเห็นคนอื่นมาก ในขณะที่คนอื่นไม่ค่อยได้เห็นเรา

เราคนไทยเห็นอะไรดีๆ ของฝรั่งก็เอามา ของจีนก็เอามา ของญี่ปุ่นก็เอามา

ในขณะที่ฝรั่งไม่ค่อยได้มีโอกาสที่จะเรียนรู้ภูมิปัญญาของคนไทยเท่าไหร่

หนังสือฝรั่งแปลไทยมีเป็นร้อยเป็นพันเล่ม หนังสือไทยแปลเป็นฝรั่งมีนับนิ้วได้

บางคนอาจจะบอกว่าก็แหงอยู่แล้ว ฝรั่งเขาล้ำหน้ากว่าไทยตั้งเยอะ ทำไมเขาต้องมาสนใจเราด้วย

แต่เมื่อมองดูสถานการณ์โควิดในขณะนี้ ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าเขา “ล้ำหน้า” กว่าเรามากอย่างที่เราเคยคิดรึเปล่า

ทุนนิยมและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่กำเนิดมาจากตะวันตก เมื่อเขาเป็นคนกำหนดเกมนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะตามเขาทัน แต่ไม่เป็นไร ในยุคโลกาภิวัฒน์เช่นนี้ เราสามารถนำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ภูมิปัญญาตะวันออกเป็นสิ่งที่ฝรั่งแทบไม่เคยสัมผัสหรือมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์

ฝรั่งต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัยและแวะพักบ่อยๆ

คนไทยต้องขับรถทางไกล ใส่เข็มขัดนิรภัย แวะพักบ่อยๆ ไหว้พระก่อนออกจากบ้าน ไหว้แม่ย่านางก่อนเหยียบคันเร่ง

ฝรั่งเป็นมะเร็ง ฉายคีโมได้

คนไทยเป็นมะเร็ง ฉายคีโมและทำบุญให้กับเจ้ากรรมนายเวรได้

ฝรั่งจิตใจดีและเชื่อในพระเจ้า เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์

คนไทยจิตใจดี เพียรทำความดีเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์ และเพียรภาวนาเพื่อให้ถึงนิพพาน

ใครที่คิดว่าแม่ย่านาง เจ้ากรรมนายเวร เป็นเรื่องเหลวไหล ก็เป็นไปได้ว่าเขากำลังเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์เกินไป

มีคำศัพท์สำหรับอาการนี้ด้วยนะครับ เขาเรียกว่า “scientism” : excessive belief in the power of scientific knowledge and techniques.

วิทยาศาสตร์นั้นดีอยู่แล้ว และคนไทยเราก็รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ประเด็นของผมก็ยังเหมือนเดิมคือฝรั่งเขามีโอกาสน้อยกว่าเราเยอะที่จะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์

สุดท้ายแล้วเราเลือกที่จะเชื่ออะไรนั้นเป็นสิทธิ์ของเรา แต่การที่เรามีทางเลือกมากกว่าตั้งแต่ต้น ผมมองว่ามันเป็นความโชคดีของเราครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ทำไมโคโรนาไวรัสไม่ระบาดในอินเดีย

20200301

ณ วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2563 ที่ผมเขียนบทความนี้ มีคนติดเชื้อ COVID-19 ไปแล้วทั่วโลกราว 87,000 คน เสียชีวิตแล้ว 3,000 คน และรักษาตัวจนกลับบ้านได้แล้ว 42,000 คน

ใน 87,000 คน เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศจีน 80,000 คนหรือคิดเป็น 92% ของทั้งหมด

ส่วนอีก 7,000 คนที่เหลือก็กระจายไปตามประเทศต่างๆ มากที่สุดคือเกาหลีใต้ 3,500 คน เมืองไทยอยู่อันดับ 12 คือ 42 คน

ที่น่าสนใจก็คือประเทศอินเดีย ซึ่งในภาพจำของคนไทยหลายคนนั้นประชาชนไม่ได้มีสุขลักษณะที่ดีมากนัก แถมผู้คนก็อยู่กันอย่างแออัด

แต่อินเดียกลับมีผู้ป่วย COVID-19 แค่ 3 คน น้อยกว่าเยอรมันนี (79) อังกฤษ (23) และสวิตเซอร์แลนด์ (19) เสียอีก ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีประชากรถึง 1.34 พันล้านคน เป็นรองแค่ประเทศจีนเท่านั้น (1.39)

แถมผู้ป่วยทั้งสามคนในอินเดียยังกลับบ้านไปเรียบร้อยแล้วอีกต่างหาก ไม่มีใครเสียชีวิตเลยสักคนเดียว โดยทั้งสามคนที่ป่วยล้วนเป็นนักเรียน/นักศึกษาที่เพิ่งกลับมาจากอู่ฮั่นทั้งหมด

ทำไมอัตราการการติดเชื้อของคนอินเดียจึงต่ำถึงเพียงนี้?

ถ้าให้คิดเล่นๆ เร็วๆ ก็อาจจะเป็นเพราะว่า

– อินเดียรับมือสถานการณ์นี้ได้ดี
– ข้อมูลที่รายงานไม่ถูกต้อง
– คนอินเดียมีภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสมากกว่าชาติอื่น
– คนอินเดียไม่ค่อยได้เดินทางออกนอกประเทศ

ถ้าเป็นข้อหนึ่ง เราก็ควรเรียนรู้จากเขา ข้อสองเราคงไม่อาจพิสูจน์ได้ ข้อสามผมยังไม่เจอข้อมูลที่ยืนยันเรื่องนี้ ส่วนข้อที่สี่นั้น จริงๆ แล้วคนอินเดียฐานะดีๆ ก็มีเยอะแยะ

แล้วอะไรอีกบ้างที่เรารู้ว่าเป็นข้อเท็จจริง ที่น่าจะเป็นปัจจัยทำให้คนอินเดียติดเชื้อน้อย?

เรื่องแรก คือคนอินเดียกินอาหารปรุงสุกเสมอ (กินร้อน) แถมคนอินเดียถึง 42% เป็นมังสวิรัติอีกด้วย 

SARS (2003) มาจากตัวชะมด
Bird Flu (2006) มาจากนก
Swine Flu (2009) มาจากหมู
MERS (2012) มาจากอูฐ
COVID-19 (2019) มาจากค้างคาว

เมื่อกินเนื้อสัตว์น้อย แถมยังเป็นเนื้อที่ปรุงสุกแล้ว โอกาสติดเชื้อย่อมน้อยลง

เรื่องที่สองที่ผมคิดว่าอาจเป็นอีกปัจจัย คืออุณหภูมิครับ

นี่คืออุณหภูมิตอนกลางวันของสามเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของอินเดีย 3 เมืองแรก

มุมไบ (บอมเบย์) 31 องศา
เดลี 24 องศา
บังกาลอร์ 29 องศา

คราวนี้ลองไปดูอุณหภูมิของ 20 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 สูงที่สุดกันดู ผมจะยึดเอาอุณหภูมิของเมืองหลวงเป็นหลัก ยกเว้นจีนที่จะใช้ของอู่ฮั่น

ประเทศ / อุณหภูมิ (°C ) / จำนวนผู้ติดเชื้อ
จีน / 15 / 79,827
เกาหลีใต้ / 7 / 3,526
อิตาลี / 15 / 1,128
อิหร่าน / 15 / 593
ญี่ปุ่น / 13 / 241
สิงคโปร์ / 32 / 102
ฝรั่งเศส / 8 / 100
ฮ่องกง / 23 / 95
เยอรมันนี / 8 / 79
สหรัฐอเมริกา / -1 / 69
สเปน / 9 / 58
คูเวต / 24 / 45
ไทย / 33 / 42
บาห์เรน / 25 / 41
ไต้หวัน / 20 / 39
ออสเตรเลีย / 24 / 25
มาเลเซีย / 32 / 25
อังกฤษ / -7 / 23
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ / 26 / 21
แคนาดา / -7 / 20

ถ้าไม่นับประเทศในภูมิภาคนี้ (สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย) และประเทศที่มีคนจีนหนาแน่น (ฮ่องกง ไต้หวัน) จะเห็นว่าเกือบทุกประเทศใน Top 20 นั้นล้วนแต่อุณหภูมิตอนกลางวันต่ำกว่า 20 องศาทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา ส่วนในตะวันออกกลางจะอยู่ที่ประมาณ 25 องศา ยกเว้นอิหร่านที่อุณหภูมิประมาณ 15 องศาเท่านั้นและเป็นประเทศตะวันออกกลางที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด

เทียบกับประเทศที่อุณหภูมิเฉลี่ยยี่สิบปลายๆ ถึงสามสิบองศาต้นๆ ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับต่ำมาก

ประเทศ / อุณหภูมิ / จำนวนผู้ติดเชื้อ
อินเดีย / 31 / 3
กัมพูชา / 32 / 1
ไนจีเรีย / 36 / 1
ศรีลังกา / 29 / 1

หรือประเทศเหล่านี้ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลย
ซาอุดิอาระเบีย / 31 / 0 (อยู่เกือบติดกับอิหร่านและอิรัก)
อาร์เจนตินา / 27 / 0
อินโดนีเซีย / 28 / 0
เคนยา / 26 / 0

เรื่องอุณหภูมิสูง -> แพร่เชื่อน้อย และอุณหภูมิต่ำ -> แพร่เชื้อได้ดีกว่า อาจไม่ใช่สมมติฐานที่แข็งแรงนัก เพราะประเทศอย่างรัสเซียซึ่งอุณหภูมิต่ำเพียง 5 องศาก็ยังมีคนติดเชื้อเพียง 2 คน และประเทศที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลยก็อาจจะมีแต่ไม่ได้รายงานก็ได้

เรื่องนี้ยังต้องดูกันอีกหลายสัปดาห์ว่าชาวโลกจะควบคุมสถานการณ์อยู่หรือไม่

แต่ผมก็แอบมีความหวังเล็กๆ สามเรื่อง

หนึ่ง คือเมืองไทยกำลังเข้าสู่หน้าร้อน

สอง ฝุ่นเริ่มน้อยลงแล้ว เราสามารถอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้มากกว่าเดิม

สาม โรงเรียนกำลังจะปิดเทอม

ซึ่งด้วยเหตุผลดังกล่าว น่าจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมได้ไม่มากก็น้อย

ถึงจะใจชื้นขึ้น แต่ก็ห้ามชะล่าใจ เรายังควรกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และหลีกเลี่ยงฝูงชนเหมือนเช่นเคย

แต่ก็ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินเลยจนไม่เป็นอันทำการทำงานครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

 


Update: 2 March 2020: 7am

หลังจากโพสต์ไปเมื่อคืนทั้งทาง Facebook และ Blockdit ก็ได้คอมเมนท์ดีๆ มา เลยขอนำมาแปะไว้ตรงนี้นะครับ

Blockdit: รณชัย ฤทธิ์พวง

จากที่อยู่มาทั้ง 3 เมือง ชอบบังคาลอร์มากที่สุด อากาศดี ส่วนเรื่องคัดกรอง ค่อนข้างแน่นหนาพอสมควร ลูกน้องผมเข้ามุมไบ โดนจับแยกแต่ละประเทศเลย คนไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ต่อแถวสแกนอุณหภูมิกันหมด แล้วก็ที่ รพ.ที่มุมไบ แขกบอกว่าเปิดวอร์ด รอรับเคสโคโรน่าไว้แล้ว 4 รพ. ใหญ่ รอบๆเมืองครับ อันนี้คือข้อมูลที่ลูกน้องแขกบอกให้ฟังนะครับ
—–

Blockdit: Pimkwan

สำคัญที่สุดคืออาหารค่ะ อาหารที่เค้าทานเป็นพวกเครื่องเทศเป็นหลัก สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก เพราะอีกประเทศนึงที่ไม่มีรายงานคนติดเชื้อเลย คือประเทศอินโดนีเซีย สิ่งที่เค้ามีเหมือนกันนอกจากอากาศก็คืออาหารที่มีเครื่องเทศค่ะ
—–

ข้อ 2 แน่นอนครับ อากาศร้อนโรคทางเดินหายใจเกิดน้อยกว่านี่เป็นความจริง แต่มันไม่ถึงขนาดฆ่าเชื้อไม่ติด อินเดียมีคนตายจากไข้หวัดใหญ่เยอะกว่าค่าเฉลี่ยของโลก อันนี้ก็คงไม่ต่าง

ลองไปดูสารคดีเรื่อง Pandemic ใน netflix จะเห็นสภาพ H1N1 2009 ในอินเดีย

—–

[ความเห็นของผม]: ผมว่าคนอินเดียแพ้ทาง Swine Flu (H1N1 2009) ครับ ผมลองดึงตัวเลขผู้เสียชีวิตชาวอินเดียจากโรคระบาดที่ผ่านๆ มามาให้ดูนะครับ

โรค (ปี) / จำนวนชาวอินเดียที่ติดเชื้อ / จำนวนผู้เสียชีวิต

SARS (2003) / 3 / 0
Bird Flu (2006) 0 / 0
Swine Flu (2009) / 33,783 / 2,024
MERS (2012)  / 0 / 0
COVID-19 (2019) / 3 / 0


Update 11 March 7:30am อินเดียแซงไทยเรียบร้อยครับ

2563-03-11 07_31_45-Window

ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ 80% แนะนำ

20200215

โฆษณาแบบนี้ถูกแบนในอังกฤษนะครับ

ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นข้อมูลเท็จหรือคลาดเคลื่อน แต่เพราะมันชวนให้คนอ่านเข้าใจผิด (misleading)

พอเราเจอประโยค “ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ 80% แนะนำ” เราจะคิดทันทีว่า ทันตแพทย์ 80% แนะนำยาสีฟันยี่ห้อนี้ ส่วนทันตแพทย์อีก 20% เท่านั้นที่แนะนำให้ใช้ยี่ห้ออื่น ดังนั้นยาสีฟันยี่ห้อนี้ย่อมเหนือกว่ายาสีฟันยี่ห้ออื่นอยู่หลายขุม

แต่ในความเป็นจริงก็คือ ในแบบสอบถามนั้นทันตแพทย์สามารถแนะนำได้มากกว่า 1 ยี่ห้อ!

นั่นหมายความว่า จำนวน % ทั้งหมดสามารถบวกได้เกิน 100

สถานการณ์แบบนี้จึงเกิดขึ้นพร้อมกันได้สบายๆ

ยาสีฟันยี่ห้อ A ทันตแพทย์ 80% แนะนำ
ยาสีฟันยี่ห้อ B ทันตแพทย์ 75% แนะนำ
ยาสีฟันยี่ห้อ C ทันตแพทย์ 90% แนะนำ

A B C แม้จะแตกต่างกันแต่ก็เพียง 10-15% เท่านั้น ไม่ได้มากอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจจากคำโฆษณาแบบด้านบน

อังกฤษจึงไม่ยอมให้เกิดโฆษณาแบบนี้ เพราะแม้จะไม่ผิด แต่ก็ส่อเจตนาไม่ตรงไปตรงมาอยู่ดี

ครั้งต่อไป หากเห็นสินค้าตัวไหนที่โฆษณาตัวเลขดีผิดหูผิดตา ลองคิดเผื่อดูนะครับว่ามันตีความเป็นแบบอื่นได้รึเปล่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Ganesh Prasad’s answer to What is your favorite example of abuse of statistics? 

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

10 เรื่องสุดคูลของสวีเดน

20200122

1. สวีเดนมีทะเลสาบ 100,000 แห่งและเกาะ 267,000 เกาะ ประมาณ 33,000 เกาะอยู่ล้อมรอบสต๊อคโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน

2. พื้นที่ตอนเหนือของสวีเดนจะอยู่ใกล้ขั้วโลก ในหน้าร้อนอุณหภูมิจะแกว่งระหว่าง 30 และ -40 องศา

3. สวีเดนไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น ไม่เคยเข้าร่วมสงครามโลก และไม่ทำสงครามกับใครมา 200 ปีแล้ว กองทัพของสวีเดนเล็กมาก คนสวีเดนจึงไม่ได้เคารพหรือเกรงกลัวทหาร

4. 3 ใน 4 ของชาวสวีเดนไม่นับถือศาสนา

5. IKEA H&M Spotify Skype Electrolux Volvo Ericsson ล้วนเป็นแบรนด์จากสวีเดน

6. 99% ของขยะในสวีเดนถูกนำไปรีไซเคิล แถมยังนำเข้าขยะจากนอร์เวย์และฟินแลนด์เพื่อรีไซเคิลอีกด้วย

7. ถ้าป่วยจนต้องแอดมิท ค่านอนโรงพยาบาลตกคืนละ 255 บาท คนสวีเดนหนึ่งคนจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่เกินปีละ 3200 บาท หากเกินกว่านั้นรัฐบาลจะออกให้ทั้งหมด

8. พ่อแม่มือใหม่ชาวสวีเดนลาเลี้ยงลูกได้ 480 วันโดยได้เงินเดือนเต็มจำนวน

9. ชาวสวีเดนเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาเอก

10. รัฐบาลจ่ายค่าขนมให้เด็กมัธยมเดือนละ 5700 บาท และถ้าบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนและป้ายรถเมล์ นักเรียนสามารถนั่งแท๊กซี่ไปโรงเรียนได้ทุกวันแล้วมาเบิกค่าใช้จ่ายกับรัฐบาลตอนสิ้นเดือน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora และ Reddit

Time Management Workshop รุ่นที่ 15 เช้าวันเสาร์ที่ 22 ก.พ. เหลือ 3 ที่นั่ง ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/time22feb20

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

5 ความคลาสสิกยุค 90’s ที่หาไม่ได้ในยุค 20’s

20200112

ช่วงปี 2000-2019 ภาษาอังกฤษไม่มีชื่อย่อให้เราเรียกได้ง่ายๆ

แต่หลังจากรอคอยมา 20 ปี ตอนนี้เราก็ได้เดินทางถึงยุค “ทเวนตี้ส์” (20’s) แล้ว

ผมเองเติบโตมาในยุคไนน์ตี้ส์ (90’s) ซึ่งคิดกลับไปกี่ทีก็รู้สึกว่ายุคนั้นมันมีเสน่ห์บางอย่างที่ช่วง 2000-2019 ไม่มี เลยอยากจะขอระลึกความหลังกันหน่อยครับ

1. แกรมมี่แข่งกับอาร์เอส

ยุค 90’s คือยุคที่แกรมมี่กับอาร์เอสคือมหาอำนาจทางดนตรีในประเทศไทย สองค่ายผลัดกันส่งศิลปินออกมาซัดกันแบบมวยถูกคู่

เจ เจตริน แข่งกับ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง
มอส ปฏิภาณ แข่งกับ เต๋า สมชาย
UHT แข่งกับ ลิฟท์กับออย
นัท มีเรีย แข่งกับ ปุ๊กกี้
Teen 8 Grade A แข่งกับ The Next Generation
งานซนคนดนตรี นานที 10 ปีหน แข่งกับ RS Unplugged ดนตรีนอกเวลา

บางคนเชียร์แกรมมี่ บางคนเชียร์อาร์เอส แต่ที่แน่ๆ คือทุกคนร้องเพลงทั้งสองค่ายได้เกือบทุกเพลง

เรารอฟังเพลงใหม่ๆ ทางคลื่นวิทยุ รอดูมิวสิกวีดีโอตัวใหม่ทางรายการของค่ายที่มาตอนดึกๆ ต้องถ่างตารอให้ละครจบบวกรายการอีกอย่างน้อยสองรายการกว่าจะได้ดูพี่เบิร์ดออกมาขว้างบูมเมอแรงให้เราเห็นเป็นครั้งแรก

2. โทรหาสาวไปที่โทรศัพท์บ้าน

สมัยก่อนไม่มีมือถือ การจะจีบผู้หญิงคนหนึ่งต้องใจถึงพอสมควร คือต้องโทร.ไปที่บ้านเขา รอสายไปหัวใจเต้นแรงไป และเมื่อเสียงปลายสายรับก็มักจะเป็นเสียงผู้ใหญ่

“ขอสายผิงครับ”

“จากใครคะ” (เสียงคุณแม่)

“จากรุตม์ครับ เป็นเพื่อนที่โรงเรียนครับ”

แล้วเราก็ต้องกลั้นใจว่าเขาจะให้คุยรึเปล่า ซึ่งจริงๆ ก็ให้คุยเกือบทุกทีนะ ยกเว้นว่าเค้าจะไม่อยู่บ้าน

มีอีกสามเรื่องความคลาสสิกที่เกี่ยวพันกัน

หนึ่ง ถ้าบ้านมีโทรศัพท์หลายเครื่อง (แต่ใช้เบอร์เดียวกัน) พอมีใครยกหูขึ้น เราก็ต้องระวังว่าเขาแอบฟังเราอยู่รึเปล่า

สอง บางครั้งเมื่ออยู่นอกบ้าน อยากโทร.หาก็ต้องไปต่อคิวโทรศัพท์สาธารณะ หยอด 1 บาทคุยได้ 3 นาที คุยนานก็ไม่ได้เพราะเกรงใจคนที่ต่อคิวอยู่นอกตู้

สาม ถ้าใครไฮโซหน่อยก็จะมีเพจเจอร์ เราสามารถโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ของแพ็คลิงค์เพื่อฝากข้อความถึงคนที่เราคิดถึงได้

3.ทำอัลบั้มรวมฮิตใส่เทปคาสเซ็ท

ตอนนั้นไม่มี MP3 และไม่มี Streaming เราจะฟังเพลงผ่านเทปคาสเซ็ทหรือถ้ารวยหน่อยก็ซื้อ CD จำได้ว่าซีดีสมัยนั้นแผ่นละ 450 บาท ในยุคที่บะหมี่เกี๊ยวชามละ 15 บาท

หนึ่งในสิ่งที่วัยรุ่นนิยมทำกันคือ “สร้างอัลบั้มของตัวเอง” ด้วยการเอาเพลงจากหลายๆ ที่มาใส่ไว้ในเทปม้วนเดียว

กระบวนการคือใช้เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทที่ใส่เทปได้สองฝั่ง เราต้องใส่เทปที่มีเพลงที่เราชอบไว้ด้านนึง และใส่เทปเปล่าไว้อีกด้านนึง จากนั้นจึงเปิดเพลงที่เราชอบ และกดอัดเพลงนั้นลงในเทปเปล่า จบเพลงก็ต้องกด stop เพื่อจะได้เพลงมาหนึ่งเพลง แล้วเราก็เปลี่ยนเทปต้นทางเพื่ออัดเพลงที่ 2 ทำซ้ำอย่างนี้ไปอีก 15 รอบ เทปเปล่าของเราก็จะกลายเป็นอัลบั้มรวมฮิตที่เราเก็บไว้ฟังเองหรือเอาไปให้คนที่เราอยากให้ฟัง

4. เขียนจดหมายหยอดตู้ไปรษณีย์

สมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการจะส่งอีเมลหรือทำ LINE Video Call ก็ไม่ต้องพูดถึง ถ้าใครไปอยู่ต่างประเทศ การจะโทรทางไกลกลับประเทศก็นาทีละ 40 บาท ดังนั้นการสื่อสารที่ดีที่สุดคือการเขียนจดหมาย

สมัยเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ ผมเคยเขียนจดหมายฉบับละหลายหน้ากระดาษ A4 ถ้าเขียนผิดก็ต้องใช้ลิควิดเปเปอร์ลบ ห้ามป้ายหนาเกินไปไม่งั้นมันจะเละและเขียนทับไม่ได้ เขียนเสร็จก็พับจดหมายใส่ซอง ปั่นจักรยานไปไปรษณีย์ให้เค้าชั่งน้ำหนักจดหมายเพื่อคำนวณว่าจะต้องเสียค่าแสตมป์เท่าไหร่

เมื่อส่งไปแล้วก็รอคอยจดหมายตอบกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ อย่างเร็วที่สุดก็ประมาณ 3 สัปดาห์ ผมจะต้องเดินไปหน้าบ้านทุกเช้าเพื่อค่อยๆ เปิดตู้จดหมายดูว่ามีอะไรมาส่งบ้างรึเปล่า วินาทีที่เห็นว่ามีซองจดหมายที่มีชื่อเราจ่าหน้าซองอยู่ หัวใจมันพองโตกว่าการได้รับอีเมลประมาณหนึ่งร้อยเท่า

5. ตั้งวงดนตรีกับเพื่อน

สมัยนั้นใครเอากีตาร์ Ovation หลังเต่ามาโรงเรียนจะดูคูลมาก เพลงอะคูสติกที่คนหัดเล่นกีตาร์ทุกคนใฝ่ฝันว่าอยากเล่นให้ได้คือเพลง More Than Words ซึ่งดังมาจากโฆษณาเกงเกงยีนส์ Lee

เพื่อนผู้ชายของผมหนึ่งในสามจะมีวงของตัวเอง นัดกันไปซ้อมตามห้องซ้อม เล่นกันก็ไม่ค่อยจะเอาอ่าวหรอกแต่สนุกดี เล่นเสร็จก็หารค่าห้องแล้วไปหาอะไรกินกันต่อ

ถ้าจะเล่นเพลงฝรั่ง แค่จะหาเนื้อร้องก็ยากแล้วเพราะเทปเพลงฝรั่งมันไม่ค่อยจะมีเนื้อร้องแถมมาให้เหมือนเทปเพลงไทย ส่วนการแกะเพลงก็ต้องลำบากกรอเทปซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเทปยาน (เด็กสมัยนี้จะเข้าใจคำว่าเทปยานมั้ย?)

สมัยนั้นเราจะมีฮีโร่ให้ยึดเหนี่ยวหลายวง ถ้าเป็นวงฝรั่งก็เช่น Guns N’ Roses , Bon Jovi, Radiohead, Oasis, Blur, Nirvana, Red Hot Chilli Peppers หรือถ้าจะอยากจะดูเหนือชั้นจริงๆ ก็ต้องเล่น Dream Theater

ส่วนเพลงไทยตอนนั้นก็เป็นยุคที่ดนตรีอัลเตอร์เนทีฟเฟื่องฟู ทางคอร์ดง่ายๆ ใส่เอฟเฟ็คกีตาร์ distortion ไปหน่อยก็เพราะแล้ว เพลงยอดฮิตที่เรามักจะเอามาซ้อมกันในห้องซ้อมก็เช่น “บุษบา” ของโมเดิร์นด็อก “ไม่เป็นไร” ของพี่ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ “ดีเกินไป” ของสไมล์บัฟฟาโล่ “อึ๊ม…ดาว” ของวง Imp ซึ่งได้รองชนะเลิศ Hot Wave Music Award ส่วนวงที่ชนะเลิศในปีเดียวกันนั้นชื่อวงละอ่อน มีนักร้องชื่ออาทิวราห์ คงมาลัย

—–

ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ยุค 90’s มันพิเศษกว่ายุคก่อนๆ ก็เพราะว่ามันเป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” พอดี มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตเราสบายขึ้นแต่ก็ยังต้องออกแรงอยู่ มีฮีโร่ให้ยึดเหนี่ยว มีเพลงจากสองค่ายใหญ่ที่เราได้ฟังทุกวันจนผูกพันกับศิลปินเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสมัยนี้ความสัมพันธ์แบบนั้นมันเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะเรามีทางเลือกเยอะจนทำให้ความสนใจของเราต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งสั้นลงไปทุกที

ผมเล่ามาแค่ 5 เรื่องที่คลาสสิกสำหรับผมเพราะผมได้สัมผัสกับมันโดยตรง เชื่อว่าน่าจะมีอีกหลายสิบเรื่องที่เป็นความทรงจำยุค 90’s ใครคิดอะไรออกก็นำมาแชร์ตรงนี้ได้เลยแล้วผมจะคัดสรรบางส่วนมาอัพเดตในบทความนี้นะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

10 ขั้นตอนการดูแลสามีในยุค 1950’s

20191210

อ่านเจอเนื้อหาที่ตัดมาจากในหนังสือเรียน “คหกรรมศาสตร์” (Home Economics) หรือการเป็นแม่บ้านที่ดีจากยุค 50’s ของฝรั่ง

คิดว่าน่าสนใจดี เลยคัดบางช่วงตอนมาให้อ่านกันครับ

เคล็ดลับการดูแลสามี

เตรียมอาหารเย็นไว้ให้พร้อม
วางแผนล่วงหน้าในการทำอาหารเย็นอร่อยๆ ไว้ให้สามี ผู้ชายส่วนใหญ่จะหิวโซเมื่อกลับถึงบ้าน ดังนั้นอาหารดีๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

เตรียมตัวเองให้พร้อม
พักสัก 15 นาที เพื่อที่คุณจะได้สดชื่นเมื่อสามีกลับมาถึง เติมแป้งหน่อยก็ดี ผูกโบว์ตรงผมด้วยก็เยี่ยม ทำตัวให้ร่าเริงและน่าสนใจกว่าปกติ วันที่น่าเบื่อของเขาจำเป็นต้องมีตัวช่วย

อย่าปล่อยให้รก
เดินสำรวจบ้านอีกรอบ เก็บหนังสือ ของเล่น เศษกระดาษ ฯลฯ เช็ดโต๊ะให้สะอาด สามีจะได้รู้สึกเหมือนกลับสู่สวรรค์ที่ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เตรียมความพร้อมของลูกๆ
ล้างมือล้างหน้าของลูก หวีผมให้ลูก และถ้าจำเป็นก็เปลี่ยนชุดให้ลูกด้วย

กำจัดเสียงหนวกหู
อย่าให้มีเสียงเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจานหรือเครื่องดูดฝุ่น บอกลูกๆ ว่าอย่าส่งเสียงดัง ต้อนรับสามีด้วยยิ้มที่อบอุ่นและจงแสดงความดีใจที่ได้เจอเขา

สิ่งที่ไม่ควรทำ
อย่าทักทายเขาด้วยการพูดถึงปัญหาหรือพร่ำบ่น อย่าบ่นถ้าเขากลับบ้านช้า ให้มองว่ามันเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาต้องเจอมาทั้งวัน

ช่วยให้เขาผ่อนคลาย
ให้เขาได้นั่งเก้าอี้นุ่มๆ หรือบอกให้เขาไปนอนเล่นบนเตียงก็ได้ เตรียมเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือเย็นๆ ไว้ให้พร้อม จัดหมอนให้เข้าที่และเสนอว่าจะช่วยถอดรองเท้าให้เขา พูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้ม นุ่ม ปลอบประโลม และน่าฟัง

ฟังเรื่องที่เขาเล่า
คุณอาจมีเรื่องอยากบอก แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ จงให้เขาได้พูดก่อน

ให้ค่ำคืนนี้เป็นของเขา
อย่าบ่นถ้าเขาไม่ได้พาคุณออกไปกินข้าวนอกบ้าน แต่จงพยายามเข้าใจโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันที่เขาต้องประสบมา

เป้าหมาย
จงพยายามทำให้บ้านเป็นที่แห่งความผาสุขที่สามีของคุณจะกลับมาชาร์จแบตทั้งทางร่างกายและจิตใจ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Image Magazine 10 Tips To Look After Your Husband From A 1950s Schoolbook Is Exactly What Your Marriage Has Been Missing 

ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา

20191129b

นี่เป็นคำถามที่ผมสงสัยมานานแล้ว และเคยพยายามคิดคำตอบเอาเองในบทความเรื่อง “ความตรงต่อเวลาของฝรั่ง”

วันนี้ได้อ่านเจอบทความอีกชิ้นหนึ่งที่ฝรั่งเป็นคนมาตอบคำถามข้อเดียวกันนี้ ผมคิดว่าน่าสนใจมาก เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

—–

คำถาม: วัฒนธรรมอะไรของคนไทยที่คนต่างชาติรู้สึกว่าแปลกประหลาด?

คำตอบโดย Charissa Enget (นักศึกษาปริญญาโทที่อยู่เมืองไทยมาตั้งแต่ปี 2018)

ผู้หญิงไทยคนหนึ่งให้ฉันดูภาพ 3 ภาพ และให้ฉันบรรยายภาพทั้งสามแบบคร่าวๆ

ภาพแรกเป็นตัวการ์ตูน Peppa Pig นั่งอยู่ในห้องเรียน ฉันบรรยายไปว่าในห้องมีเด็กนักเรียนอยู่ 8 คน นาฬิกาบอกเวลา 4 โมงเย็น ฉันเลยรู้สึกว่ามันแปลกๆ ที่พวกเด็กๆ ยังอยู่ที่โรงเรียนกัน

ภาพที่สองเป็นภาพผู้ชายยืนอยู่ในห้องนอน หน้าตาเขาดูเศร้าๆ ส่วนภรรยาของเขาก็กำลังร้องไห้อยู่ในห้องน้ำ นาฬิกาบอกเวลา 12 นาฬิกา ฉันเลยคิดว่านี่น่าจะเที่ยงคืนแล้ว และทั้งคู่คงทะเลาะกันจนยังไม่ได้เข้านอน

ภาพที่สามเป็นภาพของครอบครัวกำลังนั่งกินข้าวด้วยกัน เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เลข 6 ฉันเลยบรรยายว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลา 6 โมงเย็น พวกเขากำลังรับประทานอาหารเย็นด้วยกันหลังเลิกเรียน ฉันพูดถึงชุดที่เขาใส่และเฟอร์นิเจอร์ในครัว

หลังจากที่ฉันบรรยาย 3 ภาพนี้จบ ผู้หญิงที่ถามฉันก็อธิบายเหตุผลให้ฟัง

“เรากำลังศึกษาว่าคนต่างชาติคิดถึงเวลาอย่างไรเมื่อเทียบกับคนไทย คุณสังเกตเห็นนาฬิกาและพูดถึงเวลาในทุกๆ ภาพ ซึ่งตรงกับคนต่างชาติอีก 95% ที่เราได้คุยด้วย แต่พอเราเอาภาพนี้ให้คนไทยดู มีเพียง 20% เท่านั้นที่พูดถึงเวลา”

คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อเวลา ที่มหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนอยู่ คลาสทุกคลาสจะเริ่มช้า 15 นาทีเสมอ เดดไลน์ต่างๆ มักจะต่อรองได้ คนมาสาย 1 ชั่วโมงโดยไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไร ฉันช็อคมากตอนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ

นิสัยไม่ตรงต่อเวลาเป็นเรื่องปกติของคนในประเทศเขตร้อน เท่าที่ฉันสังเกต คนฟิลิปปินส์ดูจะมีความตรงต่อเวลาน้อยกว่าคนไทยเสียอีก

หลายคนตั้งสมมติฐานว่ามันเป็นเพราะดินฟ้าอากาศ เวลาเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคนอเมริกันและคนยุโรป ถ้าเราไม่เก็บเกี่ยวพืชผลให้ทันก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน พวกเราก็จะอดตาย ฤดูกาลทั้งสี่นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจนและคอยย้ำเตือนว่าวันคืนกำลังหมุนไปและเหลือเวลาอีกเท่าใดกว่าฤดูหนาวจะกลับมาอีกครั้ง วัฒนธรรมของเราจึงให้ความสำคัญต่อการตรงต่อเวลา และมันก็ส่งผลต่อชีวิตเราในทุกแง่มุมตราบจนทุกวันนี้

แต่สำหรับเมืองไทย ฤดูกาลไม่เคยเปลี่ยน ฤดูหนาวไม่เคยมาถึง คนไทยเลยไม่เคยต้องเตรียมอาหารให้พร้อมสำหรับฤดูหนาว ผลไม้และข้าวปลูกได้ทั้งปี อากาศที่ร้อนอย่างสม่ำเสมอทำให้คนไทยไม่ค่อยรู้สึกถึงการผ่านไปของเวลาและรู้สึกว่าอะไรๆ ก็ยังเหมือนเดิม

ด้วยเหตุผลนี้พวกเขาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเวลาเพราะพวกเขามีเวลาเหลือเฟือ ถ้าวันนี้ยังไม่ได้เกี่ยวข้าวก็ค่อยทำพรุ่งนี้ก็ได้

แปลกดีมั้ยที่ความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลสามารถส่งผลต่อวัฒนธรรมได้ถึงเพียงนี้?


ถ้ายังไม่หนำใจ เข้าไปอ่านความเห็นของคนที่ได้อ่านบทความนี้ได้ในตอน ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา (อภิปราย)

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: bit.ly/tgimline

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Charissa Enget’s answer to What are some things about Thai culture that foreigners find absurd?

ภาพโดย Sasin Tipchai จาก Pixabay