โศกนาฏกรรมของหมออยู่เวร

20191020

บทความนี้ผมเขียนขึ้นในฐานะของคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวงการการแพทย์เลย

แต่เนื่องจากโดนจุดประกายจากหนังสือเล่มหนึ่ง เลยได้ลองศึกษาเพิ่มเติม และพบว่าถ้าไม่เขียนเรื่องนี้คงไม่ได้

จึงขอมาแบ่งปันข้อมูลและมุมมอง พร้อมทั้งน้อมรับข้อมูลและความคิดเห็นของทุกฝ่ายนะครับ

 


กล้าพอไหม?

ลองคิดภาพว่าคุณเป็นผู้ป่วยที่เพิ่งถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัด แสงไฟเหนือเตียงสว่างจ้า พยาบาลหลายคนเดินไปมาขวักไขว่

สักพักคุณก็เห็นหมอที่จะเป็นคนผ่าตัดคุณเดินเข้ามาในห้อง

…พร้อมกับเหล้าหนึ่งกลมในมือ

หมอเปิดฝาขวด ยกเหล้าขึ้นซด 2-3 กรึ๊บ ก่อนจะวางขวดลงแล้วเดินเข้ามาที่เตียงพร้อมหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา

คุณจะกล้าให้หมอคนนี้ผ่าตัดคุณหรือไม่?

คงไม่มีใครยอมให้หมอที่เพิ่งกินเหล้ามาทำอะไรกับร่างกายของเราแน่ๆ

แต่ทราบมั้ยครับว่า หากคนๆ หนึ่งไม่ได้นอนเป็นเวลา 22 ชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานของสมองและร่างกายของคนๆ นั้นจะไม่ต่างอะไรกับคนที่ดื่มเหล้าเมาในระดับที่ถ้าขับรถจะก็โดนจับข้อหาเมาแล้วขับได้เลย


 

ตัวเลขจากลุงแซม

ต้นเหตุสำคัญที่สุดสำหรับการเสียชีวิตของชาวอเมริกัน 3 อันดับแรกได้แก่

1. หัวใจวาย
2. มะเร็ง
3. ความผิดพลาดทางการแพทย์

แพทย์ฝึกหัด 1 ใน 20 คนจะทำให้คนไข้เสียชีวิตเพราะข้อผิดพลาดอันเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอของตัวแพทย์ฝึกหัด

ที่อเมริกามีแพทย์ฝึกหัด 100,000 คน ดังนั้นจะมีผู้ป่วย 5,000 คนที่เสียชีวิตเพราะหมออดนอน

หมอที่ทำงานติดต่อกันมา 30 ชั่วโมงมีโอกาสที่จะพลาดทำเข็มตำตัวเองหรือใช้มีดตัดโดนเนื้อตัวเองเพิ่มขึ้น 73% และมีโอกาสวินิจฉัยผู้ป่วยใน ICU ผิดพลาดเพิ่มขึ้น 460% (พิมพ์ไม่ผิดครับ)

หมออยู่เวรมีโอกาสประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เพิ่มขึ้น 168% หลายครั้งจึงเกิดตลกร้ายที่หมอที่เพิ่งรักษาคนไข้ในห้อง ICU หยกๆ ขับรถกลับบ้านแล้วหลับในจนต้องกลับมาเป็นคนไข้ใน ICU เสียเอง

ถ้าคุณเป็นคนไข้ที่ต้องผ่าตัด และหมอที่ต้องผ่าตัดคุณได้นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมง โอกาสที่หมอจะทำให้อวัยวะของคุณเสียหายหรือทำให้เกิดภาวะตกเลือดจะเพิ่มขึ้นถึง 170% (พิมพ์ไม่ผิดอีกเช่นกัน)

 


 

หมอเวรที่เมืองไทย

ข้อความส่วนหนึ่งจากกระทู้พันทิป:

เคยสงสัยมั้ยครับว่าในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐทำไมเวลาเข้าไปถึงมักจะเห็นแต่หมอเด็กๆ แล้วหมอแก่ๆ เขาไม่มาอยู่กันเหรอ คำตอบคือทุกวันนี้แพทย์ที่ปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐแทบทุกโรงพยาบาลนอกเวลาราชการเกือบ 100% คือแพทย์จบใหม่ครับ

ฟังแล้วดูแย่เนาะ เหมือนหมอที่จบมานานแล้วเป็นหมอที่เชี่ยวชาญแล้วเอาเปรียบน้อง ไม่มาช่วยอยู่เวรห้องฉุกเฉินเลย แล้วอย่างนี้คนไข้จะได้รับการรักษาที่ดีหรือ จริงๆแล้วมันคือวัฎจักรที่เกิดขึ้นเช่นนี้มานานแสนนานแล้ว

เพราะอะไร เวรห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการสำหรับหมอคือเวรที่เป็นเหมือนยาขมครับ นอกจากต้องอดหลับอดนอนแล้ว งานหนัก เหนื่อย แล้วยังต้องมาเครียดปวดประสาทกับปัญหาของคนไข้และญาติ และยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องทางกฎหมายมากกว่าจุดอื่นอีก

ถ้าถามความคิดเห็นของหมอ ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่แทบทั้งหมดไม่อยากอยู่เวรห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการ ดังนั้นวิถีชีวิตของหมอส่วนใหญ่คือเมื่อเรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต ใช้ทุนครบแล้วก็ต้องพยายามไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางเพื่อที่จะได้ทำงานในจุดที่สบายกว่า เครียดน้อยกว่า และที่สำคัญคือได้เงินมากกว่า เพราะทุกคนก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นและต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองเสมอ

แพทย์จบใหม่ทำงานตามเวลาราชการ 8:30-16:30 จากนั้นก็เข้าเวรช่วง 16.30 – 8.30 แล้วก็ทำงานต่อ 8:30-16:30 รวมเวลาทำงาน 32 ชั่วโมง

สัปดาห์หนึ่งอาจต้องอยู่เวรเช่นนี้ 3-4 ครั้ง แพทย์จบใหม่บ้านเราจึงทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

 


นิสัยนี้ท่านได้แต่ใดมา?

สงสัยมั้ยครับว่า วัฒนธรรมการอยู่เวร-ทำงานข้ามวันนี่มันเริ่มขึ้นมาได้อย่างไร

จากเพจ รู้ทันหมอ By Dr.P (ซึ่งอ้างอิงกระทู้พันทิปที่เนื้อหาถูกลบไปแล้ว)

ประเทศไทยเรา นำระบบการเทรนนิ่งหลักๆมาจากสหรัฐอเมริกา และเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านั้นเราไม่มีแพทย์เฉพาะทางนะครับ

เป็นเวลาเกือบ 100 ปีตั้งแต่ Osler ริเริ่ม Residency Training

แพทย์ประจำบ้าน หรือ Resident ทำงานหนักมาก รับผิดชอบคนไข้ 24 ชั่วโมง 7 วันต่ออาทิตย์

แทบไม่มีวันหยุด อยู่เวรกันแล้วแต่ปริมาณคนไข้และ house staff

โมเดลนี้ จะคล้ายคลึงกับแพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านของเราในปัจจุบัน

ผมจึงคิดว่า ที่หมอไทยต้องอยู่เวรกันดึกๆ น่าจะได้รับอิทธิพลจากอเมริกาไม่มากก็น้อย

พอผมค้นคำว่า Osler Residency Training ก็พบ Osler Medical Residency ของโรงพยาบาล Johns Hopkins Hospital ที่เราคุ้นหูกันดี โรงพยาบาลนี้ตั้งอยู่ในรัฐ Maryland เมืองบัลติมอร์ (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงวอชิงตัน) และประกาศว่าเป็นโรงพยาบาลแรกในอเมริกาที่มีโปรแกรมการเรียนการสอนแบบ Residency

Residency แปลว่าการอยู่อาศัย ซึ่งหมายถึงการให้แพทย์ฝึกหัดใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อจะเก็บเกี่ยววิชาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติไปให้ได้มากที่สุด

ซึ่งก็โป๊ะเชะกับสิ่งที่ผมอ่านเจอในหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ที่อธิบายถึงจุดกำเนิดของการทำงานหนักเหนือมนุษย์ของหมอ

เรื่องมันเริ่มต้นจากคุณหมอที่ชื่อว่า William Stewart Halsted ครับ

ฮัลสติดเป็นผู้ก่อตั้ง Surgical Training Program ในโรงพยาบาล Johns Hopkins เมื่อปี 1889

ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของโปรแกรมนี้ ฮัลสติดคาดหวังให้แพทย์ฝึกหัดทำงานแบบ Residency เป็นเวลา 6 ปี และบังคับให้ Residents (“แพทย์ประจำบ้าน”) ทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมง เพราะเขามองว่าการพักผ่อนนอนหลับนั้นเป็นความย่อหย่อน และเป็นการตัดโอกาสการเรียนรู้และการทำงาน

แถมคำพูดของฮัลสติดก็มีน้ำหนักเสียด้วย เพราะเขาเองก็เป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นด้วยการทำงานติดต่อกันหลายวันราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย

แต่จริงๆ แล้วฮัลสติดกุมความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้

ในสมัยวัยหนุ่ม ฮัลสติดได้ทำการวิจัยยาที่น่าจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัดได้

และหนึ่งในยาที่ฮัลสติดศึกษาก็คือโคเคน

ใครที่เคยเสพโคเคน (หวังว่าคงไม่!) หรือดูหนังที่ตัวละครเสพโคเคนอาจจะพอทราบว่า หลังจากที่สูดโคเคนเข้าไปทางจมูกแล้ว หน้าจะชาไปทั้งหน้า ไม่ต่างอะไรกับการโดนหมอฟันฉีดยาชาเกินขนาด

เมื่อศึกษาอย่างจริงจัง ฮัลสติดก็เลยลองใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง

และเพียงไม่นานฮัลสติดก็ติดโคเคนเสียเอง!

หากคุณได้อ่านบทความวิชาการที่ฮัลสติดเขียนลง New York Medical Journal ฉบับวันที่ 12 กันยายน 1885 คุณจะพบว่าบทความนั้นอ่านแทบไม่รู้เรื่อง คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์ไม่น้อยเชื่อว่าฮัลสติดน่าจะเขียนบทความนี้ขณะที่กำลังเสพโคเคนอยู่

แพทย์ที่ได้ร่วมงานกับฮัลสติดหลายคนสังเกตว่าเขามักมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นหายตัวไปเฉยๆ ระหว่างการผ่าตัด ปล่อยให้หมอฝึกหัดจัดการกันเอง หรือบางทีก็มือสั่นจนผ่าตัดเองไม่ได้โดยอ้างว่าเป็นเพราะติดบุหรี่

ฮัลสติดกลัวว่าจะมีคนจับได้ว่าเขาติดโคเคน จึงเข้ารับการบำบัดอย่างลับๆ อยู่บ่อยครั้งโดยใช้ชื่อกลางแทนนามสกุล (William Stewart) แต่ก็ไม่เคยเลิกโคเคนได้เสียที

ครั้งหนึ่งที่เขาเข้ารับการบำบัด ฮัลสติดทรมานกับอาการลงแดงเป็นอย่างมาก หมอจึงอนุญาตให้ใช้มอร์ฟีนบรรเทาอาการปวด ออกจากการบำบัดคราวนั้นฮัลสติดก็เลยติดทั้งโคเคนและมอร์ฟีน!

คนที่ติดโคเคนนั้นมีอาการตื่นตัวเกินคนปกติอยู่แล้ว ฮัลสติดจึงสามารถทำงานติดต่อกันหลายสิบชั่วโมงราวกับเป็นยอดมนุษย์ แต่สิ่งที่ควรประณามก็คือการที่เขาคาดหวังและบังคับให้นักเรียนแพทย์ที่ Johns Hopkins ทำให้ได้เหมือนอย่างเขา

ฮัลสติดเก็บความลับไว้ได้ดีทีเดียว เพราะไม่มีใครล่วงรู้ว่าฮัลสติดติดยาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตไปแล้วหลายปี

ทิ้งไว้เพียงมรดกให้กับหมอทั่วทั้งอเมริกา และน่าจะรวมถึงหมอในเมืองไทยด้วย นั่นก็คือวัฒนธรรมการทำงานหลายสิบชั่วโมงอันบ้าคลั่งนี้เอง

 


ทางออกคืออะไร?

กลับมาที่เมืองไทย…เราจะทำอย่างไรให้หมอไม่ต้องทำงานหนักผิดมนุษย์มนาอย่างนี้

แน่นอน ปัญหานี้มันไม่ได้แก้กันได้ง่ายๆ เพราะมันซับซ้อนอิรุงตุงนัง จำนวนหมอต่อประชากรของเราน้อย หมอบางส่วนไม่ยอมอยู่เวรเพราะมีคลีนิคต้องดูแล หมอที่เคยผ่านช่วงนรกมาแล้วก็ไม่อยากต้องกลับไปเจออีก หมอไม่น้อยเลือกไปอยู่โรงพยาบาลเอกชนหรือแม้กระทั่งเดินออกจากอาชีพนี้ ซึ่งย่อมทำให้อาชีพหมอขาดแคลนเข้าไปอีก

คำถามก็คือคนอ่านอย่างเราจะช่วยอะไรได้บ้าง?

ที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือดูแลร่างกายตัวเองให้ดี

พี่ตูนบอดี้แสลมเคยบอกว่าการที่แกออกมาวิ่งจากเบตงถึงแม่สายนั้น เขาไม่ได้ต้องการแค่ซื้อเครื่องมือให้โรงพยาบาลเท่านั้น แต่เขาต้องการให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อเราแข็งแรง เราก็ไม่เจ็บป่วย เราก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่ต้องไปรบกวนคุณหมอเขา

ส่วนเรื่องระบบการอยู่เวรของหมอ เรื่องจำนวนหมอต่อโรงพยาบาล เรื่องการไม่ยอมอยู่เวรของหมอที่อาวุโสสูงกว่า ผมคงมิหาญกล้านำเสนอทางออก

ที่ทำได้ในวันนี้เพียงแค่ชี้ทางเข้า ว่าวัตรปฏิบัติที่ทำให้หมอของเราต้องทุกข์ทนและทำให้คนไข้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนับ 100% นั้น อาจจะเกิดจากน้ำมือของหมอขี้ยาคนหนึ่งที่จากไปแล้วร่วมร้อยปี

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens เคยกล่าวไว้ว่า

เราไม่ได้เรียนรู้อดีตเพื่อจะทำนายอนาคต

เราเรียนรู้อดีตเพื่อที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองจากอดีตได้ต่างหาก

ผมได้ฉายภาพอดีตบางส่วนให้พวกเราได้รับชมกันแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะเริ่มต้นที่จะปลดปล่อยตัวเองจากอดีต และร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่านี้ร่วมกันนะครับ


เรียบเรียงโดย Anontawong’s Musings

Facebook Page: bit.ly/tgimfb
LINE@: bit.ly/tgimline
Blockdit: Anontawong’s Musings

ขอบคุณภาพจาก Rare Historical Photos: Dr. Zbigniew Religa monitors his patient’s vitals after a 23 hour long heart transplant surgery, 1987

ขอบคุณข้อมูลจาก:

หนังสือ Why We Sleep: Unlocking the Power of Sleep and Dreams by Matthew Walker

Joe Rogan Experience Podcast: Matthew Walker 

เพจรู้ทันหมอ by Dr.P ที่มาของแพทย์และการอยู่เวร 

HFocus กางชีวิตหมอโรงพยาบาลชุมชน “ทำงานหนัก-พักผ่อนน้อย-เสี่ยงอุบัติเหตุถึงตาย” 

Pantip:
อีกมุมหนึ่งของดราม่าการอยู่เวรของหมอ
เรื่องการจัดเวร หมอ ใน รพ ยังไม่มีประสิทธิภาพ
สอบถามเวลาการทำงานของแพทย์เมืองไทย

เอะอะก็ปฏิรูปการศึกษา

20191007

ครั้งหนึ่งผมเคยไปบรรยายเรื่องสตาร์ทอัพให้ผู้บริหารจากหลายองค์กรฟัง และผู้บริหารท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า เมืองไทยไม่ค่อยมีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ เพราะเด็กไทยไม่ค่อยกล้าคิดไม่ค่อยกล้าเสี่ยง ต้นเหตุก็เกิดมาจากการศึกษาที่หล่อหลอมให้เด็กของเราอยู่ในกรอบและมองหาแต่คำตอบสำเร็จรูป ดังนั้นเราต้องปฏิรูปการศึกษา

ผมเลยขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นคำตอบที่ถูก และเป็นคำตอบที่ผิดในตัวมันเอง

เป็นคำตอบที่ถูก เพราะการศึกษานั้นมีผลต่อกระบวนการคิดของคนจริงๆ แถมการตอบว่า “เราต้องปฏิรูปการศึกษา” นั้นก็ไม่มีใครเถียงด้วยว่าไม่ดี

แต่มันเป็นคำตอบที่ผิด เพราะเรากำลังโยนความรับผิดชอบให้คนอื่น

เวลาเจอคนที่พูดว่า “เราต้องปฏิรูปการศึกษา” คำว่า “เรา” หมายถึงใครไม่รู้ แต่น่าจะไม่ได้หมายถึงตัวเองแน่ๆ

เราพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่คำนี้ก็ยังล่องลอยอยู่ในอากาศ และเป็น “คำตอบสำเร็จรูป” สำหรับแทบจะทุกปัญหาในสังคมไทยมาโดยตลอด

แล้วคำตอบที่ถูกที่ผมหมายถึงคืออะไร?

ผมคิดว่าคำตอบที่ถูกคือคำตอบที่เรามีส่วนร่วมได้ เข้าไปมีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ก็ยังดีกว่าการเอาแต่เรียกร้องและหวังลมๆ แล้งๆ

—–

ใน Wongnai WeShare กับพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผมถามพี่เขาว่า ตอนนี้เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าก็ยังครองที่ทางของเขา ยังไม่คิดจะหลีกทางให้คนรุ่นใหม่ แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี  พี่ภิญโญตอบว่า:

“คุณไม่มีทางไปร้องขออำนาจหรือความเปลี่ยนแปลงจากคนที่หวงอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลง คุณขอสิ่งที่เขาไม่อยากให้มากที่สุดได้อย่างไร

สิ่งเดียวที่คุณจะทำได้คือการ disruption สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ โดยไม่ต้องร้องขออำนาจ เมื่อคุณ disruption ไปทีละจุด ทีละจุด ทีละจุด 500 จุดหรือมากกว่าไปเรื่อยๆ สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเอง โดยที่คนรุ่นเก่าก็ได้แต่มองตาปริบๆ แล้วค่อยๆ ถอยออกจากบทบาทที่ตัวเองยืนอยู่

ยากที่เราจะหา platform แล้วฉันทามติร่วมกันในเวลานี้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด รอไปถึงชาติหนึ่งก็อาจจะไม่เปลี่ยน แต่ง่ายกว่าที่ปัจเจกชนจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างแล้วเปลี่ยนแปลงทีละจุด เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจึงเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เปลี่ยนแปลงธุรกิจแล้วค่อยเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงสังคมแล้วค่อยไปเปลี่ยนแปลงโลก อย่าคิดเปลี่ยนแปลงโลกแล้วย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

—–

กลับมาที่เรื่องปฏิรูปการศึกษา ในเมื่อระบบมันเป็นอย่างนี้ และเราคงต้องอยู่กันอย่างนี้ไปอีกสักพัก จะส่งลูกเรียนอินเตอร์ก็รับภาระค่าใช้ไม่ไหว แล้วจะทำยังไงดี?

บางทีเราก็ต้องเริ่มถามตัวเองก่อน ว่าเรากำลัง outsource การเรียนรู้ของลูกมากเกินไปรึเปล่า

เราทำงานเพื่อหาเงินส่งเป็นค่าเทอม แล้วเราก็ฝากความหวังไว้กับคุณครูและโรงเรียนว่าจะสร้างลูกของเราให้เป็นเยาวชนที่เข้มแข็ง แต่เราเองกลับมีเวลาสร้างเขาเพียงน้อยนิด

บางทีจุดเริ่มต้นคือการ outsource ให้น้อยลง คุยกับลูกให้มากขึ้น อ่านหนังสือให้เขาฟัง ลองหากิจกรรมต่างๆ ทำร่วมกัน ใส่ใจกับการเรียนรู้และการเจริญเติบโตทางความคิดของเขาให้มากกว่านี้

มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ฟังดูดีเท่าการปฏิรูปการศึกษา

แต่ผมเชื่อว่ามันมีโอกาสที่จะสร้างเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าอย่างแน่นอนครับ

ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา

20190824_nowatches

เราจะได้หลงระเริงอยู่ในนั้น

ในอาคารใหญ่ๆ อย่างออฟฟิศ สถานที่ราชการ หรือโรงพยาบาล เรามองเห็นนาฬิกาติดผนังได้โดยง่าย แต่ห้างสรรพสินค้าไม่มีเวลาคอยบอก นอกเสียจากในแผนกขายนาฬิกา

หลายสิ่งหลายอย่าง ถูกออกแบบมาโดยตั้งใจ

ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่น้อยวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติผลไม้ควรจะอยู่ช่วงท้ายๆ ของการเดิน เวลาหยิบใส่รถเข็นจะได้ไม่ต้องห่วงว่าอะไรจะมาทับ

แต่เหตุผลที่เขาวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ก็เพื่อให้คนรู้สึกดีที่ได้หยิบผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว จากนั้นจะซื้อของกินอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพบ้างก็ไม่เป็นไร อารมณ์คงเหมือนคนที่ออกกำลังกายมาใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่าจะกินอะไรก็ได้นั่นแหละ

หรืออย่างเมนูอาหารในร้านหรู บรรทัดแรกๆ มักจะเป็นเมนูราคาแพง แพงในระดับที่เราไม่กล้าสั่ง พอเจอรายการอื่นๆ จะได้รู้สึกว่าถูกไปโดยปริยาย

ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา ทางเข้าซูเปอร์ขายผลไม้ เมนูที่แพงจนขายไม่น่ามีใครกล้าสั่ง

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเห็น (หรือไม่เห็น) ถูกใส่มาหรือถูกละไว้โดยตั้งใจ

ขอให้เรามองออกและรู้เท่าทันกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

20190731

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

แฟนผนชอบซื้อเสื้อผ้าออนไลน์จาก Pomelo มาก เพราะใช้งานง่าย ใส่ใจรายละเอียด แถมถ้าได้ลองใส่แล้วไม่ชอบยังสามารถส่งคืนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีเวลาส่งคืนถึง 1 ปีเต็ม

หนึ่งในนโยบายที่บริษัท Wongnai มีคือเราไม่จำกัดวันลาหยุดของพนักงาน เล่าให้ใครฟังก็มักจะถามว่ามันจะคุ้มกันเหรอ ไม่กลัวคนลาจนไม่เป็นอันทำงานทำการเหรอ

แล้วผมก็ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า บางทีเราอาจจะกลัวคนเอาเปรียบมากเกินไป

แน่นอนว่าคนที่เอาแต่ได้นั้นมีอยู่ แต่คนที่รักความเป็นธรรมและมีศักดิ์ศรีนั้นมีมากกว่าไม่รู้กี่เท่า

การที่เราจะทำธุรกิจอะไรก็ตามแต่ เราต้องมองให้ออกว่าเรากำลัง deal กับคนประเภทไหน และส่วนใหญ่เขามีพฤติกรรมแบบไหน เวลาเรารับพนักงาน Wongnai เราจะพยายามคัดคนที่มีพื้นฐานจิตใจดี ขยันและอยากทำงานให้ได้ดี ดังนั้นโอกาสที่เขาจะลางานพร่ำเพรื่อย่อมมีไม่มากนัก

ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกบางอย่างที่จะช่วยลดความน่าจะเป็นที่จะโดนเอาเปรียบด้วย อย่าง Pomelo เองก็มีกติกาว่าสินค้าที่จะส่งคืนต้องห้ามตัดป้ายราคาทิ้ง เพื่อกันคนเอาไปใส่ซ้ำๆ แล้วค่อยส่งคืน ส่วนที่ Wongnai เราก็เข้มงวดและเด็ดขาดกับคนที่ทำงานได้ไม่ตามเป้า ดังนั้นคนก็จะไม่ลาบ่อยจนเสียงานเสียการ

ผมจึงคิดว่าเราสามารถเชื่อมั่นในมนุษย์ได้มากกว่านี้โดยไม่จำเป็นต้องโลกสวย แค่ต้องมองให้ออกว่าแท้จริงแล้วโลกเป็นเช่นไร มันน่ากลัวอย่างที่เราคิดจริงรึเปล่า

แค่เรากล้าขึ้นอีกนิด เราจะได้ใจคนขึ้นอีกเยอะ ซึ่งใจที่ว่านี้มันมีคุณค่าและมูลค่าสูงกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากคนคิดเอาเปรียบแค่ไม่กี่คนอย่างเทียบกันไม่ได้เลยครับ

ทฤษฎีงูเห่า

20190521_cobra

ผมเพิ่งได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Cobra Effect หรือ ทฤษฎีงูเห่า เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ครับ

เรื่องนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าในสมัยที่อังกฤษยังปกครองอินเดียอยู่

สมัยนั้น เมืองเดลี (Delhi) มีงูเห่าชุกชุมมาก รัฐบาลจึงตั้ง “ค่าหัว” ให้กับงูเห่า ใครฆ่างูเห่าและนำศพงูเห่ามาให้เจ้าหน้าที่ ก็จะได้รับเงินรางวัลไป

ช่วงแรกทุกอย่างก็ไปได้สวยเพราะงูเห่ามากมายถูกจับตายและส่งตัวให้รัฐบาล

แต่แล้วพวกหัวหมอก็นำงูเห่ามาเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากเพื่อจะสร้างรายได้ให้ตัวเอง

เมื่อรัฐบาลรู้เข้า จึงยกเลิกค่าหัวงูเห่า

คนที่เลี้ยงงูเห่าจึงปล่อยงูเห่าเข้าป่า เพราะเลี้ยงไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

สุดท้ายงูเห่าในเดลีจึงชุกชุมยิ่งกว่าเดิม

ในบ้างครั้ง การลงมือแก้ปัญหากลับทำให้ปัญหายิ่งแย่ลง

เรื่องราวงูเห่าในเดลีนี้อาจเป็นเพียงตำนานที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ Cobra Effect นั้นมีอยู่จริง

มองย้อนกลับมาในปัจจุบัน เราอาจเคยเห็น Cobra Effect ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ หรือในระดับประเทศ

ดังนั้นเราควรจะมองให้ออกว่าสิ่งที่เรากำลังจะตัดสินใจทำมันเปิดมีโอกาสให้เกิด Cobra Effect รึเปล่า

ถ้าใช่ ก็อาจต้องคิดอะไรให้รัดกุมมากกว่านี้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia

วิกฤติรถม้า

20190331_horsemanure

ใครที่เคยไปเที่ยวยุโรปอาจเคยย้อมเสียตังค์เพื่อได้ขึ้นไปนั่งรถม้าชมเมือง

คงเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้เราย้อนยุคกลับไปสมัยเก่าก่อน ที่คนยังเดินทางด้วยสัตว์อันสง่างามอย่างม้าอาชาไนย ไม่มีควันพิษที่ออกมาจากท่อไอเสียอย่างสมัยนี้

แต่ภาพที่เราคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันก็ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป

เมื่อก่อนปี ค.ศ.1900 ลอนดอนใช้ม้าถึง 50,000 ตัวสำหรับการสัญจรของคนในเมือง

ปัญหาก็คือม้าพวกนี้วิ่งไปถ่ายไป ม้าตัวนึงอุจจาระวันละประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งนั่นแปลว่ามีขี้ม้าถึงวันละห้าแสนกิโลกรัมถูกถ่ายเรี่ยราดไว้ตามท้องถนนในลอนดอน ส่วนที่นิวยอร์คที่มีม้า 100,000 ตัวก็จะมีขี้ม้าถึงวันละ 1 ล้านกิโลกรัม

ม้าพวกนี้ยังมีอายุขัยค่อนข้างต่ำคือ 3 ปีเท่านั้น จึงมีม้าที่หมดแรงตายตามท้องถนนเต็มไปหมด ศพม้ามักจะถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยเสียก่อนเพื่อจะได้จัดเก็บได้ง่าย

ลองคิดสภาพดูว่าท้องถนนที่เต็มไปด้วยขี้ม้าและศพม้านั้นจะมีกลิ่นอบอวลเพียงใด

แย่ไปกว่ากลิ่นคือการที่มันเป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีให้แมลงวันและสัตว์ที่เป็นพาหะต่างๆ มาซ่องสุมและกระจายเชื้อร้ายอย่างไทฟอยด์และอหิวา

ในปี 1894 ปัญหาขี้ม้าเป็นวิกฤติที่หนักหนาสาหัสในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับทำนายว่า อีกไม่เกิน 50 ปี ถนนทุกสายในลอนดอนจะจมอยู่ในกองขี้ม้าลึก 3 เมตร!

เหตุการณ์นี้ได้รับการขนานนามว่า ‘The Great Horse Manure Crisis of 1894’ – วิกฤติขี้ม้าครั้งใหญ่แห่งปี 1894

วิกฤตินี้นำไปสู่การประชุมการวางแผนผังเมืองนานาชาติครั้งแรกในปี 1898 ซึ่งตอนแรกจะใช้เวลา 10 วัน แต่พอผ่านไป 3 วันการประชุมนี้ก็ต้องยุติลงเพราะไม่มีใครคิดหาทางออกให้กับปัญหาขี้ม้านี้ได้

แต่แล้วแสงสว่างปลายอุโมงค์ก็มาถึงอย่างไม่มีใครคาดคิด

ในปีค.ศ. 1903 ณ เมืองดีทรอยท์ สหรัฐอเมริกา นายเฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) ได้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor Company และคิดค้นระบบสายพานการผลิต (assembly line) ที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตรถถูกลงอย่างมหาศาล

ในปี 1908 ฟอร์ดผลิตรถรุ่น Model T ที่ดิบขายดีไปทั่วทั้งอเมริกาและยุโรป แถมยังมีราคาถูกลงทุกปี จนสุดท้ายคนก็หันมาซื้อรถยนต์เพราะราคาถูกกว่าและดูแลง่ายกว่าการใช้รถม้า

ภายในปี 1917 รถม้าก็หมดไปจากท้องถนนในนิวยอร์ค และเหตุการณ์คล้ายๆ กันก็เกิดขึ้นในลอนดอนและเมืองใหญ่ต่างๆ ที่เคยใช้รถม้ามาก่อน

วิกฤติบางอย่างอาจจะมีทางออกที่เรานึกไม่ถึง

อ่านเรื่องนี้แล้วอาจช่วยให้เราพอจะมีความหวังกับวิกฤติฝุ่น PM2.5 และภาวะโลกร้อนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Historic UK, Business Horsepower, Wikipedia

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 (เหลือ 8 ที่นั่ง) อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop

สี่คำพูดที่นึกถึงใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

20190325_fourwords

“With some distance and awareness, you can become much more than a follower of or a rebel against your generation; you can mold your own relationship to the zeitgeist and become a formidable trendsetter.”

“ด้วยระยะห่างที่เหมาะสมและความตระหนักรู้ คุณจะเป็นได้มากกว่าผู้ตามหรือผู้ต่อต้าน คุณจะหล่อหลอมความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อยุคสมัยและกลายมาเป็นผู้จุดกระแสให้กับสังคมนี้ได้”

-Robert Greene, The Laws of Human Nature


“โจรสลัดเป็นฝ่ายเลว?
กองทัพเรือคือความถูกต้อง
ไอ้ของพรรค์นั้นจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังไงก็ได้อยู่แล้ว
ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดคือคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงความผิดเป็นถูกได้
และตอนนี้ที่นี่คือสถานที่กึ่งกลางนั้น
ความถูกต้องย่อมชนะงั้นเรอะ
มันก็แหงอยู่แล้วสิ
เพราะมีแต่ผู้ชนะเท่านั้น
ถึงจะเป็นฝ่ายถูกต้องยังไงล่ะ!!”
– ดองกี้โฮเต้ โดฟลามิงโก้, One Piece ตอนที่ 556 หนวดขาวและลูฟี่ปะทะกองทัพเรือเพื่อช่วยเอส หมัดอัคคี


“I’m a relic of a bygone era. No ship can carry me into the New Age.”
“ฉันเป็นเพียงซากปรักหักพังแห่งยุคสมัย ไม่มีเรือให้ฉันนั่งไปสู่ยุคใหม่หรอกนะ”
-หนวดขาวกล่าวกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาว, One Piece ตอนที่ 572


“You die as a hero or live long enough to see yourself become the villain.”
“คุณจะตายอย่างวีรบุรุษ หรืออยู่นานพอที่จะเห็นตัวเองกลายเป็นผู้ร้าย”
Harvey Dent กล่าวกับ Bruce Wayne, The Dark Night

ทำไมคนหน้าตาไม่ดีมักจะนิสัยดีกว่าคนหน้าตาดี?

20190301_badlooking

ผมว่ามีสองปัจจัย

ปัจจัยที่หนึ่ง เพราะคนหน้าตาดีนั้นไม่ต้องทำอะไรก็เป็นที่รักได้โดยง่ายอยู่แล้ว เพราะคนหน้าตาดีนั้นมักได้รับการยอมรับและได้รับการอภัยได้ง่ายกว่าคนหน้าตาไม่น่ารัก

ส่วนคนหน้าตาไม่ดีต้องออกแรงมากกว่า ต้องทำตัวดีๆ เพื่อให้ได้เป็นที่รักของคนรอบข้าง

ปัจจัยที่สองก็คือ พอเราเห็นคนหน้าตาไม่ดี เราไม่ได้มีความคาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นคนดี ในขณะที่เวลาเราเห็นคนหน้าตาดี เรามักจะคาดหวังว่าเขาต้องนิสัยดีเหมือนหน้าตาด้วย

อาจเป็นเพราะสื่อที่เราเสพตั้งแต่เด็กนั้น พระเอกนางเอกล้วนหน้าตาดี ส่วนตัวร้ายนั้นมักหน้าตาแย่

พอเราคาดหวังกับคนหน้าตาไม่ดีน้อย เมื่อเขานิสัยดีขึ้นมา มันจึงเกินความคาดหวัง

พอเราคาดหวังกับคนหน้าตาดีเยอะ พอเขานิสัยไม่ค่อยดี เราจึงผิดหวังพอสมควร

แน่นอน ทุกอย่างมีข้อยกเว้น มีคนไม่น้อยที่ทั้งหน้าตาดีและนิสัยดี และก็มีจำนวนไม่น้อยที่แย่ทั้งหน้าตาและนิสัย

เราเลือกหน้าตาไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้

หากเกิดมาหน้าตาไม่ดีมากนัก ก็จงอย่าท้อใจ ฝึกให้เป็นคนนิสัยดีเข้าไว้ แล้วเราจะเป็นที่รักได้ไม่ยาก

ส่วนใครที่เกิดมาหน้าตาดีก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะเรามักจะโดนคาดหวังให้นิสัยดีเท่าหน้าตาครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 6 ที่)

ดีหรือเลวขึ้นอยู่กับบริบท

20190224_context

ค่ำวันนี้ ผมไปทานข้าวกับลูกๆ ภรรยา และพ่อแม่มาครับ

ร้านนี้ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ให้ปริมาณเยอะและรสชาติดีทุกจาน พอร์คช็อปติดมันเนื้อนุ่ม สเต็กเนื้อแกะก็สุกกำลังดี หรือสุกี้แห้งทะเลก็วัตถุดิบสดทุกอย่าง

ขากลับ พอถึงปากซอยตรงข้ามหมู่บ้าน แม่เปรยว่า 7-Eleven ที่เคยมีสองสาขาอยู่ใกล้กัน ตอนนี้สาขาที่เล็กกว่าปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว

ผมไม่รู้ว่าทั้งสองสาขานี้มีใครเป็นเจ้าของบ้าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินมา ว่าหากใครซื้อแฟรนไชส์ 7-Eleven ไปเปิดแล้วขายดี ซีพีก็จะลงไปเปิดเองอีกสาขาใกล้ๆ กัน เพียงแต่จะทำให้ดีกว่า ใหญ่กว่า จนร้านที่อยู่มาก่อนสู้ไม่ไหวและปิดตัวไป

—–

เมื่อวานซืน ผมอ่านเจอคำถามใน Quora ว่ามีใครที่จะพอขึ้นมาแข่งกับ Amazon ได้มั้ย

คำตอบคือแทบจะเป็นไปไม่ได้

เคยมีเว็บขายอุปกรณ์เด็กอย่าง diapers.com ที่กำลังไปได้สวย Amazon จึงติดต่อเพื่อขอซื้อเว็บนี้ แต่เจ้าของปฏิเสธ

สิ่งที่ Amazon ทำก็คือการใช้เงินซื้อโฆษณา Adwords เพื่อให้คนที่กูเกิ้ลสินค้าเด็ก เจอเว็บ Amazon ก่อน แถม Amazon ยังขายของเหมือนกับของที่คนเห็นใน diapers.com แต่ราคาถูกกว่ากันมาก จนแย่งลูกค้าของ diapers.com ไปเกือบหมด

Amazon สายป่านยาว จึงพร้อมยอมขายราคาขาดทุนเพื่อบีบให้ diapers.com ขายไม่ออก ภายในเวลาเพียง 6 เดือนเจ้าของ diapers.com จึงต้องยอมขายเว็บนี้ให้กับ Amazon และเว็บ diapers.com ก็ถูกปิดตัวลงในเวลาต่อมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ Amazon ทำแบบนี้

—–

สองสัปดาห์ที่แล้ว “อาจารย์ป้า” ซึ่งเป็นเจ้าของตึกที่บริษัทของผมเช่าอยู่ จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนและเชิญผมไปร่วมรับประทานอาหารด้วย

พอเห็นผมช่วยแฟนเลี้ยง “ปรายฝน” ลูกสาววัยสามขวบ อาจารย์ป้าก็เปรยขึ้นมาว่า ผู้ชายสมัยนี้นี่ดีนะ ช่วยภรรยาเลี้ยงลูก สมัยป้าเลี้ยงลูก สามีป้าไม่เคยช่วยป้าเลย

—–

หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวเหลือเชื่อของคุณหมออาจินต์ บุณยเกตุ

คุณหมอป่วยเป็นไมเกรนหนักมาก กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายจนสุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาล

ระหว่างที่นอนทรมานกับอาการปวดหัวอยู่นั้น คุณหมอก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหาที่เตียง ทั้งๆ ที่คนรอบตัวหมอไม่มีใครมองเห็นเด็กคนนี้เลย

เธอบอกกับหมอว่าในอดีตชาติเธอกับหมอเคยเป็นพ่อลูกกัน ในชาติล่าสุดเธอมีชื่อว่า พิมพวดี โหสกุล จมน้ำตายตั้งแต่ 9 ขวบ บัดนี้เธอมาช่วยพ่อ พอเธอเอามือวางบนจุดที่เป็นไมเกรน อาการปวดหัวก็ค่อยๆ หายไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่หมอปวดหัวจนทนไม่ไหว ก็จะเรียกหาพิมพวดี และเธอก็จะมาปรากฎตัวทุกครั้ง หมอเอ่ยปากถามว่าเหตุใดพ่อถึงต้องมาปวดหัวเช่นนี้ พิมพวดีก็บอกว่าเพราะเป็นเพราะกรรมที่พ่อก่อไว้

หมอเถียงว่าเขาไม่เคยคิดทำร้ายใคร ช่วยคนมาทั้งชีวิตด้วยซ้ำ

พิมพวดีเลยตอบว่า ไม่ใช่วิบากจากชาตินี้ แต่เป็นผลจากสมัยรัชกาลที่ 3 ที่หมอเคยเป็นราชมัลหรือคนสอบสวนผู้ต้องหา ราชมัลไขเครื่องบีบขมับผู้ต้องหาที่ไม่ยอมรับสารภาพและสร้างความทรมานอย่างแสนสาหัส ก่อนสิ้นใจผู้ต้องหาได้ลั่นวาจาไว้ว่า “กูจะจองล้างจองผลาญทุกชาติไป”

——

Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม ฉายให้เห็นภาพของการค้าทาสในยุคล่าอาณานิคมได้อย่างชัดเจน

หลังจากทวีปอเมริกาถูกค้นพบ หนึ่งในธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดคือการทำไร่อ้อย คนยุโรปจึงเข้าถึงน้ำตาลได้ในราคาที่ถูกลงมาก ต้นศตวรรษที่ 17 ไม่มีชาวอังกฤษคนไหนบริโภคน้ำตาลเลย แต่ในศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษบริโภคน้ำตาลถึงปีละ 8 กิโลกรัม

น้ำตาลนั้นมาจากต้นอ้อย แต่การทำไร่อ้อยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องตากแดดแถมยังมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมาเลเรียอีกด้วย หากจะยอมจ่ายเงินจ้างใครมาย่อมจะทำให้ต้นทุนสูงเกินไป

พ่อค้าหัวใสก็เลยพบทางออกด้วยการใช้แรงงานทาส

ในช่วงศตวรรษที่ 16-19 ชาวแอฟริกาถึง 10 ล้านคนถูกขายไปเป็นแรงงานทาสในอเมริกา โดย 70% ของคนเหล่านั้นถูกส่งมาทำงานในไร่อ้อย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าทาสเหล่านี้มีชีวิตที่แย่แค่ไหน ต้องถูกกดขี่ข่มเหงราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์เพียงเพื่อให้คนยุโรปได้จิบชากาแฟใส่น้ำตาล

การขายแรงงานทาสนี้ไม่ได้ถูกจัดระเบียบโดยรัฐบาลประเทศไหนเลย มันเป็นเรื่องทางการค้าล้วนๆ บริษัทค้าทาสมากมายขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงลอนดอน ปารีส และอัมเสตอร์ดัม เพื่อนำเงินไปซื้อเรือ หาลูกเรือและทหาร จากนั้นจึงแล่นเรือไปซื้อทาสในแอฟริกา นำทาสไปขายให้กับเจ้าของสวนอ้อยในอเมริกา นำเงินนั้นไปซื้อน้ำตาล เมล็ดกาแฟ โกโก้ ยาสูบ แล้วนำกลับมาขายทำกำไรในยุโรปก่อนจะออกเรือใหม่อีกครั้ง ธุรกิจค้าทาสเป็นธุรกิจที่ทำกำไรดี และผู้ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6%

นาซีและสงครามครูเสดฆ่าคนไปมากมายเพราะความเกลียดชัง แต่ทุนนิยมนั้นฆ่าคนไปมากมายเพราะความโลภและความเมินเฉย การค้าทาสไม่ได้เกิดจากการเหยียดสีผิวหรือความรังเกียจต่อคนแอฟริกา จริงๆ แล้วเจ้าของไร่อ้อยแทบไม่เคยเจอทาสเหล่านี้ด้วยซ้ำเพราะเจ้าของส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่ในไร่อ้อย สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือตัวเลขในบัญชีกำไรขาดทุน ส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทค้าทาสก็เป็นชนชั้นกลางคล้ายๆ กับเราที่เป็นคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

—–

เราอาจรู้สึกว่า Amazon นั้นใหญ่โตและแข็งแกร่งเกินไป คุกคามจนคู่แข่งอื่นไม่มีโอกาสโงหัว ส่วนซีพีก็ดูจะเลือดเย็นกับเจ้าของแฟรนไชส์เซเว่นเหลือเกิน

แต่คำถามคือคนที่คิดยุทธวิธีเช่นนี้เป็นคนเลวรึเปล่า?

อาจจะไม่ก็ได้ ทั้งสองบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น และหน้าที่ของผู้บริหารก็คือการทำให้ผู้ถือหุ้นพึงพอใจ การสร้างการเจริญเติบโตและการทำกำไรเป็นครรลองของระบอบทุนนิยม เขาอาจไม่ได้คิดร้ายกับธุรกิจ SME แต่ด้วยขนาดขององค์กรและสภาพตลาดมันเอื้อให้เกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้นเอง ไม่ต่างอะไรกับการค้าทาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเกลียดชังหรือถูกคนใจร้ายที่ไหนบงการ

ผมมีคนรู้จักอยู่ซีพีหลายคนและเขาก็ล้วนคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

การที่ผมช่วยเลี้ยงลูก แต่สามีอาจารย์ป้าไม่เคยช่วยเลี้ยงลูก ก็ไม่ได้หมายความว่าสามีอาจารย์ป้าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ แต่เพราะสมัยนั้นค่านิยมที่ว่าการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของแม่คนเดียวนั้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยึดถือกันต่างหาก

คนธรรมดาที่เกิดในยุคปัจจุบันมีโอกาสน้อยมากที่จะทำร้ายใครจนเลือดตกยางออกหรือถึงแก่ชีวิต เพราะสภาพแวดล้อมหรือวิถีสังคมมันไม่ได้เอื้อให้เราทำแบบนั้น ผิดกับสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ยังมีราชมัลคอยทรมานผู้ต้องหาอย่างทารุณ หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีศึกสงครามอยู่เนืองๆ และผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องจับดาบสู้รบเข่นฆ่าศัตรู

คนเราจะดีจะร้าย จะก่อกรรมดีหรือกรรมชั่ว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตนาหรือสันดานของคนๆ นั้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับบริบทและค่านิยมของสังคมนั้นด้วย

เราอาจจะเชื่อว่าเราเป็นคนดีแล้ว โดยถือเอาว่าเราไม่เคยทำร้ายใคร ใช้ชีวิตถูกต้องตามระเบียบสังคมและกฎหมาย

แต่อีก 100 ปีข้างหน้า คนรุ่นโหลนอาจมองว่าคนรุ่นเราโหดร้ายป่าเถื่อนก็ได้

ในวันที่เทคโนโลยีก้าวล้ำจนเราสามารถสังเคราะห์พืชให้มีรสชาติเหมือนเนื้อสัตว์

ในวันที่คนรวมร่างกับเครื่องมือต่างๆ จนเป็นไซบอร์กและ “อิ่มได้” ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

วันนั้น มนุษย์ไม่จำเป็นต้องฆ่าปศุสัตว์ปีละหลายพันล้านตัวเพื่อนำมาเป็นอาหารอันโอชะอีกต่อไป

ในปี 2119 หากมีคนผ่านมาเห็นย่อหน้าที่สองของบทความนี้

“พอร์คช็อปติดมันเนื้อนุ่ม สเต็กเนื้อแกะก็สุกกำลังดี หรือสุกี้แห้งทะเลก็วัตถุดิบสดทุกอย่าง”

เขาจะมองผมด้วยสายตาเช่นไร?

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 12 ที่)

ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์

20190131_emotion

เคยสังเกตตัวเองมั้ยครับว่าเราเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกคนอื่นมาก

เราอยู่ของเราดีๆ เห็นแฟนเดินเข้ามาหน้าตาบึ้งตึง อารมณ์ของเราก็รู้สึกดำดิ่งไปด้วยทันที

หรือเวลาเดินเข้าห้องประชุม เราจะรู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศมาคุทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาซักคำ

เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens นั้นก็เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ ทุกคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันในการหาอาหาร ป้องกันตัว และเลี้ยงดูลูกตัวน้อย

เมื่อเราต้องพึ่งพิงคนอื่นมากขนาดนี้ ร่างกายและสัญชาติญาณของเราจึงผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานับครั้งไม่ถ้วนให้สามารถ “จับสัญญาณ” อารมณ์ของคนในเผ่าของเราได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เราจึงรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้กำลังโกรธหรือกำลังแฮปปี้โดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลยซักคำ เพราะความสามารถในการจับอารมณ์นี้มีมาก่อนที่เราจะเริ่มมีความสามารถในการใช้ภาษาอยู่หลายแสนปี

เมื่อจับและรับรู้อารมณ์ได้ เราจึง “ติด” อารมณ์คนๆ นั้นมาด้วย

อารมณ์ของคนจึงส่งผ่านกันง่ายดังโรคติดต่อ ซึ่งเป็นทั้งข่าวร้ายและข่าวดี

ข่าวร้ายคือเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดั่งใจ เพราะมันอ่อนไหวและเปราะบางต่ออารมณ์ของทุกคนรอบตัว

แต่ข่าวดีก็คือ เราอาจสามารถพลิกสถานการณ์บางอย่างได้ เพียงใช้อารมณ์ที่เหมาะสมของเรานำทาง

เคยมั้ยที่ประชุมกันเครียดๆ แต่พอมีคนหยอดมุขแค่ทีเดียว คนก็หัวเราะกันทั้งห้องและบรรยากาศก็ผ่อนคลายทันตาเห็น

หรืออารมณ์ของคนในห้องกำลังเบื่อๆ แต่พอดาราหรือคนสำคัญเดินเข้ามาในห้อง พลังงานและพลวัตรก็เปลี่ยนไปทันที

เราไม่จำเป็นต้องเป็นถึงดารา ขอแค่เพียงมีทัศนคติที่ดี มีรอยยิ้มเปื้อนหน้า มีภาษากายที่เหมาะสม ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะส่งต่อพลังงานบวกและอารมณ์ที่ดีขึ้นให้กับคนรอบข้างได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The School of Greatness Robert Greene: How to master anything and achieve greatness