ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา

20190824_nowatches

เราจะได้หลงระเริงอยู่ในนั้น

ในอาคารใหญ่ๆ อย่างออฟฟิศ สถานที่ราชการ หรือโรงพยาบาล เรามองเห็นนาฬิกาติดผนังได้โดยง่าย แต่ห้างสรรพสินค้าไม่มีเวลาคอยบอก นอกเสียจากในแผนกขายนาฬิกา

หลายสิ่งหลายอย่าง ถูกออกแบบมาโดยตั้งใจ

ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่น้อยวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติผลไม้ควรจะอยู่ช่วงท้ายๆ ของการเดิน เวลาหยิบใส่รถเข็นจะได้ไม่ต้องห่วงว่าอะไรจะมาทับ

แต่เหตุผลที่เขาวางผลไม้ไว้ตรงทางเข้า ก็เพื่อให้คนรู้สึกดีที่ได้หยิบผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพแล้ว จากนั้นจะซื้อของกินอื่นๆ ที่ไม่ดีต่อสุขภาพบ้างก็ไม่เป็นไร อารมณ์คงเหมือนคนที่ออกกำลังกายมาใหม่ๆ แล้วรู้สึกว่าจะกินอะไรก็ได้นั่นแหละ

หรืออย่างเมนูอาหารในร้านหรู บรรทัดแรกๆ มักจะเป็นเมนูราคาแพง แพงในระดับที่เราไม่กล้าสั่ง พอเจอรายการอื่นๆ จะได้รู้สึกว่าถูกไปโดยปริยาย

ห้างสรรพสินค้าไม่มีนาฬิกา ทางเข้าซูเปอร์ขายผลไม้ เมนูที่แพงจนขายไม่น่ามีใครกล้าสั่ง

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเห็น (หรือไม่เห็น) ถูกใส่มาหรือถูกละไว้โดยตั้งใจ

ขอให้เรามองออกและรู้เท่าทันกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือดวงตาแห่งชีวิต โดยท่านเขมานันทะ

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

20190731

คนคิดเอาเปรียบเป็นเพียงคนส่วนน้อย

แฟนผนชอบซื้อเสื้อผ้าออนไลน์จาก Pomelo มาก เพราะใช้งานง่าย ใส่ใจรายละเอียด แถมถ้าได้ลองใส่แล้วไม่ชอบยังสามารถส่งคืนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีเวลาส่งคืนถึง 1 ปีเต็ม

หนึ่งในนโยบายที่บริษัท Wongnai มีคือเราไม่จำกัดวันลาหยุดของพนักงาน เล่าให้ใครฟังก็มักจะถามว่ามันจะคุ้มกันเหรอ ไม่กลัวคนลาจนไม่เป็นอันทำงานทำการเหรอ

แล้วผมก็ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า บางทีเราอาจจะกลัวคนเอาเปรียบมากเกินไป

แน่นอนว่าคนที่เอาแต่ได้นั้นมีอยู่ แต่คนที่รักความเป็นธรรมและมีศักดิ์ศรีนั้นมีมากกว่าไม่รู้กี่เท่า

การที่เราจะทำธุรกิจอะไรก็ตามแต่ เราต้องมองให้ออกว่าเรากำลัง deal กับคนประเภทไหน และส่วนใหญ่เขามีพฤติกรรมแบบไหน เวลาเรารับพนักงาน Wongnai เราจะพยายามคัดคนที่มีพื้นฐานจิตใจดี ขยันและอยากทำงานให้ได้ดี ดังนั้นโอกาสที่เขาจะลางานพร่ำเพรื่อย่อมมีไม่มากนัก

ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกลไกบางอย่างที่จะช่วยลดความน่าจะเป็นที่จะโดนเอาเปรียบด้วย อย่าง Pomelo เองก็มีกติกาว่าสินค้าที่จะส่งคืนต้องห้ามตัดป้ายราคาทิ้ง เพื่อกันคนเอาไปใส่ซ้ำๆ แล้วค่อยส่งคืน ส่วนที่ Wongnai เราก็เข้มงวดและเด็ดขาดกับคนที่ทำงานได้ไม่ตามเป้า ดังนั้นคนก็จะไม่ลาบ่อยจนเสียงานเสียการ

ผมจึงคิดว่าเราสามารถเชื่อมั่นในมนุษย์ได้มากกว่านี้โดยไม่จำเป็นต้องโลกสวย แค่ต้องมองให้ออกว่าแท้จริงแล้วโลกเป็นเช่นไร มันน่ากลัวอย่างที่เราคิดจริงรึเปล่า

แค่เรากล้าขึ้นอีกนิด เราจะได้ใจคนขึ้นอีกเยอะ ซึ่งใจที่ว่านี้มันมีคุณค่าและมูลค่าสูงกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากคนคิดเอาเปรียบแค่ไม่กี่คนอย่างเทียบกันไม่ได้เลยครับ

ทฤษฎีงูเห่า

20190521_cobra

ผมเพิ่งได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Cobra Effect หรือ ทฤษฎีงูเห่า เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ครับ

เรื่องนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าในสมัยที่อังกฤษยังปกครองอินเดียอยู่

สมัยนั้น เมืองเดลี (Delhi) มีงูเห่าชุกชุมมาก รัฐบาลจึงตั้ง “ค่าหัว” ให้กับงูเห่า ใครฆ่างูเห่าและนำศพงูเห่ามาให้เจ้าหน้าที่ ก็จะได้รับเงินรางวัลไป

ช่วงแรกทุกอย่างก็ไปได้สวยเพราะงูเห่ามากมายถูกจับตายและส่งตัวให้รัฐบาล

แต่แล้วพวกหัวหมอก็นำงูเห่ามาเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากเพื่อจะสร้างรายได้ให้ตัวเอง

เมื่อรัฐบาลรู้เข้า จึงยกเลิกค่าหัวงูเห่า

คนที่เลี้ยงงูเห่าจึงปล่อยงูเห่าเข้าป่า เพราะเลี้ยงไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

สุดท้ายงูเห่าในเดลีจึงชุกชุมยิ่งกว่าเดิม

ในบ้างครั้ง การลงมือแก้ปัญหากลับทำให้ปัญหายิ่งแย่ลง

เรื่องราวงูเห่าในเดลีนี้อาจเป็นเพียงตำนานที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ Cobra Effect นั้นมีอยู่จริง

มองย้อนกลับมาในปัจจุบัน เราอาจเคยเห็น Cobra Effect ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ หรือในระดับประเทศ

ดังนั้นเราควรจะมองให้ออกว่าสิ่งที่เรากำลังจะตัดสินใจทำมันเปิดมีโอกาสให้เกิด Cobra Effect รึเปล่า

ถ้าใช่ ก็อาจต้องคิดอะไรให้รัดกุมมากกว่านี้ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia

วิกฤติรถม้า

20190331_horsemanure

ใครที่เคยไปเที่ยวยุโรปอาจเคยย้อมเสียตังค์เพื่อได้ขึ้นไปนั่งรถม้าชมเมือง

คงเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้เราย้อนยุคกลับไปสมัยเก่าก่อน ที่คนยังเดินทางด้วยสัตว์อันสง่างามอย่างม้าอาชาไนย ไม่มีควันพิษที่ออกมาจากท่อไอเสียอย่างสมัยนี้

แต่ภาพที่เราคิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันก็ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป

เมื่อก่อนปี ค.ศ.1900 ลอนดอนใช้ม้าถึง 50,000 ตัวสำหรับการสัญจรของคนในเมือง

ปัญหาก็คือม้าพวกนี้วิ่งไปถ่ายไป ม้าตัวนึงอุจจาระวันละประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งนั่นแปลว่ามีขี้ม้าถึงวันละห้าแสนกิโลกรัมถูกถ่ายเรี่ยราดไว้ตามท้องถนนในลอนดอน ส่วนที่นิวยอร์คที่มีม้า 100,000 ตัวก็จะมีขี้ม้าถึงวันละ 1 ล้านกิโลกรัม

ม้าพวกนี้ยังมีอายุขัยค่อนข้างต่ำคือ 3 ปีเท่านั้น จึงมีม้าที่หมดแรงตายตามท้องถนนเต็มไปหมด ศพม้ามักจะถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยเสียก่อนเพื่อจะได้จัดเก็บได้ง่าย

ลองคิดสภาพดูว่าท้องถนนที่เต็มไปด้วยขี้ม้าและศพม้านั้นจะมีกลิ่นอบอวลเพียงใด

แย่ไปกว่ากลิ่นคือการที่มันเป็นแหล่งเพาะเชื้อชั้นดีให้แมลงวันและสัตว์ที่เป็นพาหะต่างๆ มาซ่องสุมและกระจายเชื้อร้ายอย่างไทฟอยด์และอหิวา

ในปี 1894 ปัญหาขี้ม้าเป็นวิกฤติที่หนักหนาสาหัสในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับทำนายว่า อีกไม่เกิน 50 ปี ถนนทุกสายในลอนดอนจะจมอยู่ในกองขี้ม้าลึก 3 เมตร!

เหตุการณ์นี้ได้รับการขนานนามว่า ‘The Great Horse Manure Crisis of 1894’ – วิกฤติขี้ม้าครั้งใหญ่แห่งปี 1894

วิกฤตินี้นำไปสู่การประชุมการวางแผนผังเมืองนานาชาติครั้งแรกในปี 1898 ซึ่งตอนแรกจะใช้เวลา 10 วัน แต่พอผ่านไป 3 วันการประชุมนี้ก็ต้องยุติลงเพราะไม่มีใครคิดหาทางออกให้กับปัญหาขี้ม้านี้ได้

แต่แล้วแสงสว่างปลายอุโมงค์ก็มาถึงอย่างไม่มีใครคาดคิด

ในปีค.ศ. 1903 ณ เมืองดีทรอยท์ สหรัฐอเมริกา นายเฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) ได้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor Company และคิดค้นระบบสายพานการผลิต (assembly line) ที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตรถถูกลงอย่างมหาศาล

ในปี 1908 ฟอร์ดผลิตรถรุ่น Model T ที่ดิบขายดีไปทั่วทั้งอเมริกาและยุโรป แถมยังมีราคาถูกลงทุกปี จนสุดท้ายคนก็หันมาซื้อรถยนต์เพราะราคาถูกกว่าและดูแลง่ายกว่าการใช้รถม้า

ภายในปี 1917 รถม้าก็หมดไปจากท้องถนนในนิวยอร์ค และเหตุการณ์คล้ายๆ กันก็เกิดขึ้นในลอนดอนและเมืองใหญ่ต่างๆ ที่เคยใช้รถม้ามาก่อน

วิกฤติบางอย่างอาจจะมีทางออกที่เรานึกไม่ถึง

อ่านเรื่องนี้แล้วอาจช่วยให้เราพอจะมีความหวังกับวิกฤติฝุ่น PM2.5 และภาวะโลกร้อนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Historic UK, Business Horsepower, Wikipedia

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 (เหลือ 8 ที่นั่ง) อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop

สี่คำพูดที่นึกถึงใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

20190325_fourwords

“With some distance and awareness, you can become much more than a follower of or a rebel against your generation; you can mold your own relationship to the zeitgeist and become a formidable trendsetter.”

“ด้วยระยะห่างที่เหมาะสมและความตระหนักรู้ คุณจะเป็นได้มากกว่าผู้ตามหรือผู้ต่อต้าน คุณจะหล่อหลอมความสัมพันธ์ที่คุณมีต่อยุคสมัยและกลายมาเป็นผู้จุดกระแสให้กับสังคมนี้ได้”

-Robert Greene, The Laws of Human Nature


“โจรสลัดเป็นฝ่ายเลว?
กองทัพเรือคือความถูกต้อง
ไอ้ของพรรค์นั้นจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมายังไงก็ได้อยู่แล้ว
ผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดคือคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงความผิดเป็นถูกได้
และตอนนี้ที่นี่คือสถานที่กึ่งกลางนั้น
ความถูกต้องย่อมชนะงั้นเรอะ
มันก็แหงอยู่แล้วสิ
เพราะมีแต่ผู้ชนะเท่านั้น
ถึงจะเป็นฝ่ายถูกต้องยังไงล่ะ!!”
– ดองกี้โฮเต้ โดฟลามิงโก้, One Piece ตอนที่ 556 หนวดขาวและลูฟี่ปะทะกองทัพเรือเพื่อช่วยเอส หมัดอัคคี


“I’m a relic of a bygone era. No ship can carry me into the New Age.”
“ฉันเป็นเพียงซากปรักหักพังแห่งยุคสมัย ไม่มีเรือให้ฉันนั่งไปสู่ยุคใหม่หรอกนะ”
-หนวดขาวกล่าวกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาว, One Piece ตอนที่ 572


“You die as a hero or live long enough to see yourself become the villain.”
“คุณจะตายอย่างวีรบุรุษ หรืออยู่นานพอที่จะเห็นตัวเองกลายเป็นผู้ร้าย”
Harvey Dent กล่าวกับ Bruce Wayne, The Dark Night

ทำไมคนหน้าตาไม่ดีมักจะนิสัยดีกว่าคนหน้าตาดี?

20190301_badlooking

ผมว่ามีสองปัจจัย

ปัจจัยที่หนึ่ง เพราะคนหน้าตาดีนั้นไม่ต้องทำอะไรก็เป็นที่รักได้โดยง่ายอยู่แล้ว เพราะคนหน้าตาดีนั้นมักได้รับการยอมรับและได้รับการอภัยได้ง่ายกว่าคนหน้าตาไม่น่ารัก

ส่วนคนหน้าตาไม่ดีต้องออกแรงมากกว่า ต้องทำตัวดีๆ เพื่อให้ได้เป็นที่รักของคนรอบข้าง

ปัจจัยที่สองก็คือ พอเราเห็นคนหน้าตาไม่ดี เราไม่ได้มีความคาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นคนดี ในขณะที่เวลาเราเห็นคนหน้าตาดี เรามักจะคาดหวังว่าเขาต้องนิสัยดีเหมือนหน้าตาด้วย

อาจเป็นเพราะสื่อที่เราเสพตั้งแต่เด็กนั้น พระเอกนางเอกล้วนหน้าตาดี ส่วนตัวร้ายนั้นมักหน้าตาแย่

พอเราคาดหวังกับคนหน้าตาไม่ดีน้อย เมื่อเขานิสัยดีขึ้นมา มันจึงเกินความคาดหวัง

พอเราคาดหวังกับคนหน้าตาดีเยอะ พอเขานิสัยไม่ค่อยดี เราจึงผิดหวังพอสมควร

แน่นอน ทุกอย่างมีข้อยกเว้น มีคนไม่น้อยที่ทั้งหน้าตาดีและนิสัยดี และก็มีจำนวนไม่น้อยที่แย่ทั้งหน้าตาและนิสัย

เราเลือกหน้าตาไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีได้

หากเกิดมาหน้าตาไม่ดีมากนัก ก็จงอย่าท้อใจ ฝึกให้เป็นคนนิสัยดีเข้าไว้ แล้วเราจะเป็นที่รักได้ไม่ยาก

ส่วนใครที่เกิดมาหน้าตาดีก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะเรามักจะโดนคาดหวังให้นิสัยดีเท่าหน้าตาครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 6 ที่)

ดีหรือเลวขึ้นอยู่กับบริบท

20190224_context

ค่ำวันนี้ ผมไปทานข้าวกับลูกๆ ภรรยา และพ่อแม่มาครับ

ร้านนี้ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ให้ปริมาณเยอะและรสชาติดีทุกจาน พอร์คช็อปติดมันเนื้อนุ่ม สเต็กเนื้อแกะก็สุกกำลังดี หรือสุกี้แห้งทะเลก็วัตถุดิบสดทุกอย่าง

ขากลับ พอถึงปากซอยตรงข้ามหมู่บ้าน แม่เปรยว่า 7-Eleven ที่เคยมีสองสาขาอยู่ใกล้กัน ตอนนี้สาขาที่เล็กกว่าปิดตัวไปเรียบร้อยแล้ว

ผมไม่รู้ว่าทั้งสองสาขานี้มีใครเป็นเจ้าของบ้าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวที่เคยได้ยินมา ว่าหากใครซื้อแฟรนไชส์ 7-Eleven ไปเปิดแล้วขายดี ซีพีก็จะลงไปเปิดเองอีกสาขาใกล้ๆ กัน เพียงแต่จะทำให้ดีกว่า ใหญ่กว่า จนร้านที่อยู่มาก่อนสู้ไม่ไหวและปิดตัวไป

—–

เมื่อวานซืน ผมอ่านเจอคำถามใน Quora ว่ามีใครที่จะพอขึ้นมาแข่งกับ Amazon ได้มั้ย

คำตอบคือแทบจะเป็นไปไม่ได้

เคยมีเว็บขายอุปกรณ์เด็กอย่าง diapers.com ที่กำลังไปได้สวย Amazon จึงติดต่อเพื่อขอซื้อเว็บนี้ แต่เจ้าของปฏิเสธ

สิ่งที่ Amazon ทำก็คือการใช้เงินซื้อโฆษณา Adwords เพื่อให้คนที่กูเกิ้ลสินค้าเด็ก เจอเว็บ Amazon ก่อน แถม Amazon ยังขายของเหมือนกับของที่คนเห็นใน diapers.com แต่ราคาถูกกว่ากันมาก จนแย่งลูกค้าของ diapers.com ไปเกือบหมด

Amazon สายป่านยาว จึงพร้อมยอมขายราคาขาดทุนเพื่อบีบให้ diapers.com ขายไม่ออก ภายในเวลาเพียง 6 เดือนเจ้าของ diapers.com จึงต้องยอมขายเว็บนี้ให้กับ Amazon และเว็บ diapers.com ก็ถูกปิดตัวลงในเวลาต่อมา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ Amazon ทำแบบนี้

—–

สองสัปดาห์ที่แล้ว “อาจารย์ป้า” ซึ่งเป็นเจ้าของตึกที่บริษัทของผมเช่าอยู่ จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนและเชิญผมไปร่วมรับประทานอาหารด้วย

พอเห็นผมช่วยแฟนเลี้ยง “ปรายฝน” ลูกสาววัยสามขวบ อาจารย์ป้าก็เปรยขึ้นมาว่า ผู้ชายสมัยนี้นี่ดีนะ ช่วยภรรยาเลี้ยงลูก สมัยป้าเลี้ยงลูก สามีป้าไม่เคยช่วยป้าเลย

—–

หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวเหลือเชื่อของคุณหมออาจินต์ บุณยเกตุ

คุณหมอป่วยเป็นไมเกรนหนักมาก กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายจนสุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาล

ระหว่างที่นอนทรมานกับอาการปวดหัวอยู่นั้น คุณหมอก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาหาที่เตียง ทั้งๆ ที่คนรอบตัวหมอไม่มีใครมองเห็นเด็กคนนี้เลย

เธอบอกกับหมอว่าในอดีตชาติเธอกับหมอเคยเป็นพ่อลูกกัน ในชาติล่าสุดเธอมีชื่อว่า พิมพวดี โหสกุล จมน้ำตายตั้งแต่ 9 ขวบ บัดนี้เธอมาช่วยพ่อ พอเธอเอามือวางบนจุดที่เป็นไมเกรน อาการปวดหัวก็ค่อยๆ หายไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่หมอปวดหัวจนทนไม่ไหว ก็จะเรียกหาพิมพวดี และเธอก็จะมาปรากฎตัวทุกครั้ง หมอเอ่ยปากถามว่าเหตุใดพ่อถึงต้องมาปวดหัวเช่นนี้ พิมพวดีก็บอกว่าเพราะเป็นเพราะกรรมที่พ่อก่อไว้

หมอเถียงว่าเขาไม่เคยคิดทำร้ายใคร ช่วยคนมาทั้งชีวิตด้วยซ้ำ

พิมพวดีเลยตอบว่า ไม่ใช่วิบากจากชาตินี้ แต่เป็นผลจากสมัยรัชกาลที่ 3 ที่หมอเคยเป็นราชมัลหรือคนสอบสวนผู้ต้องหา ราชมัลไขเครื่องบีบขมับผู้ต้องหาที่ไม่ยอมรับสารภาพและสร้างความทรมานอย่างแสนสาหัส ก่อนสิ้นใจผู้ต้องหาได้ลั่นวาจาไว้ว่า “กูจะจองล้างจองผลาญทุกชาติไป”

——

Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม ฉายให้เห็นภาพของการค้าทาสในยุคล่าอาณานิคมได้อย่างชัดเจน

หลังจากทวีปอเมริกาถูกค้นพบ หนึ่งในธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดคือการทำไร่อ้อย คนยุโรปจึงเข้าถึงน้ำตาลได้ในราคาที่ถูกลงมาก ต้นศตวรรษที่ 17 ไม่มีชาวอังกฤษคนไหนบริโภคน้ำตาลเลย แต่ในศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษบริโภคน้ำตาลถึงปีละ 8 กิโลกรัม

น้ำตาลนั้นมาจากต้นอ้อย แต่การทำไร่อ้อยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องตากแดดแถมยังมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมาเลเรียอีกด้วย หากจะยอมจ่ายเงินจ้างใครมาย่อมจะทำให้ต้นทุนสูงเกินไป

พ่อค้าหัวใสก็เลยพบทางออกด้วยการใช้แรงงานทาส

ในช่วงศตวรรษที่ 16-19 ชาวแอฟริกาถึง 10 ล้านคนถูกขายไปเป็นแรงงานทาสในอเมริกา โดย 70% ของคนเหล่านั้นถูกส่งมาทำงานในไร่อ้อย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าทาสเหล่านี้มีชีวิตที่แย่แค่ไหน ต้องถูกกดขี่ข่มเหงราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์เพียงเพื่อให้คนยุโรปได้จิบชากาแฟใส่น้ำตาล

การขายแรงงานทาสนี้ไม่ได้ถูกจัดระเบียบโดยรัฐบาลประเทศไหนเลย มันเป็นเรื่องทางการค้าล้วนๆ บริษัทค้าทาสมากมายขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงลอนดอน ปารีส และอัมเสตอร์ดัม เพื่อนำเงินไปซื้อเรือ หาลูกเรือและทหาร จากนั้นจึงแล่นเรือไปซื้อทาสในแอฟริกา นำทาสไปขายให้กับเจ้าของสวนอ้อยในอเมริกา นำเงินนั้นไปซื้อน้ำตาล เมล็ดกาแฟ โกโก้ ยาสูบ แล้วนำกลับมาขายทำกำไรในยุโรปก่อนจะออกเรือใหม่อีกครั้ง ธุรกิจค้าทาสเป็นธุรกิจที่ทำกำไรดี และผู้ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6%

นาซีและสงครามครูเสดฆ่าคนไปมากมายเพราะความเกลียดชัง แต่ทุนนิยมนั้นฆ่าคนไปมากมายเพราะความโลภและความเมินเฉย การค้าทาสไม่ได้เกิดจากการเหยียดสีผิวหรือความรังเกียจต่อคนแอฟริกา จริงๆ แล้วเจ้าของไร่อ้อยแทบไม่เคยเจอทาสเหล่านี้ด้วยซ้ำเพราะเจ้าของส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่ในไร่อ้อย สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือตัวเลขในบัญชีกำไรขาดทุน ส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทค้าทาสก็เป็นชนชั้นกลางคล้ายๆ กับเราที่เป็นคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

—–

เราอาจรู้สึกว่า Amazon นั้นใหญ่โตและแข็งแกร่งเกินไป คุกคามจนคู่แข่งอื่นไม่มีโอกาสโงหัว ส่วนซีพีก็ดูจะเลือดเย็นกับเจ้าของแฟรนไชส์เซเว่นเหลือเกิน

แต่คำถามคือคนที่คิดยุทธวิธีเช่นนี้เป็นคนเลวรึเปล่า?

อาจจะไม่ก็ได้ ทั้งสองบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น และหน้าที่ของผู้บริหารก็คือการทำให้ผู้ถือหุ้นพึงพอใจ การสร้างการเจริญเติบโตและการทำกำไรเป็นครรลองของระบอบทุนนิยม เขาอาจไม่ได้คิดร้ายกับธุรกิจ SME แต่ด้วยขนาดขององค์กรและสภาพตลาดมันเอื้อให้เกิดสถานการณ์อย่างนี้ขึ้นเอง ไม่ต่างอะไรกับการค้าทาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเกลียดชังหรือถูกคนใจร้ายที่ไหนบงการ

ผมมีคนรู้จักอยู่ซีพีหลายคนและเขาก็ล้วนคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

การที่ผมช่วยเลี้ยงลูก แต่สามีอาจารย์ป้าไม่เคยช่วยเลี้ยงลูก ก็ไม่ได้หมายความว่าสามีอาจารย์ป้าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ แต่เพราะสมัยนั้นค่านิยมที่ว่าการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของแม่คนเดียวนั้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยึดถือกันต่างหาก

คนธรรมดาที่เกิดในยุคปัจจุบันมีโอกาสน้อยมากที่จะทำร้ายใครจนเลือดตกยางออกหรือถึงแก่ชีวิต เพราะสภาพแวดล้อมหรือวิถีสังคมมันไม่ได้เอื้อให้เราทำแบบนั้น ผิดกับสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ยังมีราชมัลคอยทรมานผู้ต้องหาอย่างทารุณ หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีศึกสงครามอยู่เนืองๆ และผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องจับดาบสู้รบเข่นฆ่าศัตรู

คนเราจะดีจะร้าย จะก่อกรรมดีหรือกรรมชั่ว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตนาหรือสันดานของคนๆ นั้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับบริบทและค่านิยมของสังคมนั้นด้วย

เราอาจจะเชื่อว่าเราเป็นคนดีแล้ว โดยถือเอาว่าเราไม่เคยทำร้ายใคร ใช้ชีวิตถูกต้องตามระเบียบสังคมและกฎหมาย

แต่อีก 100 ปีข้างหน้า คนรุ่นโหลนอาจมองว่าคนรุ่นเราโหดร้ายป่าเถื่อนก็ได้

ในวันที่เทคโนโลยีก้าวล้ำจนเราสามารถสังเคราะห์พืชให้มีรสชาติเหมือนเนื้อสัตว์

ในวันที่คนรวมร่างกับเครื่องมือต่างๆ จนเป็นไซบอร์กและ “อิ่มได้” ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

วันนั้น มนุษย์ไม่จำเป็นต้องฆ่าปศุสัตว์ปีละหลายพันล้านตัวเพื่อนำมาเป็นอาหารอันโอชะอีกต่อไป

ในปี 2119 หากมีคนผ่านมาเห็นย่อหน้าที่สองของบทความนี้

“พอร์คช็อปติดมันเนื้อนุ่ม สเต็กเนื้อแกะก็สุกกำลังดี หรือสุกี้แห้งทะเลก็วัตถุดิบสดทุกอย่าง”

เขาจะมองผมด้วยสายตาเช่นไร?

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 12 ที่)

ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์

20190131_emotion

เคยสังเกตตัวเองมั้ยครับว่าเราเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกคนอื่นมาก

เราอยู่ของเราดีๆ เห็นแฟนเดินเข้ามาหน้าตาบึ้งตึง อารมณ์ของเราก็รู้สึกดำดิ่งไปด้วยทันที

หรือเวลาเดินเข้าห้องประชุม เราจะรู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศมาคุทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาซักคำ

เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens นั้นก็เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ ทุกคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันในการหาอาหาร ป้องกันตัว และเลี้ยงดูลูกตัวน้อย

เมื่อเราต้องพึ่งพิงคนอื่นมากขนาดนี้ ร่างกายและสัญชาติญาณของเราจึงผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานับครั้งไม่ถ้วนให้สามารถ “จับสัญญาณ” อารมณ์ของคนในเผ่าของเราได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เราจึงรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้กำลังโกรธหรือกำลังแฮปปี้โดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลยซักคำ เพราะความสามารถในการจับอารมณ์นี้มีมาก่อนที่เราจะเริ่มมีความสามารถในการใช้ภาษาอยู่หลายแสนปี

เมื่อจับและรับรู้อารมณ์ได้ เราจึง “ติด” อารมณ์คนๆ นั้นมาด้วย

อารมณ์ของคนจึงส่งผ่านกันง่ายดังโรคติดต่อ ซึ่งเป็นทั้งข่าวร้ายและข่าวดี

ข่าวร้ายคือเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดั่งใจ เพราะมันอ่อนไหวและเปราะบางต่ออารมณ์ของทุกคนรอบตัว

แต่ข่าวดีก็คือ เราอาจสามารถพลิกสถานการณ์บางอย่างได้ เพียงใช้อารมณ์ที่เหมาะสมของเรานำทาง

เคยมั้ยที่ประชุมกันเครียดๆ แต่พอมีคนหยอดมุขแค่ทีเดียว คนก็หัวเราะกันทั้งห้องและบรรยากาศก็ผ่อนคลายทันตาเห็น

หรืออารมณ์ของคนในห้องกำลังเบื่อๆ แต่พอดาราหรือคนสำคัญเดินเข้ามาในห้อง พลังงานและพลวัตรก็เปลี่ยนไปทันที

เราไม่จำเป็นต้องเป็นถึงดารา ขอแค่เพียงมีทัศนคติที่ดี มีรอยยิ้มเปื้อนหน้า มีภาษากายที่เหมาะสม ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะส่งต่อพลังงานบวกและอารมณ์ที่ดีขึ้นให้กับคนรอบข้างได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The School of Greatness Robert Greene: How to master anything and achieve greatness

รักน้อยๆ แต่รักนานๆ

20190113_slowbutsure

คนไทยที่อายุเกิน 30 หลายคนน่าจะเคยใช้ Hi5 ที่เป็นเว็บเอาไว้แชร์รูปภาพแล้วกดเป็นเพื่อนกับคนแปลกหน้า บางคนมีเพื่อนเป็นพันๆ หมื่นๆ คน

ช่วงหนึ่ง Hi5 เคยดังมากๆ เพื่อนผมมีโปรไฟล์ Hi5 กันแทบทุกคน แต่การมาถึงของ Facebook ก็ทำให้ Hi5 ล่มสลายไป

ในอีกมุมหนึ่ง อีเมลเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เราใช้อย่างแพร่หลาย 20 ปีแล้ว

และแม้จะมี social media อย่าง Hi5, Facebook, Twitter, Instagram เข้ามามากมายในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อีเมลก็ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ยังคงอยู่กับเราอย่างเหนียวแน่น

โทรศัพท์ Nokia ก็คล้ายๆ กับ Hi5 ช่วงหนึ่งคนไทยส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Nokia ก่อนที่ Nokia จะโดนตีตลาดด้วย Blackberry ซึ่งก็ดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองไม่แพ้กัน (อย่างน้อยก็ในคนกรุงเทพ)

แล้วทั้ง Nokia และ Blackberry ก็แทบจะล้มทั้งยืนเมื่อสตีฟจ๊อบส์เปิดตัว iPhone แถมหมัดสองด้วย Android จาก Google จากนั้นมาคนก็หันมาใช้ smartphone ทิ้งให้ Nokia และ Blackberry เหลือเพียงอดีตอันยิ่งใหญ่

ของที่มาเร็ว มาแรง ดังเร็วนั้น มีความเสี่ยงที่จะไปเร็วและดับเร็วด้วยเช่นกัน

ของที่จะอยู่คู่กับเราไปนานๆ มักจะเป็นของที่ไม่หวือหวามากนัก เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่ก็มีความคลาสสิค เพราะมีเวลาสร้างรากฐานจนมั่นคงในใจคน

ผมจึงมีความรู้สึกว่าของเหล่านี้แม้จะถูกกระทบอยู่บ้าง แต่ก็จะไม่หายไปไหน

วิทยุ vs พ็อดคาสท์
หนังสือ vs อีบุ๊คส์/audiobooks
ดินสอ vs แล็ปท็อป

เพราะมันไม่ได้เท่ ไม่ได้เก๋อะไรมากมายมาแต่ไหนแต่ไร จึงไม่เคยเป็นของฮิต ไม่เคยเป็นของอินเทรนด์

แต่เมื่อไม่เคยอินเทรนด์ มันจึงไม่เคยตกเทรนด์ด้วยเช่นกัน

อีก 20 ปี ในวันที่สมองมนุษย์เชื่อมกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง เราอาจไม่จำเป็นต้องพิมพ์อะไรลงแป้นคีย์บอร์ดอีกต่อไป แล็ปท็อปอาจจะสูญพันธุ์ แต่ถึงกระนั้นผมว่าเราก็น่าจะยังใช้ดินสอขีดเขียนอะไรลงกระดาษอยู่ดี

พอคิดได้อย่างนี้ก็สบายใจ หากเราไม่ได้โตเร็วเหมือนใครเขา

บล็อก Anontawong’s Musings กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 เขียนมา 1400 ตอนแล้ว แต่ก็ยังไม่ใช่เพจใหญ่ คนตามยังไม่เยอะมาก ถึงกระนั้นก็เป็นคนที่มีคุณภาพและมี engagements กับเพจสูงจนน่าชื่นใจ

ค่อยๆ โตช้าๆ ไปอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่หลงตัวเองว่าดังแล้ว และจะได้เอาพลังไปโฟกัสกับการผลิตงานที่ดีออกมาวันละชิ้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

รักน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ นะครับ 🙂

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 7 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

ทำไมเราถึงอยากมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้าน

20181224_lawn

วิหารเทพในเอเธนส์ไม่มีสนามหญ้า

จัตุรัสโรมันไม่เคยมีสนามหญ้า

พระราชวังต้องห้ามในปักกิ่งก็ไม่มีสนามหญ้า

แล้วสนามหญ้ามาได้ยังไง? ทำไมเราถึงอยากได้สนามหญ้าหน้าบ้านกันนัก เพราะถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว มันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังต้องออกแรงดูแลรักษาอีก

เรื่องราวเริ่มจากในช่วงยุคกลางของยุโรป (ค.ศ.500-1500) ที่เหล่าชนชั้นสูงเริ่มมีการปลูกหญ้าไว้รอบบ้าน (เรียกว่าวังหรือคฤหาสน์อาจจะเหมาะกว่า)

ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องตัดหญ้าและหัวสปริงเกอร์รดน้ำ สนามหญ้าพวกนี้จึงต้องใช้คนงานดูแลเป็นจำนวนมาก แถมหญ้าก็เอาไปทำประโยชน์ไม่ได้ เพราะถ้าเอาแกะหรือวัวมาเลี้ยง สนามหญ้าก็จะเสียหายและดูไม่สวยงาม คนส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเป็นชาวนาจึงไม่อาจมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้านได้

การมีสนามหญ้าจึงเป็นการบอกกับชาวโลกว่า ดูสิว่าฉันฐานะดีแค่ไหน มีเงินจ้างคนงานเป็นสิบๆ คนเพื่อมาดูแลหญ้าหน้าบ้านของฉันให้ดูสมบูรณ์งดงามอยู่เสมอ

ในทางกลับกัน ถ้าสนามหญ้าบ้านไหนหญ้าเริ่มเฉาหรือไม่ได้รับการดูแล นั่นก็แสดงว่าครอบครัวชั้นสูงนั้นกำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่าง

200 ปีที่แล้ว เมื่อโลกเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความมั่งคั่งถูกผลัดมือจากชนชั้นสูงไปสู่ “เศรษฐีหน้าใหม่” ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงงาน นายธนาคาร หรือนักกฎหมาย สามัญชนที่มีเงินก็เลยเริ่มมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้านเพื่อแสดงถึงสถานะทางสังคมที่เหนือกว่าเช่นกัน

พอเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 20 ที่บ้านชานเมืองเริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะได้ดีที่สุดก็คือสนามหญ้าหน้าบ้านอันเขียวขจีนี่เอง

ชนชั้นสูงเมื่อพันปีที่แล้วปลูกหญ้าที่ไร้ประโยชน์เพื่อโชว์ออฟว่าบ้านเขามีคนใช้มากมายที่จะดูแลหญ้าเหล่านั้น และพันปีต่อมาสนามหญ้าก็กลายเป็นมรดกตกทอดให้ชนชั้นกลางอย่างเราๆ อยากมีสนามหญ้ากับเขาบ้าง

เราไม่ได้รู้อดีตเพื่อทำนายอนาคต แต่เรารู้อดีตเพื่อที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองจากมันได้

หากบ้านของคุณมีสนามหญ้า และคุณต้องเสียเวลากับการดูแลมันมากเกินไป ลองปลดปล่อยตัวเองจากความคิดว่าบ้านในฝันต้องมีสนามหญ้านะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Homo Deus, A Brief History of Tomorrow by Yuval Noah Harrari

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt