เจ็บปวดเพราะความจริง

20170213_hurtbytruth

ดีกว่าโดนปลอบใจด้วยคำโกหก

“But better to get hurt by the truth than comforted with a lie.”

― Khaled Hosseini

การยอมรับความจริงเป็นเรื่องที่เจ็บปวด

เราถึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่เผชิญหน้ามันอยู่เสมอๆ

แต่ถ้าใจแข็งพอยอมจะสบตากับความจริง เราจะเจ็บแค่หนเดียว

แต่ถ้าเราซ่อนอยู่ในโลกแห่งการเข้าข้างตัวเอง เราจะเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พระท่านบอกว่า ที่คนเราเป็นทุกข์ เพราะเรายอมรับความจริงไม่ได้

เมื่อเราป่วย แต่เราไม่อยากให้ป่วย เราก็เลยทุกข์

เมื่อความรักจืดจาง เรายังอยากให้เขารักเราอยู่ เราจึงเป็นทุกข์

โลกมันทุกข์ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงอีกก็เท่ากับทำร้ายตัวเองซ้ำสอง

ดังนั้น ถ้าอยากหลุดออกจากความทุกข์เร็วๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงก่อน

ยอมรับไม่ได้แปลว่ายอมจำนน เพราะยอมจำนนคือไม่สู้ แต่ยอมรับแล้วยังสู้ได้

ยิ่งยอมรับความจริงได้ดีแค่ไหน เราก็ยิ่งสู้ได้ดีขึ้นแค่นั้นครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อย่าเชื่อทุกสิ่ง

20161214_donotbelieve

ที่ตัวเองคิด

“Don’t believe everything you think.”

– Allan Lokos

พระท่านว่า ถ้าเรามีสติเสียหน่อย ก็จะเห็นว่าสมองไม่ใช่ตัวเรา ความคิดก็ไม่ใช่ตัวเรา เราบังคับมันไม่ได้

เมื่อเราพบเจอเหตุการณ์บางอย่าง กระบวนการความคิดจะเริ่มทำงาน เหตุการณ์อาจจะมีแค่หนึ่ง แต่ความคิดพาเราไปถึงสิบถึงร้อย

เมื่อเราจมอยู่กับความคิด เราก็จะลืมไปเลยว่า 2-100 นั้นเป็นสิ่งที่เรามโนขึ้นทั้งนั้น

แม้เราจะเชื่อมั่นในประสบการณ์และตรรกะแค่ไหน ความคิดก็ยังเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง

หากยังโชคดีพอที่จะรู้ตัวว่าความคิดพาเราเตลิดไปไกล เราจะได้กลับมามองสถานการณ์อีกทีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเองคืออะไร

แยกแยะให้ได้ จะได้ไม่โดนตัวเองหลอกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชั่ววูบ

20161118_temporary

“Never make permanent decisions based on temporary feelings”

“อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยอารมณ์ชั่ววูบ”

-Unknown

“Don’t promise when you’re happy, Don’t reply when you’re angry, and don’t decide when you’re sad.”

“อย่าเอ่ยคำสัญญาเวลาเรามีความสุข, อย่าตอบเวลาที่เรายังโกรธ, อย่าตัดสินใจเวลาที่เราเศร้า”

― Ziad K. Abdelnour


อารมณ์ชั่ววูบนี่ทำลายชีวิตคนมาเยอะแล้ว

กรณี “กราบรถกู” เป็นอุทาหรณ์ที่ดี

พอเลือดขึ้นหน้า คนเราก็ “ชั่ว” ไปหนึ่ง “วูบ”

รู้ตัวอีกทีก็สายเกินกว่าจะกลับไปแก้อะไร

ทางเดียวที่จะช่วยป้องกันการโดนทำร้ายด้วยอารมณ์ชั่ววูบคือฝึกการมีสติบ่อยๆ

เดินก็ให้รู้ตัว หงุดหงิดก็ให้รู้ตัว จ๋อยก็ให้รู้ตัว

เมื่อถึงนาทีสำคัญ ความรู้สึกตัวนี้จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล

เราจะได้ไม่พูดหรือทำอะไรที่จะกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลังครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เจริญอาหาร

20160917_food

“กายชอบทำอาหารแบบไหน”

“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน” เขาเอ่ยคำตอบที่เราคาดไม่ถึง “เราชินกับการที่เรามานั่งที่โต๊ะ คุยกัน สำหรับเราคือเวลาที่มีค่า เราไม่เข้าใจคนที่รีบๆ กินๆ รีบๆ กดมือถือ เราเชื่อในการปฏิสัมพันธ์ต่อหน้ามาก ทุกวันนี้คนเรามองหาเป้าหมายไกลที่สุด แต่สิ่งที่อยู่ระหว่างทางมันหายไป เหมือนบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร เวลาเราเจอกันบนโลกโซเชียล เราเห็นแค่หน้าจอ เห็นแค่สิ่งที่เขาคัดเลือกให้เราดู เราซ่อนทุกอย่างไว้ภายใต้ฉาก น่ากลัวไหมล่ะ แต่ถ้าเราคุยกันอย่างนี้ เราเห็นทั้งข้างนอก ข้างหลัง ข้างหน้า มันโรแมนติกกว่าเยอะ” เขามองเราเต็มตาแล้วยิ้ม

แต่พูดจบไม่ทันไร กายก็หัวเราะแล้วกล่าวปิดท้ายเสียใหม่ในสไตล์นักประวัติศาสตร์

“อาจไม่โรแมนติกหรอก แต่มันได้ ‘ความจริง'”

– กาย ไลย มิตรวิจารณ์
a day #191 July 2016 
เรื่อง กันตพร สวนศิลป์พงศ์
ภาพ ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์


“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน”

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมประโยคนี้โดนใจผมจัง

อาจเป็นเพราะว่าไม่ค่อยได้คุยกับใครเป็นชิ้นเป็นอันบนโต๊ะอาหารมานานมากแล้ว

ครั้งหลังสุดที่รู้สึกว่าได้สัมผัสกับบรรยากาศนี้ คือตอนที่ผมไปเที่ยวกับแฟนที่ยุโรปเมื่อพฤษาภาปีที่แล้ว แล้วแวะไปนอนบ้าน “พี่สายไหม” ที่เมือง Montreux ซึ่งไม่ห่างจากเจนีวามากนัก

พี่สายไหมแต่งงานกับนักเขียนชาวฝรั่งเศส และช่วงที่เราไปก็เขาก็มีแขกชาวสเปนมานอนที่บ้านอีกสองคน คืนนั้นเราจึงมีเพื่อนร่วมโต๊ะทานข้าวทั้งหมดหกคน มีอาหารหลายสิ่งอย่างที่พี่สายไหมทำกับมือ แกล้มด้วยไวน์ขาวที่ผมกับแฟนต้องดื่มตามมารยาท

แฟนของพี่สายไหมถามคำถามพวกเรามากมาย ก่อนจะโดดไปคุยกันในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องการทำธุรกิจ เรื่องหนังสือที่เขาเขียน เรื่องชีวิตวัยหนุ่มสาว ฯลฯ


เขียนมาถึงตรงนี้ ก็นึกได้ว่า หลังจากนั้นผมก็ยังมีการได้กินข้าวกับคนอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นทำสุกี้กินที่บ้านพ่อกับแม่ กินร้านญี่ปุ่นกับเพื่อนมหาลัยและอาจารย์ หรือนัดเพื่อนนักดนตรีให้เอาอาหารมากินกันที่บ้านผม

เป็นช่วงเวลาที่ดีและน่าจดจำเหมือนกัน แต่ทำไมการกินข้าวกับพี่สายไหมคืนวันนั้นถึงน่าจดจำเป็นพิเศษ?

อาจจะเป็นเพราะความแตกต่างทางสถานที่ และการได้พูดคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

แต่อีกความแตกต่างหนึ่งในการทานอาหารกับพี่สายไหมในครั้งนั้นก็คือ ตลอดเวลาร่วมสองชั่วโมงบนโต๊ะอาหาร ไม่มีใครหยิบมือถือขึ้นมาซักครั้งเดียว

มันจึงเป็นการ “ร่วมโต๊ะ” ที่แท้จริงโดยไม่มีสิ่งใดเข้ามาแทรก  เป็นบรรยากาศการทานอาหารที่เราคุ้นเคยกันดีสมัยที่เรายังเด็ก แต่หาได้ยากยิ่งในสมัยนี้


ผมเคยอ่านเจอฝรั่งเขาเล่นเกมๆ หนึ่งเวลานัดไปทานข้าวด้วยกัน

คือการให้ทุกคนหยิบมือถือขึ้นมาวางคว่ำหน้าไว้กลางโต๊ะซ้อนๆ กันไว้

ใครหยิบมือถือขึ้นมาเล่นก่อนถือว่าแพ้!

ผมก็อยากจะเล่นอะไรประมาณนี้บ้างนะ แต่เดาว่าเพื่อนคงไม่ยอม และไม่แน่ ผมอาจจะเป็นคนแพ้ก็ได้

“กายชอบทำอาหารแบบไหน”

“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน”

เป็นคำถามที่ดีนะครับว่า อาหารแบบไหนที่ทำให้เราได้คุยกันออกรสออกชาติ

เพราะบทสนทนาที่ดีที่สุดและจะอยู่กับเราไปนานที่สุด ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้บนจอ iPhone7

แต่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราวางมันลงต่างหาก


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day #191 July 2016 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เราหนีความจริงได้

20160601_avoidreality

แต่เราหนีผลลัพธ์จากการหนีความจริงไม่ได้

“You can avoid reality but you cannot avoid the consequences of avoiding reality.”

-Anonymous*

นิสัยหลายอย่างของคนเราน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากการหนีความจริง

บางคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมทำงานที่ยากและน่าเบื่อ และในเมื่อมันยังไม่ถึงเส้นตายก็เลยขอซื้อเวลาออกไปก่อน

หรือบางคนติดเหล้า เพราะจะได้ไม่ต้องคิดถึงปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต

ถ้าจะมองในแง่ยุทธศาสตร์ คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งกับคนที่กินเหล้าเพื่อลืมความทุกข์นี่ถือว่าใช้กลยุทธ์ที่ไม่ได้เรื่องเอามากๆ

เพราะสู้ยังไงก็แพ้

ต่อให้ผัดวันประกันพรุ่งไปนานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี (ถ้างานมันต้องทำ)

ส่วนงานที่ไม่ต้องทำก็ได้ (เช่นโปรเจ็คที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น) พอผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ม้นก็ไม่ได้เริ่ม และชีวิตก็ไปไม่ถึงไหนเสียที

คนที่ติดเหล้า ต่อให้จะเป็นเหล้าชั้นดีเพียงใด ช่วยให้ลืมปัญหาได้นานแค่ไหน แต่พอตื่นมาตอนเช้าก็เหลือปัญหาเท่าเดิม ดีไม่ดีจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ


พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์

การเผชิญความจริงก็คือการเผชิญความทุกข์

เมื่อคนส่วนใหญ่ตามหาความสุข เราจึงวิ่งหนีความทุกข์และวิ่งหนีความจริง

ความทุกข์เป็นเหมือนคนที่รักเรา อยู่กับเราเหมือนเงาตามตัว ความจริงก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ยิ่งเราทำเป็นมองไม่เห็นมันนานเท่าไหร่ เงาแห่งความจริงก็จะยิ่งทอดยาวขึ้น

ความจริงกับความทุกข์นั้นเหมือนกันอีกอย่างตรงที่มันจะน่ากลัวก็ต่อเมื่อเราไม่สบตามัน เพราะพอตาเราไม่มอง สมองก็เริ่มมโนไปต่างๆ นาๆ

แต่หากเรากล้าสบตากับความจริง บ่อยครั้งเราจะพบว่า เฮ้ย มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่กลัวนี่หว่า รู้งี้สบตากันไปตั้งนานแล้ว

“You can avoid reality but you cannot avoid the consequences of avoiding reality.”

ความจริงหนีได้ก็เพียงชั่วคราว และยิ่งหนี ผลลัพธ์ก็ยิ่งแย่

เลิกหนี แล้วหันมาสู้กับความจริงดูซักตั้ง

แล้วชีวิตจะ “เอาอยู่” มากกว่านี้ครับ


* เว็บส่วนใหญ่จะบอกว่าคำพูดนี้เป็นของ Ayn Rand แต่ Quote Investigator บอกว่าไม่น่าใช่ครับ 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1.jpg

ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง

20160531_nowrong

ถ้าใครเป็นแฟนคลับของหลวงพ่อปราโมทย์ และเคยฟัง mp3 ของท่าน น่าจะจำคอนเซ็ปต์หนึ่งที่ท่านมักสอนอยู่เสมอ คือ “รู้ว่าผิดแล้วมันจะถูกเอง”

เช่น ถ้าอยากมีสติมากขึ้น ก็แค่คอยรู้ตัวว่าเผลอ หรือรู้ตัวว่าคิดอยู่ สติก็เกิดแล้ว

หรือในศาสนาพุทธ ถ้าอยากเป็นคนดี เราก็ไม่ต้องทำดีก็ได้ แค่ละเว้นจากการทำชั่วด้วยการถือศีลห้า คุณก็เป็นคนดีได้แล้วเช่นกัน

วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมอยากจะใช้เวลาให้มีประโยชน์มากขึ้น เพราะสังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่าวันหยุดมักจะหมดเวลาไปกับการอ่านการ์ตูนบนไอแพด หรือนั่งเล่นเฟซบุ๊คในคอมหรือมือถือมากเกินไป

วันนั้นผมจึงไม่มีแผนตายตัว แค่บอกตัวเองว่า อยากทำอะไรก็ทำไป แต่ก่อนเที่ยงวันนี้จะไม่เล่นมือถือ ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์

พอปิดโอกาสตัวเองที่จะผลาญเวลากับอุปกรณ์พวกนี้ ผมก็เลยได้เก็บกวาดห้องนอน พับผ้า ถูพื้น และทำอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเพราะว่า “ไม่มีเวลา”

วันนั้นจังเป็นวันที่รู้สึก productive มากที่สุดวันหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนการอะไรเลย

คุณผู้อ่านลองเอาเทคนิค “ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง” ไปลองใช้ดูบ้างก็ได้นะครับ แค่ระบุว่าอะไรที่เราไม่ควรทำ (เช่นเล่นเฟซบุ๊คหรือเช็คอีเมล์) แล้วก็ลองตั้งใจที่จะไม่ทำสิ่งนั้นซัก 2 ชั่วโมง

แล้วคุณอาจจะแปลกใจกับผลลัพธ์ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทักษะแสตมป์

20160229_Stamp

Be like a postage stamp. Stick to one thing until you get there.

จงทำตัวให้เหมือนแสตมป์ อยู่กับสิ่งสิ่งนั้นจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

– Josh Billings

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาผมมีอาการประหลาดที่ไม่เคยเป็นสมัยหนุ่มๆ

อาการนั้นคืออาการ “อ่านอะไรก็ไม่จบ”

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ซื้อมา หนังสือออนไลน์ที่โหลดมา หรือบทความที่เซฟเก็บเอาไว้

หนังสือบางเล่มอ่านไปได้แค่ครึ่งเดียวก็หยุดอยู่แค่นั้น

หนังสือออนไลน์หนักกว่า เพราะอ่านได้แค่ไม่กี่หน้าก็ดันไปเจอหนังสืออื่นที่น่าอ่านกว่าอีกแล้ว

และแน่นอน บทความบางบทความที่เซฟไว้ไม่เคยได้ถูกเปิดอ่านเลยด้วยซ้ำ

ในยุคที่ทางเลือกมีมากมาย ของฟรีมีไม่จำกัด เราก็กำลังถูกช่วงชิงอะไรบางอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน

คือความอดทน ความเสมอต้นเสมอปลาย และความจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา

ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่จิตใจชอบ “กระโดดไปกระโดดมา” ในยุคที่ข้อมูลทั้งหลายถาโถมเข้าหาเรายิ่งกว่าน้ำป่าไหลหลาก

เราคว้ามันเอาไว้อย่างตะกละตะกลาม เพราะกลัวว่าจะพลาดสิ่งดีๆ ไป

อ่านหนังสือดีๆ สิบเล่ม เล่มละสิบหน้า อาจได้ประโยชน์ไม่เท่าอ่านหนังสือดีสุดยอดให้จบซักเล่ม

ตอนนี้เลยตั้งใจว่าจะฝึกทักษะการเป็นแสตมป์

Be like a postage stamp. Stick to one thing until you get there.

เพราะผมเชื่อว่า ยิ่งนานวัน คนที่มีทักษะนี้น่าจะหายากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

20151028_LastMeal

วันนี้มีเหตุให้ผมต้องกินข้าวเที่ยงคนเดียว

ผมสั่งเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมูแล้วก็มานั่งรอพลางอ่านบทความในมือถือ พอผัดซีอิ๊วมาถึง ผมก็ลงมือใส่เครื่องปรุง แล้วก็ตั้งท่าจะใช้มือซ้ายเล่นมือถือและใช้มือขวาเสียบเส้นใส่ปาก

แต่พอนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ก็เลยวางมือถือลง แล้วลองใส่ใจกับผัดซีอิ๊วที่วางอยู่ตรงหน้า

เส้นใหญ่เหนียวกำลังดี ส่วนหมูที่มีกลิ่นซีอิ๊วก็นุ่มๆ สากๆ ลิ้น ผมเคี้ยวไปได้หน่อยก็จะกลืนตามความเคยชิน แต่พอสังเกตได้ว่าหมูยังชิ้นใหญ่อยู่ก็เลยใช้เวลาเคี้ยวให้มากขึ้นอีกนิดนึง ผักคะน้าที่คละเคล้ามาด้วยก็แทบไม่มีรสขม ถูกจริตผมจริงๆ

ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ผัดซีอิ๊วจานนี้ก็จบบริบูรณ์

—–

คุณผู้อ่านเคยถามตัวเองมั้ยครับว่ากินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

กินข้าวในที่นี้หมายถึงการรับประทานอาหาร จึงหมายรวมถึงก๋วยเตี๋ยว สลัด ขนมหวาน หรืออาหารอะไรก็ได้

ผมรู้สึกว่า เราห่างเหินกับการ “กินข้าวจริงๆ” มากขึ้นทุกที

ถ้าไม่กินไปคุยไป ก็กินไปเล่นมือถือไป หรือไม่ก็กินไปดูทีวีไป

เรากินข้าวกันอย่างลืมเนื้อลืมตัว จนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติอาหารเป็นยังไง เว้นแต่ว่ามันจะอร่อยหรือรสชาติแย่มากจริงๆ

ถามว่าการกินอาหารพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นไปด้วยมันผิดตรงไหน?

ไม่ผิดหรอกครับ แต่บางทีมันก็น่าเสียดาย

เพราะการรับประทานอาหารน่าจะเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ เป็นรองก็แค่การหายใจเท่านั้น

แถมที่มาที่ไปของอาหารนั้นก็อัศจรรย์

กว่าจะมาเป็นผัดซีอิ๊วได้ ข้าวต้องถูกหว่าน หมูต้องถูกขุน และคะน้าต้องถูกเพาะ

พลังงานที่ทำให้ข้าวออกรวง หมูลงพุง และคะน้าผลิใบ ก็คือพลังงานที่ส่งตรงมาจากท้องฟ้าและมหาสมุทร

และเมื่อผัดซีอิ๊วเข้าสู่ท้อง พลังงานที่เคยไหลเวียนอยู่ในแดดและในน้ำก็กลายมาเป็นเลือดเนื้อของเรา

เพราะอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต และกระบวนการของมันก็อัศจรรย์ขนาดนี้ ผมเลยรู้สึกว่าบางทีเราก็ควรจะปฏิบัติต่ออาหารด้วยความเคารพ

และการกินอาหารอย่างรู้เนื้อรู้ตัวก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่จะแสดงออกถึงความเคารพนั้น

ถ้าที่แล้วมา คุณทานอาหารควบกับการทำอย่างอื่นเสมอ

มื้อต่อไป ลองวางมือถือ ปิดทีวี แล้วลองกินข้าวอย่างเดียวดูนะครับ

มันอาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตขึ้นกว่าเดิม

แต่ข้าวจานนั้นอาจอร่อยกว่าเดิมครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Fortune Live Media 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่