สติจะทำให้เรามีเวลา

20180416_sati

เวลาจะทำให้เรามีทางเลือก

และถ้าเราเลือกดีๆ เราก็จะมีอิสระ

“Mindfulness gives you time. Time gives you choices. Choices, skillfully made, lead to freedom.”
-Henepola Gunaratana

สติทำให้เรามีเวลาอย่างไร

“เวลา” ในที่นี้ น่าจะหมายถึง “ช่องว่าง” ระหว่าง “สิ่งเร้าจากภายนอก” กับ “การตอบสนองของเรา”

สำหรับคนที่ไม่มีสติ เมื่อโดนอะไรกระทบ ก็จะตอบสนองแทบจะทันที

ยกตัวอย่างเช่น เวลามีใครมาพูดจาไม่เข้าหู เราก็จะโกรธและโต้ตอบกลับทันที

เป็นการโต้ตอบกลับตามความเคยชินที่ว่า เมื่อมีคนพูดจาไม่ดี เราก็ต้องเอาคืน

เมื่อไม่มีสติ จึงไม่มีเวลาหยุดคิด เมื่อไม่มีเวลาหยุดคิด ก็เลยตอบสนองตามความเคยชิน ซึ่งก็เท่ากับไม่มีทางเลือก

เมื่อไม่มีทางเลือก จึงไม่มีอิสรภาพ เราจะไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่โดนโปรแกรมเอาไว้แล้วว่า เมื่อใส่ input อย่างนี้ ก็จะตอบสนองแบบนี้เสมอ

ในทางกลับกัน คนที่มีสติจะมีเวลาหยุดคิด แม้จะสั้นเพียงนิดเดียวก็มากพอที่จะเลือกได้ว่าจะตอบสนองเดิมหรือจะเลือกทางใหม่ที่ฉลาดกว่านั้น ซึ่งหมายความว่าเราจะตกเป็นทาสของความเคยชินหรือทาสทางอารมณ์ของคนอื่นอยู่เรื่อยไปครับ

สิ่งที่เราทำวันนี้

20180411_tomorrows

อาจเปลี่ยนทุกวันพรุ่งนี้ของชีวิต

“What you do today can change all the tomorrow’s of your life.”
-Zig Ziglar

อนาคตของคนเรามีมากมายไม่จำกัด

แค่ออกจากบ้านห่างกันแค่ 5 นาที ผู้คนและรถราที่เราเห็นบนท้องถนนก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

แค่วันนี้เราทำงานชิ้นนี้เสร็จ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกังวลกับงานชิ้นนี้อีกต่อไปแล้ว

แค่ระงับอารมณ์ไม่พูดจาตอบโต้ ปัญหาที่จะงอกตามมาก็หายไปแล้ว

แค่ข้ามถนนไม่ดูรถ เราอาจไม่ได้เดินข้ามถนนอีกแล้วก็ได้

พรุ่งนี้คือผลของวันนี้ และมะรืนคือผลของพรุ่งนี้ เชื่อมต่อเรื่อยไปเป็นอนันต์

ดำรงสติไว้ให้มั่น เพราะทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเราได้เสมอ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะ

20180301_couldbeworse

Sheryl Sandberg มีชีวิตที่หลายคนอิจฉา

เธอเป็นผู้เขียนหนังสือ Lean In ที่เชียร์ให้ผู้หญิง “กล้าทีี่จะสำเร็จ” ซึ่งกลายเป็นหนังสือ bestseller ขายดีไปทั่วโลก

เธอเคยเป็น VP ของ online sales ที่ Google ก่อนจะโดนมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กเทียวไล้เทียวขื่อให้มาเป็น COO ที่ Facebook

เธอมีลูกวัยกำลังน่ารักสองคน และมีสามีชื่อ Dave Goldberg ซึ่งเป็น CEO ของ Survey Monkey ระบบ online survey ที่ดังที่สุดในโลก

ชีวิตของเชอริลดูเพียบพร้อมไปทุกอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2015 ขณะที่เธอและเดฟไปพักผ่อนด้วยกันที่รีสอร์ท เดฟที่ลงมาออกกำลังกายในฟิตเนสก็ตกลู่วิ่งไฟฟ้าหัวฟาดพื้น เสียเลือดมาก ก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

(ผลการชันสูตรในภายหลังพบว่าเดฟไม่ได้เสียชีวิตจากการเสียเลือด แต่เดฟเกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นปกติฉับพลันระหว่างที่วิ่งอยู่จึงทำให้หมดสติ)

ในห้วงเวลาแห่งความหดหู่ อดัม กรานท์ (Adam Grant) ซึ่งเป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียนชื่อดัง และเป็นเพื่อนกับทั้งเชอริลและเดฟก็พยายามจะคอยให้กำลังใจเธออยู่เรื่อยๆ

วันหนึ่งอดัมได้บอกกับเชอริลว่า “ลองคิดดูสิว่าเรื่องมันอาจจะเลวร้ายกว่านี้ได้อีกนะ” (You should think about how things could be worse)

เชอริลคิดในใจว่าจะให้เรื่องมันเลวร้ายกว่านี้ได้ยังไง เธอเพิ่งจะสูญเสียสามีไปหยกๆ นะ

อดัมบอกต่อว่า “ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเดฟเกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะระหว่างที่เขาขับรถไปส่งลูกๆ”

เพียงได้ยินคำพูดประโยคนี้ ก็ทำให้เชอริลรู้สึกดีขึ้นได้ เพราะแม้เธอจะเสียใจกับการสูญเสียสามีสักแค่ไหน ก็คงเทียบไม่ได้กับการต้องสูญเสียทั้งสามีและลูกไปพร้อมๆ กัน อย่างน้อยที่สุดลูกสองคนของเธอก็ยังมีชีวิตอยู่

คนเรามักนึกว่าเวลาพยายามจะลุกขึ้นมายืนใหม่ เราต้องพยายามคิดถึงแต่เรื่องดีๆ แต่จริงๆ แล้วขอแค่เรามองเห็นคุณค่า (find gratitude) ของสิ่งที่เรามีเหลืออยู่ก็ช่วยได้มากแล้ว

เวลาที่ต้องเจอกับเรื่องราวร้ายๆ ขอแค่เพียงคิดให้ได้ว่า “มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะ” ก็น่าจะพอฉุดเราออกจากห้วงอารมณ์แห่งความหดหู่ได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก On Being with Krista Tippett: Shery Sandberg and Adam Grant – Resilience After Unimaginable Loss

เจ็บปวดเพราะความจริง

20170213_hurtbytruth

ดีกว่าโดนปลอบใจด้วยคำโกหก

“But better to get hurt by the truth than comforted with a lie.”

― Khaled Hosseini

การยอมรับความจริงเป็นเรื่องที่เจ็บปวด

เราถึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่เผชิญหน้ามันอยู่เสมอๆ

แต่ถ้าใจแข็งพอยอมจะสบตากับความจริง เราจะเจ็บแค่หนเดียว

แต่ถ้าเราซ่อนอยู่ในโลกแห่งการเข้าข้างตัวเอง เราจะเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พระท่านบอกว่า ที่คนเราเป็นทุกข์ เพราะเรายอมรับความจริงไม่ได้

เมื่อเราป่วย แต่เราไม่อยากให้ป่วย เราก็เลยทุกข์

เมื่อความรักจืดจาง เรายังอยากให้เขารักเราอยู่ เราจึงเป็นทุกข์

โลกมันทุกข์ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงอีกก็เท่ากับทำร้ายตัวเองซ้ำสอง

ดังนั้น ถ้าอยากหลุดออกจากความทุกข์เร็วๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงก่อน

ยอมรับไม่ได้แปลว่ายอมจำนน เพราะยอมจำนนคือไม่สู้ แต่ยอมรับแล้วยังสู้ได้

ยิ่งยอมรับความจริงได้ดีแค่ไหน เราก็ยิ่งสู้ได้ดีขึ้นแค่นั้นครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อย่าเชื่อทุกสิ่ง

20161214_donotbelieve

ที่ตัวเองคิด

“Don’t believe everything you think.”

– Allan Lokos

พระท่านว่า ถ้าเรามีสติเสียหน่อย ก็จะเห็นว่าสมองไม่ใช่ตัวเรา ความคิดก็ไม่ใช่ตัวเรา เราบังคับมันไม่ได้

เมื่อเราพบเจอเหตุการณ์บางอย่าง กระบวนการความคิดจะเริ่มทำงาน เหตุการณ์อาจจะมีแค่หนึ่ง แต่ความคิดพาเราไปถึงสิบถึงร้อย

เมื่อเราจมอยู่กับความคิด เราก็จะลืมไปเลยว่า 2-100 นั้นเป็นสิ่งที่เรามโนขึ้นทั้งนั้น

แม้เราจะเชื่อมั่นในประสบการณ์และตรรกะแค่ไหน ความคิดก็ยังเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง

หากยังโชคดีพอที่จะรู้ตัวว่าความคิดพาเราเตลิดไปไกล เราจะได้กลับมามองสถานการณ์อีกทีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร สิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเองคืออะไร

แยกแยะให้ได้ จะได้ไม่โดนตัวเองหลอกครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชั่ววูบ

20161118_temporary

“Never make permanent decisions based on temporary feelings”

“อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญด้วยอารมณ์ชั่ววูบ”

-Unknown

“Don’t promise when you’re happy, Don’t reply when you’re angry, and don’t decide when you’re sad.”

“อย่าเอ่ยคำสัญญาเวลาเรามีความสุข, อย่าตอบเวลาที่เรายังโกรธ, อย่าตัดสินใจเวลาที่เราเศร้า”

― Ziad K. Abdelnour


อารมณ์ชั่ววูบนี่ทำลายชีวิตคนมาเยอะแล้ว

กรณี “กราบรถกู” เป็นอุทาหรณ์ที่ดี

พอเลือดขึ้นหน้า คนเราก็ “ชั่ว” ไปหนึ่ง “วูบ”

รู้ตัวอีกทีก็สายเกินกว่าจะกลับไปแก้อะไร

ทางเดียวที่จะช่วยป้องกันการโดนทำร้ายด้วยอารมณ์ชั่ววูบคือฝึกการมีสติบ่อยๆ

เดินก็ให้รู้ตัว หงุดหงิดก็ให้รู้ตัว จ๋อยก็ให้รู้ตัว

เมื่อถึงนาทีสำคัญ ความรู้สึกตัวนี้จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล

เราจะได้ไม่พูดหรือทำอะไรที่จะกลับมาหลอกหลอนเราในภายหลังครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

เจริญอาหาร

20160917_food

“กายชอบทำอาหารแบบไหน”

“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน” เขาเอ่ยคำตอบที่เราคาดไม่ถึง “เราชินกับการที่เรามานั่งที่โต๊ะ คุยกัน สำหรับเราคือเวลาที่มีค่า เราไม่เข้าใจคนที่รีบๆ กินๆ รีบๆ กดมือถือ เราเชื่อในการปฏิสัมพันธ์ต่อหน้ามาก ทุกวันนี้คนเรามองหาเป้าหมายไกลที่สุด แต่สิ่งที่อยู่ระหว่างทางมันหายไป เหมือนบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร เวลาเราเจอกันบนโลกโซเชียล เราเห็นแค่หน้าจอ เห็นแค่สิ่งที่เขาคัดเลือกให้เราดู เราซ่อนทุกอย่างไว้ภายใต้ฉาก น่ากลัวไหมล่ะ แต่ถ้าเราคุยกันอย่างนี้ เราเห็นทั้งข้างนอก ข้างหลัง ข้างหน้า มันโรแมนติกกว่าเยอะ” เขามองเราเต็มตาแล้วยิ้ม

แต่พูดจบไม่ทันไร กายก็หัวเราะแล้วกล่าวปิดท้ายเสียใหม่ในสไตล์นักประวัติศาสตร์

“อาจไม่โรแมนติกหรอก แต่มันได้ ‘ความจริง'”

– กาย ไลย มิตรวิจารณ์
a day #191 July 2016 
เรื่อง กันตพร สวนศิลป์พงศ์
ภาพ ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์


“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน”

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมประโยคนี้โดนใจผมจัง

อาจเป็นเพราะว่าไม่ค่อยได้คุยกับใครเป็นชิ้นเป็นอันบนโต๊ะอาหารมานานมากแล้ว

ครั้งหลังสุดที่รู้สึกว่าได้สัมผัสกับบรรยากาศนี้ คือตอนที่ผมไปเที่ยวกับแฟนที่ยุโรปเมื่อพฤษาภาปีที่แล้ว แล้วแวะไปนอนบ้าน “พี่สายไหม” ที่เมือง Montreux ซึ่งไม่ห่างจากเจนีวามากนัก

พี่สายไหมแต่งงานกับนักเขียนชาวฝรั่งเศส และช่วงที่เราไปก็เขาก็มีแขกชาวสเปนมานอนที่บ้านอีกสองคน คืนนั้นเราจึงมีเพื่อนร่วมโต๊ะทานข้าวทั้งหมดหกคน มีอาหารหลายสิ่งอย่างที่พี่สายไหมทำกับมือ แกล้มด้วยไวน์ขาวที่ผมกับแฟนต้องดื่มตามมารยาท

แฟนของพี่สายไหมถามคำถามพวกเรามากมาย ก่อนจะโดดไปคุยกันในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องการทำธุรกิจ เรื่องหนังสือที่เขาเขียน เรื่องชีวิตวัยหนุ่มสาว ฯลฯ


เขียนมาถึงตรงนี้ ก็นึกได้ว่า หลังจากนั้นผมก็ยังมีการได้กินข้าวกับคนอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นทำสุกี้กินที่บ้านพ่อกับแม่ กินร้านญี่ปุ่นกับเพื่อนมหาลัยและอาจารย์ หรือนัดเพื่อนนักดนตรีให้เอาอาหารมากินกันที่บ้านผม

เป็นช่วงเวลาที่ดีและน่าจดจำเหมือนกัน แต่ทำไมการกินข้าวกับพี่สายไหมคืนวันนั้นถึงน่าจดจำเป็นพิเศษ?

อาจจะเป็นเพราะความแตกต่างทางสถานที่ และการได้พูดคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

แต่อีกความแตกต่างหนึ่งในการทานอาหารกับพี่สายไหมในครั้งนั้นก็คือ ตลอดเวลาร่วมสองชั่วโมงบนโต๊ะอาหาร ไม่มีใครหยิบมือถือขึ้นมาซักครั้งเดียว

มันจึงเป็นการ “ร่วมโต๊ะ” ที่แท้จริงโดยไม่มีสิ่งใดเข้ามาแทรก  เป็นบรรยากาศการทานอาหารที่เราคุ้นเคยกันดีสมัยที่เรายังเด็ก แต่หาได้ยากยิ่งในสมัยนี้


ผมเคยอ่านเจอฝรั่งเขาเล่นเกมๆ หนึ่งเวลานัดไปทานข้าวด้วยกัน

คือการให้ทุกคนหยิบมือถือขึ้นมาวางคว่ำหน้าไว้กลางโต๊ะซ้อนๆ กันไว้

ใครหยิบมือถือขึ้นมาเล่นก่อนถือว่าแพ้!

ผมก็อยากจะเล่นอะไรประมาณนี้บ้างนะ แต่เดาว่าเพื่อนคงไม่ยอม และไม่แน่ ผมอาจจะเป็นคนแพ้ก็ได้

“กายชอบทำอาหารแบบไหน”

“อาหารที่ทำให้คนได้คุยกัน”

เป็นคำถามที่ดีนะครับว่า อาหารแบบไหนที่ทำให้เราได้คุยกันออกรสออกชาติ

เพราะบทสนทนาที่ดีที่สุดและจะอยู่กับเราไปนานที่สุด ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้บนจอ iPhone7

แต่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราวางมันลงต่างหาก


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day #191 July 2016 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เราหนีความจริงได้

20160601_avoidreality

แต่เราหนีผลลัพธ์จากการหนีความจริงไม่ได้

“You can avoid reality but you cannot avoid the consequences of avoiding reality.”

-Anonymous*

นิสัยหลายอย่างของคนเราน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากการหนีความจริง

บางคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมทำงานที่ยากและน่าเบื่อ และในเมื่อมันยังไม่ถึงเส้นตายก็เลยขอซื้อเวลาออกไปก่อน

หรือบางคนติดเหล้า เพราะจะได้ไม่ต้องคิดถึงปัญหามากมายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต

ถ้าจะมองในแง่ยุทธศาสตร์ คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งกับคนที่กินเหล้าเพื่อลืมความทุกข์นี่ถือว่าใช้กลยุทธ์ที่ไม่ได้เรื่องเอามากๆ

เพราะสู้ยังไงก็แพ้

ต่อให้ผัดวันประกันพรุ่งไปนานแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี (ถ้างานมันต้องทำ)

ส่วนงานที่ไม่ต้องทำก็ได้ (เช่นโปรเจ็คที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น) พอผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ม้นก็ไม่ได้เริ่ม และชีวิตก็ไปไม่ถึงไหนเสียที

คนที่ติดเหล้า ต่อให้จะเป็นเหล้าชั้นดีเพียงใด ช่วยให้ลืมปัญหาได้นานแค่ไหน แต่พอตื่นมาตอนเช้าก็เหลือปัญหาเท่าเดิม ดีไม่ดีจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ


พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์

การเผชิญความจริงก็คือการเผชิญความทุกข์

เมื่อคนส่วนใหญ่ตามหาความสุข เราจึงวิ่งหนีความทุกข์และวิ่งหนีความจริง

ความทุกข์เป็นเหมือนคนที่รักเรา อยู่กับเราเหมือนเงาตามตัว ความจริงก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ยิ่งเราทำเป็นมองไม่เห็นมันนานเท่าไหร่ เงาแห่งความจริงก็จะยิ่งทอดยาวขึ้น

ความจริงกับความทุกข์นั้นเหมือนกันอีกอย่างตรงที่มันจะน่ากลัวก็ต่อเมื่อเราไม่สบตามัน เพราะพอตาเราไม่มอง สมองก็เริ่มมโนไปต่างๆ นาๆ

แต่หากเรากล้าสบตากับความจริง บ่อยครั้งเราจะพบว่า เฮ้ย มันก็ไม่ได้แย่อย่างที่กลัวนี่หว่า รู้งี้สบตากันไปตั้งนานแล้ว

“You can avoid reality but you cannot avoid the consequences of avoiding reality.”

ความจริงหนีได้ก็เพียงชั่วคราว และยิ่งหนี ผลลัพธ์ก็ยิ่งแย่

เลิกหนี แล้วหันมาสู้กับความจริงดูซักตั้ง

แล้วชีวิตจะ “เอาอยู่” มากกว่านี้ครับ


* เว็บส่วนใหญ่จะบอกว่าคำพูดนี้เป็นของ Ayn Rand แต่ Quote Investigator บอกว่าไม่น่าใช่ครับ 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1.jpg

ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง

20160531_nowrong

ถ้าใครเป็นแฟนคลับของหลวงพ่อปราโมทย์ และเคยฟัง mp3 ของท่าน น่าจะจำคอนเซ็ปต์หนึ่งที่ท่านมักสอนอยู่เสมอ คือ “รู้ว่าผิดแล้วมันจะถูกเอง”

เช่น ถ้าอยากมีสติมากขึ้น ก็แค่คอยรู้ตัวว่าเผลอ หรือรู้ตัวว่าคิดอยู่ สติก็เกิดแล้ว

หรือในศาสนาพุทธ ถ้าอยากเป็นคนดี เราก็ไม่ต้องทำดีก็ได้ แค่ละเว้นจากการทำชั่วด้วยการถือศีลห้า คุณก็เป็นคนดีได้แล้วเช่นกัน

วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมอยากจะใช้เวลาให้มีประโยชน์มากขึ้น เพราะสังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่าวันหยุดมักจะหมดเวลาไปกับการอ่านการ์ตูนบนไอแพด หรือนั่งเล่นเฟซบุ๊คในคอมหรือมือถือมากเกินไป

วันนั้นผมจึงไม่มีแผนตายตัว แค่บอกตัวเองว่า อยากทำอะไรก็ทำไป แต่ก่อนเที่ยงวันนี้จะไม่เล่นมือถือ ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์

พอปิดโอกาสตัวเองที่จะผลาญเวลากับอุปกรณ์พวกนี้ ผมก็เลยได้เก็บกวาดห้องนอน พับผ้า ถูพื้น และทำอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเพราะว่า “ไม่มีเวลา”

วันนั้นจังเป็นวันที่รู้สึก productive มากที่สุดวันหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนการอะไรเลย

คุณผู้อ่านลองเอาเทคนิค “ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง” ไปลองใช้ดูบ้างก็ได้นะครับ แค่ระบุว่าอะไรที่เราไม่ควรทำ (เช่นเล่นเฟซบุ๊คหรือเช็คอีเมล์) แล้วก็ลองตั้งใจที่จะไม่ทำสิ่งนั้นซัก 2 ชั่วโมง

แล้วคุณอาจจะแปลกใจกับผลลัพธ์ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทักษะแสตมป์

20160229_Stamp

Be like a postage stamp. Stick to one thing until you get there.

จงทำตัวให้เหมือนแสตมป์ อยู่กับสิ่งสิ่งนั้นจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

– Josh Billings

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาผมมีอาการประหลาดที่ไม่เคยเป็นสมัยหนุ่มๆ

อาการนั้นคืออาการ “อ่านอะไรก็ไม่จบ”

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ซื้อมา หนังสือออนไลน์ที่โหลดมา หรือบทความที่เซฟเก็บเอาไว้

หนังสือบางเล่มอ่านไปได้แค่ครึ่งเดียวก็หยุดอยู่แค่นั้น

หนังสือออนไลน์หนักกว่า เพราะอ่านได้แค่ไม่กี่หน้าก็ดันไปเจอหนังสืออื่นที่น่าอ่านกว่าอีกแล้ว

และแน่นอน บทความบางบทความที่เซฟไว้ไม่เคยได้ถูกเปิดอ่านเลยด้วยซ้ำ

ในยุคที่ทางเลือกมีมากมาย ของฟรีมีไม่จำกัด เราก็กำลังถูกช่วงชิงอะไรบางอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน

คือความอดทน ความเสมอต้นเสมอปลาย และความจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรา

ผมเชื่อว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่จิตใจชอบ “กระโดดไปกระโดดมา” ในยุคที่ข้อมูลทั้งหลายถาโถมเข้าหาเรายิ่งกว่าน้ำป่าไหลหลาก

เราคว้ามันเอาไว้อย่างตะกละตะกลาม เพราะกลัวว่าจะพลาดสิ่งดีๆ ไป

อ่านหนังสือดีๆ สิบเล่ม เล่มละสิบหน้า อาจได้ประโยชน์ไม่เท่าอ่านหนังสือดีสุดยอดให้จบซักเล่ม

ตอนนี้เลยตั้งใจว่าจะฝึกทักษะการเป็นแสตมป์

Be like a postage stamp. Stick to one thing until you get there.

เพราะผมเชื่อว่า ยิ่งนานวัน คนที่มีทักษะนี้น่าจะหายากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com