รักคนรู้ทัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพิ่งเปิดคอร์ส “สติ 101” ให้กับพนักงานที่บริษัท

เนื้อหาไม่ได้มีอะไรมาก แค่ให้ฝึกความรู้เนื้อรู้ตัวเอาไว้

ใจเรารู้สึกอย่างไรให้รู้ทัน สมองเราคิดอะไรให้รู้ทัน

ที่เครียดกันมากมาย ที่ฆ่าตัวตาย ก็เพราะเราไม่รู้ทันนี่แหละ

ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเราทุ่มเทเวลาและเงินทองไปมากมายเพื่อจะรู้ทุกอย่างในโลก แต่เรากลับละเลยที่จะเรียนรู้สิ่งที่จะให้คุณให้โทษกับเราได้มากที่สุด

ดังนั้นเราจึงต้องฝึกและรักที่จะรู้ทันความคิด

เป็นคนรู้ทันได้เมื่อไหร่ จะลดปัญหาชีวิตลงได้ไม่น้อยครับ

เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

เป็นเวลาเกือบสามปีแล้วที่สถานการณ์โลกไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง และยังไม่มีวี่แววว่าจะเบาบางลง

ล่าสุดจีนก็มีเรื่องให้เคืองขุ่นอเมริกาที่ส่งตัวแทนไปเยือนไต้หวันให้ชาวโลกไหวหวั่น
เพราะเมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

ในช่วงเวลาคับขัน เราควรวางตัว-วางใจเช่นไร

ผมนึกถึงข้อความในหนังสือ ปัญญา{ฝ่า}วิกฤติ ของพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

“ผู้กล้านั้นตายด้วยความกล้า
ทหารนั้นตายด้วยการรบ
แต่ผู้คนธรรมดามักจบชีวิตลง
ด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้อื่น

ในโลกที่ขมขื่นเช่นนี้ เราจะก่นด่าผู้ใดได้
ในวิกฤติใหญ่ หัวใจแห่งกลยุทธ์
คือการรักษาตัวรอดให้นานที่สุด
เพราะมีแต่มนุษย์ผู้มีชีวิตเท่านั้น
จึงจะดำเนินแผนการต่อไปได้”

ณ ช่วงเวลาแบบนี้ เราทำได้เพียงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา แยกแยะระหว่างสิ่งที่เราควบคุมได้กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ และยอมรับว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด

ในขณะเดียวกัน ในฐานะประชาชน เราก็ควรช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

ในบางช่วงตอนของละครโรงใหญ่ การเป็นคนดูย่อมปลอดภัยกว่าการขึ้นไปร่วมแสดงบนเวที – อย่างดีก็ได้เป็นไม้ประดับ อย่างร้ายก็ได้เป็นหญ้าแพรก

เราจะต้องไม่แหลกลาญด้วยความโฉดเขลาเบาปัญญาของผู้อื่นครับ

เป็นกลางกับความทุกข์

เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะวิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์

แต่ปฏิกิริยาที่เรามีต่อความทุกข์นั้นเข้มข้นและรุนแรงกว่าปฏิกิริยาที่เรามีต่อความสุข

ได้เงินเพิ่ม 10,000 บาท ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้จิตใจมากเท่าทำเงินหาย 10,000 บาท

หากรู้ตัวว่าภูมิต้านทานความทุกข์ของเราไม่สูงเท่าไหร่ การเพิ่มภูมิต้านทานย่อมเป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์

ความทุกข์แปลว่าสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก

เมื่อทนได้ยาก เราก็เลยหลีกหนี และหากหนีไม่พ้น โดนความทุกข์วิ่งชนเข้าอย่างจัง เราก็จะตื่นตระหนกและเผลอขยายความทุกข์ให้ตัวใหญ่กว่าความเป็นจริงด้วยจินตนาการของตัวเอง

หากใครเคยฝึกวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอนก้า จะพบว่าหนึ่งในคอนเส็ปต์ที่สำคัญที่สุดคือ “อุเบกขา” ที่แปลว่าการวางเฉย แต่ไม่ใช่การเมินเฉย

เวลานั่งนิ่งๆ นานๆ เรารับรู้ถึงความเจ็บปวดได้อย่างชัดแจ้ง และเราก็จะมีปฏิกิริยาเดิมๆ ที่เราใช้มาทั้งชีวิตคือเราไม่ชอบมัน เรารังเกียจมัน อยากจะขยับขาขยับตัวเพื่อลดทุกข์ตรงนี้

แต่ถ้าเรามีอุเบกขา เราจะมีสติพอ (แม้ชั่วขณะหนึ่ง) ที่จะไม่รังเกียจมัน และเราจะอดทนรอดูได้อีกนิด จนบางครั้งความเจ็บปวดจะคลี่คลายโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมันเลย

หากเราฝึกเช่นนี้บ่อยๆ เราจะมีความกล้ามากขึ้น เพราะความกลัวทั้งหมดทั้งหลายของคนเราก็คือกลัวความทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจทั้งนั้น

เจออะไรที่ทำให้เราทุกข์ แทนที่จะรีบเบือนหน้าหนี ให้ลองสังเกตมันดูดีๆ

เมื่อไม่ต่อต้าน ความทุกข์นั้นจะหมดพลังไปโดยธรรมชาติ

เป็นกลางกับความทุกข์ได้เมื่อไหร่ ก็แทบไม่มีอะไรที่เราจะต้องกลัวอีกต่อไปครับ