ถ้าอยากยอมแพ้ให้รอวันพรุ่งนี้

Shane Parrish ได้เล่าไว้ในบล็อก Brain Food ว่าสมัยเล่นกีฬาตอนมัธยมปลาย หากทีมเพิ่งแข่งแพ้มาโค้ชจะซ้อมโหดมาก

มูฮัมหมัด อาลี นักมวยผู้ยิ่งใหญ่เคยพูดไว้ว่า ตอนเขาซิทอัพ เขาจะเริ่มนับตอนที่ท้องเริ่มปวดเท่านั้น โค้ชของ Shane ก็ทำแบบเดียวกัน คือจะเริ่มนับว่า sprint ไปแล้วกี่รอบตอนที่ผู้เล่นในทีมเริ่มหมดแรงกันแล้ว

เมื่อโดนฝึกซ้อมหนักขนาดนี้ ก็จะมีบางคนในทีมบอกว่าไม่ไหวแล้ว จะขอลาออกจากทีม ซึ่งโค้ชก็จะโต้กลับด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา และตบท้ายว่า

“If you really want to quit, you can quit tomorrow, but you can’t quit today.”

ถ้าอยากจะยอมแพ้ค่อยยอมวันพรุ่งนี้ก็ได้ แต่วันนี้คุณห้ามยอมแพ้

และวันถัดมาก็ไม่มีใครลาออกจากทีมแม้แต่คนเดียว

ในระยะยาวแล้ว คนที่จะประสบความสำเร็จคือคนที่มีความเสมอต้นเสมอปลาย และการจะเป็นคนแบบนั้นได้เราก็ต้องมียุทธศาสตร์ที่จะ keep going ในเวลาที่ความยากลำบากและความท้อถอยมาเยือน

เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ให้บอกตัวเองว่าถ้าจะยอมแพ้ก็ให้รอวันพรุ่งนี้

แต่วันนี้ห้ามยอมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Brain Food: Unthinkable

มนุษย์นั้นกลับมาได้เสมอ

ในปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ผู้แพ้สงครามอย่างเยอรมันนีอยู่ในสภาพที่บ้านเมืองล่มสลาย โรงงาน ทางรถไฟ คลังสินค้าล้วนถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทำลายจนราพณาสูร

GDP ของเยอรมันนีตกลงมาถึง 70% ยังไม่นับว่าต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นเวลาสามชั่วอายุคน

แต่ภายในเวลาเพียง 3 ปีครึ่ง GDP ของเยอรมันนีก็กลับมาเท่ากับก่อนเกิดสงครามอีกครั้ง


ในปี 2001 วันที่ 11 กันยายน ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในมหานครนิวยอร์ค เป็นเหตุการณ์ช็อคโลกที่แม้จะผ่านไป 2 ทศวรรษแล้วเราก็ยังจดจำกันได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

ในงานวิจัยงานหนึ่งที่จัดทำในปลายปี 2002 พบว่า ความเสียหายจากเหตุการณ์ 9/11 มีมูลค่าประมาณ 33,000-36,000 ล้านดอลลาร์

แม้กระนั้น การรื้อถอนและทำความสะอาดบริเวณที่ตึกเวิลด์เทรดถล่มลงมานั้นก็เสร็จเร็วกว่ากำหนดหลายเดือน การจ้างงานกลับมาดีขึ้นภายในเวลาครึ่งปี เช่นเดียวกับตลาดอสังหาและความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจที่มีต่อมหานครแห่งนี้ก็กลับมาอยู่ในระดับเดิมภายในเวลาไม่กี่เดือนเช่นกัน

เราเห็นเทรนด์คล้ายคลึงกันนี้กับญี่ปุ่นที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง และกับนิวออร์ลีนส์ที่โดนพายุเฮอริเคนแคทรีนาเมื่อปี 2005

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ เรามักจะจิตตกเมื่อตะหนักว่าฤดูหนาวนี้จะยาวนาน สำหรับบางคนอาจสิ้นหวังจนหมดกำลังใจ

แต่หลายครั้งหลายครา สังคมมนุษย์แสดงก็ได้แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าเราจะเจออุปสรรคหนักหนาแค่ไหน เราก็จะผ่านมันมาได้และอาจแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ – What doesn’t kill you makes you stronger.

เพราะมนุษย์นั้นกลับมาได้เสมอครับ


ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Stock Club: The World According to Morgan Housel

และ the New York Fed: Measuring the Effects of the September 11 Attack on New York City by Jason Bram, James Orr, and Carol Rapaport

4 บทเรียนจากการเป็นอายุน้อยร้อยล้าน

ผมผ่านไปเจอกระทู้หนึ่งใน Quora ที่ถามว่า What does it feel like to be a self-made millionaire (USD) under the age of 25? – การได้เป็นเศรษฐีที่สร้างตัวขึ้นมาเองก่อนอายุ 25 นี่มันรู้สึกอย่างไรบ้าง

เจอคำตอบที่น่าสนใจจากคนที่ไม่ได้ระบุตัวตนเอาไว้ (จึงควรฟังหูไว้หู) เลยขอนำมาถอดความไว้ตรงนี้ครับ

ตอนอายุ 24 ผมขายบริษัทของผมไปในราคาสูงกว่า 100 ล้านเหรียญ (3,700 ล้านบาท)

1. ผลกระทบที่น่าสนใจที่สุดคือผมเริ่มคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับเป้าหมายของผม ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยคิดถึงเป้าหมายในชีวิตมาก่อนเลย แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิดว่าในเมื่อตอนนี้ผมจะสามารถทำอะไรก็ได้ แล้วจริงๆ แล้วผมอยากทำอะไรล่ะ?
ที่น่าประหลาดใจก็คือ เป้าหมายที่ผมคิดได้นั้นล้วนไม่ต้องใช้เงินมากนัก เช่นการหัดถ่ายรูปทิวทัศน์ให้เหมือนมือโปร อยากจะเต้นซัลซ่าให้เก่งๆ อยากเรียนภาษาอิตาลี และทำฝึกทำอาหารไทย

ตอนนี้ผมก็เลยพยายามบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ผมจ้างครูส่วนตัวมาสอนภาษาอิตาลี (ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นผมคงไปลงเรียนตามคอร์สมากกว่า) แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมตระหนักได้ก็คือจริงๆ แล้วผมสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีเงิน แต่ผมก็ไม่ได้ทำเพราะผมคิดเอาเองมาตลอดว่าต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินก่อน

2. ผมยังรู้สึกไม่สบายใจหากจะเสียเงินในเรื่องไม่ใช่เรื่อง ผมมาจากครอบครัวยากจน และพ่อแม่ก็สอนผมให้เป็นคนมัธยัสถ์ เรื่องประหลาดก็คือแม้ตอนนี้ผมสามารถใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่กระทบการเงินผมแม้แต่น้อย แต่มันก็ยังกระทบจิตใจผมอยู่ดี ผมเคยจองโรงแรมที่สวยมากๆ แห่งหนึ่ง (และราคาก็ค่อนข้างแพงด้วย) แต่ผมกลับไม่ยอมกินขนมในมินิบาร์เพราะราคามันสูงเกินเบอร์ไปมาก

3. คนบางคนทำตัวประหลาดขึ้นเมื่อเขารู้ว่าผมมีฐานะ อาจารย์สอนกีตาร์ของผมเริ่มจากการบ่นเล็กน้อยก่อนจะกลายเป็นการร่ายยาวว่าคนรวยนั้นเอาเปรียบคนจนอย่างไร อาจารย์มองผมราวกับมาจากดาวอีกดวงหนึ่งแม้ว่าผมจะแต่งตัวและทำตัวเหมือนคนอื่นๆ ก็ตาม สถานการณ์แย่ถึงขนาดที่ผมต้องหาอาจารย์ใหม่เลยทีเดียว

4. เขาบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ ซึ่งผมว่ามันเป็นความจริงนะ ผมเคยลองใช้เงินซื้อความสะดวกสบาย และบทเรียนสำคัญก็คือความรู้สึกฟินแบบนั้นมันอยู่ได้เพียงไม่นาน ตอนได้นั่งเครื่องบินชั้น business class ครั้งแรกๆ มันก็เจ๋งจริงๆ แหละ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษอีกแล้ว แต่ถ้าผมต้องกลับไปนั่ง economy class อีกมันจะรู้สึกแย่มากๆ เลย (ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร)

ความสามารถในการปรับตัวของคนเรานี่มันอันตรายจริงๆ เพราะแม้ว่าเราจะตามใจตัวเองเต็มที่และใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย มันก็ไม่ได้ทำให้เรามีความพึงพอใจในระยะยาวอยู่ดี แต่มาตรฐานเรานั้นกลับค่อยๆ สูงขึ้นจนเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ผมว่านี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้คนรวยบางคนนิสัยแย่ และถ้าคุณไม่อยากกลายเป็นคนแบบนั้นก็ควรหัดขึ้นรถบัสให้บ่อยๆ

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Answer to What does it feel like to be a self-made millionaire (USD) under the age of 25?