สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอน

20171008_1000blogposts

เมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 7 ตุลาคมปี 2560) ผมเขียนบทความลง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอนครับ

เลยอยากเฉลิมฉลองด้วยการแชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเขียนบล็อกอย่างจริงจังมา 2 ปีกับอีก 9 เดือนนิดๆ ครับ

จะเขียนบล็อกไปทำไม
หนึ่ง – มันเป็นสมุดบันทึกเรื่องราวและความคิดที่วันหนึ่งเราจะอยากกลับมาอ่านอีก
สอง – มันช่วยให้เราแบ่งปันความคิดที่เรามีให้เพื่อนๆ หรือคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน
สาม- มันเป็นการสร้าง “เรซูเม่ออนไลน์” ที่ทรงพลังที่สุดวิธีหนึ่ง

จะเริ่มยังไง?
วิธีที่ง่ายที่สุดเลยคือเข้าไปที่ wordpress.com แล้วสมัครสมาชิก เลือกธีม (ดีไซน์) ที่ชอบ จากนั้นก็เขียนได้เลย ถ้าเขียนได้ซักพักแล้วอยากจะมีโดเมนเป็นของตัวเอง ก็ค่อยศึกษาในลิงค์นี้ครับ

จะตั้งชื่อบล็อกว่าอะไรดี?
ตอนแรกผมก็คิดชื่อบล็อกไปต่างๆ นาๆ เหมือนกัน แต่ชื่อที่ชอบก็มีคนเอาไปหมดแล้ว สุดท้ายเลยมาตายรังที่ชื่อตัวเอง

การตั้งเป้าหมาย
ผมขอแนะนำว่าอย่าไปตั้งเป้าหมายในเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นจะต้องมีคนอ่านเท่านั้นหรือต้องมีคนแชร์เท่านี้ เพราะมันจะทำให้เรากดดันตัวเองเสียเปล่าๆ

เป้าหมายของผมตอนที่เริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังในวันที่ 2 มกราคม 2558 คือ “เขียนให้ได้วันละตอน สามวันติดต่อกัน” พอทำได้ก็ค่อยขยับเป็น 7 วัน…1 เดือน…3 เดือน แล้วค่อยตั้งเป้าหมายว่าจะเขียนทุกวัน

ส่วนคนอื่นๆ อาจจะเขียนสัปดาห์ละตอนหรือเดือนละตอนก็ได้ ไม่มีผิดหรือถูก สำหรับผม การเขียนบล็อกทุกวันมันง่ายกว่าการเขียนบล็อกสัปดาห์ละครั้ง เพราะถ้าเราบอกว่าเราจะทำมันทุกวัน เราก็จะไม่เหลือข้ออ้างที่วันนี้จะไม่เขียน ขณะที่ถ้าเป้าของเราคือสัปดาห์ละครั้งเรายังมีโอกาสผัดผ่อนไปได้อีกตั้ง 6 วันแน่ะ

จะเผยแพร่อย่างไร?
เปิดเพจเลยครับ จากนั้นก็เชิญเพื่อนๆ ให้มาไลค์เพจเรา พอเขียนบทความในบล็อกเสร็จก็แชร์ลงเพจนี้ แล้วเราก็แชร์บทความจากเพจมาไว้ในโปรไฟล์เราอีกทีให้เพื่อนๆ ได้เห็นได้อ่านกัน

ความกลัวที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนบล็อก
กลัวว่าเขียนห่วย – งั้นก็เขียนโดยไม่ต้องแชร์ก็ได้นะครับ ไม่มีใครมาเห็นหรอก

กลัวโดนวิจารณ์ – แน่นอนว่าไม่มีใครอยากโดนวิจารณ์ ดังนั้นคุณก็ใช้นามแฝงก็ได้ ทีนี้เค้าก็จะไม่รู้แล้วว่าคุณเป็นใครมาจากไหน

กลัวว่าเขียนแล้วจะไม่มีคนอ่าน – ก็ดีสิครับ จะได้ไม่ต้องกลัวใครมาวิจารณ์ ช่วงแรกๆ ที่ไม่ค่อยมีคนอ่านนี่แหละคือโอกาสทองในการลองผิดลองถูกและฝึกฝนเพื่อเพิ่มความมั่นใจไปเรื่อยๆ

วิธีหาเรื่องมาเขียนบล็อก
เข้าเว็บเนื้อหาดีๆ – เว็บ/แอป ที่ผมเข้าบ่อยๆ ก็คือ Quora, Medium และ TED ครับ

ถ้าภาษาอังกฤษเราไม่แข็งแรงล่ะ? ยิ่งควรต้องอ่านเลยครับ จะได้แข็งแรงขึ้นซักที

อ่านหนังสือดีๆ – ผมบอกตัวเองว่าจะอ่านหนังสือวันละ 5 หน้า ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะได้เรื่องดีๆ มาเล่าต่อ (แต่ถ้าเป็นนิยายก็อาจไม่ช่วยเท่าไหร่นะ)

เอาคำคมมาเป็นตัวจุดประกาย – ผมจะเข้าเว็บพวก Pinterest, AZ Quotes หรือ Goalcast เมื่อได้คำคมที่ตรงใจ เราก็จะคิดได้เองว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี

เอาเรื่องที่พูดคุยกับแฟน/เพื่อน มาเล่าต่อ – เรื่องอย่างกุ้งแป๊บเดียวก็เกิดขึ้นตอนนั่งทำสุกี้กินที่บ้าน ส่วนเรื่องม้าตีนต้น-ม้าตีนปลาย ก็ได้ไอเดียตอนนั่งอยู่ในรถกับแฟน สำคัญคือถ้าคิดประเด็นอะไรออกให้รีบจดเอาไว้กันลืมครับ

ไปเอานิทานมาจากไหน?
ถ้าใครติดตามบล็อกผมมาซักพักอาจจะรู้จัก “นิทาน” ที่ผมจะเอามาเล่าทุกวันศุกร์ มีคนถามกันเยอะว่าไปเอามาจากไหน คำตอบก็คือเอามาจากในเน็ตและเว็บที่ผมกล่าวถึงนั่นแหละครับ เพียงแต่ต้องออกแรงเยอะหน่อย อ่าน 10 เรื่อง อาจจะมีเรื่องที่พอใช้ได้แค่เรื่องเดียวเท่านั้น

หารูปประกอบจากที่ไหน?
เว็บที่ผมใช้บ่อยที่สุดคือ Pixabay, Pexels และ Unsplash ครับ เราสามารถเอามาใช้ได้โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ถ้าอยากให้ชัวร์สุดก็ใช้รูปที่เราถ่ายเองก็ได้ เช่นรูปประกอบบทความนี้เป็นต้น

ควรเขียนเรื่องที่อยู่ในกระแสมั้ย?
ส่วนตัวผมไม่ค่อยตามข่าวเท่าไหร่อยู่แล้ว เรื่องส่วนใหญ่ที่ผมเขียนจึงไม่ได้อยู่ในกระแส ข้อเสียคือโอกาสที่คนจะกดแชร์อาจจะน้อยกว่าเรื่องที่กำลังอินเทรนด์ แต่ข้อดีคือสิ่งที่เราเขียนจะไม่มีวันหมดอายุ

พอตัน คิดไม่ออกแล้วทำยังไง?
ก็ดิ้นรนครับ ผมเองก็ตันอยู่บ่อยๆ วิธีแก้คือบ่นให้แฟนฟัง จากนั้นก็เปิดหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้ เข้าเว็บที่กล่าวถึงไปข้างต้น สุดท้ายมันต้องเจออะไรบ้างล่ะ

6 เดือนแรกคือช่วงวัดใจ
เพราะมันคือช่วงที่เพจไลค์มีแค่หลักร้อย จำนวนคนที่จะเห็นบทความของเราจึงน้อยมาก คนส่วนใหญ่จะเห็นจากโพสต์ที่เราแชร์ลงหน้าโปรไฟล์ของตัวเองมากกว่า ช่วงนี้อย่าไปคิดมากเรื่องยอดไลค์หรือยอดแชร์เลยครับ แค่มีคนกดแชร์ซัก 5-10 คนก็แสดงว่าบทความเรามีดีพอให้คนไม่อายที่จะบอกต่อแล้ว

มันจะมีจุดพลิกผัน
ช่วง 7 เดือนแรกของการเขียนบล็อก 95% ของบทความมีคนแชร์แค่หลักสิบ แต่พอถึงเดือนสิงหาคม บล็อกสามตอนของผมก็ฮิตขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

3 สิงหาคม 2558: 10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มี (2,500 Shares)

9 สิงหาคม 2558: ความเคารพ (74,000 shares)

10 สิงหาคม 2558: วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari (46,000 shares)

ยอดเพจไลค์ผมเพิ่มขึ้นมาประมาณพันกว่า แถมยังมีคนเชิญไปออกทีวีเรื่องการจัดบ้านด้วย ทั้งๆ ที่ทักษะการจัดบ้านผมต่ำที่สุดในครอบครัวแล้ว

เขียนลงบล็อกหรือเขียนลงเพจดี?
การเขียนลงเพจมีข้อดีคือคนจะเห็นเยอะกว่า เพราะกลไกของเฟซบุ๊คย่อมอยากโปรโมตเนื้อหาที่อยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเองมากกว่าเนื้อหาที่แชร์มาจากเว็บอื่นอยู่แล้ว แต่โดยส่วนตัวผมชอบเขียนลงบล็อกแล้วมาแชร์ลงเพจมากกว่า เพราะว่าบล็อกมันเป็นอะไรที่คงทนถาวรดี เขียนไปแล้วสามเดือนก็ยังค้นเจอได้ง่ายทั้งทาง Google และในหน้า Archive

อีกข้อดีอย่างหนึ่งของการเขียนลงเพจคือยอดคนติดตามเพจจะโตเร็วกว่า เพราะคนจะแชร์บทความจากเพจเราเลย ทำให้คนที่เห็นรู้ว่าบทความนี้มาจากเพจไหน แต่ถ้าเราเขียนลงบล็อก คนจะแชร์บทความจากบล็อกเราแทน คนที่ผ่านมาเห็นจะไม่รู้ว่าบล็อกนี้เป็นของเพจอะไร

ช่วงสองปีแรกผมโพสต์ลงบล็อกตลอด ยอดเพจไลค์เลยไม่ค่อยขึ้น แต่ช่วงหลังๆ ผมเริ่มนำเนื้อหามาใส่ไว้ในเพจด้วย เพราะได้รับคำแนะนำมาว่าก่อนหนังสือจะออกควรจะมียอดไลค์เพจซัก 30,000 (ตอนนั้นมีแค่ 13,000) แต่ถึงแม้จะทำอย่างนั้นแล้วยอดเพจไลค์ก็ไม่ค่อยขึ้นอยู่ดี (ตอนนี้อยู่ที่ 17,000)

ยอดไลค์ไม่สำคัญเท่าความผูกพัน
แม้ยอดไลค์เพจของผมจะน้อย แต่ engagement ของเพจ Anontawong’s Musings กลับสูงพอๆ กับเพจที่มียอดไลค์มากกว่าผมหลายเท่า ดังนั้น ผมเลยเลิกซีเรียสเรื่องยอดไลค์เพจมาซักพักแล้ว กลับมาสนใจสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการเขียนดีกว่า

ระวังจะโดนเข้าใจผิด
ผมเคยโดนน้องที่ทำงานเก่าเข้าใจว่าผมไปเขียนตำหนิเขาในบทความหนึ่ง ซึ่งพอกลับไปอ่านก็พอเข้าใจว่าทำไมเขาจึงคิดอย่างนั้น ยิ่งเราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานด้วยจึงเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะสงสัยผมได้ จากนั้นมาเวลาจะเขียนบล็อกผมเลยต้องระวังด้วยว่ามันจะไปทำให้คนรอบข้างเราไม่สบายใจรึเปล่า

คนก๊อปไปใช้ไม่ให้เครดิต
อันนี้ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเวลาคนก๊อปไปส่งต่อทางไลน์ ไม่รู้เพราะความขี้เกียจหรือไม่เห็นความสำคัญในการให้เครดิตเจ้าของเรื่อง

ที่หนักกว่าคือแอบอ้างว่าเขาเขียนขึ้นเอง เรื่องอย่างนี้เราทำได้เพียงทักท้วงไป ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะยอมแก้ไขหรือยอมขอโทษครับ แต่ถ้าเราทำใจไว้ว่า สิ่งที่เราปล่อยออกไปบนโลกอินเตอร์เน็ตถือเป็นสมบัติสาธารณะแล้ว เราก็จะไม่ทุกข์ใจมากนัก

การหารายได้จากการลงโฆษณาในบล็อก
ผมเคยลองติดตั้ง Word Ads ลงในบล็อกของผม ทำให้ท้ายบทความของผมทุกบทมีวีดีโอโฆษณา แต่ทำได้อยู่ประมาณ 2 เดือนก็เลิกไปเพราะ แม้จะมีคนอ่านบล็อกเดือนละเป็นหมื่นครั้ง แต่ผมได้ส่วนแบ่งรายได้แค่ร้อยกว่าบาท คิดแล้วไม่คุ้มกันเห็นๆ กับการบังคับให้ผู้อ่านของเราต้องมาเจอโฆษณาอะไรก็ไม่รู้

การทำรายได้จากการเขียนบล็อก
ผมขอยึดแนวทางของ Seth Godin ที่เคยบอกว่า เราไม่ควรเขียนบล็อกเพื่อหาเงิน แต่เราควรเขียนบล็อกเพื่อ “หาพวก” (build a tribe) ซึ่งก็คือคนที่เขาสนใจงานเขียนของเรา เมื่อเรามีแฟนคลับที่ไว้เนื้อเชื่อใจเราแล้วค่อยต่อยอดจากตรงนั้นก็ยังไม่สาย

ผมเอง “เขียนบล็อกฟรี” อยู่สองปีครึ่ง ใช้เวลากับมันไปไม่ต่ำกว่า 1000 ชั่วโมง (ถ้าคิดเป็นวันทำงานก็คือ 125 วัน) โดยไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงินเลย แต่พอเดือนมิถุนายนผมก็เปิด Time Management Course ครั้งแรก (ตอนนี้จัดไปแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง) และเดือนสิงหาคมผมก็ได้ออกหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ซึ่งก็ได้คนที่อ่านบล็อกนี่แหละมาอุดหนุน โดยผลตอบแทนจากตรงนี้มากกว่าที่ผมจะได้จากการลงโฆษณาในบล็อกผมเป็นไหนๆ

ผมขอยกคำที่ยอด ชินสุภัคกุล (ผู้ก่อตั้งและ CEO ของวงใน) เคยกล่าวไว้ว่า เราต้องสร้าง “ความดีสะสม” (value creation) เอาไว้ เหมือนเป็นการปลูกต้นไม้และรอให้มันแตกกิ่งก้านและออกดอกออกผล เมื่อถึงเวลาที่สุกงอมเราจึงค่อยเก็บเกี่ยวหรือทำ value extraction

การเขียนบล็อกก็คือการสร้างความดีสะสมอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่งรีบทำเงินจากมันด้วยการลงโฆษณาหรือรับจ้างเขียนเชียร์ใครเลย เพราะถ้าเราทำอย่างนั้นเราจะสูญเสียความไว้ใจจากคนที่ตามบล็อกเราไปไม่น้อย สู้เขียนสิ่งที่เราเชื่อและอยากเขียนจริงๆ ดีกว่า เมื่อเราได้รับความไว้วางใจแล้ว โอกาสอื่นๆ จะตามมาเอง

การเขียนบล็อกจะพาเราไปเจอคนดีๆ และโอกาสดีๆ
ข้อสุดท้ายนี่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ผมนึกไม่ถึงมากที่สุด เพราะการเขียนบล็อกทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนใหม่มากมาย และคนเหล่านี้ก็กลายมาเป็นผู้มีพระคุณของผมทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นพี่ปิ๊ก แห่ง Trick of the Trade ที่ติดต่อมาเพราะชอบงานเขียนและชวนผมออกหนังสือเป็นเล่มแรกของ “สำนักพิมพ์อะไรเอ่ย” ที่พี่เขาตั้งขึ้นมา ถ้าไม่มีพี่ปิ๊ก ก็ไม่มีหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” แน่นอน

หรือครูณัชร สยามวาลา ที่นอกจากจะส่งหนังสือ “วิถีดาบ วิถีเซ็น” มาให้ผมอ่านแล้ว ยังกรุณาเขียนคำนิยมลงหนังสือขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำฯ ช่วยโปรโมตหนังสือของผมผ่านเพจของครูณัชร แถมยังเสนอตัวมาเป็นโค้ชให้ผมและผลักดันให้ผมเปิดคอร์ส Time Management เป็นครั้งแรกอีกต่างหาก

หรือจะเป็นคุณบิวแห่งวิศวกรรีพอร์ต ผมจำไม่ได้แล้วว่าเรามาเจอกันได้ยังไง แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าคุณบิวเคยเอาบทความ รอยยิ้มบนรถไฟฟ้า ของผมไปแชร์ลงเพจของเขา แถมยังเขียนแนะนำหนังสือ Thank God It’s Monday จนคนแห่สั่งซื้อ TGIM จากผมไปร่วมร้อยเล่ม

และล่าสุดคือ “คุณบุ๊ค” พนักงานประจำที่เพิ่งเปิดเพจ “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ” ที่หลังจากได้อ่าน TGIM แล้วยังกลับมาซื้อเพิ่มไปอีกหลายสิบเล่มเพื่อเอาไปแจกเพื่อน-พี่-น้องที่รู้จักกัน

ถ้าผมไม่ได้มาเขียนบล็อก ผมจะไม่มีโอกาสได้เจอคนดีๆ เหล่านี้เลย

ผมเสียเวลาเกิน 1,000 ชั่วโมงไปกับการเขียนบล็อกก็จริง แต่ผมถือว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะแค่มีคอมหนึ่งเครื่องกับอินเตอร์เน็ตก็สามารถเขียนบทความให้มีคนอ่านเป็นล้านครั้งได้

แค่คิดว่าความคิดจากคนตัวเล็กๆ อย่างเราได้ผ่านสายตาคนเยอะขนาดนี้ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากแล้วครับ

ขอบคุณทุกๆ คนอีกครั้งที่ติดตามกันมาตลอด 1,000 ตอน สัญญาครับว่าจะเขียนต่อไปตราบที่ยังมีแรง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ผมน่าจะเขียนครบ 10,000 ตอนตอนอายุครบ 72 ปีพอดี

แค่คิดก็สนุกแล้ว 😉


ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่งแล้ว) – ผมเหลือหนังสือแค่ 30 เล่มแล้วครับ – bit.ly/tgimorder

อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ anontawong.com/archives

บาดแผลคือหน้าต่าง

20160829_wound

“The wound is the place where the Light enters you.”
– Rumi

เราทุกคนต่างมีบาดแผลด้วยกันทั้งนั้น

บางคนโชคดี อาจมีรอยแค่ขีดข่วน

ส่วนบางคนที่โชคชะตาเล่นแรง อาจจะมีแผลเป็นอยู่เต็มไปหมด

ความเจ็บปวดตอนเป็นแผลนั้น ถึงจะเนิ่นช้าแค่ไหน สุดท้ายก็หายไป

แต่บทเรียนที่มาพร้อมกับบาดแผลนั้น จะยังคงอยู่กับเราไปตลอด และทำให้เราเติบโตขึ้น มีความกรุณามากขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น

“The wound is the place where the Light enters you.”

จากนี้ไป ทุกครั้งที่ต้องเจออุบัติเหตุชีวิต ขอให้ระลึกได้ถึงความจริงข้อนี้

ว่าบาดแผลคือหน้าต่างให้แสงแห่งปัญญาส่องมาถึงใจเรา

ตอนเกิดแผล ถ้าเรามัวแต่ดราม่าฟูมฟาย ก็เท่ากับกับเรากำลังปิดม่านหน้าต่างบานนั้น

ไหนๆ ก็เจ็บทั้งทีแล้ว อย่าให้เสียของครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

บทเรียนจากการแพ้ 17-0

20150502_17_0

That which doesn’t kill you only makes you stronger

อะไรที่ไม่ได้ฆ่าคุณมันจะทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น

—–

ตอนเด็กๆ ผมบ้าบอลมาก

ช่วงม.1 ถึง ม.3 เทอมต้น ผมเรียนอยู่ที่เตรียมพัฒน์ พักเที่ยงทีไรต้องรีบทานข้าวแล้วมาเตะบอลพลาสติกที่ลานเอนกประสงค์เป็นประจำ

ก่อนจะเดินทางไปเรียนที่นิวซีแลนด์ในเดือนกันยายน ปี 1994 พอรู้ว่าที่นั่นมีทีมฟุตบอล 11 คนด้วย ผมเลยขอพ่อซื้อรองเท้าสตั๊ด (รองเท้านักฟุตบอล)

เป็นสตั๊ดคู่แรกในชีวิต และเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดที่ไม่ได้ใช้เงินตัวเองซื้อ ยี่ห้อพูม่า ราคาสองพันกว่าบาท

ได้รองเท้ามาแล้วก็ฝันเห็นภาพตัวเองใช้รองเท้าสตั๊ดคู่นี้โลดแล่นอยู่ในสนามในตำแหน่งกองกลางตัวรุก

สาวๆ กรี๊ดกระจายแน่นอน!

แต่แล้วก็ฝันสลายครับ เพราะพอผมไปถึงนิวซีแลนด์ ก็หมดฤดูหนาวพอดี เพราะชาวกีวี่นั้นเค้าเล่นฟุตบอลกันเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น

สำหรับเด็กไทยที่เล่นฟุตบอลตลอดปีไม่ว่าจะฝนตกแดดออก การเล่นฟุตบอลแค่ฤดูเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจจริงๆ

สุดท้าย ผมเลยได้ประเดิมรองเท้าสตั๊ดของผมด้วยการใส่มันเดาะบอลในสวนหลังบ้าน

และเฝ้ารอเวลาให้ฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง

—-

ณ ช่วงเวลานี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (May 1995) เป็นเดือนสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วงของประเทศนิวซีแลนด์

ตัวผมกับรองเท้าพูม่าคู่เดิม รอคอยเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะมันเป็นช่วงคัดตัวของทีม U-16 (ต่ำกว่า 16 ปี) และ U-19 ของทีมฟุตบอล Temuka ซึ่งเป็นเมืองที่ผมอยู่

ทีม U-16 ของ Temuka นั้นจะมีอยู่สองทีม คือ Temuka A (ทีมแข็ง)กับ Temuka B (ทีมอ่อน)

จะด้วยความเป็นเด็กใหม่หรือเด็กต่างด้าวหรืออย่างไรไม่ทราบ ผมถูกคัดไปอยู่ทีมอ่อน

ส่วนทีม U-19 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Youth Team นั้น เทมูก้ามีอยู่ทีมเดียว ซึ่งก็จะมีทั้งพวกที่อายุเกิน 16 แต่ต่ำว่า 19 ปี และรวมถึงเด็กเก่ง ๆ จากทีม U-16 ด้วย ผมก็โชคดีติดทีมนี้ด้วย

การแข่งลีกของ U-16 นั้นจะมีตอนเช้าวันเสาร์ ส่วน Youth League จะมีตอนบ่ายวันเสาร์

ช่วงนั้นผมเลยได้เตะบอลวันละสองแมทช์เลยทีเดียว

ตลอดเวลาประมาณสามเดือน (มิ.ย.-ส.ค.) ผมน่าจะได้ลงแข่งไม่ต่ำกว่า 20 นัด

และแพ้ไม่ต่ำกว่า 15 นัด

วันไหนชนะหรือเสมอจะเป็นเรื่องประหลาดมากจนต้องหยิบยกมาเป็นประเด็นตอนโทร.ทางไกลกลับไปคุยกับพ่อแม่ที่เมืองไทย (ตอนนั้นยังไม่มี Internet / Skype นะครับ)

เกมตอนเช้านั้นผมแทบไม่มีหวังจะชนะอยู่แล้ว เพราะอยู่ทีมอ่อน ซึ่งเล่นบอลกันแทบไม่เป็นเลย ให้มาเจอทีมเด็กป.6 เมืองไทยผมว่ายังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ส่วน Youth Team นั้น ถือว่าค่อนข้างมีอนาคตทีเดียว เพราะเป็นส่วนผสมของนักเตะที่ดีที่สุดของ U-16 ทั้งสองทีมที่เรามี รวมถึงเด็กที่อายุเกิน 16 ปีด้วยนิดหน่อย

แต่ด้วยความที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ใน Temuka Youth Team ยังอายุแค่ 14-16 ปี แม้จะมีทักษะดีแค่ไหน กระดูกก็ยังอ่อนเมื่อไปเจอกับพวกทีม Youth จากเมืองอื่นๆ ที่ผู้เล่นส่วนใหญ่อายุ 17-19 ปี

เมื่อเราไปเจอทีมเต็งแชมป์เราจึงสู้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

จำได้ว่าเกมแรกที่เราแพ้แบบหลุ่ย เราเจอกับทีม Timaru City ซึ่งเพื่อนสนิทผมชื่อ Brendan ไปเล่นให้

(Timaru เป็นเมืองใหญ่ มีประชากร 40,000 คน ขณะที่ Temuka มีประชากรแค่ 4,000 คนเท่านั้น)

แมทช์นั้นเราเล่น “ในบ้าน”

และเราแพ้ไป 13-0 ครับ

ไม่เคยเตะบอลแล้วแพ้ใครเท่านี้มาก่อน จบเกมเจ้าบรินดอนถึงกับต้องเดินมาขอโทษที่ทีมเค้า “จัดหนัก” ไปหน่อย

แต่นั่นไม่ใช่แมทช์ที่เราแพ้เยอะที่สุดครับ

เกมที่เราแพ้แบบเละเทะที่สุดคือที่เราเล่นกับ Timaru Boys High ซึ่งเป็นทีมของโรงเรียนชายล้วนในเมืองทิมารู

อารมณ์คงคล้ายๆ โรงเรียนกอไผ่วิทยาปะทะโรงเรียนสวนกุหลาบ

แมทช์นั้นเราเล่นนอกบ้านด้วย ต้องนั่งรถ 20 นาทีเพื่อไปเตะที่เมือง Timaru

ครึ่งแรกเราน่าจะโดนไปประมาณ 7-0

ส่วนครึ่งหลังก็โดนไปอีก 10 เม็ด สิริรวม 17-0

ความทรงจำที่ผมมีเกี่ยวกับแมทช์นั้นมีอยู่แค่สองอย่าง

ความทรงจำแรกคือบอลของเราแทบไม่เคยข้ามเส้นไปอยู่แดนของเค้าเลย – ยกเว้นตอนเขี่ยลูก

ความทรงจำที่สองคือนายประตูฝั่งนั้น “ว่างงาน” มากขนาดเดินไปซื้อโอเลี้ยงปากซอยมาดูดเล่นที่่เสาประตูได้สบายๆ

(เรื่องโอเลี้ยงนี่ผมมโนขึ้นเองนะครับ เพียงแต่ทีมผมมันกากมากจนนายประตูฝั่งนู้นแทบไม่มีส่วนร่วมเลย ทั้งแมทช์เหมือนเค้าจะได้แตะบอลแค่ครั้งเดียวเอง ผมคิดว่าถ้าผมเป็นเค้าคงจะเดินไปซื้อน้ำกินแก้เบื่อ)

หมดเดือนสิงหาคม ฤดูกาลฟุตบอลก็จบลงด้วยสถิติ ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 15 หรืออะไรประมาณนั้น

—–

อดทนอีกนิดครับ จะเข้าประเด็นแล้ว!

ปีถัดมา (1996) ฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง

ในวันที่ลีกเริ่ม ผมยังอายุไม่เกิน 16 เลยยังเล่นให้กับทีม U-16 ได้

แถมคราวนี้ติดทีม A ด้วย! สงสัยเพราะฤดูกาลที่แล้วโชว์ฝีเท้าเข้าตาโค้ช

และผมก็ยังติดทีม Youth อีกเช่นกัน ผู้เล่นทีมนี้เกือบทั้งหมดเป็นผู้เล่นชุดเดิม แค่แก่ขึ้นหนึ่งปีเท่านั้นเอง

ปีนี้ถือเป็นปีทองของชีวิตค้าแข้งของผมครับ

ทีม U-16 ของเรานั้นชนะเกือบทุกนัด แพ้แค่นัดเดียว (1-0) และจบฤดูกาลด้วยการครองตำแหน่งแชมป์ลีกแบบขาดลอย

ส่วนทีม Youth สถิติอาจจะไม่สวยหรูเท่า แต่ก็ทำคะแนนได้ดีมาก คะแนนดีกว่า Timaru Boys High ที่เคยชนะเรา 17-0 ด้วยซ้ำ

สุดท้าย เราได้ไปเตะชิงชนะเลิศกับทีม Timaru City และแพ้ไปแบบเฉียดฉิว ได้ตำแหน่งรองแชมป์ไป

จบฤดูกาล ผมได้รางวัล MVP (Most Valuable Player) ของทีม Temuka U-16 มาครองอีกต่างหาก

—–
เพียงแค่ปีเดียว จากคนที่สะกดคำว่าชนะไม่เป็น กลับได้แชมป์กับรองแชมป์ได้

That which doesn’t kill you only makes you stronger

การแพ้แล้วแพ้อีก แพ้แล้วแพ้อีก มันเจ็บปวดนะครับ

แต่กว่าเหล็กจะกลายเป็นดาบได้ก็ถูกเผาถูกทุบมาไม่รู้ตั้งกี่รอบ

ดังนั้น ถ้าคุณกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ทำอะไรก็ไม่ขึ้น และดูเหมือนกำลังพ่ายแพ้ในเกมแห่งชีวิตนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ให้คิดซะว่าเรากำลังเข้าเตาหลอมอยู่ และกำลังถูกตีให้เป็นดาบ

วันหนึ่ง เมื่อดาบเราคมพอ ฟันอะไรก็ขาดครับ