20 เรื่องที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 2,000 ตอน

20200822

หลังจากตั้งใจเขียนบล็อกวันละตอนมาได้ห้าปีกว่า เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2563 บล็อก Anontawong’s Musings มีบทความครบ 2,000 บทความแล้ว

ผมเคยเขียนบทความ “สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอน” เอาไว้ มารอบนี้เลยอยากจะฉลองเล็กๆ ด้วยการพูดถึงอีก 20 เรื่องที่จะไม่ซ้ำกับตอนแรกนะครับ

1. Keystone Habit

ในหนังสือ The Power of Habit ผู้เขียนบอกว่า Keystone Habit คืออุปนิสัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตเข้าที่เข้าทางและทำให้อุปนิสัยที่ดีอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะเป็นคนที่เข้านอนเร็ว ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับผม การเขียนบล็อกก็ keystone habit เช่นกัน เพราะมันบังคับให้ผมต้องตื่นเช้า เพื่อจะได้เขียนบล็อกได้โดยไม่กระทบเวลางานและเวลาอยู่กับครอบครัว ทำให้ผมอ่านหนังสือ ทำให้ผมสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น การเขียนบล็อกทุกเช้าจึงกลายเป็น ritual ที่ผมคุ้นเคยและติดใจไปเรียบร้อย

2. อ่านหนังสือให้ใส่ B

เมื่อรู้ตัวว่าต้องเขียนทุกวัน สิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่น้อยกว่าการอ่านหนังสือคือการทำให้เนื้อหาที่อ่านเจอนั้นกลับมาตามหาได้ง่าย

เวลาอ่านหนังสือผมจะมีวิธีการไฮไลท์อยู่หลายแบบ อ่านได้ในบทความ วิธีไฮไลท์หนังสือทั้งเล่มด้วยดินสอแท่งเดียว

สิ่งหนึ่งที่เพิ่มมาจากบทความนี้ ก็คือการใส่ตัวอักษร “A” หรือ “B” กำกับเอาไว้ด้วย

A คือ Action
B คือ Blog

แล้วผมก็จะใช้หน้าแรกของหนังสือซึ่งมักจะมีพื้นที่ว่างทำเป็น Index เอาไว้ เช่น

B 123, 145, 201

แสดงว่าเนื้อหาในหน้า 123, 145, และ 201 นั้นสามารถเอาไปเขียนเป็นบล็อกได้ วันไหนคิดอะไรไม่ออก ก็หยิบหนังสือที่เคยอ่านขึ้นมา เปิดไปหน้า index ที่เราทำเอาไว้ แล้วก็พลิกดูหน้าเหล่านั้น ก็มักจะได้หัวข้อที่เหมาะสมสำหรับการเขียนบล็อกครับ

3. บทความดีๆ จะมาเป็นระลอก

การเขียนบล็อกก็เหมือนการเล่นกระดานโต้คลื่น บางทีทะเลก็ไร้คลื่นหรือมีแต่คลื่นลูกเล็กๆ บทความที่เขียนก็จะไม่ได้หวือหวาทั้งในแง่เนื้อหาหรือเสียงตอบรับ แต่บางคราวก็จะมีคลื่นลูกใหญ่ๆ มาติดกัน บทความที่เขียนในช่วง 4-5 วันนั้นก็จะได้รับการตอบรับดีเป็นพิเศษ เป็นช่วง “มือขึ้น” ของบล็อกเกอร์ก็ว่าได้ จากนั้นก็จะกลับมาเจอวันที่ตันๆ เขียนอะไรไม่ค่อยออกอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่เราต้องทำความรู้จักและยอมรับ

4. การสะกดคำให้ถูกสำคัญมาก

คุณวิศรุต สินพงศพร เจ้าของเพจวิเคราะห์บอลจริงจังเคยมาพูด Wongnai WeShare ว่าคนอ่านเวลาจะแชร์บทความอะไรเขาก็อยากจะดูดี ถ้าบทความนั้นเขียนแล้วสะกดผิดเยอะคนอ่านก็จะไม่ค่อยอยากแชร์เพราะมันดูไม่ดี

ผมเองก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ค่อยเป๊ะนัก แต่ก็ระวังมากขึ้นเยอะหลังจากได้ฟังคุณวิศรุตในวันนั้น

5. ถ้าคิดไม่ออกให้ออกไปวิ่ง

การวิ่งก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง เป็นเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองคล้ายๆ กับตอนอาบน้ำแต่กินระยะเวลายาวนานกว่า วิ่งไปก็รู้ตัวไป สักพักก็จะใจลอยคิดนู่นคิดนี่จนไปเจอหัวข้อที่น่าสนใจและกลายเป็นบทความดีๆ ในเวลาต่อมา

สำคัญคือต้องวิ่งที่ความเร็วและระยะทางที่กำลังพอดี ถ้าวิ่งเร็วเกินไปจะเหนื่อยจนคิดไม่ออก ถ้าวิ่งไกลเกินไปกว่าจะวิ่งเสร็จก็จะลืมไปแล้วว่าคิดอะไรได้ระหว่างที่วิ่ง

6. ขอแค่หนึ่งตอนล่วงหน้า

ผมเคยตั้งเป้าหมายว่าต้องมีบทความในสต๊อคไว้ซัก 15 ตอน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังทำไม่ได้ เคยได้มากที่สุดก็แค่ 7 ตอนเท่านั้น แต่ผมได้เรียนรู้แล้วว่า ขอแค่มีหนึ่งตอนล่วงหน้าก็เพียงพอแล้ว เพราะมันจะทำให้เราไม่เครียด และทำให้เรามีเวลาเพียงพอที่จะเขียนบทความของวันมะรืนนี้ได้โดยไม่ต้องคาดคั้นตัวเองเกินไป

7. วาง KPI ลง

เขียนมาเกือบ 6 ปี ยอดคนตามยังไม่ถึงสามหมื่นคน แต่การโตช้าๆ ก็มีข้อดีตรงที่คนที่ไลค์เพจเรานั้นค่อนข้างเป็นกลุ่ม niche ที่ติดตามกันอย่างเหนียวแน่น ไม่ค่อยมีนักเลงคีย์บอร์ด เป็นความผูกพันที่สบายใจและไม่กดดัน

8. วิธีรับมือกับคนที่มาคอมเมนท์แรงๆ

คนที่ทำเพจย่อมต้องเจอคนที่มาเขียนข้อความในเชิงไม่เห็นด้วย บางทีก็ตำหนิติเตียน บางทีก็กวนประสาท แน่นอนว่าเราอ่านแล้วก็อยากจะชี้แจงหรือตอบโต้ แต่พอตระหนักว่าพรุ่งนี้เราก็จะเขียนตอนใหม่แล้ว ผมเลยคิดได้ว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปปกป้องตนเอง เขาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เรานี่แหละที่ต้องอยู่ตรงนี้และผลิตงานต่อไปเรื่อยๆ

9. Writer

คือชื่อเครื่องมือที่ผมใช้เขียนบทความทั้ง 2,000 ตอน และใช้จดโน๊ตอื่นๆ อีกมากมาย ข้อดีคือมันหน้าตาโบราณ พื้นสีดำ อักษรสีเขียว ไม่มีอย่างอื่นที่เป็น distraction และผูกกับ Gmail ของเราดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวหาย ใครสนใจลองเข้าไปดูได้ที่ writer.bighugelabs.com

10. สรุปหนังสือแบบยาวๆ แล้วเราจะได้ประโยชน์ที่สุด

ผมสรุปหนังสือแบบแยกเป็นหลายตอนมาแล้ว 3 เล่มด้วยกัน

Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

The Black Swan by Nassim Nicolas Taleb (10 ตอน)

ส่วนอีกเล่มนึงสรุปเป็นแค่ตอนเดียวแต่ก็ยาวมากก็คือ วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จากหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up by Kondo Marie

เหตุผลที่เลือกสรุปหนังสือเหล่านี้เพราะผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนควรศึกษา อยากให้ได้อ่านกันเยอะๆ แต่คนที่จะได้ประโยชน์จากการสรุปหนังสือมากที่สุดก็คือตัวผมเอง เพราะทำให้ตัวเองเข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งไปอีกขั้นนึงจนนำไปเปลี่ยนแปลงการทำงานและการใช้ชีวิตได้จริงๆ

11. เพจที่ไม่แชร์เรื่องของคนอื่น

ถ้าได้ติดตามเพจ Anontawong’s Musings กันมาสักพัก จะสังเกตว่าผมแทบไม่เคยแชร์โพสต์จากเพจอื่นเลยยกเว้นว่ามันจะมีความเชื่อมโยงกันโดยตรง เช่นเพจคิดด้วยภาพที่เอา Sapiens ไปแปลงเป็นการ์ตูนย่อยง่าย

เหตุผลที่ไม่ได้แชร์โพสต์คนอื่นมีอยู่ 2 ข้อ
– อยากให้ผู้อ่านมีประสบการณ์ที่คงเส้นคงวา คือรู้ว่าถ้าเข้ามาเพจนี้ก็จะได้อ่านแต่คอนเทนท์ของเพจนี้แน่ๆ
– ถ้าแชร์ของคนอื่น เราอาจจะย่อหย่อนเรื่องการเขียนบทความของตัวเอง

Content ดีๆ จากเพจอื่นผมจึงเก็บไว้แชร์แต่ใน profile ส่วนตัว

12. พอดคาสท์

มีหลายคนเชียร์ให้ผมทำพอดคาสท์ แต่ผมเป็นคนที่พูดไม่เก่งและไม่รู้ด้วยว่าจะพูดอะไร สิ่งเหล่านี้มันฝึกฝนได้ก็จริง แต่ผมยังรู้สึกว่าการเขียนมันได้รับการกลั่นกรองที่ดีกว่า กลับไป edit ได้ และที่สำคัญมัน search ได้ด้วย (พอดคาสท์ของไทยยังไม่มีบริการ transcript ให้เสิร์ชได้เหมือนพอดคาสท์เมืองนอก)

ด้วยงานที่ทำอยู่ ด้วยครอบครัวที่มี ผมยังไม่อยากใช้เวลากับ “งานราษฎร์” ไปมากกว่านี้ เพราะมันย่อมจะไปเบียดเบียนเวลาส่วนอื่นอย่างช่วยไม่ได้

13. Lindy Effect

ผมอ่านเจอคอนเซ็ปต์นี้ในหนังสือ The Black Swan ซึ่งกล่าวว่าอะไรที่อยู่มานานก็มีโอกาสจะอยู่ต่อไปอีกนานเพราะมันผ่านการพิสูจน์จากกาลเวลามาแล้ว ในขณะที่ของใหม่ๆ ที่หวือหวานั้นมีสิทธิ์มาเร็วไปเร็ว

บล็อกนั้นเกิดขึ้นมาก่อนจะมี social media ก่อนจะมี FB Live ก่อนจะมี TikTok ดังนั้นผมก็เลยมีความเชื่อว่า Blog เป็นสื่อที่ผ่านการทดสอบมาเป็นอย่างดีแล้ว และคงจะอยู่ต่อไปได้อีกยาวนาน นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ Anontawong’s Musings ไม่เคยทำ Facebook Live หรือ Podcast เลย

14. Blockdit

Blockdit เป็นแอปหน้าตาคล้ายๆ เฟซบุ๊ค แต่สร้างโดยทีมงานชาวไทยอย่างลงทุนแมน ผมเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายของเขาคือการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ ผมได้ลองปล่อยบทความลง Blockdit มาเกือบสองปีแล้ว ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ดี บางตอนเขียนแล้วได้เงินด้วย จะมาเล่าให้ฟังโดยละเอียดในโอกาสต่อไป แต่ตอนนี้ขอเชียร์ให้โหลดมาเล่นดูครับ

15. LINE Official Account

หลายคนอาจไม่รู้ว่าบล็อกนี้มี LINE Official Account ด้วย ถ้าเข้า LINE แล้วเสิร์ชหา @anontawongsmusings ก็จะเจอ แต่ก่อนผมปล่อยบทความทางช่องทางนี้ มีคนตามอยู่หกร้อยกว่าคน แต่พอเขาปรับจาก LINE@ เป็น LINE OA  เปลี่ยนโมเดลการเก็บเงินใหม่ ก็รู้สึกว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินไป คือเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งพอรวม Agency Fee และ VAT แล้วค่าใช้จ่ายจะตกปีละสองหมื่นกว่าบาท เลยหยุดไว้ก่อน แต่ก็ยังโพสต์ลง Timeline ทุกวันนะครับ เพียงแต่ต้องเสียเวลากดเข้าไปดูในหน้า Posts/Home เท่านั้นเอง

16. All Magazine

All Magazine คือนิตยสารแจกฟรีที่เต็มไปด้วยนักเขียนชั้นครูอย่างคุณวินทร์ เลียววาริณและอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ หาได้ตาม 7-Eleven ทั่วกรุงเทพและในบางจังหวัด

ต้องขอบคุณทีมงานออลแม็กกาซีน ที่ให้ผมเขียนคอลัมน์ “มุมละไม” มาเกือบ 30 ตอนแล้ว คอลัมน์นี้จะฉายด้านสว่างของมนุษย์ ลองอ่านตัวอย่างได้ในตอน พ่อผู้ให้ชีวิตใหม่ ซึ่งเล่าเรื่องราวของโบรกเกอร์จากเมืองผู้ดีที่กลายมาเป็นผู้ช่วยให้เด็กชาวยิวเกือบ 700 ชีวิตรอดพ้นจากนาซีและเก็บงำเรื่องนี้เป็นความลับถึง 50 ปี

17. นิทานวันศุกร์

ผมกำลังมีความคิดว่าจะคัดสรรนิทานวันศุกร์มาทำเป็นเล่ม มีภาพประกอบสวยๆ อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ไม่แน่ใจว่าจะวางแผงหรือขายตรงดีเพราะคงจะไม่ได้ mass มาก (เกรงใจสำนักพิมพ์) ใครอยากอ่านหรือมีข้อเสนอแนะอย่างไรมาบอกกันได้นะครับ

18. เขียนหนังสือ

หนึ่งในความท้าทายต่อจากนี้คือการเขียนหนังสือเป็นเล่มๆ เพราะที่ผ่านมาหนังสือทั้งสองเล่มของผมล้วนเกิดจากการรวบรวมบทความในบล็อกมาจัดหมวดหมู่เท่านั้นเอง แต่การเขียนหนังสือจากศูนย์เลยนั้นเป็นเรื่องยากมาก ผมเคยพยายามลองทำมาแล้วแต่ยังไม่สำเร็จและมีเหตุให้ต้องพักไปเสียก่อน

19. เขียนบล็อกภาษาอังกฤษ

เป็นอีกหนึ่งโปรเจคที่ทำไปแล้วนิดหน่อย และคิดว่าน่าจะได้กลับมาทำอีกในเร็วๆ นี้ เนื้อหาอาจจะไม่ได้แปลจากภาษาไทยตรงๆ แต่ก็คงจะไม่ทิ้งกันนัก ถือเป็นการฝึกปรือภาษาอังกฤษ และหวังว่าจะได้นำเสนอเรื่องของการรู้เนื้อรู้ตัวให้กับฝรั่งที่อาจจะเก่งเรื่องคิดแต่ไม่เก่งเรื่องการเห็นความคิด

20. ขอบคุณกัลยาณมิตร

แม้จะเคยเขียนขอบคุณไปแล้วตอนครบ 1,000 ตอนแต่ก็อยากจะเขียนถึงอีกครั้ง เพราะกัลยาณมิตรนั้นสำคัญจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวที่เข้าใจและช่วยแชร์ คนทำสื่อต่างๆ ที่ผ่านมาเห็นบทความแล้วนำไปขยายผลต่อ รวมถึงคนอ่านผู้น่ารักที่คอยส่งกำลังใจมาให้อยู่เสมอ ถ้าไม่มีกัลยาณมิตรเหล่านี้ผมคงหยุดเขียนไปนานแล้ว

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ สัญญาว่าจะเขียนต่อไปเรื่อยๆ ครบ 3,000 ตอนเมื่อไหร่จะมาอัพเดตให้ฟังอีกครั้งนะครับ 🙂

—–

อ่านบทความทั้ง 2,000 ตอนได้ที่ anontawong.com/archive

สิ่งที่คิดได้และได้คิดในวันที่ชีวิตขึ้นเลขสี่

20200712

ผมเพิ่งจะอายุ 40 ปีไปหมาดๆ จึงอยากจดบันทึกความคิดบางอย่าง ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ เผื่อจะกลับมาอ่านได้ในวันข้างหน้า และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบางคนครับ

งาน

รู้สึกว่าการทำงานให้ดีมันมีเคล็ดลับอยู่ไม่กี่อย่าง

หนึ่งคือเราต้องมีความกล้า กล้าที่จะเริ่มลงมือทำ กล้าที่จะถาม กล้าที่จะยอมรับว่าเราไม่รู้ กล้าที่จะยอมรับผิด กล้าที่จะตักเตือนลูกน้อง กล้าที่จะเสนอความคิดเห็นที่ต่างจากหัวหน้าหรือคนอื่นๆ ในห้อง

สองคือเราต้องสื่อสารให้มากๆ สื่อสารว่าเรากำลังทำอะไร เพราะอะไร จะเสร็จเมื่อไหร่ สื่อสารกับทั้งข้างบน ข้างข้าง และข้างล่าง เค้าจะได้ไม่ต้องมาคอยเดาใจเรา และเราจะได้ลดโอกาสหัวเสียที่เขาทำงานไม่ได้ดั่งใจ เพราะส่วนใหญ่ปัญหามันเกิดจากการสื่อสารระหว่างทางไม่ดีเท่านั้นเอง

สามคือลด distractions ให้ได้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นเราจะทำงานใหญ่ไม่ได้เลย

เงิน

การมีเงินอาจไม่สามารถซื้อความสุขได้เสมอไป แต่การไม่มีเงินนั้นซื้อความทุกข์ได้แน่นอน

ดังนั้นการมีเงินเป็นเรื่องดี ยิ่งถ้าเรามีเงินเยอะและความต้องการของเราน้อย เราจะสามารถเอาเงินไปทำประโยชน์ได้อีกมากเพราะเราไม่เห็นความจำเป็นต้องสะสม ใครขอความช่วยเหลืออะไรเราก็ให้ได้โดยไม่รู้สึกเสียดายและไม่เบียดเบียนตัวเราเองด้วย

โยงไปที่เรื่องการซื้อของ ราคาของของที่เราซื้อมันไม่ใช่แค่ราคาที่อยู่บนป้ายเท่านั้น แต่มันยังมีราคาของ “ที่ว่าง” ในบ้านของเราด้วย ยิ่งเราซื้อของเข้าบ้าน ที่ว่างในบ้านยิ่งน้อยลง และเมื่อไม่มีที่ว่าง ของหลายอย่างก็จะถูกกองรวมกันไว้ไม่ต่างอะไรกับกองขยะ

สร้างความสัมพันธ์กับเงินให้ถูกต้องแล้วเงินจะเป็นข้ารับใช้ที่ดี ถ้าความสัมพันธ์กลับหัวกลับหางเมื่อไหร่ เราจะเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดไปแลกกับสิ่งที่มีคุณค่าน้อยกว่า นั่นคือการเอา “เวลาในชีวิตของเรา” ไปแลกกับเงิน ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นแค่สิ่งสมมติ เป็นแค่เรื่องราวที่เราเอาไว้เล่าให้ตัวเองและคนอื่นๆ ฟังว่าเรามีตัวเลขในบัญชีเท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆ มันแทบไม่ได้มีผลอะไรต่อคุณภาพชีวิตเราโดยรวมเลย

ลูกๆ

พอครอบครัวมีฐานะ ลูกได้เรียนโรงเรียนเอกชน สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดตอนนี้คือกลัวลูกจะไม่รู้จักความลำบาก ตอนนี้เขาอยากซื้ออะไรเราก็ซื้อให้ได้ ร้อนก็เปิดแอร์ได้ อยากทำอะไรก็มีพี่เลี้ยงช่วยทำให้ ในฐานะพ่อแม่เราต้องคอยหักห้ามใจตัวเองไม่ตามใจลูกจนเกินไป และต้องหากิจกรรมที่ทำให้เขาได้สร้างความคุ้นเคยกับความยากลำบากเสียบ้าง

ส่วนเรื่องการเลือกโรงเรียนให้ลูกตอนนี้ก็เน้นใกล้บ้านไว้ก่อน พอถึงวัยประถมปลายหรือมัธยมค่อยดูกันอีกที แต่หวังว่าเมื่อถึงตอนนั้นผมกับแฟนจะมีเวลามากพอที่จะสอนการบ้านและนั่งคุยกับลูก ซึ่งสำคัญกว่าการเลือกโรงเรียนเสียอีก

คู่ครอง

ความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน ต่อให้ภรรยาสวยแค่ไหน สุดท้ายก็จะเคยชินหรือโรยราอยู่ดี

ดังนั้นคู่ครองที่ดีคือคนที่เราสามารถคุยได้โดยไม่เบื่อ คุยได้ทุกเรื่อง แต่ก็ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างมีพื้นที่ส่วนตัวด้วยเช่นกัน เราควรมีแนวทางคล้ายๆ กัน เช่นการหาเงินและการจ่ายเงิน การทำงาน การเลี้ยงลูก เรื่องพวกนี้ถ้าเห็นไม่ตรงกันจะสร้างความกังวลได้ไม่น้อย

พ่อแม่

หากมีพ่อแม่ที่ยังแข็งแรงดีอยู่ถือเป็นพรอันประเสริฐ

พ่อกับแม่ผมยัง active ยังมีงานให้ทำ ยังมีกิจกรรมให้ไปร่วมอยู่เรื่อยๆ ก็เลยไม่แก่

การที่ผมกับน้องชายตัดสินใจซื้อบ้านให้พ่อกับแม่มาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะพ่อแม่ได้แวะเวียนมาเจอหน้าหลานๆ แทบทุกวัน แต่พวกเขาก็ยังมีพื้นที่ส่วนตัวที่บ้านของตัวเองได้ ซึ่งพื้นที่ส่วนตัวที่ว่านี้มันหายไปตั้งแต่ตอนผมเกิด และเพิ่งได้กลับมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

ครอบครัว

การมีคนในครอบครัวอยู่ใกล้ๆ กันนั้นสร้างความอุ่นใจที่มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้

น้องชายกับน้องสะใภ้ก็อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ลูกๆ ของพวกเราอยู่โรงเรียนเดียวกันก็เลยผลัดกันรับส่งกันได้ พี่ชายของภรรยาผมก็ขึ้นมาพักกับเราที่กรุงเทพอยู่เรื่อยๆ เป็นอีกคนที่ให้คำปรึกษาได้เสมอ

การอ่านหนังสือ

ปีนี้ทดลองเปลี่ยนยุทธศาสตร์การอ่านหนังสือเล็กน้อย คืออ่านหนังสือจากคนๆ เดียวกัน 3 เล่มติดกัน โดยหวังว่าจะได้ “อ่านระหว่างหนังสือ” ซึ่งเป็นขั้นกว่าของการ “อ่านระหว่างบรรทัด” จะได้เข้าใจความมุ่งหมายของนักเขียนคนนั้น

ตอนต้นปีผมอ่านหนังสือชุดมูซาชิของอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย

ช่วงปิดโควิดผมอ่าน Fooled by Randomness, The Black Swan และ Antifragile ของ Nassim Nicholas Taleb

ตอนนี้กำลังอ่านงานของ Robert Greene – 48 Laws of Power, Mastery, และ The Laws of Human Nature

ช่วงที่อ่านหนังสือของคนไหน ผมก็จะอ่านและฟังคำสัมภาษณ์ของคนๆ นั้นด้วย เพื่อให้เข้าใจตัวตนของเขาในบริบทอื่นๆ มากขึ้น

ขับรถเดี๋ยวนี้สิ่งที่ฟังเยอะที่สุดคือ Youtube Premium ค่าสมัครรายปีนั้นถูกมากเมื่อเทียบกับ content มากมายมหาศาลที่มีที่เราสามารถโหลดมาฟัง offline ได้เลยแถมยังเปิดไปหน้าจออื่นโดยที่วีดีโอไม่หยุดเล่นอีกด้วย

เคยพยายามฟังหนังสือเสียงของ Storytel ซึ่งย่อมเยาว์กว่า Audible แต่รู้สึกว่ามันไม่เข้าหัว ไม่สามารถรักษาสมาธิได้ตลอดรอดฝั่งได้

เคยลองใช้ book summary services อย่าง Blinkist, Headway และ 12min แต่ก็ค้นพบว่าไม่อาจทดแทนหนังสือจริงได้ ตอนนี้เลยเลิกใช้ไปแล้ว

อีกสองไอเดียเกี่ยวกับการอ่านหนังสือผมได้มาจาก Nassim Taleb

ไอเดียแรกคือให้จดเอาไว้ว่าวันนี้อ่านหนังสือไปได้กี่นาที สัปดาห์นึงอยากอ่านหนังสือให้ได้สัก 5 ชั่วโมง (Taleb อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 20-30 ชั่วโมงมาหลายสิบปีแล้ว)

ส่วนไอเดียที่สอง คืออ่านเฉพาะหนังสือเก่าเกิน 10 ปีเท่านั้น เพราะหนังสือใหม่ๆ มีความเสี่ยงที่มันจะไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่หนังสือเล่มไหนที่อยู่มาเป็นสิบหรือเป็นร้อยปีแล้วยังมีคนอ่านอยู่ แสดงว่าคุณค่าของมันได้รับการรับรองจากวันเวลาแล้ว

การนอนหลับ

การนอนหลับให้เพียงพอคือ productivity hack ที่หลายคนละเลย เมื่อเรานอนเพียงพอ เราจะรู้สึกว่าอะไรก็สู้ไหว เมื่อเรานอนไม่พอ เจออะไรหน่อยเดียวก็ท้อแล้ว

แนะนำให้อ่านหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ที่มีแปลเป็นไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ Bookscape อ่านแล้วจะไม่อยากอดนอนอีกเลย

การกินอาหาร

อาหารคือสิ่งที่จะกลายมาเป็นเลือดเนื้อของเรา เราจึงควรทานของที่มีประโยชน์ และไม่ควรทานเยอะเกินไป พออายุมากขึ้น เราไม่ได้ต้องการปริมาณอาหารเท่ากับตอนเป็นวัยรุ่นแล้ว ดังนั้นต้องยกเลิกความเคยชินข้อนี้ ทานให้เกือบอิ่ม พอผ่านไปซัก 10 นาทีมันจะอิ่มพอดี

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นมิติที่สำคัญน้อยที่สุดต่อสุขภาพเมื่อเทียบกับการนอนหลับและการกินอาหาร

ช่วงนี้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งเป็นหลัก สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

วันอังคารวิ่งระยะทาง D ที่เพซ P

วันพฤหัสบดีวิ่งระยะทาง D/2 ที่เพซ P-30

วันเสาร์วิ่งระยะทาง 2D ที่เพซ P+30

ยกตัวอย่างเช่น

วันอังคารวิ่ง 8 กิโล เพซ 6
วันพฤหัสบดีวิ่ง 4 กิโล เพซ 5’30
วันเสาร์วิ่ง 16 กิโล เพซ 6’30

วันอื่นๆ ก็ให้ร่างกายได้พัก เก่งขึ้นช้าหน่อยดีกว่าหักโหมจนเจ็บยาว

ตัวผมเองอยากรักษาวินัยให้สามารถจบมาราธอนได้ปีละครั้ง และถ้าโชคดีไม่บาดเจ็บและไม่เบื่อไปเสียก่อน ก็หวังว่าจะจบมาราธอนแบบ sub-4 ได้สักครั้งก่อนอายุ 45

การจดบันทึก

การจดไดอารี่ทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเอง และได้จดสิ่งที่เราจะลืมในอีกไม่ช้า เพราะความจำเราแย่มาก มื้อเที่ยงเมื่อวันจันทร์ที่แล้วกินอะไรยังจำไม่ได้เลย ดังนั้นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วหลายเดือนหรือหลายปีเราจะลืมมันไป 90% แต่ถ้าจดเอาไว้ แม้จะไม่ต้องยาวมาก แต่ก็จะช่วยให้เราเห็นว่าช่วงเวลานั้นเรากำลังคิดอะไรและทำอะไรอยู่

ผมเขียนไดอารี่ลงโปรแกรม notepad พยายามทำเป็นสิ่งแรกตอนเปิดคอมขึ้นมา โดยจะใส่ไว้ด้วยว่าเขียนจากที่ไหน ใช้เวลาเขียน 1-3 นาทีเท่านั้นเอง

การเขียนบล็อก

เป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุด ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าตัวเองจะเขียนเรื่องที่ลึกซึ้งมากขึ้นให้สมกับอายุอานามรึเปล่า อยากให้บล็อกนี้มีความคิดที่เติบโตทันผู้อ่านด้วย ส่วนเรื่องตัวเลขคนไลค์เพจนั้นเลิกให้ความสำคัญไปนานแล้ว เรื่องการบู๊สต์โพสต์ก็เลิกทำไปนานแล้วเหมือนกัน เพราะรู้แล้วว่าไม่ได้เปิดเพจมาเพื่อบรรลุหรือพิชิตตัวเลขใดๆ ก็แค่อยากเขียนให้คนที่เลือกจะติดตามเราเท่านั้นเอง

การอ่านข่าว

ผมแทบไม่อ่านข่าวเลย ยิ่งได้อ่านหนังสือของ Nassim Taleb ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าการรู้ข่าวสารมากไปจะทำให้เราหลงทางเสียเปล่าๆ เพราะหนังสือพิมพ์ต้องพยายามสร้าง “story” เพื่อมาเติมเนื้อหาให้เต็มหน้ากระดาษ ส่วนสื่อออนไลน์ก็จำเป็นต้องสร้าง traffic

ข่าวส่วนใหญ่จึงเป็น noise ถ้าเราเสพข่าวเยอะ signal to noise ratio ของเราจะต่ำมาก แถมเราจะคิดว่าเราเข้าใจอะไรได้ดีทั้งๆ ที่จริงๆ เราอาจไม่ได้เข้าใจมันหรอก หรือถ้าเข้าใจจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญอะไร มีอย่างอื่นที่น่าอ่านมากกว่านี้เยอะ เช่นหนังสือที่เก่ากว่า 10 ปีและการอ่านใจตนเอง

การศึกษาตนเอง

คุณพศิน อินทรวงศ์กล่าวไว้ว่าคนเราเติบโตได้สามมิติ คือทางกาย ทางความคิด และทางจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่ละเลยการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณทั้งๆ ที่มันเป็นทางตรงที่สุดในการเข้าถึงความสุขที่ทุกๆ คนก็ใฝ่หากัน

ตั้งแต่มีลูก ผมพร่องเรื่องการเจริญสติไปไม่น้อย แต่เมื่ออายุครบ 40 ขวบปี ก็ตั้งปณิธานไว้ว่าจะกลับมาจริงจังกับเรื่องนี้อีกครั้ง กลับมาเท่าทันความคิดตนเอง มีสติอยู่กับลมหายใจ กับการเคลื่อนไหวร่างกาย

40 คือการเริ่มต้นสู่วัยชรา ดังนั้นการอยู่กับตัวเอง การเห็นความคิดของตัวเอง การมีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น เป็นทักษะที่จะจำเป็นอย่างยิ่งในอนาคตอันไม่ไกล ในวันที่เราถอดหัวโขน ในวันที่เราเป็น nobody ในวันที่เราเจ็บป่วย การเข้าใจตัวเองและเข้าใจธรรมชาติของชีวิตจะเป็นเกราะคุ้มครองให้เราผ่านมันไปได้

ความมุ่งหวังต่อจากนี้

หวังว่าจะทำงานได้เต็มที่โดยไม่ต้องพยายาม อยากให้การทำงานด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาเป็นธรรมชาติของตัวเอง

หวังว่าจะมีวิชาตัวเบา มีศักยภาพสูงแต่ภาระน้อย เหมือนหงอคงกับคุริลินที่ถอดกระดองเต่าออกไปแล้ว

หวังว่าจะมีส่วนร่วมในการสร้างองค์กรที่เราอยู่ให้เป็นองค์กรที่ครบเครื่องทั้งในแง่ผลประกอบการและความสุขของคนทำงาน

หวังว่าจะผลิตงานใหม่ๆ ที่สร้างประโยชน์และสร้างความสุขให้กับคนที่เสพ

หวังว่าจะมีเงินพอที่จะดูแลคนที่เรารักและทำสิ่งที่เรารัก

หวังว่าจะมีเวลาพอที่จะนั่งคุยกับลูก นั่งคุยกับภรรยา นั่งคุยกับพ่อแม่ นั่งคุยกับปราชญ์

หวังว่าจะมีสติพอที่จะคอยเตือนตัวเองให้ไม่ลืมว่าเรามาทำอะไรที่นี่

—–

บทความอื่นๆ ที่เขียนตอนวันเกิด

ครึ่งทาง https://anontawong.com/2015/07/10/half-way/

50 บทเรียน https://anontawong.com/2017/07/10/50-lessons/

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

20191022b

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

สำหรับคนที่ฝึกมาดีแล้ว จะไม่วิ่งหาความสุข และไม่วิ่งหนีความทุกข์

เมื่อมีความสุขผ่านเข้ามาในชีวิต ก็รู้ตัวว่ามีความสุข ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับมัน เพราะรู้ว่ามันก็แค่ของชั่วคราว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เมื่อมีความทุกข์ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็สามารถทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ทน แถมยังเอาความทุกข์นั้นมาเป็นหินลับมีดให้จิตใจแข็งแกร่งและแหลมคมยิ่งขึ้น

เป้าหมายในชีวิตคนเราจึงไม่ใช่การพาตัวเองไปอยู่ในสถานะหรือสถานการณ์ที่มีแต่ความสุขความสบาย

เป้าหมายคือการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของชีวิต จนความสุขหรือความทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้อีกต่อไปครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Didriks on Flickr

บทเรียนแสบๆ คันๆ จาก Steve Jobs

20180408_lesssonsjobs

วันนี้ผมมีบทความจาก Quora ที่เขียนโดย Guy Kawasaki พนักงานรุ่นแรกๆ ของ Apple ที่เคยดูแลการตลาดให้กับเครื่อง Macintosh ครับ

——

วันหนึ่งสตีฟ จ๊อบส์มาที่โต๊ะผมพร้อมกับผู้ชายคนนึงที่ผมไม่เคยเจอ

สตีฟ: คุณคิดยังไงเกี่ยวกับบริษัท Knoware?

ผม: โปรดักท์ของบริษัทนี้นั้นเบสิคและน่าเบื่อมากเลยสตีฟ Knoware นี้ไม่ม่ีอะไรที่ตอบโจทย์ Macintosh แม้แต่น้อย

สตีฟผายมือไปที่ผู้ชายที่มาด้วยกัน

สตีฟ: ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จัก กับ Archie McGill ซีอีโอของ Knoware

ผม: (คิดในใจ) ขอบใจมากสตีฟ

แต่นั่นแหละคือวิธีทดสอบคนของสตีฟ ถ้าผมพูดแต่เรื่องดีๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้ สตีฟคงได้ข้อสรุปว่าผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย และนั่นคงเป็นอุปสรรคหรือแม้กระทั่งจุดจบของผมสำหรับการทำงานที่แอปเปิ้ล

ทำงานกับสตีฟไม่ใช่เรื่องง่าย เขาคาดหวังความเป็นเลิศจากคุณ และถ้าคุณทำไม่ได้ คุณก็ไม่ได้ไปต่อ แต่ผมไม่มีวันยอมแลกประสบการณ์การทำงานกับสตีฟกับงานไหนๆ แน่นอน

เหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมตระหนักว่า คุณควรจะบอกความจริงและอย่าไปกังวลเรื่องผลที่ตามมาให้มากนัก เพราะว่า

1. การบอกความจริงเป็นบททดสอบจิตใจและความฉลาดของคุณ คุณจำเป็นต้องเข้มแข็งพอที่จะบอกความจริง และต้องฉลาดพอที่จะแยกแยะว่าอะไรจริง-อะไรไม่จริง

2. คนเราปรารถนาที่จะรู้ความจริง การบอกว่าเขาทำได้ดีแล้วเพื่อให้เขาไม่เสียความรู้สึกไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นแม้แต่น้อย

3. ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ถ้าคุณตรงไปตรงมาคุณก็ไม่จำเป็นต้องจำว่าคุณเคยพูดอะไรเอาไว้บ้าง

—–

ด้วยวัฒนธรรมของคนไทยเรา เราคงจะไปสุดทางแบบสตีฟ จ๊อบส์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะมีจุดกึ่งกลางที่เราสามารถพูดกันตรงๆ โดยยังถนอมน้ำใจอีกฝ่ายไว้ได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Guy Kawasaki’s answer to What is your most memorable experience working with Steve Jobs

สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอน

20171008_1000blogposts

เมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 7 ตุลาคมปี 2560) ผมเขียนบทความลง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอนครับ

เลยอยากเฉลิมฉลองด้วยการแชร์สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเขียนบล็อกอย่างจริงจังมา 2 ปีกับอีก 9 เดือนนิดๆ ครับ

จะเขียนบล็อกไปทำไม
หนึ่ง – มันเป็นสมุดบันทึกเรื่องราวและความคิดที่วันหนึ่งเราจะอยากกลับมาอ่านอีก
สอง – มันช่วยให้เราแบ่งปันความคิดที่เรามีให้เพื่อนๆ หรือคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน
สาม- มันเป็นการสร้าง “เรซูเม่ออนไลน์” ที่ทรงพลังที่สุดวิธีหนึ่ง

จะเริ่มยังไง?
วิธีที่ง่ายที่สุดเลยคือเข้าไปที่ wordpress.com แล้วสมัครสมาชิก เลือกธีม (ดีไซน์) ที่ชอบ จากนั้นก็เขียนได้เลย ถ้าเขียนได้ซักพักแล้วอยากจะมีโดเมนเป็นของตัวเอง ก็ค่อยศึกษาในลิงค์นี้ครับ

จะตั้งชื่อบล็อกว่าอะไรดี?
ตอนแรกผมก็คิดชื่อบล็อกไปต่างๆ นานาเหมือนกัน แต่ชื่อที่ชอบก็มีคนเอาไปหมดแล้ว สุดท้ายเลยมาตายรังที่ชื่อตัวเอง

การตั้งเป้าหมาย
ผมขอแนะนำว่าอย่าไปตั้งเป้าหมายในเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นจะต้องมีคนอ่านเท่านั้นหรือต้องมีคนแชร์เท่านี้ เพราะมันจะทำให้เรากดดันตัวเองเปล่าๆ

เป้าหมายของผมตอนที่เริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังในวันที่ 2 มกราคม 2558 คือ “เขียนให้ได้วันละตอน สามวันติดต่อกัน” พอทำได้ก็ค่อยขยับเป็น 7 วัน…1 เดือน…3 เดือน แล้วค่อยตั้งเป้าหมายว่าจะเขียนทุกวัน

ส่วนคนอื่นๆ อาจจะเขียนสัปดาห์ละตอนหรือเดือนละตอนก็ได้ ไม่มีผิดหรือถูก สำหรับผม การเขียนบล็อกทุกวันมันง่ายกว่าการเขียนบล็อกสัปดาห์ละครั้ง เพราะถ้าเราบอกว่าเราจะทำมันทุกวัน เราก็จะไม่เหลือข้ออ้างที่วันนี้จะไม่เขียน ขณะที่ถ้าเป้าของเราคือสัปดาห์ละครั้งเรายังมีโอกาสผัดผ่อนไปได้อีกตั้ง 6 วันแน่ะ

จะเผยแพร่อย่างไร?
เปิดเพจเลยครับ จากนั้นก็เชิญเพื่อนๆ ให้มาไลค์เพจเรา พอเขียนบทความในบล็อกเสร็จก็แชร์ลงเพจนี้ แล้วเราก็แชร์บทความจากเพจมาไว้ในโปรไฟล์เราอีกทีให้เพื่อนๆ ได้เห็นได้อ่านกัน

ความกลัวที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนบล็อก
กลัวว่าเขียนห่วย – งั้นก็เขียนโดยไม่ต้องแชร์ก็ได้นะครับ ไม่มีใครมาเห็นหรอก

กลัวโดนวิจารณ์ – แน่นอนว่าไม่มีใครอยากโดนวิจารณ์ ดังนั้นคุณใช้นามแฝงก็ได้ ทีนี้เค้าก็จะไม่รู้แล้วว่าคุณเป็นใครมาจากไหน

กลัวว่าเขียนแล้วจะไม่มีคนอ่าน – ก็ดีสิครับ จะได้ไม่ต้องกลัวใครมาวิจารณ์ ช่วงแรกๆ ที่ไม่ค่อยมีคนอ่านนี่แหละคือโอกาสทองในการลองผิดลองถูกและฝึกฝนเพื่อเพิ่มความมั่นใจไปเรื่อยๆ

วิธีหาเรื่องมาเขียนบล็อก
เข้าเว็บเนื้อหาดีๆ – เว็บ/แอป ที่ผมเข้าบ่อยๆ ก็คือ Quora, Medium และ TED ครับ

ถ้าภาษาอังกฤษเราไม่แข็งแรงล่ะ? ยิ่งควรต้องอ่านเลยครับ จะได้แข็งแรงขึ้นซักที

อ่านหนังสือดีๆ – ผมบอกตัวเองว่าจะอ่านหนังสือวันละ 5 หน้า ซึ่งแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะได้เรื่องดีๆ มาเล่าต่อ (แต่ถ้าเป็นนิยายก็อาจไม่ช่วยเท่าไหร่นะ)

เอาคำคมมาเป็นตัวจุดประกาย – ผมจะเข้าเว็บพวก Pinterest, AZ Quotes หรือ Goalcast เมื่อได้คำคมที่ตรงใจ เราก็จะคิดได้เองว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี

เอาเรื่องที่พูดคุยกับแฟน/เพื่อน มาเล่าต่อ – เรื่องอย่างกุ้งแป๊บเดียวก็เกิดขึ้นตอนนั่งทำสุกี้กินที่บ้าน ส่วนเรื่องม้าตีนต้น-ม้าตีนปลาย ก็ได้ไอเดียตอนนั่งอยู่ในรถกับแฟน สำคัญคือถ้าคิดประเด็นอะไรออกให้รีบจดเอาไว้กันลืมครับ

ไปเอานิทานมาจากไหน?
ถ้าใครติดตามบล็อกผมมาซักพักอาจจะรู้จัก “นิทาน” ที่ผมจะเอามาเล่าทุกวันศุกร์ มีคนถามกันเยอะว่าไปเอามาจากไหน คำตอบก็คือเอามาจากในเน็ตและเว็บที่ผมกล่าวถึงนั่นแหละครับ เพียงแต่ต้องออกแรงเยอะหน่อย อ่าน 20 เรื่อง อาจจะมีเรื่องที่พอใช้ได้แค่เรื่องเดียวเท่านั้น

หารูปประกอบจากที่ไหน?
เว็บที่ผมใช้บ่อยที่สุดคือ Pixabay, Pexels และ Unsplash ครับ เราสามารถเอามาใช้ได้โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ถ้าอยากให้ชัวร์สุดก็ใช้รูปที่เราถ่ายเองก็ได้ เช่นรูปประกอบบทความนี้เป็นต้น

ควรเขียนเรื่องที่อยู่ในกระแสมั้ย?
ส่วนตัวผมไม่ค่อยตามข่าวเท่าไหร่อยู่แล้ว เรื่องส่วนใหญ่ที่ผมเขียนจึงไม่ได้อยู่ในกระแส ข้อเสียคือโอกาสที่คนจะกดแชร์อาจจะน้อยกว่าเรื่องที่กำลังอินเทรนด์ แต่ข้อดีคือสิ่งที่เราเขียนจะไม่มีวันหมดอายุ

พอตัน คิดไม่ออกแล้วทำยังไง?
ก็ดิ้นรนครับ ผมเองก็ตันอยู่บ่อยๆ วิธีแก้คือบ่นให้แฟนฟัง จากนั้นก็เปิดหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้ เข้าเว็บที่กล่าวถึงไปข้างต้น สุดท้ายมันต้องเจออะไรบ้างล่ะ

6 เดือนแรกคือช่วงวัดใจ
เพราะมันคือช่วงที่เพจไลค์มีแค่หลักร้อย จำนวนคนที่จะเห็นบทความของเราจึงน้อยมาก คนส่วนใหญ่จะเห็นจากโพสต์ที่เราแชร์ลงหน้าโปรไฟล์ของตัวเองมากกว่า ช่วงนี้อย่าไปคิดมากเรื่องยอดไลค์หรือยอดแชร์เลยครับ แค่มีคนกดแชร์ซัก 5-10 คนก็แสดงว่าบทความเรามีดีพอให้คนไม่อายที่จะบอกต่อแล้ว

มันจะมีจุดพลิกผัน
ช่วง 7 เดือนแรกของการเขียนบล็อก 95% ของบทความมีคนแชร์แค่หลักสิบ แต่พอถึงเดือนสิงหาคม บล็อกสามตอนของผมก็ฮิตขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

3 สิงหาคม 2558: 10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มี (2,500 Shares)

9 สิงหาคม 2558: ความเคารพ (74,000 shares)

10 สิงหาคม 2558: วิธีการจัดบ้านแบบ KonMari (46,000 shares)

ยอดเพจไลค์ผมเพิ่มขึ้นมาประมาณพันกว่า แถมยังมีคนเชิญไปออกทีวีเรื่องการจัดบ้านด้วย ทั้งๆ ที่ทักษะการจัดบ้านผมต่ำที่สุดในครอบครัวแล้ว

เขียนลงบล็อกหรือเขียนลงเพจดี?
การเขียนลงเพจมีข้อดีคือคนจะเห็นเยอะกว่า เพราะกลไกของเฟซบุ๊คย่อมอยากโปรโมตเนื้อหาที่อยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเองมากกว่าเนื้อหาที่แชร์มาจากเว็บอื่นอยู่แล้ว แต่โดยส่วนตัวผมชอบเขียนลงบล็อกแล้วมาแชร์ลงเพจมากกว่า เพราะว่าบล็อกมันเป็นอะไรที่คงทนถาวรดี เขียนไปแล้วสามเดือนก็ยังค้นเจอได้ง่ายทั้งทาง Google และในหน้า Archive

อีกข้อดีอย่างหนึ่งของการเขียนลงเพจคือยอดคนติดตามเพจจะโตเร็วกว่า เพราะคนจะแชร์บทความจากเพจเราเลย ทำให้คนที่เห็นรู้ว่าบทความนี้มาจากเพจไหน แต่ถ้าเราเขียนลงบล็อก คนจะแชร์บทความจากบล็อกเราแทน คนที่ผ่านมาเห็นจะไม่รู้ว่าบล็อกนี้เป็นของเพจอะไร

ช่วงสองปีแรกผมโพสต์ลงบล็อกตลอด ยอดเพจไลค์เลยไม่ค่อยขึ้น แต่ช่วงหลังๆ ผมเริ่มนำเนื้อหามาใส่ไว้ในเพจด้วย เพราะได้รับคำแนะนำมาว่าก่อนหนังสือจะออกควรจะมียอดไลค์เพจซัก 30,000 (ตอนนั้นมีแค่ 13,000) แต่ถึงแม้จะทำอย่างนั้นแล้วยอดเพจไลค์ก็ไม่ค่อยขึ้นอยู่ดี (ตอนนี้อยู่ที่ 17,000)

ยอดไลค์ไม่สำคัญเท่าความผูกพัน
แม้ยอดไลค์เพจของผมจะน้อย แต่ engagement ของเพจ Anontawong’s Musings กลับสูงพอๆ กับเพจที่มียอดไลค์มากกว่าผมหลายเท่า ดังนั้น ผมเลยเลิกซีเรียสเรื่องยอดไลค์เพจมาซักพักแล้ว กลับมาสนใจสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการเขียนดีกว่า

ระวังจะโดนเข้าใจผิด
ผมเคยโดนน้องที่ทำงานเก่าเข้าใจว่าผมไปเขียนตำหนิเขาในบทความหนึ่ง ซึ่งพอกลับไปอ่านก็พอเข้าใจว่าทำไมเขาจึงคิดอย่างนั้น ยิ่งเราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานด้วยจึงเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะสงสัยผมได้ จากนั้นมาเวลาจะเขียนบล็อกผมเลยต้องระวังด้วยว่ามันจะไปทำให้คนรอบข้างเราไม่สบายใจรึเปล่า

คนก๊อปไปใช้ไม่ให้เครดิต
อันนี้ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเวลาคนก๊อปไปส่งต่อทางไลน์ ไม่รู้เพราะความขี้เกียจหรือไม่เห็นความสำคัญในการให้เครดิตเจ้าของเรื่อง

ที่หนักกว่าคือแอบอ้างว่าเขาเขียนขึ้นเอง เรื่องอย่างนี้เราทำได้เพียงทักท้วงไป ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะยอมแก้ไขหรือยอมขอโทษครับ แต่ถ้าเราทำใจไว้ว่า สิ่งที่เราปล่อยออกไปบนโลกอินเตอร์เน็ตถือเป็นสมบัติสาธารณะแล้ว เราก็จะไม่ทุกข์ใจมากนัก

การหารายได้จากการลงโฆษณาในบล็อก
ผมเคยลองติดตั้ง Word Ads ลงในบล็อกของผม ทำให้ท้ายบทความของผมทุกบทมีวีดีโอโฆษณา แต่ทำได้อยู่ประมาณ 2 เดือนก็เลิกไป เพราะแม้จะมีคนอ่านบล็อกเดือนละเป็นหมื่นครั้ง แต่ผมได้ส่วนแบ่งรายได้แค่ร้อยกว่าบาท คิดแล้วไม่คุ้มกันเห็นๆ กับการบังคับให้ผู้อ่านของเราต้องมาเจอโฆษณาอะไรก็ไม่รู้

การทำรายได้จากการเขียนบล็อก
ผมขอยึดแนวทางของ Seth Godin ที่เคยบอกว่า เราไม่ควรเขียนบล็อกเพื่อหาเงิน แต่เราควรเขียนบล็อกเพื่อ “หาพวก” (build a tribe) ซึ่งก็คือคนที่เขาสนใจงานเขียนของเรา เมื่อเรามีแฟนคลับที่ไว้เนื้อเชื่อใจเราแล้วค่อยต่อยอดจากตรงนั้นก็ยังไม่สาย

ผมเอง “เขียนบล็อกฟรี” อยู่สองปีครึ่ง ใช้เวลากับมันไปไม่ต่ำกว่า 1000 ชั่วโมง (ถ้าคิดเป็นวันทำงานก็คือ 125 วัน) โดยไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงินเลย แต่พอเดือนมิถุนายนผมก็เปิด Time Management Course ครั้งแรก (ตอนนี้จัดไปแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง) และเดือนสิงหาคมผมก็ได้ออกหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ซึ่งก็ได้คนที่อ่านบล็อกนี่แหละมาอุดหนุน โดยผลตอบแทนจากตรงนี้มากกว่าที่ผมจะได้จากการลงโฆษณาในบล็อกผมเป็นไหนๆ

ผมขอยกคำที่ยอด ชินสุภัคกุล (ผู้ก่อตั้งและ CEO ของวงใน) เคยกล่าวไว้ว่า เราต้องสร้าง “ความดีสะสม” (value creation) เอาไว้ เหมือนเป็นการปลูกต้นไม้และรอให้มันแตกกิ่งก้านและออกดอกออกผล เมื่อถึงเวลาที่สุกงอมเราจึงค่อยเก็บเกี่ยวหรือทำ value extraction

การเขียนบล็อกก็คือการสร้างความดีสะสมอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่งรีบทำเงินจากมันด้วยการลงโฆษณาหรือรับจ้างเขียนเชียร์ใครเลย เพราะถ้าเราทำอย่างนั้นเราจะสูญเสียความไว้ใจจากคนที่ตามบล็อกเราไปไม่น้อย สู้เขียนสิ่งที่เราเชื่อและอยากเขียนจริงๆ ดีกว่า เมื่อเราได้รับความไว้วางใจแล้ว โอกาสอื่นๆ จะตามมาเอง

การเขียนบล็อกจะพาเราไปเจอคนดีๆ และโอกาสดีๆ
ข้อสุดท้ายนี่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ผมคาดไม่ถึงมากที่สุด เพราะการเขียนบล็อกทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนใหม่มากมาย และคนเหล่านี้ก็กลายมาเป็นผู้มีพระคุณของผมทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นพี่ปิ๊ก แห่ง Trick of the Trade ที่ติดต่อมาเพราะชอบงานเขียนและชวนผมออกหนังสือเป็นเล่มแรกของ “สำนักพิมพ์อะไรเอ่ย” ที่พี่เขาตั้งขึ้นมา ถ้าไม่มีพี่ปิ๊ก ก็ไม่มีหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” แน่นอน

หรือครูณัชร สยามวาลา ที่นอกจากจะส่งหนังสือ “วิถีดาบ วิถีเซ็น” มาให้ผมอ่านแล้ว ยังกรุณาเขียนคำนิยมลงหนังสือขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำฯ ช่วยโปรโมตหนังสือของผมผ่านเพจของครูณัชร แถมยังเสนอตัวมาเป็นโค้ชให้ผมและผลักดันให้ผมเปิดคอร์ส Time Management เป็นครั้งแรกอีกต่างหาก

หรือจะเป็นคุณบิวแห่งวิศวกรรีพอร์ต ผมจำไม่ได้แล้วว่าเรามาเจอกันได้ยังไง แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าคุณบิวเคยเอาบทความ รอยยิ้มบนรถไฟฟ้า ของผมไปแชร์ลงเพจของเขา แถมยังเขียนแนะนำหนังสือ Thank God It’s Monday จนคนแห่สั่งซื้อ TGIM จากผมไปร่วมร้อยเล่ม

และล่าสุดคือ “คุณบุ๊ค” พนักงานประจำที่เพิ่งเปิดเพจ “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ” ที่หลังจากได้อ่าน TGIM แล้วยังกลับมาซื้อเพิ่มไปอีกหลายสิบเล่มเพื่อเอาไปแจกเพื่อน-พี่-น้องที่รู้จักกัน

ถ้าผมไม่ได้มาเขียนบล็อก ผมจะไม่มีโอกาสได้เจอคนดีๆ เหล่านี้เลย

ผมเสียเวลาเกิน 1,000 ชั่วโมงไปกับการเขียนบล็อกก็จริง แต่ผมถือว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะแค่มีคอมหนึ่งเครื่องกับอินเตอร์เน็ตก็สามารถเขียนบทความให้มีคนอ่านเป็นล้านครั้งได้

แค่คิดว่าความคิดจากคนตัวเล็กๆ อย่างเราได้ผ่านสายตาคนเยอะขนาดนี้ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากแล้วครับ

ขอบคุณทุกๆ คนอีกครั้งที่ติดตามกันมาตลอด 1,000 ตอน สัญญาครับว่าจะเขียนต่อไปตราบที่ยังมีแรง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ผมน่าจะเขียนครบ 10,000 ตอนตอนอายุครบ 72 ปีพอดี

แค่คิดก็สนุกแล้ว 😉


อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ anontawong.com/archives

บาดแผลคือหน้าต่าง

20160829_wound

“The wound is the place where the Light enters you.”
– Rumi

เราทุกคนต่างมีบาดแผลด้วยกันทั้งนั้น

บางคนโชคดี อาจมีรอยแค่ขีดข่วน

ส่วนบางคนที่โชคชะตาเล่นแรง อาจจะมีแผลเป็นอยู่เต็มไปหมด

ความเจ็บปวดตอนเป็นแผลนั้น ถึงจะเนิ่นช้าแค่ไหน สุดท้ายก็หายไป

แต่บทเรียนที่มาพร้อมกับบาดแผลนั้น จะยังคงอยู่กับเราไปตลอด และทำให้เราเติบโตขึ้น มีความกรุณามากขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น

“The wound is the place where the Light enters you.”

จากนี้ไป ทุกครั้งที่ต้องเจออุบัติเหตุชีวิต ขอให้ระลึกได้ถึงความจริงข้อนี้

ว่าบาดแผลคือหน้าต่างให้แสงแห่งปัญญาส่องมาถึงใจเรา

ตอนเกิดแผล ถ้าเรามัวแต่ดราม่าฟูมฟาย ก็เท่ากับกับเรากำลังปิดม่านหน้าต่างบานนั้น

ไหนๆ ก็เจ็บทั้งทีแล้ว อย่าให้เสียของครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

บทเรียนจากการแพ้ 17-0

20150502_17_0

That which doesn’t kill you only makes you stronger

อะไรที่ไม่ได้ฆ่าคุณมันจะทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น

—–

ตอนเด็กๆ ผมบ้าบอลมาก

ช่วงม.1 ถึง ม.3 เทอมต้น ผมเรียนอยู่ที่เตรียมพัฒน์ พักเที่ยงทีไรต้องรีบทานข้าวแล้วมาเตะบอลพลาสติกที่ลานเอนกประสงค์เป็นประจำ

ก่อนจะเดินทางไปเรียนที่นิวซีแลนด์ในเดือนกันยายน ปี 1994 พอรู้ว่าที่นั่นมีทีมฟุตบอล 11 คนด้วย ผมเลยขอพ่อซื้อรองเท้าสตั๊ด (รองเท้านักฟุตบอล)

เป็นสตั๊ดคู่แรกในชีวิต และเป็นรองเท้าที่แพงที่สุดที่ไม่ได้ใช้เงินตัวเองซื้อ ยี่ห้อพูม่า ราคาสองพันกว่าบาท

ได้รองเท้ามาแล้วก็ฝันเห็นภาพตัวเองใช้รองเท้าสตั๊ดคู่นี้โลดแล่นอยู่ในสนามในตำแหน่งกองกลางตัวรุก

สาวๆ กรี๊ดกระจายแน่นอน!

แต่แล้วก็ฝันสลายครับ เพราะพอผมไปถึงนิวซีแลนด์ ก็หมดฤดูหนาวพอดี เพราะชาวกีวี่นั้นเค้าเล่นฟุตบอลกันเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น

สำหรับเด็กไทยที่เล่นฟุตบอลตลอดปีไม่ว่าจะฝนตกแดดออก การเล่นฟุตบอลแค่ฤดูเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะเข้าใจจริงๆ

สุดท้าย ผมเลยได้ประเดิมรองเท้าสตั๊ดของผมด้วยการใส่มันเดาะบอลในสวนหลังบ้าน

และเฝ้ารอเวลาให้ฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง

—-

ณ ช่วงเวลานี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (May 1995) เป็นเดือนสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วงของประเทศนิวซีแลนด์

ตัวผมกับรองเท้าพูม่าคู่เดิม รอคอยเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะมันเป็นช่วงคัดตัวของทีม U-16 (ต่ำกว่า 16 ปี) และ U-19 ของทีมฟุตบอล Temuka ซึ่งเป็นเมืองที่ผมอยู่

ทีม U-16 ของ Temuka นั้นจะมีอยู่สองทีม คือ Temuka A (ทีมแข็ง)กับ Temuka B (ทีมอ่อน)

จะด้วยความเป็นเด็กใหม่หรือเด็กต่างด้าวหรืออย่างไรไม่ทราบ ผมถูกคัดไปอยู่ทีมอ่อน

ส่วนทีม U-19 หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Youth Team นั้น เทมูก้ามีอยู่ทีมเดียว ซึ่งก็จะมีทั้งพวกที่อายุเกิน 16 แต่ต่ำว่า 19 ปี และรวมถึงเด็กเก่ง ๆ จากทีม U-16 ด้วย ผมก็โชคดีติดทีมนี้ด้วย

การแข่งลีกของ U-16 นั้นจะมีตอนเช้าวันเสาร์ ส่วน Youth League จะมีตอนบ่ายวันเสาร์

ช่วงนั้นผมเลยได้เตะบอลวันละสองแมทช์เลยทีเดียว

ตลอดเวลาประมาณสามเดือน (มิ.ย.-ส.ค.) ผมน่าจะได้ลงแข่งไม่ต่ำกว่า 20 นัด

และแพ้ไม่ต่ำกว่า 15 นัด

วันไหนชนะหรือเสมอจะเป็นเรื่องประหลาดมากจนต้องหยิบยกมาเป็นประเด็นตอนโทร.ทางไกลกลับไปคุยกับพ่อแม่ที่เมืองไทย (ตอนนั้นยังไม่มี Internet / Skype นะครับ)

เกมตอนเช้านั้นผมแทบไม่มีหวังจะชนะอยู่แล้ว เพราะอยู่ทีมอ่อน ซึ่งเล่นบอลกันแทบไม่เป็นเลย ให้มาเจอทีมเด็กป.6 เมืองไทยผมว่ายังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ส่วน Youth Team นั้น ถือว่าค่อนข้างมีอนาคตทีเดียว เพราะเป็นส่วนผสมของนักเตะที่ดีที่สุดของ U-16 ทั้งสองทีมที่เรามี รวมถึงเด็กที่อายุเกิน 16 ปีด้วยนิดหน่อย

แต่ด้วยความที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ใน Temuka Youth Team ยังอายุแค่ 14-16 ปี แม้จะมีทักษะดีแค่ไหน กระดูกก็ยังอ่อนเมื่อไปเจอกับพวกทีม Youth จากเมืองอื่นๆ ที่ผู้เล่นส่วนใหญ่อายุ 17-19 ปี

เมื่อเราไปเจอทีมเต็งแชมป์เราจึงสู้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

จำได้ว่าเกมแรกที่เราแพ้แบบหลุ่ย เราเจอกับทีม Timaru City ซึ่งเพื่อนสนิทผมชื่อ Brendan ไปเล่นให้

(Timaru เป็นเมืองใหญ่ มีประชากร 40,000 คน ขณะที่ Temuka มีประชากรแค่ 4,000 คนเท่านั้น)

แมทช์นั้นเราเล่น “ในบ้าน”

และเราแพ้ไป 13-0 ครับ

ไม่เคยเตะบอลแล้วแพ้ใครเท่านี้มาก่อน จบเกมเจ้าบรินดอนถึงกับต้องเดินมาขอโทษที่ทีมเค้า “จัดหนัก” ไปหน่อย

แต่นั่นไม่ใช่แมทช์ที่เราแพ้เยอะที่สุดครับ

เกมที่เราแพ้แบบเละเทะที่สุดคือที่เราเล่นกับ Timaru Boys High ซึ่งเป็นทีมของโรงเรียนชายล้วนในเมืองทิมารู

อารมณ์คงคล้ายๆ โรงเรียนกอไผ่วิทยาปะทะโรงเรียนสวนกุหลาบ

แมทช์นั้นเราเล่นนอกบ้านด้วย ต้องนั่งรถ 20 นาทีเพื่อไปเตะที่เมือง Timaru

ครึ่งแรกเราน่าจะโดนไปประมาณ 7-0

ส่วนครึ่งหลังก็โดนไปอีก 10 เม็ด สิริรวม 17-0

ความทรงจำที่ผมมีเกี่ยวกับแมทช์นั้นมีอยู่แค่สองอย่าง

ความทรงจำแรกคือบอลของเราแทบไม่เคยข้ามเส้นไปอยู่แดนของเค้าเลย – ยกเว้นตอนเขี่ยลูก

ความทรงจำที่สองคือนายประตูฝั่งนั้น “ว่างงาน” มากขนาดเดินไปซื้อโอเลี้ยงปากซอยมาดูดเล่นที่่เสาประตูได้สบายๆ

(เรื่องโอเลี้ยงนี่ผมมโนขึ้นเองนะครับ เพียงแต่ทีมผมมันกากมากจนนายประตูฝั่งนู้นแทบไม่มีส่วนร่วมเลย ทั้งแมทช์เหมือนเค้าจะได้แตะบอลแค่ครั้งเดียวเอง ผมคิดว่าถ้าผมเป็นเค้าคงจะเดินไปซื้อน้ำกินแก้เบื่อ)

หมดเดือนสิงหาคม ฤดูกาลฟุตบอลก็จบลงด้วยสถิติ ชนะ 2 เสมอ 3 แพ้ 15 หรืออะไรประมาณนั้น

—–

อดทนอีกนิดครับ จะเข้าประเด็นแล้ว!

ปีถัดมา (1996) ฤดูหนาวกลับมาอีกครั้ง

ในวันที่ลีกเริ่ม ผมยังอายุไม่เกิน 16 เลยยังเล่นให้กับทีม U-16 ได้

แถมคราวนี้ติดทีม A ด้วย! สงสัยเพราะฤดูกาลที่แล้วโชว์ฝีเท้าเข้าตาโค้ช

และผมก็ยังติดทีม Youth อีกเช่นกัน ผู้เล่นทีมนี้เกือบทั้งหมดเป็นผู้เล่นชุดเดิม แค่แก่ขึ้นหนึ่งปีเท่านั้นเอง

ปีนี้ถือเป็นปีทองของชีวิตค้าแข้งของผมครับ

ทีม U-16 ของเรานั้นชนะเกือบทุกนัด แพ้แค่นัดเดียว (1-0) และจบฤดูกาลด้วยการครองตำแหน่งแชมป์ลีกแบบขาดลอย

ส่วนทีม Youth สถิติอาจจะไม่สวยหรูเท่า แต่ก็ทำคะแนนได้ดีมาก คะแนนดีกว่า Timaru Boys High ที่เคยชนะเรา 17-0 ด้วยซ้ำ

สุดท้าย เราได้ไปเตะชิงชนะเลิศกับทีม Timaru City และแพ้ไปแบบเฉียดฉิว ได้ตำแหน่งรองแชมป์ไป

จบฤดูกาล ผมได้รางวัล MVP (Most Valuable Player) ของทีม Temuka U-16 มาครองอีกต่างหาก

—–
เพียงแค่ปีเดียว จากคนที่สะกดคำว่าชนะไม่เป็น กลับได้แชมป์กับรองแชมป์ได้

That which doesn’t kill you only makes you stronger

การแพ้แล้วแพ้อีก แพ้แล้วแพ้อีก มันเจ็บปวดนะครับ

แต่กว่าเหล็กจะกลายเป็นดาบได้ก็ถูกเผาถูกทุบมาไม่รู้ตั้งกี่รอบ

ดังนั้น ถ้าคุณกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบาก ทำอะไรก็ไม่ขึ้น และดูเหมือนกำลังพ่ายแพ้ในเกมแห่งชีวิตนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ให้คิดซะว่าเรากำลังเข้าเตาหลอมอยู่ และกำลังถูกตีให้เป็นดาบ

วันหนึ่ง เมื่อดาบเราคมพอ ฟันอะไรก็ขาดครับ