นิทานกิ่งไม้ผิดมือ

วันนีัวันศุกร์ที่ความทุกข์ปกคลุมชาวไทย ทำให้ผมนึกถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านให้ลูกฟังเป็นประจำ

มีชายหนุ่มคนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเก่าๆ ริมชายป่า เขาคิดจะเข้าป่าเพื่อตัดต้นไม้มาซ่อมแซมบ้าน แต่ขวานของเขาใช้งานไม่ได้เพราะด้ามหัก

เขาจึงไปอ้อนวอนกับราชาแห่งต้นไม้ใหญ่ในป่าเพื่อขอกิ่งไม้ขนาดเหมาะมือสักท่อน แม้ต้นไม้หลายต้นในป่าจะคัดค้านถึงผลเสียที่จะตามมา แต่ราชาแห่งต้นไม้ก็อนุญาตให้เขาใช้มีดฟันกิ่งไม้ไปได้

ชายหนุ่มได้นำกิ่งไม้นั้นมาทำเป็นด้ามขวาน จากนั้นก็นำขวานเล่มนั้นไปตัดต้นไม้ใหญ่ในป่าจนโค่นไปหลายต้น

ก่อนที่ราชาต้นไม้จะถูกโค่นเป็นต้นต่อไป มันก็ได้แต่รำพึงว่า “นี่ถ้าเราไม่ให้กิ่งไม้กับเขาไป ภัยก็คงไม่มาถึงเราเช่นนี้”

นิทานอีกาหาความสุข

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีอีกาอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่มีความสุขกับชีวิตเอาเสียเลย

วันหนึ่ง ขณะที่มันเกาะอยู่บนกิ่งไม้ น้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมา

น้ำตาอีกาหล่นลงมาโดนหัวนักบวชผู้หนึ่งที่นั่งภาวนาอยู่ใต้ต้นไม้ นักบวชจึงเงยหน้าเอ่ยถามอีกาว่า

“เจ้ากาเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงร้องไห้?”

“ข้ามีชีวิตที่รันทดยิ่งนัก ไม่มีใครรักข้าเลย เวลาข้าเข้าใกล้มนุษย์ผู้ใด ก็มีแต่ผู้คนขับไล่ ไม่เคยมีใครอยากป้อนอาหารให้ข้า ถ้าต้องมีชีวิตอยู่อย่างนี้ข้าขอตายเสียดีกว่า”

“เจ้ากาเอ๋ย เจ้าควรจะมีความสุขกับสิ่งที่เจ้ามีนะ”

แต่อีกาไม่เข้าใจคำพูดของนักบวชและยังคงร้องไห้ไม่หยุด นักบวชจึงเอ่ยว่า

“บอกเราสิว่าเจ้าอยากเป็นอะไร เรามีเวทมนตร์คาถาที่จะเสกให้เจ้ากลายเป็นนกชนิดอื่นได้นะ”

“จริงหรือท่าน! ข้าอยากเป็นหงส์ยิ่งนัก ท่านเสกให้ข้าเป็นหงส์ได้รึเปล่า?”

“เราทำได้ แต่ก่อนที่เราจะทำเช่นนั้น เราอยากให้เจ้าลองไปถามหงส์ดูก่อนว่าเขามีความสุขจริงหรือไม่ ส่วนข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่แหละ”

กาจึงบินไปเจอหงส์ตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำอยู่

“สวัสดีหงส์ ข้าอิจฉาเจ้ายิ่งนัก รูปลักษณ์ของเจ้าช่างงดงาม ร่างกายของเจ้าก็ขาวบริสุทธิ์ราวกับน้ำนม เจ้าต้องเป็นนกที่มีความสุขที่สุดในโลกแน่ๆ”

“เปล่าเลย ข้าไม่ได้มีความสุข โลกนี้มีสีที่สวยงามมากมาย แต่ร่างกายข้ากลับเป็นสีขาวจืดๆ ข้าว่านกแก้วต่างหากที่น่าจะมีความสุขที่สุด เพราะเขามีสีสันสดใสเหลือเกิน”

อีกาจึงออกตามหานกแก้วจนเจอ

“สวัสดีนกแก้ว เจ้าต้องมีความสุขมากๆ เลยใช่มั้ย เจ้านั้นงดงามแถมยังมีสีสันแพรวพราวอีกด้วย”

“เปล่าเลย ข้าไม่ได้มีความสุข เพราะมนุษย์ชอบเลี้ยงนกแก้ว ข้ากลัวว่าสักวันหนึ่งข้าจะโดนมนุษย์จับไปขังอยู่ในกรง ข้าคิดว่านกที่น่าจะมีความสุขที่สุดคือนกยูงต่างหาก เขามีสีสันสวยงามยิ่งกว่าข้าเสียอีก”

อีกาจึงออกบินตามหานกยูงอยู่นาน สุดท้ายก็เจอนกยูงตัวหนึ่งในสวนสัตว์ ผู้คนมากมายมาชื่นชมการรำแพนที่สวยงามของมัน

อีการอจนทุกคนกลับไปหมดแล้วจึงเข้าไปคุยกับนกยูง

“สวัสดีนกยูง เจ้าช่างแสนงดงาม ผู้คนนับร้อยนับพันต่างมารอชื่นชมความงามของเจ้า เจ้าน่าจะมีความสุขมากๆ เลยใช่มั้ย”

“ข้าก็เคยคิดว่าข้านั้นงดงามและมีความสุขที่สุด แต่ความงามของข้ากลับทำให้ข้าต้องมาอยู่ในสวนสัตว์แห่งนี้ แถมข้ายังต้องเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ เพราะคนชอบมาถอนขนของข้าไปเป็นเครื่องประดับ ข้าไม่มีความสุขเลย”

“ถ้าขนาดเจ้ายังไม่มีความสุข เจ้าคิดว่าใครน่าจะมีความสุขล่ะ”

“ข้าได้สำรวจในสวนสัตว์นี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว และข้าก็ได้ข้อสรุปว่ามีเพียงอีกาอย่างเจ้าเท่านั้นที่ไม่ถูกขังอยู่ในกรง ไม่มีใครคิดจะจับเจ้ามาเลี้ยง ดังนั้นข้าจึงคิดมาสักพักแล้วว่าถ้าชาติหน้ามีจริงข้าอยากเกิดเป็นอีกา จะได้มีอิสระบินไปไหนต่อไหนก็ได้”

ได้ยินดังนั้น อีกาก็กล่าวขอบคุณนกยูงและบินกลับไปหานักบวช

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มันรู้สึกดีที่ได้เกิดเป็นอีกา และไม่ต้องการเวทมนตร์คาถาใดๆ อีกแล้ว


ขอบคุณนิทานจาก Words of Wisdom: Short motivational story of Raven

นิทานระวังแมว

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหลวงปู่เจ้าอาวาสกำลังจะมรณภาพ

หลวงปู่กล่าวคำสั่งเสียให้กับพระหนุ่มที่จะขึ้นเป็นเจ้าอาวาสคนต่อไปว่า

“อย่าปล่อยให้แมวเข้ามาในชีวิตนะ”

พระทุกรูปที่มาดูใจหลวงปู่ต่างประหลาดใจกับคำสั่งเสียนี้

เจ้าอาวาสคนใหม่ตรึกตรองประโยคนี้อยู่หลายวันก็ไม่เข้าใจ จึงเข้าไปปรึกษาพระที่อาวุโสที่สุดในวัดซึ่งรู้จักหลวงปู่มานานกว่าใคร พระอาวุโสจึงได้เล่าเรื่องราวต่อไปนี้ให้ฟัง

สมัยที่หลวงปู่ยังหนุ่มๆ เขาตัดสินใจจะบวชตลอดชีวิตด้วยการบอกลาลูกเมียและออกเดินทางไปบำเพ็ญเพียรภาวนาตามป่าเขา จนกระทั่งลงหลักปักฐานอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเล็กๆ ที่หลวงปู่ (ซึ่งตอนนั้นผู้คนยังเรียกกันว่าหลวงพี่) จะไปบิณฑบาตรได้

ชาวบ้านต่างต้อนรับขับสู้หลวงพี่เป็นอย่างดี และได้สร้างกระท่อมไม้ไผ่ไว้ให้ท่านใช้เป็นกุฏิ

วันหนึ่ง มีหนูเข้ามาในกระท่อมและกัดจีวรของท่าน แม้จะยังใช้การได้อยู่ แต่ถ้าปล่อยไปแบบนี้ท่านคงไม่เหลือจีวรให้ใส่อย่างแน่นอน ท่านจึงปรึกษาชาวบ้านว่าควรทำอย่างไรดี

“ทำไมหลวงพี่ไม่เลี้ยงแมวไว้ล่ะครับ”

หลวงพี่เห็นด้วย ชาวบ้านจึงให้แมวหลวงพี่มาเลี้ยงไว้หนึ่งตัว จากวันนั้นก็ไม่มีหนูมากัดจีวรอีกเลย

แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น เพราะแมวต้องกินนม หลวงพี่ต้องออกบิณฑบาตรหลายครั้งกว่าจะได้นมมาพอให้แมวกิน

เมื่อเห็นปัญหาดังนี้ หลวงพี่จึงปรึกษาชาวบ้าน ชาวบ้านจึงแนะนำว่า

“ทำไมหลวงพี่ไม่เลี้ยงวัวไว้สักตัวล่ะครับ จะได้มีนมเพียงพอสำหรับทั้งแมวและหลวงพี่”

ชาวบ้านจึงบริจาควัวหนึ่งตัวมาให้หลวงพี่เลี้ยงไว้ที่ข้างกุฏิ ปัญหาแมวไม่มีนมกินจึงหมดไป

แต่วัวต้องกินหญ้าปริมาณมาก ไม่นานนักหญ้าที่ขึ้นรอบกุฏิก็โดนวัวกินจนหมด หลวงพี่เลยปรึกษาชาวบ้านอีกครั้ง

ชาวบ้านเห็นว่าให้พระบิณฑบาตรหญ้านั้นดูไม่งาม จึงแนะนำหลวงพี่ว่า

“ในหมู่บ้านมีแม่หม้ายคนหนึ่งที่สามีเพิ่งตายไป เราน่าจะไปชวนเธอมาช่วยดูแลวัว ช่วยปลูกหญ้า ช่วยปลูกผักผลไม้ และอาจจะช่วยดูแลหลวงพี่ตอนหลวงพี่อาพาธได้ด้วย”

หลวงพี่คิดว่าน่าจะเป็นการดี หญิงหม้ายก็เลยได้มาดูแลวัว ดูแลแมว ทำความสะอาดกุฏิ และยังช่วยปลูกผักทำสวน

เมื่อหลวงพี่เห็นหญิงสาวต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย จึงลงไปช่วยทำสวนอีกแรง

วันเวลาผ่านไป เหตุเกิดจากความใกล้ชิดและความเห็นอกเห็นใจ หลวงพี่กับหญิงหม้ายก็รักกัน ไม่นานเธอก็ตั้งท้อง หลวงพี่ต้องสึกออกมาเพื่อทำหน้าที่อย่างฆราวาส

ระหว่างอุ้มลูก ทิดหนุ่มจึงคิดขึ้นได้ว่า “นี่มันอะไรกัน เราอุตส่าห์ทิ้งลูกทิ้งเมีย ทิ้งโลกและเดินทางไกลมาถึงที่นี่ แต่นี่เรากลับมาอยู่ทางโลกแบบเต็มตัว ทั้งหมดนี้เพียงเพราะว่าเราเริ่มเลี้ยงแมวเท่านั้นเอง”

พระอาวุโสเล่าจบ จึงบอกกับพระหนุ่มเจ้าอาวาสคนใหม่ว่า

“ที่หลวงปู่สอนว่าอย่าปล่อยให้แมวเข้ามาในชีวิต คืออย่าให้เรื่องเล็กน้อยค่อยๆ เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตเราจนเราหลุดจากเส้นทางไปโดยไม่รู้ตัว

เวลาเราปล่อยให้ตัวเองทำสิ่งไม่ดี เราจะบอกว่าเราทำมันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่พอเรายอมให้กิเลสชนะสักครั้งหนึ่งแล้ว กิเลสก็จะเริ่มแข็งแรงและเอาชนะเราได้อีกเรื่อยๆ มารู้ตัวอีกทีเมื่สาย เหมือนหลวงปู่ที่ห่วงจีวรจนได้ลูกได้เมียใหม่นั่นแหละ”


ขอบคุณนิทานจาก Words of Wisdom: The Monk and Cat Story

นิทานงานเลี้ยง

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ เมืองเล็กๆ ในยุโรปเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ชายคนหนึ่งล้มวัว จุดไฟในเตา และบอกลูกสาวว่า

“ลูกไปตามเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านมากินข้าวกับเราหน่อย วันนี้เราจะเลี้ยงฉลองกัน!”

ลูกสาวจึงวิ่งออกไปบนท้องถนนและตะโกนว่า

“บ้านหนูไฟไหม้! ใครก็ได้มาช่วยดับไฟที!”

มีคนไม่กี่คนที่ออกจากบ้านและวิ่งไปพร้อมกับเด็กสาว ส่วนคนอื่นๆ นั้นทำเป็นไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

คนที่ตั้งใจจะมาช่วยเลยได้กินอาหารมื้ออร่อยจนพุงกาง

พ่อถามลูกสาวด้วยความประหลาดใจ

“พ่อแทบไม่รู้จักคนพวกนี้เลย เพื่อนๆ และญาติของเราไปไหนหมดล่ะ?”

“พี่ๆ กลุ่มนี้ออกจากบ้านเพื่อจะมาช่วยเราดับไฟ ไม่ได้คิดจะมากินข้าวฟรี พวกเขานี่แหละที่เราควรจะผูกมิตรเอาไว้”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Anderson Dourado’s answer to What life lesson did a father teach his daughter?

นิทานไก่คนละตัว

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระเจ้าตัดสินใจยึดทรัพย์สมบัติของมนุษย์ทุกคนบนโลก

ประชาชนต่างไม่มีอาหารกินและต้องอยู่กันอย่างอดอยาก

เมื่อผ่านไปได้สามวันสามคืน พระเจ้าจึงประทานไก่มาให้มนุษย์คนละ 1 ตัว

มนุษย์กลุ่มแรกดีใจอย่างล้นเหลือ พวกเขาลงมือฆ่าไก่และทำอาหารกินกันอย่างเอร็ดอร่อย มีบางคนที่ตอนแรกยังไม่รู้จะเอายังไงดี แต่พอได้เห็นสีหน้าของคนที่ได้กินไก่อย่างมีความสุขจึงอดไม่ได้ที่จะฆ่าไก่ของตัวเองมาทำกินบ้าง

มนุษย์กลุ่มที่สองนั้นก็หิวมากเหมือนกัน แต่บางคนก็รู้ว่าไก่ที่เขาได้นั้นเป็นไก่ตัวเมีย พวกเขาเลยทนหิวและดูแลแม่ไก่จนมันออกไข่วันละฟองมาให้พวกเขาได้กิน แน่นอนว่ามันไม่พอให้ท้องอิ่ม แต่ก็มากพอที่พวกเขาจะไม่อดตาย ส่วนคนที่ได้ไก่ตัวผู้แต่ก็กลั้นใจไม่ฆ่ามันก็เลี้ยงไก่ไว้เพื่อให้มันคอยขันปลุกให้คนในกลุ่มตื่นขึ้นมาเลี้ยงดูไก่ตัวเมีย และพวกเขาก็ได้ไข่เป็นค่าตอบแทน

ส่วนมนุษย์กลุ่มที่สามนั้น เข้าไปเชิญชวนมนุษย์กลุ่มที่สองว่า “เอาไก่ของคุณมาผสมพันธุ์กับไก่ของเราสิ เราจะได้มีลูกไก่ เมื่อลูกไก่โตขึ้น มันจะวางไข่ให้คุณทุกวันเลยนะ มนุษย์กลุ่มที่สองคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย แถมยังได้ไข่เพิ่มวันละฟองด้วย ก็เลยตอบตกลง

แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า

มนุษย์กลุ่มแรกนั้นหิวโหยและผอมโซ พวกเขาตัดพ้อพระเจ้าว่าทำไมถึงหยุดประทานไก่มาให้พวกเขา

มนุษย์กลุ่มที่สองนั้นได้กินไข่ไก่ของตัวเอง และได้ไข่ไก่อีกฟองมาจากกลุ่มที่สาม จึงใช้ชีวิตอันน้อยนิดของตนอย่างมีความสุข

มนุษย์กลุ่มที่สามนั้นมีลูกไก่เยอะจนตัวเองเลี้ยงไม่ไหว ก็เลยกลับไปถามกลุ่มที่หนึ่งว่าสนใจมาเลี้ยงไก่ให้พวกเขามั้ย จะให้ค่าตอบแทนเป็นไข่วันละฟอง

สังคมแห่งความเท่าเทียมที่เริ่มต้นจากทุกคนมีไก่คนละตัว เมื่อวันเวลาผ่านไปจึงเริ่มมีคนจน คนชั้นกลาง และคนรวย

แล้วไม่นานนักบทสวดมนต์โศลกนี้จึงเกิดขึ้น

“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ได้โปรดยึดทรัพย์สินของทุกคนและมอบความยุติธรรมแด่ผองเราด้วย”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Forrest Taylor’s answer to Why do the rich become richer and the poor poorer?