นิทานนานแค่ไหน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ศิษย์คนหนึ่งไปขอฝากตัวกับพระอาจารย์เซน

“อาจารย์ครับ ถ้าผมตั้งใจฝึกฝน นานแค่ไหนถึงจะบรรลุครับ”

“10 ปี”

“ไม่ครับอาจารย์ ถ้าผมตั้งใจสุดๆ ผมจะใช้เวลาเท่า-“

อาจารย์พูดตัดบท “ขอโทษที ข้าประเมินผิด ต้องใช้เวลา 20 ปี”

“อาจารย์เข้าใจผมหน่อย! ผม-“

“30 ปี” อาจารย์ตอบ

นิทานสิ่งที่ง่ายที่สุด

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งมีคนเดินไปถามรพินทรนาถ ฐากุร ปราชญ์ของอินเดียผู้ได้รับรางวัลโนเบล

คำถามมีสามข้อ

ข้อที่หนึ่ง ท่านคิดว่าอะไรง่ายที่สุด

ข้อที่สอง อะไรยากที่สุด

และข้อที่สาม อะไรยิ่งใหญ่ที่สุด

รพินทรนาถตอบว่า

ข้อที่หนึ่ง สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการตำหนิผู้อื่น

ข้อที่สอง สิ่งที่ยากที่สุดคือการรู้จักตัวเอง

และข้อสาม สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรัก


ขอบคุณนิทานจาก พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก: เสวนาเก็บตกสามก๊ก “ใครกันแน่ที่เป็นอัจฉริยบุคคลแห่งสามก๊ก ?”

นิทานลูกสาวของพ่อ

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

สุภาพสตรีคนหนึ่งชื่อว่าซินเธีย (Cynthia) เล่าให้ผมฟังถึงตอนที่เธอกับพ่อเคยไปเที่ยวด้วยกันในซานฟรานซิสโก

ซินเธียซึ่งตอนนั้นอายุ 12 เตรียมการเรื่องการ “ออกเดต” กับพ่อมานานหลายเดือนและจัดตารางเอาไว้แบบละเอียดยิบ

ซินเธียจะลงไปรอพ่อที่หลังห้องระหว่างที่พ่อกำลังจะบรรยายเสร็จ และรีบออกไปจากห้องประชุมด้วยกันก่อนที่ใครจะเข้ามาทักทายพ่อของเธอ แล้วพวกเขาจะนั่งรถแทรมไปไชน่าทาวน์ กินอาหารจีนซึ่งเป็นของโปรดของทั้งคู่ ซื้อของฝาก เดินเล่น แล้วหาหนังดูซักเรื่อง พอจบแล้วก็จะนั่งแท๊กซี่กลับโรงแรม กระโดดลงสระน้ำ (พ่อของเธอขึ้นชื่อเรื่องแอบว่ายน้ำหลังสระปิด) พอว่ายเสร็จแล้วก็จะสั่งไอติมฮ็อตฟัดจ์ซันเดย์มาทานในห้องแล้วนั่งดูทีวีด้วยกันจนดึกดื่น พ่อและซินเธียคุยแผนการนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและซินเธียก็ตื่นเต้นกับมันมาก

ในวันจริง ทุกอย่างเริ่มต้นได้สวย ซินเธียลงไปรอพ่อที่ห้องประชุมตอนชั่วโมงสุดท้าย พ่อลงจากเวทีแล้วรีบปรี่มาหาซินเธีย แต่พอตอนที่ทั้งสองกำลังจะออกจากห้องประชุม เพื่อนสมัยมหาลัยของพ่อก็เดินเข้ามาทัก เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้เจอกัน ซินเธียยืนมองพ่อและเพื่อนกอดกันอย่างดีใจ

เพื่อนของพ่อพูดว่า

“ผมดีใจมากเลยนะที่ตอนนี้คุณมาช่วยงานให้บริษัทผมด้วย ผมอยากจะชวนคุณและซินเธียไปกินร้านอาหารทะเลร้านโปรดของผมและภรรยาคืนนี้!”

พ่อของซินเธียตอบว่า

“บ๊อบ ผมดีใจมากเลยที่เราได้เจอกันอีก อาหารทะเลฟังดูน่ากินมากเลย!”

หัวใจของซินเธียหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความฝันของเธอที่จะได้นั่งรถแทรมและกินไอติมฮ็อตฟัดจ์ซันเดย์จางหายไปอย่างรวดเร็ว ซินเธียเกลียดอาหารทะเล และนึกออกเลยว่าการต้องนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกันทั้งคืนนั้นจะน่าเบื่อแค่ไหน

แต่แล้วพ่อของเธอก็พูดต่อ

“แต่คืนนี้คงไม่ได้ เพราะซินเธียกับผมมีนัดกันแล้ว จริงมั้ย?” พ่อกะพริบตาข้างหนึ่งให้ซินเธียแล้วรีบคว้าแขนของเธอวิ่งออกจากห้องประชุม และสร้างค่ำคืนในซานฟรานที่ซินเธียไม่มีวันลืม

พ่อของซินเธียคือ Stephen R. Covey ผู้เขียนหนังสือ The Seven Habits of Highly Effective People ซินเธียเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังหลังจากพ่อของเธอเสียไปได้ไม่กี่สัปดาห์ การตัดสินใจคราวนั้นของสตีเฟนทำให้ความสัมพันธ์ทั้งคู่แนบแน่นยาวนาน

“เพราะพ่อทำให้ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนสำคัญที่สุด” ซินเธียบอกกับผมอย่างนั้น


ขอบคุณนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงจากหนังสือ Essentialism by Greg McKeown

นิทานรถเข็น

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แถวบ้านฉันมีผู้หญิงร่อนเร่คนหนึ่งที่เดินลากรถเข็นจากซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัวไปด้วยทุกที่ ในนั้นมีเสื้อผ้าและทรัพย์สมบัติที่เธอมีอยู่ทั้งหมด

ฉันหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าใกล้คนร่อนเร่จรจัดเหล่านี้ แอบดูถูกพวกเขาว่าทำไมไม่ทำงานทำการ จะได้ไม่เป็นภาระของสังคม

แล้ววันหนึ่งสามีของฉันก็ถูกให้ออกจากงาน จากที่เคยมีกินมีใช้อย่างสะดวกสบายเราต้องใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนเพื่อให้พอผ่อนบ้านหลังใหญ่และรถอีกสองคัน เพื่อนที่เป็นนักวางแผนการเงินบอกว่าเราควรขายบ้านและขายรถทิ้งซักคัน แค่คิดก็ทำให้ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว

ใกล้ถึงวันคริสต์มาสอีฟ ฉันขับรถไปคอมมิวนิตี้มอลล์เพื่อซื้ออุปกรณ์มาตกแต่งรอบๆ บ้านฉลองเทศกาล พอฉันกลับมาที่รถ ปรากฎว่ารถสตาร์ทไม่ติด

“ไม่นะ ทำไมรถต้องมาพังเอาตอนนี้ด้วย จะไปหาเงินจากไหนมาซ่อม!”

ฉันต้องขึ้นรถบัสกลับบ้าน แต่พอไปถึงป้ายก็ดันคลาดสายที่ผ่านหน้าบ้านฉันไปนิดเดียว กว่าคันต่อไปจะมาถึงก็อีก 20 นาที

ระหว่างที่นั่งรออย่างเซ็งๆ ก็มีเงาตะคุ่มมายืนอยู่ตรงหน้า จมูกฉันได้กลิ่นตุๆ

“ตรงนี้นั่งได้มั้ยคะคุณ?”

เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปจึงเห็นว่าเป้นผู้หญิงร่อนเร่ที่เข็นรถเข็นนั่นเอง

ฉันไม่ตอบ ได้แต่ขยับตัวออกไปห่างๆ เธอนั่งลงแล้วบิดขี้เกียจ

“เดินเมื่อยๆ มา ได้นั่งบ้างก็ดีเหมือนกันนะ”

เธอหลับตาพิงพนักแล้วทักขึ้นมาว่า

“แดดอุ่นดีนะ”

ฉันแปลกใจและตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว “แดดอุ่นเหรอคะ?”

“ก็อากาศแบบนี้ มีแสงแดดอ่อนๆ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ฉันชอบคริสต์มาสนะ แต่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ ฟ้าหม่นๆ อย่างนี้เลย….อ๊ะ ว่าแต่คุณโอเครึเปล่า?”

ฉันหลบตาเธอแล้วพยายามนั่งตัวให้ตรงขึ้น “ฉันดูไม่โอเคอย่างนั้นเหรอ?”

“ก็หน้าคุณดูเครียดๆ ตาก็แดงก่ำ คงมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แน่ๆ”

ฉันไม่รู้จะตอบเธอยังไง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหน้าโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าที่ตามีน้ำเอ่อๆ นี่ฉันตกต่ำขนาดที่คนร่อนเร่ต้องมาเป็นห่วงฉันแล้วเหรอ

“ก็เครียดๆ เรื่องการเงินน่ะค่ะ เราอาจจะเสียบ้านของเราไป”

“จริงๆ มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะนะ”

“คุณหมายความว่าไง?” ฉันถามกลับ มีน้ำโหเล็กน้อย

“ถ้าแย่จริงๆ คุณอาจเสียสามีคุณไปก็ได้”

ฉันอึ้ง งง พูดอะไรไม่ออก หญิงร่อนเร่จึงพูดต่อ

“ฉันกับสามีเคยทำงานเป็นผู้บริหารทั้งคู่ รายได้ต่อปีของเรารวมกันแล้ว $200,000 เราเลยซื้อบ้านหลังใหญ่ในชิคาโก แต่พอย้ายเข้าไปได้ไม่นานสามีของฉันก็โดนให้ออกจากงาน และปีถัดมาฉันก็โดนเลย์ออฟด้วยเหมือนกัน เราต้องย้ายไปอยู่ในอพาร์ทเมนต์เล็กๆ แล้วสามีของฉันก็แอบคบกับเลขาในที่ทำงานใหม่ วันหนึ่งฉันกลับบ้านไป ก็เห็นประตูและหน้าต่างล็อคหมดทุกบาน ตรงหน้าประตูมีเพียงถุงสองใบที่ใส่เสื้อผ้าของฉัน และฉันก็ไม่ได้เข้าไปในอพาร์ทเมนต์อีกเลย

ฉันออกไปอยู่กับเพื่อนที่ทะเลาะและแยกกันอยู่กับแฟน แต่พอแฟนเธอมาขอคืนดีเขาก็ขอให้ฉันย้ายออก ตอนนั้นฉันมีเงินติดตัวแค่ $200 ส่วนเงินเก็บของฉันก็อยู่ในบัญชีร่วมของสามี ฉันไม่กล้าโทรหาพ่อกับแม่เพราะอายเกินจะเล่าให้ฟัง ก็เลยโบกรถและมาตั้งหลักที่เมืองนี้

นี่ก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ฉันโอเคมากเลยนะ ไม่มีบิลต้องจ่าย ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ รู้สึกอิสระเหมือนนกเลยล่ะ แค่ไม่มีปีกเท่านั้นเอง”

รอยยิ้มของเธอบ่งบอกว่าเธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฉันอดละอายใจไม่ได้ที่เคยดูถูกเธอและเห็นแล้วว่าสิ่งที่ฉันประสบอยู่นั้นมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน

“ทำไมคุณไม่หางานทำล่ะ” ฉันถาม

“คุณคิดว่าเค้าจะรับคนอย่างฉันมั้ย” เธอผายมือให้ฉันดูเสื้อผ้าและความซอมซ่อของเธอ ฉันเลยเปลี่ยนเรื่องคุย

“คุณมาพักที่บ้านฉันได้นะ อย่างน้อยก็จนกว่าฉันจะขายมันทิ้ง” น่าแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกเครียดกับการขายบ้านอีกแล้ว

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันชอบอยู่แบบนี้มากกว่า แค่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ เท่านั้นแหละ”

แล้วเธอก็ลุกขึ้นพร้อมหันไปจับรถเข็นของเธอ

“ไว้เจอกันอีกนะคะคุณ…”

“สมิธค่ะ แอนนา สมิธ แล้วคุณชื่ออะไรคะ?” ฉันถามกลับ

“ไดแอนค่ะ แค่ไดแอนเฉยๆ ไว้เจอกันใหม่นะคะคุณสมิธ”

ฉันมองไดแอนเดินเข็นรถเข็นสวนกับรถบัสของฉันที่กำลังชะลอเข้าป้ายพอดี

ไม่ได้รู้สึกดีอย่างนี้มาหลายวันแล้วสินะ


ดัดแปลงจากเรื่องจริงในหนังสือ Chicken Soup for the Soul: The Power of Positive

นิทานฮอทดอก

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันนี้อากาศเย็นสบาย พวกเราเลยนัดกันไปปิคนิคที่สวนสาธารณะในเมืองพอร์ตแลนด์

เมื่อถึงที่หมาย เราแยกย้ายกันไปซื้อของกินของแต่ละคน ฉันกับเอ็มม่าเดินไปที่บู๊ธฮอทดอกที่คิวไม่ยาวนัก ติดป้ายเบ้อเริ่มว่าชิ้นละ $4

เราสั่งฮอทดอก 2 ชิ้น คนขายเตรียมฮอทดอกอย่างตั้งใจ แต่พอเราจ่ายแบงค์ $10 ไป เขากลับทอนเรามา $6

เมื่อเห็นสีหน้างงๆ คนขายจึงชี้ไปที่ฮอทดอกอันนึงแล้วพูดว่า

“ชิ้นนี้อาจจะไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ ผมแถมฟรีก็แล้วกัน ถือว่าคุณเป็นผู้โชคดีของวันนี้”

เรากล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับมานั่งทานอาหารของตัวเองที่จุดนัดพบ

ระหว่างที่นั่งกินไปคุยไป ฉันก็สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งมองมาที่กลุ่มของเรา เขาใส่เสื้อผ้ามอซอ ผมเผ้ารกรุงรัง ดูแล้วน่าจะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน

เมื่อต้องไปที่อื่นต่อ ฉันกับเอ็มม่าก็เดินไปที่ถังขยะเพื่อจะทิ้งถุงใส่ฮอทด็อก

“ในถุงนั้นมีอาหารเหลืออยู่มั้ยครับ?” มีเสียงทักขึ้นมาก่อนที่ฉันจะโยนถุงใส่ถังขยะ

พอหันไปจึงพบว่าคือผู้ชายคนนั้นนั่นเอง

“ไม่มีค่ะ เรากินหมดแล้ว” ฉันตอบ

“อ้อ…” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูท่าเขาคงหิวน่าดูและคงทนไม่ได้ถ้าเห็นเราทิ้งอาหารเหลือลงถังขยะ

ระหว่างที่ฉันกำลังคิดว่าจะพูดอะไรดี เอ็มม่าก็โพล่งขึ้นว่า

“คุณรอตรงนี้แป๊บนึงนะคะ” แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป

ฉันมองตามหลังเอ็มม่าที่วิ่งข้ามเนิน อึดใจเดียวเธอก็กลับมาพร้อมกับฮอทดอกชิ้นใหม่

“ฮอทดอกเจ้านี้อร่อยมาก คุณลองทานดูนะคะ” เอ็มม่ากล่าวพร้อมยื่นฮอทดอกให้ชายคนนั้น

ระหว่างที่เราเดินจากมา เอ็มม่าก็หันมากะพริบตาขให้ฉันแล้วกระซิบว่า

“แค่อยากส่งต่อความโชคดีน่ะ” 😉


ดัดแปลงจากหนังสือ Chicken Soup for the Soul