เราชอบเอาของจริงไปแลกกับสิ่งสมมติ

20200426b

สองสัปดาห์ที่แล้วผมนึกครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรไม่รู้ ไปโหลดเกม Championship Manager 01/02 มาเล่น

เกม CM 01/02 เป็นเกมที่เราสวมบทบาทผู้จัดการทีมฟุตบอลอะไรก็ได้ แล้วทำหน้าที่ซื้อตัวนักเตะ สรรหาโค้ช วางแผนการเล่น แล้วจัดทีมลงแข่งจริง

เกม CM 01/02 เป็นเกมที่คนไม่เคยเล่นได้เห็นแล้วมักจะต้องถามว่า “มันสนุกตรงไหน มีแต่ตัวอักษรวิ่งไปมา”

ตัวผมเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกรวมๆ ที่เห็นทีมของเราอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ หรือการได้นักเตะคนโปรดในชีวิตจริงมาร่วมทีม (นี่คือยุคที่เบ็คแฮม ซีดาน ต็อตติกำลังโด่งดัง) หรือการที่เราซื้อนักเตะมาในราคาถูกแล้วปั้นจนขายได้แพงกว่าเดิมหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า

คะแนนในตาราง ประตูที่ยิงได้ ราคาของนักเตะ เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้หลายคนติดเกมนี้งอมแงม สมัยผมเป็นนักศึกษาผมเคยเล่นเกมนี้ตั้งแต่บ่ายๆ ยันหกโมงเช้า!

แปลกดีมั้ยที่เราใช้เวลาวันละหลายชั่วโมง เดือนละเป็นร้อยชั่วโมงเพื่อสะสมความสำเร็จที่มีอยู่แต่เพียงในเกม

แต่กระนั้นแล้วชีวิตจริงของคนเราก็อาจไม่ได้ต่างกันนัก เรายอมแลก “ของจริง” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ของสมมติ” มากมาย

ยอมแลกเวลาเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองและความมั่นคงในชีวิต

ยอมแลกสุขภาพเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ยอมแลกความสัมพันธ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความก้าวหน้าและชื่อเสียง

ถ้าใครได้อ่าน Sapiens จะเข้าใจว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เราคิดว่า “เป็นเรื่องจริง” นั้น โดยเนื้อแท้แล้วเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในจินตนาการร่วมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ศาสนา บริษัท หรือประเทศชาติ ถ้าไม่มีมนุษย์ สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย

ในขณะที่เวลาคือของจริง สุขภาพคือของจริง ความสัมพันธ์คือของจริง

การมัวแต่เอาของจริงไปแลกสิ่งสมมตินั้น สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ติดเกมงอมแงม

แน่นอนในโลกสมัยนี้ คงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเอาของจริงไปแลกกับสิ่งสมมติ แค่ต้องรู้เท่าทันและอย่าให้มันเกินพอดีเท่านั้นเองครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ตรีโกณมิติของชีวิต

20200426

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมขาตั้งกล้องต้องมีสามขา

ในทางคณิตศาสตร์ จุดสามจุดจะสร้างพื้นที่ระนาบ (plane) ดังนั้นขาตั้งสามขาจึงจะสามารถวางอยู่บนพื้นแบบไหนก็ได้โดยไม่โคลงเคลง ผิดกับโต๊ะหรือเก้าอี้ที่มีสี่ขาที่พร้อมจะโคลงโคลงได้ตลอด

เมื่อเช้าผมออกไปวิ่ง ก็คิดได้ว่าชีวิตส่วนตัวผมน่าจะมี “สามขา” ที่ช่วยให้อะไรๆ มันโอเค

หนึ่งคือการเข้านอนก่อนห้าทุ่ม

สองคือการออกไปวิ่ง

สามคือการเขียนบล็อก

การเข้านอนเร็วจะทำให้ตื่นได้เช้า เมื่อตื่นเช้าก็ออกไปวิ่งได้ (ถ้าตื่นสายจะไม่อยากวิ่งเพราะแดดร้อน) พอได้วิ่ง สมองก็แล่น และจะคิดหัวข้อเขียนบล็อกได้หลายเรื่อง พอได้เขียนบล็อก ก็จะสบายใจ ไม่พะวักพะวงไปตลอดวัน ตกตอนกลางคืนหัวถึงหมอนก็หลับสบาย

นอน วิ่ง เขียนบล็อก เป็นตรีโกณมิติสำหรับชีวิตของผม

ตรีโกณมิติสำหรับชีวิตของคุณอาจจะเป็นเรื่องอื่น เพราะใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับการวิ่ง และใช่ว่าทุกคนจะชอบเขียนบล็อก

แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป การวิ่งก็คือการทำให้ร่างกายได้ออกเหงื่อ ซึ่งผมว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการมีความสุข ดังนั้นเราอาจจะออกเหงื่อด้วยวิธีการอย่างอื่น อาจจะทำงานบ้านหรือแค่ทำท่าแพลงค์ซัก 2-3 นาทีก็ได้เหงื่อแล้ว

และในอีกมุมหนึ่ง การวิ่งคือช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้อยู่กับความคิดของตัวเอง ซึ่งมีอีกหลายวิธีที่จะเข้าถึงประสบการณ์นั้นได้ เช่นการไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านโดยไม่พกมือถือ หรือการเดินหรือนั่งเจริญสติสัก 15-20 นาที

ส่วนการเขียนบล็อก ก็คือการ “ผลิต” หรือ “สร้างสรรค์” อะไรบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์

เพราะหลายคนที่มีโอกาสนอนดูเน็ตฟลิกซ์อยู่กับบ้านติดต่อกันหลายชั่วโมงหรือหลายวันน่าจะพอรู้แล้วว่าการเสพเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำมาซึ่งความสุขที่ยั่งยืนได้ การได้ทำงาน การได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการสร้างความสุขความพอใจของคนเรา

วิธีสร้างสรรค์ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน บางคนอาจจะทำอาหาร บางคนอาจจะวาดรูป บางคนอาจจะเล่นดนตรี ส่วนการทำงานก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง คนไหนไม่ได้ทำงานนี่เฉาจะตายไป

แน่นอนว่ายังมีเรื่องสำคัญอีกหลายอย่างที่ผมไม่ได้พูดถึง เช่นการได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

ลองหาดูนะครับว่าอะไรคือตรีโกณมิติของชีวิตเรา อะไรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และอะไรที่ทำได้ครบแล้ววันรู้สึกว่าชีวิตมันช่างลงตัวครับ

—–

ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

อวัยวะที่สำคัญที่สุดของนักร้อง

20200420

คือหู

เพราะถ้าสักแต่จะร้องโดยไม่ตั้งใจฟังว่าร้องอะไรออกไป เสียงจะเพี้ยนได้ง่ายมาก

อวัยวะที่สำคัญที่สุดของหัวหน้าก็คือหู

หัวหน้าต้องฟังข้างบน ฟังข้างล่าง ฟังเสียงตัวเอง แล้วหาจุดตรงกลางให้เจอ

ต่อให้ทำงานเก่งแค่ไหน ถ้าฟังไม่เป็นก็เป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้

และอวัยวะที่สำคัญที่สุดของสามีภรรยาก็คือหูอีกเช่นกัน

เพราะเราต่างอยากพูดสิ่งที่เราคิดสิ่งที่เรารู้กับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดเรามากที่สุด

ถ้าต่างฝ่ายต่างพูดมากกว่าฟัง ความสัมพันธ์ก็ไปต่อลำบาก

ใช้หูให้มาก ใช้ปากให้น้อยครับ

ถ้าเริ่มต้นวันได้ดี ที่เหลือของวันก็จะดีตาม

20200419

ช่วงที่ Work from home รูทีนที่เราเคยมีอาจจะสูญเสียไปไม่น้อย ซึ่งทำให้ชีวิตขาดบาลานซ์อะไรบางอย่าง ทำให้เหนื่อยเกินไป เฉาเกินไป

2-3 วันมานี้ผมเลยใส่ใจกับการเอากิจวัตรประจำวันกลับมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการภาวนา การออกกำลังกายให้ออกเหงื่อ อ่านหนังสือ เขียนไดอารี่ เขียนบล็อก จำชื่อคน เรียนภาษาจีน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ผมทำเป็นประจำช่วงก่อนจะ work from home แต่ร้างราไปเมื่อถูก disrupt ด้วยสถานการณ์โควิด

พอกลับเข้า routine ของตัวเองได้อีกครั้ง ก็รู้สึกว่ามีพลังบวกมากขึ้น ใจเย็นลง ตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ได้ดีขึ้น และชีวิตเราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผลรวมของการตัดสินใจเล็กๆ นับร้อยนับพันเหล่านี้

ผมเลยได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากจะมีวันดีๆ ให้เริ่มต้นวันให้ดี ด้วยการทำอะไรเพื่อตัวเอง ทำอะไรที่ productive ทำอะไรที่เป็น small wins ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เราไปได้ตลอดวัน

อ้อ แล้วการเริ่มต้นวันที่ดีไม่ใช่ตั้งแต่ตอนตื่นนอนนะครับ มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเข้านอนเลย เพราะการนอนมันไม่ได้มีผลอะไรกับวันที่เพิ่งผ่านมา แต่มันส่งผลต่อวันที่กำลังจะมาถึงเต็มๆ ถ้าเมื่อคืนเรานอนไม่พอ ตื่นมาก็ย่อมจะมีวันดีๆ ได้ยาก

เริ่มให้ดี แล้วมักจะจบได้สวยครับ

ความล้มเหลวนั้นเจ็บแต่จบ

20200418b

ความเสียดายนั้นเจ็บแต่ไม่จบ

“Most failures are one-time costs.
Most regrets are recurring costs.”
-James Clear

เราถูกสอนให้กลัวความล้มเหลวมาแต่ไหนแต่ไร

ระบบการศึกษาให้รางวัลเฉพาะกับตอบคำถามได้ถูกต้องเท่านั้น ถ้าตอบผิดจะไม่ได้คะแนน ถ้าตอบผิดมากๆ ก็จะต้องซ้ำชั้น

เมื่อเรียนจบออกมาเจอชีวิตจริง เราก็เลยหลีกเลี่ยงความล้มเหลวไปด้วย ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นกลไกการเอาตัวรอดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราเอาแต่กลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ มันจะกลายเป็นว่าสุดท้ายเราอาจจะเอาตัวไม่รอดในสภาวะที่ไม่แน่นอนขนาดนี้

ทิ้งตัวตนเก่าๆ ลองทำสิ่งใหม่ๆ ยอมเสี่ยงแค่พอรับได้ ล้มเหลวก็ไม่เป็นไรเพราะมันจะได้บทเรียน

อย่าให้ช่วงเวลาเช่นนี้ผ่านไปโดยที่เราไม่ได้เก็บเกี่ยวอะไร

เพราะมันอาจจะเป็นความเสียดายที่จะอยู่กับเราไปอีกนานครับ