อย่าไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเอง

เวลาเราทำพลาด เราจะเสียเวลามากมายไปกับการด่าตัวเอง

ทำไมเรากระจอกขนาดนี้ ทำไมเราโง่ขนาดนี้ ทำไมเราเลวขนาดนี้

อาการทับถมตัวเองนี่ยาวนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันๆได้เลย ทำราวกับว่ายิ่งทับถมตัวเองมากเท่าไหร่เราจะพลาดน้อยลงอย่างนั้นแหละ

เวลาที่พระท่านสอนเรื่องภาวนา ท่านจะบอกว่าถ้าเผลอก็แค่ให้รู้ แล้วกลับมาเริ่มใหม่ ไม่ต้องต่อว่าตัวเองอะไรทั้งนั้น ยิ่งเผลอบ่อยยิ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะธรรมดาคนเราเผลอแล้วไม่เคยรู้ตัวว่าเผลอ

ถ้ากำลังกินข้าวแล้วเผลอ ก็แค่กลับมากินข้าว ถ้ากำลังเดินแล้วเผลอ ก็แค่กลับมาเดิน ถ้ากำลังอ่านบทความนี้แล้วเผลอ ก็แค่กลับมาอ่านบทความ

เผลอแล้วรู้ พลาดแล้วรู้ แล้วก็แค่กลับมา ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้

เช่นเดียวกับทุกๆ เรื่องในชีวิต ทำงานพลาด ก็แค่เริ่มใหม่ ทะเลาะกันไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่ ตัดสินใจพลาดไปแล้ว ก็แค่เริ่มใหม่

อย่ามัวไปเสียเวลาซ้ำเติมตัวเองอยู่เลย

ถ้าเราวิ่งหนีความทุกข์ เราก็กำลังวิ่งหนีความสุขเช่นกัน

ลองนึกย้อนกลับไปช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากๆ

มันมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราผ่านอะไรที่เหนื่อยยากมาแล้ว

เช่นการต้องตื่นมาแต่เช้ามืดแล้วเดินบนเขาอีกหลายกิโล เพื่อมาดูทะเลหมอก

หรือการขายงานลูกค้าสำเร็จหลังจากที่ทำงานหนักอดหลับอดนอนมาหลายวัน

หรือแม้กระทั่งการตะโกนลั่นบ้านเมื่อทีมโปรดพลิกเกมกลับมาเอาชนะได้

กว่าจะได้มาซึ่งสิ่งที่เติมเต็มจิตใจ ก็ต้องผ่านความลำบากหรือต้องลุ้นกันใจหายใจคว่ำ

สุขกับทุกข์คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน อยากได้ฝนต้องยอมรับเสียงฟ้าร้อง อยากได้คนที่แคร์เราก็ต้องยอมรับเสียงบ่นของเขา อยากมีชีวิตที่ตื่นเต้นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย

“To avoid pain, they avoid pleasure. To avoid death, they avoid life.”
– Osho

ถ้าเราวิ่งหนีความทุกข์ เราก็กำลังวิ่งหนีความสุขอยู่เช่นกัน

ถ้าเราวิ่งหนีความตาย เราก็กำลังวิ่งหนีชีวิตอยู่เช่นกันครับ

การแก้แค้นที่ดีที่สุดคืออย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

“The best revenge is not to be like your enemy.”

-Marcus Aurelius

ถ้าเราแค้นรุ่นพี่ที่รับน้องแรงๆ เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

ถ้าเราแค้นพ่อค้าที่เอาเปรียบลูกค้า เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

ถ้าเราแค้นผู้นำที่คอรัปชั่น เราก็อย่าเป็นเช่นนั้นเสียเอง

เพราะเป็นการง่ายมากที่เรามักจะเผลอเป็นเช่นนั้นเสียเอง

หนึ่ง เพราะเราคือผลผลิตของสิ่งแวดล้อม

สอง เพราะธรรมชาติของจิตใจนั้นไหลลงต่ำ

สาม เพราะกิเลสของเรานั้นเจ้าเล่ห์ ล่อหลอกให้เราเชื่อว่าถึงคนอื่นทำมันจะผิด แต่ที่เราทำนั้นเป็นเรื่องเล็ก มีเหตุผล และใครๆ ก็ทำกัน

เด็กปีหนึ่งที่เคยโดนรับน้องแรงๆ พอขึ้นปีสองก็เลยกลายเป็นรุ่นพี่จอมโหดเพื่อรักษาประเพณีเอาไว้

ลูกค้าที่เคยโดนพ่อค้าที่เอาเปรียบ พอมีธุรกิจของตัวเองก็อาจค้ากำไรเกินควร ด้วยเหตุผลว่าต้องดูแลคนในบริษัทและคนในครอบครัว

ประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลคอรัปชั่น เมื่อโดนตำรวจเรียกเพราะทำผิดกฎจราจรจึงเชื่อว่าการให้เงินตำรวจร้อยสองร้อยเพื่อแลกกับการไม่ต้องโดนยึดใบขับขี่นั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

ไม่ได้จะบอกว่ามันผิดหรือถูก แค่จะบอกว่าโลกมันก็เทาๆ อย่างนี้ ในดำมีขาว ในขาวมีดำ ดังนั้นอย่าออกตัวแรง

แต่ถ้าเราแค้นเคืองเรื่องใดจริงๆ เรื่องไหนที่เรารับไม่ได้จริงๆ ก็จงตั้งปณิธานว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด-ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม-ไม่ว่าใครๆ เขาจะทำกันก็ตาม

ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่กับตัวเองได้ลำบาก

ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกโดยไม่รู้ตัวครับ

เรื่องไหนควรตัดสินใจให้เร็ว-เรื่องไหนควรใช้เวลา

James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits แนะนำไว้ว่า ถ้าการตัดสินใจนั้นมันสามารถกลับมาแก้ไขทีหลังได้ เราก็ควรตัดสินใจไปเถอะ อย่าคิดนานเสียจนโอกาสที่ผ่านมานั้นล่วงเลยไป

แต่หากการตัดสินใจไหนมันย้อนกลับมาแก้ไขทีหลังไม่ได้ ก็ควรใช้เวลากับมันให้มาก เพราะหากตัดสินใจพลาดมันจะไม่คุ้มกันเลย

“If a decision is reversible, the biggest risk is moving too slow. If a decision is irreversible, the biggest risk is moving too fast.”

ชีวิตไม่มีอะไรมากไปกว่าอนุกรมของการตัดสินใจ (a series of decisions)

ชีวิตเราในวันนี้เป็นผลลัพธ์รวบยอดของการตัดสินใจทั้งหมดที่ผ่านมาของเรา

คนที่มีชีวิตที่ดี คือคนที่ตัดสินใจได้ถูกต้องมากกว่าตัดสินใจผิด (แน่นอนว่ามีโชคช่วยด้วย)

ดังนั้นอย่าไปกลัวการตัดสินใจ

หนึ่ง เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของชีวิต

สอง เพราะการไม่ตัดสินใจคือการตัดสินใจอย่างหนึ่ง

และสาม เพราะหลังจากตัดสินใจไปแล้ว เรายังทำอะไรได้อีกมากมายเพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในที่สุดครับ

ปรานีต่อตัวเองบ้าง

สมัยเด็กๆ ผมดูวีดีโอคอนเสิร์ต “แบบเบิร์ดเบิร์ด” จบไปหลายรอบมาก

ตอนจบคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมักจะพูดว่า

“เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ของทุกคนให้ดีที่สุด”

แม้จะฟังดู cheesy อยู่บ้าง แต่ก็เป็นประโยคที่เวิร์คมาก ผมถึงยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

เพราะพี่เบิร์ดรู้ตัวว่ามีคนรักเขาอยู่เยอะแยะ และสิ่งที่เขาทำนั้นสร้างความสุขให้กับผู้คนได้มากแค่ไหน หนึ่งในหน้าที่สำคัญนอกจากการร้องเพลงก็คือการดูแลสุขภาพและประคับประคองตัวเพื่อที่จะได้อยู่ในวงการบันเทิงที่แสนจะไม่แน่นอนนี้ไปได้นานๆ

ผ่านมาจะสี่สิบปีแล้ว พี่เบิร์ดก็ยังรักษาคำพูดนั้น
แล้วเราล่ะ ดูแลตัวเองดีแค่ไหน

เรานอนหลับเพียงพอรึเปล่า มีเวลาทานข้าวบ้างมั้ย ได้ปฏิสัมพันธ์กับใครนอกจาก 3จ. – จอคอม จอมือถือ จอโทรทัศน์บ้างรึเปล่า

ด้วยโซเชียลมีเดีย ด้วยชุดความคิดที่แพร่หลาย มันทำให้เรากลายเป็นคนแบบไหน ใช่คนที่เราอยากอยู่ด้วยรึเปล่า

ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยก็เดินบ้าง ถ้าทำงานไม่ได้ตามเป้าก็อย่าไปตีอกชกตัว เราไม่ใช่มนุษย์ที่เพอร์เฟ็กต์ เราก็เหมือนกับทุกคนที่ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ

เรายังมีคนรักอยู่เยอะแยะ เรายังต้องทำให้คนรอบข้างมีความสุข แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นได้เราต้องโอเคกับตัวเองก่อน

ปรานีต่อตัวเองบ้าง มีเมตตาต่อตัวเองบ้าง ใส่ใจตัวเองบ้าง

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วเราจะไปดูแลใครไหว

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วใครจะอยากดูแลเรา จริงมั้ยครับ?