นอนน้อยไป นั่งมากไป

20191216

สมัย 50-60 ปีที่แล้ว การสูบบุหรี่ถือเป็นเรื่องเท่ เราเห็นพระเอกนางเอกสูบบุหรี่กันในหนังเป็นเรื่องปกติ ขนาดคุณหมอที่ควรจะรักสุขภาพยังสูบบุหรี่จนมีคำโปรยโฆษณาอย่าง Most doctors smoke Camels than any other cigarettes – คุณหมอเลือกสูบบุหรี่ยี่ห้อ Camel มากกว่ายี่ห้ออื่นๆ

แต่สมัยนี้เรารู้แล้วว่าการสูบบุหรี่นั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ร้ายแรงแค่ไหน

ผมคิดว่ามีภัยอีกสองอย่างที่มีความคล้ายคลึงกับการสูบบุหรี่ นั่นคือการนอนน้อยเกินไป และการนั่งมากเกินไป

คนสมัยนี้คิดว่าการนอนน้อยเป็นเรื่องเท่ ใครทำงานแบบไม่หลับไม่นอนคือคนที่มี passion ทุ่มเทกับการงาน เวลาใครพูดว่าเขานอนแค่คืนละ 5 ชั่วโมง แม้จะบ่นเหนื่อยแต่ก็มีความภูมิใจซ่อนอยู่ในนั้น

Matthew Walker ผู้เขียนหนังสือ Why We Sleep ซึ่งเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ผมได้อ่านในปีนี้ เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ คนจะเข้าใจเรื่องภัยของการนอนหลับไม่พอ เหมือนกับที่เราเข้าใจภัยของการสูบบุหรี่ในวันนี้ และวันนั้นการนอนน้อยจะไม่ใช่เรื่องที่เท่เรื่องคูลอีกต่อไป

การนั่งอยู่กับที่ก็เหมือนกัน แม้จะไม่ได้รู้สึกว่าเท่ แต่คนก็ไม่ได้เข้าใจเท่าที่ควรว่ามันมีผลเสียอะไรบ้าง จนเริ่มมีงานวิจัยและหนังสืออย่าง “นั่งนาน = ตายเร็ว” ของผศ.ดร.สันทนี เครือขอน ที่ออกมาเตือน และฝรั่งก็เริ่มมีคำพูดประมาณว่า “Sitting is the new smoking.”

ลองมาคิดดูดีๆ เราก็นั่งกันเยอะมากจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ขับรถมาทำงาน นั่งรถเสร็จก็มานั่งที่โต๊ะทำงาน พักเที่ยงก็นั่งกินข้าวที่โต๊ะ จากนั้นก็กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานต่อ ตอนเย็นขับรถกลับบ้าน ถึงบ้านก็นั่งทานอาหารที่โต๊ะ จากนั้นก็นั่งดูทีวี สุดท้ายเราอาจจะนั่งกันวันละ 16 ชั่วโมง ได้ยืนหรือเดินกันไม่ถึง 1 ชั่วโมงด้วยซ้ำ บรรพบุรุษของ Homo Sapiens ไม่ได้นั่งกันเยอะขนาดนี้แน่ๆ ดังนั้นสรีสระของมนุษย์จึงไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อตอบโจทย์นี้

นอนน้อยไป นั่งมากไป

มาเพิ่มการนอน และลดการนั่งกันเถอะนะครับ

ก็แค่ยิ้มให้ตัวเองเบาๆ แล้วใช้ชีวิตของเราต่อไป

20191214b

เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมติดตามงานเขียนของพระอาจารย์ท่านหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ

ท่านมีชื่อว่าพระอาจารย์มิตซูโอะ เควสโก พระชาวญี่ปุ่นที่มาบวชอยู่ในเมืองไทย ก่อนที่ต่อมาจะลาสิกขาเพื่อแต่งงาน

คำสอนของพระอาจารย์มิตซูโอะนั้นใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติตามได้จริง หนึ่งในคำสอนที่ผมชอบมากคือเวลาที่เรานั่งสมาธินั้น หากรู้ตัวว่าเรากำลังฟุ้งซ่าน ก็อย่าไปหงุดหงิด แค่ยิ้มน้อยๆ ให้ตัวเองแล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจใหม่

ผมว่าการยิ้มให้ตัวเองเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งและใช้ได้กับหลายสถานการณ์ในชีวิต

เพราะเมื่อใดที่เราพลาด เรามีแนวโน้มที่จะซ้ำเติมตัวเองให้รู้สึกแย่ยิ่งไปกว่าเดิม

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า ทุกคนก็พลาดได้ และเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว หงุดหงิดคือเสียสุขภาพจิตฟรีๆ เราก็อาจเรียนรู้ที่จะมีเมตตากับตนเองมากขึ้น

พลาดไปแล้วก็ไม่เป็นไร ก็แค่ยิ้มให้ตัวเองเบาๆ แล้วใช้ชีวิตของเราต่อไปเท่านั้นเอง

ฟังคนที่ควรฟัง

20191211

เดี๋ยวนี้เราเชื่อสิ่งที่ส่งมาทางไลน์หรือสิ่งที่เห็นในเฟซบุ๊คกันอย่างง่ายดายเหลือเกิน

บ้างก็บอกว่าตนเป็นกูรู บ้างก็รู้มาจากเมืองนอก บ้างก็บอกต่อๆ กันมา

ฟังน่ะฟังได้ อ่านน่ะอ่านได้ แต่ก่อนจะเชื่อสาส์น เราควรดูคนส่งสาส์นด้วย

ถ้าเค้าบอกว่าจะสอนให้เรารวย เค้ารวยจริงมั้ย หรือแค่แต่งตัวดีมีรถสปอร์ต(ยืม)ขับ?

ถ้าเค้าบอกว่าตัวเองเป็น Life Coach แล้วชีวิตเค้าเองดีแล้วจริงๆ รึเปล่า?

ถ้าเค้าจะสอนให้เราทำ Online Marketing เพจที่เค้าเคยทำมีคนตามเท่าไหร่ มี engagement ดีแค่ไหน?

อาจเป็นเพราะเราขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ แถมอยากสำเร็จไวๆ จนลืมเช็คความน่าเชื่อถือ และกดสั่งซื้อโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง

ในโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาล คนที่จะได้เปรียบคือคนที่แยกแยะได้ว่าอันไหนคือของจริง และอันไหนคือของปลอมครับ

อย่าเป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักใคร

20191211

อย่าเป็นคนถูกที่ไม่ยอมให้อภัย

อย่าเป็นคนเก่งจนไม่เห็นหัวใคร

อย่าเป็นคนชนะที่แพ้อยู่ร่ำไป

อย่าเป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักใคร – พออ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ คิดมาเยอะ แล้วก็ชอบนึกว่าตัวเองฉลาด ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ เห็นคนดีๆ หรือเรื่องดีๆ ก็ตั้งแง่ไว้ก่อน โปรดปรานทฤษฎีสมคบคิด ชอบมองคนอื่นว่าไร้เดียงสาหรือไม่ตั้งคำถาม สุดท้ายจึงได้เป็นคนฉลาดที่ไม่อาจรักหรือไว้ใจใครได้เลย

อย่าเป็นคนถูกที่ไม่ยอมให้อภัย – ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะผิดจริงๆ เราก็ยกโทษให้เขาได้ ถึงแม้เราจะถูกเราก็ยังกล่าวขอโทษได้เพื่อเป็นการปลดล็อคทางความรู้สึก การถือโทษโกรธเคืองสุดท้ายแล้วมันทำร้ายใครมากที่สุดเราก็รู้อยู่แก่ใจ

อย่าเป็นคนเก่งจนไม่เห็นหัวใคร – พอคนเราประสบความสำเร็จก็จะนึกว่าเป็นเพราะความเก่งของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมันคือเก่งบวกเฮง ถ้าเก่งแต่จังหวะไม่ดีก็อาจไม่รุ่ง เราเก่งวันนี้ เราอาจจะห่วยวันหน้าก็ได้ คนที่เราดูแคลนในวันนี้อาจกลายมาเป็นคนที่ให้คุณให้โทษกับเราก็ได้ อย่าให้ความถือดีของเราไปทำให้ใครเจ็บ สุภาษิตจีนท่านว่าไว้ มีเพื่อนร้อยคนน้อยเกินไป มีศัตรูหนึ่งคนมากเกินไปแล้ว

อย่าเป็นคนชนะที่แพ้อยู่ร่ำไป – เราอาจเถียงชนะแต่เราแพ้ในความสัมพันธ์ เราอาจชนะในที่ทำงานแต่แพ้เรื่องครอบครัว เราอาจชนะในเรื่องการเงินแต่แพ้เรื่องสุขภาพ เราอาจชนะศึกแต่แพ้สงคราม

แพ้บ้างก็ได้ จะได้ชนะในเรื่องที่สำคัญกว่าครับ

เกินดีกว่าขาด

20191210

แต่บางครั้งขาดก็ดีกว่าเกิน

ต้มมาม่า – ถ้าเติมเครื่องปรุงแล้วน้ำน้อยเกินไป ยังเติมน้ำเพิ่มได้ แต่ถ้าน้ำเยอะเกินไป มาม่าชามนั้นก็จะไม่อร่อยไปเลย

สั่งก๋วยเตี๋ยว – ถ้าใส่เครื่องปรุงน้อยเกินไปก็ยังเติมเพิ่มได้ ถ้าใส่เยอะเกินไปก็จะต้องกินก๋วยเตี๋ยวชามนั้นอย่างทรมาน

จองห้องจัดงานเลี้ยงปาร์ตี้ – ถ้าแจ้งที่นั่งไว้น้อยเกินไปยังขอเพิ่มจำนวนคนทีหลังได้ แต่ถ้าจองไว้เยอะเกินไป มาขอลดจำนวนคนทีหลังโรงแรมมักจะไม่ยอม

ต่อรองราคาเวลาซื้อของ – ถ้าเราเสนอราคาน้อยเกินไปเขาจะต่อให้สูงขึ้นเอง แต่ถ้าเราเสนอราคาสูงเกินไปตั้งแต่แรกก็เข้าทางเขาทันที

เกินดีกว่าขาด แต่บางครั้งขาดก็ดีกว่าเกิน

ขอให้เราประเมินให้ถูกว่าสถานการณ์ไหนควรขาด สถานการณ์ไหนควรเกินครับ