ถ้าจะทำให้ดีมันก็ยากทั้งนั้น

20190813_hardtogetthingsright

เมื่อคืนนี้ผมกับทีมผู้บริหารที่ Wongnai ขึ้นเวทีเล่นเพลง “เข้ากันดี” ในงาน outing ที่โรงแรม Rayong Marriott ครับ

วงมีอยู่ 8 คน กลองหนึ่ง เบสหนึ่ง กีตาร์สอง ส่วนอีกสี่คนช่วยกันร้อง

ที่เลือกเล่นเพลงเข้ากันดี เพราะชอบความหมาย ร้องก็ง่าย คอร์ดก็ไม่ยาก ไลน์โซโล่ก็ตรงไปตรงมา เลยคิดว่าพวกเราน่าจะพอซ้อมกันได้ภายในเวลาอันจำกัด

แต่มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ผมเล่นเบส พอตั้งใจฟังถึงรู้ว่ามีรายละเอียดพอสมควร ต้องใช้เวลาแกะและซ้อมอยู่นานกว่าจะจำได้ขึ้นใจ

ส่วนกีตาร์โซโล่ท่อนอินโทรก็สปีดค่อนข้างเร็ว กว่ามือกีตาร์ของเราจะเล่นแต่ละโน๊ตออกมาให้ชัดและให้เร็วพอก็ต้องซ้อมเป็นร้อยๆ รอบ

เนื้อร้องที่เหมือนไม่มีอะไร ก็มีหลายท่อนที่อาจเผลอร้องคร่อมหรือขึ้นเสียงไม่ถึง ต้องปรับต้องร้องซ่อมอยู่หลายรอบเหมือนกัน

ตอนแรกที่คิดว่าเลือกเพลงง่ายสุดๆ มาแล้ว พอเอาเข้าจริงมันไม่ง่ายเลย ขนาดซ้อมมาเต็มที่แล้ว ตอนขึ้นเวทีก็ยังเล่นผิดๆ ถูกๆ จนหวุดหวิดจะล่มด้วยซ้ำ

การทำงานก็เช่นกัน

ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ ภายนอกจะดู simple แค่ไหน ถ้าขุดลึกลงไปก็จะพบรายละเอียดอยู่มากมาย และมีอะไรที่ควรปรับปรุงแก้ไขเต็มไปหมด

ถ้าเรากำลังรู้สึกท้อกับงานใดก็ตาม ขอให้บอกตัวเองว่า ที่เราต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ ก็เพราะว่าเราอยากให้มันออกมาดีไง จะให้ลงแรงน้อยๆ แล้วออกมาชุ่ยๆ เราก็คงยอมไม่ได้เหมือนกันจริงมั้ย

พลังงานไม่อาจถูกทำลาย แรงและเวลาที่ใส่ลงไปย่อมไม่หายไปไหน แต่มันจะแปรรูปไปเป็นทักษะ ประสบการณ์ และความทรงจำที่จะติดตัวเราไปอีกนานครับ

คนเก่งจะทำงานตัวเองเสร็จอย่างรวดเร็ว

20190226_goodandbest

คนเก่งสุดๆ จะช่วยให้คนอื่นๆ ทำงานตัวเองเสร็จอย่างรวดเร็ว

เคยมั้ยที่มีคนส่งไฟล์มาให้เรากรอก แต่รู้สึกว่ากรอกยากชะมัด กรอกไปก็แอบก่นด่าคนออกแบบไฟล์ในใจ

คนที่ทำงานดีจริงๆ เขาจะไม่ได้คิดแค่เอางานของตัวเองให้เสร็จ แต่คิดต่อด้วยว่าใครจะเอางานของเขาไปใช้บ้างและใช้อย่างไร

เช่นสมมติเราสร้างไฟล์ Excel ขึ้นมาไฟล์นึงให้คนในแผนกอื่นกรอก เราควรคิดเผื่อไว้เลยว่าคนกรอกจะกรอกแบบไหนถึงจะรวดเร็วและสะดวกที่สุด ทำยังไงถึงจะป้องให้เขากรอกข้อมูลไม่ผิดพลาด เช่นแทนที่จะกรอกอะไรก็ได้ก็อาจจะทำเป็น drop down list ให้เลือก หรือผูกสูตรไว้เพื่อที่ไม่ต้องกรอกมือเองทุกคอลัมน์ เพื่อให้ไฟล์เสร็จสมบูรณ์ถูกต้องครบถ้วนได้อย่างรวดเร็วที่สุด

ไม่ว่าจะทำงานใดก็ตาม เราควรคิดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ซึ่งแน่นอนต้องลงแรงและใช้เวลามากกว่า แต่เราจะกลายเป็นผู้สร้างความสุขมวลรวมให้กับเพื่อนร่วมงาน และจะมีโอกาสเจริญก้าวหน้ากว่ามากกว่าคนอื่นๆ ครับ


ติดตามบทความทางไลน์ได้ทุกวันที่ bit.ly/tgimline

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 9 ที่)

หนึ่งในวิธีการดูคนที่ง่ายที่สุด

20190221_readpeople

คือดูคอมของเค้า

ดูว่า desktop มีอะไรกองอยู่บ้าง

ดูวิธีการตั้งชื่อไฟล์

ดูวิธีการตั้งชื่อไฟล์แต่ละเวอร์ชั่น (xxx_final.docx, xxx_finalfinal.docx, xxx_finalfinal – Copy.docx)

ดูการตั้งชื่อแต่ละแท็บใน Excel

ดูความสม่ำเสมอในการใช้ฟอนท์

ดูคำสะกดผิด

ดูการจัดช่องไฟและการเคาะ tab

ดูว่าโลโก้และภาพต่างๆ ใน Powerpoint ได้สัดส่วนรึเปล่า

“How you do anything is how you do everything.”
-Anonymous

คนที่มีระเบียบ ความมีระเบียบก็จะแผ่ขจายครอบคลุมหลายภาคส่วนในชีวิต รวมถึงเนื้องานของเขาด้วย

ส่วนคนทำงานชุ่ย คนมีความคิดไม่เป็นระเบียบ ความไม่เป็นระเบียบนั้นก็จะซึมอยู่ในทุกงานที่เขาทำและทุกไฟล์ที่เขาสัมผัส

หนึ่งในวิธีการดูคนที่ง่ายที่สุด คือดูคอมของเค้า

แต่คงเป็นการเสียมารยาท ถ้าจะไปดูคอมของคนอื่น

อ่านมาถึงตรงนี้ คงรู้แล้วว่าผมไม่ได้เชียร์ให้ดูคอมของใคร

แต่ให้ดูคอมของตัวเองนี่แหละ

ว่าสิ่งละอันพันละน้อยในนั้นมันสะท้อนตัวตนของเราอย่างไร

เพราะถึงแม้เขาจะไม่ได้เปิดคอมเราดู แต่อย่างน้อยเขาต้องเคยเห็นไฟล์ที่เราทำไว้ไม่มากก็น้อย

ซึ่งนั่นเป็นตัวสร้าง – หรือตัวทำลาย – personal branding ของเราได้ดีที่สุดเลยนะครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19 (เหลือ 13 ที่)

งานเยอะเหลือเกิน เวลาน้อยเหลือเกิน

20190218_somuchwork

วันนี้วันจันทร์ วันแรกของสัปดาห์ที่มีวันทำงานเพียงสี่วัน

ใจนึงก็แอบยินดีทีพรุ่งนี้ก็วันหยุดอีกแล้ว

แต่อีกใจนึงก็แอบกังวล เพราะงานเยอะเหลือเกิน แถมเวลาก็ไม่เคยมีมากพอ

แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไรได้บ้าง?

– ทำงานให้เร็วขึ้น – เริ่มให้เร็ว ทำให้เร็ว เสร็จให้เร็ว
– ทำอย่างมีโฟกัส ทำทีละอย่างจนเสร็จ ไม่แวะข้างทางบ่อยเกินไป
– ถ้าเป็นหัวหน้าหรือคนนำโปรเจค ก็มอบหมายงานบางชิ้นให้คนอื่น ไว้ใจคนอื่นให้มากขึ้น
– ถ้าไม่มีสิทธิ์มอบหมาย ก็ยังมีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือ เลิกเขินอาย
– ถามตัวเองว่า มีวิธีอื่นที่จะทำงานชิ้นนี้รึเปล่า อย่าทำเพียงเพราะเราทำวิธีนี้มานาน
– ตัดงานบางอย่างทิ้ง

งานนั้นเป็นอนันต์อยู่แล้ว ต่อให้ทำเยอะแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้เราชนะอนันต์ได้

อย่างมาก เราก็ทำได้แค่ดีที่สุด

ดีที่สุดในนิยามของเรา

ดีที่สุดในนิยามของผมคืองานที่เมื่อทำเสร็จแล้ว จะมีประโยชน์ต่อองค์กรในวันนี้ พรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือแม้กระทั่งปีหน้า

ส่วนงานอะไรที่มีประโยชน์ต่อองค์กรแค่ประเดี๋ยวประด๋าว หรืองานที่เรายังไม่เห็นเลยว่ามีประโยชน์ต่อองค์กรยังไง ก็เก็บเอาไว้ก่อน โยนมันทิ้งไป หรือเข้าไปคุยกับหัวหน้าเผื่อว่าความเข้าใจของเราคลาดเคลื่อน

คนที่จะประสบความสำเร็จ อาจไม่ใช่คนที่ทำได้มากที่สุด

แต่เป็นคนที่เลือกมาอย่างดีว่าจะทำอะไรบ้าง แล้วลงมือทำออกมาให้สุดฝีมือที่สุดครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19

ถ้าอยากออกผจญภัยในท้องทะเลอันกว้างใหญ่

20190217_thousandsunny

เราก็ไม่อาจปฏิเสธคลื่นลมและพายุฝน

ช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่สนใจมาสมัครงานที่ Wongnai มากมาย

หลายคนทำงานองค์กรข้ามชาติที่มีฐานะมั่นคง แต่ก็มีความน่าเบื่อแบบองค์กรใหญ่ เช่นคิดหรือตัดสินใจอะไรเองไม่ค่อยจะได้

เขาอยากมาอยู่ที่ Wongnai เพราะอยากได้งานที่ท้าทายยิ่งกว่านี้ อยากได้ทำอะไรที่มันทำให้หัวใจเต้นแรงกว่านี้

แต่ขณะเดียวกันก็อยากได้เงินเดือนดีๆ โบนัสดีๆ และสวัสดิการดีๆ เหมือนที่เคยได้รับที่องค์กรใหญ่ด้วย

ผมมักจะบอกว่า เรื่องเงินเดือนเราก็คงจัดให้เหมาะสมตามความสามารถของคุณและมากกว่าที่เก่าแน่นอน แต่โบนัสดีๆ และสวัสดิการดีๆ เราคงไม่อาจให้ได้เท่ากับองค์กรใหญ่ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ สิ่งที่เราเชื่อว่าเราให้ได้ดีกว่าคือบรรยากาศการทำงานดีๆ และโอกาสที่คุณจะได้คิด ได้ตัดสินใจ ได้ลงมือทำอะไรด้วยตนเอง

เป็นอิสรภาพที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ

หัวใจที่เรียกร้องการออกผจญภัย คือหัวใจที่ต้องพร้อมยอมรับความเสี่ยง

เพราะถ้ามันไม่มีความเสี่ยงเลย จะเรียกว่าการผจญภัยได้อย่างไร

แต่เราสามารถผจญภัยอย่างรอบคอบได้

เมื่อเรือเล็กคิดจะออกจากฝั่ง ก็ควรตรวจสอบเรือให้ดีๆ ว่ามีรอยผุรอยรั่วตรงไหน เสบียงพร้อมหรือไม่ มีแผนที่เดินทะเลและอ่านทิศทางของคลื่นลมเป็นรึเปล่า ลองซ้อมล่องเรือในบริเวณใกล้ๆ ดูบ้างรึยัง

วิธีคิดและวิถีใจแบบนี้ใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการออกจากองค์กรข้ามชาติมาอยู่สตาร์ทอัพ ออกจากงานราชการมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือเปลี่ยนสายงานอาชีพไปโดยสิ้นเชิง

อยู่บนฝั่งก็ปลอดภัยดี แต่อยู่นานๆ มันก็น่าเบื่อ

เพราะหัวใจคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่ใน comfort zone ไปตลอดชีวิตครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: Thousand Sunny

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่นที่ 12 วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimtimemar19

สิ่งที่คนสำเร็จทำเหมือนกัน

20190212_success

คือเขาทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น

หรือไม่ก็ทำเหมือนคนอื่นในเวลาที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน

ยกตัวอย่างเช่น

ถึงออฟฟิศเรียบร้อยในเวลาที่คนอื่นกำลังรถติด

อาสาบันทึกการประชุมในขณะที่คนอื่นนั่งฟังเฉยๆ

ทำให้เกินที่หัวหน้าคาดหวังในขณะที่คนอื่นทำงานให้พอเสร็จๆ ไป

ทำหนึ่งอย่างให้ดีสุดๆ ในขณะที่คนอื่นๆ ทำ 5 อย่างแต่ไม่เสร็จซักอย่าง

อ่านหนังสือดีๆ ในเวลาที่คนอื่นเสพดราม่า

ยกหูโทร.คุยในเวลาที่คนอื่นคุยผ่านไลน์

ทำโปรเจ็คส่วนตัวในเวลาที่คนอื่นๆ กำลังนั่งดูซีรี่ส์

ออกไปวิ่งในเวลาที่คนอื่นๆ ยังซุกอยู่บนเตียง

เลือกที่จะเสี่ยงในขณะที่คนอื่นเลือกที่จะอยู่ใน comfort zone

เผชิญหน้ากับอุปสรรคในขณะที่คนอื่นๆ หลีกเลี่ยง

เลือกที่จะสู้ต่อในเวลาที่คนอื่นยอมแพ้ไปแล้ว

ถ้าลองสำรวจคนที่ประสบความสำเร็จ จะเห็นว่าเขาไม่ได้ฉลาดหลักแหลมหรือมีโอกาสมากกว่าเรา เขาแค่ทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกัน หรือทำสิ่งธรรมดาๆ ในเวลาที่คนอื่นไม่ทำกัน

เพราะถ้าทำเหมือนคนอื่น ผลลัพธ์ก็จะได้เหมือนคนอื่น – if you follow the crowd you end up with the crowd.

ถ้าอยากจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ก็แค่ต้องทำอะไรบางอย่างให้แตกต่างออกไปเท่านั้นเอง

งานทุกอย่างมี shit sandwich

20190210_shitsandwich

คำว่า shit sandwich นี้ผมได้ยินมาจาก Elizabeth Gilbert ผู้เขียน Eat Pray Love และ Big Magic

แซนด์วิชคืออาหารที่ฝรั่งกินกันบ่อยๆ และอร่อยได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรมาก

ส่วนเวลาฝรั่งพูดว่าอะไรที่มัน tastes like shit ก็แปลว่ารสชาติหมาไม่รับประทานเลยอะไรประมาณนั้น

ดังนั้น shit sandwich ก็คืออาหารที่รสชาติแย่จนแทบจะอยากปาทิ้ง

ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็ตาม จะงานดี งานสนุก มีเกียรติ มีเงินแค่ไหนก็ตาม เราก็หลีกเลี่ยง shit sandwich ของงานนั้นไม่พ้น

shit sandwich ของบล็อกเกอร์คือคิดไม่ออกว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไร

shit sandwich ของวงดนตรีคือเล่นดนตรีแล้วคนไม่ฟัง

shit sandwich ของพนักงานเข้าใหม่คือต้องทำงานที่รุ่นพี่เค้าโยนมาให้ ที่ทั้งหนัก ถึก และไม่สนุก

shit sandwich ของหัวหน้ามือใหม่คือการต้องมา manage คนและความรู้สึกของคน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราเป็นพนักงานที่เก่งกาจแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นหัวหน้าที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย

shit sandwich ของผู้บริหารคือการตัดสินใจในเรื่องที่จะทำให้คนไม่พอใจ

การมีความสุขกับการทำงาน จึงหมายถึงการยอมรับที่จะกิน shit sandwich ที่ติดมากับงานนี้ให้ได้ แม้ว่ามันจะรสชาติแย่แค่ไหนก็ตาม

และทุกครั้งที่เราต้องเผชิญ shit sandwich ถ้าระลึกได้ว่าทุกคนก็มี shit sandwich ของตัวเอง ก็น่าจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้บ้างครับ

เหตุผลที่เราไม่ควรเช็คเมลตอนเช้าตรู่

20190201_mail

หนึ่งในนิสัยที่ติดตัวคนทำงานคือการเช็คอีเมลเป็นอย่างแรกๆ หลังตื่นนอน

ไม่ว่าจะตอนเปิดมือถือขึ้นมาดู หรือตอนถึงโต๊ะแล้วเปิดคอมขึ้นมาดู อีเมลก็มักจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่เราเปิดอ่านกัน

เหตุผลก็คืองานสำคัญๆ มักจะอยู่ในนั้น โดยเฉพาะเมลจากหัวหน้าหรือลูกค้า

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ สมองของเราได้ถูก “ฝึก” ให้สมองหลั่งโดพามีนหรือสารกระตุ้นความสุขทุกครั้งเวลาได้รับเมลใหม่ๆ ไม่ต่างอะไรจากเวลาที่เราเห็น notifications ในเฟซบุ๊ค

เมื่องานสำคัญก็อยู่ในนั้น แถมพอได้เมลใหม่ก็โดพามีนหลั่ง เราจึงมีอาการเสพติดการเช็คอีเมล

ผมเห็นด้วยว่าอีเมลป็นเรื่องสำคัญ และทักษะ Inbox Zero และการตอบอีเมลได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งที่คนทำงานเก่งๆ ทุกคนเขามีกัน

แต่คำถามก็คือ ในเมลสำคัญๆ เหล่านั้น มันสำคัญกับใครกันแน่?

กล่องอีเมลหรือ Inbox มันคือแหล่งซ่องสุมของ “เรื่องสำคัญและเร่งด่วนของคนอื่นๆ” แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญของเราก็ได้

ถ้าเราเอาแต่ตอบสนองต่อเรื่องสำคัญของคนอื่น เราก็จะไม่มีเวลามาใส่ใจในเรื่องสำคัญของเราเลย

ผมจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องสำคัญของเราก่อน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยอยู่ใน Inbox หรอก

ไม่ต้องห่วงว่าถ้าไม่เช็คเมล เราจะพลาดเรื่องสำคัญและเร่งด่วนสุดๆ ไป เพราะถ้ามันเร่งด่วนขนาดนั้นป่านนี้เขาโทร.มาหาเราแล้ว

บางคนอาจจะเถียงว่า เรื่องสำคัญของคนอื่นก็เป็นเรื่องสำคัญของเราเช่นกัน เพราะเราทำงานบริษัทเดียวกัน อะไรที่บอสหรือลูกค้าเห็นว่าสำคัญกับเขาก็ย่อมสำคัญกับเราอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราปล่อยให้คนอื่นๆ กำหนดว่าอะไรคือเรื่องสำคัญสำหรับเราตลอดเวลา เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีคอนโทรลอะไรในชีวิตเลยนะครับ

If you don’t set your own priorities, someone else will.

ถ้าคุณไม่กำหนดว่าอะไรสำคัญในชีวิตคุณ คนอื่นจะกำหนดให้คุณเอง

ก่อนจะเช็คอีเมล ให้เวลาตัวเองซัก 5 นาทีในการวางแผนและตัดสินใจว่าอะไรบ้างที่สำคัญกับเราจริงๆ งานอะไรบ้างที่ถ้าเราทำได้สำเร็จจะนำไปสู่การเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างแท้จริง แล้วใช้ชั่วโมงแรกของวันในการทำงานชิ้นนั้น

เมื่อเราได้จัดการสิ่งที่สำคัญของเราเรียบร้อยแล้ว ค่อยเช็คอีเมลก็ยังไม่สายครับ

สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มการประชุม

20190129_beforemeetingstarts

เจ้านายเก่าของผมคนหนึ่งชื่อคุณเดวิดจะมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

น่าสนใจเพราะไม่มีใครทำกัน แต่ผมเชื่อว่ามีประโยชน์มาก

นั่นคือ เวลาที่เราเข้าห้องประชุม ก่อนที่ใครจะเริ่มพูดประโยคแรก เดวิดจะถามขึ้นมาก่อนเลยว่า

“วันนี้เรามาประชุมกันเพื่ออะไร?” What is this meeting for?

เจอคำถามนี้ คนก็จะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีความเงียบคั่นกลางประมาณ 2-3 วินาที ก่อนที่จะมีคนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจ เช่น

“มานำเสนองบประมาณการจัดงานปีใหม่”

แล้วเดวิดก็จะถามต่อว่า แล้วสิ่งที่เราคาดหวังหลังจากจบการประชุมนี้คืออะไร? What are we trying to achieve from this meeting?

ก็จะเดดแอร์อีกซักแป๊บนึง ก่อนที่จะมีคน(เดิม)พูดขึ้นมาว่า

“เพื่อที่จะให้เราทุกคนคุยกันว่างบประมาณนี้เหมาะสมและจะได้อนุมัติงบนี้เพื่อเดินหน้าจัดงานต่อไป”

จากนั้นเดวิดก็จะพูดทวนอีกครั้งว่าเรามาประชุมวันนี้กันเรื่องอะไร และเป้าหมายของการประชุมนี้คืออะไร

แล้วการประชุมนั้นก็จะไม่ออกนอกลู่นอกทางและมักจบตรงเวลาเสมอ

—–

หนึ่งในเสียงบ่นของคนทำงานบริษัทคือเรามีการประชุมเยอะเกินไป

แต่ผมว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ตรงนั้น

ปัญหาที่แท้จริงคือเรามีการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพเยอะเกินไปต่างหาก

เป้าหมายการประชุมไม่ชัด, agenda ไม่มี ต่างคนต่างนำเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด พอถึงตาคนอื่นพูดเราก็ไม่ฟัง ไม่มีคนคุมเวลา ประชุมเสร็จแล้วไม่รู้ว่าใครต้องทำอะไร

อาการเหล่านี้น่าจะบรรเทาลงได้ถ้ามีคนถามคำถามอย่างเดวิดก่อนเริ่มการประชุม

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่ถามอาจประสพกับเดดแอร์และอาจถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

ทิ้งงานไว้หน้าบ้าน

20190122_work

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมสองอย่าง

หนึ่ง เมื่อถึงบ้าน ผมจะเสียบมือถือชาร์จทิ้งไว้นอกห้องนอน

สอง เมื่อเข้าห้องนอนแล้ว ก็ไม่กลับออกมานั่งทำงานอีก

แต่ก่อน ถ้าเอามือถือเข้าไปในห้องนอน ผมอดไม่ได้ที่จะเล่นมือถือ ทั้งๆ ที่ลูกก็รอเล่นกับเรามาทั้งวัน และพอลูกหลับแล้ว บ่อยครั้งที่ผมจะเดินออกมาหยิบแล็ปท็อปออกจากเป้แล้วนั่งทำงานอีกนิดหน่อย ซึ่งบางทีก็เลยเถิดจนดึกดื่น ทำให้วันถัดมาไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่

พอมาเดี๋ยวนี้ เมื่อเอามือถือไว้นอกห้องและทิ้งคอมไว้ในเป้ ก็รู้สึกว่าจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น

ถามว่าเสียโอกาสที่จะทำงานให้เสร็จมากขึ้นมั้ย ก็คงมีบ้าง แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าที่เราทำงานหนักๆ กันอยู่ นี่สุดท้ายแล้วเราทำไปเพื่อใคร

ถ้าไม่รู้จักขีดเส้นให้ตัวเอง งานและสิ่งเร้าก็จะคอยล้ำเส้นเราอยู่เรื่อยๆ จนเราหลงลืมสิ่งสำคัญที่แท้จริงครับ