สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มการประชุม

20190129_beforemeetingstarts

เจ้านายเก่าของผมคนหนึ่งชื่อคุณเดวิดจะมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจ

น่าสนใจเพราะไม่มีใครทำกัน แต่ผมเชื่อว่ามีประโยชน์มาก

นั่นคือ เวลาที่เราเข้าห้องประชุม ก่อนที่ใครจะเริ่มพูดประโยคแรก เดวิดจะถามขึ้นมาก่อนเลยว่า

“วันนี้เรามาประชุมกันเพื่ออะไร?” What is this meeting for?

เจอคำถามนี้ คนก็จะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก มีความเงียบคั่นกลางประมาณ 2-3 วินาที ก่อนที่จะมีคนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจ เช่น

“มานำเสนองบประมาณการจัดงานปีใหม่”

แล้วเดวิดก็จะถามต่อว่า แล้วสิ่งที่เราคาดหวังหลังจากจบการประชุมนี้คืออะไร? What are we trying to achieve from this meeting?

ก็จะเดดแอร์อีกซักแป๊บนึง ก่อนที่จะมีคน(เดิม)พูดขึ้นมาว่า

“เพื่อที่จะให้เราทุกคนคุยกันว่างบประมาณนี้เหมาะสมและจะได้อนุมัติงบนี้เพื่อเดินหน้าจัดงานต่อไป”

จากนั้นเดวิดก็จะพูดทวนอีกครั้งว่าเรามาประชุมวันนี้กันเรื่องอะไร และเป้าหมายของการประชุมนี้คืออะไร

แล้วการประชุมนั้นก็จะไม่ออกนอกลู่นอกทางและมักจบตรงเวลาเสมอ

—–

หนึ่งในเสียงบ่นของคนทำงานบริษัทคือเรามีการประชุมเยอะเกินไป

แต่ผมว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ตรงนั้น

ปัญหาที่แท้จริงคือเรามีการประชุมที่ไม่มีประสิทธิภาพเยอะเกินไปต่างหาก

เป้าหมายการประชุมไม่ชัด, agenda ไม่มี ต่างคนต่างนำเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด พอถึงตาคนอื่นพูดเราก็ไม่ฟัง ไม่มีคนคุมเวลา ประชุมเสร็จแล้วไม่รู้ว่าใครต้องทำอะไร

อาการเหล่านี้น่าจะบรรเทาลงได้ถ้ามีคนถามคำถามอย่างเดวิดก่อนเริ่มการประชุม

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนที่ถามอาจประสพกับเดดแอร์และอาจถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

ทิ้งงานไว้หน้าบ้าน

20190122_work

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมสองอย่าง

หนึ่ง เมื่อถึงบ้าน ผมจะเสียบมือถือชาร์จทิ้งไว้นอกห้องนอน

สอง เมื่อเข้าห้องนอนแล้ว ก็ไม่กลับออกมานั่งทำงานอีก

แต่ก่อน ถ้าเอามือถือเข้าไปในห้องนอน ผมอดไม่ได้ที่จะเล่นมือถือ ทั้งๆ ที่ลูกก็รอเล่นกับเรามาทั้งวัน และพอลูกหลับแล้ว บ่อยครั้งที่ผมจะเดินออกมาหยิบแล็ปท็อปออกจากเป้แล้วนั่งทำงานอีกนิดหน่อย ซึ่งบางทีก็เลยเถิดจนดึกดื่น ทำให้วันถัดมาไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่

พอมาเดี๋ยวนี้ เมื่อเอามือถือไว้นอกห้องและทิ้งคอมไว้ในเป้ ก็รู้สึกว่าจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น

ถามว่าเสียโอกาสที่จะทำงานให้เสร็จมากขึ้นมั้ย ก็คงมีบ้าง แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าที่เราทำงานหนักๆ กันอยู่ นี่สุดท้ายแล้วเราทำไปเพื่อใคร

ถ้าไม่รู้จักขีดเส้นให้ตัวเอง งานและสิ่งเร้าก็จะคอยล้ำเส้นเราอยู่เรื่อยๆ จนเราหลงลืมสิ่งสำคัญที่แท้จริงครับ

สิ่งที่ดีทำให้เราพลาดสิ่งที่ดีที่สุด

20190110_good_vs_best

เราไม่ได้มีปัญหาที่จะแยกแยะระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่เลวร้าย เพราะเราเกิดมาพร้อมสมองและจิตสำนึกที่ดีอยู่แล้ว

โจทย์ที่ยากกว่านั้นมาก ก็คือการแยะแยะให้ได้ระหว่างสิ่งที่ดี กับสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าเราไม่ระวัง เราจะเอาแต่ทำสิ่งดีๆ มากมาย จนไม่มีเวลาและกำลังเหลือไปทำสิ่งที่ดีที่สุด

ขอยกตัวอย่างสามเรื่องที่เกี่ยวพันกับคอนเซ็ปต์นี้

งานที่ทำ – แต่ละวันเรามีงานให้ต้องทำหลายสิบอย่าง และปัญหาไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่ขยัน เพราะจริงๆ แล้วเราขยันกันมาก ทำงานกันแบบหามรุ่งหามค่ำ แต่พอใครมาถามว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาภูมิใจกับงานชิ้นไหนบ้าง เรากลับตอบไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันเบลอๆ เหมือนๆ กันไปหมด

“There are so many people working so hard and achieving so little.”

-Andy Grove

เราขยันกันมาก แต่เราอาจขยันผิดจุด

การจะเติบโตได้ในโลกปัจจุบัน การเป็นคนขยันอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องขยันแบบมียุทธศาสตร์ เพราะต่อให้ทำเร็วแค่ไหนงานก็ไม่มีทางเสร็จหมด สู้หันกลับมาช้าลง คิดให้มากขึ้น แล้วลงมือแบบซามูไรที่จ้องอยู่นานก่อนจะฟันแค่ดาบเดียว

—–

จัดบ้านแบบ konmari – หลายต่อหลายคนมักจะรู้สึกว่า “ไม่มีเสื้อผ้าใส่” ทั้งๆ ที่มีเสื้อผ้าอยู่เต็มตู้ ต้นเหตุที่แท้จริงก็คือ “เสื้อผ้าดีๆ” มาเบียดบัง “เสื้อผ้าที่ดีที่สุด” จนเราเกิดความรู้สึกว่าต้องซื้อเสื้อผ้ามาเพิ่มตลอดเวลา ซึ่งก็แก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราวก่อนจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม

สิ่งที่ คนโด มาริเอะ สอนก็คือ เราควรจะหยิบเสื้อผ้าทุกตัวมากองเอาไว้ หยิบมันขึ้นมาทีละชิ้นและถามตัวเองว่ามันยัง spark joy หรือยังทำให้เราชื่นใจได้หรือไม่

เสื้อผ้าที่ spark joy คือ “เสื้อผ้าที่ดีที่สุด” ส่วนเสื้อผ้าที่ไม่ spark joy แล้วคือ “เสื้อผ้าที่ดี” ที่เราควรปล่อยมันไปหาเจ้านายใหม่

—–

กิจกรรมต่างๆ ในชีวิต – เรามีทางเลือกมากมายเหลือเกิน จะเล่นมือถือทั้งวันก็ได้ อ่านการ์ตูนใน iPad ก็ได้ เข้า Youtube ก็ได้ เล่น ROV ก็ได้ ดู Netflix ก็ได้

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้น เพลิดเพลินทั้งนั้น แต่ถ้าเราใช้เวลาอยู่กับเรื่องเหล่านี้มากเกินไป เราก็จะไม่เหลือเวลาให้กับ “กิจกรรมที่ดีที่สุด” เช่นการดูแลร่างกายตนเอง (กินให้ดี นอนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย) การพูดคุยกับคนในครอบครัว การได้อยู่กับตัวเอง รวมถึงการได้ลงมือทำตามความฝันหรือสิ่งที่ตัวเองรักอย่างแท้จริง

ชีวิตคนในศตวรรษที่ 21 นั้นมีทางเลือกมากกว่าบรรพบุรุษของเรานับร้อยนับพันเท่า เราจึงเป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นหลุดเข้าไปในร้านบุฟเฟ่ต์ อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ใช่ เมื่อตัดสินใจไม่ได้ เราจึงหยิบกินมันเสียทุกอย่าง

เราจึงอิ่มท้องเสมอแต่แทบไม่เคยอิ่มใจ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ผมจึงเชื่อว่าการแยกแยะให้ออกระหว่าง “สิ่งที่ดีที่สุด” กับ “สิ่งที่ดี” เป็นหนึ่งในทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับพ.ศ.นี้ครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 10 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ชอบก็ทำไม่ชอบก็ทำ

20190107_like

ความเชื่อที่ว่า “เราควรทำสิ่งที่ตัวเองรัก” บางทีก็เป็นดาบสองคม

เพราะหลายครั้ง เราก็บอกไม่ได้หรอกว่าเรารักหรือไม่รักอะไรจนกว่าจะได้ใช้เวลากับมันมากพอ

ผมจึงเชื่อว่า ถ้าเรายังหนุ่มยังสาว เราควรพร้อมที่จะทำทั้งสิ่งที่ “ชอบ” และ “ไม่ชอบ”

การได้ทำงานที่ตัวเองชอบนั้น เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

แต่การได้ทำงานที่ตัวเองไม่ชอบก็มีข้อดีอย่างน้อยสามข้อ

หนึ่ง เราจะไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด และจะชอบสิ่งที่ตัวเองถนัด แต่มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ วันแรกไม่มีใครถนัดหรอก แต่พรุ่งนี้จะถนัดกว่าวันนี้ และเดือนหน้าย่อมถนัดกว่าพรุ่งนี้หากเรายังไม่ด่วนยอมแพ้ไปเสียก่อน ดังนั้นหากเราทำสิ่งที่ไม่ชอบด้วยความเพียรและด้วยใจที่เป็นกลางพอ ถึงจุดหนึ่งเราอาจจะชอบมันก็ได้

สอง งานที่เราไม่ชอบนั้นมักจะยาก และมักเป็นงานที่คนอื่นก็ไม่ชอบทำเช่นกัน เมื่อเป็นงานยากที่ไม่มีใครอยากทำหรือยอมทำ การที่เราอาสาที่จะทำมันออกมาให้ดี ย่อมแสดงว่าเรากำลังสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในแบบที่น้อยคนนักจะทำได้

สาม การทำสิ่งที่เราไม่ชอบก็ถือเป็นการสร้างภูมิต้านทานอย่างหนึ่ง ซึ่งนับเป็นเรื่องดี เพราะภูมิต้านทานนี้จะช่วยให้เราไม่ทุกข์ใจกับอะไรง่ายๆ

เมื่อมีภูมิต้านทาน เมื่อสร้างคุณค่า เมื่อเราสามารถมีความสุขกับสิ่งที่เราเคยไม่ชอบ เราก็จะเติบโตเป็นคนที่เพียบพร้อมในหลายๆ ด้าน และในวันนั้นเราจะมีโอกาสเลือกทำแต่สิ่งที่เราชอบเต็มไปหมด

ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นชีวิตการทำงาน อย่าเพิ่งเกี่ยงงานเลย เพราะมันคือโอกาสทองที่จะได้รู้จักตัวเองและได้พัฒนาทักษะที่หาได้ยากยิ่งในคนสมัยนี้ครับ

—-

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 13 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ไม่มีทีมที่แย่

20190103b

มีแต่หัวหน้าที่แย่

“There are no bad teams. Only bad leaders”
-Jocko Willink

มีคำคมฝรั่งที่บอกว่าฝูงแกะที่นำด้วยสิงโตนั้นน่ากลัวกว่าฝูงสิงโตที่นำด้วยแกะ

ทีมจะเต็มไปด้วยคนเก่งแค่ไหน แต่ถ้าผู้นำไม่ดีก็หาทางเจริญได้ยาก

นี่คือเหตุผลที่ทำไมเวลาทีมฟุตบอลผลงานย่ำแย่ เขาจะเปลี่ยนผู้จัดการก่อน (ผมเชียร์แมนยู และผมดีใจที่มูรินโญโดนปลดและได้โซลชาร์มาแทน)

น้องที่ทำงานจบโทจากมหาลัยรัฐที่โด่งดังแห่งหนึ่ง แม้จะจบมานานแล้วแต่ก็ยังกลับไปช่วยสอนเป็น teaching assistant อยู่ทุกปี แต่ปีนี้เขาบอกว่าจะสอนเป็นปีสุดท้าย เพราะพอเปลี่ยนคณบดีแล้ว อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หัวเปลี่ยนเพียงคนเดียวสะเทือนไปได้ทั้งกระบวน

ถ้าเราเป็นหัวหน้าทีม แล้วมีคนมาบอกว่าทีมเราทำงานแย่ คนที่ควรเพ่งเล็งคนแรกคือตัวเราเอง

แล้วถ้าเรายังเป็นเด็กในทีม แล้วหัวหน้าทีมไม่ดี เราจะทำอะไรได้บ้าง?

1. อย่าเป็นอย่างเขา

2. ทำสิ่งที่รู้ว่าถูกต้องและเหมาะสม lead by example เพราะความเป็นผู้นำนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งหน ต่อให้เป็นเด็กจบใหม่ก็อาจจะมีความเป็นผู้นำและความน่านับถือมากกว่าคนที่ทำงานมาเป็นสิบปีก็ได้

3. ตั้งใจไว้ว่า เมื่อถึงวันที่เราเติบโตเป็นใหญ่ หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะทำได้คือการเลือกหัวหน้าที่ดีให้กับทีมงานที่อยู่ข้างใต้เราครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้ เหลืออีก 13 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าปล่อยให้บริษัทกลายเป็นสวนสัตว์

200181223b

องค์กรใดที่ปล่อยให้พนักงานสุขสบายเกินไป ทำงานดีหรือไม่ดีก็มีโบนัสให้ อยู่มาครบจำนวนปีก็ได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ต้องพยายามอะไรก็มีกินมีใช้ พนักงานส่วนใหญ่อยู่ใน comfort zone

องค์กรนั้นกำลังกลายเป็นสวนสัตว์

ตอนที่เข้ามาใหม่ๆ สัตว์เหล่านี้ก็ยังพอมีความเป็นสัตว์ป่าอยู่บ้าง ยังมีความดิบ ความฟิต ความทะเยอทะยาน และสัญชาติญาณการเอาตัวรอด

แต่พอถูกเลี้ยงดูไปนานๆ ป้อนข้าวป้อนน้ำเป็นเวลา แต่ละวันเดินไปเดินมา (หรือนอน) อยู่ในกรง ความเป็นสัตว์ป่าค่อยๆ ลดน้อยถอยลงจนกลายเป็นสัตว์เลี้ยง

สัตว์เลี้ยงที่เชื่องและเชื่องช้า จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

เป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับองค์กรที่กลายเป็นสวนสัตว์จะสร้างผลงานโดดเด่นได้

ยิ่งโลกหมุนเร็วขนาดนี้ ธุรกิจยักษ์ใหญ่แค่ไหนก็ยังมีโอกาสถูก disrupt ได้ การบริหารองค์กรแบบสวนสัตว์จึงเป็นเรื่องอันตราย แถมจะเปลี่ยนกลับไปให้มีสัญชาติญาณสัตว์ป่าก็ยากเย็นแสนเข็ญ

ดังนั้น ถ้าองค์กรเรายังไม่ใหญ่นัก อย่าปล่อยให้จิตวิญญาณสัตว์ป่าสูญหาย

ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดรบราฆ่าฟันกันอย่างป่าเถื่อน

แค่อย่าปล่อยให้เสือสบายจนกลายเป็นแมวเชื่องๆ ก็พอ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ คิดแค่ 1 แต่ได้ผล 100 โดย โมะริกะวะ กะกิระ แปลโดยโยซุเกะ, บรรเจิด ชวลิตเรืองฤทธิ์

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 เปิดรับสมัครแล้ว ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

คิดร้อยทำสิบ

2018119

งานก็ไม่เกิด

คิดสิบทำร้อย งานก็ออกมาไม่ดีและคงวุ่นวายกันน่าดู

คิดร้อยทำร้อย ก็เป็นไปได้ยากเพราะอาจจะช้าเกินการณ์

วิธีที่น่าจะเหมาะกับยุคสมัยที่สุด คือคิดห้าสิบแล้วลงมือทำห้าสิบนั้นทันที

ทำแล้วก็เรียนรู้ แล้วก็ปรับกันไปจนถึงคิดร้อยทำร้อย หรือแม้กระทั่งคิดพันทำพันครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้ามีคนเอาเงิน 100 ล้านมาให้

20181209_100million

แล้วบอกให้คุณออกไปตั้งบริษัทใหม่ โดยให้คุณเลือกใครก็ได้จากที่ทำงานปัจจุบันไปทำงานด้วย 20 คน*

คุณจะเลือกใครบ้าง?

แล้วถ้าเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้า หรือลูกน้องคุณได้รับข้อเสนอเดียวกันนี้ คุณจะเป็นหนึ่งใน 20 คนที่เขาจะชวนไปเปิดบริษัทใหม่รึเปล่า?

คุณน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครบ้าง?

และมีใครที่น่าจะอยู่ในลิสต์ของทุกคนบ้าง?

คำถามนี้มีประโยชน์ตรงที่มันช่วยให้เราเห็นว่า ใครที่มี contribution ต่อทีมและองค์กรจริงๆ และช่วยให้เราสำรวจตัวเองว่า เราได้สร้างคุณค่าให้กับงานและให้กับองค์กรเพียงพอรึยัง

ถ้ามั่นใจว่าชื่อของเราน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครหลายๆ คน แสดงว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว

แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อาจะถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้วเช่นกันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Seth Godin ที่เคยพูดไอเดียนี้ไว้ใน podcast ซักรายการหนึ่ง

* จำนวน 20 คนในกรณีที่มีพนักงานเป็นร้อยขึ้นไป ถ้าเป็นออฟฟิศเล็กๆ ตัวเลขอาจจะเหลือแค่ 5-10 คนครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้าคิดอะไรไม่ออก

20181119.png

ให้ลงมือทำไปก่อน

ทราบมั้ยครับว่า สำหรับผม การเขียนบทความเป็นเรื่องค่อนข้างง่ายทีเดียว

สิ่งที่ยากกว่าการเขียนบทความมากๆ คือการคิดประเด็น

ถ้าคิดประเด็นไม่ออก ผมจะร้อนรนไปทั้งวัน ต้องเข้าเน็ต ต้องพลิกหนังสือ ต้องกลับไปดูโน๊ตเก่าๆ บางทีก็ต้องออกไปวิ่งให้หัวสมองมันเชื่อมโยงเรื่องราวบางอย่าง

อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเจอประเด็นที่น่าสนใจ แต่พอได้ประเด็นมาแล้ว กระบวนการเขียนใช้เวลาแค่ 15-30 นาทีเอง

แต่ก็มีบางครั้ง ถ้าคิดประเด็นอะไรไม่ออกจริงๆ ผมจะมานั่งหน้าจอคอมเปล่าๆ แล้วลงมือพิมพ์

พิมพ์อะไรก็ได้ที่ผ่านเข้ามาในหัว เพียงไม่นาน ประเด็นมันก็จะผุดขึ้นมาเอง

การลงมือทำอะไรบางอย่าง คือการเปิดทางให้สมอง

คนเรามักจะต้องรอ inspiration ก่อน ถึงจะเกิด motivation แล้วค่อยเกิด action

Inspiration > Motivation > Action

แต่ถ้าเราต้องผลิตงานทุกวัน การนั่งรอ inspiration เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่

วิธีที่ยั่งยืนกว่าคือ

Action > Motivation > Inspiration

ลงมือทำอะไรซักอย่างก่อน เมื่อได้เริ่มต้นแล้วแรงผลักดันจะตามมาเอง และถ้าโชคดีก็อาจะได้แรงบันดาลใจที่จะส่งผลให้งานมันออกมาดีกว่าที่คาด

คิดอะไรไม่ออก ให้ลงมือทำไปก่อน

แล้วเดี๋ยวก็จะคิดออกเอง

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The Subtle Art of Not Giving a F*ck by Mark Manson

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

เราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

20181118_notthatimportant

เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีเพื่อนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ พอเราบอกให้ลาหยุดไปเที่ยวเสียบ้าง เขาก็จะตอบว่าลาไม่ได้หรอก

เหตุผลที่ดีก็คือ ถ้าเขาลา งานจะไม่เดิน

แต่เหตุผลที่แท้จริง อาจเป็นเพียงเพราะเขาต้องการรักษาความเชื่อที่ว่า เขาเป็นคนสำคัญขององค์กร

แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกนะครับ

ต่อให้วันนี้เราลาออกกะทันหัน พรุ่งนี้องค์กรก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่องค์กรไม่มีทางพังเพราะเราไม่อยู่อย่างแน่นอน

ถ้าคนอย่าง บิล เกตส์ ยังวางมือจากไมโครซอฟท์ได้ เราเป็นใครกันถึงจะวางมือจากงานไปเที่ยวซัก 3-4 วันไม่ได้?

สำคัญตัวเองให้น้อยลง สอนคนอื่นให้สามารถทำงานแทนตอนที่เราไม่อยู่ แล้วกายกับใจจะเบาขึ้นเยอะครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt