หัวหน้า 4 ประเภท

1.หัวหน้าที่แคร์แต่ไม่ตรง

เป็นหัวหน้าที่ “ใจดีเกินไป” เห็นใจลูกน้องและไม่อยากทำให้ใครไม่สบายใจ ผลลัพธ์คือเวลาลูกน้องทำผิดหรือประพฤติไม่เหมาะสมก็ไม่กล้าฟีดแบ็คลูกน้องตรงๆ คนที่ผลงานไม่ดีจึงอยู่ต่อไปได้ คนที่ผลงานดีก็เสียกำลังใจเพราะรู้สึกว่าโดนเพื่อนร่วมงานกินแรงอยู่แต่หัวหน้าไม่ทำอะไรสักอย่าง

2. หัวหน้าที่ตรงแต่ไม่แคร์

เป็นหัวหน้า “ปากเสีย” คือแม้จะพูดในสิ่งที่คิด แต่ไม่ได้สนใจความรู้สึกของคนฟังเลย แถมยังสร้างความชอบธรรมด้วยการบอกว่าตัวเองเป็นคนตรงๆ อีกด้วย แม้ว่าฟีดแบ็คจะสอดคล้องกับความจริง น้องก็ไม่ได้เต็มใจเอาไปปรับปรุงเพราะรู้สึกว่าเป็นการด่าเพื่อความสะใจมากกว่า

3. หัวหน้าที่ไม่แคร์และไม่ตรง

เป็นหัวหน้า “ปากหวานก้นเปรี้ยว” ต่อหน้าพูดจากับน้องดี แต่เอาลูกน้องไปบ่นให้คนอื่นฟัง จึงเป็นหัวหน้าที่ขาดความจริงใจและหวังเพียงจะใช้ประโยชน์จากลูกน้องเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง

4. หัวหน้าที่ตรงและแคร์

เป็นหัวหน้าประเภท “tough love” คือรักนะ แต่เมื่อผิดก็ต้องลงโทษ เมื่อทำอะไรไม่ถูกก็ต้องบอกให้ชัดเจน แม้น้องจะเจ็บที่โดนดุ แต่น้องก็รู้ว่ามันคือการติเพื่อก่อเพราะเบื้องหลังของคำที่ไม่อยากฟังนั้นมีแต่ความปรารถนาดี

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากมีหัวหน้าแบบที่ 4 เพราะนั่นคือหัวหน้าที่จะทำให้เราเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง

สำหรับคนที่เป็นหัวหน้า เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก่อนจะพูดอะไรตรงๆ กับน้องอย่าลืมดูด้วยว่าน้องเค้ารู้รึยังว่าเราแคร์ เพราะถ้าเขารู้สึกว่าเราไม่ได้แคร์เขา การพูดอะไรตรงๆ ออกไปก็อาจจะไม่ได้ส่งผลอย่างที่ควรจะเป็นครับ


ขอบคุณต้นทางไอเดียจากหนังสือ Radical Candor by Kim Scott

ลำดับการเขียนอีเมลที่ถูกต้อง

วันก่อนผมไปเจอโพสต์ที่เป็นแก๊กตลกสามเฟรม

ภาพแรกเป็นภาพเครื่องบินรันเวย์พร้อมคำโปรยว่า “My email is well written, reviewed, and ready to be sent”

ภาพที่สองเป็นภาพเครื่องบินกำลังทะยานอยู่บนฟากฟ้าพร้อมประโยค “My email is sent”

และภาพสุดท้ายคือภาพบันไดเหล็กที่เอาไว้ลำเลียงผู้โดยสารเข้าตัวเครื่องบิน บนบันไดเต็มไปด้วยผู้โดยสาร พร้อมคำว่า “Attached file”

สำหรับคนทำงานออฟฟิศ หนึ่งในโมเมนต์ที่เราต้องเจอสักครั้งในชีวิตก็คือการส่งเมลโดยลืมแนบไฟล์ไปด้วย ต้อง reply all เมลเดิมและ attach ไฟล์ไปให้แบบเขินๆ

เมื่อต้องเจอปัญหานี้หลายครั้ง หลังๆ เวลาผมเขียนเมลผมเลยมักจะเรียงลำดับแบบนี้

  1. Subject
  2. Attachment
  3. Content
  4. Recipients

เพราะสิ่งที่เรามักหลงลืมคือการเขียน Subject (ทำให้บางทีก็ส่งเมล subject เปล่า) หรือไม่ก็ลืมแนบไฟล์ (หรือแนบไฟล์ผิด) ดังนั้นควรจะเอาขึ้นมาทำก่อนเป็นสองข้อแรก

ส่วนข้อ 3 & 4 นั้น ยังไงเราก็ไม่ลืมอยู่แล้ว เราจึงควรเขียนเนื้อหาก่อน แล้วเก็บรายชื่อคนที่เราจะส่งไว้เป็นเรื่องสุดท้าย

เหตุผลที่เราควรเก็บรายชื่อผู้รับไว้เป็นอย่างสุดท้าย เพื่อป้องกันการ “มือลั่น” ไปกดโดนปุ่มส่งโดยไม่ตั้งใจ (เช่นจะใช้ shortcut ทำอะไรบางอย่างแล้วเผลอกดส่งเฉยเลย) เราจึงไม่ควรจะพิมพ์รายชื่อใดๆ จนกว่าเราจะตรวจทานจนมั่นใจแล้วว่าเรามีข้อ 1-3 ครบแล้วครับ

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ป.ล.แม้ผมจะจั่วหัวว่า “ลำดับการเขียนอีเมลที่ถูกต้อง” แต่จริงๆ แล้วคำตอบที่ถูกไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว นี่เป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่อาจช่วยลดความผิดพลาดในการส่งอีเมลเท่านั้นเอง

ป.ล.2 ในความเป็นจริง เราอาจต้องเขียนเนื้อหาก่อนประมาณหนึ่งถึงจะนึกได้ว่าต้อง attach ไฟล์อะไรบ้าง ดังนั้น 2 & 3 จึงทำไปพร้อมๆ กัน แต่ผมก็ยังยืนยันว่าเราควรใส่ชื่อ recipients เป็นลำดับสุดท้ายเสมอครับ

Empathy คือทักษะสำคัญที่สุดของผู้นำยุคนี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีบทความหนึ่งของ Forbes ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ

บทความนี้มีชื่อว่า Empathy Is The Most Important Leadership Skill According To Research เขียนโดย Tracy Brower

ในบรรดาทักษะทั้งหมดที่ผู้นำจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างทีมงานที่พนักงานรู้สึก engaged มีความสุข และปลดปล่อยศักยภาพได้อย่างเต็มที่นั้น empathy หรือความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นคือทักษะที่สำคัญที่สุด

เหตุผลที่ empathy สำคัญกว่าที่ผ่านๆ มา เพราะ COVID-19 ส่งผลให้สภาพจิตใจของคนทำงานนั้นย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

จากการเก็บข้อมูลจากทั่วโลกของ Qualtrics พบว่า 42% ของผู้คนรู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลง

ถ้าเจาะให้ลึกไปกว่านั้น 67% ตอบว่ารู้สึกว่าเครียดขึ้น 57% มีความกังวลใจมากกว่าเดิม 54% รู้สึกหมดแรงทางอารมณ์ (emotionally exhausted) และ 28% รู้สึกว่าไม่สามารถโฟกัสกับงานได้

อีกงานวิจัยหนึ่งก็พบว่า ความเครียดจากงานทำให้นอนหลับไม่สนิท และมักทำให้เผลอปล่อยพลังงานลบใส่คนอื่นโดยเฉพาะกับแฟนหรือคู่สมรส

จากการศึกษาของ Carleton University ก็พบว่า เมื่อพนักงานต้องเจอกับ “ความป่าเถื่อน” (incivility) จากเพื่อนร่วมงาน ก็จะส่งผลให้ตัวเองทำหน้าที่พ่อแม่ได้แย่ลง ส่วนงานวิจัยชิ้นใหม่ของ Georgetown University ก็พบว่าความเถื่อนในที่ทำงานนั้นกำลังขยายวงกว้างและส่งผลให้พนักงานไม่ค่อยร่วมมือกัน

เมื่อเราต้องลำบากกับสภาวะ burnout และหาความสุขจากการทำงานไม่ค่อยได้ การมีเจ้านายที่มี empathy คือแสงสว่างสำหรับคนทำงานโดยแท้ทรู

ในงานวิจัยล่าสุดของ Catalyst ที่สำรวจพนักงาน 889 คนได้พบความแตกต่างระหว่างองค์กรที่ผู้นำมีหรือไม่มี empathy ดังนี้

หัวข้อ / องค์กรที่ผู้นำมี empathy / องค์กรที่ผู้นำไม่มี empathy

Engagement ความรู้สึกผูกพันกับองค์กร / 76% / 32%

Ability to be Innovative ความสามารถที่จะคิดใหม่ทำใหม่ / 61% / 13%

Retention ความรู้สึกอยากอยู่กับองค์กรต่อไป / 57% / 14%

Inclusivity ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร / 50% / 17%

Work-Life Navigation ความสามารถในการจัดสรรเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว / 86% / 60%

Empathy เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่เกิด งานวิจัยของ Lund University นั้นพบว่าเด็กอายุแค่ 2 ขวบก็รู้แล้วว่าคนอื่นๆ ไม่ได้คิดและรู้สึกเหมือนตัวเอง

Empathy ของผู้นำนั้นมีได้สองแบบ:

Cognitive Empathy รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง

Emotional Empathy รู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไง

แต่ผู้นำที่ดีต้องไม่ใช่แค่รู้ว่าคนอื่นคิดหรือรู้สึกยังไง เขาต้องแสดงออกด้วยว่าเป็นห่วงเป็นใยและถามลูกทีมกันตรงๆ พร้อมทั้งตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกน้องจะพูดด้วย

เราสามารถเป็นหัวหน้าที่มี empathy โดยไม่จำเป็นต้องเรียนด้านจิตวิทยามาก่อน เพียงแค่คุยกับลูกทีมบ่อยๆ และหัดสังเกตสังกา และหากหัวหน้ารู้ว่าองค์กรที่อยู่นั้นมีเครื่องมืออะไรที่จะช่วยซัพพอร์ตสภาพจิตใจของพนักงานได้บ้างก็ยิ่งเป็นเรื่องดี

การเป็นผู้นำที่มี empathy จึงไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายหรือการเล่นวาทะ แต่มันต้องแสดงออกมาจากใจและลงมือทำจนคนเชื่อว่าเราแคร์

เหมือนคำฝรั่งที่บอกว่า people may not remember what you say, but they will remember how you made them feel.

คนคนหนึ่งอาจจะลืมสิ่งที่เราพูด แต่เขาจะไม่มีวันลืมว่าเราเคยทำให้เขารู้สึกอย่างไรครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes: Empathy Is The Most Important Leadership Skill According To Research by Tracy Brower

ความลับของตัวท็อปในวงการ

เคยมีคนทำการศึกษานักเทนนิสมืออาชีพ ว่าความแตกต่างระหว่างมือวางอันดับต้นๆ กับมือวางอันดับท้ายๆ นั้นคืออะไร

ตอนแรกนักวิจัยก็ไม่เข้าใจ เพราะนักเทนนิสทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็มีพรสวรรค์และฝึกซ้อมหนักพอกัน

จนวันหนึ่งนักวิจัยก็สังเกตเห็นสิ่งแปลกประหลาด นั่นคือเขาเห็นว่านักเทนนิสตัวท็อปนั้นเข้าสู่ “สภาวะสงบ” หลายครั้งในระหว่างเกม

วันถัดมาเขาจึงติดเครื่องตรวจชีพจรนักเทนนิส และพบว่าระหว่างแต้มแต่ละแต้ม นักเทนนิสตัวท็อปมี ritual หรือวิธีการอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะสงบได้ และความเร็วการเต้นของหัวใจลดลงไปประมาณ 20 ครั้งต่อนาที

ขณะที่นักเทนนิสกลุ่มรั้งท้ายนั้นหัวใจเต้นเร็วตลอด ไม่เคยมีช่วงที่ชีพจรดร็อปลงเลย พอเข้าสู่ครึ่งหลังของเกม นักเทนนิสกลุ่มนี้มักจะทำพลาดบ่อยขึ้นและพ่ายแพ้ไปในที่สุด

นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งทำการศึกษานักไวโอลินที่เรียนในโรงเรียนฝึกสอนดนตรีระดับโลก เพื่อจะทำความเข้าใจว่าทำไมบางคนเรียนจบไปแล้วถึงเป็นนักไวโอลินชั้นนำของวงการ บางคนได้เป็นนักไวโอลินในวงดนตรี และบางคนได้เป็นเพียงครูสอนไวโอลิน ทั้งๆ ที่คนทั้งสามกลุ่มนี้ก็เริ่มต้นจากคนที่มีแววเหมือนกัน แถมยังเรียนหลักสูตรเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่พวกเขาค้นพบก็คือ นักไวโอลินชั้นนำของวงการนั้นนอนเยอะกว่าคนอื่น คือนอนวันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง โดยรวมไปถึงเวลาที่พวกเขางีบหลับกลางวันด้วย

แม้ว่าบริบทในการวิจัยจะเป็นวงการกีฬาและวงการดนตรี แต่ผมก็เชื่อว่าการพักผ่อนก็จำเป็นสำหรับคนทำงานเช่นกัน

ยิ่งช่วงที่เรา Work from Home เรามีแนวโน้มที่จะทำงานจนไม่ได้มีเวลาหยุดพักเลย ซึ่งร่างกายและจิตใจของเราไม่ได้ถูกออกแบบให้มาใช้งานต่อเนื่องยาวนานเหมือนเครื่องจักรแบบนี้

เราควรทำงานแบบเข้มข้นเป็นช่วงๆ แล้วมีจังหวะหยุดพักเพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้ชาร์จแบตจริงๆ สลับกันแบบนี้ไปทั้งวัน

ถ้าอยากเป็น top performer จริงๆ เราต้องนอนให้หลับและพักให้เป็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Power of Full Engagement by Jim Loehr & Tony Schwartz และ Peak by Anders Ericsson

เมื่อธนาคารต้องขายของหลายอย่าง

หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่ไปเปิดบัญชีธนาคารแล้วเจอเจ้าหน้าที่ชักชวนให้ซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือเปิดบัตรเครดิต

นี่ไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย ที่ประเทศอื่นก็ทำเช่นกัน เรียกว่า cross-selling คือขายสินค้าเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการอย่างอื่น

ในช่วงปี 2011-2015 นั้น ธนาคารสัญชาติอเมริกันอย่าง Wells Fargo ก็กดดันให้พนักงานทำ cross-selling อย่างเข้มข้น จนเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ นั่นก็คือบัญชีปลอมถึง 3.5 ล้านบัญชี!

บัญชีปลอมในที่นี้เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่เปิดขึ้นมาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า ทั้งเรื่องบัญชีเพื่อบัตรเครดิตและบัญชีเพื่อจ่ายเช็ค

นี่จึงเป็นอุทธาหรณ์ให้ผู้บริหาร ว่าการตั้งเป้าหลายๆ อย่างโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นการจูงใจให้พนักงานต้องทำสิ่งที่ไม่ตรงไปตรงมาเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น แต่กลับส่งผลเสียหายให้บริษัทในระยะยาวครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก NPR Wells Fargo Admits To Nearly Twice As Many Possible Fake Accounts — 3.5 Million

เหตุผลที่ Facebook ไม่ถอดป้ายบริษัทเก่าออก

หากใคร (โชคดี) ได้ไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ Facebook ที่ Menlo Park, California ก็จะเห็นป้ายเฟซบุ๊คที่มีเครื่องหมาย “ไลค์” ที่เราคุ้นตา พร้อมชื่อบริษัท facebook และที่อยู่แสนเท่อย่าง – 1 Hacker Way

แต่ถ้าใครช่างสังเกตหรือรับรู้ถึงตำนานแล้วเดินอ้อมไปดูหลังป้าย ก็จะเห็นโลโก้ของ Sun Microsystems ที่ทรุดโทรมตั้งอยู่

คนรุ่นใหม่หรือคนที่ไม่ได้อยู่ในสายเทคโนโลยีอาจจะไม่คุ้นชื่อของ Sun Microsystems นัก

แต่ถ้าใครเคยได้ยินภาษาโปรแกรมมิ่งที่เรียกว่า Java ก็ขอให้รู้ว่ามันมีต้นกำเนิดจาก Sun นี่แหละครับ

Sun Microsystems เคยเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ด้าน technology สมัยที่ผมทำงานเป็น engineer ที่ Thomson Reuters ห้อง data center จะเต็มไปด้วยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Solaris SPARC ของ Sun นับร้อยเครื่อง แต่ละเครื่องมีราคาหลายแสนถึงหลักล้าน และคู่แข่งด้านเซิร์ฟเวอร์ของ Sun ในสมัยนั้นก็คือ IBM ที่ชกกันอย่างสูสี

แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในธุรกิจนี้ ทั้งเครื่อง PC ที่มี performance ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ราคาถูกกว่า Sun เป็นสิบเป็นร้อยเท่า เรื่องการมาถึงของ open source software ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ของ Sun ส่วนใหญ่นั้นเป็นระบบปิด รวมถึงเรื่องระบบ cloud ที่ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องมี data center ของตัวเองอีกต่อไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Sun ที่เคยเป็นยักษ์ใหญ่ค่อยๆ กลายเป็นยักษ์เล็ก

ถ้าคุณซื้อหุ้น Sun ด้วยเงิน 1 ล้านบาทในปี 2000 ภายในเวลา 8 ปี หุ้นของคุณจะมีมูลค่าเหลือเพียง 13,000 บาท

สุดท้าย Sun ก็ถูก Oracle ซื้อไปในปี 2009 ก่อนที่ Oracle จะตัดสินใจหยุดการพัฒนาระบบของ Sun ในปี 2017 ทิ้งไว้เพียงแค่ตำนานและความทรงจำ

ออฟฟิศที่ Menlo Park แห่งนี้เคยเป็นของ Sun Microsystems มาก่อน และ Facebook ก็ย้ายเข้ามาใช้ออฟฟิศแห่งนี้ในปี 2015

นอกจากป้ายบริษัทด้านหน้าแล้ว ห้องประชุมทั้งหมดภายในตัวอาคารที่มีประตูแก้วเรียงรายเป็นทิวแถวก็ล้วนแล้วแต่มีโลโก้ของ Sun Microsystems สลักอยู่บนประตู

แน่นอนว่าบริษัทระดับเฟซบุ๊คมีเงินเปลี่ยนประตูแก้วได้สบายๆ แต่มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กก็เลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น

เพราะเขาอยากทิ้งสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไว้ให้พนักงานได้เห็นและสะท้อนใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ว่าหากไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ต่อให้องค์กรจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็อาจถึงจุดจบได้ภายในเวลาไม่นานครับ


ขอบคุณภาพจาก Marc Seitz: Hacker Culture Enterprise: The Hacker Way — Facebook และ Reddit: Back of the famous 1 Hacker Way Facebook sign

References:

Nine Lies About Work by Marcus Buckingham & Ashley Goodall

Geekwire: Zuckerberg’s not-so-subtle message to Facebook employees: Don’t end up like Sun Microsystems

Quora: What happened to Sun Microsystems? Why do you not hear about it anymore?

1Stock1: Sun Microsystems, Inc. (JAVA) Yearly Returns

กัดฟัน 10 นาที

งานชิ้นใหญ่ที่ยากและลำบาก เรามักจะหลีกเลี่ยงและหันไปทำงานอื่นแทนเพื่อลดความรู้สึกผิด

แต่นกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินไม่อาจหนีพ้นจากสิงโตไปได้

ดังนั้น ถ้าเจองานที่ไม่อยากทำ แต่รู้ว่ายังไงก็ต้องทำ ให้สัญญากับตัวเองว่าเราจะเริ่มทำวันนี้ ณ เวลานี้ และบอกกับตัวเองว่าจะทำแค่ 10 นาทีเท่านั้น ถ้าครบสิบนาทีแล้วมันทรมานนัก เราก็จะไม่ทำต่อ

แต่สิ่งที่เรามักจะเจอ ก็คือเมื่อผ่านสิบนาทีแรกไปแล้ว เราจะไปต่อได้เองเหมือนรถที่เครื่องติดแล้ว

ลองดูงานใน To Do List ว่างานชิ้นไหนที่เราผัดผ่อนมานานแล้ว

หยิบมันขึ้นมา แล้วบอกตัวเองว่า จะกัดฟันทำแค่ 10 นาทีครับ

โชคดี 4 ประเภท

1. โชคดีเพราะฟลุค อารมณ์เหมือนคนถูกหวย เป็นโชคดีที่นานๆ เกิดสักครั้งและควบคุมไม่ได้


2. โชคดีเพราะความขยัน เมื่อได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ค้นหาไม่มีหยุด มันก็เป็นการเพิ่มความน่าจะเป็นให้ตัวเองได้ค้นพบความโชคดี


3. โชคดีเพราะตาแหลมคม ทำให้มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น เข้าสู่เกมก่อนที่คนอื่นจะไหวตัว เดินออกจากเกมก่อนที่ตลาดจะลง


4. โชคดีที่เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ตัวเราดึงดูดความโชคดี ถ้าให้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดหน่อย สมมติว่าเราเก่งที่สุดในโลกเรื่องการดำน้ำลึก แล้วบังเอิญมีใครสักคนไปเจอเรือมหาสมบัติที่จมอยู่ใต้ท้องทะเล เขาก็จะมาติดต่อเราให้ไปช่วยและจ่ายค่าตอบแทนให้เราอย่างงาม สังเกตว่าโชคดีของคนคนนั้นกลายมาเป็นโชคดีของเราไปด้วย เป็นความโชคดีที่ไม่ได้มาแบบฟลุคๆ


โชคดีในแบบที่สี่นั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะทำได้ยาก แต่สร้างคุณค่าได้อย่างยาวนาน


เราจึงควรหาให้เจอว่าจะสร้างจุดเด่นขึ้นมาอย่างไรเพื่อจะได้เป็น “ตัวนำโชค” ให้ตัวเองครับ


—–


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

บริษัทปฏิบัติกับพนักงานเหมือนคนโตๆ กันแล้วรึเปล่า

ถ้ายังทำกันเหมือนเด็กประถมที่ต้องมาถึงก่อน 8 โมงเช้า ต้องแต่งกายถูกระเบียบ ต้องเชื่อฟังคนที่ตำแหน่งสูงกว่าแม้ว่ามันจะไม่เมคเซ้นส์แค่ไหน

บริษัทก็จะเต็มไปด้วยพนักงานระดับประถมที่อยู่ในกรอบ ไม่สามารถคิดริเริ่มอะไรเองได้ เหมือนจะเคารพเชื่อฟังแต่ก็พร้อมจะโดดเรียนเมื่อคุณครูเผลอ

ส่วนพนักงานระดับอุดมศึกษาที่มีความคิดก้าวหน้า มีความสามารถในการแก้ปัญหา ชอบตั้งคำถาม และอยากใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เขาก็คงไปหาโรงเรียนใหม่ที่พร้อมจะเชื่อใจและปฏิบัติต่อเขาอย่างผู้ใหญ่คนหนึ่งครับ

ขยันแค่ไหนไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

แน่นอนว่างานแต่ละงานนั้นมีคุณค่าในตัวมันเอง แต่งานแต่ละงานก็สร้างคุณค่าได้ไม่เท่ากัน

เงินเป็นตัววัดคุณค่าอย่างหนึ่ง แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์แต่มันก็เครื่องมือที่ดีที่สุดที่เรามีในตอนนี้

ถ้าเราทำงานที่ใครก็ทำได้ ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินก็น้อยหน่อย เพราะมีคนที่ทำได้ดีพอๆ กับเรามากมาย เผลอๆ จะโดน AI แย่งงานอีกต่างหาก

แต่หากเราทำงานที่หาคนทำได้ยาก ผลตอบแทนก็ย่อมสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ขยันแค่ไหนจึงไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

วันนี้วันแรกของสัปดาห์ เลือกให้ดีว่าจะใช้เวลาไปกับงานชิ้นไหนบ้าง

เลือกทำงานที่ยากและไม่ค่อยมีใครอยากทำ งานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้ เมื่อเสร็จแล้วจึงค่อยสะสางงานที่เหลือ

หากทำอย่างนี้ได้วันแล้ววันเล่า เราจะเก่งและก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็วครับ