ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียว

“It’s almost always better to learn from peers who are 2 years ahead of you than mentors who are 20 years ahead of you. Life evolves and most insights get outdated.”

-James Clear

การเรียนรู้จากเพื่อนที่นำหน้าเราไป 2 ปีนั้นมักจะมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ไปไกลกว่าเรา 20 ปี เพราะชีวิตนั้นเปลี่ยนผันและความรู้บางอย่างก็มีวันหมดอายุ

เป็นมุมที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน เพราะเวลาเราอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ เรามักจะได้อ่านได้ฟังความรู้ของคนแปลกหน้าที่นำหน้าเราไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีทั้งนั้น

แต่เรากลับมองข้ามที่จะเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่ผลงานดีกว่า เติบโตได้เร็วกว่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ทันที

หรือเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราแอบอิจฉาเขาอยู่ แล้วเราก็กลบเกลื่อนด้วยการบอกตัวเองว่าเขาไม่เห็นจะเก่งขนาดนั้นเลย เราทำงานหนักกว่าเขาตั้งเยอะ

แต่ถ้าเขาเติบโตได้เร็วกว่าเรา นั่นแสดงว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่เวิร์คอยู่ อย่างน้อยก็ในบริบทนี้ เราจึงควรสังเกตดูว่าสิ่งไหนที่เราพอจะทำเหมือนเขาได้ ส่วนสิ่งไหนที่ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำก็ละเอาไว้

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียวไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดอ่านหนังสือและหยุดฟังพอดแคสต์

แค่แปลว่าเราควรจะเปิดใจซึมซับตัวอย่างดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราบ้างเท่านั้นเองครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

5 ความประทับใจจากหนังสือ งานประจำสอนทำธุรกิจ

“พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป็นเจ้าของเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย ที่พิมพ์หนังสือ “Thank God It’s Monday – ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ให้กับผมและบล็อก Anontawong’s Musings

แม้จะรู้จักกันมา 5 ปี แต่ผมก็ได้เจอกับพี่ปิ๊กไม่บ่อยนัก เมื่อกลางปีที่แล้วหลังจากพ้นช่วงล็อกดาวน์มาไม่นาน เราเลยนัดกินข้าวกัน ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบว่าต่างคนต่างทำอะไรกันอยู่ พอผมถามถึงหนังสือเล่มใหม่ๆ ที่สนพ.อะไรเอ่ยจะทำ พี่ปิ๊กเล่าให้ฟังถึงเด็กคนหนึ่งที่พี่ปิ๊กเพิ่งได้ไปคุยมา ชื่อน้องนาฟิส อิสลาม

พี่ปิ๊กบอกผมว่า “เด็กคนนี้มีของ” เพิ่งเรียนจบมาไม่นานแต่ทำเพจ “สมองไหล” ที่มีคนติดตามเป็นแสนได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เพจสมองไหลนั้นจะรวบรวมข้อคิดดีๆ จากหนังสือแนว self-improvement มาถ่ายทอดในรูปแบบที่โดนใจ และยังทำหน้าที่เป็น “คลีนิกที่จ่ายหนังสือแทนยา” โดยคุณนาฟิสจะช่วยวินิจฉัยคนที่ทักมาทาง inbox ว่ามีปัญหาอะไร หนังสือเล่มไหนที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตเขาในตอนนี้ และจัดแจงส่งหนังสือเล่มนั้นให้ คุณนาฟิสจึงมีรายได้จากการขายหนังสือมากเพียงพอที่จะลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพเพื่อกลับมาทำธุรกิจของตัวเองที่บ้านเกิด และใช้เวลาที่มีมากขึ้นเพื่อขีดเขียนหนังสือให้กับสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยด้วย

วันนี้ผมอ่านหนังสือเล่มนั้นจบแล้ว

และนี่คือ 5 ความประทับใจจากหนังสือ “งานประจำสอนทำธุรกิจ” ครับ

1.พ่อแม่รวยสอนลูก


ตอนมัธยมต้น คุณนาฟิสต้องเข้าไปเรียนในเมือง อยากมีมือถือไว้ใช้ แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ซื้อให้ ถ้าอยากได้ต้องหาเงินซื้อเอง คุณนาฟิสเลยรับจ้างล้างรถ ถูบ้านให้พ่อกับแม่จนเก็บเงินซื้อมือถือราคา 600 บาท ส่วนเงินเติมมือถือคุณนาฟิสก็ต้องใช้เงินค่าขนมของตัวเอง

พอเรียนมัธยมปลาย พ่อแม่ก็บอกคุณนาฟิสแต่เนิ่นๆ ว่า จะส่งเสียคุณนาฟิสถึงแค่เรียนจบเท่านั้น เรื่องเงินเรื่องหนี้สินพ่อแม่จะจัดการเอง ไม่ต้องมาส่งเสียเลี้ยงดู จงเอาแรงและเวลาออกไปสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ถ้าคุณนาฟิสมีปัญหาทางการเงิน พ่อแม่ก็จะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้ คุณนาฟิสเลยต้องหาความรู้ทางการเงินด้วยการอ่านหนังสืออย่างพ่อรวยสอนลูกของ Robert Kiyosaki และ Money 101 ของโค้ชหนุ่ม Money Coach ได้ทำความรู้จักกับ “หนี้รวย” “หนี้จน” และ “ภาษีฟุ่มเฟือย”

หนี้รวยคือหนี้ที่มีแล้วสร้างรายได้ เช่นกู้เงินมาซื้อห้องแล้วปล่อยเช่า หนี้จนคือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แถมยังสร้างภาระ เช่นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด

ภาษีฟุ่มเฟือย คือกุศโลบายในการเก็บเงิน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้เงินไปกับเรื่องฟุ่มเฟือย ให้โอน 10% เข้าบัญชีเงินออมทันที เช่นดูหนัง 200 บาทก็โอนอีก 20 บาทเข้าบัญชีเงินออม

2. “หางาน” ต้องใช้ปริญญาแต่ “สร้างงาน” นั้นไม่ต้อง

ตอนเรียนชั้นมัธยม คุณนาฟิสลองทำธุรกิจโรงเรียนเทควันโดของตัวเองโดยแทบไม่ต้องใช้เงินทุน เพราะใช้พื้นที่ของโรงเรียน และหาลูกค้าด้วยการโพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว จนมีรายรับเดือนละเป็นหมื่นและได้บทเรียนทางธุรกิจมามากมาย

พอเรียนจบมหาวิทยาลัย คุณนาฟิสก็ได้งานประจำที่กรุงเทพกับบริษัทสตาร์ตอัพแห่งหนึ่ง ทำอยู่ 1 ปีเต็มและได้พบความจริงว่างานประจำนั้นได้ค่าตอบแทนตามเวลา ไม่ได้ค่าตอบแทนตามผลลัพธ์ การเติบโตของรายได้นั้นจำกัด

ช่วงที่ล็อกดาวน์เพราะโควิด ต้อง work from home คุณนาฟิสมีเวลามากขึ้น จึงครุ่นคิดว่าจะใช้เพจสมองไหลที่มีอยู่แล้วไปต่อยอดได้อย่างไร แล้วเขาก็คิดโมเดลแนะนำหนังสือและขายหนังสือขึ้นมา หากใครสนใจก็ขับรถไปซื้อหนังสือที่หน้าร้านมาส่งให้ วันแรกขายได้ 6 เล่ม ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนมียอดขายเดือนละ 1,000 เล่มและสามารถต่อรองกับสำนักพิมพ์เพื่อให้ได้ต้นทุนหนังสือที่ถูกลงได้ จนวันหนึ่งถึงจุดที่มีรายได้แตะหลักแสนต่อเดือนและมีเงินเก็บมากพอที่จะใช้ไปได้อีก 3 ปี คุณนาฟิสจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

3.เคล็ดวิชาป้ายยา

คุณนาฟิสขายหนังสือได้เป็นกอบเป็นกำโดยไม่ต้องใช้เงินบู๊สต์โพสต์ เพราะมีเคล็ดวิชาป้ายยาอยู่

หลักการมี 6 ขั้นตอนดังนี้

3.1 ขยี้ปัญหา
3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหาให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนจะแก้ปัญหานั้นได้แล้ว
3.3 นำลูกค้ากลับมาอยู่ในสถานะเดิม
3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า
3.5 เสนอสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่าในใจลูกค้า
3.6 สร้าง sense of urgency

มาดูตัวอย่างกัน

3.1 ขยี้ปัญหา – ปัญหาของคนทำออนไลน์คอนเทนต์คือค่าโฆษณาที่แพงขึ้น จึงเขียนหัวข้อโพสต์ว่า “ถ้าทำคอนเทนต์ดี ก็ไม่ต้องเสียเงินยิงค่าโฆษณาสักบาท”

3.2 เสนอแนวทางแก้ปัญหา – คุณนาฟิสจะเขียนถึงประเภทของการทำคอนเทนต์ และเทคนิคการทำคอนเทนต์ให้คนแชร์เป็นจำนวนมาก

3.3 นำลูกค้ากลับสู่สถานะเดิม – “นี่คือเทคนิคที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่จริงๆ แล้วยังมีเทคนิคอีกมากมาย”

3.4 กำหนดราคาในใจลูกค้า – “เทคนิคทั้งหมดผมได้ไปเรียนมาจากคอร์สราคา 8,000 บาท”

3.5 เสนอสินค้าให้ต่ำกว่าราคาในใจ – “แต่ข่าวดีคือ ครูที่สอนผมทำคอนเทนต์เขาเขียนหนังสือออกมา ซึ่งเหมือนเอาบทเรียนราคา 8,000 บาท ในคอร์สมายัดลงหนังสือในราคา 245 บาท”

3.6 สร้าง sense of urgency เพราะจริงๆ แล้วลูกค้าอาจจะไปซื้อตามร้านหนังสือก็ได้ คุณนาฟิสก็เลยเขียนทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้หนังสือเหลือเพียง 43 เล่มเท่านั้น”

ด้วยวิธีการ 6 ข้อดังกล่าว ทำให้มียอดสั่งหนังสือเข้ามาแบบถล่มทลาย

4. เป้าหมายเล็กจะนำไปสู่เป้าหมายใหญ่เอง


คุณนาฟิสไม่ค่อยชอบตั้งเป้าหมายใหญ่ระยะยาว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนตลอด จึงยึดแนวทางของสตาร์ตอัพที่ตั้งเป้าหมายระยะสั้น ทดลอง ลงมือทำ และปรับใหม่ตามสถานการณ์โดยใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด

ความเจ๋งก็คือ เมื่อเราโฟกัสเป้าหมายเล็กๆ และทำให้สำเร็จเสียก่อน มันจะทำให้เราเริ่มมีวิสัยทัศน์และมองเห็นเส้นทางที่ยาวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายเล็กๆ ที่สำเร็จจึงกลายเป็นรากฐานสำหรับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นไปโดยปริยาย

ดังนั้น จงตั้งเป้าหมายแบบสตาร์ตอัพ อย่าทำแบบคนส่วนใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายแบบบริษัทมหาชนและอ้างว่าต้นทุนไม่พอ

5. ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “มีหรือไม่มีเวลา” ประเด็นอยู่ที่ “ใช้หรือไม่ใช้เวลา”

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้เวลาไปกับเรื่องอะไร ซึ่งคุณนาฟิสให้คำแนะนำไว้สามข้อด้วยกัน

5.1 ตั้งเป้าหมายก่อน จะได้รู้ว่าเราอยากใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง เช่นอ่านหนังสือให้ได้วันละ 30 นาที หรือเขียนบทความให้ได้วันละ 1 บท

5.2 ตัดงานอดิเรกที่ไม่ได้สอดคล้องกับเป้าหมาย แต่ก่อนคุณนาฟิสติดเกม FIFA มาก เล่นทุกภาคตั้งแต่มัธยมจนเรียนจบปริญญาตรี แต่ตอนนี้งานอดิเรกที่ทำจะพยายามให้สอดคล้องกับเป้าหมายมากที่สุด อ่านหนังสือแทนเล่นเกม ฟังพอดแคสต์แทนฟังเพลง คุยเรื่องไอเดียแทนการนินทา

5.3 ใช้เศษเวลาให้คุ้มค่า มันคือ “ช่วงเวลาก้ำกึ่ง” 5-15 นาทีที่เรามีอยู่ตลอดวัน ช่วงรอรถ ช่องรอลิฟต์ ช่วงเดินทาง ถ้าเราติดหนังสือไว้กับตัวและวางหนังสือเอาไว้ทั่วบ้าน เราก็จะอ่านหนังสือได้มากขึ้น ถ้าเรากำลังนั่งรอรถ ก็ใช้เวลานั้นตอบแชตลูกค้าได้ หรือแม้กระทั่งนั่งสำรวจตัวเองว่าต้องการอะไรกันแน่ก็อาจจะทำให้เราได้พบคำตอบที่พลิกเกมได้เช่นกัน

ที่เล่ามา 5 ข้อนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือหนา 272 หน้าที่ผมอ่านจบภายในเวลาไม่กี่วัน และสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คุณนาฟิสได้เรียนรู้แบบไม่มีกั๊ก

เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมีไฟมากขึ้น อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามากขึ้น และอยากทำฝันของตัวเองให้สำเร็จ ยิ่งช่วงนี้ปิดโควิดอยู่ด้วย มีเวลาอ่านกันแน่นอน ถ้ายังไม่สะดวกออกไปซื้อตามร้านหนังสือก็ทักไปทางเพจสมองไหลได้

ขอบคุณคุณนาฟิสและสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยที่รังสรรค์หนังสือดีๆ อีกเล่มขึ้นมาในบรรณพิภพครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

Work from home ยังไงไม่ให้ burnout ไปเสียก่อน

ช่วงนี้โควิดกลับมาระบาดอีกครั้ง ชวนให้นึกถึงช่วงเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วที่ต้องทำงานจากที่บ้าน

จำได้ว่าช่วงนั้นค่อนข้างทรมาน ที่คิดว่ามีเวลามากขึ้น กลับเหมือนมีเวลาน้อยลง ที่คิดว่าจะสบายขึ้น กลับรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิม อะไรที่คิดว่าจะได้ทำก็ไม่ได้ทำ ส่วนตัวก็เลยรู้สึกขยาดการ work from home พอสมควร

รอบนี้เลยคิดว่าจะต้องมี game plan เสียใหม่เพื่อจะได้ไม่ซ้ำรอยเดิม

และนี่คือ 5 สิ่งที่ผมคิดว่าควรทำเพื่อให้การ WFH ไม่นำไปสู่การ burnout ครับ

  1. รักษา routine ตอนเช้า
    พอไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เราก็มักจะตื่นสายกว่าเดิม อะไรที่เคยต้องรีบทำตอนเช้าเช่นออกกำลังกาย เราก็รู้สึกว่ามีเวลาให้ทำทั้งวัน สุดท้ายเลยมักไม่ค่อยได้ทำ ดังนั้นเราต้องรักษากิจวัตรยามเช้าที่ productive ของตัวเองเอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่จะมาถึง
  2. เปลี่ยนเสื้อผ้า/อาบน้ำ
    การใส่ชุดนอนนี่มันมีผลต่อจิตใจเหมือนกัน มันเป็นสัญญาณบอกว่า “นี่คือวันหยุด” ทำให้เราไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่ มันจะเนือยๆ แฉะๆ ดังนั้นเราจึงควรอาบน้ำ หรืออย่างน้อยที่สุดควรจะเปลี่ยนเป็นชุดอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ชุดนอนเพื่อจะบอกสมองว่านี่ไม่ใช่วันหยุดนะจ๊ะ
  3. หาของกินที่มีประโยชน์มาไว้ใกล้มือ
    ของกินนั้นส่งผลอย่างมากต่อระดับพลังงานที่เรามีตลอดวัน ถ้าตู้เย็นและโต๊ะกินข้าวมีแต่ขนมขบเคี้ยว ก็รับรองเลยว่าเราจะหยิบสิ่งเหล่านั้นมากินก่อน และเมื่อกินแล้วจะส่งผลให้พลังงานเราตกลงไปเยอะมาก แต่ถ้าเรามีผลไม้ น้ำเปล่า หรือของกินที่มีประโยชน์อยู่ใกล้มือ ก็น่าจะช่วยให้เราไม่พลั้งปากมากเกินไป และช่วยให้เรารักษาหุ่นในช่วงทำงานจากบ้านได้
  4. ตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเองลุกจากโต๊ะทุก 30 นาที
    ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันการ burnout เพราะตอนอยู่ออฟฟิศ เราจะได้ละสายตาจากจอคอมเป็นครั้งคราวจากการที่มีเพื่อนร่วมงานมาทักทายอยู่แล้ว แต่พออยู่ที่บ้าน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในจอคอมทั้งหมด เราจึงแทบไม่ได้ลุกไปไหนเลย ผมสันนิษฐานว่านี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกหมดแรงจากการ WFH มากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ
  5. สร้าง routine ใหม่ๆ ระหว่างวันและช่วงเย็น
    ช่วงที่เราละจากจอคอม เราควรสร้าง routine ใหม่ๆ เช่นวิดพื้น 3 ครั้ง อ่านหนังสือ 3 ย่อหน้า จิบน้ำ 3 อึก ฯลฯ เพื่อเป็นการเติมพลังให้กับเรา ส่วนช่วงเย็นก็เป็น golden hours ที่เรามักจะไม่ค่อยมีตอนทำงานที่ออฟฟิศเพราะเคยแต่กลับบ้านค่ำตลอด แต่ในเมื่อเราทำงานที่บ้านแล้ว เราควรใช้โอกาสนี้ในการใช้เวลากับคนที่เรารัก อาจจะไปเดินเล่นและกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อเป็นการชาร์จแบตให้จิตใจ เสร็จจากตรงนั้นแล้วค่อยมาเคลียร์งานอีกนิดหน่อยก็ถือเป็นอันจบวัน

และนี่คือ 5 สิ่งที่เราทำได้สำหรับการ work from home รอบนี้ให้ดีกว่าเดิม ใครมีไอเดียอะไรอื่นๆ อีกมาแชร์ได้เลยนะครับ

5 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือ Personal OKRs

วันนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Personal OKRs: ชีวิตจะสำเร็จตามเป้าหมาย ถ้าวัดผลได้เป็นระบบ” ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ จบครับ

แม้ผมเองจะใช้ OKR มาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยเอามาใช้กับชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน เพราะโดยจริตแล้วไม่ใช่คนสนุกกับการตั้งเป้าหมายและติดตามผลขนาดนั้น

แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1.ก่อนเขียน OKR ให้เขียน Mission, Vision, Values
เหตุผลที่ทำ OKR ไม่สำเร็จเพราะบางทีมันไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการและตัวตนของเราอย่างแท้จริง ดังนั้นก่อนจะเขียน OKR เราควรจะให้เวลากับการนั่งคิดว่าอะไรเป็น mission vision และ values ของเราบ้าง จากนั้นจึงค่อยตั้ง OKR ที่ไม่ขัดกับสิ่งเหล่านี้

2. ควรมี OKR ระดับ 3 ปี / 1 ปี / 3 เดือน
OKR ขององค์กรนั้นมักจะเป็นระดับ 3 เดือน แต่ OKR ส่วนตัวควรจะมีระดับ 3 ปีด้วย เพราะมันจะทำให้เราวาดภาพอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยกำหนดทิศทางว่า OKR ระดับ 1 ปีกับ 3 เดือนนั้นควรจะหน้าตาแบบไหน

3. ตั้ง OKR แล้วจะเครียดน้อยลง
หลายคนคิดว่าการตั้งเป้าหมายและติดตามผลนั้นจะทำให้ชีวิตยากหรือเครียดเกินไปรึเปล่า ผมจึงขอยกคำพูดจากอาจารย์นภดลมาเลยแล้วกันครับ
“ผมว่าการมีเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่ความเครียดเลยครับ กลับกัน เป้าหมายเหล่านี้จะมีส่วนช่วยอยากให้เราลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ อีกมากมาย ความเครียดหลายครั้งเกิดจากการไม่รู้เป้าหมายมากกว่า”

4. การทำ OKR ไม่ได้ตามเป้าไม่ได้แปลว่าล้มเหลว
หนึ่งใน OKR ของอาจารย์นภดลคือการได้มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติแบบ top tier ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ก็โดนปฏิเสธไปไปหลายครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว เพราะ OKR ไม่ได้ถูกตั้งให้เราไปให้ถึง แต่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราได้ท้าทายตัวเอง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผมพูดเวลาสอนเรื่อง OKR เช่นกันว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ Performance Management tool แต่มันเป็น Engagement tool ถ้ามันถูกใช้กับคนที่เหมาะสม

5. การตั้ง OKR นั้นมีความเสี่ยงต่ำ
การลองเขียนหรือนำ OKR ไปใช้นั้นแทบไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างมากก็เสียเวลานิดหน่อยตอนเขียน ถ้าทำไม่ได้ก็แค่เลิกทำ และชีวิตเราคงไม่ได้แย่ไปกว่าตอนก่อนทำหรอก ดังนั้นมันคือการลงทุนที่ Low Risk แต่ High Return ซึ่งหาได้ไม่มากนัก

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมก็เลยลองตั้ง Personal OKRs ของตัวเองดูเป็นครั้งแรก แล้วเดี๋ยวผมจะลองเอามาเชื่อมกับการสร้าง routine ซึ่งน่าจะทำให้ผมทำสิ่งที่สอดคล้องกับ OKRs ได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองเกินไปนัก

ไว้จะมารายงานผลเมื่อสบโอกาสนะครับ 🙂


ป.ล.ใครสนใจเรื่องตั้ง OKR ในองค์กร ลองอ่านบทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อก Life@LMWN: ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ครับ

เหตุผลที่ Elon Musk ไม่ลาพักร้อน

อีลอน มัสก์นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ CEO ของ Tesla และ SpaceX แถมยังมีโปรเจคเท่ๆ อีกมากมายที่ทำให้หลายคนปวารณาตัวเป็นสาวก

สิ่งหนึ่งที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูก็คืออีลอนนั้นทำงานหนักมาก ตกสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง

และแม้จะร่ำรวยมหาศาล แต่อีลอนก็ไม่ค่อยลาพักร้อน เพราะมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ปี 2000 ตอนที่อีลอนแต่งงานกับ Justine ภรรยาคนแรก ทั้งสองวางแผนจะไปฮันนีมูนด้วยกันที่ออสเตรเลียในเดือนกันยายน แต่ระหว่างที่อีลอนเดินทางอยู่บนเครื่องบิน ผู้บริหารของ x.com (ที่จะกลายเป็น Paypal ในกาลต่อมา) ก็ออกจดหมายเรียกร้องให้บอร์ดปลดอีลอนออกจากตำแหน่ง CEO และแต่งตั้ง Peter Thiel เป็น CEO แทน พออีลอนเดินทางถึงซิดนี่ย์แล้วทราบข่าว ก็ต้องจองตั๋วเครื่องบินบินกลับอเมริกาทันทีเพื่อไปต่อสู้เรื่องนี้ แผนฮันนีมูนเป็นอันล่ม

อีกสามเดือนถัดมา อีลอนวางแผนไปฮันนีมูนกับจัสทีนอีกครั้ง คราวนี้เป็นทริปสองสัปดาห์ สัปดาห์แรกในบราซิล สัปดาห์ที่สองในแอฟริกาใต้ใกล้ชายแดนประเทศโมซัมบิก ระหว่างที่อยู่ในแอฟริกาใต้อีลอนก็ติดเชื้อมาเลเรียชนิดรุนแรง (falciparum malaria) โดยไม่รู้ตัว

เมื่ออีลอนกลับมาถึงแคลิฟอร์เนีย อีลอนก็ป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่ออยู่หลายวัน จัสทีนพาเขาไปโรงพยาบาล ซึ่งหมอก็วินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) พอให้ยาอาการก็ดีขึ้นชั่วคราว แต่พอกลับถึงบ้านอาการก็แย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นเดินไม่ได้ จนภรรยาต้องนำส่งโรงพยาบาลอีกเป็นคำรบสอง ซึ่งเจ้าหมอคนที่สองก็วินิจฉัยผิดอีกว่าเป็นมาเลเรียอีกสายพันธุ์หนึ่งจึงไม่กล้าให้ยาเยอะมากเพราะกลัวผลข้างเคียง

โชคยังดีที่มีหมอจากอีกโรงพยาบาลหนึ่งมาเยี่ยมพอดี หมอคนนี้ทำเคสมาเลเรียมาอย่างโชกโชน พอเห็นอาการอีลอนเลยลองเอาเลือดไปตรวจอีกครั้งและตัดสินใจให้ยาปฏิชีวนะแบบเต็มพิกัด

อีลอนต้องนอนใน ICU นานถึง 10 วันและใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะกลับมาหายดี น้ำหนักของอีลอนลดลงไป 20 กิโล จนเสื้อผ้าส่วนใหญ่ในตู้นั้นใส่ไม่ได้

“เหตุการณ์คราวนั้นทำผมเกือบตาย” อีลอนกล่าว

“มันทำให้ผมได้บทเรียนว่า การลาพักร้อนนั้นมันฆ่าคุณได้เลยนะ” (“Thats’ my lesson for vacation: vacations will kill you.”)

สงกรานต์นี้ ขอให้ทุกคนได้พักผ่อนและดูแลสุขภาพให้ดีนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Elon Musk: Tesla, SpaceX, and the Quest for a Fantastic Future

ถ้ากำลังหลีกเลี่ยงงานใหญ่ ให้ลองทำสองข้อนี้

ข้อแรก แตกงานใหญ่ให้เป็นงานย่อยที่ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที
เพราะงานใหญ่นั้นมันน่ากลัว ดูแล้วต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เราก็เลยหลีกเลี่ยงมันมาตลอด แต่ถ้าเราลองแตกมันออกมาเป็นงานย่อยๆ ที่ทำเสร็จโดยใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที เราจะกล้าทำแต่ละสเต็ปมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้น เมื่อได้เริ่มแล้วเราจะมีโมเม็นตัมที่จะไปต่อได้เอง

ข้อที่สอง เมื่อทำงานย่อยแต่ละชิ้นเสร็จแล้ว จงให้รางวัลตัวเอง
อาจจะกินขนม อาจจะเดินไปคุยกับเพื่อน อาจจะเข้า social media (แต่อย่านาน) เมื่อเราให้รางวัลตัวเองตอนทำงานเสร็จ สมองเราจะเชื่อมโยงการกระทำกับรางวัล (associate action with reward) และทำให้เรามีความรู้สึกที่ดีต่องานมากขึ้นจนเกิดเป็น positive loop

ไม่ต้องห่วงว่าจะให้รางวัลตัวเองมากเกินไป เพราะพอทำไปสักพัก ความก้าวหน้าในงานจะตอบแทนตัวมันเอง

สิ่งสำคัญตอนนี้คือการเริ่มต้นและสร้างอารมณ์ในเชิงบวกให้กับงานที่เราหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดครับ

สิ่งที่ควรระลึกเวลารู้สึกผิดที่จะ Say No

เมื่อวานนี้ผมมีสอนเรื่อง Time Management ให้พนักงานใหม่

ผมพูดว่ามี productivity hacks สองข้อที่ทุกคนควรใส่ใจ

หนึ่งคือนอนให้เพียงพอ เพราะการนอนมักเป็นสิ่งแรกที่เรายอมแลกเมื่อมีเรื่องให้ต้องทำมากเกินไป แต่จริงๆ แล้วการนอนให้พอนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการมีวันที่ดีและการทำงานให้ได้ดี

ส่วนแฮ็คที่สองคือเราต้องหัด say no ให้เป็น

เราไม่ค่อยกล้าปฏิเสธใครเพราะเรากลัวจะดูเป็นคนไม่มีน้ำใจ แต่ถ้าเราไม่หัดปฏิเสธคนบ้างเลย สุดท้ายเราจะไม่ได้ทำเรื่องสำคัญสำหรับเรา เพราะเรามัวแต่ทำเรื่องสำคัญของคนอื่น

เวลาจะปฏิเสธนั้นไม่ใช่ทำอย่างไร้เยื่อใย เราต้องรู้จักมอบทางเลือกให้คนที่มาขอความช่วยเหลือด้วย เช่นต่อรองเรื่องเวลาว่าจะทำให้ได้เมื่อไหร่ หรือแนะนำคนอื่นที่อาจจะช่วยแทนเราได้

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเราต้องแยกแยะให้ออกว่าการปฏิเสธคำขอกับการปฏิเสธตัวตนของคนที่ขอนั้นไม่เหมือนกัน

เวลาใครมาขอให้เราช่วยอะไร เขากำลัง “ขาย” อะไรบางอย่าง อาจจะเป็นไอเดีย อาจจะเป็นงาน อาจจะเป็นเป้าหมาย ถ้าเขาขายเราสำเร็จ เราก็ต้อง “ซื้อ” ไอเดียนั้น ซึ่งไม่ใช่การซื้อด้วยเงิน แต่เป็นการซื้อด้วยเวลา

ดังนั้น ก่อนที่เราจะจ่ายเวลาอันมีค่าออกไป ลองคิดให้ดีว่าเราอยากซื้อไอเดียนั้นจากเขาจริงรึเปล่า ถ้าไม่อยากซื้อ เราก็ยังไม่จำเป็นต้องจ่าย และการที่เราปฏิเสธข้อเสนอก็เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธคนที่มาเสนอ – denying a request is not the same thing as denying the person making the request.

เมื่อเราแยกแยะได้ระหว่างสิ่งที่ขอกับตัวตนของคนที่ขอ เราก็จะมีความกล้ามากขึ้นที่จะปฏิเสธคำขอนั้นอย่างนุ่มนวลและด้วยความเคารพ และยังรักษาสัมพันธภาพอันดีเอาไว้ได้

เรียนรู้ที่จะ say no แล้วเราจะจัดการชีวิตได้ดีขึ้นครับ

มีความสุขกับงานด้วยการหา Personal Why ให้เจอ

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า extrinsic motivation และ intrinsic motivation

Extrinsic motivation คือแรงจูงใจจากภายนอก เช่นเงินตรา ตำแหน่ง ชื่อเสียง

ส่วน intrinsic motivation คือแรงจูงใจที่ขับมาเองจากภายใน เช่นอยากเห็นงานนี้มันสำเร็จ หรือว่างานนี้มันเติมเต็มอะไรบางอย่าง

นักวิทยาศาสตร์พบว่า แรงจูงใจสองอย่างนี้ต่างกันมาก และถูกขับเคลื่อนจากสมองคนละส่วนด้วยซ้ำไป

Extrinsic motivation นั้นถูกขับเคลื่อนจากสมองส่วนเดียวกับที่เกี่ยวกับวินัยแบะการควบคุมตนเอง ในขณะที่ intrinsic motivation นั้นถูกขับเคลื่อนโดยสมองส่วนเดียวกับที่ดูแลเรื่องความต้องการและความปรารถนา (needs & desires)

ดังนั้น ถ้าเราหา intrinsic motivation ของงานแต่ละชิ้นได้เจอ เราจะรู้สึก “อยาก” ที่จะทำมันมากขึ้นและจะมีความสุขกับมันมากขึ้นด้วย

สิ่งนี้เรียกสั้นๆ ว่า Personal Why หรือเหตุผลที่เราจะลงมือทำงานแต่ละอย่าง

มีเรื่องเล่าจาก “เดวิด” ซึ่งเป็น CEO โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งที่อยากจะเข้าใจเนื้องานในโรงพยาบาลมากขึ้น เขาจึง “ปลอมตัว” เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่พยาบาล และวิ่งเข้าวิ่งออกห้องฉุกเฉินพร้อมกับเตียงผู้ป่วยไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ

เดวิดสังเกตเห็นช่างคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับประตูแบบ swing door เหมือนที่เราเห็นในหนัง เดวิดถามช่างคนนั้นว่าทำอะไรอยู่ ช่างเลยตอบว่า

“ผมพยายามไขน็อตประตูให้มันแน่นพอดีๆ เพราะถ้าแน่นเกินไป ประตูจะแข็งและเหวี่ยงแรงมาก ถ้าคนไข้ที่อยู่บนเตียงถูกลากผ่านประตูแบบนั้นคงจะตกใจ และไม่ช่วยให้คนไข้อาการดีขึ้น!”

ทั้งๆ ที่ช่างอาจจะมองว่างานซ่อมประตูเป็นเรื่องที่ซ้ำซากน่าเบื่อ แต่เขากลับมี personal why ที่มอบคุณค่าและความหมายให้กับเขา

กลับมามองที่ตัวเอง

บางทีเราก็ยุ่งมาก วุ่นมาก มีเรื่องให้ต้องทำเยอะเกินไป บางงานก็สนุก บางงานก็ต้องกัดฟัน บางงานก็ดูไร้สาระ จนบางทีก็อดไม่ได้ที่จะขุ่นข้องหมองใจอยู่ลึกๆ

แต่ทุกงานที่เราทำมันกำลังสร้างคุณค่าบางอย่าง

มองให้ออกว่างานนั้นมันสร้างคุณค่าอย่างไร และมันสอดคล้องกับสิ่งที่เรายึดมั่นอย่างไร

หา Personal Why ของเราให้เจอ แล้วเราจะมีความสุขกับงานมากขึ้น

หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะไม่ทุกข์ทนกับมันจนเกินควรครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ How To Have A Good Day by Caroline Webb

To Do List ของมะรืนนี้

ธรรมดาผมจะใช้แอป Todoist ในการจดงานทุกอย่าง

เมื่อเริ่มต้นวัน ผมก็จะเปิด Todoist เพื่อจะเลือก 3 MIT หรือ Most Important Tasks ขึ้นมาเขียนในสมุด นี่คืองานสามงานที่เราต้องพยายามให้เสร็จหรือสร้างความก้าวหน้าในวันนี้เพราะมันมี impact มากที่สุด

จากนั้นก็จะลิสต์งานอื่นๆ ที่ใช้เวลาไม่มากนัก อีกซัก 5-10 งาน โดยแบ่งเป็นงานที่ต้องทำที่โต๊ะและงานที่ไม่ต้องทำที่โต๊ะ

ปัญหาหนึ่งของวิธีการนี้ก็คือ พอมีงานแทรกระหว่างวัน งานที่เราวางแผนไว้มักจะไม่ได้ทำ

วิธีที่ช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ คือมี to do list ของอีกสองวันถัดไปรอไว้เลย

ถ้างานที่เข้ามาระหว่างวันมันไม่ได้ด่วนมากและไม่ได้สำคัญมาก แต่ก็อยากทำให้เสร็จภายในวันสองวันนี้ ผมก็จะไปเขียนใส่ to do list ของวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้แทน

แน่นอนว่าวิธีนี้ไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ งานบางอย่างที่เข้ามาก็ต้องทำทันทีจริงๆ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยสร้างโอกาสให้เราหยุดคิดมากขึ้นว่า งานนี้จำเป็นต้องทำตอนนี้จริงรึเปล่า

เพราะงานที่สำคัญสำหรับคนอื่น มันอาจไม่ได้สำคัญสำหรับเรา

มี to do list ของวันพรุ่งนี้และวันมะรืนเพื่อเป็นบัฟเฟอร์สำหรับงานที่รอได้

เราจะได้สะสางเรื่องสำคัญจริงๆ ของวันนี้ให้แล้วเสร็จตามที่ตั้งใจครับ

ไม่มีทีมงานที่แย่ มีแต่หัวหน้าที่แย่

“There are no bad teams, only bad leaders”
-Jocko Willink

คนทำงานทุกคนมีศักยภาพอยู่ในตัว ผู้นำที่ดีคือคนที่สามารถดึงศักยภาพเหล่านั้นออกมาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายของทีมได้

เวลาทีมฟุตบอลฟอร์มตก คนแรกๆ ที่จะโดนตำหนิก็คือผู้จัดการทีม

ถ้าทีมทำงานช้า เกี่ยงงาน ไม่ให้ความร่วมมือ คนที่ควรโดนตำหนิก็คือหัวหน้าเช่นกัน

ถ้าเราเป็นหัวหน้า แล้วลูกน้องยังทำงานไม่ได้ดั่งใจ ลองกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ว่าเราสอนเขาดีพอหรือยัง ใช้คนถูกกับงานหรือยัง เรามีความเป็นผู้ใหญ่พอหรือยัง

มีคนกล่าวไว้ว่าฝูงแกะที่นำโดยสิงโตนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าฝูงสิงโตที่มีแกะเป็นจ่าฝูง

ถ้ารู้ตัวว่าทีมของเรามีสิงโตเป็นหัวหน้า ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แม้งานจะหนัก งานจะยาก แต่เราก็ยังโชคดีกว่าใครหลายคน

แต่ถ้าทีมของเรามีแกะเป็นหัวหน้า หรือหนักกว่านั้นคือมีเด็กเลี้ยงแกะเป็นหัวหน้า ก็ขอให้ใช้โอกาสนี้ในการหล่อหลอมตัวเองให้เก่งและแกร่งกว่าเดิม

และเรียนรู้ว่าโตขึ้นเราจะไม่เป็นหัวหน้าแบบนั้นครับ