หน้าที่ของลูกน้องคือทำให้หัวหน้าดูดี

20200712b

ฟังดูเหมือนเป็นการประจบประแจง แต่ที่จริงมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

ผมเคยเขียนไว้ในหนังสือ Thank God It’s Mondayฯ ว่าเราทุกคนมีความต้องการหลักๆ แค่สองอย่างในชีวิต หนึ่งคือ Security และสองคือ Significance

Security คือความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย

Significance คือความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ

ถ้าใครมอบ 2S นี้ให้เราได้ เราก็จะรู้สึกดีกับคนคนนั้น

เช่นเดียวกัน ถ้าเรามอบ 2S นี้ให้ใครได้ เขาก็จะรู้สึกดีกับเราเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวหน้า

อย่าลืมว่าหัวหน้าของเราต้องแบกรับผิดและรับชอบผลงานของทั้งทีม ถ้าเราทำงานออกมาได้ดีมีคุณภาพ หัวหน้าเราย่อมแฮปปี้เพราะเขาสามารถเอางานของเราไปนำเสนอใครต่อใครได้อย่างภาคภูมิใจ และเมื่อผลงานของทีมดี เขาย่อมได้ทั้ง Security และ Significance ในคราวเดียวกัน

ในทางกลับกัน ถ้างานของเราไม่ได้เรื่อง หัวหน้าต้องมาตามแก้หลายๆ รอบ นั่นย่อมทำให้เขาสูญเสียเวลาอันมีค่า แทนที่จะเอาไปสร้างผลงานอื่นๆ กลับต้องมานั่งปัดกวาดเช็ดถูความไม่เรียบร้อยในงานของลูกน้อง แถมถ้าข้อมูลผิดพลาดและทำให้บริษัทเสียหาย 2S ของหัวหน้าก็จะลดลงไปไม่น้อย

ทำงานของเราให้ดีเพื่อจะทำให้หัวหน้าของเราดูดี แล้วหัวหน้าจะดูแลเราดีเองครับ

ให้งานเดินหน้าด้วยการ disagree and commit

20200707c

ในที่ทำงาน เป็นเรื่องปกติที่เราจะมีความเห็นต่าง

ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง มีข้อมูลที่ตัวเองได้รับ มีภาพอนาคตที่ตัวเองเห็นสำหรับทางเลือกแต่ละทาง

แต่ถ้าเราไม่ใช่คนตัดสินใจหรือ decision maker บทบาทของเราย่อมสิ้นสุดตรงการนำเสนอความเห็นของเราให้หมดจด จากนั้นหัวหน้าจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเคารพการตัดสินใจนั้น

ประโยคหนึ่งที่ใช้ในองค์กรต่างชาติคือคำว่า disagree and commit

คือไม่เห็นด้วยหรอกนะ แต่ก็เอาไงเอากัน เพราะลงเรือลำเดียวกันแล้ว

ซึ่งดีกว่าวิธีตรงกันข้าม คือ agree but no commitment – ในที่ประชุมไม่ยอมบอกว่าต้องการอะไร เขาฟันธงมาอย่างไรก็ไม่ขัดขืน แต่พอออกมานอกห้องกลับไปคุยกันลับหลังว่าไม่เห็นด้วย ถ้าทำงานกันอย่างนี้ก็ไปต่อลำบาก

องค์กรที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องมี “ความสามัคคีทางความคิด” จริงๆ แล้วถ้าทุกคนคิดเหมือนกันแสดงว่ามีหลายคนที่ไม่ได้ใช้ความคิดด้วยซ้ำ

เป็นการดีกว่าที่เราจะเห็นต่างและถกเถียงกันให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นเมื่อตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว ก็ขอให้มีความเป็นมืออาชีพพอที่จะ commit แล้วนำมันไปสานต่อจนกว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นครับ

30% ของเงินเดือนคือค่าอดทน

20200707

ผมเคยคิดเล่นๆ ว่าในเงินเดือน 100 บาท เป็นค่าแรง 40 บาท ค่าความสามารถ 30 บาท และค่าความอดทน 30 บาท

ลูกน้องเงินเดือน 20,000 เป็นค่าอดทนเสีย 6,000

อดทนกับการรอรถ อดทนกับงานที่เลือกไม่ได้ อดทนกับความเอาแต่ใจของหัวหน้า

หัวหน้าเงินเดือน 50,000 เป็นค่าอดทนเสีย 15,000

อดทนกับความรับผิดชอบที่มากขึ้น อดทนกับลูกน้องที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจ อดทนกับการถูกนินทา อดทนกับการอยู่ตรงกลางระหว่างข้างล่างกับข้างบน

เจ้าของเงินเดือน 300,000 เป็นค่าอดทนเสีย 90,000

อดทนกับภาระที่ต้องดูแลคนนับสิบนับร้อยคน อดทนกับการหาเงินสดมาให้ทันจ่ายเงินเดือน อดทนเป็นผู้ร้ายในสายตาของลูกจ้าง อดทนกับการนอนไม่หลับ อดทนกับความเสี่ยงที่อาจต้องสูญเสียสิ่งที่เคยสร้างมาทั้งหมด

ขึ้นชื่อว่าคนทำงาน มันมีเรื่องให้ต้องอดทนกันทั้งนั้น ยิ่งเงินเดือนสูงความอดทนยิ่งต้องสูงตามไปด้วย

ถ้าคิดเสียว่าส่วนหนึ่งของเงินเดือนคือค่าอดทน เราก็จะวางใจได้ถูกต้องขึ้นเมื่อเจอเรื่องที่เราไม่ชอบใจครับ

—–

หาซื้อหนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ซึ่งว่าด้วยเรื่องการทำงานอย่างมีความสุขได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ

หาโดมิโนตัวแรกให้เจอ

20200629b

ธรรมดาผมจะวิ่งจ๊อกกิ้งเช้าวันอังคาร พฤหัสฯ และวันเสาร์

วันอังคารวิ่งระยะกลาง วันพฤหัสฯ วิ่งระยะสั้น วันเสาร์วิ่งระยะยาว

อังคารที่แล้วผมวิ่งได้ค่อนข้างน้อย เหตุเนื่องมาจากตื่นสายไปหน่อย วิ่งได้แค่ครึ่งชั่วโมงก็ต้องเลิก หนึ่งเพราะแดดเริ่มร้อน สองเพราะต้องไปทำงาน

เหตุผลที่ตื่นสาย เพราะคืนก่อนหน้านั้นนอนดึก

ที่นอนดึกก็เพราะกว่าจะเอาลูกเข้านอนได้ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว

ที่ลูกนอนดึกเพราะผมกลับบ้านค่อนข้างค่ำ

ที่กลับบ้านค่ำเพราะต้องนั่งเคลียร์งาน

ที่ต้องมานั่งเคลียร์งานช่วงค่ำ เพราะระหว่างวันทำงานสะเปะสะปะไปหน่อย ทำให้บางอย่างที่ควรเสร็จตั้งแต่หัววันดันไม่เสร็จ และจะรอวันถัดไปก็สายเกิน

ที่ทำงานสะเปะสะปะเพราะตอนเช้าไม่ยอมเขียน to do list ลงในกระดาษให้ชัดเจนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง และงานอะไรที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้เท่านั้น

เหตุการณ์ทุกอย่างมีที่มาที่ไปของมัน

สิ่งที่เราเจอในตอนนี้ เป็นผลจากสิ่งที่เราทำก่อนหน้านี้

เปรียบเสมือนโดมิโนที่วางเรียงกันอยู่ เมื่อตัวหนึ่งล้ม โดมิโนตัวอื่นๆ ในแถวก็ล้มตามไปด้วย

การไม่ยอมเขียน to do list ในเช้าวันจันทร์ คือโดมิโน่ตัวแรกที่ทำให้ผมวิ่งได้นิดเดียวในเช้าวันอังคาร

เวลาเราเจอปัญหาอะไร ลองพยายามสืบสาวราวเรื่องที่มา เพราะสิ่งนั้นเกิด สิ่งนี้จึงเกิด

กลับไปหาโดมิโนตัวแรกให้เจอ แก้ที่ต้นทาง แล้วปลายทางจะตรงได้เองครับ

—-

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

OKR ไม่ใช่เป้าหมาย

20200617

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results ที่บูมในเมืองไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายองค์กรพยายามเอา OKR มาใช้แทน KPI

สิ่งที่ต้องระวังคือการระลึกให้ได้ว่า OKR ไม่ใช่เป้าหมาย KPI ก็ไม่ใช่เป้าหมาย

OKR เป็นเพียงเครื่องมือ

เครื่องมือที่จะช่วยพาเราเดินไปสู่เป้าหมาย

หากเราจับจ้องที่เครื่องมือมากเกินไป เราจะเผลอนึกว่าเครื่องมือเป็นเป้าหมายเสียเอง

เหมือนเรามองนิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ ถ้าไม่ตั้งสติให้ดีเราอาจเผลอนึกว่านิ้วชี้คือพระจันทร์

ฝรั่งมีคำพูดที่ว่า the map is not the territory – แผนที่ไม่ใช่พื้นที่

แผนที่เป็นเพียงภาพจำลองของพื้นที่จริงเท่านั้น ถ้าเราเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูแผนที่ เราก็จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดูพื้นที่เลย

หลายอย่างในชีวิตเราจึงเป็นแค่เพียงเครื่องมือ เป็นแค่แผนที่ เป็นแค่นิ้วที่ชี้พระจันทร์

เงินก็เป็นหนึ่งในนั้น

เงินเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

แต่เมื่อเราทำอะไรเพื่อให้ได้เงินมานานๆ เข้า เราก็ม้กจะโฟกัสไปที่ตัวเงินจนหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริง

เป้าหมายก็คือเป้าหมาย เครื่องมือก็คือเครื่องมือ เชื่อมโยงกันแต่ไม่อาจทดแทนกันได้

แยกแยะให้ออก ชีวิตจะได้ไม่ถลอกปอกเปิกจนเกินไปครับ

เวลาดูคนเก่งอย่าดูแค่สิ่งที่เขาทำ

20200616

ให้ดูสิ่งที่เขาไม่ทำด้วย

เมื่อวานนี้ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่เราไม่ควร Work from home ทุกวัน” โดยอ้างอิงถึง Silent Knowledge หรือความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้ ต้องอาศัยการซึมซับหรือครูพักลักจำเอา

แล้วผมก็คิดได้อีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรมาทำงานที่ออฟฟิศ คือเราจะได้เรียนรู้ว่าคนเก่งๆ นั้นเขาไม่ทำอะไรกัน

เช่นเวลามีคนส่งเมลมาต่อว่าทีม แทนที่หัวหน้าเราจะส่งเมลโต้แย้ง เขาอาจจะเลือกเดินไปหาคนส่งเมลเพื่อคุยกันแบบตัวต่อตัว

สิ่งที่เขาทำคือการเดินไปคุย แต่สิ่งที่เขาไม่ทำคือเขาไม่อารมณ์เสีย ไม่บ่น ไม่ด่วนโต้ตอบ ซึ่งเราอาจจะไม่มีโอกาสมองเห็นสิ่งเหล่านี้ถ้าเราทำงานที่บ้าน

การรู้ว่าควรทำอะไรบ้างนั้นสำคัญก็จริง แต่การรู้ว่าไม่ควรทำอะไรนั้นอาจสำคัญยิ่งกว่า

Charlie Munger คู่หูของ Warren Buffet บอกว่า พวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่ฉลาดล้ำลึก แค่พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำอะไรโง่ๆ เท่านั้นเอง

“It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”

หนังสือการเป็นผู้นำอย่าง What got you here won’t get you there ก็บอกว่า ถ้าอยากเป็นผู้นำที่ดีคุณไม่ต้องทำดีอะไรหรอก แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ – don’t be a jerk.

คำสอนที่เรารู้จักกันดีอย่างศีลห้าหรือบัญญัติสิบประการก็ไม่ได้บอกให้เราทำอะไร แค่บอกว่าเราไม่ควรทำอะไร พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

คนที่เราชื่นชมเขาทำอะไรได้หลายอย่าง นั่นเป็นเพราะเขาเลือกที่จะไม่ทำบางอย่าง เขาจึงมีเวลาและมีแรงเหลือมาลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้

ที่เราเห็นคนเก่งๆ แล้วเราท้อถอย เพราะเราพยายามไปทำตามสิ่งที่เขาทำ

วิธีที่ยั่งยืนกว่า คือดูว่าเขาไม่ทำอะไร แล้วถ้าเรายังทำอยู่ก็เลิกซะ

มองให้เห็นในสิ่งที่คนเก่งไม่ทำ แค่นี้ชีวิตก็ดีขึ้นได้แล้วครับ

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

เหตุผลที่เราไม่ควร Work From Home ทุกวัน

20200615

เมื่อประมาณเกือบสองปีที่แล้ว ทาง Wongnai ได้เชิญ “พี่ด้วง” ดวงฤทธิ์ บุนนาค มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้พวกเราฟังในกิจกรรม Wongnai WeShare

หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ silent knowledge

ความรู้ที่เราได้จากโรงเรียนหรือจากตำราเรียกว่า articulated knowledge

articulate แปลว่า พูดออกมาอย่างชัดเจน

articulated knowledge จึงเป็นความรู้ที่ถูกถ่ายทอดด้วยภาษา มีการบันทึกไว้เป็นหลักสูตร

articulated knowledge เป็นพื้นฐานของการศึกษาทั่วโลก และนี่คือเหตุผลที่วงการการศึกษากำลังแย่ มหาวิทยาลัยกำลังลำบาก เพราะ articulated knowledge หาได้ในอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว

ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าสิ่งที่เราเรียนที่มหาลัย เราได้เอามาใช้กี่เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่เราทำวันนี้ เราเรียนรู้ได้โดยที่ไม่ต้องมีใครสอน นี่คือเหตุผลที่การศึกษาในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

แต่ silent knowledge คือการเรียนรู้ที่ไม่สามารถจะสอนได้ ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้ เหมือนการเรียนกับช่างไม้ ที่ต้องไปฝากตัวอยู่กับครูนานๆ ถึงจะทำได้

เพราะเวลาเราเรียนรู้จากคนเก่งๆ หลายครั้งเขาไม่ได้เอ่ยปากสอนด้วยซ้ำ แต่เราเรียนรู้ได้เองจากการสังเกตสีหน้า ท่าทาง การคุมอารมณ์ ความตั้งใจ ความเข้มข้นในการทำงาน

ช่วงที่เราปิดโควิดกันไปสองเดือน ดูเหมือนว่าหลายคนกำลังติดใจการ work from home จนคิดว่าการมาเข้าออฟฟิศนั้นไม่จำเป็น

แต่การทำงานที่บ้านอย่างเดียวไม่ทำให้เกิด silent knowledge ครับ หรือถึงจะเกิดก็เกิดได้น้อยกว่าการทำงานที่ออฟฟิศมาก

แน่นอนว่าเรื่องโควิดเราก็ห้ามการ์ดตก เรายังต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรทำงานจากที่บ้านห้าวันต่อสัปดาห์

เพราะเราไม่ได้มาทำงานเพื่อจะหาเลี้ยงชีพอย่างเดียว แต่เรากำลังหาอย่างอื่นด้วย

และบางอย่างจะหาเจอได้ก็ต่อเมื่อเราได้พบปะพูดคุยกับมนุษย์ตัวเป็นๆ เท่านั้นครับ

—–

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ

20200611

วิธีการทำงานที่เรามีอยู่ตอนนี้ เราไม่ได้ทำเพราะว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่เราทำเพราะมันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ฝรั่งเรียกว่า status quo

การเปลี่ยน status quo นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เราไม่ชอบแรงเสียดทาน เราไม่ชอบความเสี่ยง เราจินตนาการไปว่าการเปลี่ยนแปลงจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่เรายังเห็นภาพไม่ค่อยชัด เราเลยยอมอยู่กับความเจ็บปวดแบบเดิมๆ ที่เราเคยชินและรู้จักดีอยู่แล้ว

แต่เกือบทุกอย่างมันดีขึ้นได้เสมอ แค่เราต้องหยุดก้มหน้าก้มตา เงยหน้า เดินถอยหลังออกมา เดินวนรอบๆ ปัญหา แล้วมองเข้ามาใหม่

มีไม่กี่คนที่ทำอย่างนี้ เพราะเราไม่อยากสร้างงานให้ตัวเองเพิ่ม ที่มีอยู่ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราเลยไม่อยากเพิ่มความไม่แน่นอนเข้ามาในชีวิตอีก

แต่ในความไม่แน่นอนนี่แหละที่ซ่อนความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซ่อนความมีชีวิตชีวาของการทำงานเอาไว้

มันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้สิ

บอกตัวเองบ่อยๆ กล้าๆ หน่อย แล้วเราจะได้พบเรื่องดีงามครับ

ถ้าเรามองไม่เห็นคู่แข่ง

20200609

นั่นอาจตีความได้สามแบบ

หนึ่ง เราทิ้งคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น

สอง เราแข่งกับตัวเอง

สาม เรามัวแต่ทะเลาะกันเอง

ถ้าตกข้อหนึ่งต้องถือว่าโชคดี แต่ก็ไม่ควรประมาท

ถ้าตกข้อสองก็เท่ แต่ชำเลืองเค้าไว้บ้างก็ไม่เสียหาย

ถ้าตกข้อสามก็น่าเป็นห่วงที่สุด ถ้าเรามัวแต่จับผิด เกี่ยงงาน แบ่งพรรคแบ่งพวก เราก็กำลังทำลายทรัพยากรที่มีค่าที่สุดคือปัญญา เวลา และคุณค่าของคนทำงานครับ

ไม่ต้องกลัว New Normal หรอก กลัว Old Normal ดีกว่า

20200602

เพราะมนุษย์นั้นปรับตัวได้เก่งกว่าที่เราคิด หากมันมีอะไรที่บังคับให้เราต้องเปลี่ยน เราก็เปลี่ยนมันได้แทบจะชั่วข้ามคืน เหมือนที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเปลี่ยนมาสอนออนไลน์ หรือผู้บริหารเปลี่ยนมาประชุมผ่าน Zoom จนมีคนแซวว่าโควิด-19 นี่เก่งกว่า CTO อีกเพราะทำให้ Digital Transformation เกิดขึ้นได้จริงๆ

สิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ล้วนเคยเป็น new normal ด้วยกันทั้งนั้น ที่เห็นชัดสุดคือการสื่อสารที่เปลี่ยนจากจดหมายมาเป็นอีเมล เปลี่ยนจากโทรศัพท์มาเป็นแชท

สมัยก่อนใครจะยอมให้เพื่อนอัพโหลดรูปของเราไปไว้ในเน็ตแถมให้คนไม่รู้จักมาเห็นหน้าเห็นชื่อเราได้ด้วย แต่ Facebook ก็ normalize มันไปเรียบร้อยแล้ว

สมัยก่อนใครจะยอมให้คนแปลกหน้าจากต่างแดนมานอนที่บ้านของตัวเอง แต่ Airbnb ก็ normalize พฤติกรรมนี้เรียบร้อยแล้ว (และต้องหาทาง normalize อีกรอบหลังโควิด)

สมัยก่อนดาราสวยๆ ที่ไหนจะมาเต้นตลกๆ ร้องเพลงลิปซิงค์ให้ฟรีๆ แต่ Tiktok ก็ normalize ให้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ดังนั้น New Normal จึงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด

สิ่งที่เราควรกลัวมากกว่าคือ Old Normal ต่างหาก

เมื่อเช้าฝนตกหนักเหมือนฟ้ารั่ว เพิ่งซาไปตอน 7 โมงนิดๆ โชคดีที่วันนี้ผมทำงานที่บ้าน ถ้าเป็นวันเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วรถคงจะติดกันถล่มทลายเพราะทุกคนต้องไปทำงานแถมโรงเรียนยังเปิดเทอมแล้วด้วย

คำถามก็คือหลังจากจบโควิดแล้ว จะยังมีองค์กรไหนกลับไปใช้กฎกติกาที่ “การทำงาน” หมายถึงการ “มาถึงออฟฟิศแล้วตอกบัตรตอน 8 โมงเช้า” รึเปล่า เพราะถ้าผู้บริหารและ HR ยังทำอย่างนั้นก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ

เทคโนโลยีเปลี่ยนไปตั้งมากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่กฎอย่างการเข้างาน 8 โมงเช้านี่อยู่มา 40 ปีแล้วยังไม่ยอมเปลี่ยนกันอีก*

เมื่อโลกเปลี่ยน กติกาก็ควรจะเปลี่ยนตาม สมัยก่อนเดินออกจากออฟฟิศก็ถือว่าจบเวลาการทำงานแล้ว แต่สมัยนี้เทคโนโลยีเอื้อให้พนักงานทำงานจากที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ องค์กรจึงคาดหวังให้พนักงาน flexible พอที่จะตอบแชทแม้จะเป็นนอกเวลางาน แต่ถ้าองค์กรเองกลับไม่ flexible เรื่องเวลาและสถานที่ในการทำงานบ้างเลยก็คงดูเอาแต่ได้ไปหน่อย

ถ้าวันนี้ฝนตกหนัก การบังคับให้พนักงานต้องฝ่าฝนฝ่ารถติดเพื่อมาถึงออฟฟิศภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้เพราะกฎเขียนบังคับเอาไว้ก็ต้องถือเป็นโศกนาฎกรรม

เวลาเข้างานนี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง ยังมีอีกหลายแง่มุมในองค์กรที่ “หมดเขต” ไปตั้งนานแล้วแต่เรายังทำเพียงเพราะความเคยชิน

เมื่อโควิดนำ New Normal มาให้ ก็ขอให้ใช้มันเป็นโอกาสในการลดละเลิก Old Normal ที่ไม่เมคเซ้นส์อีกต่อไป

ทำอย่างนี้ได้ก็น่าจะเป็นคุณกับทุกฝ่ายนะครับ

—–

* แน่นอนว่าในบางธุรกิจเช่นโรงงานหรืองานบริการ การมาถึงตรงเวลานั้นยังจำเป็นอยู่ แต่งานที่เป็น white collar หรืองานที่ไม่มีเวลาเลิกงานที่แน่นอนก็ควรยืดหยุ่นเวลาเริ่มงานด้วยเช่นกันครับ

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ