พนักงานมี Quiet Quitting องค์กรก็มี Quiet Hiring

เมื่อช่วงต้นเดือน a day BULLETIN มาชวนผมคุยเรื่อง Quiet Quitting ที่เป็นเทรนด์อยู่ใน TikTok

ผมเองแม้จะทำงานสาย HR แต่ไม่ได้เล่น TikTok ก็เลยไม่ได้รู้มาก่อนว่ามันกำลัง in trend พอไปอ่านดูจึงได้รู้ว่า Quiet Quitting คือการทำงานตามหน้าที่ แต่จะไม่ทำเกินหน้าที่หรือทุ่มเทมากไปกว่านี้

เขาวิเคราะห์กันว่า ที่เทรนด์นี้ถูกใจคนทำงานรุ่นใหม่ ก็เพราะว่าสองปีที่ผ่านมาการ work from home ทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัวมันหายไป ชีวิตเลยมีแต่งานกับงาน เมื่อรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบมานาน การทำ Quiet Quitting จึงเป็นเหมือนการเอาคืน เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมกลับมาโดยที่ตัวเองยังมีงานทำ

ผมตอบ a day BULLETIN ไปว่า โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า Quiet Quitting จะเป็นเทรนด์ที่มาแล้วก็ไป เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้ส่งผลดีต่อใครเลย

เนื่องจากคำแต่ละคำถูกตีความด้วยคนแต่ละคนแตกต่างกันไป มันก็มีความเป็นไปได้ที่พนักงานบางคนจะตีความคำว่า Quiet Quitting เป็นการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เข้าเกียร์ว่าง ออกแรงให้น้อยที่สุดโดยที่ยังเอาตัวรอดไปได้

ซึ่งนั่นย่อมส่งผลเสียในระยะยาวกับตัวพนักงานเอง

ไม่ใช่ทุกคนอยากเติบใหญ่เป็นผู้บริหาร แต่ก็คงไม่มีใครอยากมีชีวิตที่ย่ำอยู่กับที่เช่นกัน

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เงินเดือนที่เหมาะสมกับตัวเองเสมอ ถ้าไม่ใช่กับนายจ้างปัจจุบันก็กับนายจ้างในอนาคต

และสำหรับประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นคนทำงาน เงินเดือนมักจะสะท้อนคุณค่าที่เราสร้างได้ และคุณค่าที่เราสร้างได้ก็ขึ้นอยู่กับทักษะ ทัศนคติ และวิธีการทำงานของเรา

Quiet Quitting จึงเป็นเหมือนการกดปุ่มหยุดสำหรับการพัฒนาทุกอย่างที่กล่าวมา ซึ่งก็เท่ากับการกดปุ่มหยุดในเรื่องค่าตอบแทนเช่นกัน


ผมเพิ่งได้อ่านบทความของ Inc. Magazine: Google Secretly Uses the ‘Quiet Hiring’ Method.

เนื้อหาไม่ได้มีอะไรเพราะเป็นสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ทำกันอยู่แล้ว นั่นก็คือการโปรโมตคนข้างในขึ้นมาทำตำแหน่งที่สำคัญ แทนที่จะไปรับคนใหม่จากข้างนอก

การโปรโมตคนข้างในนั้นมีข้อดีหลายอย่าง หนึ่งคือเขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นคนทำงานดี สองคือเขาเข้าใจองค์กรดีอยู่แล้วในหลายๆ ด้าน ไม่ต้องเสียเวลามาสอนกันใหม่ และสามคือมันเป็นวิธีที่ดีที่จะรักษาคนเก่งๆ ไว้กับองค์กร

คนที่ทำงานดี ทำงานเกินหน้าที่ ผลงานมีคุณภาพ ผู้บริหารก็จะแอบนิยมชมชอบอยู่ในใจ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มีตำแหน่งที่คู่ควรกับเขาพอดี เขาก็จะเป็นคนแรกๆ ที่ผู้บริหารนึกถึงและเสนอให้เข้ามาทำตำแหน่งนี้

ส่วนคนที่ Quiet Quitting ก็จะโดนมองข้ามไปอย่างช่วยไม่ได้


แน่นอนว่างานไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่า Quiet Quitting คือทางออก เพราะถ้าคิดกันยาวๆ แล้วมันเป็นเกมที่มีแต่คนแพ้

ตึงเกินไปก็ไม่ดี หย่อนเกินไปก็ไม่เหมาะ

ทักษะที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ คือจะทำงานให้ดีได้อย่างไรโดยที่ไม่ถูกความโหดร้ายของโลกทุนนิยมบดขยี้ไปเสียก่อน จะเป็น good performer ที่สนุกกับงานและสนุกกับชีวิตด้วยได้อย่างไร

นี่คือโจทย์ที่เราแต่ละคนต้องหาจุดพอดีให้เจอด้วยตัวเองครับ

สิ่งที่พนักงานมือใหม่เรียนรู้ได้จากหน่วย SEAL

Sean Kernan หนึ่งใน Top Writer ของ Quora เคยเขียนถึงประโยชน์ของความใส่ใจต่อเรื่องเล็กๆ ไว้แบบนี้ครับ

“พ่อของผมเคยเป็นทหารของหน่วย SEAL

ที่บ้านเรานั้น การเก็บเตียงตอนเช้าเป็นเรื่องใหญ่มาก

ถ้าผมเก็บเตียงไม่เรียบร้อย หรือแย่กว่านั้นคือถ้าผมลืมเก็บเตียง พ่อจะโกรธมากและบ่นผมไม่หยุด ผมเคยสงสัยเหมือนกันนะว่าทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย แค่ไม่เก็บเตียงไม่เห็นจำเป็นต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟสักหน่อย

แต่เมื่อผมโตขึ้นผมถึงเข้าใจ

ในค่ายทหาร SEAL นั้นจะมีการตรวจการเก็บเตียงนอนอย่างละเอียด ถ้าผู้คุมเจอแม้แต่จุดเดียวที่ไม่เรียบร้อย ผู้คุมจะทำโทษคุณด้วยการให้ไปแช่น้ำเย็นเฉียบในทะเล ต่อด้วยวิดพื้นและโหนบาร์

ความเจ็บปวดจะทำให้คนหัวขี้เลื่อยกลายเป็นคนเรียนรู้ไว

หลักการของหน่วย SEAL ก็คือ หากเราไม่อาจไว้ใจให้คุณทำเรื่องเล็กๆ อย่างการเก็บเตียงได้ แล้วเราจะไว้ใจคุณให้ดูแลชีวิตเพื่อนร่วมรบในศึกสงครามได้อย่างไร

เราสามารถใช้หลักการเดียวกันนี้สำหรับการทำงานได้ด้วย

เมื่อเริ่มทำงานใหม่ๆ พวกเราส่วนใหญ่มักไม่ได้ทำงานที่สนุกนักหรอก แต่สิ่งที่เราทำได้คือเมคชัวร์ว่าเราทำงานออกมาให้ดีที่สุด แม้ว่างานชิ้นนั้นมันจะธรรมดาหรือน่าเบื่อแค่ไหนก็ตาม

เมื่อเราใส่ใจทำเรื่องเล็กๆ อย่างเต็มความสามารถและไร้ที่ติ หัวหน้าก็จะมองว่าเราเป็นคนที่ไว้ใจได้นั่นเอง”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sean Kernan’s answer to When did you realize small things matter?

คำถามยอดฮิตในการสัมภาษณ์งาน และคำตอบในใจผู้สมัคร

ผู้สัมภาษณ์: น้องเห็นตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นยังไงบ้าง?

ผู้สมัคร: ได้โปรโมตมาทำงานแทนพี่และถามคำถามที่ดีกว่านี้ครับ

ผู้สัมภาษณ์: ลองบรรยายถึงตัวเองในหนึ่งประโยคให้พี่ฟังหน่อย

ผู้สมัคร: กระชับ

ผู้สัมภาษณ์: จุดอ่อนที่สุดของน้องคืออะไรครับ

ผู้สมัคร: กล้ามเนื้อ tricep ครับ

ผู้สัมภาษณ์: ทำไมถึงอยากออกจากงานปัจจุบันล่ะ

ผู้สมัคร: ผมไม่ได้อยากออก เขาอยากให้ผมออก

ผู้สัมภาษณ์: ความสำเร็จชิ้นโบว์แดงของน้องคืออะไร

ผู้สมัคร: ไม่ตอบอีเมลใครเลยได้นานที่สุดในบริษัทครับ

ผู้สัมภาษณ์: ทำไมน้องถึงอยากได้งานนี้

ผู้สมัคร: จะได้มีเงินไปซื้อข้าวกิน จะได้ไม่อดตาย

ผู้สัมภาษณ์: น้องรับมือกับความกดดันยังไง

ผู้สมัคร: ปนๆ กันระหว่างเกรี้ยวกราดและไม่พูดไม่จากับใคร

ผู้สัมภาษณ์: น้องมีเป้าหมายอะไรบ้าง

ผู้สมัคร: มีเงินไปซื้อข้าวกิน จะได้ไม่อดตาย

ผู้สัมภาษณ์: ทางเราจะติดต่อกลับไปนะ

ผู้สมัคร: ผมตกสัมภาษณ์แล้วใช่มั้ยครับเนี่ย


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Think Again by Adam Grant – An Honest Interview