บริหารคนด้วยเทคนิค MBWA

20180418_mbwa

หนังสือ In Search of Excellence ของ Tom Peters พูดถึงเทคนิคการบริหารอย่างหนึ่งที่เรียบง่ายแต่มีประโยชน์มาก

เทคนิคนั้นมีชื่อว่า MBWA – Management by Wandering Around หรือการบริหารคนด้วยการเดินไปเดินมา

ข้อดีของ MBWA มีหลายมิิติ

หนึ่งคือมันทำให้คุณได้คุยกับคนแบบเห็นหน้ามากขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าคุยผ่านจออยู่แล้ว

สองคือคุณมีโอกาสได้เจอคนใหม่ๆ ได้คุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

สามคือคุณได้เห็นว่าในสนามจริงเขาทำงานกันยังไง บรรยากาศในทีมเป็นอย่างไร ใครขยัน ใครที่ดูก็รู้ว่าไม่ค่อยทำงานเท่าไหร่

สี่คือมันเอื้อให้เกิดความคิดหรือไอเดียใหม่ๆ เมื่อความคิดของคุณและของลูกทีมมาผสมกันแบบฉับพลันโดยไม่ตั้งใจ (spontaneous)

ห้าคือมันแสดงว่าคุณใส่ใจความเป็นอยู่ของลูกน้อง

หกคือคุณได้เดินยืดเส้นยืดสาย

เจ็ด แปด เก้า ถ้าคิดจะเขียนผมคงเขียนไปได้เรื่อยๆ

เอาเป็นว่า หัวหน้าคนไหนที่ชอบขดตัวอยู่หลังจอคอม ลองใช้ MBWA ดูนะครับ ชีวิตการทำงานของคุณน่าจะสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่มากก็น้อย

ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นหัวหน้า ไม่ได้เป็นผู้บริหาร ก็มีสิทธิ์ใช้ MBWA ได้เหมือนกัน เพราะข้อดีที่กล่าวมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริหารซักหน่อย

อย่างน้อยที่สุดก็คิดซะว่าเราได้ซ้อมไว้ก่อน เวลาขึ้นเป็นผู้บริหารจะได้ใช้เทคนิคนี้ได้คล่องครับ

7 วิธีดูว่าสไลด์เราดีพอรึยัง

20180331_7slides

การทำสไลด์เพื่อการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น Powerpoint หรือ Keynote คืองานที่คนทำงานเกือบทุกคนต้องได้ทำกัน

อย่างที่ผมเคยเขียนไปว่าเราพรีเซ้นต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง เปลี่ยนจากคนไม่รู้ให้กลายเป็นรู้ เปลี่ยนจากคนที่ไม่สนใจให้กลายเป็นสนใจ เปลี่ยนจากคนตั้งแง่ให้กลายมาเป็นพวกเดียวกับเรา

ดังนั้น เมื่อเราทำสไลด์เสร็จแล้ว เราควรตรวจทานให้ดีว่าสไลด์ของเรานั้นดีเท่าที่มันควรจะเป็นรึยัง โดยผมมีวิธีที่ใช้เป็นประจำและเห็นว่าได้ผลที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

1. ลองซ้อมพรีเซ้นต์ดูซักรอบนึงก่อน
ผมเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ซ้อมก่อนพรีเซนต์จริงเลย โดยน่าจะมีสองเหตุผลหลัก คือทำเสร็จแบบเผาขน หรือไม่ก็มั่นใจว่าตัวเองทำได้ดีอยู่แล้ว

แต่การได้ซ้อมพรีเซนต์ก่อนนั้นมีประโยชน์มากๆ ขนาดสตีฟ จ๊อบส์เองยังซ้อมพรีเซนต์หลายสิบเที่ยว แล้วเราเก่งมาจากไหนถึงคิดว่าจะทำได้ดีโดยไม่ต้องซ้อม

ควรจะซ้อมโดยให้เพื่อนซักหนึ่งคนมาช่วยฟังและจับเวลา แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ซ้อมด้วยการพูดคนเดียวเบาๆ ที่โต๊ะก็ยังดี

2.คนฟังจำอะไรได้บ้าง
เมื่อซ้อมเสร็จแล้ว ลองถามเพื่อนว่าจำอะไรได้บ้าง และสิ่งที่เขาจำได้นั้นใช่แก่นสารของเรื่องที่เราอยากนำเสนอรึเปล่า ถ้าเพื่อนบอกว่าจำอะไรไม่ค่อยได้ หรือสิ่งที่เขาจำได้ดันไม่ใช่เรื่องที่ควรจำ นั่นเป็นสัญญาณว่าเราต้องปรับสไลด์หรือวิธีการนำเสนอใหม่

ถ้าเป็นกรณีที่เราซ้อมคนเดียว ก็ต้องถามตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า เมื่อเราพูดจบแล้ว คิดว่าคนฟังจะจำอะไรได้บ้าง

3.เราพูดยาวเกินไปรึเปล่า
เราควรจะพูดให้น้อยกว่าเวลาที่กำหนดเสมอ (อ่านบทความ “น้อยไปนิดนึงแล้วจะพอดีเอง“) จะได้สามารถพูดได้โดยไม่รีบ และมีเวลาเน้นย้ำบางเนื้อหาหรือบางถ้อยคำที่เราอยากให้ติดตัวคนฟังไป

ถ้าซ้อมแล้วใช้เวลาเกิน ควรกลับมาตัดเนื้อหาออก ไม่ใช่พยายามพูดให้เร็วขึ้น ทักษะของการลดทอนเนื้อหาให้เหลือแต่แก่นเป็นทักษะที่สำคัญมากๆ ในยุคที่ข้อมูลมีมากมายเกินความจำเป็น

4.สไลด์ของเราเคารพคนฟังเพียงพอมั้ย?
ให้คิดเสมอว่าคนฟังไม่รู้อะไรเลย แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ได้โง่ด้วย

Assume the audience knows nothing and assume they are not stupid.

เราเห็นสไลด์นี้หลายสิบรอบแต่เขาจะเห็นมันเป็นรอบแรก ดังนั้นเนื้อหาส่วนไหนที่ควรจะปูพื้นให้คนฟังได้ก็ควรทำ อย่างน้อยที่สุดถ้าจะมีตัวย่อหรือชื่อเฉพาะอะไรโผล่ขึ้นมาในสไลด์ของเรา ต้องให้แน่ใจว่าคนฟังรู้ว่าชื่อเฉพาะเหล่านั้นหมายถึงอะไร

ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเชื่อมั่นว่าคนฟังของเราฉลาดพอที่จะเข้าใจเนื้อหาได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องอธิบายยิบย่อยจนการพรีเซ็นต์ของเรายืดยาวเกินกว่าเหตุ

5.แต่ละสไลด์ทำให้คนฟังประหลาดใจรึเปล่า?
Derek Sivers เล่าว่า เวลาที่เขาเตรียมตัวจะขึ้นพูด TED Talk สไลด์ไหนที่ไม่ทำให้คนดูเซอร์ไพรส์เขาจะตัดออก

I try to leave out slides that don’t surprise the audience.

ดังนั้นสไลด์ไหนที่พูดไปแล้วไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคนฟังเราก็ควรลบทิ้ง เหลือไว้เพียงสไลด์ที่มี insight ให้คนฟังได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือสไลด์ที่ทำให้คนฟัง “รู้สึก” ไปกับเราได้ ไม่ว่าจะสุข เศร้า หรือซึ้ง

แต่ถ้าสไลด์ไหนดูแล้วเฉยๆ แถมพูดเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ ก็ตัดทิ้งไปได้เลย

6. แต่ละสไลด์มีตัวนำสายตาหรือไม่
อดีตหัวหน้าชื่อซุปปี้เคยสอนผมว่า

When the audience sees your slide, there should be no doubt where they should look at.

ซึ่งหมายความว่า เวลาที่เราเปิดแต่ละสไลด์ขึ้นมา มันควรจะมีตัวนำสายตาให้คนฟังมองไปที่จุดเดียวกัน เขาจะได้เข้าใจสิ่งที่เราพูดทันที ซึ่งทำได้โดยการ

  • มี 1 key message ต่อ 1 สไลด์
  • พาดหัวด้วย key message
  • มีฟอร์แมตที่เสมอต้นเสมอปลาย (เช่นพาดหัวที่เดิมเสมอ)
  • (optional) ค่อยๆ โชว์เนื้อหาขึ้นมาทีละส่วนด้วย animation
  • (optional) มีรูปประกอบที่เตะตาและสื่อสารเนื้อหาหลักของสไลด์นั้นได้

ความผิดพลาดที่คนพรีเซนต์มักจะทำกันคือยัดเนื้อหาลงไปในสไลด์เยอะจนเกินไป พอเปิดสไลด์ขึ้นมา คนฟังก็เลยงง ไม่รู้ว่าจะมองตรงไหนดี เขาเลยใช้เวลาไปกับการกวาดสายตาบนสไลด์จนไม่มีสมาธิฟังสิ่งที่เราพูด

7. พรีเซนต์ของเราตอบ 3 คำถามนี้รึเปล่า
เทคนิคนี้ได้มาจากหนังสือ TED Talks: The Official TED Guide to Public Speaking ที่เขียนโดย Chris Anderson (เจ้าของลิขสิทธิ์ TED) คือการนำเสนอของเราต้องบอกได้ว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร (What?) ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ (So what?) แล้วจากนี้ไปจะเป็นยังไงต่อหรือผู้ฟังสามารถจะมีส่วนร่วมอะไรได้บ้างรึเปล่า (Now what?)

What? So what? Now what?

สไลด์ส่วนใหญ่น่าจะมี What อยู่แล้ว แต่หากเรามี So what ก็จะทำให้คนสนใจและให้คุณค่ากับสิ่งที่เราพูดมากขึ้น และ Now what ก็จะทำให้คนเกิด action หลังจากที่การพรีเซนต์ของเราได้ “เปลี่ยน” เค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และนี่คือ 7 วิธีที่ผมเชื่อว่าจะทำให้การนำเสนอของคุณดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ!

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

พบบทความใหม่ได้ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings

BookAdvertise

 

อยากได้ปลาช่อนก็จงไปจับปลาช่อน

2018022_salmon

อย่าไปจับปลาแซลมอนแล้วพยายามเอามาทำเป็นปลาช่อนเลย

คำพูดนี้พี่ต่อ ฟีโนมีน่าเคยกล่าวไว้ตอนที่มาพูดที่ Wongnai เมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว

ผ่านมาครึ่งปีผมก็ได้พบว่าคำนี้มันจริงมากๆ โดยเฉพาะสำหรับผมที่ทำงานอยู่ทีม People (ที่ Wongnai เราจะเรียกแผนก HR ว่า People)

ว่าการหาคนให้เหมาะกับงานตั้งแต่แรกนั้น ง่ายและมีประสิทธิภาพกว่าการพยายามไปเปลี่ยนแปลงเขา

คนที่ไม่ชอบเขียนรีวิว ต่อให้เราเอาเงินรางวัลมาล่อ เขาก็ไม่เขียนรีวิวอยู่ดี

คนที่ทำงานแนว passive แม้ว่าเราจะบิ๊วแค่ไหน ก็มีโอกาสน้อยที่เขาจะทำงานแบบ proactive

คนที่ไม่มี service mind ต่อให้เราท้วงติงกี่ครั้ง service mind ก็ไม่กระเตื้องขึ้น

แน่นอน คนเราควรต้องยืดหยุ่นและปรับตัว แต่ในทางกลับกัน ถ้าเขาทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ ก็เป็นความผิดขององค์กรอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่เลือกใช้คนไม่ถูกกับงาน หรือเลือกคนที่ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กรเข้ามา

นี่อาจหมายรวมไปถึงการเลือกแฟนหรือเลือกหุ้นส่วนทางธุรกิจ ที่ต้องคำนึงไว้เสมอว่าสิ่งที่เราคาดหวังควรจะสอดคล้องกับธรรมชาติของเขาด้วย

อยากได้ปลาช่อนก็จงเฟ้นหาปลาช่อน อย่าไปฝืนปลาแซลมอนให้เป็นปลาช่อนเลยนะครับ

หากคุณทำ 1 ชั่วโมงหล่นหายในตอนเช้า

20180219_loseonehour

คุณจะต้องไล่ตามมันไปตลอดทั้งวัน

“Lose an hour in the morning, chase it all day.”
-Yiddish saying

เคยมั้ยครับ ที่พอชั่วโมงแรกของวันรวนปุ๊บ ก็รวนไปทั้งวันเลย

สมมติว่าคุณตั้งใจจะออกจากบ้านตอน 6 โมงเช้า แต่เผอิญเมื่อคืนนอนดึก ทำให้คุณตื่นสายและออกจากบ้านตอน 7 โมงแทน

เวลาเดินทางจาก 45 นาที จึงกลายเป็น 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึงออฟฟิศแทนที่จะได้หาอะไรดีๆ กิน กลับต้องเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ มาถึงโต๊ะยังไม่ทันจะได้วางแผนประจำวันและประจำสัปดาห์ก็มีโทรศัพท์เข้ามา พอวางหูก็ต้องรีบไปเข้าประชุมอีก

ตกค่ำคุณจึงกลับบ้านมือเปล่า ไม่ได้รู้สึกว่าทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง

1 ชั่วโมงที่หายไปในตอนเช้า กระทบกับอีก 23 ชั่วโมงที่เหลือ

และ 1 วันที่หายไปในสัปดาห์ ก็อาจกระทบกับอีก 4 วันที่เหลือ

วันนี้วันจันทร์ วันทำงานวันแรกของสัปดาห์ ภาวนาอย่าทำชั่วโมงแรกหล่นหาย

แต่ถ้ามันหล่นหายไปแล้วจริงๆ ก็ขอให้หยุดวิ่งแล้วตั้งสติซักครู่

จะได้มีวันทำงานที่ดีครับ

อีกหนึ่งปีคนก็ลืมปัญหาไปแล้ว

20180218_dealwithproblem

สิ่งเดียวที่คนจะจำได้ คือเราวางตัวอย่างไรตอนเจอปัญหา

“Most likely, the problem won’t be around in a year but my reputation of how I dealt with it will.”
-Whitney Cummings

ทุกๆ ครั้งที่เราเจอปัญหา ไม่ว่าจะง่ายดายหรือยากเย็นแค่ไหน เราเลือกได้เสมอว่าจะจัดการกับปัญหานั้นด้วยพลังงานบวกหรือพลังงานลบ

บางทีการใช้พลังงานลบ เช่นใช้ความโกรธหรือการโวยวายอาจจะทำให้ปัญหาจบเร็วกว่าการใช้พลังงานบวกด้วยซ้ำ

แม้ปัญหาจะจบ แต่สิ่งที่ไม่จบคือ “ภาพจำ” ที่คนอื่นๆ จะมีต่อเรา

ดังนั้นจึงต้องคิดให้ดี ว่าอยากให้คนจำเราแบบไหน เมื่อคิดได้แล้วก็ค่อยเลือกวิธีการที่เหมาะสม แม้อาจจะไม่ทันใจนัก แต่ก็น่าจะคุ้มกว่าในระยะยาวครับ

ความสำเร็จมีไว้ให้เช่า

20180122_successisrented

แถมต้องจ่ายค่าเช่าเป็นรายวันด้วย

“Success is never owned; it is only rented – and the rent is due every day.”
-Rory Vaden

เพราะความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา

แม้บางคนจะประสบความสำเร็จด้วยความฟลุ้คและหน้าตา แต่ความสำเร็จแบบนั้นก็อยู่ได้ไม่ยาว

และถึงจะได้ความสำเร็จมาด้วยวิธีที่ถูกที่ควร ก็ใช่ว่าเราจะนิ่งนอนใจได้ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของความสำเร็จได้ เต็มที่เราก็เป็นแค่ “ผู้เช่า” ความสำเร็จเท่านั้น

และค่าเช่ารายวันที่เราต้องจ่าย ก็คือการทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

หากเราค้างค่าเช่าซักวันสองวันอาจไม่เป็นไร แต่ถ้าค้างนานๆ ยังไงก็ต้องโดนไล่ออกจากบ้านหลังนี้

จริงๆ ผมก็เพิ่งสังเกตว่า ภาษาไทยเราจะไม่ค่อยใช้คำว่า “คนสำเร็จ” แต่ใช้คำว่า “คนประสบความสำเร็จ”

“ประสบ” เป็น verb แถมในรูปประโยคนี้มันน่าจะเป็น verb แบบเติม -ing ด้วย

คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่พาตัวเองไปพบกับความสำเร็จในทุกๆ วัน

วันไหนเหยาะแหยะใส่เกียร์ว่าง วันนั้นก็ไม่อาจเรียกได้ว่า “ประสบความสำเร็จ”

ความเป็นอนิจจังของความสำเร็จนั้น ในแง่นึงมันก็เหนื่อยเหมือนกันที่เราต้องคอยออกแรงตลอด

แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็มอบอิสรภาพให้กับเรา

เพราะ “ความไม่สำเร็จ” ที่ผ่านๆ มานั้นไม่นับ

แค่ทำวันนี้ให้ดี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว


เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb

อย่าหวังผลเลิศ

20180117_greatresults.png

โลกทุนนิยมจะให้รางวัลกับคนที่เป็น results-oriented หรือคนที่มุ่งผลลัพธ์เป็นสำคัญ

อะไรที่วัดเป็นตัวเลขได้ และเขาทำได้ตามนั้น เขาก็จะได้ผลตอบแทนตามมาด้วย

แต่จะ results-oriented ตลอดเวลาก็คงไม่ดีนัก

หนึ่ง คือทุนนิยมไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ในบางเวลาเราควรจะถอดหมวกนี้ออกบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์

สอง แม้จะหวังผลเลิศแค่ไหน บางทีปัจจัยก็มากเกินควบคุมให้เป็นไปได้ดั่งใจ ยิ่งหวังผลเลิศเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าไม่ให้หวังผลเลิศแล้วควรเราควรจะหวังอะไร?

ลองหวัง “การกระทำเลิศ” ดูมั้ยครับ?

เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ ว่าจะลงมือทำหรือไม่ จะทำเมื่อไหร่ จะทำด้วยวิธีไหน และด้วยสติปัญญาและแรงกายแรงใจระดับไหน

ไม่หวังผลเลิศ แต่หวังการกระทำเลิศ

เต็มที่กับการกะทำ ไม่เอาเป็นเอาตายกับผลลัพธ์ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ใช้ได้กับหลายๆ สถานการณ์ครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 6 & 7 เรียนเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb (รอบเช้าเหลือ 5 ที่นั่ง รอบบ่ายเหลือ 8 ที่นั่ง)

มั่วมืออาชีพ

20180109_chaos

เท่าที่ผมสังเกต “คนเจ๋งๆ” ในวงการมาซักพัก ก็พบว่าพวกเขามีความเหมือนกันอยู่หลายอย่าง

หนึ่ง คือเขาไม่ได้เป็นคนฉลาดเป็นพิเศษ รู้อะไรที่คนทั่วไปไม่รู้ หรือเข้าถึงเครื่องมือลับอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง

สอง คือเขาไม่จำเป็นต้องมีครูหรือไปเรียนคลาสอะไรก่อนที่จะลงมือทำ

สาม คือเขาไม่กลัวที่จะผิด ไม่กลัวว่างานจะออกมาห่วย หรือถึงแม้จะกลัวก็ยังเดินหน้าอยู่ดี

ตอนที่พี่ตูนแต่งเพลงแรกให้วงละอ่อนก็น่าจะมีความมั่วไม่น้อย ก่อนจะเติบโตมาเป็นบอดี้แสลมที่โด่งดังไปทั่วประเทศอย่างทุกวันนี้

พี่ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาอันดับต้นๆ ของโลกก็ไม่ได้เป็นผู้กำกับมาแต่อ้อนแต่ออก อาชีพแรกของพี่เขาคือกราฟิกดีไซเนอร์ ดังนั้นงานโฆษณาชิ้นแรกๆ ก็น่าจะต้องมีความมั่วบ้างแหละ

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ที่เขียนหนังสือ bestseller หลายเล่ม เคยเล่าว่า ตอนลงมือหัดเขียนก็เขียนไปแบบมั่วๆ เหมือนกัน

ที่ผมทำงานที่ Wongnai ตอนนี้ เราก็มีโปรเจ็คใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกปี และมันก็จะมีความมั่วอยู่ทุกครั้ง จะมั่วมากหรือมั่วน้อยเท่านั้นเอง

แม้กระทั่งบล็อก Anontawong’s Musings ที่เขียนมาเป็นพันตอนแล้ว แต่ผมก็ยังเขียนแบบมั่วๆ อยู่เลย

สำคัญคือเราต้องมั่วอย่างมีหลักการ มั่วแบบเรียนรู้และแก้ไข มั่วจากเรื่องเล็กๆ ก่อนจะมั่วเรื่องใหญ่ๆ

พอมั่วบ่อยๆ เข้า ยังไงมันก็ต้องเก่งขึ้น แล้วมือสมัครเล่นก็จะกลายเป็นมืออาชีพโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นอย่ากลัวที่จะมั่ว เพราะมั่วไม่ใช่เรื่องผิด

จริงๆ แล้วมันอาจเป็นทางเดียวที่ถูกด้วยซ้ำไป

ถ้าไม่ชอบ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

20180108_9to6

เราก็มีเวลา 6 โมงเย็นถึง 9 โมงเช้าที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์

สมมติว่าเราไม่ได้ชอบชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้

อาจจะเป็นงานที่ทำแล้วไม่มีความสุข รายได้ที่น้อยเกินไป หรือรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวันที่อยู่ออฟฟิศ

ถ้าอยากจะพ้นจากเรื่องราวเหล่านี้ไปได้ เราก็ต้องหัดใช้เวลานอกออฟฟิศให้คุ้มค่า

เวลาเดินทางเราทำอะไร กลับถึงบ้านเราทำอะไร ก่อนเข้านอนเราทำอะไร

เรามีเวลาอย่างน้อยคืนละ 3 ชั่วโมงเพื่อจะเปลี่ยนชีวิตตอนกลางวันของเราได้

แต่ถ้าเรามัวแต่เอาเวลาเหล่านั้นไปกับการ “พักผ่อนหย่อนใจ” อย่างการเล่นมือถือหรือดูละคร ก็แสดงว่าเรากำลังแลกความบันเทิงชั่วคราวกับชีวิตที่เราไม่ชอบไปตลอด

หากไม่ชอบชีวิตตอนกลางวัน หันมาใส่ใจชีวิตตอนกลางคืนและตอนเช้าตรู่ให้มากขึ้นนะครับ

เรื่องงานเอาอย่างฝรั่ง

20171210_thaifarang

เรื่องส่วนตัวเอาอย่างคนไทย

สำหรับชีวิตการทำงาน ผมคิดว่าเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรเรียนรู้จากฝรั่ง เช่น

– ตรงต่อเวลา
– จดจ่ออยู่กับงานตลอดทั้งวัน
– กล้าแสดงความคิดเห็นกับผู้บังคับบัญชา
– กล้าถกเถียงกันในเรื่องงาน พอเถียงกันแล้วก็จบในห้อง
– ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์

ไม่ใช่เพราะว่าฝรั่งเก่งกว่าหรือดีกว่าคนไทย แต่เพราะโลกถูกขับเคลื่อนด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่มีต้นกำเนิดจากฝรั่ง สิ่งที่เราเรียกว่า “งาน” ที่พวกเราส่วนใหญ่กำลังทำอยู่ล้วนตกอยู่ภายใต้เศรษฐกิจทุนนิยมเกือบทั้งสิ้น

แต่พอมาถึงเรื่องส่วนตัว ผมคิดว่าเราควรรักษาความเป็นไทยเอาไว้

– นอบน้อมถ่อมตนต่อผู้อาวุโสกว่า
– กตัญญูต่อผู้มีพระคุณไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์
– เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนบ้าน
– อะลุ่มอล่วย
– ติดดิน

ไม่ใช่เพราะวิถีไทยเหนือกว่าของฝรั่ง แต่เพราะว่าเรายังอยู่ในเมืองไทย และยังอยู่ร่วมกับคนไทย ดังนั้นเราก็ควรทำตามวัฒนธรรมของแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำงานแบบคนไทย และเอาแบบฝรั่งในเรื่องส่วนตัว

– ไม่รักษาเวลา
– ทำงาน 30 นาที เมาธ์มอย 15 นาที
– ไม่กล้าเถียงนาย เจ้านายถูกทุกอย่าง
– ไม่กล้าเถียงเพื่อนร่วมงาน แล้วเก็บไปนินทาลับหลัง
– ไม่ทำหน้าที่ เอาแต่เล่นการเมืองในออฟฟิศ

– ไหว้ใครไม่เป็น
– มองว่าอาจารย์รับเงินเรามาสอนหนังสือ
– ไม่คุยกับเพื่อนบ้าน
– รักษาสิทธิ์ของตัวเองในทุกเรื่อง ไม่ยอมเสียเปรียบแม้แต่นิดเดียว
– ฟุ้งเฟ้อ

แน่นอน ผมไม่ได้บอกว่าคนไทยทุกคนไม่ตรงต่อเวลา และไม่ได้บอกว่าฝรั่งทุกคนฟุ้งเฟ้อ แค่ยกตัวอย่างที่พอจะช่วยให้เห็นภาพเฉยๆ

กล่าวโดยสรุปก็คือ เราควรจะประพฤติตัวให้เหมาะสมกับบริบทที่เราอยู่

เมื่ออยู่ในที่ทำงาน เกมเป็นของฝรั่งก็ควรทำตามกติกาฝรั่ง เราจะได้เป็น “มืออาชีพ”

เมื่ออยู่บ้าน เกมเป็นของเรา ก็ควรทำตามขนบของเรา เราจะได้เป็น “คนน่ารัก”

เล่นให้เป็นทั้งสองเกม แล้วชีวิตน่าจะโอเคครับ