ถ้าโดนหัวหน้าด่า

20190810b

แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

ถ้าลูกค้าด่า แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

ถ้าแฟนด่า แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

วันที่น่ากลัวที่สุด คือวันที่เขาหยุดด่า

เพราะนั่นอาจหมายความว่าเขาเลิกหวังในตัวเราไปเรียบร้อยแล้ว

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากคุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ จากการร่วมเสวนากันที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 12 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

การวัดผลแบบ Lag Measure กับ Lead Measure

20190807_leadmeasure

ช่วงนี้องค์กรต่างๆ พูดถึงเรื่อง OKR หรือ Objectives & Key Results กันมาก วันนี้ผมเองก็ต้องไปร่วมพูดคุยเรื่องนี้ในงาน Thailand HR Forum ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ใครอยากรู้เรื่อง OKR สามารถอ่านได้ในบทความ ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ที่ผมเขียนไว้ใน Life@Wongnai หรือติดตามเพจ Performance Management ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ ที่ศึกษาเรื่อง OKR รวมถึงการวัดผลอื่นๆ อย่างเข้มข้นและลึกซึ้งได้เลยนะครับ

วันนี้ผมจะไม่ได้มาอธิบายว่า OKR คืออะไร แต่จะมาคุยกันเรื่องความแตกต่างระหว่าง Lag Measures และ Lead Measures ครับ

การวัดผลต่างๆ ที่เราเห็นในองค์กรอย่าง OKR และ KPI นั้นมักจะเป็น Lag Measures

Lag แปลว่า หลัง, ล้าหลัง หรือเชื่องช้า

คำว่า Lag Measures คือ “ผลลัพธ์ที่ตามมาทีหลัง”

มันคือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราอยากได้นั่นแหละ

เช่นขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาทในเดือนนี้ หรือวิ่งมาราธอนให้จบภายใน 4 ชั่วโมง หรือ ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์หนึ่งเล่ม

ข้อดีของ Lag Measures คือมันเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง แต่ข้อเสียคือมันใช้เวลาและขึ้นอยู่กับปัจจัยเยอะมาก

กว่าจะขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท ต้องมีเค้กที่อร่อย ลูกค้าต้องเข้าถึงและพร้อมซื้อ ฝนต้องไม่ตก ฯลฯ

กว่าจะจบมาราธอนได้ต้องซ้อมกันเป็นแรมปีและต้องภาวนาว่าตัวเองจะไม่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย

และกว่าจะได้หนังสือเบสต์เซลเลอร์ซักเล่ม ต้องใช้ทั้งความสามารถ ความเพียร และวาสนาพอสมควร

เมื่อเป้าหมายมันยิ่งใหญ่ ดูห่างไกล และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางทีก็ทำเอาคนที่จิตไม่แข็งท้อได้เช่นกัน

ดังนั้นแทนที่จะวัดแค่ Lag Measures แต่เพียงอย่างเดียว เราควรจะวัด Lead Measures ด้วย

Lead Measures คือผลลัพธ์ที่ “เกิดก่อน” และมีโอกาสจะนำเราไปสู่ Lag Measures ได้ในภายหลัง

Lag Measure: ขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท
Lead Measure: แจก sample ขนมเค้กวันละ 100 ชิ้น
Lead Measure: โพสต์รูปขนมเค้กลง IG ร้านวันละ 2 รูป
Lead Measure: ปรับปรุง operations ในการทำ/ขายเค้กวันละ 1 เรื่อง

Lag Measure: วิ่งมาราธอนให้ได้ภายใน 4 ชั่วโมง
Lead Measure: วิ่งสะสมระยะให้ได้สัปดาห์ละ 40 กิโลเมตร
Lead Measure: Warm-up / Cool-down ทุกครั้งที่ซ้อม
Lead Measure: วิ่งเพซ 6 สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

Lag Measure: ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์
Lead Measure: เขียนหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง
Lead Measure: อ่านหนังสือวันละ 30 นาที
Lead Measure: ติดต่อหานักเขียนเบสต์เซลเลอร์สัปดาห์ละ 1 คน

ข้อดีของ Lead Measures คือมันอยู่ใกล้ตัวเรา สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในระยะอันใกล้ และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก โชคชะตา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

Lag Measure ให้ค่ากับผลลัพธ์

Lead Measure ให้ค่ากับการกระทำและการสร้างอุปนิสัยอันดี

ใช้การวัดผลทั้งสองแบบให้สมดุลกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Deep Work ของ Cal Newport

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน (เพิ่มรอบบ่ายแล้ว) >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ทำงานใหม่ๆ อย่าเอาแต่ results-oriented

20190805

เพราะมันจะทำให้เราใจร้อนและร้อนใจ และอาจคาดหวังมากเกินกับทั้งตัวเองและผู้อื่น

องค์กรสมัยใหม่มักจะเน้นความเป็น results-oriented คือมองกันที่ผลลัพธ์มากกว่าจำนวนชั่วโมงการทำงาน คุณจะเข้างานสายหน่อย หรือจะลางานบ้างก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้งานเสร็จและออกมาดี

แต่ในฐานะคนทำงานที่เพิ่งจบมาใหม่ เราก็ต้องเข้าใจว่า วิธีคิดแบบ results-oriented นั้นเป็นดาบสองคม

เพราะเมื่องานออกมาดี พนักงานไฟแรงก็อาจจะมีถามคำถามดังต่อไปนี้

ทำไมขึ้นเงินเดือนแค่นี้? ทำไมได้โบนัสแค่นี้? ทำไมยังไม่ได้โปรโมต?

นี่เป็นคำถามเชิง results-oriented ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ผิด คนทำงานดีควรได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม

แต่พนักงานกับองค์กรย่อมมีมุมมองต่อความเหมาะสมที่แตกต่างกัน

พนักงานอาจคิดว่าฉันทำงานเหนื่อยขนาดนี้ ผลงานดีขนาดนี้ ควรจะได้รับเท่านี้รึเปล่า

ส่วนองค์กรต้องคำนึงเพิ่มเติมอีกหลายมิติ ทั้งโครงสร้างเงินเดือน ความเท่าเทียมกันของพนักงาน อายุ สุขภาพทางการเงินของบริษัท และแผนการระยะยาว สิ่งที่องค์กรให้ได้ จึงมักไม่เท่ากับสิ่งที่พนักงานคาดหวัง

เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

ถ้าพนักงานคาดหวังว่าจะต้องมีเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ ภายในอายุเท่านั้นเท่านี้ ก็มีความเสี่ยงที่จะหงุดหงิดและผิดหวังได้บ่อยๆ

คำถามคือ ถ้าจะไม่ให้คิดแบบ results-oriented แล้วจะให้ทำยังไง?

ผมขอเสนอว่าเราลองเพิ่มมุมมองแบบ learning-oriented เข้าไปด้วยดีมั้ย?

ผลตอบแทนเป็นตัวเงินนั้นสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเราเก่งขึ้นทุกวันรึเปล่า

ในวิชาฟิสิกส์ม.ปลายเราจะได้เรียนการคำนวณพลังงานสองแบบ คือพลังงานจลน์ (kinetic energy) กับพลังงานศักย์ (potential energy)

Kinetic Energy = 0.5mv^2 (0.5 x mass x velocity^2)

Potential Energy = mgh (mass x gravity x height)

พลังงานจลน์นั้นคือพลังของวัตถุที่เคลื่อนไหว

พลังงานศักย์คือพลังงานที่ถูกเก็บเอาไว้ เป็นศักยภาพที่ยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมา

การได้ขึ้นเงินเดือนเยอะๆ ได้โปรโมตไวๆ คือพลังงานจลน์ที่ตื่นเต้น หวือหวา เร้าใจ

ส่วน soft skills ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เราสะสมวันละนิดคือพลังงานศักย์ที่อาจจะยังไม่ส่งผลตอนนี้ แต่จะส่งผลแน่ๆ ในอนาคต

ดังนั้น เราไม่ควรให้ความสำคัญกับ results ที่จับต้องได้แต่เพียงอย่างเดียว พยายามมองโลกให้เข้าใจว่ามันทำงานยังไง มีปัจจัยอะไรที่เราคุมได้ และปัจจัยอะไรที่เราคุมไม่ได้

และในระหว่างที่ results มันยังไม่ออกดอกออกผล สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือการสะสมความเก่งกาจของเรา

เก่งทั้งเรื่องงาน เก่งทั้งเรื่องคน

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่เราคู่ควรจะตามมาเอง

—–

รับสมัคร Time Management รุ่นสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 13 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

ความทุกข์ที่เข้าใจได้-ความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้

20190725_understandable

เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสไปพูดในงานประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ จัดโดยกรมสุขภาพจิต ในหัวข้อเรื่อง บริหารอย่างไรให้ได้ใจและได้งาน

หนึ่งในประเด็นในการพูดคุยกัน คือเราจะสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้อย่างไร ผมแนะนำไปว่ามี 4 เรื่องคือ autonomy, mastery, meaning และ relationship

Autonomy คือพนักงานควรจะมีอิสรภาพประมาณหนึ่ง เช่นอาจจะไม่กะเกณฑ์เวลาเข้างาน อาจจะเลือกได้ว่าจะทำงานนี้ด้วยวิธีไหน ฯลฯ

Mastery คือคนทำงานแล้วต้องรู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้น

Meaning คือเขาต้องรู้สึกว่างานนั้นมีคุณค่าและมีความหมาย

Relationship คือเขาควรจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า รู้สึกได้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

และผมย้ำว่าทั้ง 4 เรื่องนี้ไม่ต้องใช้เงิน แต่ต้องใช้ความกล้า ความเคารพ และการสื่อสาร

อย่างเรื่อง meaning อาจจะเป็นการยากที่พนักงานจะเห็นว่างานที่เขาทำอยู่มันไปเชื่อมโยงกับภาพใหญ่อย่างไรบ้าง ในฐานะหัวหน้าเราต้องพยายามชี้ให้เขาเห็นให้ได้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมีความหมายและมีประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนอย่างไร

พอเขาเข้าใจและค้นพบความหมายของงานชิ้นนั้น เขาจะยอมทุกข์ยอมเหนื่อยไปกับมัน เพราะมันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้

แต่อย่าให้เขาทำงานที่มันไม่เมคเซ้นส์ หรืออย่าให้เขาทำงานโดยไม่สื่อสารว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดคำถามตลอดเวลาว่าทำไปทำไม ทำไปทำไม ทำไปทำไม – กลายเป็นความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้

อย่างผมเองก็มีความทุกข์ในฐานะพ่อลูกอ่อน ไม่เคยนอนเต็มอิ่มมาหลายปีแล้ว แต่มันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้ ไม่เคยมีคำถามว่าทำไมต้องตื่นมาตอนกลางดึกบ่อยๆ

คนเราวิ่งหนีความทุกข์ก็จริง แต่หากมันมีความทุกข์ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้มันเป็นความทุกข์ที่เข้าใจได้ เราจะได้อยู่กับมันอย่างสันติ

แต่ถ้าเราปล่อยให้ลูกน้องต้องอยู่กับความทุกข์ที่เข้าใจไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเราเองก็เข้าใจไม่ได้ นั่นแสดงว่ามีใครซักคนไม่ได้ใช้ความคิดเท่าที่ควรแล้วล่ะครับ


รับบทความทางไลน์ได้ทุกวันที่ bit.ly/tgimline

จบใหม่อย่าหางานสบาย

20190708_easywork

เพราะถ้าได้งานสบาย เราจะเก่งขึ้นช้ามาก

สุดท้ายเงินเดือนมันจะสะท้อนความสามารถของเราเสมอ ถ้าเราเก่งช้ากว่าคนอื่น มูลค่าของเราก็จะขึ้นช้ากว่าคนอื่นด้วยเช่นกัน

การได้งานสบายจึงเป็นเหมือนคำสาปอย่างหนึ่ง ใครรู้สึกว่ากำลังสบายเกินไป อาจต้องหาทางดิ้นให้หลุดจากคำสาปนั้นด้วยการหาทางเพิ่มคุณค่าให้งานที่ทำ ขอย้ายทีม หรือแม้กระทั่งย้ายบริษัท

คำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่คือ จงหางานที่หนักทำ งานที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ งานที่หมดวันแล้วหมดแรง แต่ใจลึกๆ ก็รู้ว่าเรามาถูกทางแล้ว

เพราะนี่คือช่วงอายุที่เรายังไม่มีภาระอะไร ยังมีพลังกายเต็มเปี่ยม คนอื่นยังยินดีให้โอกาสหากเราทำพลาด มันคือช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะทำงานหนักแล้ว

ส่วนงานสบายไว้แก่ๆ ค่อยทำก็ยังไม่สายครับ

หัวหน้าต้องทำให้ชีวิตลูกน้องดีขึ้น

20190624_goodleaders

ถ้าทำให้ชีวิตเค้าแย่ลง เค้าจะเกลียดเรา

นี่เป็นคำที่พี่บุ๋ม บุญย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ หัวเรือใหญ่ของ BBQ Plaza มาพูดให้เราฟังใน Wongnai WeShare

“ชีวิตที่ดีขึ้น” ของลูกน้องไม่ได้แปลว่าต้องสบายนะครับ แต่หมายถึงลูกน้องควรจะได้ทำงานที่ท้าทาย ได้เก่งกว่าเดิม และมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของเขา

“ซุปปี้” ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและเจ้านายเก่าของผมก็เคยพูดว่า หัวหน้ากับลูกน้องนั่น “เท่ากัน” ต่างกันเพียงหน้าที่ หน้าที่ของลูกน้องคือทำงานของตัวเองให้ดี หน้าที่ของหัวหน้าคือช่วยให้ลูกน้องทำงานได้ดีขึ้น

เวลาคนๆ หนึ่งตัดสินใจสมัครงานกับบริษัท เขามาเพราะรักในตัวบริษัท แต่เวลาที่พนักงานตัดสินใจลาออกส่วนใหญ่ เขาไม่ได้ลาออกเพราะเกลียดบริษัท แต่ลาออกเพราะเข้ากันไม่ได้กับหัวหน้า

ดังนั้น หัวหน้าทำตัวยังไง มีความเชื่อแบบไหน จึงให้คุณให้โทษได้สูงมาก

ถ้าหัวหน้าดี ลูกน้องก็ทำงานดีและไม่จากไปไหน องค์กรก็เจริญเติบโต

แต่ถ้าหัวหน้าไม่ดี คิดถึงคนอื่นน้อย คิดถึงตัวเองเยอะ ไม่ได้มีจิตใจที่เป็นไปเพื่อส่วนรวม ก็พาคนรอบตัวดิ่งเหวไปด้วย

เป็นหัวหน้าต้องทำให้ชีวิตลูกน้องดีขึ้น

ถ้าทำให้ชีวิตเค้าแย่ลง ก็ถึงเวลาต้องทบทวนตัวเองแล้ว

สำคัญของเราหรือสำคัญของคนอื่น

20190620_importanttowho

ในคลาส Storytelling with Powerpoint Presentation ที่ผมเคยสอนให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ผมบอกกับทุกคนว่าเวลาผมต้องขึ้นเวทีพรีเซนต์ในงานประชุมใหญ่ของบริษัท ผมจะใช้เวลาประมาณ 70% คิดโครงสร้างเรื่อง 20% ทำสไลด์ และ 10% ซ้อมพูด

ในขณะที่คนทั่วไปจะใช้เวลา 10% คิดโครงสร้างเรื่อง 90% ทำสไลด์ และ 0% สำหรับการซ้อม พรีเซนต์เลยออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่

นักเรียนคนหนึ่งบอกว่า ก็อยากทำให้ได้เหมือนผมนะ แต่มันไม่มีเวลา

ผมเลยตอบไปว่า ถ้าคุณเห็นว่ามันสำคัญมากพอ คุณจะมีเวลาเอง

สำหรับผม งานประชุมใหญ่ของบริษัทมีแค่สามเดือนครั้ง เป็นโอกาสทองที่เราจะส่ง “สาร” อะไรบางอย่างที่ไม่สามารถทำผ่านสื่ออื่นๆ อย่างอีเมล โปสเตอร์ หรือการประชุมย่อยได้ ผมเลยให้ความสำคัญกับมันมาก

แต่แน่นอน เวลาเราทำงาน เรามักจะมีงานสำคัญอื่นๆ แทรกเสมอ เราจึงไม่เคยมีเวลาพอที่จะเตรียมตัวเรื่องอะไรเหล่านี้

คำถามก็คือ งานสำคัญที่มาแทรกนั้น มันสำคัญกับเรา หรือมันสำคัญกับคนอื่นกันแน่?

“งานด่วน” ที่สวมหน้ากาก “งานสำคัญ” นั้น มักเป็นงานสำคัญสำหรับคนอื่นเสมอ ถึงเราทำเสร็จก็ไม่ได้ช่วยให้การงานของเราก้าวหน้าขึ้นเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ทำก็โดนด่าอีก

คำถามคือเราจะตัดสินใจเลือกทางไหน

เลือกทำงานสำคัญของคนอื่นก่อน เพื่อให้เขาไม่ต้องรู้สึกไม่ดีกับเรา

หรือจะเลือกทำงานสำคัญของเราก่อน เพื่อให้เราสามารถสร้าง impact ได้อย่างแท้จริง

ถ้าเลือกทำงานสำคัญของคนอื่นก่อน จนไม่ได้ทำงานสำคัญของเราเลย พอจบปีไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน จะโทษใครได้นอกจากตัวเอง

งานสำคัญของคนอื่น กับงานสำคัญของเรา

หน้าตาเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวไม่เหมือนกัน

มองดีๆ คิดดีๆ เลือกดีๆ นะครับ

ใจเย็นๆ ดูดีๆ

20190620_lookcarefully

ที่บริษัทผมใช้ Google Sheets ทำงานเป็นส่วนใหญ่

Google Sheets นั้นคล้าย Excel คำนวณได้ ผูกสูตรได้

บางชีทก็สูตรยาวเยื้อย บางชีทก็ใช้ฟังก์ชั่นที่ไม่คุ้นเคย บางชีทก็ดึงข้อมูลมาจากชีทอื่นมากมาย

พอเกิดข้อผิดพลาด ข้อมูลไม่ขึ้น หรือขึ้น Error น้องในทีมมักจะตกใจ แก้ปัญหาไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน บางทีงมอยู่นานจนยอมแพ้ แล้วเดินมาหาผม

ผมก็มักจะบอกว่า ใจเย็นๆ ดูซิว่าเวลาขึ้น Error นั้นมันมีคำเตือนว่าอะไร แล้วค่อยเริ่มจากตรงนั้น

บางที Error message มันบอกชัดเจนว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่เราไม่ได้อ่านให้ละเอียดเพราะมัวแต่ตกใจและมัวแต่คิดไปเองว่าเราไม่รู้ เราไม่เข้าใจ

ใช่ คนเรามักจะกลัวสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

ถ้าอยากเลิกกลัว ก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจก่อน

สูตร Excel ต่อให้ซับซ้อนแค่ไหนแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งเร้นลับ ทุกอย่างมีมาที่ไป ผูกกันไปตามลอจิค เราค่อยๆ แกะอออกมาได้ว่าแต่ละส่วนของสูตรนั้นมันหมายถึงอะไร ฟังก์ชั่นไหนไม่รู้จักเราก็ถามไถ่กูเกิ้ลได้อยู่แล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือตั้งสติ หายใจลึกๆ แล้วมองให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น Error ใน Excel, หน้าจอที่ดับระหว่างพรีเซนต์ หรือแฟนที่กำลังโกรธ

บอกตัวเองว่า ใจเย็นๆ ดูดีๆ

บางทีทางออกอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิดครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 4 แล้ว – ร่วมสนุกกับกิจกรรมแจกหนังสือได้ที่นี่ครับ bit.ly/tgimbook4

ติดตามบทความทางไลน์:  bit.ly/tgimline

เอางานที่คิดว่าไม่น่าจะได้ทำขึ้นมาทำเป็นอย่างแรก

20190605_doitfirst

หลังจากมีครอบครัว มีลูก ก็พบว่าผมมีเวลาอ่านหนังสือน้อยลงไปเยอะ

ผมพกหนังสือติดเป้ไว้เป็นประจำ หวังว่าจะได้หยิบขึ้นมาอ่านระหว่างวัน แต่หลังจากที่ลองมาหลายเดือนก็พบว่าแทบไม่เคยได้อ่าน

เดี๋ยวนี้ก็เลยเปลี่ยนวิธี พอมาถึงออฟฟิศ ผมจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านก่อนซัก 10-15 นาทีก่อนเลย จากนั้นจึงค่อยเริ่มทำสิ่งอื่นๆ

วิธีนี้เหมาะกับงานบางชิ้นเช่นกัน โดยเฉพาะงานที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าดี แต่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเกินไป ลองหยิบมันขึ้นมาทำเป็นอย่างแรกของวัน จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ได้เริ่ม พอเริ่มแล้วงานชิ้นนั้นก็จะมี momentum และมีชีวิตในตัวมันเอง

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

ประเด็นไม่ใช่การทำเสร็จให้เยอะกว่านี้

20190512_notontodo

ประเด็นคือทำสิ่งที่ควรทำให้มากกว่านี้

ประเด็นไม่ใช่เรื่องของการทำ to-do list อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นคือการสำนึกได้ว่า สิ่งที่เราควรทำที่สุดนั้นไม่ได้อยู่ใน to-do list ของเราด้วยซ้ำ

“It’s not about getting more stuff done. It’s about getting more of the right things done.

It’s not about efficiently doing what’s on the to-do list. It’s realizing that the most important thing isn’t even on the to-do list.”

-Greg McKeown, The Tim Ferriss Show

เกร๊ก แมคคิวเอ็น เป็นผู้เขียนหนังสือ Essentialism ซึ่งมีการแปลเป็นไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์นในชื่อว่า “จงทิ้งสิ่งที่ดีเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด”

คำพูดของเกร๊กเป็นความจริงมาก

ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ได้อยู่ใน to-do list

เรื่องอย่างการออกกำลังกาย กินของที่มีประโยชน์ ให้เวลากับคนที่เรารัก นั่งเงียบๆ เพื่อทบทวนและจัดสรรชีวิตของตัวเอง

และรวมไปถึงงานยากๆ ใหญ่ๆ ที่ถ้าทำได้จะพาเราไปได้ไกลกว่านี้เยอะอีกด้วย แต่เราไม่คิดแม้แต่จะเริ่มต้นเพราะบอกตัวเองว่าไม่มีเวลา

พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ วันแรกแห่งการทำงาน

บางทีเราไม่จำเป็นต้องออกวิ่งให้เร็วที่สุด ทำงานให้เสร็จเยอะที่สุดก็ได้

ลองคิดให้ดีว่าอะไรคือ 2-3 อย่างที่ถ้าทำได้มันจะส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อทีมและต่อชีวิตเราอย่างยั่งยืน

คิดดีๆ แล้วลองทำมันดูบ้างนะครับ

—–

Storytelling with Powerpoint Presentation รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 62 นี้คนสมัครเต็มแล้วนะครับ จะเปิดรุ่น 4 ประมาณเดือนกันยายนครับ