ร้องเพลงให้ผิดคีย์ยากกว่าร้องเพลงให้ถูกคีย์

201806202

สมัยผมทำงานอยู่ที่ Thomson Reuters ผมอยู่ชมรมดนตรีที่มีชื่อว่า Thomson Reuters Music Group (TRMG)

กิจกรรมหนึ่งที่เราจัดกันเกือบทุกปี คือการประกวดร้องเพลง

ใครจะสมัครก็ได้ จะร้องเดี่ยวหรือร้องคู่ก็ได้ ส่วนกรรมการที่มีอยู่สามคนก็มาจากสมาชิกของ TRMG นี่เอง

ก่อนการแข่งขันรอบแรก กรรมการต้องมาซ้อมให้คะแนนกันก่อน เพื่อไม่ให้คะแนนของใครสูงหรือต่ำเว่อร์เกินไป

น้องคนนึงที่ยังร้องเพลงไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ อาสาร้องเพลงเพื่อให้กรรมการซ้อมให้คะแนน น้องตั้งใจร้องเพลงเต็มที่ พอร้องเสร็จ กรรมการแต่ละคนก็จะบอกว่าเขาให้คะแนนในแต่ละหมวดเท่าไหร่ เพราะอะไร

พอจะซ้อมให้คะแนนอีกรอบ ผมก็อาสาช่วยร้องบ้าง โดยตั้งใจร้องให้เสียงหลง เผื่อได้คะแนนน้อยๆ จะได้ไม่เขินมากนัก

ปรากฎว่าผมกลับได้คะแนนดีกว่าน้องคนแรก

ผมบอกกรรมการว่า นี่ตั้งใจร้องเพี้ยนแล้วนะ กรรมการบอกว่ารู้ว่าตั้งใจร้องให้เป็นอย่างนั้น แต่ผมก็ยังร้องถูกคีย์กว่าน้องคนแรกอยู่ดี

—–

ในการเทศน์ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช เคยถามว่า การทำดีนั้นยากมั้ย?

แล้วการทำเลวยากรึเปล่า?

คำตอบของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป

หลวงพ่อสรุปให้ฟังว่า

สำหรับคนเลวนั้น การทำดีเป็นเรื่องยาก การทำเลวเป็นเรื่องง่าย

แต่สำหรับคนดีนั้น การทำดีเป็นเรื่องง่าย การทำเลวเป็นเรื่องยาก

——

เวลาเราไปทำงาน เราจะเจอทั้งคนที่ทำงานดีกับคนที่ทำงานชุ่ย

คนที่ทำงานดี เขาจะคิดละเอียดถี่ถ้วน ใช้เวลาในการวางรากฐานเพื่อให้ทุกๆ อย่างง่ายขึ้นในระยะยาว

ส่วนคนที่ทำงานชุ่ยนั้นยิ่งดูง่าย เพราะขนาดแค่ตั้งชื่อไฟล์ยังชุ่ยเลย ซึ่งคนที่ทำงานเรียบร้อยมาเจอไฟล์อย่างนี้ก็จะกุมขมับ

สำหรับคนที่ทำงานดี การทำงานชุ่ยๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง อาจยากถึงระดับยอมรับไม่ได้

ดังนั้น เราจึงควรฝึกทำงานให้ดี ทำงานให้เรียบร้อย ทำงานให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ

เพราะเมื่อเราเป็นคนทำงานดีจนเป็นนิสัยแล้ว การผลิตงานชิ้นต่อๆไปให้มีคุณภาพย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดาย ง่ายยิ่งกว่าการทำงานชุ่ยๆ เสียอีก

เหมือนคนร้องเพลงเพราะ ที่ร้องเพลงให้เพี้ยนไม่ได้

และเหมือนคนดีที่เห็นการทำเลวเป็นเรื่องลำบากยากเย็นครับ

เส้นนี้ที่มีคนขีดเอาไว้

20180617_line

คนขีดเขาอาจตายไปนานแล้วก็ได้นะ

ตายในที่นี่ อาจหมายถึงตายไปจริงๆ หรือตายจากองค์กรที่เราอยู่

ตอนที่เขาขีดเส้นนี้ มันอาจจะเมคเซ้นส์ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า บริบทเปลี่ยนไป เครื่องไม้เครื่องมือเปลี่ยนไป องค์กรเปลี่ยนไป เส้นนี้อาจจะไม่เมคเซ้นส์แล้วก็ได้

ถ้าองค์กรไหนมีพนักงานชอบพูดว่า “มันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว” อนาคตขององค์กรนั้นอาจจะไม่สดใสเท่าไหร่นัก เพราะมันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพนักงานในองค์กรเก่งแต่เรื่องการทำตามคำสั่ง แต่คิดอะไรเองไม่ค่อยได้

วิธีแก้คือต้องตั้งคำถามบ่อยๆ ว่างานนี้ยังต้องทำอยู่รึเปล่า กฎนี้ยังจำเป็นอยู่มั้ย มันทำให้เราดูแลพนักงานหรือดูแลลูกค้าได้ดีขึ้นจริงเหรอ

และคนที่ต้องถามคำถามพวกนี้บ่อยสุดคือผู้บริหาร เพราะถ้าผู้บริหารยังยึดติดอยู่กับสิ่งเดิมๆ ก็อย่าหวังว่าลูกน้องจะกล้าตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านั้น

เส้นนี้ที่คนขีดเอาไว้ คนขีดอาจตายไปนานแล้ว

แต่ถ้าเรายังอยากอยู่กันต่อ ต้องรีวิวเส้นเหล่านี้บ่อยๆ ครับ

คนสามประเภทที่ทุกองค์กรต้องการเสมอ

20180611_threetypes

1. คนเก่ง
2. คนขยัน
3. คนดี

ถ้ามีครบทั้งสามอย่าง สำหรับผมถือว่าเพอร์เฟกต์

ถ้าเก่ง จิตใจดี แต่ไม่ขยัน อันนี้ก็ดีรองลองมา อาจจะเหมาะเป็นหัวหน้าถ้ามอบหมายงานเป็นและไม่ขี้เกียจจนดูเป็นการเอาเปรียบเกินไป

ถ้ายังไม่เก่ง แต่เป็นคนดีและคนขยัน อันนี้ก็ดีไปอีกแบบ และในระยะยาวอาจจะดีกว่าแบบข้างบนก็ได้

ถ้าเก่ง ขยัน แต่จิตใจไม่ดี อันนี้ก็น่าเป็นห่วง อย่างดีก็ทำให้บรรยากาศการทำงานอึมครึม อย่างแย่ก็อาจถึงขั้นทุกจริตสร้างความเสียหายให้องค์กร ควรจะโค้ชใกล้ชิด ถ้าปรับทัศนคติได้ก็ถือว่าโชคดี

การเป็นคนเก่งบางทีเราก็เลือกไม่ได้ เพราะไอคิวใครไอคิวมัน

แต่การเป็นคนขยันกับการเป็นคนดี เราเลือกได้ ใครๆ ก็ทำได้ ดังนั้นควรจะยึดสองข้อนี้ให้มั่น เพราะถ้าเจตนาดี และขยันอย่างมีสติ ยังไงๆ มันก็ต้องเก่งขึ้นครับ

ถ้าเรื่องเล็กยังทำให้ถูกไม่ได้

20180611_small

ก็อย่าหวังว่าจะทำเรื่องใหญ่ๆ ให้ถูกได้

“How you do anything is how you do everything.”
-Anonymous

ผมเคยอ่านการทดลองที่ให้อาสาสมัครไปเยี่ยมห้องพักของนักศึกษา แล้วให้อาสาสมัครทายว่านักศึกษาคนนั้นมีผลการเรียนเป็นอย่างไร ดี ปานกลาง หรือไม่ดี

ปรากฎว่าอาสาสมัครมีโอกาสทายถูกสูงมาก ทั้งๆ ที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าตาหรือได้ยินเสียงของนักศึกษาคนนั้น

เพียงแค่ดูวิธีการดูแลห้องพัก ก็ทายได้แล้วว่าเจ้าของห้องจะประสบความสำเร็จในการเรียนหรือไม่

—–

เวลาสัมภาษณ์คนเข้าทำงานที่ Wongnai สิ่งหนึ่งที่เราจะคำนึงถึงเสมอคือผู้สมัครคนนี้มี Red Flag หรือไม่

เช่นเปลี่ยนงานบ่อย, Resume สะกดผิดหลายจุด หรือตอนสัมภาษณ์ชอบพูดถึงคนอื่นเสียๆ หายๆ เหล่านี้ล้วนเป็น Red Flag ที่ต้องระวังทั้งนั้น

เพราะถ้าเขาเปลี่ยนงานบ่อย แสดงว่าอาจจะอยู่กับเราไม่นาน

ถ้า Resume ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าตาของผู้สมัครยังสะกดผิดเยอะขนาดนี้ ตอนทำงานจริงจะสะเพร่าขนาดไหน

และถ้าว่าเพื่อนร่วมงานเก่าเสียๆ หายๆ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะว่าคนที่นี่เสียๆ หายๆ เช่นกัน

—–

ฝรั่งมีทฤษฎีที่เรียกว่า Broken Window Theory

ถ้าย่านไหนมีตึกรามบ้านช่องที่กระจกแตก ก็มีความเป็นไปได้ที่อัตราการก่ออาชญากรรมจะสูงไปด้วย

เพราะกระจกที่แตกนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความไร้ระเบียบ และเป็นตัวบ่งบอกคนที่อยู่ในย่านนั้นว่า ใครจะทำอะไรก็ได้ ถ้าการทำกระจกแตกเป็นเรื่องธรรมดา การทำเรื่องที่เสียหายมากกว่านี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน

หรืออย่างเราไปเดินห้องน้ำในห้าง ถ้าห้องน้ำสะอาด ก็จะสะอาดหมดทุกห้อง ถ้าห้องน้ำสกปรก มันก็จะสกปรกหมดทุกห้อง

ภาพเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นในทางดีหรือทางร้าย จะมีผลต่อภาพใหญ่เสมอ

คนที่ละเลยในเรื่องเล็กๆ ก็มีแนวโน้มจะละเลยในเรื่องใหญ่ๆ

คนที่เฉื่อยเนือยในเรื่องเล็กๆ ก็ย่อมจะเฉื่อยเนือยในเรื่องใหญ่ๆ

คนที่ทำผิดในเรื่องเล็กๆ ก็พร้อมจะทำผิดในเรื่องใหญ่ๆ

ดังนั้น เราควรระมัดระวังการกระทำของเรา ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

เพราะ how you do anything is how you do everything ครับ

—–

ขอบคุณทุกๆ ท่านที่สนใจ Writing Workshop รุ่นที่ 2 นะครับ ตอนนี้คนสมัครเต็มเรียบร้อยแล้วครับ คงจะมีเปิดรุ่นที่ 3 ช่วงปลายปีครับ https://goo.gl/CsZkpi

เมื่อ Woody เกิดมาคุยที่ Wongnai

20180610_woodywongnai

ทุกๆ 2 สัปดาห์ ที่บริษัทผมจะจัด Wongnai WeShare ด้วยการเชิญบุคคลเจ๋งๆ จากหลากหลายวงการมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองให้พนักงานของเราฟัง

สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้รับเกียรติจากคุณ “วู้ดดี้” วุฒิธร มิลินทจินดา มาเป็นแขกรับเชิญครับ

พี่วู้ดดี้น่าจะเป็นแขกรับเชิญที่ดังที่สุดที่นับตั้งแต่ทำ WeShare มา จึงไม่น่าแปลกใจที่พนักงาน Wongnai จะมาร่วมฟังเยอะเป็นประวัติการณ์

พนักงานมารอตั้งแต่ 12.45 นั่งกันเต็มพื้นที่จนต้องไปหาเก้าอี้เสริม พอบ่ายโมงนิดๆ พี่วู้ดดี้ก็เดินทางมาถึงพร้อมผู้ช่วย ทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง และขออนุญาตถอดรองเท้าขึ้นไปนั่งให้สัมภาษณ์บนเก้าอี้สตูล โดยมี “ยอด” CEO ของ Wongnai ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและถอดรองเท้าเป็นเพื่อน

ตลอดเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ผมนั่งฟังพี่วู้ดดี้ด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังดู พี่เบิร์ด ธงไชย บวก พี่โน๊ต อุดม

เบิร์ด ธงไชย เพราะพี่วู้ดดี้มีพลังงานล้นเหลือและมีความ larger-than-life เปล่งออกมาเป็นระยะๆ

โน๊ต อุดม เพราะมุมมอง วิธีการเล่าเรื่อง การใช้น้ำเสียง สีหน้าและแววตา ช่วยเรียกเสียงหัวเราะราวกับเรากำลังดูเดี่ยวไมโครโฟน

และนี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่วู้ดดี้ในการมาที่ Wongnai ครั้งนี้ครับ

ฝึกพูดในรถ

คำถามแรกจากพิธีกรคือ พี่วู้ดดี้ฝึกพูดอย่างไร

พี่วู้ดดี้เล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนปริญญาตรี ตอนขับรถไปมหาวิทยาลัย ฟังเทปคาสเส็ตของพี่เบิร์ด ธงไชย เพลงก้อนหินกับนาฬิกา พอจบเพลงมันมีช่วงเงียบ พี่วู้ดดี้ก็เลยดัดเสียงราวกับเป็นดีเจว่า “เมื่อซักครู่นี้ เป็นเพลงของธงไชย แมคอินไตย์นะครับ เดี๋ยวเรามาฟังซิงเกิลใหม่ของพี่เบิร์ดกันดีกว่าครับ”

นับแต่นั้น พี่วู้ดดี้เลยพูดคนเดียวในรถตลอดเวลา จนมีทักษะการพูดที่ดีจนได้เป็นดีเจให้ค่ายเอไทม์ในเวลาต่อมา

คนไทยไม่ชอบพูดตรงๆ

พี่วู้ดดี้ไปเรียนต่างประเทศอยู่หลายปี พอกลับมาเรียนเศรษฐศาสต์ ภาคอินเตอร์ที่ธรรมศาสตร์เลยเกิด culture shock ไม่น้อย ต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวและเรียนรู้

เช่นเรียนรู้ว่าคนไทยไม่ชอบให้พูดตรงๆ

Before:

เพื่อน: กินข้าวมั้ย
วู้ดดี้: ไม่ไป
เพื่อน: ทำไมมึงไม่ไปวะ เพื่อนป่ะวะ ไม่ใจเลย

After:

เพื่อน: กินข้าวมั้ย
วู้ดดี้: ไปก่อนเลย เดี๋ยวดูก่อน เดี๋ยวตามไป

แล้วพอเราไม่ไป เพื่อนก็ไม่เห็นจะว่าอะไร

 

เป็นดีเจวันแรกก็สร้างวีรกรรม

พี่วู้ดดี้รับงานเป็นดีเจวันแรกที่คลื่น 88 No Problem ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสอง

ตอนแรกตั้งใจจะเปิดเพลง Believe ของ Cher เพื่อเปิดตัว แต่ดันโดนดีเจเฟียตใช้เพลงนี้เป็นเพลงปิดเบรคก่อนหน้า พี่วู้ดดี้ก็เลยผรุสวาท (แบบขำๆ) กับดีเจเฟียตว่า What the f***ๆๆ ออกอากาศโดยไม่ตั้งใจเพราะลืมปิดไมโครโฟน

ผ่านคืนนั้นไป มีคนไปโพสต์ด่าในพันทิปมากมายว่าดีเจคนนี้พูดไทยคำ อังกฤษคำ ตอนแรกพี่วู้ดดี้เห็นก็ท้อ แต่พออ่านเจอคอมเม้นท์ว่า “พี่ภาษาอังกฤษดีจัง พี่ทำให้หนูอยากไปลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม” จึงมีกำลังใจทำงานดีเจต่อ

 

วันที่รู้ว่าดังแล้ว

ทุกๆ เดือนที่เอไทม์จะเรียกประชุมดีเจแล้วเอาผลการสำรวจความนิยมของดีเจมาให้ดู

ผลสำรวจที่ว่ามีสองรายการ

รายการแรกคือรายชื่อของดีเจที่มีคนชอบมากที่สุด

ส่วนรายการที่สองคือรายชื่อของดีเจที่มีคนเกลียดมากที่สุด

ปรากฎว่าพี่วู้ดดี้เป็นอันดับหนึ่งของทั้งสองรายการ

พี่ฉอดถึงกับเอ่ยปากว่า “ยินดีด้วย เธอดังแล้ว”

ตั้งแต่วันนั้น พี่วู้ดดี้จึงฝังใจว่า ถ้าจะดัง คนต้องเกลียด คนต้องด่า เลยตั้งใจไว้ว่า ถ้ามีรายการทอล์คโชว์ จะต้องทำโชว์แรงๆ คนจะได้ด่า จะได้ดัง

 

ต้องจริงใจกับความรู้สึกตัวเอง

หลังจากเป็นดีเจได้ 8 ปี มีความสุขทุกวัน วันหนึ่งเข้าไปนั่งในสตูดิโอแล้วรู้สึกว่าไฟมอด เพลงพี่เบิร์ด “ฉันมาทำอะไรที่นี่” วนหลูปอยู่ในหัว

แล้วพี่วู้ดดี้ก็ได้คำตอบว่า เขาต้องทำอะไรมากกว่านี้ เขาต้องไปจากที่นี่

พี่วู้ดดี้เชื่อว่า เราต้องจริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ คุณอย่าเสียเวลา เพราะคุณกำลังทำให้องค์กรเสียเวลาไปด้วย

ถ้าเราอยู่ที่ไหน เราต้องเต็มที่กับมัน ไม่มีคำว่าออมแรงไว้งานอื่น เพราะคุณอาจจะไม่มีงานอื่น วันนี้คุณเดินออกจากออฟฟิศคุณอาจจะโดนรถชนตายก็ได้

คำขวัญประจำใจของพี่วู้ดดี้ก็คือ if you don’t live today to the fullest, you are not living – ถ้าคุณไม่ใช้ชีวิตตอนนี้ให้เต็มที่ ให้รู้สึกว่าชีวิตกูสุดยอด คุณก็ไม่ได้ใช้ชีวิต

 

มนุษย์ทุกคนคือนักแสดง

เมื่อเริ่มทำรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย พี่วูดดี้ตั้งใจสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมาใหม่ เซ็ตไว้หมดเลยว่าต้องนั่งไขว่ห้าง ต้องชี้หน้าด่าแขก ต้องพูดว่า “ราตรีสวัสดิ์พี่น้องชาวไทย” ลงไปทำแม้กระทั่งตัดต่อรายการและวางซาวด์เอง

ถามว่าเฟคมั้ย – ก็ใช่ – พี่วู้ดดี้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเป็นนักแสดงทั้งนั้น คนที่บอกบทเราคนแรกก็คือพ่อแม่ ว่าเราต้องวางตัวอย่างไรถึงจะเหมาะสม จากนั้นเราก็ได้รับบทจากครู และรับบทจากเพื่อนอีก เราเลยกลายเป็นนักแสดงฟรีแลนซ์ที่สวมบทบาทต่างๆ จนสุดท้ายมารู้ตัวอีกทีว่าเราไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลย

 

วันที่เลิกเถียง

สมัยก่อนเวลาพี่วู้ดดี้เดินเข้าห้างจะก้มหน้าก้มตา มุ่งตรงสู่แผนกที่จะไปซื้อของ เพราะเวลาสบตาคนไม่รู้จัก พี่วู้ดดี้จะคิดว่าเขากำลังด่ารายการวู้ดดี้เกิดมาคุยอยู่แน่ๆ คาแรคเตอร์แรงๆ ของวู้ดดี้ตามมาหลอกหลอน พอโดนวิจารณ์ในเว็บก็รู้สึกเฟลถึงขนาดร้องไห้ทุกวัน แต่ไม่นานก็เริ่มชิน และถามตัวเองว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้บ้าง

วันที่เราเถียงว่าเราไม่ใช่อย่างที่เขาว่า เราก็เครียด แต่เมื่อเรายอมรับคำวิจารณ์ เปิดใจว่า เออว่ะ เราต้องพูดให้ช้าลง มันก็จะเบาลงทันที

พี่วู้ดดี้ยังได้พบความจริงอีกว่า ถ้าอยากดัง ไม่จำเป็นต้องแรงก็ได้ เดี๋ยวนี้ตอนทำรายการจึงไม่ต้องแสดงแล้ว สบายตัวกว่าแต่ก่อนเยอะ

 

ปัญหาใหญ่จะทำให้เราอัพเกรดชีวิต

ใครที่เจอปัญหาใหญ่ๆ ระดับกินไม่ได้นอนไม่หลับ แสดงว่ากำลังอัพเกรดตัวเอง

คุณไม่สามารถอัพเกรดตัวเองในทุกรูปแบบถ้าคุณไม่เจอปัญหา ไม่มีการเลื่อนขั้นด้วยการนั่งเฉยๆ

จักรวาลกำลังบอกคุณว่า กูจะให้มึงนะ แต่มันต้องแลกเปลี่ยนกันหน่อย

ดังนั้น เวลาเจอปัญหา พี่วูดดี้จะร้อง เยส!! บอกตัวเองว่ามีเรื่องดีรออยู่ เพื่อจะได้มีกำลังใจสู้ต่อ เพราะถ้ามัวแต่ร้องโอดโอยมันเป็นการฆ่าตัวเองเปล่าๆ

 

อะไรที่อยู่ในหัวเราทุกวัน?

ถ้าคุณค้นพบว่าชีวิตมันมีสาระสำคัญที่คุณต้องจัดการ ต่อสัปดาห์คุณเลือกแค่เรื่องเดียวก็พอ เช่นคุณรู้ตัวว่าไม่ออกกำลังกาย และมันก็อยู่ในหัวคุณทุกวัน แล้วคุณไม่จัดการอะไรกับมันเลย มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าถ้าคุณจัดการมันได้ ชีวิตคุณจะขึ้นไปอีกขั้น

 

คนเราทะเลาะกันด้วยเรื่องขี้หมา

เวลาไปร้านอาหาร พี่วู้ดดี้จะสั่งเลยโดยที่ไม่ดูเมนู ถ้าเป็นร้านใหม่ก็จะบอกว่าเอาอะไรมาก็ได้ ขณะที่แฟนพี่วู้ดดี้จะใช้เวลาเลือกเมนูนานมาก พี่วู้ดดี้ก็จะรู้สึกว่าทำไมคุณสั่งช้าจังวะ ในขณะที่แฟนก็รู้สึกว่าผมยังไม่ได้ดูเมนูเลยนะ แล้วก็มักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้

ถ้าสังเกตดู เราไม่เคยทะเลาะกับคนใกล้ชิดในเรื่องใหญ่ๆ หรอก เรามักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องขี้หมามาก เช่น ทำไมเธอไม่เปิดประตูให้ฉัน หรือทำไมเธอสั่งอาหารไม่รู้ใจฉันเลย

พี่วู้ดดี้ก็เลยนัดกับแฟนล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์เพื่อเคลียร์ปัญหาเรื่องสั่งอาหาร (ถ้าไม่นัดล่วงหน้า ใช้วิธีพูดขึ้นมาทันทีก็จะทะเลาะกันอีก) แล้วก็ได้ข้อสรุปคือต่างคนต่างสั่ง ไม่ต้องคาดหวังให้อีกฝ่ายรอหรืออีกฝ่ายรีบ สุดท้ายปัญหานี้จึงไม่กลับมากวนใจอีก

 

คนเราต้องมีเป้าหมาย

ตอน Jim Carrey เข้าวงการใหม่ๆ เขาเขียนเช็ค 1 ล้านดอลล่าร์เป็นค่าจ้างให้ตนเอง แล้วสุดท้ายวันหนึ่งจิมแครี่ย์ก็ได้ค่าจ้างระดับนั้นจริงๆ

พี่วู้ดดี้จะมี vision board ที่ตัดแปะทุกอย่างที่อยากให้เกิดขึ้นในชีวิต อยากมีรายการของตัวเอง อยากมีเงินเท่านั้น อยากมีคนรักแบบนี้ มีบ้านแบบนี้ แล้วตั้ง vision board เอาไว้ที่ปลายเตียง

พี่วู้ดดี้ถามพนักงาน Wongnai ว่ามีใครใช้ vision board บ้าง มีน้องแค่คนเดียวที่ยกมือ

พี่วู้ดดี้เลยถามต่อว่า มีใครใช้ Google Maps บ้าง คราวนี้ยกมือกันทุกคน

พี่วู้ดดี้ก็เลยทิ้งประโยคสั้นๆ “คุณจะไปถึงปลายทางได้มั้ยถ้าคุณไม่ใส่ destination”

ขนาดเปิด Google Maps คุณยังต้องพิมพ์เลยใช่มั้ยว่าคุณจะไปไหน แล้วคุณตื่นมาตอนเช้าทุกวัน คุณจะไม่บอกกับชีวิตคุณเลยเหรอว่าต้องการไปไหน

 

วันที่เลิกทำรายการทีวี

พี่วู้ดดี้บอกว่า ถ้าชีวิตเรากำลังทุกข์กับอะไรบางอย่างแล้วเราไม่ปิด อย่างอื่นมันก็จะไม่เปิด

พี่วู้ดดี้ตัดสินใจปิดรายการวู้ดดี้เกิดมาคุยเพราะรู้สึกว่าไม่สนุกกับการจัดรายการแล้ว พลังงานของเขาไม่เหมือนเมื่อสมัยก่อนแล้ว

ซักพักนึงก็ตัดสินใจปิดรายการ “ตื่นมาคุย” อีกรายการหนึ่ง เพราะตอนนั้นเริ่มได้กลิ่นแล้วว่าทีวีมันกำลังจะจบ

ตอนนั้นพี่วู้ดดี้น่าจะเป็นคนแรกที่ออกมาพูดว่าจะไม่ทำรายการทีวีแล้ว ซึ่งก็โดนคนด่า ใครต่อใครก็บอกว่าโฆษณาทีวียังเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่สุด พี่วู้ดดี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแจ๊ค (หรือโรส) บนเรือไททานิค เรือมันจะจมอยู่แล้ว แต่คนอื่นยังเต้นรำกันอยู่เลย ตอนนี้เรือหลายลำก็จมไปแล้วจริงๆ แม้จะไม่ใช่ทุกลำก็ตาม

 

ไม่ได้เก่งกว่า แค่เร็วกว่า

พี่วู้ดดี้ชอบหาแอปใหม่ๆ ใน App Store วันหนึ่งไปเจอ Twitter ก็เลยเริ่มเล่นจนตอนนี้มียอด followers 3 ล้านคน ไม่ใช่เพราะ Woody เก่ง แต่เพราะวู้ดดี้ใช้ Twitter เป็นคนแรกๆ

ที่เก็งผิดคือ Instagram ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่การโพสต์ภาพสวย ไม่เหมาะกับวู้ดดี้ แต่พอเห็นอั้มโพสต์หัวเข่าที่เป็นแผล คนไลค์เป็นล้าน จึงรู้ว่า IG จะครองโลก

ตอนนี้แม้กำลังทำ Facebook Live อยู่ แต่ก็รู้ว่ามันไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ยังต้องทดลองอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ อะไรที่เป็นเทรนด์ ต้องรู้ ต้องตามให้ทัน ต้องเป็น first mover

 

ตื่นนอนแล้วอย่าเพิ่งอ่าน LINE

Mission ของพี่วู้ดดี้คือจะต้องมีความสุขในทุกอย่างที่ตัวเองทำ

พี่วู้ดดี้เตือนว่า ใครตื่นนอนแล้วเปิด LINE เลยให้ระวัง เพราะคุณกำลังเป็นทาสของคนอื่น มนุษย์ตื่นมาควรจะมีโอกาสสัมผัสกับร่างกายและความคิดของตัวเองก่อนจะไปสัมผัสกับโลกภายนอก

พี่วู้ดดี้เคยมีนิสัยตื่นมาปุ๊ปแล้วเปิดมือถือเช็คงานปั๊ป ปรากฎว่าหน้าบึ้งทันที หันไปด่าแฟน ด่าแม่บ้าน ด่าผู้ช่วย มารู้ทีหลังว่าไลน์นี่เองที่มากำหนดอารมณ์เรา

 

ออกกำลังกายเหมือนทำวัตร

เดี๋ยวนี้ พอตื่นขึ้นมา คิดก่อนเลยว่าเกิดมาเพื่ออะไร

เกิดมาคุย เกิดมาขายกระทะ เกิดมา Live ก็ว่ากันไป

คิดเสร็จแล้วก็ลุกไปอาบน้ำ แปรงฟัน โกนหนวด และออกกำลังกาย

ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายทุกวันตอนตื่น คุณกำลังเสียโอกาส ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายตอนอายุสามสิบสี่สิบ ก็เตรียมเงินเข้าโรงพยาบาลตอนคุณแก่ตัวไว้ได้เลย

ทุกครั้งที่คุณออกกำลังกาย สมองมันจะฉลาดมาก คุณโยนคำถามอะไรให้มันก็ได้ จากนั้นก็ไปออกกำลังกาย จะยกเวทหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วคำตอบก็จะมา แต่มันจะมาแค่ 30 วินาที

การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งเดียวที่พี่วู้ดดี้ทำทุกวัน ถ้าพระต้องทำวัตร วู้ดดี้ก็ต้องออกกำลังกาย เพราะได้ทั้งสุขภาพ ได้ทั้งคำตอบ แถมยังได้พลังงานดีๆ ไปแชร์กับทุกคนในออฟฟิศด้วย

 

ตั้งสติก่อนเปิดมือถือ

เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้ว พี่วู้ดดี้จึงจะเปิดมือถือ ใจตอนนี้พร้อมจะเจอกับข้อความทุกรูปแบบแล้ว

ก่อนเปิด LINE พี่วู้ดดี้จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเข้าไลน์ ไม่ว่าข้อความจะดีจะแย่ยังไง กูจะเพลิดเพลินไปกับการแก้ปัญหา และกูจะอยู่ในนั้นแค่ 3 นาที

ก่อนจะเปิด Instagram พี่วู้ดดี้ก็จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเล่น IG และไม่ว่ารองเท้าที่ชมพู่ อารยา โพสต์จะน่าซื้อแค่ไหนก็ตาม กูก็จะกลั้นใจไม่หลงตามไปด้วย

ก่อนจะทำอะไรก็ตาม คุณต้องรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่งั้นเราจะเผลอไปเปรียบเทียบว่าชีวิตเราสู้คนอื่นไม่ได้ คุณจะกลายเป็นทาสของ Facebook และ Instagram ที่ตอนเล่นก็เพลินดี แต่พอปิดแล้วก็เหนื่อย เพราะคุณไม่มีวันดีพอหรอก ชีวิตของคนใน Instagram มันดีกว่าคุณเป็นร้อยเท่า จริงๆ ถ้า Facebook หรือ Instagram มันมีปุ่มให้กดดูคนที่ชีวิตแย่กว่าเราก็คงจะช่วยได้ไม่น้อยนะ

 

ร่างกายที่สมบูรณ์แบบก่อนตาย

มีน้องคนหนึ่งยกมือถามว่า เห็นพี่วู้ดดี้ทานคลีน หนูอยากทำบ้างแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี

พี่วู้ดดี้ตอบว่า ก็ไม่ต้องทาน

ในวันที่คุณอยากลดน้ำหนักจริงๆ วันนั้นคุณจะไม่ถาม คุณจะทำเลย

พี่วู้ดดี้ถามทุกคนว่า ก่อนตาย คุณไม่อยากเห็น six-pack เหรอ

ทุกเช้าตอนแปรงฟันส่องกระจก ลองถามตัวเองว่า ก่อนตายฉันจะได้มีโอกาสเห็นร่างที่สมบูรณ์ที่สุดของฉันมั้ย ให้ถามคำถามนี้ทุกเช้า แล้ววันหนึ่งคุณจะบอกตัวเองว่าทนไม่ไหวแล้ว

 

อยากผอม ยังไม่ต้องออกกำลังกาย

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าอยากผอม ก็ยังไม่ต้องรีบเข้ายิมหรอก จงใช้เดือนแรกไปกับการดัดนิสัยก่อน นาฬิกาปลุกแล้วลุกทันที ไปไหนให้ตรงต่อเวลา ทำงานให้เรียบร้อย รักษาคำพูดกับพ่อแม่ ทำพื้นที่ชีวิตคุณให้มันมีความเป๊ะในทุกด้านก่อน

คนที่อยากอยากจะแปลงร่างไม่ใช่กินคลีนแล้วเข้ายิมเลย มันต้องแปลง mindset ก่อน

ลองถามแฟนและเพื่อนว่าเรายังบกพร่องเรื่องไหนบ้าง เรื่องที่ถ้าปรับปรุงแล้วชีวิตจะดีขึ้นมาก ตอนแรกเขาจะบอกว่าเราดีอยู่แล้ว แต่ลองซักต่ออีกหน่อยเดี๋ยวเขาก็จะบอกเอง เมื่อคุณจัดการชีวิตของคุณได้ดี แล้วคุณไปออกกำลังกาย คุณจะเห็นผลแน่นอน

 

วิธีเลือกคนของวู้ดดี้

คำถามสุดท้ายในวันนั้นคือ พี่วู้ดดี้มีวิธีเลือกทีมงานยังไง

พี่วู้ดดี้ตอบว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใช้คติ “ถูกและดี” แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ของถูกและดีไม่มีอยู่จริง

ตอนนี้พี่วู้ดดี้ดูอย่างเดียว นั่นคือ “ใบหน้า”

“หน้าจะต้องมีความเปล่งประกายถึงขั้นที่ว่าในห้องที่เราสัมภาษณ์อยู่เนี่ยมันเต็มไปด้วยแสงออร่า” – The face has to light up a room

เพราะมันเป็นแสงไฟแห่งความหวัง ส่งไปหาลูกค้าก็รอด ส่งไปหา partner ก็ชมว่าทำไมทีมของคุณช่างมีรอยยิ้มที่แสนสดใสดีจัง ส่วนเรื่องอื่นๆ มันฝึกกันได้

—–

และนี่คือเรื่องราว ความบันเทิง และพลังงานดีๆ ที่ผมได้รับจากพี่วู้ดดี้ในวันนั้นครับ

ขอบคุณพี่วู้ดดี้ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองกับเราที่ Wongnai คนอ่านบล็อก Anontawong’s Musings  เลยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ข้อไหนชอบ ข้อไหนใช่ ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

เมื่อไหร่จะเข้าเกียร์สูง

20180603_highgear

เชื่อว่าในการทำงาน เราทุกคนต้องเคยเจอ “คนเกียร์ต่ำ” มาแล้ว

คนที่ทำอะไรก็เชื่องช้า ใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม งานจะเสร็จก็ช่าง ไม่เสร็จก็ช่าง

และบางทีคนๆ นั้นก็เป็นตัวเราเองซะด้วย

มีสองสามวิธีที่อาจจะช่วยได้

หนึ่ง คือลองถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาชีวิตเราเคยเข้าเกียร์สูงบ้างมั้ย ช่วงที่เราใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้นและทำอะไรต่างๆ อย่างสุดความสามารถ ณ ช่วงเวลานั้น อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เราเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ถ้าเราหาปัจจัยเหล่านั้นเจอ ก็น่าจะพยายามสร้างปัจจัยเหล่านั้นในปัจจุบันด้วย

สอง คือลองเล่นเกมกับตัวเอง เพราะมนุษย์ชอบความสนุกและชอบความแข่งขัน เช่นถ้าต้องนั่งทำงานเอกสารที่น่าเบื่อที่ต้องใช้เวลา 30 นาที ก็ท้าทายตัวเองว่าจะสามารถทำให้เสร็จภายในเวลาแค่ 15 นาทีได้รึเปล่า

สาม คือพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ คนมีพลังหรือคนที่เราชื่นชม แค่ออกไปกินข้าวหรือนั่งดื่มกาแฟกับเขาก็ได้ ความกระตือรือร้นนั้นเป็นโรคติดต่อ ลองอาศัยเชื้อของเขามาจุดไฟที่มอดแล้วของเราดู

ในความเป็นจริง ชีวิตต้องมีทั้งเกียร์ต่ำและเกียร์สูง แถมบางครั้งก็ตั้งเข้าเกียร์ว่างและเกียร์ถอยหลังด้วย สำคัญคือเราต้องใช้ให้เป็นทุกเกียร์เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และเส้นทางที่เรากำลังมุ่งไปครับ

ข้อแนะนำสำหรับคนอยากเป็นซีเนียร์

20180522_senior

คนทำงานทุกคนย่อมอยากเห็นความก้าวหน้าในวิชาชีพของตัวเอง

และหนึ่งในบันไดขั้นแรกๆ ที่อยากก้าวขึ้นไปคือการเป็นพนักงานที่มีคำว่า senior นำหน้าชื่อตำแหน่ง ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องคอยดูแลน้องๆ และเป็นหูเป็นตาให้หัวหน้าทีม

ผมเลยมีข้อแนะนำที่อยากฝากไว้ให้พิจารณาสำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์นะครับ

ซีเนียร์มีสี่ทาง
เท่าที่ผมสังเกต คนจะถูกโปรโมตเป็นซีเนียร์ได้ใน 4 กรณี

1. Hard Skills – คือเราทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เทพมากๆ เป็นกูรูด้านนี้จนใครก็ต้องมาพึ่งพาเรา

2. Soft Skills – คือเรามี people skills ที่สูงส่ง มีความเป็นผู้ใหญ่ มีความน่าเชื่อถือ เป็นเหมือนเสาหลักของทีมให้น้องๆ แม้อาจจะไม่ได้เทพแต่เราก็มักจะหาทางช่วยคนในทีมได้เสมอ อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านจิตใจ

3. เงินเดือน – แต่ละตำแหน่งจะมี job band หรือ job level อยู่ ซึ่งก็จะผูกติดกับช่วงเงินเดือน เช่นตำแหน่งจูเนียร์เงินเดือน 15,000 – 30,000 ตำแหน่งซีเนียร์เงินเดือน 25,000-50,000 เป็นต้น โดยช่วงเงินเดือนของแต่ละเลเวลเหลื่อมกันได้

หากเงินเดือนของเรา “ชนเพดาน” แล้ว เช่นในกรณีนี้เราเงินเดือน 30,000 บาทแล้ว จะขึ้นให้อีกก็จะทำให้เงินเดือนหลุดช่วง จึงเป็นเวลาที่ต้องปรับตำแหน่งเป็นซีเนียร์เพื่อให้เราขึ้นมาอยูู่ในช่วงเงินเดือนที่สูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อให้คุ้มกับเงินเดือนครับ

4. ระยะเวลา – คืออยู่ในตำแหน่งนี้มานานหลายปี น้องๆ ที่มาทีหลังบางคนก็แซงหน้าไปแล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องปรับตำแหน่งให้เสียที

มันยังมีอีกกรณีหนึ่งคือย้ายทีมหรือย้ายบริษัท แต่ถ้าคุณไม่มีหนึ่งในสี่ข้อข้างต้นที่กล่าวมา โอกาสจะได้เป็นซีเนียร์ก็คงมีไม่มากนัก

ถ้าเลือกได้ อยากให้เลือกข้อ 1 หรือ 2 เพราะเป็นปัจจัยที่เราพอจะควบคุมได้บ้าง ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

ทำงานของตัวเองให้ดี (Do your job well)
ข้อนี้เป็นพื้นฐานเลย อย่าหวังว่าจะได้เป็นซีเนียร์ถ้าเรายังรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ไม่สมบูรณ์

ทำให้มากกว่าที่ขอ (Go the extra mile)
ถ้าเจ้านายสั่ง 10

พนักงานทั่วไปจะทำมา 8

พนักงานที่ดีจะทำมา 10

พนักงานที่โดดเด่นจะทำมา 12

คนที่ทำมา 12 มีโอกาสจะขึ้นเป็นซีเนียร์มากกว่าคนที่ทำมา 10 หรือ 8

สังเกตว่า เมื่อเทียบกับพนักงานที่ดี เราแค่ออกแรงมากกว่าเขาแค่ 2 หน่วย ก็เพิ่มโอกาสการเป็นซีเนียร์ได้มหาศาลแล้ว

ทำโดยไม่ต้องให้ใครมาขอ (Be proactive)
คนที่ proactive หรือริเริ่มงานได้เองโดยที่ไม่ต้องรอให้เจ้านายสั่งนั้นหายากมากๆ เพราะหนึ่งเขาต้องจัดการงานตัวเองได้ดีจนมีเวลาเหลือ สองเขาต้องรู้ใจเจ้านายว่าต้องการอะไร สามคือต้องโน้มน้าวคนอื่นๆ ให้เห็นดีเห็นงาม และสี่ต้องนำมันไปทำจนเกิดผล

เพราะทำได้ยาก จึงหายาก และเพราะหายาก เจ้านายและองค์กรจึงให้ค่าคนที่ proactive มากเป็นพิเศษครับ

ขยันอย่างฉลาด (Work hard & work smart)
คนขยันนั้นดีแน่ แต่ต้องหัดขี้เกียจบ้าง

ขี้เกียจในแง่ที่ว่า เราต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่าที่เราทำๆ อยู่ทุกวันนี้มันมีวิธีอื่นที่จะประหยัดแรงกว่านี้หรือทำได้เร็วกว่านี้มั้ย

พนักงานที่ดีอาจจะทำงานเสร็จเร็วกว่าคนอื่น 20%

แต่พนักงานที่จะได้เป็นซีเนียร์คือคนที่ออกแบบกระบวนการหรือสร้างเครื่องมือใหม่ที่ทำให้ทุกคนในทีมทำงานได้เร็วขึ้น 20% ครับ

เป็นคนไว้ใจได้ (Be reliable)
ข้อนี้สำคัญมาก

ถ้ารับปากว่าจะทำ ก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องท้องจะเสีย

และถ้ามีเหตุสุดวิสัยจนทำให้ไม่สามารถทำได้ตามที่รับปาก ก็ต้องรีบบอกเจ้านายแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ให้เขามารู้เองทีหลัง

คนที่จะเป็นซีเนียร์คือคนที่เจ้านายสามารถวางใจได้ว่า คนๆ นี้จะสามารถดูแลทีมได้ตอนที่เขาไม่อยู่ ดังนั้นการสร้างความไว้ใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากถึงมากที่สุด

กล้าแสดงความคิดเห็น (Speak up)
คนไทยไม่ค่อยกล้าพูดต่อหน้า แต่ลับหลังคุยกันสนุกปาก

คนที่จะเป็นซีเนียร์ต้องทำกลับกัน คือต่อหน้าต้องพูด ลับหลังต้องไม่พูด

อะไรที่ดี อะไรที่ไม่ดีควรจะสื่อออกมา แต่ก็ต้องดูทิศทางลมด้วยว่าจะพูดอย่างไร พูดจังหวะไหน คนถึงจะฟังและคล้อยตาม

ที่สำคัญ ต้องไม่ชี้แค่ปัญหาอย่างเดียว แต่ควรจะมีข้อแนะนำสำหรับทางออกด้วย

พร้อมช่วยเหลือคนอื่นเสมอ (Be there when someone needs you)
ซีเนียร์คือคนที่พึ่งพาได้

ดังนั้นเราต้องใจกว้างพอที่จะเอาผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน (แต่ก็ต้องไม่ทำให้งานตัวเองเสีย – กลับไปดูข้อแรก)

การช่วยเหลือคนอื่นอยู่เป็นประจำจะทำให้เราได้รับการยอมรับ และเพื่อนๆ จะแอบเชียร์ให้เราเป็นซีเนียร์เร็วขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะใครๆ ก็ชอบพระเอก

เป็นแบบอย่างที่ดี (Be a role model)
หนึ่งในคำถามที่ “ผู้ใหญ่” ในองค์กรมักจะถามกับหัวหน้าที่ส่งชื่อน้องมาให้พิจารณาก็คือ “เขาเป็นแบบอย่างที่ดีรึเปล่า?”

ถ้าทำงานเก่ง ช่วยเหลือคนในทีม แต่ยังมีพฤติกรรมบางอย่างไม่เหมาะสม เช่นชอบบ่นลอยๆ บนเฟซบุ๊ค มาสายเป็นประจำ หรือหัวร้อนง่ายไฝว้กับคนอื่นไปทั่ว คนๆ นั้นอาจจะตกม้าตายไม่ได้รับการโปรโมตก็ได้

ต้องระลึกไว้เสมอว่าการโปรโมตแต่ละครั้ง ผู้บริหารต้องคำนึงด้วยว่ามันเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับคนอื่นๆ ในองค์กรรึเปล่า เพราะถ้าเด็กๆ เห็นคนนิสัยแย่แต่ทำงานดีได้รับการโปรโมต เขาก็อาจจะเข้าใจว่านี่คือพฤติกรรมที่องค์กรรับได้แถมยังสนับสนุนด้วยซ้ำ

ผูกพันกับองค์กร (Be an engaged employee)

ศัพท์ที่สำคัญคำหนึ่งใน HR คือคำว่า Employee Engagement ซึ่งไม่มีคำแปลไทยตรงตัว แต่มันหมายถึงหลายๆ อย่างรวมกัน คือเรามีความผูกพันกับองค์กรแค่ไหน เวลามีกิจกรรมบริษัท เรามาร่วมงานหรือไม่ เวลาบริษัทต้องการความช่วยเหลือ เราอาสาตัวเองรึเปล่า เวลาใครมาว่าบริษัทเรา เราเดือดเนื้อร้อนใจรึเปล่า

องค์กรย่อมอยากโปรโมตคนที่ผูกพันและอยากเติบโตไปกับองค์กร ไม่ใช่คนที่จะไปจากเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

คิดเหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัท (Think & act like the owner)
เป็นข้อสุดท้าย แต่ถ้าทำข้อนี้ได้ ข้ออื่นๆ ก็น่าจะทำได้ไปโดยปริยาย เพราะหากเราคำนึงถึงผลประโยชน์มวลรวมของบริษัทอยู่เสมอ เราก็จะทำงานอย่างฉลาด ทำโดยที่ไม่ต้องมีใครสั่ง และพร้อมช่วยเหลือคนอื่นๆ เป็นประจำ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อความเจริญก้าวหน้าของบริษัทและทุกๆ คนในองค์กร

ต้องเตือนกันนิดนึงว่าแม้เราจะทำได้ทุกข้อที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เป็นซีเนียร์เสมอไป เพราะมันยังมีอีกหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นสภาพทีม สภาพบริษัท และสภาพเศรษฐกิจ

แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราทำตามข้อแนะนำเหล่านี้ คนที่จะได้ไปเต็มๆ ก็คือตัวเราเอง

เพราะผมมีความเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว เราจะได้รับผลตอบแทนที่คู่ควรกับเราเสมอครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCA, ร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

5 นาทีสุดท้าย

20180516_lastfive

ผมเป็นแฟนทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยเฉพาะในยุคที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีม

สมัยนั้นเรามีคติประจำใจเลยว่า ตราบใดที่กรรมการยังไม่เป่านกหวีด เกมนี้ก็ยังไม่จบ ด้วยความที่นักเตะไม่เคยยอมแพ้ แมนยูฯ จึงยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกมได้เสมอ

โดยแมทช์ที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบไฟนอลระหว่างแมนยูกับบาเยิร์นมิวนิคในปี 1999

แมนยูนั้นคว้ามแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพมาเรียบร้อยแล้ว หากชนะเกมนี้ก็จะได้ Treble หรือสามแชมป์ในฤดูกาลเดียวกัน ซึ่งแมนยูไม่เคยทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีของสโมสร

ในวันนั้นบาเยิร์นมิวนิคขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 6 และคุมเกมได้ดีตลอด (สมัยนั้นบาเยิร์นมิวนิคซึ่งมีโลธ่าร์ มัทเธอุสบัญชาการ ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่เกมรับเหนียวแน่นสุดๆ)

แมนยูตามอยู่ 1-0 จน ตั้งแต่นาทีที่ 6 จนหมดเวลา 90 นาที กรรมการชูป้ายทดเวลา 3 นาที มัทเธอุสถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อไปพักเตรียมขึ้นรับถ้วย และช่างฝีมือเริ่มสลักชื่อทีมบาเยิร์นมิวนิคงบนถ้วยรางวัลแล้ว

แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อตัวสำรองอย่างเทดดี้ เชอริงแฮม ยิงตีเสมอในนาทีที่ 91 และ โอเล่ กุนนาร์ โซชา ตัวสำรองอีกคนก็ยิงประตูชัยในนาทีที่ 93 ทำให้แมนยูคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก และได้สามแชมป์ประวัติศาสตร์มาครอง

—–

ตอนผมเล่นฟุตบอลให้กับทีมประจำเมืองและทีมมหาลัย โค้ชจะบอกเสมอว่าช่วง 5 นาทีแรกกับ 5 นาทีสุดท้ายเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด

ใน 5 นาทีแรก เรายังตื่นสนาม ยังไม่ได้สัมผัสบอล ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเสียประตูได้ง่าย

ส่วน 5 นาทีสุดท้ายคือช่วงที่เราล้าเต็มที่แล้ว รอฟังเสียงนกหวีดอย่างใจจดใจจ่อจนไม่มีสมาธิอยู่กับเกม

ดังนั้นโค้ชจะตะโกนจากข้างสนามว่าให้เราตั้งสติให้มั่นในช่วง 5 นาทีแรก กับ 5 นาทีสุดท้ายไว้เสมอ อย่าไปทำอะไรผลีผลาม

—–

เหตุที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหนังสือ 3 เล่มที่ผมอ่านล่าสุดครับ

เป็นหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อเสียงถึง 3 ท่าน งานเขียนของแต่ละท่านน่าจะขายไปได้แล้วอย่างน้อยๆ 50,000 เล่ม

สิ่งที่ผมพบทั้งสามเล่มคือตัวสะกดผิดหรือพิมพ์ตกหล่น ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในช่วงหน้าท้ายๆ ของหนังสือ

ที่สำคัญ หนังสือแต่ละเล่มหนาเกิน 200 หน้า แต่ผมเจอจุดผิดพลาดแค่จุดเดียวเท่านั้น

ผมเลยสันนิษฐานว่า ฝ่ายพิสูจน์อักษรอาจเห็นว่าใกล้จะจบเล่มแล้ว ล้าเต็มทีแล้ว เตรียมฉลองชัยชนะแล้ว เฝ้ารอเสียงนกหวีดอย่างใจจดใจจ่อจนอาจเสียสมาธิไป

อย่ากระนั้นเลย เมื่อวานนี้ที่ผมเขียนบล็อกซึ่งค่อนข้างยาว ก็พิมพ์ผิดตรงย่อหน้าสุดท้ายเหมือนกัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องใช้ชีวิต ให้ระวังช่วง 5 นาทีสุดท้ายไว้ให้ดี

แม้ความเสียหายคงไม่เท่าที่บาเยิร์นมิวนิคเจอ แต่ถ้าทำดีมาตลอดแล้วมาพลาดช่วงท้ายมันก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia: Winners: Photo by Seán Murray Cropped and retouched by Danyele – Winners

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนเช้าวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลืออีก 2 ที่ – ถ้าคนสมัครเกิน จะเปิดรอบบ่ายเพิ่ม)

ถอดรหัสการทำงานของ ยอด Wongnai

20180508_yod

ผมรู้จักกับยอด ชินสุภัคกุล ซึ่งเป็น CEO และ co-founder ของ Wongnai มาตั้งแต่ปี 2005

ผมแก่กว่าและเข้า Thomson Reuters มาก่อนยอด เราได้รู้จักกันตอนที่ผมย้ายตำแหน่งจาก software engineer มาเป็น support consultant ซึ่งมียอดเป็นหัวหน้าทีมอยู่ (ด้วยอายุเพียง 22 ปี ยอดเป็นหัวหน้าทีมที่เด็กที่สุดใน Thomson Reuters ประเทศไทย)

พอปี 2007 ยอดก็ได้ขึ้นเป็นผู้จัดการทีม (ที่เด็กที่สุดอีกแล้ว) และผมขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมแทนยอด พอปี 2008 ยอดจึงลาออกเพื่อบินไปเรียนต่อ MBA ที่ UCLA Anderson School of Management

ปี 2010 ยอดกลับมาเมืองไทยและมีเป้าหมายที่จะทำ startup เพื่อตอบโจทย์ว่าวันนี้กินอะไรดี ยอดชวนเพื่อนวิศวะคอมจุฬาอีก 3 คนมาร่วมกันทำ รวมถึงชวนผมและเพื่อนในวัยเด็กอีกคนมาเป็นผู้ถือหุ้นด้วย

ช่วง 2-3 ปีแรก Wongnai ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่ แต่ในช่วง 5 ปีหลังสุด Wongnai ก็เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนตอนนี้มีพนักงาน 200 กว่าคนและมีรายได้ 150 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะยังไม่อาจเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องถือว่า Wongnai เป็น startup ที่โดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

ผมเองได้แต่คอยช่วย Wongnai อยู่ห่างๆ มาตลอด จนเมื่อต้นปี 2017 จึงเข้ามาทำที่ Wongnai เต็มตัวในฐานะ Head of People (ที่ Wongnai เราจะเรียกทีม HR ว่าทีม People)

มีสื่อมากมายที่มาขอสัมภาษณ์ยอดรวมถึงเชิญยอดไปพูดในที่ต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องราวของ Wongnai และเล่าวิธีคิดวิธีทำงานของยอด แต่การสัมภาษณ์ทั้งหมดก็เป็นคำถามจากคนที่มองจากข้างนอกเข้ามา และคำตอบทั้งหมดก็มาจากปากของยอด ผมจึงคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ถ้า “คนวงใน” ที่เป็น “บุคคลที่สาม” อย่างผมมาเขียนเล่าให้ฟังว่า ยอดทำงานอย่างไรบ้าง

มาเริ่มกันเลยครับ

ทำงานเร็ว (#speed)

ทุกครั้งที่มีคนถามว่าจุดแข็งของยอดคืออะไร ยอดจะตอบเสมอว่าเขาเป็นคนทำงานเร็ว

“I’m not smarter than most of you, I’m just faster.”

ยอดบอกว่านี่ไม่ใช่ยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นยุคของปลาเร็วกินปลาช้า

เร็วในที่นี้เป็นความเร็วในหลายมิติด้วย หนึ่งคือเร็วที่จะลงมือทำ (คิดแล้วทำเลย) สองคือพอเริ่มลงมือทำแล้วก็ทำจนเสร็จอย่างรวดเร็ว สามคือพอเสร็จแล้วก็มีการวัดผลและเรียนรู้อย่างรวดเร็ว มันคือ build-measure-learn in fast cycle ตามหลักของ Lean Startup และ #speed ก็เป็นหนึ่งใน core values ของ Wongnai

นอกจากเร็วเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวยอดก็เร็วด้วย ค่ำวันหนึ่งก่อนกลับบ้าน ผมบอกยอดว่าอยากจะให้ช่วยเขียนคำนิยมให้หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ โดยเล่าให้ฟังว่าหลายเรื่องดึงมาจากในบล็อก Anontawong’s Musings เดี๋ยวจะเอาต้นฉบับมาให้อ่าน ปรากฎว่าคืนนั้นยอดก็ส่งคำนิยมมาให้ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้ปริ๊นท์ต้นฉบับด้วยซ้ำ! เพียงแต่คำนิยมของยอดจะเขียนไปในเชิงความเห็นต่อตัวผมและข้อเขียนของผมในบล็อกแทนความเห็นในตัวหนังสือ

ต้นเดือนสิงหาคม 2017 หนังสือ Thank God It’s Mondayฯ ก็ตีพิมพ์เสร็จ ผมวิ่งไปเอาหนังสือมาจากสำนักพิมพ์คืนวันพฤหัส บ่ายวันศุกร์เอามาให้ยอด 1 เล่มเป็นการขอบคุณที่ช่วยเขียนคำนิยมให้ พอเช้าวันเสาร์ยอดก็อัพโหลดรูปหนังสือและรีวิวให้เสร็จสรรพ ยอดจึงเป็นคนแรกในประเทศไทยและคนแรกในโลก ที่อ่าน Thank God It’s Mondayฯ จบเล่ม

To Do List ของยอด

ยอดไม่ได้ใช้ App อะไรที่หวือหวาเลย

To Do List หลักๆ ของยอดจะมีแค่สามอย่าง คืออีเมล, แอป Notes ในไอโฟน (ซึ่งซิงค์กับเครื่องแม็คบุ๊คที่ยอดใช้ทำงาน) และแอป Reminder

ที่ Wongnai เราจะใช้ G Suite ของ Google ดังนั้นอีเมลจึงเป็นระบบของ Gmail เวลามีเมลอะไรเข้ามาที่ต้อง take action ในภายหลัง ยอดก็จะ “ติดดาว” (star) เอาไว้

แอป Notes ยอดจะเอาไว้จดงานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Q2) ที่น่าสนใจคืองานยากๆ จะอยู่บรรทัดแรกๆ ส่วนงานง่ายๆ จะอยู่บรรทัดล่างๆ แล้วยอดจะไล่ทำจากล่างขึ้นบน

ส่วนแอป Reminder เอาไว้จดงานที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (งาน Q3) เพื่อจะได้ไม่ลืมที่จะทำให้เสร็จภายในเวลานั้น-เวลานี้

เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ ตั้งแต่ผมทำงานที่ Wongnai มาปีกว่าๆ ยอดเคยทำงานจน To do list กลายเป็น 0 ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งแล้ว ในขณะที่ผมยังไม่เคยทำอย่างนั้นได้เลยซักครั้งตลอดชีวิตการทำงาน

ลืมไม่ใช่ข้ออ้าง

ยอดไม่ใช้สมุดในการจดงาน เพราะมองว่ามีโอกาสตกหล่นสูง และขี้ลืมไม่ใช่เรื่องของนิสัยแต่เป็นเรื่องของความใส่ใจและวิธีการทำงาน

เวลาพูดคุยกันในที่ประชุม หรือคุยโทรศัพท์ หรือคุยกันทางแชท ยอดจะคิดทุกอย่างเป็น action แล้วใส่มันลงใน To do list ทันที

ออกจากการประชุมปุ๊ป ยอดจะ take action ปั๊ป เช่นส่งเมลสรุปหรือเดินไปสั่งงานปากเปล่า รวมถึงมีการจัดลำดับงานใหม่ (reprioritize) เพื่อให้แน่ใจว่างานทุกชิ้นจะยังส่งได้ตรงเวลา  

Inbox Zero เสมอ

ยอดจะพยายามไม่อ่านเมลซ้ำ (touch email only once) โดยเมลแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทคือ

  • อ่านจนกระทั่งรู้ว่าไม่ต้องอ่านก็ได้
  • อ่านแล้ว take action ทันที
  • อ่านแล้ว take action ทีหลัง
  • อ่านทีหลัง

ยอดจะตอบเมลทุกฉบับภายใน 1 วัน ตอบสั้นๆ และขึ้นต้นด้วยใจความสำคัญสุดเสมอ

เวลาสั่งงานยอดก็มักจะสั่งผ่านเมลเพื่อจะได้ไม่ตกหล่นและติดตามผลได้ง่าย หรือบางครั้งก็ใช้การส่งเมลเพื่อย้ำการตัดสินใจหลังจากที่ได้พูดคุยตกลงกันไปแล้ว และหลายครั้งยอดจะใช้วิธีส่งเมลคุยกันมากกว่านัดประชุมเพราะเร็วกว่าจะมารอให้ทุกคนว่างตรงกัน

และแต่ละวันยอดจะจัดการอีเมลจนเป็น Inbox Zero เสมอ

การใช้ Calendar

  • ใช้ calendar ทุกครั้ง สำหรับ appointments
  • ใช้ calendar สำหรับ deadline สำคัญๆที่พลาดไม่ได้
  • ใช้ calendar สำหรับ block เวลาไว้สำหรับ Q2 task (งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน)
  • ดู calendar ของวันพรุ่งนี้ ล่วงหน้า 1 วัน ทุกวัน
  • ดู calendar ของทั้งสัปดาห์ ตอนต้นสัปดาห์

Done is better than perfect

ยอดมักจะยกคำพูดนี้ของ Sheryl Sandberg มาเตือนพนักงานเสมอ

งานหลายๆ อย่างไม่จำเป็นต้องทำให้เรียบร้อยไร้ที่ติ ทำได้ซัก 80-90% ก็โอเคแล้ว โดยเราควรเข้าใจ the law of diminishing returns นั่นคือ เมื่อเลยจุดๆ หนึ่งไปแล้ว คุณภาพของงานที่ได้คืนมามันจะไม่คุ้มกับแรงที่ลงไปแล้ว

ยกตัวอย่างเช่นการทำสไลด์ให้ดูดีประมาณ 80% อาจใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่ถ้าจะทำให้เพอร์เฟ็คต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 2 ชั่วโมง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหากสไลด์นั้นถูกใช้เพื่อการพูดคุยกันภายในบริษัทแค่ครั้งเดียว

แม้จะไม่ได้คาดหวังว่ามันต้อง 100% แต่ถ้าคุณทำมาต่ำกว่า 50% ก็จะโดนยอดไล่ให้กลับไปทำมาใหม่เช่นกัน มาตรฐานของเราควรอยู่ที่ประมาณ 70-80% เสมอ

Sometimes perfect is the only option

แต่สำหรับงานที่ต้องออกไปข้างนอก เช่นงานพรีเซนต์ลูกค้าหรือ Press Release ยอดจะซีเรียสมาก เคยมีครั้งหนึ่งที่น้องทีม PR ทำ Press Release ออกมาแล้วมีจุดสะกดผิดอยู่หลายจุด ยอดบอกกับน้องเลยว่า Press Relese นี้จุดเดียวก็ห้ามผิด

เลื่อนเข้า

ถ้ามีงานชนกัน คนทั่วไปจะเลื่อนงานหนึ่งออกไป แต่ยอดจะให้เลื่อนงานเข้ามา

ธรรมดายอดจะกันเวลาเช้าวันศุกร์ไว้สัมภาษณ์ candidate ที่มาสมัครงานที่วงใน แต่ถ้าวันศุกร์ไหนยอดติดงานด่วนกะทันหัน แทนที่จะเลื่อนนัดสัมภาษณ์ออกไป ยอดจะขอให้เลื่อนสัมภาษณ์เข้ามาเป็นวันพุธหรือพฤหัสแทน

ห้ามใช้คอมในห้องประชุม

หากมีการประชุมหรือ training ยอดจะขอ (จริงๆ คือสั่ง) ไม่ให้คนใช้คอมเพื่อจะได้มีสมาธิกับการประชุม ถ้าใครมีงานด่วนและสำคัญมากจริงๆ  ยอดจะบอกว่าให้ออกไปนั่งทำงานข้างนอกให้เสร็จแล้วค่อยกลับเข้ามา

ตัวยอดเองเวลาเข้าประชุมที่ยอดไม่ต้องนำ ยอดก็จะไม่ใช้คอมเช่นกัน จะหยิบมือถือขึ้นมาจดเฉพาะตอนที่มี action ที่ยอดต้องเอาไปทำต่อเท่านั้น

มอบหมายงานให้เป็น

ยอดมองว่าการมอบหมายงานคือการให้โอกาสลูกทีม แต่คนที่มอบหมายงานก็ต้องบอกให้ครบด้วยว่าเราต้องการอะไร ส่งภายในเมื่อไหร่ เพราะว่าอะไร

ความยากของงานก็ควรจะเหมาะสมกับความสามารถของคนๆ นั้น หรือเลยความสามารถของเขาไปหนึ่งขั้น เมื่อมอบหมายแล้ว ก็ต้องคอยตรวจงานและให้ฟีดแบ็คอย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งคำสั้นๆ อย่าง “Well done” ก็สำคัญและมีความหมายต่อลูกทีมมาก

ยุ่งแค่ไหนก็ว่างสำหรับพนักงาน

ธรรมดายอดจะนั่งทำงานในห้องส่วนตัว แต่ก็ใช้ open door policy คือใครก็สามารถเดินมาเคาะกระจกหน้าห้องแล้วเข้าไปคุยกับยอดเรื่องอะไรก็ได้ ซึ่งไม่ว่ายอดจะทำงานอะไรอยู่ ยอดก็จะพยักหน้าเชื้อเชิญให้เข้ามาคุยงานได้เสมอ

ห้องส่วนตัวคือห้องส่วนรวม

แม้จะเป็นห้องส่วนตัว แต่เวลาที่ยอดไม่อยู่ออฟฟิศ พนักงานคนไหนก็เข้ามาใช้งานได้ เช่นเอาไว้ประชุม สัมภาษณ์ หรือคุย one-on-one ถ้าระหว่างที่คุยอยู่ยอดกลับมาพอดี ยอดก็จะไปนั่งทำงานรออยู่ที่อื่นจนกว่าพวกเราจะใช้ห้องเสร็จ

เดินไปทั่ว

ยอดมักจะเดินทักทายคนนั้น แซวคนนี้ บางทีก็เดินลงไปชั้นอื่นๆ (ออฟฟิศ Wongnai ตอนนี้มี 5 ชั้น) เพื่อไปคุยกับคนหลายๆ แผนกและใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบความเป็นระเบียบเรียบร้อยของออฟฟิศด้วย (ยอดมักจะเป็นคนแรกๆ ที่เดินมาบอกว่า ป้ายโลโก้ตรงนั้นหลุดแล้ว หรือต้องเรียกช่างมาซ่อมพื้นแล้ว)

Tough Love

ยอดจะคาดหวังสูงกับคนที่ทำงานด้วย และถ้าทำสิ่งที่เราทำไม่ดีพอ ยอดก็ไม่ลังเลที่จะบอกตรงๆ ซึ่งบางทีก็ตรงจนน่าตกใจ แต่นี่คือความปรารถนาดี เพราะหากน้องที่โดนตำหนิมีทัศนคติที่ถูกต้อง เขาก็จะเร่งพัฒนาตัวเองขึ้นมาเพื่อทำให้ได้ตามมาตรฐานในใจยอด

ระเบิดลง (บางทีก็โดยตั้งใจ)

บางครั้ง ถ้างานมันไม่เดินจริงๆ ยอดก็จะ “ระเบิดลง” ซึ่งหลายหนก็ตั้งใจทำอย่างนั้นเพื่อกระตุกและกระตุ้นให้คนทำงานกระตือรือร้นกว่านี้ รวมถึงเป็นการทดสอบด้วยว่าคนๆ นั้นแกร่งแค่ไหน โดนทุบแล้วหนีหน้าไปเลยหรือยังสู้อยู่

มีบ้างที่น้องบางคนโดนยอดดุจนหน้าเสียหรือร้องไห้ แต่ยอดจะหลังไมค์มาหาผมหรือหัวหน้าของน้องให้เข้าไปดูแลหน่อย เพราะยอดเล่นบท bad cop ไปแล้ว จำเป็นต้องมี good cop เพื่อรักษากำลังใจน้องเอาไว้

ไม่หนีปัญหา

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Wongnai ลองจัด Food Tour เป็นครั้งแรก พาคนไทย 30 ชีวิตบินไปโตเกียวเพื่อทานอาหารมิชลิน 1 ดาวถึงสามมื้อ

จบ Food Tour แล้ว เราขอให้ลูกทัวร์ตอบแบบสำรวจความพึงพอใจ เราได้คะแนนเฉลี่ย 7.8

น้องทีมงานที่จัดทัวร์บอกว่าคราวหน้าอยากจะลองพาไปซัปโปโร แต่ยอดไม่อนุญาต บอกว่าต้องกลับไปแก้มือที่โตเกียวให้ได้ 8.5 หรือ 9 คะแนนเสียก่อน ถึงจะย้ายไปทำทัวร์ที่อื่น

เสพติดชัยชนะ

น่าจะไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะบอกว่ายอดโปรดปรานการแข่งขันและชอบการเป็นที่ 1 เวลาทำธุรกิจก็เลยมุ่งมั่นมาก และทำให้คนอื่นๆ ติดเชื้อนี้ไปด้วย

ความต้องการเป็นที่ 1 ยังลามไปนอกเวลางาน เช่นตอนไป Outing ต่างจังหวัดแล้วมีการแบ่งทีมเก็บคะแนน ยอดจะบอกกับน้องในทีมว่า “คงรู้นะครับว่าผมคาดหวังอันดับที่เท่าไหร่” จนน้องๆ อดจะตัวเกร็งไม่ได้ โชคดีที่การไป outing ครั้งล่าสุด ยอดถอยตัวเองออกมาอยู่ในทีมผู้จัดงาน ไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร

แต่เมื่อแพ้ ก็ยอมรับว่าต้องการความช่วยเหลือ

ทุกๆ สามเดือน เราจะมีการประชุมใหญ่ของ Wongnai โดยตัวแทนแต่ละทีมจะขึ้นมานำเสนอผลงานและพูดถึงสิ่งที่จะทำต่อจากนี้

พอจบการประชุม เราก็จะส่งแบบสอบถามเพื่อหาจุดผิดพลาด และสำรวจด้วยว่าพนักงานชอบการพูดของใครมากที่สุด ซึ่งยอดก็จะได้คะแนนเป็นที่ 1 ทุกครั้ง (โดยตระหนักดีว่าคะแนนกว่าครึ่งอาจจะได้มาเพราะเขาเป็น CEO)

หลังจากครองแชมป์มานาน ยอดก็ตกบัลลังก์เป็นครั้งแรกในการประชุม Q1 2018 แล้วก็มาบ่นกับผมว่าเขาประมาทไม่ได้แล้ว อยู่เฉยๆ คงโดนแซงแน่ (ยอดมีเขียนประสบการณ์นี้เอาไว้อย่างละเอียดในบทความ Insider’s Day (วันของคนวงใน) คืออะไร จัดทำไม

ปลายเดือนที่แล้ว เรามีการประชุมประจำ Q2 2018 ยอดเตรียมตัวมาดีมาก ผมว่าน่าจะเป็นการพรีเซนต์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของยอดที่ผมเคยฟังมาด้วยซ้ำ เพียงแต่เนื้อหาอาจจะไม่ได้ very happy ending เหมือนอย่างทุกๆ ครั้ง รอบนี้ยอดจึงชวดการเป็น top speaker อีกเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน

ยอดจึงตัดสินใจว่า ในการประชุม Q3 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ยอดจำเป็นต้องมีโค้ชที่จะช่วยฟังยอดซ้อมและช่วยกันแก้ไขเพื่อให้การพรีเซนต์ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากแปะไว้ตรงนี้ คือตอนปี 2015 ยอดมาขอให้ผมช่วยเป็นโค้ชโครงการ Wongnai WeFit ซึ่งมีเป้าหมายช่วยให้พนักงาน Wongnai ลดน้ำหนัก โดยยอดเปรยกับผมว่า “ผมว่าผมเป็น CEO ที่อ้วนที่สุดในวงการแล้วพี่”

ก่อนหน้านั้นยอดเคยพยายามลดน้ำหนักเองมาหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ แต่โครงการ WeFit ที่มีน้องๆ เข้าร่วมด้วยหลายคน ด้วยศักดิ์ศรีของ CEO ทำให้ยอดลดน้ำหนักจาก 92.5 เหลือ 80 กิโลกรัมภายในเวลา 3 เดือน (อ่านต่อได้ที่บทความ เมื่อ CEO Wongnai ตัดสินใจลดน้ำหนัก)

Work-Life Integration

ประโยค work-life balance ที่เราคุ้นเคยกันทำให้เราคิดว่า งาน กับ ชีวิต เป็นสองสิ่งที่แยกกันอยู่คนละฝั่งของตาชั่ง

แต่ยอดเคยบอกว่าสำหรับยอด งานกับเรื่องส่วนตัวมันกลายเป็นเนื้อเดียวกันไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่แปลกที่จะเห็นยอดยังทำงานและคุยแชทตอนห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน (แต่ก็จะคุยกับกับเฉพาะเหล่า co-founders ด้วยกันเองเท่านั้นนะครับ ผมยังไม่เคยเห็นยอดสั่งงานน้องๆ ให้ทำอะไรตอนดึกๆ ดื่นๆ เลย)

Relax!

ทำงานที่ Wongnai นั้นเหนื่อยเพราะเราวัดผลกันจริงจัง น้องบางคนถึงกับเครียด มาบ่นกับผมว่าวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องทำงานเพราะรู้สึกว่าตัวเองแบกรับภาระเอาไว้มากมาย

ผมจะบอกกับน้องที่มาปรึกษาเสมอว่าภาระที่น้องแบกอยู่มันเป็นแค่หนึ่งในร้อยของที่ยอดแบกอยู่ แต่ยอดก็ยังยิ้มได้ ยังมีเวลาเล่นกับลูก พาแฟนไปกินข้าว ไปดูหนัง Avengers ได้ ดังนั้น งานหนักไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือน้องยังไม่รู้จักวิธีพักผ่อนหย่อนใจต่างหาก ซึ่งมันเป็นทักษะสำคัญที่ควรจะเรียนรู้ว่าเอาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ภาระหน้าที่ของเราจะมากกว่านี้

คุณชายเก็บขวด

ยอดมาจากครอบครัวที่มีฐานะ ใช้ของแบรนด์เนม รสนิยมดี จนบางทีก็ถูกพนักงานกล่าวถึงโดยใช้สรรพนามว่า “คุณชาย”

เมื่อตอนต้นปีที่แล้วสมัยผมเข้ามาทำงานทีม People ใหม่ๆ เราได้ไปออกบู๊ธงาน job fair ที่จุฬา แล้วรายการสุดท้ายของวันนั้นเขาก็เชิญยอดมาสัมภาษณ์บนเวที ตอนที่ยอดพูดคนเริ่มซา และบริษัทก็เริ่มเก็บบู๊ธกันแล้ว ผมเองก็ช่วยเก็บบู๊ธกับน้องอีกคนหนึ่งที่มาด้วยกัน พอยอดลงมาจากเวที ก็มาช่วยพวกผมเก็บบู๊ธด้วยทั้งๆ ที่เขาจะกลับไปเลยก็ไม่มีใครว่าอะไร

ในงานประชุมใหญ่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็เช่นกัน วันนั้นหลังจบงาน ผม ยอด หลุยส์ (COO) และแม็ก (CFO) ก็ยืนคุยกันว่างานวันนี้เป็นอย่างไร หันไปอีกทีก็เห็นว่าคนกลับไปหมดแล้ว ยอดเห็นขวดน้ำดื่มวางอยู่เกลื่อนกลาดในห้อง auditorium หลุยส์เลยเดินไปยกถังขยะใบใหญ่จากข้างนอกมา แล้วยอดก็ไล่ตระเวนเดินหยิบขวดน้ำที่วางอยู่ตามเก้าอี้ โดยมีพวกเราสามสี่คนช่วยกัน

จะมีซักกี่บริษัทที่ CEO ลงมาช่วยเก็บกวาดขวดน้ำที่พนักงานทิ้งเอาไว้

กล่าวโดยสรุป

ยอดเป็นคนทำงานเร็ว มาตรฐานสูงทั้งกับตัวเองและผู้อื่น เน้นผลลัพธ์และรักลูกน้องด้วย tough love แต่แม้จะเป็นคนมุ่งมั่นและเด็ดขาด ยอดก็ยังมีมุมน่ารักๆ อยู่ กระทั่งแฟนผมที่ได้เจอยอดไม่กี่ครั้งก็ยังสังเกตเห็น และบอกว่ายอดเป็นเหมือนก้อนหินที่มีโบว์ผูกไว้

หวังว่าข้อเขียนนี้จะมีประโยชน์ และคุณผู้อ่านจะได้ข้อคิดอะไรบางอย่างไปปรับใช้ในการทำงานและในการใช้ชีวิตนะครับ

พรีเซนต์ให้ดีด้วยเทคนิค Mr.Bean

20180502_mrbean

สองสัปดาห์ที่แล้วแฟนผมต้องเตรียมขึ้นพรีเซนต์ทิศทางของทีมต่อหน้า MD และเหล่าผู้จัดการทีมร่วมร้อยคน ที่สำคัญต้องพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งเธอไม่เคยทำมาก่อน

ต้องพูดวันจันทร์บ่าย กว่าจะทำสไลด์เสร็จก็วันจันทร์เช้า แฟนโทร.มาหาผมตอนพักเที่ยง บอกว่าไม่ค่อยมั่นใจเอาซะเลย

ผมเลยเล่าเรื่อง Mr.Bean ให้เธอฟัง

—–

มิสเตอร์บีนเป็นซิทคอมจากเกาะอังกฤษที่โด่งดังมากในช่วงทศวรรษที่ 90

คาแรคเตอร์ของมิสเตอร์บีนคือทึ่มๆ เห็นแก่ตัว ชอบทำอะไรเองคนเดียวแต่ก็ไม่เคยรู้สึกเหงา (อาจเพราะไม่มีเพื่อนมานาน) และไอ้ความไม่ค่อยฉลาดของเขานี่แหละที่ทำให้เกิดฉากฮาๆ มากมาย

คนที่แสดงนำเป็น Mr.Bean คือ Rowan Atkinson (โรวัน แอตคินสัน) แต่คุณรู้มั้ยครับว่าเขาใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าสู่วงการบันเทิงได้ โดยช่วงแรกๆ แอตคินสันพยายามไปคาสติ้งเล่นละครเวทีแต่ก็ไม่ติดกับเขาซักที เพราะนอกจากหน้าตาจะไม่ชวนมองแล้วเขายังเป็นคนพูดติดอ่างอีกต่างหาก!

การพูดติดอ่างอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับหลายอาชีพ แต่สำหรับอาชีพนักแสดงนี่น่าจะเป็นจุดตายเลยก็ว่าได้ เพราะแค่คิดว่าตัวเอกในละครพูดตะกุกตะกักก็เสียอารมณ์คนดูแล้ว

จุดเปลี่ยนของแอตคินสันเกิดขึ้นตอนที่เขาเขียนบทละคร Mr.Bean ขึ้นมาเอง แล้วค้นพบว่า เวลาเขาเล่นเป็น Mr.Bean เขาหยุดพูดติดอ่างได้เฉยเลย!

—–

ผมเลยบอกแฟนไปว่า บางทีเธอต้องลองสวมบทบาทเป็นคนอื่นดู ผมให้เธอนึกถึงพี่ที่ทำงานเก่าคนหนึ่งที่พรีเซนต์เก่งมาก แล้วให้จินตนาการตอนขึ้นพูดว่าเธอคือพี่คนนั้น จะพูดอย่างไร ความเร็วแค่ไหน ท่ายืนและภาษามือจะเป็นยังไง และที่สำคัญคือจะพูดด้วยความรู้สึกอย่างไร

ปรากฎว่าเย็นนั้นแฟนโทร.มาบอกว่าเอาเทคนิคไปใช้แล้วเวิร์ค พูดได้ดีกว่าที่คิด แถมได้รับโหวตเป็น 1 ใน 3 top speakers ของวันนั้นด้วย

หากใครไม่มั่นใจเรื่องการพรีเซนต์เอาซะเลย ลองนำเทคนิคมิสเตอร์บีนไปใช้ดูนะครับ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ