ที่มันเหนื่อยนักเพราะเรามัวแต่ตั้งคำถามรึเปล่า

20191121

บางช่วงของชีวิต เราต้องเจองานหนัก เจอคนไม่น่ารัก เจอฟ้าฝนไม่เป็นใจ

รู้สึกว่าต้องออกแรงกาย ต้องออกแรงใจมากเหลือเกิน

มากจนบางครั้งก็รู้สึกหมดใจและอยากเดินออกจากเกมนี้

แต่ถ้าลองทบทวนดีๆ เราก็น่าจะเคยผ่านช่วงที่หนักกว่านี้มาแล้ว แต่ทำไมคราวนั้นเราถึงไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าคราวนี้?

ที่เราอ่อนล้าทั้งกายใจ อาจเป็นเพราะเราเอาแต่ตั้งคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

ถามว่ามันใช่เหรอวะ

ถามว่าฉันมาทำอะไรที่นี่

ถามว่าทำไมแค่นี้คิดกันไม่ได้

ถามว่าทำไมต้องเกิดกับเราด้วย

ถามว่าเมื่อไหร่จะจบจะสิ้นเสียที

ด้วยตัวงาน ด้วยสถานการณ์ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราจึงไม่ควรบั่นทอนตัวเองด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ทางที่ดีที่สุดคือหยุดถาม และทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่

กลั้นใจอีกนิด เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปด้วยดี

เหมือนที่เราเคยผ่านมาได้ตั้งหลายครั้งหลายคราครับ

เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

20191106b.png

แต่ก่อนเค้าว่ากันว่า Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who

คือแค่เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี connection ที่ดีด้วย

เป็นความจริงที่ดูโหดร้าย เหมือนโลกนี้มันไม่แฟร์

แต่ถ้าให้มองเหตุผลทางวิวัฒนาการก็อาจจะเมคเซนส์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราย่อมจะกล้าเสี่ยงกับคนที่เรารู้จักและไว้ใจมากกว่าอยู่แล้ว

ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เราทำงานด้วยจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องจำเป็น

ทำงานเก่งแต่เพื่อนไม่รัก ก็ไปได้ไม่ไกล

แต่ถ้าอยากไปให้ไกลยิ่งกว่า คือการระลึกให้ได้ว่า เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

เราอาจจะรู้จัก CEO ของบริษัทก็จริง แต่ CEO เขาจำหน้าเราได้มั้ย?

ถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ จำหน้าเราได้ จำชื่อเราได้ หรือแม้กระทั่งนึกถึงเราเวลาคิดอยากได้งานอะไรบางอย่าง เขาก็จะหยิบยื่นโอกาสให้เราอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น การทำ personal branding จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก

และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมเชียร์หลายๆ คนเขียนบล็อก

การเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มันทำให้ผมได้รับโอกาสดีๆ เข้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกหนังสือหรือการได้รับเชิญไปสอนตามองค์กรต่างๆ

ส่วนใครยังไม่ได้อยากจะเปิดตัวต่อสาธารณชนขนาดนั้น อาจจะเริ่มจากแค่ในห้องเรียนหรือในบริษัทก็ได้

ทำยังไงให้คนรู้จักเรามากขึ้น?

ผมคิดว่าวิธีที่ง่ายและลัดสั้นที่สุดคือการอาสาครับ

อาสาจดบันทึกการประชุม อาสาจัดงาน CSR อาสาช่วยงานเลี้ยงบริษัท

ทำอะไรก็ได้ที่เกินขอบเขตของหน้าที่ที่เรามี แล้วชื่อเสียงของเราก็จะออกไปจากขอบเขตที่เราเคยมีเช่นกัน

แถมเราจะได้ทั้ง Know How, Know Who, และ Who Knows Me

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวเลยนะครับ

วันนี้มันอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น

20191105b

ใช่ วันนี้อาจมีปัญหาเข้ามากมาย

ไหนจะปัญหาเรื่องงาน ปัญหาเรื่องที่บ้าน จนเราอยากวิ่งหนีไปให้ไกล ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

แต่ก่อนที่จะทับถมตัวเองจนเกินเลย ลองทำ 2-3 อย่างนี้ดู

– ไปกดน้ำมาดื่ม
– หาขนมอร่อยๆ ทาน
– ไปเดินเล่นซัก 20 นาที

ตอนที่เราเครียด ตอนที่เราไร้สติ เราจะมองเห็นปัญหายิ่งใหญ่เกินจริง

แต่พอได้เบรค ได้เสต็ปถอยหลังมาก้าวนึง สติก็จะกลับมา และเห็นปัญหาตามที่มันเป็น

หยุดพัก-ชาร์จแบตให้ตัวเองเสียหน่อย

แล้ววันนี้อาจไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดครับ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

20191030_sayno

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

“When you say no, you are only saying no to one option.

When you say yes, you are saying no to every other option.

No is a decision.

Yes is a responsibility.”

-James Clear

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลนคือการ say no

เพราะไทยนี้รักสงบ ไม่ค่อยอยากปะทะกับใครโดยไม่จำเป็น

ใครขออะไรมาเราจึงไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ

แล้วเราก็ต้องมานั่งช้ำใจเองทีหลัง เพราะรับปากเค้าไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องทำไปบ่นไปก็เถอะ

เราไม่กล้า say no เพราะเรากลัวการสูญเสีย ภาษาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) เรียกมันว่า Loss Aversion คือความทุกข์จากการสูญเสียนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความสุขจากการได้มา

ทำเงินหาย 1,000 บาท ความสุขจะลดลง 10 คะแนน ได้เงิน 1,000 บาท อาจจะมีความสุขเพิ่มขึ้นแค่ 5 คะแนน

เรากลัวว่าถ้าเราปฏิเสธ เราจะเสียโอกาส เราจะทำให้คนที่ขอเสียความรู้สึก เราจะดูไม่ดี

แต่เราก็มักลืมไปว่าถ้าเราตอบตกลงทำสิ่งหนึ่ง เราก็กำลังตัดโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นๆ ออกไปเช่นกัน

เช่นเรากำลังจะกลับบ้าน แต่น้องวิ่งเอางานมาให้ งานที่จะรอทำพรุ่งนี้ก็ได้ แต่เราเลือกที่จะทำเลยตอนนี้ สิ่งที่เราเสียไปคือเวลาที่จะถึงบ้านเร็วขึ้น โอกาสที่จะได้นั่งกินอะไรอร่อยๆ และคุยสนุกกับคนในครอบครัว

เวลาเรา say yes เรามักเห็นแต่สิ่งที่เราจะได้มา

แต่ทุกการตอบตกลงมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นเสมอ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

ถ้าเราระลึกถึงความจริงข้อนี้ได้ เราก็อาจจะกล้าปฏิเสธคนมากขึ้นนะครับ

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

20191028

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

หัวหน้าต้องแบกรับความกดดันจากผู้บริหาร ซึ่งลูกน้องไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

ในขณะเดียวกันหัวหน้าก็ต้องรับมือกับข้อจำกัดของลูกน้องและกระบวนการทำงานที่ไม่เมคเซ้นส์ ซึ่งผู้บริหารไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

หัวหน้ามักจะถูกโปรโมตขึ้นมาเพราะทำงานเก่ง แต่พอได้รับการโปรโมตแล้ว งานที่เคยทำได้ดีก็มักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ แต่ละวันจึงมักได้ทำแต่งานที่ยังไม่เก่งเช่นการจัดการคน หรืองานที่พอทำได้แต่ไม่สนุกหรือไม่ค่อย add value เช่นงาน admin สิ่งที่หัวหน้าได้เจอในแต่ละวันจึงไม่ค่อยเหลืออะไรที่ spark joy

หลายครั้งลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ หัวหน้าคาดหวัง 10 ลูกน้องทำได้แค่ 5 ถ้าไป push น้องมากๆ เกิดน้องเครียดหรือเป็นซึมเศร้าขึ้นมาก็รู้สึกผิดอีก

หัวหน้าบางคนยังโหยหางานที่ตัวเองเคยเก่งอยู่ แถมลูกน้องก็มักทำไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยลงไปทำงานแทนลูกน้อง ผลก็คือตัวเองเหนื่อยกว่าเดิม น้องก็ไม่เก่งขึ้นซักที และงานที่สำคัญอย่างการโค้ชน้องและการจัดการทีมก็ไม่ได้ทำ วงจรนี้จึงยังดำเนินอยู่ร่ำไป

หัวหน้าตกอยู่ในความกังวลตลอดว่าถ้าใครในทีมลาออก คนแรกที่ต้องเข้ามารับงานส่วนนั้นเอาไว้ก่อนก็คือตัวหัวหน้า

บางทีเวลามีคนในทีมที่ toxic หรือไม่ perform หัวหน้าก็อยากจะลงดาบเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าถ้าเอาออกไป คนทั้งทีมก็ต้องรับงานหนักขึ้น ยิ่งถ้า HR ไม่แข็ง ไม่สามารถหาคนมาแทนได้รวดเร็ว หัวหน้าก็ยิ่งไม่กล้าจัดการลูกน้องที่ไม่ดี

หัวหน้าบางคนเงินเดือนมากกว่าลูกน้องรุ่นใหม่แค่ 3 พัน แต่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 3 เท่า

กรุ๊ปไลน์จะมีอย่างน้อยสองกรุ๊ป หนึ่งคือกรุ๊ปทีม สองคือกรุ๊ปทีมที่ไม่ได้เชิญหัวหน้าเข้ามาด้วย

ยิ่งหัวหน้าอยู่สูงแค่ไหน ยิ่งมีโอกาสที่หัวหน้าจะได้กินข้าวคนเดียวมากขึ้นเท่านั้น

ตอนกลางวันหัวหน้าอาจมีคนห้อมล้อมมากมาย แต่ตอนกลางดึกต้องนอนไม่หลับกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่คนเดียว

หัวหน้าก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่อยากมีคนเข้าใจ แต่หลายครั้งก็ต้องทนอยู่กับการที่ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย

หัวหน้าจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

ก็ได้แต่หวังว่าลูกน้องจะเห็นใจสิ่งมีชีวิตตนนี้บ้างเท่านั้นเอง

จากกรงหนึ่งสู่อีกกรงหนึ่ง

20191009

หลายคนที่เป็นพนักงานประจำมีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

ขายเสื้อผ้าออนไลน์ เปิดร้านกาแฟ เป็นไลฟ์โค้ช ฯลฯ

ความมุ่งหวังก็คือเราจะมีอิสรภาพมากกว่านี้ ทั้งทางการเงินและทางเวลา

แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือเราอาจจะกำลังออกจากกรงหนึ่งเพียงเพื่อเข้าสู่อีกกรงหนึ่ง

เพราะหากทำธุรกิจของตัวเองแล้วจัดการได้ไม่ดี มันจะกลายเป็นงานที่เราลาออกไม่ได้

เงินก็ลงไปแล้ว คนก็จ้างมาแล้ว ลูกค้าก็สั่งของมาแล้ว หากไม่ทำก็จะเสียชื่อเสียง เสียเงินเสียทอง หรือแม้กระทั่งเสียผู้เสียคน

การเป็นพนักงานประจำดูเหมือนว่าเราไม่มีอิสรภาพ แต่จริงๆ แล้วเราอาจมีอิสรภาพมากกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจเสียอีก

โดยเฉพาะถ้าเราได้อยู่ในองค์กรที่เคารพในความเป็นมนุษย์ของพนักงาน ไม่ได้มองพนักงานเป็นแค่ฟันเฟืองในเครื่องจักรผลิตเงิน

และการที่เราจะได้ไปอยู่ในองค์กรแบบนี้ได้ เราก็ต้องเก่งเสียก่อน

เมื่อเราเก่งจนองค์กรดีๆ ต้องการตัว เราก็จะได้งานที่เงินเดือนดี มี flexibility พอประมาณ เลิกงานแล้วไม่ต้องกังวลมากนัก สามารถมีชีวิตส่วนตัวได้

ตราบใดมนุษย์ยังมีกิเลส เราคงหนีจากกรงไม่พ้น

แค่ต้องเลือกให้ดีว่ากรงแบบไหนที่เราอยู่แล้วสบายกายและสบายใจที่สุดครับ

คนที่เราชื่นชมเขาจะรับมือกับปัญหานี้ยังไง

20191009b.png

ผมเชื่อว่าคนทำงานทุกคนน่าจะมี idol ของตัวเอง

เราต้องรู้จักใช้ไอดอลให้เป็นประโยชน์ ใช้เขาเป็นตัวบอกใบ้ว่าเราควรจะทำยังไงในสถานการณ์ที่ไม่ง่าย

เมื่อเจอปัญหาเขาหลบตาหรือสบตา

เมื่อต้องจัดการกับคนที่ toxic เขาเด็ดขาดหรือทำเป็นมองข้าม

เมื่อเจอเรื่องชวนหัวเสีย เขาระเบิดลงหรือควบคุมสติได้

หาไอดอลของเราให้เจอ อาจจะเป็นพ่อแม่ อาจจะเป็นหัวหน้า อาจจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่เราเคยได้อ่านบทสัมภาษณ์

แน่นอน เราไม่อาจคิดหรือทำเหมือนเขาได้ 100%

แต่ถึงทำได้เพียงครึ่งหนึ่งก็น่าจะดีเกินพอแล้วครับ

อย่าเอาอัตลักษณ์ของเราไปผูกไว้กับงานเพียงอย่างเดียว

20190930c

เพราะในวันที่บทบาทนั้นถูกทำร้ายหรือถูกทำลาย เราจะไม่เหลืออะไรเลย

คิดว่าเราทุกคนคงเคยพบเจอคนที่เอางานเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล

เช้าตรู่ก็ทำงาน ดึกดื่นก็ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็ทำงาน

ตีหนึ่งก็ยังตอบเมล ตีห้าครึ่งก็ตื่นมาตอบไลน์

ผลงานอาจโดดเด่น แต่ความจริงจังก็ทำให้คนรอบข้างร้อนๆ หนาวๆ เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทุ่มเทในระดับเดียวกันกับเขาด้วย

แล้วในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ในวันที่คู่แข่งแซงเราไป ในวันที่ทีมงานตบเท้าลาออก เขาก็อาจโดนตำหนิ โดนลดบทบาท โดนโยกย้าย หรือแม้กระทั่งโดนเชิญออก ความทุ่มเทที่ผ่านมาทั้งหมดราวกับไม่มีความหมาย

คิดภาพไม่ออกเลยว่าสำหรับเขามันจะเจ็บปวดเพียงใด

เราต้องพยายามไม่เป็นคนๆ นั้น ไม่เป็นคนที่เอาตำแหน่งหน้าที่การงานมาเป็นทุกอย่างของชีวิต

เรามีบทบาทที่สอง สาม สี่ และอีกมากที่เราเล่นได้

บทบาทของลูก บทบาทของพ่อแม่ บทบาทของเพื่อน บทบาทของสมาชิกชมรม บทบาทของตากล้อง บทบาทของมือกีตาร์ในวงดนตรี

บทบาทเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น

หนึ่ง เพราะครอบครัวยังต้องการเรา

สอง เพราะความรู้ความสามารถของเรานั้นไม่ควรถูกจำกัดให้สร้างประโยชน์เพื่อองค์กรเพียงอย่างเดียว

สาม เพราะบทบาทเหล่านี้ช่วยให้เราเป็นคนที่มีความสมดุลมากขึ้น

และสี่ ในวันที่เราสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำในบทบาทของหน้าที่การงาน เราจะได้ไม่ฟูมฟายจนเกินเหตุครับ

ทำเรื่องง่ายก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องยาก

20190922

ในชีวิตส่วนตัวและในเรื่องการงาน มีหลายอย่างที่การทำแต่เนิ่นๆ นั้นง่ายกว่ามาก

ยกตัวอย่างเช่นการจองสถานที่จัดงานปีใหม่ให้กับบริษัทที่มีพนักงานหลายร้อยหรือนับพันคน

ถ้าเราเริ่มหาสถานที่ก่อนวันจัดงานประมาณ 6 เดือน เราจะ “สวยเลือกได้” ทั้งในแง่สถานที่และงบประมาณ

แต่ถ้าเรามาหาสถานที่ก่อนวันจัดงานแค่เดือนเดียว ตัวเลือกจะเหลือเพียงน้อยนิด ราคาก็อาจบานปลาย ตวามเครียดยังพุ่งสูงปรี๊ด

อีกตัวอย่างนึงที่หลายคนน่าจะเคยประสพกับตัวเอง ก็คือการไม่ยอมเติมน้ำมันตอนที่มันเหลือสามขีด มารู้ตัวอีกทีตอนที่ไฟมันกะพริบเตือนแล้ว แถมบางครั้งยังรถติดอยู่บนทางด่วนอีก ต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง ถ้าน้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา แผนการทั้งหมดของวันนั้นย่อมกระทบตามไปด้วย

การปล่อยให้งานที่มันควรจะง่ายกลายเป็นงานยาก จึงถือเป็นการทำร้ายตัวเองที่น่าเขกหัว

สำรวจ to do list ของเราดูนะครับว่ามีเรื่องง่ายๆ เรื่องไหนที่อาจจะกลายร่างเป็นเรื่องยากในอนาคตบ้าง

เมื่อพบแล้วก็จัดการให้อยู่หม้ดเลยนะครับ

เคลียร์ทางเข้าให้เรียบร้อย

20190919

เพราะถ้าทางเข้ามันมีของพะรุงพะรัง เราก็จะสะดุดได้โดยง่าย

โต๊ะทำงาน ควรจะเคลียร์ทุกอย่างออกจากโต๊ะ ยกเว้นงานที่ต้องทำ

ในคอมพิวเตอร์ ควรจะเปิดเฉพาะโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับการทำงานชิ้นนั้น

ใน Chrome ควรจะปิดทุกแท็บยกเว้นแท็บที่ต้องใช้ทำงานจริงๆ

มือถือ ควรจะปิด notifications ปิดเสียง วางไว้ในจุดที่ตามองไม่เห็น ไม่ควรอยู่ในกระเป๋ากางเกง เพราะเราจะชอบนึกว่ามือถือสั่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สั่น

การทำงานก็เหมือนการวิ่งแข่ง

วิ่ง 100 เมตรยังไงก็จบเร็วกว่าวิ่งข้ามรั้วครับ