ทำทีละอย่าง

20200330b

รู้ว่าเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะคนที่ work from home อยู่ตอนนี้

จำนวนเมสเสจในแชทพุ่งพรวด สถานการณ์ก็ต้องติดตาม แถมยังโดนคนที่บ้านทักอยู่บ่อยๆ

แต่ถ้าเราไม่คอยเตือนตัวเองให้ทำทีละอย่าง เราจะวิ่งเป็นหนูถีบจักร ข้าวปลาไม่ได้กิน ทำงานแบบไม่ได้พักตกเย็นเหนื่อยหนักกว่าอยู่ออฟฟิศ

เราน่าจะต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปอีกอย่างน้อยสองเดือน ดังนั้นต้องออกแบบให้ดีว่าเราจะรับมือกับสิ่งเร้าที่เข้ามาทุกนาทีอย่างไร ไม่อย่างนั้นกายหยาบของเรารับไม่ไหวหรอก

ทำทีละอย่าง หยุดพักบ้าง จะได้งานโดยไม่เสียสุขภาพกายและจิตครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

เราไม่สามารถละเลยเรื่องอะไรได้นานเกินไป

20200326

ผมเคยได้นั่งคุยกับเจ้าของบริษัทต่อเติมบ้านที่มีลูกชายอายุพอๆ กับลูกสาวของผม เขาเอ่ยปากว่าลูกสาวผมดูพูดจารู้เรื่องกว่าลูกชายของเขาเยอะเลย แล้วเขาก็เปรยว่าเขาไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกเท่าไหร่ เพราะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาทุกวันทุกเวลา เลยกลายเป็นว่าลูกติดไอแพดมากและคงจะเป็นอย่างนี้ไปอีกสักพัก

เพื่อนผมคนหนึ่งมีชีวิตที่ดี หน้าที่การงานรุ่ง แถมตัวเองก็ไม่มีภาระอะไร ติดนิดเดียวตรงที่เขาเป็นคนขี้เหนียว เวลามีเหตุการณ์ให้ต้องช่วยเหลืออะไรเขาก็ไม่เคยร่วมทั้งกำลังกายและกำลังเงิน อยู่มาวันหนึ่งเขาล้มป่วยและมีปัญหากับที่ทำงานจนต้องออกจากงานภายในระยะเวลาอันสั้น อารมณ์ไม่ต่างกับเทวดาตกสวรรค์

ผมเคยได้เข้าทำงานในบริษัทเอเจนซี่ เป็นงานที่ไม่เคยทำและต้องคิดเยอะตลอดเวลา ผมเลยฟิตเป็นพิเศษ นอนห้าทุ่มตื่นตีสามมานั่งทำงานเป็นเวลาหลายสัปดาห์ สุดท้ายผมไม่ผ่านช่วงทดลองงานของที่นั่น เมื่อมองย้อนกลับไป การที่ผมอดนอนติดต่ออกันน่าจะส่งผลกับคุณภาพการทำงานไปไม่น้อย

ละเลยเลี้ยงลูกจนลูกติดไอแพด

ละเลยการให้จนกินบุญเก่าหมดเกลี้ยง

ละเลยการนอนจนทำงานไม่ได้มาตรฐาน

อาจเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราเชื่อว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น เราสามารถละเลยเรื่องบางอย่างได้โดยไม่เป็นอะไร

คนอื่นสูบบุหรี่แล้วเป็นมะเร็ง แต่เราเชื่อว่าเราสูบบุหรี่แล้วเราจะไม่เป็น

คนอื่นกินเหล้าแล้วขับรถชน แต่เราเชื่อว่าถ้าเรากินแล้วเรายังขับรถไหว

คนอื่นทำงานหามรุ่งหามค่ำแล้วชีวิตพัง แต่เราเชื่อว่าเราจะยังเอาอยู่

ต้องรอให้เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นก่อน เราถึงจะยอมรับได้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้พิเศษไปกว่าใครเลย

เราล้วนตกอยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน หลักการที่ว่าเราไม่สามารถละเลยเรื่องอะไรได้นานเกินไป – you can’t get away with it for too long.

ลองสำรวจตัวเองนะครับว่าเรากำลังละเลยเรื่องอะไร และเรากำลังหลอกตัวเองอยู่รึเปล่า

อย่าเล่นเกมนับถอยหลังกับระเบิดเวลาแล้วคิดว่าจะชนะเลยนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

นักบินอวกาศบอกเคล็ดลับการ Work from home

20200322

ใครหลายคนที่เริ่มทำงานจากที่บ้านไปบ้างแล้วอาจจะเจอปัญหาคล้ายๆ กับผม

– เฉา เหงา
– ตารางเวลาจะเละๆ หน่อย
– หมดวันแล้วหมดแรงกว่าไปทำงานที่ออฟฟิศเสียอีก

วันนี้อ่านเจอบทความของ The New York Times ที่เขียนโดย Scott Kelly อดีตนักบินอวกาศของ NASA ที่เคยใช้ชีวิตบนสถานีอวกาศนานาชาติอยู่เกือบ 1 ปี

ในสถานการณ์ที่ COVID-19 กำลังยกระดับในเมืองไทย ผมเห็นว่าสิ่งที่คุณเคลลี่เขียนมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้อง Work from home และทุกคนที่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน เลยขอนำมาถอดความไว้ตรงนี้ครับ

—–

การต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ตอนที่ผมต้องขึ้นไปอยู่ที่ International Space Station เป็นเวลาเกือบปีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เวลาผมเข้านอนผมก็อยู่ที่ทำงาน พอผมตื่นขึ้นมาผมก็ยังอยู่ที่ทำงาน การทำงานอยู่ในอวกาศน่าจะเป็นเพียงอาชีพเดียวที่เราลาออกกลางคันไม่ได้จริงๆ

แต่ผมก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ที่เราต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส

และนี่คือคำแนะนำสำหรับการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวจากคนที่เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

 

มีตารางเวลาที่ชัดเจน (Follow a schedule)
ตอนอยู่ในสถานีอวกาศ ผมมีตารางที่เข้มงวดมากตั้งแต่ตื่นยันเข้านอน บางวันผมต้องเดินท่องอวกาศเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนงานบางชิ้นก็ใช้เวลาแค่ 5 นาทีเช่นเช็คการเจริญเติบโตของดอกไม้ที่เราทดลองปลูกในอวกาศ

คุณจะพบว่าการมีแผนการจะช่วยให้คุณและครอบครัวปรับตัวกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไปได้ หลังจากที่ผมเดินทางกลับมายังโลก ผมอดคิดถึงชีวิตที่มีแบบแผนในอวกาศไม่ได้

 

แต่ก็ต้องคุมจังหวะให้ดี (But pace yourself)
ถ้าคุณใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในที่เดียวกันเป็นเวลาหลายเดือน งานมักจะเทคโอเวอร์ทุกอย่างถ้าคุณปล่อยไปตามยถากรรม ตอนที่อยู่ในอวกาศผมตั้งใจใช้ชีวิตแบบผ่อนหนักผ่อนเบาเพราะผมรู้ว่าผมต้องอยู่แบบนี้ไปอีกสักพัก – ซึ่งก็ไม่ต่างกับสถานการณ์ของพวกเราในตอนนี้

อย่าลืมให้เวลากับกิจกรรมสนุกๆ ผมมักจะมีนัดดูหนังกับเพื่อนนักบินอวกาศพร้อมกับขนมนมเนยครบเซ็ท ผมได้ดู Game of Thrones จนจบสองรอบเลยนะจะบอกให้

อย่าลืมเข้านอนให้เป็นเวลาด้วย นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าได้ศึกษาพฤติกรรมการนอนของนักบินอวกาศและพบว่าคุณภาพการนอนส่งผลต่อความเฉลียวฉลาด สภาพอารมณ์และความสัมพันธ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประกอบภารกิจบนอวกาศหรือการทำงานอยู่ที่บ้าน

 

ออกไปข้างนอกบ้าง (Go outside)
หนึ่งในสิ่งที่ผมคิดถึงมากที่สุดตอนอยู่ในอวกาศคือการได้ออกไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หลังจากต้องเก็บตัวอยู่ในพื้นที่แคบๆ เป็นเวลาหลายเดือน ผมเริ่มทุรนทุรายที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ – สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า กลิ่นดินกรุ่นๆ และไออุ่นจากแสงอาทิตย์ การทดลองปลูกดอกไม้ในอวกาศกลายเป็นงานที่มีความหมายมากกว่าที่ผมคิด

เพื่อนนักบินของผมมักเปิด “เสียงของโลก” ให้ผมฟังซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้อง เสียงพุ่มไม้ในสายลมหรือแม้กระทั่งเสียงหึ่งๆ ของยุง เสียงเหล่านี้ทำให้ผมได้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน แม้บางครั้งผมจะเผลอตบหูเพราะนึกว่ามียุงมาบินใกล้ๆ ก็เถอะ

สำหรับนักบินอวกาศ การออกไปข้างนอกยานนั้นเป็นเรื่องอันตรายและต้องเตรียมตัวอย่างเข้มข้น ดังนั้นผมจึงรู้สึกดีที่แม้ขณะนี้เราจะตกอยู่ในสถานการณ์โรคระบาด แต่ผมก็ยังเดินออกจากบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักบินอวกาศ

งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาตินั้นเป็นคุณต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย คุณไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายวันละสองชั่วโมงครึ่งเหมือนนักบินอวกาศหรอก แต่การได้ได้ออกกำลังกายวันละหนึ่งครั้งควรจะเป็นส่วนหนึ่งในตารางของคุณ ขอแค่อย่าลืมที่จะอยู่ห่างกันอย่างน้อย 2 เมตรก็พอ

 

คุณต้องมีงานอดิเรก (You need a hobby)
เมื่อคุณถูกจำกัดบริเวณคุณจำเป็นต้องมี “พื้นที่ปลดปล่อย” ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องงาน

หลายคนแปลกใจที่รู้ว่าผมเอาหนังสือไปอ่านในอวกาศด้วย การได้ดำดิ่งอยู่ในหนังสือกระดาษโดยไม่มีเสียง notifications มากวนใจนั้นเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามาก ร้านหนังสือเล็กๆ หลายร้านเริ่มมีบริการส่งหนังสือตามบ้านหรือไปรับหนังสือได้ที่ร้าน ซึ่งแปลว่าคุณสามารถช่วยซัพพอร์ตธุรกิจในละแวกบ้านคุณแถมยังได้พักสายตาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

คุณยังฝึกเล่นเครื่องดนตรีได้อีกด้วย (ผมเพิ่งสมัครคลาสสอนกีตาร์ออนไลน์) ลองทำงานฝีมือหรืองานศิลปะ นักบินอวกาศล้วนจัดเวลาให้กับกิจกรรมเหล่านี้กันทั้งนั้น ลองดูวีดีโอที่นักบินอวกาศ Chris Handfield ร้องและเล่นคัฟเวอร์เพลง Space Oddity ของ David Bowie ดูก็ได้

 

เขียนไดอารี่ (Keep a journal)
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นาซ่าศึกษาผลของการ isolation ที่มีต่อมนุษย์ และเรื่องน่าประหลาดใจอย่างหนึ่งที่พวกเขาค้นพบคือประโยชน์ของการจดบันทึกประจำวัน

ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผมขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในอวกาศ ผมแบ่งเวลามาเขียนบันทึกประสบการณ์ของผมเกือบทุกวัน ถ้าคุณพบว่าตัวเองแค่จดสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันแล้วมันค่อนข้างซ้ำซาก ลองเปลี่ยนไปเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้สึกผ่านสัมผัสทั้งห้าหรือเกี่ยวกับความทรงจำของคุณดู แม้ว่าสุดท้ายแล้วคุณจะไม่ได้ตีพิมพ์หนังสือเหมือนที่ผมทำ การเขียนไดอารี่จะช่วยให้คุณรับรู้ประสบการณ์จากอีกมุมมองหนึ่งและในวันข้างหน้ามันจะช่วยให้คุณหันกลับมามองช่วงเวลาสำคัญนี้ว่ามันมีความหมายต่อชีวิตคุณอย่างไร

 

ให้เวลากับคนที่คุณรัก (Take time to connect)
แม้ว่าผมจะมีภาระมากมายของการเป็นผู้บัญชาการสถานีอวกาศ แต่ผมก็ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะทำ video conference กับคนในครอบครัวและกับเพื่อนฝูง นักวิทยาศาสตร์พบว่าการอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั้นไม่เพียงส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย

เทคโนโลยีช่วยให้การติดต่อสื่อสารกันง่ายดายแค่ปลายนิ้ว ดังนั้นการให้เวลากับการพูดคุยกับคนสำคัญของคุณทุกวันนั้นเป็นเรื่องที่สุดคุ้ม ใครจะไปรู้ มันอาจจะช่วยให้ร่างกายของคุณต่อสู้ไวรัสได้ดีขึ้นก็ได้

 

ฟังคนที่ควรฟัง (Listen to experts)
ผมได้เรียนรู้ว่าปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตไม่ใช่ rocket science (rocket science = “วิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อนจรวด” เป็นสำนวนอังกฤษที่แปลว่าเรื่องที่ยากและซับซ้อนเกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้)

แต่เมื่อใดก็ตามที่ปัญหานั้นเป็น rocket science เราก็ควรถามคนที่เป็น rocket scientist

การใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศฝึกให้ผมเชื่อฟังคำแนะนำของคนที่มีความรู้เรื่องนั้นดีกว่าผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาตร์ วิศวกรรม หยูกยา หรือดีไซน์อันซับซ้อนของสถานีอวกาศที่ทำให้ผมยังมีชีวิตอยู่ได้

ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เราต้องหาความรู้จากคนที่รู้จริงและฟังพวกเขาอย่างตั้งใจ โซเชียลมีเดียและสื่อที่ไม่มีการตรวจสอบมักจะแพร่ข้อมูลเท็จ ไม่ต่างอะไรกับการจับมือที่แพร่ไวรัส เราจึงควรฟังแต่คนที่ควรฟังอย่าง WHO และ Johns Hopkins Coronavirus Resource Center

 

เราล้วนเชื่อมโยงกัน (We are all connected)
เมื่อมองจากอวกาศ โลกนี้ไม่มีพรมแดน การระบาดของโคโรนาไวรัสแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรามีเหมือนกันนั้นทรงพลังกว่าสิ่งที่แบ่งแยกเรามากมายนัก เราทุกคนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และยิ่งเราร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาได้ดีเท่าไหร่ เรายิ่งมีโอกาสรอดมากขึ้นเท่านั้น

หนึ่งในผลข้างเคียงจากการที่ได้มองโลกจากอวกาศ – อย่างน้อยก็สำหรับผม – คือความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่น แม้ว่าเราจะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ ผมเห็นคนที่สอนหนังสือเด็กผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ เห็นคนบริจาคเงินและสละเวลาให้กับองค์กรการกุศล และเห็นคนที่ช่วยเป็นธุระให้กับคนเฒ่าคนแก่และเพื่อนบ้านที่สุขภาพไม่แข็งแรง ทุกคนได้ประโยชน์กันหมดไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกช่วยเหลือหรือตัวอาสาสมัครเอง

ผมเคยเห็นความร่วมมือร่วมใจของมนุษยชาติจนสามารถเอาชนะปัญหาที่ยากเย็นเกินจินตนาการมานักต่อนักแล้ว และผมก็มั่นใจว่าเราจะสามารถเอาชนะวิกฤติครั้งนี้ได้เช่นกันหากเราร่วมมือและทำงานกันเป็นทีม

อ้อ แล้วก็อย่าลืมล้างมือบ่อยๆ ด้วยล่ะ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือพิมพ์ The New York Times: I Spent a Year in Space, and I Have Tips on Isolation to Share by Scott Kelly

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

งานง่ายๆ คนอื่นทำไปหมดแล้ว

20200316b

เราก็เลยเหลืองานยากๆ งานที่ยังไม่มีใครทำกัน

มันคือเหตุผลที่เขาจ้างเรามาด้วยเงินเดือนขนาดนี้

และมันคือเหตุผลที่เรามาทำงาน

เรามาทำงานไม่ใช่เพื่อที่จะทำงานง่ายๆ ให้เสร็จๆ ไป

เรามาทำงานเพื่อที่จะทำงานยากๆ ให้สำเร็จ เพื่อที่สุดท้ายแล้วชีวิตคนอื่นจะง่ายขึ้น

ทำงานก็เหมือนการเล่นเวท ถ้าเอาแต่ยกเวท 1 กิโลกรัม ยกไปอีก 10 ปีกล้ามก็ไม่ขึ้น

แต่ถ้าเราไปฝืนยกของหนักเกินไป ร่างกายก็อาจบาดเจ็บยาวๆ ได้เหมือนกัน

ถ้างานมันยากนัก หนักนัก ก็ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ซอยงานยากให้เป็นงานง่าย หัดเอ่ยปากขอความช่วยเหลือถ้าไม่ไหว

เมื่อได้ทำงานที่ยากเกินความสามารถเราไปหน่อยนึง กล้ามเนื้อของเราจะแข็งแรงขึ้น ทั้งกล้ามเนื้อความสามารถ กล้ามเนื้อประสบการณ์ กล้ามเนื้อความล้มเหลว

งานง่ายๆ คนอื่นทำไปหมดแล้ว

เราก็เลยเหลืองานยากๆ เอาไว้ลับฝีมือและโชว์ฝีมือ

มองให้มันเป็นเกมที่ได้ทั้งความสนุก ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง

แพ้ก็ได้บทเรียน ชนะก็ได้ความภูมิใจครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายแล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

โรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

Slide4

แต่เขาก็ก่ออิฐกันทุกชั่วโมงนะ

ทำงานใหญ่ ย่อมต้องใช้เวลา ต้องมีความอดทน ต้องเป็นคนที่รอได้

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องทำอย่างไม่หยุดหย่อน ทำอย่างไม่ยอมแพ้ ทำแม้จะน่าเบื่อขนาดไหน

การสร้างมหาวิหารหรืออาณาจักร แม้จะฟังดูยิ่งใหญ่ แต่เนื้องานจริงๆ มันก็คือการก่ออิฐดีๆ นี่เอง

ผมเองมีหนังสือออกมาแล้วสองเล่ม

แต่ก่อนจะเป็นหนังสือแต่ละเล่ม มันเคยเป็นบทความมาก่อน

ก่อนจะเป็นบทความ มันเคยเป็นย่อหน้ามาก่อน

ก่อนจะเป็นย่อหน้า มันเคยเป็นประโยคมาก่อน

ก่อนจะเป็นประโยค มันเคยเป็นคำมาก่อน

และก่อนจะเป็นคำได้ มันเคยเป็นไอเดียมาก่อน

ไอเดียแต่ละไอเดีย ประโยคแต่ละประโยค คืออิฐที่ก่อขึ้นทุกวัน จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน

“Rome wasn’t built in a day, but they were laying bricks every hour.”
-James Clear

ก่ออิฐ โบกปูน ทาสี มือต้องเปรอะ ตัวต้องเปื้อน ไม่มีอะไรสวยหรูเลยแม้แต่นิด

แต่เมื่องานเสร็จ ผลที่ออกมาย่อมจะทำให้เราภูมิใจได้แน่นอน

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

3 จุดร่วมของคนสำเร็จ

Slide5

1. คิดแล้วทำ

ความคิดและการกระทำมันออกมาได้ 4 หน้า

ไม่คิด ไม่ทำ ก็ช่วยอะไรไม่ได้

คิดแต่ไม่ทำ ก็เสียของ

ทำแบบไม่คิด ก็อันตราย

คิดแล้วทำ คือจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จ

2. ทบทวนตน

หรือภาษาพระที่เรียกว่าวิมังสา

เราไม่ค่อยอยากทบทวนตัวเองเท่าไหร่ หนึ่งเพราะเราติดกับดักความเคยชิน สองเพราะการทบทวนมันเจ็บปวด ต้องสบตากับความบกพร่องของตัวเอง

พี่ต่อ ฟีโนมีน่าเคยบอกว่า ข้อผิดพลาดนั้นโคตรมีประโยชน์ เพราะถ้าเราเรียนรู้จากมันและไม่ทำผิดซ้ำ กราฟชีวิตของเราจะพุ่ง

3. ล้มแล้วลุก

กว่าจะขึ่จักรยานสองล้อได้ มีใครไม่เคยเข่าถลอกบ้าง

แล้วก็ต้องขอบคุณตัวเองที่แม้จะจักรยานล้มไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นตอนนี้เราก็คงยังขี่จักรยานไม่เป็น

ล้มแล้วเจ็บ คนเราเลยไม่อยากลุกเพราะกลัวจะเจ็บอีก ซึ่งนั่นแหละคือความแตกต่างระหว่างคนที่ครึ่งๆ กลางๆ กับคนที่ไปได้จนสุดทาง

คนสำเร็จกลางๆ จะหลีกเลี่ยงความล้มเหลวเพราะไม่อยากเจ็บตัวและเจ็บใจ

คนสำเร็จสุดๆ จะไม่กลัวความล้มเหลว เพราะเข้าใจว่าถึงล้มก็แค่เข่าถลอก แต่ถ้าขี่จักรยานเป็นจะสบายไปอีกนาน

คิดแล้วทำ ทบทวนตน ล้มแล้วลุก

ทำสามอย่างนี้ได้ โอกาสสำเร็จก็เกิน 90% แล้วครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

2 คำถามเพื่อความ productive

20200309

คำถามแรกคือ “ต้องทำงานนี้จริงรึเปล่า”

เพราะต่อให้ทำงานได้เร็วแค่ไหน ก็ไม่มีทางเร็วไปกว่าการไม่ต้องทำงานชิ้นนั้นเลย

“No code is faster than no code.”
– Merb Motto @codewisdom

ลองสำรวจงานที่เราทำทั้งหมด อย่างน้อยมันต้องมีซัก 2-3 เรื่องที่เราทำเพราะมีคนทำมาตลอด โดยอาจไม่มีคนเคยหยุดถามว่ามันยังจำเป็นอยู่อีกหรือไม่

เช่นการประชุมบางอย่าง รายงานบางฉบับ หรือกระบวนการบางเรื่อง

คนที่ริเริ่มสิ่งเหล่านี้ เผลอๆ เขาอาจจะออกจากองค์กรไปแล้วด้วยซ้ำ

ถ้าถามตัวเองด้วยความกล้าหาญและความซื่อตรงแล้วพบว่ามันคือสิ่งที่ยังจำเป็นต้องทำอยู่ อีกหนึ่งคำถามที่เราควรถามก็คือ

“มันมีวิธีการอื่นที่จะทำงานนี้ให้ดีกว่าเดิม/ประหยัดเวลากว่าเดิมได้มั้ย?”

วิธีการที่เราทำอยู่ตอนนี้ยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แค่เป็นวิธีที่เราชินที่สุดเท่านั้นเอง

แค่ถามสองคำถามนี้ให้เป็นนิสัย

“ต้องทำรึเปล่า”

“มีวิธีที่ดีกว่านี้มั้ย”

ก็มากพอที่จะทำให้เรา productive ขึ้นได้อีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์แล้วครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

วันทำงานที่กลับถึงบ้านก่อนมืด

Slide5

โดยปกติผมจะเป็นคนออกจากบ้านแต่เช้า ไม่เกิน 7 โมงก็ถึงออฟฟิศ และทำงานถึง 6 โมงครึ่ง กลับถึงบ้านประมาณทุ่มครึ่ง

วันพุธที่แล้ว ก่อนออกจากบ้าน “ปรายฝน” ลูกสาววัยสี่ขวบดันตื่นเสียก่อน งัวเงียเรียกร้องให้ผมอุ้มเดินไปมา จะไปทำงานปรายฝนก็ไม่ยอม

“ถ้าแด๊ดดี้ไปทำงานเร็ว แด๊ดดี้ก็จะได้กลับบ้านเร็วนะ” ผมพยายามโน้มน้าวปรายฝน

“กลับเร็วจริงๆ เหรอ” เสียงปรายฝนฟังดูมีความหวัง ก่อนจะพูดต่อ

“งั้นวันนี้กลับเร็วๆ นะ กลับก่อนมืดนะ แล้วพาปรายฝนไปเล่นที่สนามหญ้า”

ผมก็เลยรับปากว่าจะกลับเร็ว วันนั้นทั้งวันรู้สึกว่าทำงานได้อย่างมีสมาธิเป็นพิเศษ เพราะรู้ตัวว่า 5 โมงเย็นต้องออกแล้ว

พอห้าโมงปุ๊ป ก็ลุกปั๊ป และรีบบึ่งรถกลับบ้าน มาถึงบ้านประมาณ 5 โมง 45 ปรายฝนและใกล้รุ่ง ลูกชายวัย 2 ขวบอยู่ที่สวนหย่อมของหมู่บ้านเรียบร้อยแล้วเพราะพี่เลี้ยงพาออกมา

ผมเลยใช้เวลาอยู่ในสนามหญ้ากับเด็กๆ ราวครึ่งชั่วโมง วิ่งไล่จับ เตะบอล เล่นกับครอบครัวอื่นๆ ที่มาในวันนั้น

หลังจากนั่งทำงานหน้าจอคอมมาทั้งวัน การได้มาวิ่งเท้าเปล่าในสนามหญ้านี่มันช่างรีแลกซ์ดีแท้ มันทำให้ผมคิดได้ว่าร่างกายของมนุษย์เรานี่ไม่ได้ถูกออกแบบให้นั่งหน้าจอคอมวันละ 10 ชั่วโมง วิถีการทำงานของเราทุกวันนี้มันขัดกับสรีระและ biology ของเรายังไงชอบกล

หกโมงกว่า ยุงเริ่มมา เลยให้พี่เลี้ยงพาเด็กๆ เข้าบ้านไปกินข้าวและอาบน้ำ ส่วนผมก็ปั่นจักรยานไปซื้อของและแวะคุยกับพ่อกับแม่ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

การกลับบ้านเร็วในวันนั้นจึงทำให้ผมได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ห่างเหินมานาน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นในสนามหญ้ากับลูกๆ หรือนั่งคุยกับพ่อแม่ตอนหัวค่ำ

ผมเชื่อว่าเกินครึ่งของคนทำงานบริษัทเอกชนในกรุงเทพน่าจะถึงบ้านค่ำเป็นส่วนใหญ่ เพราะแม้จะทำงานแบบ flexi-hours ได้ แต่คนเลือกที่จะมาสายและกลับบ้านค่ำมากกว่าที่จะมาเช้าและกลับบ้านเร็ว

ใครที่กลับบ้านค่ำเป็นอาจิณ ลองกลับบ้านเร็วดูนะครับ คุณอาจจะได้พบอีกความรู้สึกหนึ่งที่ไม่ได้เจอมานาน

ตัวผมเองก็ตั้งใจว่าจะกลับบ้านก่อนมืดซักสัปดาห์ละครั้งครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

จุดอ่อนหนึ่งของคน perfectionist

Slide4

คือการ overkill หรือการลงแรงมากเกินไป

ต้องการรู้ข้อมูลให้ครบถึงจะลงมือทำ พอทำแล้วก็แก้แล้วแก้อีก เพื่อจะให้มันออกมาได้สมบูรณ์แบบไม่มีผิดจากที่เราหวัง

แต่ความสมบูรณ์แบบนั้นตกอยู่ใต้กฎ Diminishing Returns ซึ่งบัญญัติไว้ว่าเมื่อถึงจุดๆ นึง input ที่เราใส่เข้าไปมันจะได้ output ที่น้อยลง

งานงานหนึ่ง อาจใช้เวลา 1 ชั่วโมงให้ได้ 90%

ถ้าอยากได้ 99% ต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง

และถ้าอยากได้ 99.9% ก็ต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง

คำถามคือเราจะใช้ 3 ชั่วโมงเพื่อทำงาน 1 ชิ้นให้ดี 99.9%

หรือเราจะใช้ 3 ชั่วโมงเพื่อทำงาน 3 ชิ้นให้ดี 90%

ผมเชื่อว่าการทำงานส่วนใหญ่ควรจะเป็นอย่างหลัง – Done is better than perfect

เพราะเวลาของเรามีจำกัด แต่งานของเรามีไม่จำกัด เราจึงต้องบาลานซ์ให้ดีระหว่างคุณภาพและปริมาณครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S Asia Books และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

รู้แค่บางกะปิอย่าเล่าถึงยุโรป

20200220

ประโยคนี้ผมได้มาจากการอ่านข้อเขียนของพี่ธนา เธียรอัจฉริยะ ในเพจเขียนไว้ให้เธอ

มันเป็นคำแนะนำของพี่โน้ต อุดม แต้พานิช นักเล่าเรื่องระดับปรมาจารย์

เมื่อปรมาจารย์กล่าวสิ่งใด ศิษย์ปลายแถวอย่างเราควรฟังและนำมาปรับใช้ในชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน

เรื่องนึงที่ปรับใช้ได้แน่ๆ คือการพรีเซนต์ในที่ทำงาน

คือพูดเท่าที่เรารู้ อย่าพูดเกินจากสิ่งที่เรารู้

ถ้าเจอคำถามที่เราตอบไม่ได้ ก็เพียงยอมรับว่าตอบไม่ได้ อย่ามั่วคำตอบเพราะคนฟังเขาจับได้อยู่แล้ว

รู้แค่บางกะปิอย่าเล่าถึงยุโรป

เคล็ดลับสั้นๆ ง่ายๆ แต่มีประโยชน์มากมายครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer