12 คำถามที่ควรใช้ใน Employee Engagement Survey

หลายองค์กรมีการทำ Employee Engagement Survey เพื่อดูว่าพนักงานมีความผูกพันและมีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรนานแค่ไหน

แต่หลาย survey ก็อาจจะมีคำถามเยอะแยะมากมาย และบางคำตอบที่ได้มาก็อาจจะเอาไปใช้แอคชั่นอะไรไม่ค่อยได้

Gallup สถาบันที่เคยออกหนังสือชื่อดังอย่าง StrengthsFinder ได้แนะนำว่า หลังจากศึกษาองค์กรนับพันเป็นเวลาหลายทศวรรษ คำถาม 12 ข้อนี้คือชุดคำถามที่ลัดสั้นและตรงประเด็นที่สุดในการตรวจสอบว่าพนักงานมี Engagement กับองค์กรมากแค่ไหนครับ

ท้ายประโยคแต่ละข้อจะมีตัวเลขอยู่ในวงเล็บซึ่งแสดงถึงจำนวนพนักงานที่ “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง” สำหรับคำถามข้อนั้น ซึ่งนี่เป็นค่าเฉลี่ยจากองค์กรทั่วโลกที่ Gallup ได้ไปสำรวจมาครับ

Q01. I know what is expected of me at work – ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันต้องทำมีอะไรบ้าง (50%)

Q02. I have the materials and equipment I need to do my work right. – ฉันมีข้อมูลและเครื่องมือที่เอื้อให้ฉันทำงานออกมาได้อย่างถูกต้อง (33%)

Q03. At work, I have the opportunity to do what I do best every day. – ทุกๆ วันฉันมีโอกาสได้ทำเรื่องที่ฉันถนัด (33%)

Q04. In the last seven days, I have received recognition or praise for doing good work. – ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนชมว่าฉันทำงานดี (25%)

Q05. My supervisor, or someone at work, seems to care about me as a person. – หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นห่วงฉันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง (40%)

Q06. There is someone at work who encourages my development. – มีคนที่สนับสนุนให้ฉันได้พัฒนาตัวเอง (30%)

Q07. At work, my opinions seem to count. – ความคิดเห็นของฉันนั้นมีความหมาย (25%)

Q08. The mission or purpose of my company makes me feel my job is important. – จุดมุ่งหมายขององค์กรทำให้ฉันรู้สึกว่างานที่ฉันทำนั้นมีความสำคัญ (33%)

Q09. My associates or fellow employees are committed to doing quality work. เพื่อนร่วมงานมีความตั้งใจที่จะทำงานให้ออกมาดี (33%)

Q10. I have a best friend at work. ฉันมีเพื่อนสนิทที่ทำงาน (30%)

Q11. In the last six months, someone at work has talked to me about my progress. ใน 6 เดือนที่ผ่านมามีคนมาคุยกับฉันเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (33%)

Q12. This last year, I have had opportunities at work to learn and grow. ในปีที่ผ่านมาฉันได้เรียนรู้และเติบโตจากงานที่ฉันทำ (33%)

ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่าข้อ 6 กับ 11 อาจจะมีความซ้ำซ้อนกันอยู่นิดหน่อย แต่ที่เหลือก็เป็นคำถามที่ผมน่าจะอยากตอบและอยากบอกให้องค์กรรู้

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ It’s the Manager by Jim Clifton & Jim Harter

หัวหน้าปวดหัวเพราะลูกน้อง มากกว่าลูกน้องปวดหัวเพราะหัวหน้า

“การจับกลุ่มนินทาหัวหน้า” มักจะเป็นภาพที่เราคุ้นชินในชีวิตการทำงาน

ลำเอียง เอาแต่ใจ กลับไปกลับมา นี่คือคำกล่าวหาที่หัวหน้ามักโดนจากลูกน้อง

แต่สำหรับคนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้า จะเข้าใจว่าความปวดหัวที่หัวหน้ามอบให้ลูกน้องนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความปวดหัวที่ลูกน้องมอบให้หัวหน้า

เพราะลูกน้องมีหัวหน้าแค่คนเดียว แต่หัวหน้ามีลูกน้องได้หลายคน หัวหน้าจึงเป็น common enemy สำหรับลูกน้อง ส่วนหัวหน้านั้นออกจะหัวเดียวกระเทียมลีบอยู่เหมือนกัน

ดังนั้น ก่อนจะกล่าวร้ายอะไร ให้ยั้งใจไว้บ้าง บ่นได้แต่อย่าทำอะไรที่มันเกินเลย

อนาคตที่เราได้เป็นหัวหน้ากับเขาบ้างจะได้ไม่กังวลว่าจะโดนสิ่งที่เราเคยทำไว้กับหัวหน้ารึเปล่าครับ

5 เหตุผลที่เราควรลงทุนกับห้องทำงาน WFH

  1. สภาพแวดล้อมสำคัญกว่าที่เราคิด งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำขึ้นในปี 1984 พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้นในห้องที่มีหน้าต่างมองออกไปเห็นวิวธรรมชาตินั้น ใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่าผู้ป่วยที่ได้พักในห้องที่มองออกไปเห็นเพียงผนังตึก
  2. ในหนังสือ Beyond Order ของ Jordan Peterson ได้บอกว่าไว้ว่า กฎข้อหนึ่งในการใช้ชีวิตก็คือ เราควรจัดห้องหนึ่งห้องในบ้านให้สวยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Make one room in your home as beautiful as possible) เราควรหัดสร้างความสัมพันธ์กับความงาม เพราะตราบใดที่เรายังมองเห็นความงดงามของสิ่งต่างๆ ในชีวิต เราจะยังมีเรี่ยวแรงพอที่จะฝ่าฟันอุปสรรคที่เราต้องพบเจอ
  3. สองอย่างที่เราไม่ควรประหยัดคือฟูกที่นอนกับเก้าอี้ทำงาน เพราะเราใช้เวลาเกินสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมงกับสองสิ่งนี้
  4. สิ่งที่เรามักจะมองข้าม คือสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด แต่อะไรก็ตามที่ใกล้ตัวและเราเจออยู่ทุกวัน ก็เป็นสิ่งที่จะส่งผลต่อความสุขและสภาพร่างกายได้มากที่สุดเช่นกัน
  5. เก้าอี้ โต๊ะทำงาน ความสูงของจอมอนิเตอร์ ปรินท์เตอร์ จุดวางอุปกรณ์เครื่องเขียน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราควรจัดแจงให้เรียบร้อย ตอนแรกที่เราไม่ได้ทำคงเพราะคิดว่า WFH เป็นเรื่องชั่วคราว แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว อย่างไรเสียเราก็ยังต้อง Work from Home ไปอีกหลายร้อยหลายพันชั่วโมง

ดังนั้นเราควรลงทุนกับการ WFH เสียแต่วันนี้ เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวประโยชน์จากมันได้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

กว่าจะเจอเจ้าชาย ก็ต้องจูบกบหลายตัว

ไม่ว่าจะเป็นเด็กสมัยนี้หรือเด็กสมัยไหน ล้วนแต่มีคำถามที่ต้องค้นหาคำตอบ

ว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร เราเหมาะกับงานแบบไหน

ถ้าสิ่งที่ชอบสอดคล้องกับสิ่งที่เรียนมา ก็ประหยัดเวลาไปได้ไม่น้อย

แต่ถ้ามันไม่ได้สอดคล้องกันก็ไม่เห็นเป็นไร สิ่งที่เราเรียนมามันไม่สูญเปล่าหรอก ยังเป็นพื้นฐานให้เราต่อยอดและสร้าง combination ด้านทักษะที่เป็นเอกลักษณ์ได้

ผมเองจบวิศวกรรมไฟฟ้า ไปอยู่โรงงานไทย 1 ปี ก่อนเข้าบริษัทอินเตอร์และได้เป็น software engineer อยู่ 2 ปี เป็น technical support อยู่ 4 ปี เป็นสื่อสารองค์กร 7 ปี ไปทำเอเจนซี่ได้ 4 เดือน ก่อนจะมาเป็น HR ในสตาร์ตอัพได้ 4 ปีครึ่ง

เส้นทางชีวิตไม่เคยเป็นเส้นตรง เราจึงควรลองทำอะไรหลายๆ อย่าง ลองโดยที่ยังอยู่บริษัทเดิมหรือตำแหน่งเดิมก็ได้ ถ้าเรามองหาและอาสา โอกาสมันมีเข้ามาอยู่ตลอด

You have to kiss a lot of frogs to find your prince.

กว่าจะเจอเจ้าชาย ก็ต้องจูบกบหลายตัวครับ

บาป 7 ประการของหัวหน้ามือใหม่

  1. คิดว่าตนเองอยู่เหนือกว่าลูกน้อง
    บางคนพอได้ตำแหน่งหัวหน้า แล้วเผลอนึกว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น อาจจะเรียกลูกน้องด้วยชื่อเฉยๆ ทั้งๆ ที่เขาแก่กว่า หรือใช้งานลูกน้องราวกับตัวเองเป็นเจ้าชีวิตเขา ทั้งที่จริงๆ แล้วจะเป็นลูกน้องหรือหัวหน้าก็เป็นแค่เพียงลูกจ้างของบริษัทเหมือนกัน ต่อให้เป็นผู้บริหารหรือประธาน พอเดินออกจากที่ทำงานก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทุกคนคือคนทำงานเหมือนกัน แค่มีหน้าที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง
  2. ตำหนิคนในที่สาธารณะ
    แทบไม่มีสิ่งใดจะสร้างความเจ็บแค้นได้รุนแรงเท่ากับการทำให้คนคนหนึ่งเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นได้อีกแล้ว ดังนั้นต้องระวังมากๆ ที่จะไม่ตำหนิใคร “ออกสื่อ” หากเจออะไรที่เราคิดว่าควรปรับปรุง ขอให้เก็บไว้บอกเจ้าตัวเขาแบบหลังไมค์จะดีที่สุด เมื่อคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจะแจ้งคนอื่นอีกครั้งก็ยังจะโอเคกว่าการพูดโพล่งออกมากลางที่ประชุมหรือห้องแช็ตที่มีคนเป็นสิบ
  3. สื่อสารกับ stakeholder ไม่ครบ
    บางทีเรากังวลกับการทำงานให้เกิดเสียจนละเลยการสื่อสารไป ทำให้ลูกน้องในทีมไม่เห็นภาพเดียวกับเรา หรือประกาศอะไรออกไปโดยไม่เช็คกับหัวหน้า หรือหัวหน้าของหัวหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อน เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าใครเป็น stakeholder ของเราบ้าง และถามตัวเองว่า ถ้าตัดสินใจหรือประกาศเรื่องนี้ออกไปโดยที่เขาไม่รู้ก่อน เขาจะเคืองเราหรือไม่ ถ้ามีโอกาสที่จะเคือง ก็รีบคุยกับเขา อาจจะเสียเวลาเพิ่มขึ้น แต่ไม่มากเท่าการมานั่งแก้ไขหรือแก้ตัวทีหลังแน่นอน
  4. คิดว่าทำเองเร็วกว่า
    คนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้ามักจะเป็นเพราะว่าตัวเองทำงานดี พอสั่งงานลูกน้องแล้วทำออกมาไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยเอางานมาทำเอง ผลก็คือตัวเองงานหนักจนกลายเป็นคอขวด และลูกน้องก็ไม่เก่งขึ้นเสียที กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
  5. จัดการทุกคนด้วยวิธีเดียวกันหมด
    If all you have is a hammer, everything looks like a nail. หัวหน้ามือใหม่ไม่มีความเก๋ามากพอที่จะจัดการลูกทีมแต่ละคนด้วยวิธีที่แตกต่างกัน ถ้าดุก็ดุกับทุกคน ถ้าใจดีก็ใจดีกับทุกคน แต่ความเป็นจริงแล้วลูกน้องแต่ละคนมีจริตที่ไม่เหมือนกัน บางคนชอบให้ดูแลใกล้ชิด บางคนชอบให้ปล่อย ต้องหาให้เจอว่าเกาแบบไหนถึงจะถูกที่คันของเขา
  6. ไม่ปกป้องลูกทีม
    เวลาเจอเจ้านายใหญ่ดุ เราเองก็พยายามจะหาต้นเหตุว่ามาจากใคร ซึ่งบางทีก็เป็นการโบ้ยความผิดให้กับลูกน้องโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งนั่นจะทำให้ลูกน้องสูญเสียความเชื่อถือในตัวเราไปพอสมควร ดังนั้นหากเกิดข้อผิดพลาดอะไร เราควรแอ่นอกรับผิดเอาไว้ก่อน เป็นเกราะคุ้มภัยให้เขา จากนั้นจะมาจัดการอะไรหลังบ้านทีหลังก็ยังไม่สาย
  7. เกรงใจลูกน้องที่ทำงานแย่/นิสัยแย่
    เข้าใจดีว่าการพูดคุยกับคนที่นิสัยไม่ดีนั้นมันอึดอัดแค่ไหน แต่ถ้าเราเกรงใจหรือกลัวคนประเภทนี้ ก็จะกลายเป็นว่าคนในทีมถูก bully โดยที่หัวหน้าไม่ทำอะไร คนดีๆ เขาก็อยู่ไม่ได้ เราจึงควรกัดฟันคุยเสียให้มันจบๆ โดยให้นึกถึงคำพูดของ Tim Ferriss ที่ว่า “A person’s success in life can be measured by the number of uncomfortable conversations he or she is willing to have.”

คาถา Productive

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว มีใครคนหนึ่งทวีตไว้ว่า

Productivity in 11 words: One thing at a time. Most important thing first. Start now.

ทำทีละอย่าง ทำสิ่งสำคัญที่สุดก่อน เริ่มเดี๋ยวนี้

ส่วนคาถา unproductive ก็น่าจะตรงข้าม

ประวิงเวลา ทำแต่เรื่องไม่สำคัญ ทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน

วันนี้วันจันทร์ สิ่งที่เราทำวันนี้จะส่งผลไปตลอดทั้งสัปดาห์

จะใช้คาถาไหนก็เลือกให้ดีๆ นะครับ

เราควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวันไม่ได้ แต่เราควบคุมสิ่งแรกและสิ่งสุดท้ายของวันได้

พรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันแรกของการทำงานอีกครั้ง

ใครที่ Work from Home ย่อมรู้ดีว่าทำงานที่บ้านนี่เหนื่อยกว่าทำงานที่ออฟฟิศเสียอีก เพราะต้องอยู่หน้าคอมตลอดเวลาจนแทบไม่มีเวลากินข้าว

ต่อให้วางแผนมาอย่างดีว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง ก็มักจะเจองานด่วนงานแทรกจนหมดโอกาสที่จะทำสิ่งที่ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำ

แต่ถึงแม้เราจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดระหว่างวันได้ ขอให้จำไว้ว่าเราสามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอนได้เสมอ

สองชั่วโมงแรกของวันเราทำอะไร สองชั่วโมงสุดท้ายของวันเราทำอะไร นี่คือสี่ชั่วโมงที่สำคัญอย่างมาก เพราะมันเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวที่เราเป็นนายของตัวเองอย่างแท้จริง

คัดสรรให้ดีว่าจะใช้มันไปกับอะไร เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีกำลังกายและกำลังใจเพียงพอในการกรำศึกตลอดทั้งสัปดาห์ครับ

ยากที่สุดคือคุ้มค่าที่สุด

เวลาพนักงานที่บริษัทผ่านช่วงทดลองงาน ผมจะนัดคุยกับเขาประมาณ 15-20 นาทีเพื่อทำความรู้จักและสอบถามสารทุกข์สุกดิบ

หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะถามเสมอก็คือ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มา มีช่วงเวลาไหนที่เครียดที่สุดมั้ย

พนักงานมักจะเล่าถึงช่วงเวลาที่ทำโปรเจ็คยากๆ ที่โดนหัวหน้าว่า ที่โดนลูกค้ากดดัน ที่อดตาหลับขับตานอน ที่ไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จรึเปล่า

คำถามถัดมาของผมก็คือ มีผลงานไหนที่ภูมิใจเป็นพิเศษ

เกินกว่าครึ่งจะตอบว่า มันก็คือโปรเจ็คที่ทำให้เครียดมากที่สุดนี่แหละ!

นี่คือความย้อนแย้งอย่างหนึ่ง – สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจได้มากที่สุด ก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ทำให้เราอิ่มใจได้มากที่สุดเช่นกัน

ดังนั้น ถ้าเรากำลังเผชิญกับปัญหาหนักๆ ก็อย่าเพิ่งท้อแท้หรือตีอกชกตัว

ปัญหาทุกเรื่องมีทางออก อาจต้องใช้เวลา อาจต้องใช้ความพยายาม อาจต้องใช้ความช่วยเหลือ

แต่เมื่อผ่านมันมาได้ เราจะเติบโตกว่าเดิม และมองกลับมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ

เพราะยากที่สุดคือคุ้มค่าที่สุดครับ

15 วิหคกลยุทธ์ของคนทำงาน

  1. กลยุทธ์บลูเบิร์ด ทำตัวร่าเริง สถานการณ์ยากลำบากแค่ไหนก็ไม่หวั่น
  2. กลยุทธ์นกแแก้ว เลียนแบบนกรอบตัว พยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่นมากที่สุดเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
  3. กลยุทธ์นกกระจอก วางตัวเป็นกลางและพยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม อย่าดึงดูดความสนใจจะได้ไม่ถูกเพ่งเล็ง
  4. กลยุทธ์ฮัมมิงเบิร์ด เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง (เพราะการยิงเป้าเคลื่อนที่เป็นเรื่องยาก)
  5. กลยุทธ์นกคีรีบูน ทำตัวให้มีสีสันและมีเสน่ห์ พยายามทำตัวให้เป็นจุดสนใจในองค์กรอยู่เสมอ
  6. กลยุทธ์หงส์ ทำหน้าที่ของตัวเองและได้รับการยอมรับนับถือจากการวางตัวอย่างงามสง่า
  7. กลยุทธ์แร้ง อย่าสนใจที่คุณดูไม่เข้าพวก ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนสำคัญด้วยการทำงานที่คนอื่นไม่อยากทำ
  8. กลยุทธ์นกฮูก ทำตัวให้มีคุณค่าและมีความสำคัญ โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านที่องค์การต้องการ
  9. กลยุทธ์เหยี่ยว ทำตัวให้มีคุณค่าด้วยการเป็นนักล่าที่เปี่ยมทักษะ โดยนำแนวคิดและโอกาสใหม่ๆ เข้าสู่องค์กร
  10. กลยุทธ์นกพิราบ ทำตัวเป็นผู้รักสันติ และนักแก้ไขปัญหา
  11. กลยุทธ์นกอินทรี บินสูงเหนือสถานการณ์และเล่นบทบาทผู้นำในการเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
  12. กลยุทธ์นกยูง แสดงความสามารถและผลงานอันยอดเยี่ยมจนคนอื่นๆ ต้องตะลึง
  13. กลยุทธ์นกกระจอกเทศ เอาหัวมุดทราย แกล้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
  14. กลยุทธ์ไก่ หมอบกลัวและพร่ำบ่นถึงเรื่องแย่ๆ แต่ไม่กล้าทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์
  15. กลยุทธ์ห่าน ตัดอกตัดใจแล้วบินลงใต้เพื่อหาสภาพแวดล้อมใหม่ที่เป็นมิตรกว่าเดิม

เราเป็นนกตัวไหน เพื่อนร่วมงานเป็นนกตัวไหน หัวหน้าเราเป็นนกตัวไหน

ฝากไปคิดเล่นๆ ต้อนรับวันแรกของสัปดาห์ครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “สำเร็จ” ได้ในแบบที่คุณเป็น – A Peacock in the land of Penguins by BJ Gallagher Hateley & Warren H. Schmidt สำนวนแปล นาถกมล บุญรอดพาณิชย์ สำนักพิมพ์ WeLearn

เกิดเป็นคนทำงานต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง

งานที่ผมทำอยู่เปิดโอกาสให้ได้พบปะพูดคุยกับพนักงานหลายคน ส่วนใหญ่จะอายุน้อยกว่า และแม้จะสนุกกับการทำงาน แต่หลายๆ คนก็มี pain points เดียวกันคือรู้สึกว่างานกินพลังชีวิตมากเกินไป

ยิ่งช่วง WFH ที่มีประชุมเกือบทั้งวัน จะหาเวลากินข้าวยังแทบไม่มี

เทคโนโลยีมันทำให้เราทำงานได้ง่ายดายขึ้นก็จริง แต่ยิ่งเราคุยกันได้เร็วเท่าไหร่ ทำงานเสร็จได้เร็วเท่าไหร่ ความคาดหวังก็สูงขึ้นตามมามากเท่านั้น

จึงไม่ใช่เรื่องผิดคาดที่หลายคนจะประสบกับสภาวะ burnout ซึ่งผมเคยเขียนเล่าไว้ว่ามันไม่ใช่อาการทางกาย แต่เป็นอาการทางใจ เป็นความรู้สึกโกรธและขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อองค์กรเพราะงานมากินเวลามากไปเสียจนเขาไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งอื่นๆ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจ

ผมมักจะบอกกับน้องๆ เสมอว่านี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ คุณรู้สึกว่าทำงานตรงนี้กดดัน แต่หัวหน้าแบกความกดดันมากกว่าคุณ 5 เท่า ผู้จัดการแบกความกดดันมากกว่าคุณ 20 เท่า และ CEO แบกความกดดันมากกว่าคุณ 100 เท่า

CEO ไม่ได้เก่งกว่าเรา 100 เท่าหรือทำงานหนักกว่าเรา 100 เท่า เขาแค่เข้าถึงศาสตร์ในการจัดการชีวิตและการงานได้ดีกว่าเราเท่านั้นเอง

ความจริงข้อหนึ่งที่คนทำงานต้องรู้ก็คือ หน้าที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเป็นหน้าที่ของตัวพนักงานเอง

ใช่ครับ เรานี่แหละที่ต้องดูแลชีวิตเราเอง – you are on your own.

ฟังดูเหมือนใจร้าย แต่ความเป็นจริงก็คือหัวหน้า HR และบริษัทก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วเราจะจัดการชีวิตตัวเองอย่างไรมันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราล้วนๆ

ถ้ายอมรับความจริงข้อนี้ได้ เราจะเลิกคาดหวังและหยุดเรียกร้องให้บริษัทมาดูแลเราให้ดีกว่านี้

จริงๆ แล้ว “บริษัท” ไม่มีตัวตนอยู่จริงด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในจินตนาการของมนุษย์ เป็นเพียงนิทานที่นักกฎหมายแต่งขึ้นมาและเรียกมันว่านิติบุคคล เพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือให้คนกลุ่มหนึ่งมาร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง

ดังนั้นบริษัทจึงดูแลเราไม่ได้ มันไม่ได้มีชีวิตจิตใจและไม่มีความสามารถมาดูแลมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ

แน่นอนว่าหัวหน้าและผู้บริหารก็มีหน้าที่ต้องช่วยสอดส่องดูแล แต่อย่าลืมว่าพวกเขาก็เป็นพนักงานคนหนึ่งเหมือนกัน – they have their own battles to fight too.

ดังนั้นเราควรมองเสียว่ามันเป็นอีกด่านหนึ่งในเกม มันคือศาสตร์และศิลป์ที่รอให้เราเรียนรู้และฝึกฝนจนชำนาญ

เพราะเมื่อเกิดเป็นคนทำงาน ก็ต้องหัดเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองครับ