ถ้ามีคนเอาเงิน 100 ล้านมาให้

20181209_100million

แล้วบอกให้คุณออกไปตั้งบริษัทใหม่ โดยให้คุณเลือกใครก็ได้จากที่ทำงานปัจจุบันไปทำงานด้วย 20 คน*

คุณจะเลือกใครบ้าง?

แล้วถ้าเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้า หรือลูกน้องคุณได้รับข้อเสนอเดียวกันนี้ คุณจะเป็นหนึ่งใน 20 คนที่เขาจะชวนไปเปิดบริษัทใหม่รึเปล่า?

คุณน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครบ้าง?

และมีใครที่น่าจะอยู่ในลิสต์ของทุกคนบ้าง?

คำถามนี้มีประโยชน์ตรงที่มันช่วยให้เราเห็นว่า ใครที่มี contribution ต่อทีมและองค์กรจริงๆ และช่วยให้เราสำรวจตัวเองว่า เราได้สร้างคุณค่าให้กับงานและให้กับองค์กรเพียงพอรึยัง

ถ้ามั่นใจว่าชื่อของเราน่าจะอยู่ในลิสต์ของใครหลายๆ คน แสดงว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว

แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อาจะถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้วเช่นกันครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Seth Godin ที่เคยพูดไอเดียนี้ไว้ใน podcast ซักรายการหนึ่ง

* จำนวน 20 คนในกรณีที่มีพนักงานเป็นร้อยขึ้นไป ถ้าเป็นออฟฟิศเล็กๆ ตัวเลขอาจจะเหลือแค่ 5-10 คนครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้าคิดอะไรไม่ออก

20181119.png

ให้ลงมือทำไปก่อน

ทราบมั้ยครับว่า สำหรับผม การเขียนบทความเป็นเรื่องค่อนข้างง่ายทีเดียว

สิ่งที่ยากกว่าการเขียนบทความมากๆ คือการคิดประเด็น

ถ้าคิดประเด็นไม่ออก ผมจะร้อนรนไปทั้งวัน ต้องเข้าเน็ต ต้องพลิกหนังสือ ต้องกลับไปดูโน๊ตเก่าๆ บางทีก็ต้องออกไปวิ่งให้หัวสมองมันเชื่อมโยงเรื่องราวบางอย่าง

อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเจอประเด็นที่น่าสนใจ แต่พอได้ประเด็นมาแล้ว กระบวนการเขียนใช้เวลาแค่ 15-30 นาทีเอง

แต่ก็มีบางครั้ง ถ้าคิดประเด็นอะไรไม่ออกจริงๆ ผมจะมานั่งหน้าจอคอมเปล่าๆ แล้วลงมือพิมพ์

พิมพ์อะไรก็ได้ที่ผ่านเข้ามาในหัว เพียงไม่นาน ประเด็นมันก็จะผุดขึ้นมาเอง

การลงมือทำอะไรบางอย่าง คือการเปิดทางให้สมอง

คนเรามักจะต้องรอ inspiration ก่อน ถึงจะเกิด motivation แล้วค่อยเกิด action

Inspiration > Motivation > Action

แต่ถ้าเราต้องผลิตงานทุกวัน การนั่งรอ inspiration เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่

วิธีที่ยั่งยืนกว่าคือ

Action > Motivation > Inspiration

ลงมือทำอะไรซักอย่างก่อน เมื่อได้เริ่มต้นแล้วแรงผลักดันจะตามมาเอง และถ้าโชคดีก็อาจะได้แรงบันดาลใจที่จะส่งผลให้งานมันออกมาดีกว่าที่คาด

คิดอะไรไม่ออก ให้ลงมือทำไปก่อน

แล้วเดี๋ยวก็จะคิดออกเอง

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก The Subtle Art of Not Giving a F*ck by Mark Manson

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

เราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

20181118_notthatimportant

เชื่อว่าหลายคนน่าจะมีเพื่อนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ พอเราบอกให้ลาหยุดไปเที่ยวเสียบ้าง เขาก็จะตอบว่าลาไม่ได้หรอก

เหตุผลที่ดีก็คือ ถ้าเขาลา งานจะไม่เดิน

แต่เหตุผลที่แท้จริง อาจเป็นเพียงเพราะเขาต้องการรักษาความเชื่อที่ว่า เขาเป็นคนสำคัญขององค์กร

แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกนะครับ

ต่อให้วันนี้เราลาออกกะทันหัน พรุ่งนี้องค์กรก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่องค์กรไม่มีทางพังเพราะเราไม่อยู่อย่างแน่นอน

ถ้าคนอย่าง บิล เกตส์ ยังวางมือจากไมโครซอฟท์ได้ เราเป็นใครกันถึงจะวางมือจากงานไปเที่ยวซัก 3-4 วันไม่ได้?

สำคัญตัวเองให้น้อยลง สอนคนอื่นให้สามารถทำงานแทนตอนที่เราไม่อยู่ แล้วกายกับใจจะเบาขึ้นเยอะครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เติมตัวเองให้เต็มก่อน

20181117_fillyourselffirst

เวลาผมเจอน้องที่มาบอกกับผมว่าหมดไฟในการทำงาน ผมจะถามเขากลับว่า นอนกี่โมง และเสาร์อาทิตย์ทำอะไร?

ส่วนใหญ่มักจะตอบกันว่านอนตีหนึ่งตีสองเพราะเอางานกลับไปทำที่บ้าน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังนั่งทำงานเพราะกลัวงานไม่เสร็จ

ผมมักจะแนะนำว่า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ให้ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วนอนให้เยอะๆ หน่อย

ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่นี้ หลายคนก็กลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้ง

ความยากของเด็กที่เพิ่งจบใหม่แล้วต้องเจองานหนัก คือไม่รู้ว่าตัวเองควรจะบริหารเวลาอย่างไร

เมื่องานมันเยอะและกดดัน ก็เลยมักจะเทเวลาให้กับงานเสียหมด ซึ่งแรกๆ ก็อาจจะพอไหว แต่นานๆ ไปก็จะหมดแรงและหมดใจเอาดื้อๆ

ผมจึงมักบอกน้องๆ เสมอว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เราบ้าง อย่าปล่อยให้หัวใจแห้งผากจนเกินไป

เพราะผมเชื่อมาตลอดว่า เราต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน ถึงจะไปช่วยคนอื่นได้

เหมือนออฟฟิศอยู่ทองหล่อ จะขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้านอยู่พระราม 2 ถ้าน้ำมันเราเหลือ 1 ขีด เป็นใครก็ต้องแวะเติมน้ำมันก่อนทั้งนั้น

การมีน้ำใจ การขยันทำงาน การรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งดีๆ ที่มีมากเกินไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้เหมือนกัน

การเติมตัวเองให้เต็มก่อนจึงไม่ใช่เรื่องของการเห็นแก่ตัว แต่เป็นเรื่องของคนที่เข้าใจโลกและยึดผลประโยชน์ระยะยาวเป็นที่ตั้ง

ถ้าน้ำมันเหลือ 1 ขีดแต่ดันทุรังขับรถไปส่งเพื่อนนอกเมือง น้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา ก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ทุกฝ่ายนะครับ

อย่าทาสีก่อนลงเสาเข็ม

20181112_paint

เราเสียเวลาไปไม่น้อยกับการทำงานผิดขั้นตอน

สมมติเราจะทำสไลด์ขึ้นมาซักชุด แทนที่เราจะวางแผนก่อนว่าจะเล่าเรื่องแบบไหน อะไรคือหัวข้อหลักๆ เรากลับเปิด Powerpoint ขึ้นมาแล้วโซโล่เลย

แถมตอนทำสไลด์ เราก็มักจะติดอยู่กับสไลด์ใดสไลด์หนึ่งเป็นเวลานานๆ เพราะมัวแต่แต่งรูปหรือทำ animation อยู่ การทำงานก็เลยกระฉึกกระฉักไม่เสร็จซักที

เวลาผมเขียนบทความ ถ้าถึงจุดไหนที่ผมไม่มีข้อมูล ผมจะไม่หยุดเขียนเพื่อเข้า Google แต่ผมจะมาร์คเอาไว้ว่าตรงนี้ต้องกลับมาใส่ข้อมูลเพิ่มนะ

เป้าหมายเดียวของผมในการนั่งลงคราวนี้คือเขียนให้จบบทความ ข้อมูลจะขาดไม่เป็นไร พิมพ์ผิดบ้างไม่เป็นไร ข้อความไม่สละสลวยไม่เป็นไร ยังไม่มีรูปไม่เป็นไร เพราะเรื่องเหล่านี้ผมกลับมาตามเก็บทีหลังได้ทั้งหมด

เวลาเราจะสร้างบ้าน เราต้องลงเสาเข็มให้เรียบร้อยเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยเทพื้น ก่อผนัง โบกปูน และอื่นๆ อีกมากมาย การทาสีบ้านเราจะเก็บไว้ทำเป็นเรื่องท้ายๆ เพราะถ้าทาสีก่อน เดี๋ยวมันก็เลอะแล้วก็ต้องทาใหม่อยู่ดี

ลองสำรวจการทำงานของเราให้ดีนะครับว่า ในหลายครั้งหลายครา เรากำลังทาสีบ้านทั้งๆ ที่ยังลงเสาเข็มไม่เสร็จรึเปล่า และเหตุผลที่เราชอบทาสี ก็เพราะว่ามันง่ายและสนุกกว่าการลงเสาเข็มใช่หรือไม่

ถ้าใช่ ก็ลองฝืนตัวเองดู ทำงานตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แล้วงานจะเสร็จเร็วขึ้นไม่น้อยเลยครับ

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้าทำเร็วที่สุดแล้วก็ยังไม่ทัน

20181002_fastest

งั้นลองช้าลงบ้างดีมั้ย?

ทำช้าๆ อาจเสร็จก่อนทำเร็วๆ

ทำทีละอย่าง อาจเสร็จเร็วกว่าทำทีละสองอย่าง

ทำวันละ 8 ชั่วโมง อาจได้งานมากกว่าทำวันละ 12 ชั่วโมง

ทำแล้วหยุดพักบ่อยๆ อาจเสร็จก่อนทำโดยไม่หยุดพัก

เพราะประเด็นอาจไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่สติ

สติที่จะเลือกว่าจะทำอะไร จะไม่ทำอะไร

อะไรที่จะทำเอง อะไรที่จะขอความช่วยเหลือ อะไรที่จะยังไม่ทำตอนนี้

ถ้าเร็วแล้วมันขุ่นมัวนัก ช้าลงนิดแล้วอะไรๆ อาจจะชัดเจนขึ้นนะครับ

จะเป็นนกแก้วหรือจะเป็นอินทรี

20180919_parrot

นกแก้วพูดเก่ง สีสันสดใส แต่บินได้ไม่สูง บินได้ไม่ไกล

นกอินทรีเงียบราวเป็นใบ้ แต่บินได้ไกล บินได้สูง

คนที่พูดเยอะ-ทำน้อยก็เหมือนนกแก้ว ลีลาแพรวพราว ฟังเพลิน แต่ก็แค่ชั่วคราว

ส่วนคนที่พูดน้อย-ทำเยอะก็เหมือนนกอินทรี บินได้สูง บินได้ไกล แม้ไม่ค่อยพูดอะไร ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครได้อีกนานครับ

เรื่องราวของชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงาน

20180916_top

ผมชื่อสตีฟ ทำหน้าที่เป็น recruiter ที่สรรหาคนเก่งๆ มาร่วมงานกับองค์กร

วันหนึ่งผมเจอโปรไฟล์ของคนที่น่าสนใจเลยโทร.ไปหาเพื่อเชิญให้เขามาสัมภาษณ์ เขาจะได้เงินและตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมมาก และเขาก็มีทักษะและคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งนี้

“ขอโทษด้วยครับ แต่ผมไม่สนใจครับ” เขาปฏิเสธ

ผมถามเพิ่มว่าทำไม เขาตอบว่า

“ผมถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานแล้วครับ” (“I already made it to the top”)

ผมดูเรซูเม่ของเขาอีกครั้ง เขาไม่ได้ตำแหน่งสูงอะไรเลย ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งผู้จัดการด้วยซ้ำ

เขาเลยอธิบายว่า “การไปถึงจุดสูงสุด” สำหรับเขาคือการที่เขารักงานที่เขาทำในแต่ละวัน เขารักบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ทุกๆ คนปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพ เงินเดือนเขามากพอที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ มีสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม มีความยืดหยุ่นในการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่เคยพลาดเกมแข่งเบสบอสของลูก การแสดงที่โรงเรียน การประชุมผู้ปกครอง วันครบรอบแต่งงาน วันเกิด หรือวันสำคัญๆ ของครอบครัวเลย

เขารู้ดีว่าการก้าวขึ้นไปอีกขั้นในหน้าที่การงานคืออะไร มันต้องใช้เวลามากขึ้น ต้องเดินทางมากขึ้น ต้องเสียสละมากขึ้น

“มันไม่คุ้มกันครับ” เขาบอก

คุณจะนิยาม “จุดสูงสุดในหน้าที่การงาน” ของคุณว่าอย่างไรก็ได้ แต่ขอให้มันมาจากตัวคุณเอง ไม่ใช่มาจากสังคมหรือคนอื่นๆ คุณเท่านั้นที่เป็นคนตัดสิน

ขอบคุณเรื่องราวจาก LinkedIn: Steve Crider, Executive Recruiter

เจ้านายกับชุดล่องหน

20180904_noclothes

เสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่มาเรียน Time Management Workshop ร่วม 40 คน

หนึ่งในปัญหาคลาสสิคที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคุยกัน คือจำนวนการประชุมที่มากเกินพอดีและยาวเกินพอดี จนบางทีไม่เป็นอันทำการทำงานกัน

ผมจึงถามไปว่า ถ้าเรารู้สึกว่าการประชุมบางอันมันเสียเวลา ไม่ค่อยเกิดประโยชน์ แล้วเรากล้าบอกคนจัดประชุมรึเปล่า

บอกเพื่อจะขอไม่เข้า หรือบอกเพื่อจะให้ปรับวิธีการการประชุมก็ได้

คำตอบก็คือไม่กล้าบอก ถ้าบอกก็กลัวว่าจะโดนมองว่าไม่ดี

แล้วก็มีคนยกประเด็นที่น่าสนใจ ว่าตัวผมเองทำงานในบริษัทอินเตอร์หรือสตาร์ทอัพมา ดังนั้นวัฒนธรรมองค์กรน่าจะเอื้อให้คนกล้าพูดกล้าตั้งคำถามมากกว่าองค์กรไทยๆ ที่ถ้าเราตั้งคำถามกับผู้ใหญ่เมื่อไหร่ก็อาจโดนเพ่งเลงได้เมื่อนั้น เพราะผู้บริหารไม่น้อยที่คิดว่าการประชุมเยอะๆ คือการทำงาน

ดังนั้น การขอให้ผู้ใหญ่เปลี่ยน อาจจะไม่ง่ายอย่างที่ผมคิด

——

จบเวิร์คช็อปในวันนั้นแล้ว ผมก็คิดถึงบทความ ชีวิตสั้นเกินกว่า ที่เป็นบทสุดท้ายของหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

Life is too short to hold grudges
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาเก็บความขุ่นข้องหมองใจ

Life is too short to scroll down the infinite Facebook feed
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งส่องเฟซ

Life is too short to avoid putting in the hard work
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมามัวเหยาะๆ แหยะๆ

Life is too short to worry about what other people think of you
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมากังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง

Life is too short to wait until everything is ready
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะรอให้ทุกอย่างพร้อม

Life is too short to argue who is right
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมานั่งเถียงกันว่าใครถูกใครผิด

Life is too short to wait until you are rich
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมารอให้รวยก่อน

Life is too short to postpone decisions
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปเรื่อยๆ

Life is too short to act like a wimp
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมัวใจเสาะ กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด

Life is too short to think you will get to do it someday
ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาคิดว่า ไว้วันหลังค่อยทำก็ได้

—–

แล้วผมก็คิดด้วยว่า Life is too short to sit in useless meetings ชีวิตสั้นเกินกว่าจะทนนั่งในการประชุมที่ไม่สร้างการผลิต

และเราไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้ เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งหัวหน้าก็อาจรู้สึกเหมือนกัน

ประเด็นคือไม่มีใครกล้าพูดมันออกมา

เหมือนประชาชนทั้งเมืองที่แซ่ซ้องสรรเสริญความงดงามของชุดล่องหนที่พระราชาสวมใส่

ต้องรอให้เด็กคนหนึ่งทักว่าพระราชาโป๊เท่านั้น คนถึงจะเริ่มกล้าพูดความจริง

ปัญหาบางปัญหา คิดแบบผู้ใหญ่เราอาจแก้ไม่ได้ แต่ถ้าสวมหัวใจเด็ก เราอาจจะแก้ได้โดยง่าย

เพราะเด็กไม่คิดเยอะ เพราะเด็กมีความกล้า

ลองสำรวจดูนะครับว่าในที่ทำงานของเรามีพระราชาในชุดล่องหนรึเปล่า

และเรากำลังเล่นบทบาทอะไรอยู่

เป็นพระราชา เป็นช่างตัดผ้า เป็นชาวเมืองที่แซ่ซ้อง

หรือเป็นเด็กที่ทำให้ทุกคนตาสว่างครับ

—–

ป.ล. สวมหัวใจเด็กได้ แต่ตอนสื่อสารก็ต้องมีศิลปะนะครับ

Emotional Labor สำคัญกว่า Physical Labor

20180828_emotionallabour

ในยุคที่โรงงานอุตสาหกรรมเฟื่องฟู สิ่งสำคัญคือ “แรงงาน” หรือ Physical Labor ที่ต้องมาทำงานร่วมกับเครื่องจักรเพื่อสร้างผลผลิต คนจำนวนไม่น้อยจึงทิ้งอาชีพชาวไร่ชาวนา เดินทางเข้าเมืองกรุงและผันตัวเป็นหนุ่ม-สาวโรงงาน

ยุคนั้นกำลังค่อยๆ จบลงพร้อมกับการมาถึงของ AI และ automation ที่เครื่องจักรจะทำงานแทนคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ

Physical Labor จึงกำลังถูกลดความสำคัญ และสิ่งที่เรียกว่า Emotional Labor จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมได้ยินคำว่า Emotional Labor มาจาก Seth Godin บล็อกเกอร์ต้นแบบของผม

ผมไม่มีคำแปลสำหรับ Emotional Labor แต่ถ้า Physical Labor คือการ “ลงแรง” Emotional Labor ก็คือการ “ลงใจ”

ในโลกยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว คนทำงานมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นแต่ KPI (เช่นยอดไลค์และยอดแชร์) และประสิทธิภาพ (efficiency) คือลงแรงให้น้อยที่สุด สร้างผลตอบแทนให้มากที่สุด

โพสต์บางโพสต์อาจมีคนไลค์มากก็จริง แต่มันก็มีคุณค่าแค่ชั่วคราว ข้างในนั้นไม่ได้มีสารัตถะ คนสร้าง content ก็ไม่ได้ใส่ใจ คนเสพ content ก็ไม่ได้คาดหวัง เป็นความสัมพันธ์แบบ one night stand

เมื่อทุกอย่างดูฉาบฉวย เวลาเราเจอคนที่ทำงานด้วย Emotional Labor เราจึงแปลกใจและชื่นชม เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และสิ่งที่หายากนั้นมีคุณค่ากว่าสิ่งที่มีอยู่เกลื่อนกลาดเสมอ

ขอยกตัวอย่างของเรื่องที่ใช้ Emotional Labor จาก Zappos บริษัทขายรองเท้าออนไลน์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการบริการลูกค้า

แซปโป้ส์มีนโยบายให้ลูกค้าสามารถสั่งรองเท้าไปลองใส่ก่อนได้ คู่ไหนไม่ชอบก็ส่งคืนให้แซปโป้ส์ มีผู้หญิงคนหนึ่งแจ้งว่าจะส่งรองเท้าคืนให้แซปโปส์หลายคู่ แต่แล้วสัปดาห์นั้นแม่ของเธอก็เสียชีวิต เธอจึงวุ่นมากจนไม่มีเวลาจัดการเรื่องรองเท้า พอแซปโป้ส์ส่งเมลมาสอบถาม เธอจึงบอกเหตุผลไปว่าเธอเพิ่งเสียแม่ไปแต่จะรีบจัดการเรื่องรองเท้าให้

แซปโป้ส์จึงเมลกลับมาว่าได้นัดหมายให้ UPS เข้าไปรับรองเท้าเธอถึงที่บ้าน (เธอจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้) แล้วอีกไม่กี่วันถัดมาแซปโป้ส์ส่งช่อดอกไม้พร้อมการ์ดแสดงความเสียใจมาให้เธอ

ถามว่าแซปโปส์จำเป็นต้องส่งการ์ดมาให้มั้ย? คำตอบก็คือไม่ แต่แซปโปส์เลือกที่จะทำเพราะแซปโปส์ให้ความสำคัญกับ Emotional Labor

ขอยกตัวอย่าง Emotional Labor โดยคนไทยบ้าง

Readery.co เว็บขายหนังสือ ซึ่งบริการรวดเร็วและบรรจุหนังสืออย่างพิถีพิถันมากจนผมแทบไม่กล้าแกะกล่องเพราะเสียดาย

ครูณัชร ดร.ณัชร สยามวาลา ที่ทำคอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” อ่านและสรุปมาร่วม 500 เล่ม เพื่อสนับสนุนให้คนไทยรักการอ่าน

คุณบิวแห่งเพจวิศวกรรีพอร์ตที่สอนใช้ Excel อย่างละเอียด บทความแต่ละตอนของคุณบิวผมเดาว่าใช้เวลาเขียนไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง หรือบางตอนอาจใช้เวลาเป็นสิบชั่วโมงด้วยซ้ำไป

บทความของผมที่ใช้ Emotional Labor อย่างมหาศาลเช่น Sapiens 20 ตอน, การจัดบ้านแบบ KonMari หรือรถติดบนทางด่วนพระราม 9 ก็เป็นบทความที่มีคนกลับเข้ามาอ่านตลอดแม้จะเขียนเอาไว้ตั้งนานแล้ว

หรือล่าสุด เมื่อวานนี้น้องโปรแกรมเมอร์ที่ออฟฟิศคนหนึ่งไม่สบาย มะเหมี่ยวกับเมทีม People ก็พาน้องคนนั้นไปโรงพยาบาลและขับรถไปส่งถึงบ้านที่พระราม 2

Emotional Labor คือการ go the extra mile คือการทำสิ่งที่เกินความคาดหวัง คือการทำในสิ่งที่ไม่ต้องทำก็ได้

เหนื่อยกว่าแน่นอน แต่สิ่งที่จะได้กลับมาคือความประทับใจและความไว้ใจ ซึ่งมีคุณค่ากว่ายอดไลค์มากมายนัก

ดังนั้น ถ้าเราอยากสร้างความไว้ใจและสร้างผลงานที่เป็นที่จดจำ ลองนำ Emotional Labor ไปใส่ในงานของเราดูนะครับ