จากกรงหนึ่งสู่อีกกรงหนึ่ง

20191009

หลายคนที่เป็นพนักงานประจำมีความฝันว่าสักวันหนึ่งจะออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

ขายเสื้อผ้าออนไลน์ เปิดร้านกาแฟ เป็นไลฟ์โค้ช ฯลฯ

ความมุ่งหวังก็คือเราจะมีอิสรภาพมากกว่านี้ ทั้งทางการเงินและทางเวลา

แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือเราอาจจะกำลังออกจากกรงหนึ่งเพียงเพื่อเข้าสู่อีกกรงหนึ่ง

เพราะหากทำธุรกิจของตัวเองแล้วจัดการได้ไม่ดี มันจะกลายเป็นงานที่เราลาออกไม่ได้

เงินก็ลงไปแล้ว คนก็จ้างมาแล้ว ลูกค้าก็สั่งของมาแล้ว หากไม่ทำก็จะเสียชื่อเสียง เสียเงินเสียทอง หรือแม้กระทั่งเสียผู้เสียคน

การเป็นพนักงานประจำดูเหมือนว่าเราไม่มีอิสรภาพ แต่จริงๆ แล้วเราอาจมีอิสรภาพมากกว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจเสียอีก

โดยเฉพาะถ้าเราได้อยู่ในองค์กรที่เคารพในความเป็นมนุษย์ของพนักงาน ไม่ได้มองพนักงานเป็นแค่ฟันเฟืองในเครื่องจักรผลิตเงิน

และการที่เราจะได้ไปอยู่ในองค์กรแบบนี้ได้ เราก็ต้องเก่งเสียก่อน

เมื่อเราเก่งจนองค์กรดีๆ ต้องการตัว เราก็จะได้งานที่เงินเดือนดี มี flexibility พอประมาณ เลิกงานแล้วไม่ต้องกังวลมากนัก สามารถมีชีวิตส่วนตัวได้

ตราบใดมนุษย์ยังมีกิเลส เราคงหนีจากกรงไม่พ้น

แค่ต้องเลือกให้ดีว่ากรงแบบไหนที่เราอยู่แล้วสบายกายและสบายใจที่สุดครับ

คนที่เราชื่นชมเขาจะรับมือกับปัญหานี้ยังไง

20191009b.png

ผมเชื่อว่าคนทำงานทุกคนน่าจะมี idol ของตัวเอง

เราต้องรู้จักใช้ไอดอลให้เป็นประโยชน์ ใช้เขาเป็นตัวบอกใบ้ว่าเราควรจะทำยังไงในสถานการณ์ที่ไม่ง่าย

เมื่อเจอปัญหาเขาหลบตาหรือสบตา

เมื่อต้องจัดการกับคนที่ toxic เขาเด็ดขาดหรือทำเป็นมองข้าม

เมื่อเจอเรื่องชวนหัวเสีย เขาระเบิดลงหรือควบคุมสติได้

หาไอดอลของเราให้เจอ อาจจะเป็นพ่อแม่ อาจจะเป็นหัวหน้า อาจจะเป็นเจ้าของธุรกิจที่เราเคยได้อ่านบทสัมภาษณ์

แน่นอน เราไม่อาจคิดหรือทำเหมือนเขาได้ 100%

แต่ถึงทำได้เพียงครึ่งหนึ่งก็น่าจะดีเกินพอแล้วครับ

อย่าเอาอัตลักษณ์ของเราไปผูกไว้กับงานเพียงอย่างเดียว

20190930c

เพราะในวันที่บทบาทนั้นถูกทำร้ายหรือถูกทำลาย เราจะไม่เหลืออะไรเลย

คิดว่าเราทุกคนคงเคยพบเจอคนที่เอางานเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล

เช้าตรู่ก็ทำงาน ดึกดื่นก็ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็ทำงาน

ตีหนึ่งก็ยังตอบเมล ตีห้าครึ่งก็ตื่นมาตอบไลน์

ผลงานอาจโดดเด่น แต่ความจริงจังก็ทำให้คนรอบข้างร้อนๆ หนาวๆ เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทุ่มเทในระดับเดียวกันกับเขาด้วย

แล้วในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ในวันที่คู่แข่งแซงเราไป ในวันที่ทีมงานตบเท้าลาออก เขาก็อาจโดนตำหนิ โดนลดบทบาท โดนโยกย้าย หรือแม้กระทั่งโดนเชิญออก ความทุ่มเทที่ผ่านมาทั้งหมดราวกับไม่มีความหมาย

คิดภาพไม่ออกเลยว่าสำหรับเขามันจะเจ็บปวดเพียงใด

เราต้องพยายามไม่เป็นคนๆ นั้น ไม่เป็นคนที่เอาตำแหน่งหน้าที่การงานมาเป็นทุกอย่างของชีวิต

เรามีบทบาทที่สอง สาม สี่ และอีกมากที่เราเล่นได้

บทบาทของลูก บทบาทของพ่อแม่ บทบาทของเพื่อน บทบาทของสมาชิกชมรม บทบาทของตากล้อง บทบาทของมือกีตาร์ในวงดนตรี

บทบาทเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น

หนึ่ง เพราะครอบครัวยังต้องการเรา

สอง เพราะความรู้ความสามารถของเรานั้นไม่ควรถูกจำกัดให้สร้างประโยชน์เพื่อองค์กรเพียงอย่างเดียว

สาม เพราะบทบาทเหล่านี้ช่วยให้เราเป็นคนที่มีความสมดุลมากขึ้น

และสี่ ในวันที่เราสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำในบทบาทของหน้าที่การงาน เราจะได้ไม่ฟูมฟายจนเกินเหตุครับ

ทำเรื่องง่ายก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องยาก

20190922

ในชีวิตส่วนตัวและในเรื่องการงาน มีหลายอย่างที่การทำแต่เนิ่นๆ นั้นง่ายกว่ามาก

ยกตัวอย่างเช่นการจองสถานที่จัดงานปีใหม่ให้กับบริษัทที่มีพนักงานหลายร้อยหรือนับพันคน

ถ้าเราเริ่มหาสถานที่ก่อนวันจัดงานประมาณ 6 เดือน เราจะ “สวยเลือกได้” ทั้งในแง่สถานที่และงบประมาณ

แต่ถ้าเรามาหาสถานที่ก่อนวันจัดงานแค่เดือนเดียว ตัวเลือกจะเหลือเพียงน้อยนิด ราคาก็อาจบานปลาย ตวามเครียดยังพุ่งสูงปรี๊ด

อีกตัวอย่างนึงที่หลายคนน่าจะเคยประสพกับตัวเอง ก็คือการไม่ยอมเติมน้ำมันตอนที่มันเหลือสามขีด มารู้ตัวอีกทีตอนที่ไฟมันกะพริบเตือนแล้ว แถมบางครั้งยังรถติดอยู่บนทางด่วนอีก ต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง ถ้าน้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา แผนการทั้งหมดของวันนั้นย่อมกระทบตามไปด้วย

การปล่อยให้งานที่มันควรจะง่ายกลายเป็นงานยาก จึงถือเป็นการทำร้ายตัวเองที่น่าเขกหัว

สำรวจ to do list ของเราดูนะครับว่ามีเรื่องง่ายๆ เรื่องไหนที่อาจจะกลายร่างเป็นเรื่องยากในอนาคตบ้าง

เมื่อพบแล้วก็จัดการให้อยู่หม้ดเลยนะครับ

เคลียร์ทางเข้าให้เรียบร้อย

20190919

เพราะถ้าทางเข้ามันมีของพะรุงพะรัง เราก็จะสะดุดได้โดยง่าย

โต๊ะทำงาน ควรจะเคลียร์ทุกอย่างออกจากโต๊ะ ยกเว้นงานที่ต้องทำ

ในคอมพิวเตอร์ ควรจะเปิดเฉพาะโปรแกรมที่จำเป็นสำหรับการทำงานชิ้นนั้น

ใน Chrome ควรจะปิดทุกแท็บยกเว้นแท็บที่ต้องใช้ทำงานจริงๆ

มือถือ ควรจะปิด notifications ปิดเสียง วางไว้ในจุดที่ตามองไม่เห็น ไม่ควรอยู่ในกระเป๋ากางเกง เพราะเราจะชอบนึกว่ามือถือสั่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สั่น

การทำงานก็เหมือนการวิ่งแข่ง

วิ่ง 100 เมตรยังไงก็จบเร็วกว่าวิ่งข้ามรั้วครับ

เริ่มให้เร็ว จบให้ช้า

20190917

เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเริ่มอย่างชักช้าและอยากจบให้เร็วๆ

ยกตัวอย่างเช่นการเขียนบล็อกของผมเป็นต้น

กว่าจะเขียนบทความซักเรื่อง ก็เข้าเว็บโน้นเว็บนี้อยู่เกือบยี่สิบนาที เดินไปกดน้ำ หาขนมกิน พิรี้พิไรอยู่นานกว่าจะนั่งลงเขียนบทความนี้ได้

พอเขียนเสร็จ ก็มักจะตรวจทานแค่ครั้งเดียว ก่อนก็จะเอาขึ้นบล็อก แล้วแชร์ลงเฟซบุ๊ค ไลน์และบล็อกดิท

เมื่อแชร์เสร็จแล้ว ผมมักจะพบว่าตัวเองสะกดผิดหรือพิมพ์ตกหล่นหลายที่ ต้องกลับไปแก้ข้อความตามช่องทางที่ผมเผยแพร่เอาไว้ ผลก็คือมันทำให้บทความดูไม่น่าเชื่อถือ และยอด reach มักจะต่ำกว่าปกติเพราะเฟซบุ๊คจะตัดคะแนนบทความที่แก้ไขหลังจากตีพิมพ์ไปแล้ว

อาการ “จบเร็ว” ยังเห็นได้จากการส่งอีเมลในที่ทำงาน พิมพ์เสร็จแล้วรีบกดส่งโดยไม่ดูให้ดีก่อนว่าสะกดผิดบ้างหรือไม่ ส่งหาถูกคนหรือเปล่า แนบไฟล์แล้วหรือยัง ทั้งๆ ที่ถ้าเราเสียเวลาอีกซัก 1 นาทีเพื่อตรวจทานว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ย่อมจะทำให้อีเมลของเรามีเนื้อหาครบถ้วนและสร้าง branding ที่ดีให้กับตัวเอง

คนที่เริ่มช้าจบเร็ว จึงมักจะจบไม่ค่อยสวย

ส่วนคนที่เริ่มเร็ว จบช้า จะทำงานได้มากกว่า เร็วกว่า แถมผลงานยังออกมามีคุณภาพสูงกว่าอีกด้วยครับ

ทำอะไรก็ทำให้หมดจด

20190903b.png

เป็นประโยคที่โผล่เข้ามาในห้วงคำนึงบ่อยๆ ในช่วงนี้

เมื่อมองไปที่โต๊ะทำงาน เห็นเอกสารกองอยู่ มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าผมกำลังปล่อยบางอย่างให้คั่งค้าง

อาจจะเป็น Resume ของคนที่เพิ่งสัมภาษณ์ไป อาจจะเป็นเอกสารแนะนำตัวของบริษัท headhunter อาจจะเป็นบทความที่เราปริ๊นท์ออกมาอ่าน

เอกสารเหล่านี้ก่อตัวมาจากเสียงที่ไร้เสียง ที่บอกกับตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน”

มองไปในกล่องอีเมล มีเมลที่เราติดดาวหรือติดธงเอาไว้เป็น follow-up แต่เราก็ยังไม่ได้ทำอะไรกับมันมาหลายวันหรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์

มองไปที่อ่างล้างหน้าหรือชั้นวางของในห้องน้ำที่บ้าน มีสิ่งละอันพันละน้อยเต็มไปหมด เกินกว่าครึ่งเป็นของที่เราไม่ได้หยิบใช้มาเป็นเดือนๆ

สิ่งที่คั่งค้างในโลกภายนอก เป็นเพียงภาพสะท้อนของสิ่งที่คั่งค้างของโลกภายใน

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราปล่อยเอาไว้ โดยตัวมันเองอาจไม่มีพิษภัย แต่พอมากเข้าๆ มันจะคอยย้ำเตือนและทำให้เรากังวลตลอดเวลา

เหมือนใส่รองเท้าที่มีก้อนกรวด แม้ไม่เจ็บปวดแต่ก็น่ารำคาญ

ตอนนี้ผมเลยพยายามบอกตัวเองว่า อย่าปล่อยเรื่องไหนให้คั่งค้างโดยไม่จำเป็น โต๊ะทำงานไม่ควรมีเอกสารใดนอกจากงานที่จะทำในวันนี้ อีเมลไหนที่ติดดาวก็เคลียร์ให้เรียบร้อย ห้องน้ำก็ควรคงไว้แต่ของที่เราใช้เป็นประจำ

ทำอะไรก็ทำให้หมดจด

อย่าปล่อยให้ก้อนกรวดทางอารมณ์ลอยนวลครับ

ถ้าโดนหัวหน้าด่า

20190810b

แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

ถ้าลูกค้าด่า แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

ถ้าแฟนด่า แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

วันที่น่ากลัวที่สุด คือวันที่เขาหยุดด่า

เพราะนั่นอาจหมายความว่าเขาเลิกหวังในตัวเราไปเรียบร้อยแล้ว

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากคุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ จากการร่วมเสวนากันที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 12 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

การวัดผลแบบ Lag Measure กับ Lead Measure

20190807_leadmeasure

ช่วงนี้องค์กรต่างๆ พูดถึงเรื่อง OKR หรือ Objectives & Key Results กันมาก วันนี้ผมเองก็ต้องไปร่วมพูดคุยเรื่องนี้ในงาน Thailand HR Forum ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ใครอยากรู้เรื่อง OKR สามารถอ่านได้ในบทความ ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ที่ผมเขียนไว้ใน Life@Wongnai หรือติดตามเพจ Performance Management ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ ที่ศึกษาเรื่อง OKR รวมถึงการวัดผลอื่นๆ อย่างเข้มข้นและลึกซึ้งได้เลยนะครับ

วันนี้ผมจะไม่ได้มาอธิบายว่า OKR คืออะไร แต่จะมาคุยกันเรื่องความแตกต่างระหว่าง Lag Measures และ Lead Measures ครับ

การวัดผลต่างๆ ที่เราเห็นในองค์กรอย่าง OKR และ KPI นั้นมักจะเป็น Lag Measures

Lag แปลว่า หลัง, ล้าหลัง หรือเชื่องช้า

คำว่า Lag Measures คือ “ผลลัพธ์ที่ตามมาทีหลัง”

มันคือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราอยากได้นั่นแหละ

เช่นขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาทในเดือนนี้ หรือวิ่งมาราธอนให้จบภายใน 4 ชั่วโมง หรือ ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์หนึ่งเล่ม

ข้อดีของ Lag Measures คือมันเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง แต่ข้อเสียคือมันใช้เวลาและขึ้นอยู่กับปัจจัยเยอะมาก

กว่าจะขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท ต้องมีเค้กที่อร่อย ลูกค้าต้องเข้าถึงและพร้อมซื้อ ฝนต้องไม่ตก ฯลฯ

กว่าจะจบมาราธอนได้ต้องซ้อมกันเป็นแรมปีและต้องภาวนาว่าตัวเองจะไม่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย

และกว่าจะได้หนังสือเบสต์เซลเลอร์ซักเล่ม ต้องใช้ทั้งความสามารถ ความเพียร และวาสนาพอสมควร

เมื่อเป้าหมายมันยิ่งใหญ่ ดูห่างไกล และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางทีก็ทำเอาคนที่จิตไม่แข็งท้อได้เช่นกัน

ดังนั้นแทนที่จะวัดแค่ Lag Measures แต่เพียงอย่างเดียว เราควรจะวัด Lead Measures ด้วย

Lead Measures คือผลลัพธ์ที่ “เกิดก่อน” และมีโอกาสจะนำเราไปสู่ Lag Measures ได้ในภายหลัง

Lag Measure: ขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท
Lead Measure: แจก sample ขนมเค้กวันละ 100 ชิ้น
Lead Measure: โพสต์รูปขนมเค้กลง IG ร้านวันละ 2 รูป
Lead Measure: ปรับปรุง operations ในการทำ/ขายเค้กวันละ 1 เรื่อง

Lag Measure: วิ่งมาราธอนให้ได้ภายใน 4 ชั่วโมง
Lead Measure: วิ่งสะสมระยะให้ได้สัปดาห์ละ 40 กิโลเมตร
Lead Measure: Warm-up / Cool-down ทุกครั้งที่ซ้อม
Lead Measure: วิ่งเพซ 6 สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

Lag Measure: ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์
Lead Measure: เขียนหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง
Lead Measure: อ่านหนังสือวันละ 30 นาที
Lead Measure: ติดต่อหานักเขียนเบสต์เซลเลอร์สัปดาห์ละ 1 คน

ข้อดีของ Lead Measures คือมันอยู่ใกล้ตัวเรา สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในระยะอันใกล้ และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก โชคชะตา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

Lag Measure ให้ค่ากับผลลัพธ์

Lead Measure ให้ค่ากับการกระทำและการสร้างอุปนิสัยอันดี

ใช้การวัดผลทั้งสองแบบให้สมดุลกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Deep Work ของ Cal Newport

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน (เพิ่มรอบบ่ายแล้ว) >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ทำงานใหม่ๆ อย่าเอาแต่ results-oriented

20190805

เพราะมันจะทำให้เราใจร้อนและร้อนใจ และอาจคาดหวังมากเกินกับทั้งตัวเองและผู้อื่น

องค์กรสมัยใหม่มักจะเน้นความเป็น results-oriented คือมองกันที่ผลลัพธ์มากกว่าจำนวนชั่วโมงการทำงาน คุณจะเข้างานสายหน่อย หรือจะลางานบ้างก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้งานเสร็จและออกมาดี

แต่ในฐานะคนทำงานที่เพิ่งจบมาใหม่ เราก็ต้องเข้าใจว่า วิธีคิดแบบ results-oriented นั้นเป็นดาบสองคม

เพราะเมื่องานออกมาดี พนักงานไฟแรงก็อาจจะมีถามคำถามดังต่อไปนี้

ทำไมขึ้นเงินเดือนแค่นี้? ทำไมได้โบนัสแค่นี้? ทำไมยังไม่ได้โปรโมต?

นี่เป็นคำถามเชิง results-oriented ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ผิด คนทำงานดีควรได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม

แต่พนักงานกับองค์กรย่อมมีมุมมองต่อความเหมาะสมที่แตกต่างกัน

พนักงานอาจคิดว่าฉันทำงานเหนื่อยขนาดนี้ ผลงานดีขนาดนี้ ควรจะได้รับเท่านี้รึเปล่า

ส่วนองค์กรต้องคำนึงเพิ่มเติมอีกหลายมิติ ทั้งโครงสร้างเงินเดือน ความเท่าเทียมกันของพนักงาน อายุ สุขภาพทางการเงินของบริษัท และแผนการระยะยาว สิ่งที่องค์กรให้ได้ จึงมักไม่เท่ากับสิ่งที่พนักงานคาดหวัง

เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

ถ้าพนักงานคาดหวังว่าจะต้องมีเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ ภายในอายุเท่านั้นเท่านี้ ก็มีความเสี่ยงที่จะหงุดหงิดและผิดหวังได้บ่อยๆ

คำถามคือ ถ้าจะไม่ให้คิดแบบ results-oriented แล้วจะให้ทำยังไง?

ผมขอเสนอว่าเราลองเพิ่มมุมมองแบบ learning-oriented เข้าไปด้วยดีมั้ย?

ผลตอบแทนเป็นตัวเงินนั้นสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเราเก่งขึ้นทุกวันรึเปล่า

ในวิชาฟิสิกส์ม.ปลายเราจะได้เรียนการคำนวณพลังงานสองแบบ คือพลังงานจลน์ (kinetic energy) กับพลังงานศักย์ (potential energy)

Kinetic Energy = 0.5mv^2 (0.5 x mass x velocity^2)

Potential Energy = mgh (mass x gravity x height)

พลังงานจลน์นั้นคือพลังของวัตถุที่เคลื่อนไหว

พลังงานศักย์คือพลังงานที่ถูกเก็บเอาไว้ เป็นศักยภาพที่ยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมา

การได้ขึ้นเงินเดือนเยอะๆ ได้โปรโมตไวๆ คือพลังงานจลน์ที่ตื่นเต้น หวือหวา เร้าใจ

ส่วน soft skills ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เราสะสมวันละนิดคือพลังงานศักย์ที่อาจจะยังไม่ส่งผลตอนนี้ แต่จะส่งผลแน่ๆ ในอนาคต

ดังนั้น เราไม่ควรให้ความสำคัญกับ results ที่จับต้องได้แต่เพียงอย่างเดียว พยายามมองโลกให้เข้าใจว่ามันทำงานยังไง มีปัจจัยอะไรที่เราคุมได้ และปัจจัยอะไรที่เราคุมไม่ได้

และในระหว่างที่ results มันยังไม่ออกดอกออกผล สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือการสะสมความเก่งกาจของเรา

เก่งทั้งเรื่องงาน เก่งทั้งเรื่องคน

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่เราคู่ควรจะตามมาเอง

—–

รับสมัคร Time Management รุ่นสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 13 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M