ทำงานเก่งแต่สื่อสารไม่เป็นก็ไม่โต

20200126b

สื่อสารเก่งแต่ทำงานไม่เป็นก็ไร้ศักดิ์ศรี

คนไม่น้อยตกอยู่ในกรณีแรก มีความเชื่ออย่างซื่อๆ ว่าถ้าทำงานดีเสียอย่าง ยังไงเจ้านายก็ต้องเห็น องค์กรก็ต้องเห็น ถ้าเราทำงานดีแล้วเขายังไม่เห็นคุณค่าก็เป็นความผิดขององค์กร

แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากให้เป็นเสมอไป

เพราะทุกคนสนใจแต่เรื่องตัวเองเป็นหลัก เรื่องคนอื่นเป็นรอง ดังนั้นหากเราไม่มีศิลปะในการสื่อสาร เขาก็จะไม่รับรู้ถึงผลงานของเรา หรือถึงรู้ก็ไม่ประทับใจอย่างที่เราอยากให้เป็น

ทักษะการสื่อสารจึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าทักษะการทำงาน ถ้าอยากเติบโตในองค์กรก็ต้องหัดพูดหัดเขียนให้กระชับ ตรงประเด็น และจะดียิ่งถ้ามีความอ่อนน้อม อ่อนโยนอยู่ในน้ำเสียงและข้อความที่เราสื่อออกไปด้วย

ถ้าให้องค์กรเลือกระหว่างคนทำงานเก่งและสื่อสารดี กับคนทำงานเก่งแต่สื่อสารไม่ดี
องค์กรย่อมต้องเลือกคนแบบแรกอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน

คนที่สื่อสารเก่ง แต่ทำงานไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ถ้าไปอยู่ในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ กับการพรีเซนต์ตัวเอง เขาก็อาจจะเติบโตได้เร็วเกินความสามารถที่แท้จริง อาจได้ตำแหน่ง อาจได้เงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ความทุกข์ที่จะตามมาคือเขาจะขาดความยอมรับนับถือจากลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

ได้มาทุกอย่างเว้นแค่อย่างเดียวคือศักดิ์ศรีของคนทำงาน ซึ่งอย่างนี้เราก็ไม่ควรเอาเหมือนกัน

ทำงานของเราให้ดี จะได้เป็นคนมีแก่นสาร

และพัฒนาการสื่อสาร เพื่อให้แก่นสารของเราสร้างประโยชน์ได้อย่างที่ควรจะเป็นครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ถ้าที่ผ่านมามันเหนื่อยเกินไป

20200113b

อาจเป็นเพราะเราขยันทำแต่ไม่ขยันคิด

เพราะงานนั้นเป็นอนันต์ ทำเท่าไหร่ก็ไม่หมด

แม้การลุยงานอย่างบ้าระห่ำจะทำให้เราติ๊ก “Done” กับงานต่างๆ ใน To Do List ได้มากมาย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปสามเดือนหรือหนึ่งปี อาจไม่มีงานชิ้นไหนที่เราภาคภูมิใจเป็นพิเศษ

ความขยันจึงอาจกลายเป็นคำสาป เพราะเราขยันทำมากเกินไป แต่เราคิดไม่เพียงพอ

เมื่อคิดน้อย จึงต้องทำเยอะ

บางทีเราอาจต้องคิดให้เยอะขึ้น พยายามใช้กฎ 80/20 อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง เพื่อให้เหลือแต่สิ่งที่จะสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย เพราะถ้าง่ายคงทำได้ไปนานแล้ว

แต่ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการวิ่งเป็นหนูถีบจักรอยู่อย่างนี้เรื่อยไปนะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

สี่เหลี่ยมสีแดงของโตโยต้า

20200113

เรากล้าวิจารณ์องค์กรของตัวเองมากแค่ไหน?

ส่วนใหญ่จะตอบว่ากล้า กล้ามากด้วย แต่วิจารณ์กันเองแค่ในกลุ่มเพื่อนนะ ถ้าเจ้านายได้ยินมีหวังซี้แหงแก๋

การที่พนักงานเห็นความบกพร่องในที่ทำงานนี่ถือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะนั่นคือโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าวัฒนธรรมขององค์กรไม่เอื้อให้พนักงานพูดในสิ่งที่คิดให้ผู้บริหารรู้ โอกาสเหล่านี้ก็จะแปรรูปเป็นพลังงานลบแห่งการซุบซิบนินทาแทน

เราเคยได้ยินมานานแล้วว่าโตโยต้าขึ้นชื่อเรื่อง Kaizen หรือ Continuous Improvement พนักงานทุกคนสามารถเสนอเรื่องที่อยากให้ปรับปรุงได้ตลอดเวลาไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้โตโยต้าสร้างวัฒนธรรมแห่งการเสนอความคิดได้ก็คือสี่เหลี่ยมสีแดงครับ

บนพื้นโรงงานประกอบรถยนต์ของโตโยต้าจะมีสี่เหลี่ยมจตุรัสที่วาดด้วยหมึกสีแดง ตอนเย็นวันศุกร์ พนักงานใหม่ที่เริ่มงานในสัปดาห์นั้นจะต้องมายืนในสี่เหลี่ยมนี้ และจะเดินออกจากสี่เหลี่ยมไม่ได้จนกว่าจะวิจารณ์การทำงานในโตโยต้าอย่างน้อย 3 เรื่อง

เป็นเทคนิคง่ายๆ ที่น่าจะนำไปปรับใช้ได้กับทุกองค์กร เดี๋ยวผมว่าจะลองเอามาใช้กับทีมดูเช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Radical Candor โดย Kim Scott

จงมีวันดีๆ ให้ได้ก่อน 12:00

20200106

“Look, the goal is to have a great day by noon.”
-Gary Keller

Gary Keller คือผู้เขียน The One Thing ซึ่งเป็นหนังสือด้าน Productivity ที่ผมชอบมากที่สุดเล่มหนึ่ง

แกรี่ได้ให้สัมภาษณ์ในพ็อดคาสท์ของ Tim Ferriss ไว้ว่าคนเราควรจะมีวันดีๆ ให้ได้ก่อนเที่ยง

เพราะช่วงเช้าคือช่วงที่เราพลังงานเยอะสุด มี willpower สูงที่สุด มีชั่วโมงที่เราได้อยู่กับตัวเอง สามารถทำงานได้โดยไม่มีใครขัดจังหวะ

ดังนั้น ถ้ามีเรื่องสำคัญอะไร จงทำให้เสร็จเสียเรียบร้อย แล้วปล่อยให้อะไรก็ตามที่เข้ามาใหม่ในช่วงเช้าเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราจะทำในช่วงบ่าย

พูดง่ายๆ ก็คือช่วงเช้าจงทำเพื่อตัวเอง ช่วงบ่ายค่อยทำเพื่อคนอื่น

หนึ่งในสาเหุตที่เรารู้สึกแย่กับงาน เพราะวันๆ เราเอาแต่วิ่งเป็นหนูถีบจักรเพื่องานที่สำคัญสำหรับคนอื่น แผนที่เราวางไว้มักไม่ค่อยได้ทำ เพราะพอมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาเราก็มักจะกระโดดไปหามันก่อนเสมอ

จากนี้ไปลองเปลี่ยนใหม่ ตั้งเป้าว่าจะมี a great day ก่อนพักเที่ยงด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองวางไว้ ส่วนอะไรที่เข้ามาใหม่ๆ ค่อยเก็บไปทำตอนบ่ายก็ยังไม่สาย

แล้วลองดูว่าความรู้สึกที่เรามีต่อวันจันทร์จะเปลี่ยนไปอย่างไรนะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

เมื่อซีอีโอ Nike โทรหาสตีฟ จอบส์

20191223

ในปี 2006 ที่มาร์ค พาร์คเกอร์ (Mark Parker) เข้ารับตำแหน่ง CEO ของ Nike คนแรกๆ ที่พาร์คเกอร์โทรหาคือสตีฟ จอบส์เพื่อขอคำแนะนำว่าจะรับมือกับ digital disruption ที่กำลังก่อเกิดได้อย่างไร

จอบส์ตอบว่าอย่างนี้ครับ

“อืม ก็แค่เรื่องเดียวนะ ไนกี้ผลิตของคุณภาพระดับโลกออกมามากมาย สินค้าหลายตัวของคุณมีแต่คนอยากครอบครอง แต่ไนกี้ก็ผลิตของห่วยๆ ออกมาเยอะเช่นกัน ดังนั้นคุณควรกำจัดของห่วยๆ ทิ้งและผลิตแต่ของดีๆ เท่านั้น”

พูดจบจอบส์ก็เงียบ…พาร์คเกอร์พยายามหัวเราะแก้เก้อแต่จอบส์ไม่หัวเราะตามด้วย พาร์คเกอร์จึงรู้ตัวว่าจอบส์จริงจังกับคำตอบนี้

จากนั้นมา แทนที่ไนกี้จะพยายามสร้างไลน์โปรดักท์ด้านดิจิทัล (ซึ่งพวกเขาไม่ถนัด) ด้วยตัวเอง ไนกี้เลือกที่จะพาร์ทเนอร์กับแอปเปิ้ลเพื่อสร้าง Nike+ ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของไนกี้

ถ้อยคำสั้นๆ ที่ออกจากปากคนเก๋าๆ นี่สร้างแรงกระเพื่อมได้มากมายจริงๆ นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Forbes และ QZ

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ http://bit.ly/eitrfacebook

ที่มันเหนื่อยนักเพราะเรามัวแต่ตั้งคำถามรึเปล่า

20191121

บางช่วงของชีวิต เราต้องเจองานหนัก เจอคนไม่น่ารัก เจอฟ้าฝนไม่เป็นใจ

รู้สึกว่าต้องออกแรงกาย ต้องออกแรงใจมากเหลือเกิน

มากจนบางครั้งก็รู้สึกหมดใจและอยากเดินออกจากเกมนี้

แต่ถ้าลองทบทวนดีๆ เราก็น่าจะเคยผ่านช่วงที่หนักกว่านี้มาแล้ว แต่ทำไมคราวนั้นเราถึงไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าคราวนี้?

ที่เราอ่อนล้าทั้งกายใจ อาจเป็นเพราะเราเอาแต่ตั้งคำถามเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา

ถามว่ามันใช่เหรอวะ

ถามว่าฉันมาทำอะไรที่นี่

ถามว่าทำไมแค่นี้คิดกันไม่ได้

ถามว่าทำไมต้องเกิดกับเราด้วย

ถามว่าเมื่อไหร่จะจบจะสิ้นเสียที

ด้วยตัวงาน ด้วยสถานการณ์ก็ตึงมือพออยู่แล้ว เราจึงไม่ควรบั่นทอนตัวเองด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ทางที่ดีที่สุดคือหยุดถาม และทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่

กลั้นใจอีกนิด เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปด้วยดี

เหมือนที่เราเคยผ่านมาได้ตั้งหลายครั้งหลายคราครับ

เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

20191106b.png

แต่ก่อนเค้าว่ากันว่า Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who

คือแค่เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี connection ที่ดีด้วย

เป็นความจริงที่ดูโหดร้าย เหมือนโลกนี้มันไม่แฟร์

แต่ถ้าให้มองเหตุผลทางวิวัฒนาการก็อาจจะเมคเซนส์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราย่อมจะกล้าเสี่ยงกับคนที่เรารู้จักและไว้ใจมากกว่าอยู่แล้ว

ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เราทำงานด้วยจึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องจำเป็น

ทำงานเก่งแต่เพื่อนไม่รัก ก็ไปได้ไม่ไกล

แต่ถ้าอยากไปให้ไกลยิ่งกว่า คือการระลึกให้ได้ว่า เรารู้จักใครไม่สำคัญเท่าใครรู้จักเรา

เราอาจจะรู้จัก CEO ของบริษัทก็จริง แต่ CEO เขาจำหน้าเราได้มั้ย?

ถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ จำหน้าเราได้ จำชื่อเราได้ หรือแม้กระทั่งนึกถึงเราเวลาคิดอยากได้งานอะไรบางอย่าง เขาก็จะหยิบยื่นโอกาสให้เราอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น การทำ personal branding จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มาก

และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมเชียร์หลายๆ คนเขียนบล็อก

การเขียนบล็อก Anontawong’s Musings มันทำให้ผมได้รับโอกาสดีๆ เข้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกหนังสือหรือการได้รับเชิญไปสอนตามองค์กรต่างๆ

ส่วนใครยังไม่ได้อยากจะเปิดตัวต่อสาธารณชนขนาดนั้น อาจจะเริ่มจากแค่ในห้องเรียนหรือในบริษัทก็ได้

ทำยังไงให้คนรู้จักเรามากขึ้น?

ผมคิดว่าวิธีที่ง่ายและลัดสั้นที่สุดคือการอาสาครับ

อาสาจดบันทึกการประชุม อาสาจัดงาน CSR อาสาช่วยงานเลี้ยงบริษัท

ทำอะไรก็ได้ที่เกินขอบเขตของหน้าที่ที่เรามี แล้วชื่อเสียงของเราก็จะออกไปจากขอบเขตที่เราเคยมีเช่นกัน

แถมเราจะได้ทั้ง Know How, Know Who, และ Who Knows Me

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัวเลยนะครับ

วันนี้มันอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น

20191105b

ใช่ วันนี้อาจมีปัญหาเข้ามากมาย

ไหนจะปัญหาเรื่องงาน ปัญหาเรื่องที่บ้าน จนเราอยากวิ่งหนีไปให้ไกล ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

แต่ก่อนที่จะทับถมตัวเองจนเกินเลย ลองทำ 2-3 อย่างนี้ดู

– ไปกดน้ำมาดื่ม
– หาขนมอร่อยๆ ทาน
– ไปเดินเล่นซัก 20 นาที

ตอนที่เราเครียด ตอนที่เราไร้สติ เราจะมองเห็นปัญหายิ่งใหญ่เกินจริง

แต่พอได้เบรค ได้เสต็ปถอยหลังมาก้าวนึง สติก็จะกลับมา และเห็นปัญหาตามที่มันเป็น

หยุดพัก-ชาร์จแบตให้ตัวเองเสียหน่อย

แล้ววันนี้อาจไม่ได้แย่อย่างที่เราคิดครับ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

20191030_sayno

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

“When you say no, you are only saying no to one option.

When you say yes, you are saying no to every other option.

No is a decision.

Yes is a responsibility.”

-James Clear

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลนคือการ say no

เพราะไทยนี้รักสงบ ไม่ค่อยอยากปะทะกับใครโดยไม่จำเป็น

ใครขออะไรมาเราจึงไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ

แล้วเราก็ต้องมานั่งช้ำใจเองทีหลัง เพราะรับปากเค้าไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องทำไปบ่นไปก็เถอะ

เราไม่กล้า say no เพราะเรากลัวการสูญเสีย ภาษาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) เรียกมันว่า Loss Aversion คือความทุกข์จากการสูญเสียนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความสุขจากการได้มา

ทำเงินหาย 1,000 บาท ความสุขจะลดลง 10 คะแนน ได้เงิน 1,000 บาท อาจจะมีความสุขเพิ่มขึ้นแค่ 5 คะแนน

เรากลัวว่าถ้าเราปฏิเสธ เราจะเสียโอกาส เราจะทำให้คนที่ขอเสียความรู้สึก เราจะดูไม่ดี

แต่เราก็มักลืมไปว่าถ้าเราตอบตกลงทำสิ่งหนึ่ง เราก็กำลังตัดโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นๆ ออกไปเช่นกัน

เช่นเรากำลังจะกลับบ้าน แต่น้องวิ่งเอางานมาให้ งานที่จะรอทำพรุ่งนี้ก็ได้ แต่เราเลือกที่จะทำเลยตอนนี้ สิ่งที่เราเสียไปคือเวลาที่จะถึงบ้านเร็วขึ้น โอกาสที่จะได้นั่งกินอะไรอร่อยๆ และคุยสนุกกับคนในครอบครัว

เวลาเรา say yes เรามักเห็นแต่สิ่งที่เราจะได้มา

แต่ทุกการตอบตกลงมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นเสมอ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

ถ้าเราระลึกถึงความจริงข้อนี้ได้ เราก็อาจจะกล้าปฏิเสธคนมากขึ้นนะครับ

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

20191028

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

หัวหน้าต้องแบกรับความกดดันจากผู้บริหาร ซึ่งลูกน้องไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

ในขณะเดียวกันหัวหน้าก็ต้องรับมือกับข้อจำกัดของลูกน้องและกระบวนการทำงานที่ไม่เมคเซ้นส์ ซึ่งผู้บริหารไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

หัวหน้ามักจะถูกโปรโมตขึ้นมาเพราะทำงานเก่ง แต่พอได้รับการโปรโมตแล้ว งานที่เคยทำได้ดีก็มักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ แต่ละวันจึงมักได้ทำแต่งานที่ยังไม่เก่งเช่นการจัดการคน หรืองานที่พอทำได้แต่ไม่สนุกหรือไม่ค่อย add value เช่นงาน admin สิ่งที่หัวหน้าได้เจอในแต่ละวันจึงไม่ค่อยเหลืออะไรที่ spark joy

หลายครั้งลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ หัวหน้าคาดหวัง 10 ลูกน้องทำได้แค่ 5 ถ้าไป push น้องมากๆ เกิดน้องเครียดหรือเป็นซึมเศร้าขึ้นมาก็รู้สึกผิดอีก

หัวหน้าบางคนยังโหยหางานที่ตัวเองเคยเก่งอยู่ แถมลูกน้องก็มักทำไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยลงไปทำงานแทนลูกน้อง ผลก็คือตัวเองเหนื่อยกว่าเดิม น้องก็ไม่เก่งขึ้นซักที และงานที่สำคัญอย่างการโค้ชน้องและการจัดการทีมก็ไม่ได้ทำ วงจรนี้จึงยังดำเนินอยู่ร่ำไป

หัวหน้าตกอยู่ในความกังวลตลอดว่าถ้าใครในทีมลาออก คนแรกที่ต้องเข้ามารับงานส่วนนั้นเอาไว้ก่อนก็คือตัวหัวหน้า

บางทีเวลามีคนในทีมที่ toxic หรือไม่ perform หัวหน้าก็อยากจะลงดาบเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าถ้าเอาออกไป คนทั้งทีมก็ต้องรับงานหนักขึ้น ยิ่งถ้า HR ไม่แข็ง ไม่สามารถหาคนมาแทนได้รวดเร็ว หัวหน้าก็ยิ่งไม่กล้าจัดการลูกน้องที่ไม่ดี

หัวหน้าบางคนเงินเดือนมากกว่าลูกน้องรุ่นใหม่แค่ 3 พัน แต่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 3 เท่า

กรุ๊ปไลน์จะมีอย่างน้อยสองกรุ๊ป หนึ่งคือกรุ๊ปทีม สองคือกรุ๊ปทีมที่ไม่ได้เชิญหัวหน้าเข้ามาด้วย

ยิ่งหัวหน้าอยู่สูงแค่ไหน ยิ่งมีโอกาสที่หัวหน้าจะได้กินข้าวคนเดียวมากขึ้นเท่านั้น

ตอนกลางวันหัวหน้าอาจมีคนห้อมล้อมมากมาย แต่ตอนกลางดึกต้องนอนไม่หลับกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่คนเดียว

หัวหน้าก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่อยากมีคนเข้าใจ แต่หลายครั้งก็ต้องทนอยู่กับการที่ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย

หัวหน้าจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

ก็ได้แต่หวังว่าลูกน้องจะเห็นใจสิ่งมีชีวิตตนนี้บ้างเท่านั้นเอง