ครึ่งหนึ่งของความสำเร็จคือการประเมินตัวเองให้ถูกต้อง

เวลาเราเข้า Google Maps ค้นหาจุดหมายปลายทางเรียบร้อย มันจะถามเราก่อนว่าเราจะออกเดินทางจากที่ไหน ใช่ current location หรือไม่

การรู้ว่าตัวอยู่ตรงจุดไหนจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ในการไปให้ถึงเป้าหมาย

หากประเมินตัวเองต่ำเกินจริง เราจะกลัว เราจะไม่กล้าเสี่ยง เราจะล้มเลิกตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

หากประเมินตัวเองสูงเกินจริง เราอาจประมาท เราอาจชะล่าใจ เราอาจไม่ฟังคำคนอื่นจนหมดคนคอยเตือน

เราจึงจำเป็นต้องรู้จุดแข็ง-จุดอ่อนของเราให้ดี อะไรที่เก่งก็หยิบขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อะไรที่ไม่ถนัดก็จงยอมรับและขอความช่วยเหลือ

ครึ่งหนึ่งของความสำเร็จคือการประเมินตัวเองให้ถูกต้อง

และครึ่งหนึ่งของล้มเหลวคือการประเมินตัวเองที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงครับ

4.5 เคล็ดลับเพิ่มความ Productive ที่คนมักไม่ค่อยพูดถึง

1.นอนก่อนห้าทุ่ม

ตื่นเช้าไม่ยากเท่านอนเร็ว เพราะตอนกลางคืนคือตอนที่เรารู้สึกว่ามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้หลังจากต้องทำตามหน้าที่หรือทำตามคำสั่งและคำขอของคนอื่นมาทั้งวัน

แต่ถ้าเราสามารถกำหนดกรอบให้ตัวเองหลับไม่เกินห้าทุ่มได้ วันถัดมาเราจะตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าด้วยความรู้สึกสดใสโดยไม่ต้องพยายาม

วิธีการที่ผมลองแล้วได้ผลคือทิ้งมือถือไว้นอกห้องนอน และปิดทีวีก่อนสี่ทุ่ม จากนั้นจะทำอะไรต่อก็แล้วแต่อัธยาศัย

เคยมีคนบอกว่า ให้เราคิดเสียว่าวันใหม่เริ่มต้นตอนที่เราจะเข้านอน ถ้าเราเริ่มต้นวันด้วยการเข้านอนได้ดี เราก็จะมีวันดีๆ ไปได้ทั้งวัน

.

2.อยู่กับปัจจุบัน

“I’ve always found that the best productivity hack is presence. It’s just your ability to unitask and do one thing at a time.”
Simone Stolzoff

ถ้าเราสามารถทำงานเสร็จทีละงานได้ โดยไม่กระโดดไปมาระหว่างการทำงานกับการเช็คสแล็ค/ไลน์/อีเมล/โซเชียล เราจะทำงานเสร็จได้รวดเร็วแม้ว่าเราจะเป็นคนทำงานช้าก็ตาม

การอยู่กับปัจจุบันนั้นพูดง่ายแต่ทำยาก วิธีที่พอจะช่วยได้คือลด notifications ให้เหลือเท่าที่จำเป็น

ไม่ผิดที่เราจะเผลอ แต่ถ้าเผลอแล้วรู้ตัวว่าเผลอบ่อยๆ สติจะเข้มแข็งขึ้นและอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม

.

3.รดน้ำต้นไม้

David Allen เจ้าพ่อเรื่อง productivity และผู้เขียนหนังสือ Getting Things Done เคยบอกว่า บางทีเราก็ควรรู้ตัวว่าเวลาไหนเราควรลุยงาน และเวลาไหนที่สมองมันไปต่อไม่ไหวแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำในจังหวะแบบนั้นก็คืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่งาน – เช่นการรดน้ำต้นไม้

หลักใหญ่ใจความไม่ใช่การดูแลต้นไม้ แต่คือการให้โอกาสสมองได้มีช่องว่าง

ตอนที่เราผ่อนคลาย ตอนที่เราไม่คิดเรื่องงาน มักจะเป็นตอนที่เราคิดอะไรดีๆ ออก

คนเราจึงมักมีประสบการณ์ “ปิ๊งแว้บ” ตอนอาบน้ำ ตอนเดินเล่น หรือตอนเหม่อลอย

และไอเดียที่เข้ามาในห้วงขณะเหล่านี้มักจะมีพลังมากพอให้เราจัดการเรื่องใหญ่ๆ ที่พายเรือในอ่างมานานได้อย่างหมดจด

.

4.ใช้เวลากับคนที่เรารัก

เวลาที่เราอินกับงานหรือเครียดกับงานมากๆ เราอาจหลงลืมว่าเราทำงานไปทำไม

ผมว่าคนส่วนใหญ่ทำงานเพื่อจะได้มีปัจจัยมาดูแลคนที่เรารัก

การได้ใช้เวลากับคนในครอบครัว จะเป็นเครื่องช่วยเตือนใจว่างานเป็นพาหนะพาให้เราไปถึงจุดหมายปลายทาง งานไม่ใช่ปลายทางโดยตัวมันเอง (a means to an end, not an end in and of itself)

และการได้อยู่กับคนที่เรารัก เราจะรู้ว่าเราจะสู้ไปทำไมและสู้ไปเพื่อใคร

นี่ยังไม่นับคนที่มีลูกเล็กๆ บางทีเลิกงานมาเหนื่อยๆ พลังงานแทบหมดหลอด การได้กอดลูก หอมแก้มลูก เป็นตัว boost พลังงานชั้นเยี่ยม – แม้ว่าบ่อยครั้งลูกก็เป็นตัวดูดพลังงานชั้นยอดเช่นกัน!

และนั่นคือ 4 เคล็ดลับเพิ่มความ productive ที่คนไม่ค่อยพูดถึง

ส่วนอีก 0.5 ข้อที่เหลือ คือการระลึกให้ได้ว่า คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

นอกจากเป็น “คนทำงาน” แล้ว เรายังเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นคนที่มีหมวกหลายใบให้เลือกใส่

อย่ารู้สึกผิดที่เราจะถอดหมวกคนทำงานออก และสวมหมวกใบอื่นในช่วงเวลาที่ถูกที่ควรครับ

ตัดสินใจให้ดีตั้งแต่ต้น

James Clear ผู้เขียนหนังสือ Atomic Habits เคยเขียนไว้ว่า

“หากตัดสินใจผิดตั้งแต่แรก จะมาแก้ไขทีหลังไม่ใช่เรื่องง่าย

เป็นเรื่องยากที่จะเขียนหนังสือขายดี หากเราเลือกหัวข้อผิดตั้งแต่ต้น

เป็นเรื่องยากที่จะสร้างชีวิตคู่ที่มีความสุข หากเราแต่งงานกับคนที่ไม่มีความสุข

เป็นเรื่องยากที่จะทำกำไรในธุรกิจอสังหา หากคุณซื้อมันมาในราคาที่แพงเกินไป

แน่นอนว่าเราสามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ด้วยการตัดสินใจระหว่างทาง แต่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในเบื้องต้นมักจะส่งผลยาวนานเสมอ”

Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon บอกว่าการตัดสินใจมีสองประเภท คือการตัดสินใจที่กลับตัวได้ง่าย กับการตัดสินใจที่กลับตัวได้ยาก

สำหรับการตัดสินใจที่กลับตัวได้ง่าย เราควรตัดสินใจให้เร็ว เพื่อจะได้ทดสอบว่าเราคิดถูกหรือไม่ ถ้าเราคิดถูก เราก็จะเดินหน้าไปได้ไว แต่ถ้าคิดผิดก็แค่กลับมาตั้งต้นใหม่

สำหรับการตัดสินใจที่กลับตัวได้ยาก เราต้องคิดให้ละเอียดถี่ถ้วนและต้องยอมใช้เวลา เพราะถ้าตัดสินใจพลาดไป ผลเสียหายนั้นไม่คุ้มกับความเร็วที่ได้มาเลย

แยกแยะให้ออกว่าสิ่งที่เราต้องตัดสินใจคือเรื่องแบบไหน กลับตัวได้หรือไม่ได้ จะได้รู้ว่าควรตัดสินใจเร็วหรือช้า

กับเรื่องสำคัญ เราต้องตัดสินใจให้ดีตั้งแต่ต้น จะได้ไม่ต้องทนทุกข์กับการตัดสินใจที่กลับตัวไม่ได้ครับ

ลูกน้องที่ดีต้องมีแผน

(เคล็ดวิชาชีวิตจาก อาจารย์ไพรินทร์ IMET MAX)

สองเดือนที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนโครงการ IMET MAX อีกสองท่านได้รับโอกาส mentoring กับดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบันอาจารย์ไพรินทร์เป็นกรรมการอิสระ-กรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และนายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธี หรือ VISTEC

ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันสองครั้ง ได้แง่คิดและความรู้กลับมามากมาย นี่คือส่วนหนึ่งที่ขอนำมาเล่าไว้ในบล็อก Anontawong’s Musings ครับ

ถ้าเราให้ความสำคัญจริง เราจะมีเวลาเอง

เราถามอาจารย์ไพรินทร์ว่า ความรับผิดชอบเยอะขนาดนี้ ทำงานหนักขนาดนี้ ทำไมยังดูสุขภาพแข็งแรง หน้าตายังผ่องใสอยู่ (ปีนี้อาจารย์อายุ 67 ปี)

อาจารย์ตอบว่าไม่ได้มีอะไรมาก ตอนเช้าพยายามเดินรอบบ้านให้ได้วันละหนึ่งชั่วโมง มียกดัมเบลบ้าง และกีฬาอีกอย่างที่ชอบเล่นคือตีกอล์ฟกับเพื่อน

แต่ก่อนอาจารย์ไพรินทร์ไม่สนใจเรื่องการตีกอล์ฟ เพราะรู้สึกว่าใช้เวลาเยอะและต้องตื่นแต่เช้า

แต่เมื่อต้องขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง mentor ของอาจารย์ไพรินทร์ก็แนะนำว่าควรหัดตีกอล์ฟ เพราะการเจรจาระหว่างตีกอล์ฟมักจะเป็นการเจรจาที่ราบรื่น ผิดกับตอนเจรจาในห้องประชุมที่ต่างฝ่ายต่างจ้องเอาชนะกัน

เมื่อเริ่มตีกอล์ฟเป็นและเริ่มสนุกกับมัน อาจารย์ก็พบว่าการตื่นตีสี่มาตีกอล์ฟไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ตีเสร็จเก้าโมงเช้า สิบโมงไปทำงานได้สบาย

“ถ้าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร เราจะมีเวลาให้มันเอง ถ้าปากคุณบอกว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่คุณไม่เคยมีเวลาให้กับมัน แสดงว่าคุณยังไม่ได้เห็นความสำคัญของมันจริงๆ หรอก”

แม้เดี๋ยวนี้อาจารย์ไพรินทร์จะไม่ต้องเจรจาธุรกิจแล้ว แต่ก็ยังไปออกรอบกับเพื่อนสนิทบ่อยๆ เพราะกอล์ฟเป็นกีฬาไม่กี่อย่างที่คนวัยเกษียณยังเล่นได้ดี ช่วยให้ได้ออกกำลังกายด้วยการเดินนับหมื่นก้าว

.

ลูกน้องที่ดีต้องมีแผน

อาจารย์ไพรินทร์เคยทำงานให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี โดยคุยกันผ่านไลน์

เมื่อรู้ว่าเจ้านายมีเวลาไม่มากนัก อาจารย์จะเขียนสรุปให้สั้นๆ โดยมีทางเลือก Option A, Option B, Option C และอาจารย์จะบอกด้วยว่าตัวเองแนะนำให้เลือก Option ไหน

อาจารย์บอกว่า ลูกน้องที่ดี จะต้องสรุปสาระสำคัญให้ตรงประเด็นและรวบรัด เพื่อให้เจ้านายที่มีเวลาน้อยตัดสินใจได้

“เราต้องเป็น A man with a plan เสมอ และไม่ใช่มีแค่แผนเดียวด้วย ต้องมี Plan A, Plan B, Plan C เพื่อมอบทางเลือกให้กับเจ้านายของเรา”

.

ผู้นำที่ดีต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ

อาจารย์ไพรินทร์บอกว่าเคล็ดลับการเป็นผู้นำ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการใช้ทั้งพระเดชและพระคุณในแบบพอดีๆ

ถ้าใครใช้พระเดชอย่างเดียว สั่งการ บังคับ ด่าลูกน้อง ถือว่าใช้ไม่ได้ ไปไหนได้ไม่ไกล

ถ้าใครใช้แต่พระคุณอย่างเดียว ใจดีกับลูกน้องเกินไป ไม่กล้าลงมือกับคนผิด อันนี้ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน

จะเป็นผู้นำ จึงต้องมีทั้งสองอย่าง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

.

เคล็ดลับจากเชอร์ชิล

ผู้นำบางคนพูดต่อหน้าสาธารณชนไม่เก่ง พูดแล้วหาลานจอดไม่ได้

อาจารย์ไพรินทร์ชอบคำของ Winston Churchill อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ที่แนะนำไว้ว่า speech ที่ดีนั้นเหมือนกระโปรงผู้หญิง มันควรยาวพอที่จะครอบคลุมสิ่งสำคัญ แต่ก็ต้องสั้นพอที่จะดึงความสนใจ

“A good speech should be like a woman’s skirt; long enough to cover the subject and short enough to create interest.”

.

ตั้งสติก่อนเอ่ยคำ

อาจารย์ไพรินทร์ย้ำหลายครั้งว่า เมื่อเราพูดอะไรออกไปแล้ว คำพูดจะเป็นนายเรา

ดังนั้น ก่อนจะพูดอะไร ต้องตั้งสติให้ดี หากสิ่งที่เราพูดออกไปมันถูกต้องเที่ยงตรง สิ่งที่ตามมาก็จะถูกต้องเที่ยงตรง

แต่หากเราพูดอะไรที่มันบิดเบี้ยวออกไป สิ่งที่ตามมาก็จะบิดเบี้ยวไปด้วยเช่นกัน

เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการตั้งสติ คือสูดลมหายใจแรงๆ แล้วฮึบ ก่อนจะเอ่ยปากหรือกระทำการใด

.

อย่าไปกลัวเอไอ

ผมถามอาจารย์ว่า จะเลี้ยงลูกอย่างไรให้พร้อมรับมือกับ ChatGPT ที่ฉลาดขึ้นทุกวัน

อาจารย์บอกว่าไม่ต้องไปห่วงลูกๆ เราหรอก พวกเขาเป็น digital native เกิดมาก็คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดีอยู่แล้ว เขาเอาตัวรอดได้

ที่ต้องห่วงคือคนรุ่น Gen Y ขึ้นไปมากกว่า เพราะพวกเราเป็น digital immigrants

“อย่าไปกลัวเอไอ แต่จงศึกษาและทำความเข้าใจ จะได้อยู่ร่วมกับมันได้”

.

การศึกษา 4.0

อาจารย์ไพรินทร์บอกว่า หน้าที่ของครูสมัยก่อน คืออ่านหนังสือแล้วเอามาสอนเด็กๆ

แต่ตอนนี้อาจารย์ที่อ่านหนังสือได้เยอะที่สุด และจำได้แม่นที่สุดก็คือเอไอ

ดังนั้นหน้าที่ของคุณครูจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่คนสอน แต่ต้องเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้หรือ facilitator

ส่วนบทบาทของเด็กนักเรียนก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป การรู้คำตอบจะไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าแต่ก่อน เพราะเอไอรู้คำตอบอยู่แล้ว

สิ่งสำคัญคือการตั้งคำถาม ถ้าตั้งคำถามได้ดี ก็จะได้คำตอบที่ดี แต่ถ้าตั้งคำถามมั่วซั่ว ก็จะได้คำตอบมั่วซั่ว

สมัยนี้ถึงเกิดศาสตร์และวิชาชีพที่เรียกว่า prompt engineering คือจะเขียน prompt ป้อนให้กับเอไออย่างไรถึงจะได้คำตอบที่มีประโยชน์และตอบโจทย์อย่างแท้จริง

ความฉลาดหลักๆ มีสี่ด้านด้วยกัน คือ IQ, EQ, AQ และ SQ

AQ คือ Adversity Quotient ความสามารถในการเผชิญปัญหา

SQ คือ Social Quotient คือความฉลาดทางสังคม

แต่ก่อนโรงเรียนจะสอนให้เด็กพัฒนา IQ เป็นหลัก แต่ตอนนี้เอไอมีไอคิวพอๆ กับคนคือประมาณ 90 แล้ว ดังนั้นคนที่ใช้เอไอก็จะมี IQ สูงขึ้นได้ทันที

เมื่อโรงเรียนไม่จำเป็นต้องพัฒนา IQ มากเท่าแต่ก่อน สิ่งที่โรงเรียนควรโฟกัสคือพัฒนาความฉลาดด้านอื่นๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น EQ, AQ หรือ SQ โดยฝึกให้เด็กรู้ทันและจัดการอารมณ์ตัวเอง กล้าเผชิญความยากลำบาก และทำงานเป็นทีมได้

อาจารย์บอกว่าการเรียนรู้สมัยก่อนเป็น mono-disciplinary ใครที่รู้อะไรก็จะรู้กระจ่างเพียงอย่างเดียว

แต่โลกสมัยใหม่เราต้องเรียนรู้แบบ multi-disciplinary เอาความรู้ศาสตร์ต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อให้เห็นภาพว่าการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้มันไปกระทบส่วนอื่นๆ อย่างไรบ้าง

.

ระวังเงินเฟ้อ

ช่วงที่อาจารย์ไพรินทร์เป็น CEO ของปตท. ชอบมีคนมาถามว่าหุ้นปตท.จะขึ้นหรือไม่ อาจารย์ตอบว่าไม่รู้ พรุ่งนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลงเขายังไม่รู้เลย

มีช่วงหนึ่งอาจารย์เคยชื่นชอบเรื่องการเทรดหุ้นวันต่อวัน แต่พอได้ยินผู้ใหญ่บางท่านคุยกันเรื่องปั่นราคาหุ้น จึงเข้าใจว่าตัวเองเป็นแค่แมงเม่า อาจารย์เลยหยุดเทรดหุ้นตั้งแต่นั้นมา

ในเวลานี้ หุ้นที่อาจารย์ถือส่วนใหญ่คือหุ้น blue chip ในเมืองไทยเพื่อรอรับเงินปันผล อาจารย์ไม่ได้ซื้อหุ้นในอเมริกา เพราะเห็นว่าอเมริกาปริ๊นท์เงินไม่หยุด (ผมลองดูข้อมูล ช่วงปี 2020-2022 อเมริกา “เสกเงิน” เข้าระบบประมาณ 13 ล้านล้านดอลลาร์) และทำให้อเมริกามีหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงขึ้นทุกปี ซึ่งอาจารย์ไม่แน่ใจว่าการบริหารเศรษฐกิจแบบนี้จะยั่งยืนแค่ไหน

เมื่อมีเงินไหลเข้าระบบไม่หยุดหย่อน จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดเงินเฟ้อ เราจึงควรมองการลงทุนในสินทรัพย์ที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ด้วย (hedge against inflation) เช่นทองหรือที่ดิน

.

เชื่อมั่นในคลื่นลูกใหม่

เนื่องจากนี่ (อาจ) เป็นการกินข้าวด้วยกันครั้งสุดท้ายก่อนที่จะกลับไปจับคู่กับ mentor ท่านเดิม เราจึงถามอาจารย์ว่ามีเรื่องอะไรที่คนวัยพวกผมควรจะใส่ใจหรือระมัดระวังเป็นพิเศษหรือไม่

อาจารย์ตอบว่า ไม่มีหรอก ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง คนรุ่นคุณเก่งกว่าคนรุ่นผม คลื่นลูกใหม่ย่อมแทนที่คลื่นลูกเก่า ไม่อย่างนั้นโลกของเราคงไม่ก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้

“ผมจะรอดูพวกคุณประสบความสำเร็จ” อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม


Reflections

อาจารย์ไพรินทร์เป็นหนึ่งในคนที่ไอคิวและความจำดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย

ตอนฟังอาจารย์เล่าเรื่องราวต่างๆ ได้แต่คิดในใจว่า “ทำไมรู้ลึก รู้กว้างได้ขนาดนี้” ทั้งด้านการศึกษา ด้านพลังงาน ด้านการเมือง ด้านภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics)

อาจารย์คือตัวอย่างของคน multi-disciplinary อย่างแท้จริง เป็นทั้งวิศวกร เป็นแบงค์เกอร์ เป็นนักการเมืองที่เคยทำงานกับข้าราชการ และเหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นครู และตอนนี้งานหลักของอาจารย์ก็คือการถ่ายทอดความรู้ให้กับคนรุ่นถัดไป

คงจะจริงอย่างว่า การได้คุยกับบัณฑิตเพียงชั่วโมงเดียวอาจได้รับ “ทรัพย์สินทางปัญญา” มากกว่าการอ่านหนังสือเป็นสิบเล่ม

ขอบคุณโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 5 ที่ให้โอกาสผมและเพื่อนได้รับประสบการณ์อันมีค่านี้ครับ

สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ

หนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ผมได้จากหนังสือ Think Again ของ Adam Grant ก็คือการตั้งคำถามกับชุดความเชื่อที่เรามี

ชุดความเชื่อบางอย่างเข้ามายึดครองพื้นที่ในใจหรือในอุดมการณ์ของเราตั้งแต่เมื่อ 5 ปี 10 ปี หรือแม้กระทั่ง 20 ปีที่แล้ว

เรามี “ภาพฝัน” ว่าชีวิตที่ดีควรเป็นแบบนี้ การงานที่ดีควรเป็นแบบนี้ ความรักที่ดีควรเป็นแบบนี้

และภาพฝันที่สลัดยากที่สุด คือตัวตนของเราควรเป็นแบบนี้

ผมขอยกตัวอย่างสองเรื่องของตัวเอง

ฤดูกาล 1998/99 คือฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เพราะทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครเชื่อว่าจะทำได้ นั่นคือการกวาดสามแชมป์ ทั้ง Premier League, FA Cup และ Champions League

ผมยังเรียนอยู่ปี 1 ในตอนนั้น และอดตาหลับขับตานอนเชียร์ทุกนัดที่แมนยูลงแข่ง

นัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกที่แมนยูเตะกับบาเยิร์นมิวนิค รู้ทั้งรู้ว่าเช้านั้นมีสอบปลายภาควิชาฟิสิกส์ ผมก็ยังตื่นมาดู กว่าจะได้นอนอีกทีก็เกือบตีห้า และตื่นเจ็ดโมงเช้าเพื่อไปสอบ

จากนั้นมาผมก็ติดตามแมนยูตลอด ต่อให้แมทช์จะดึกแค่ไหนก็จะต้องดูถ่ายทอดสด เวลาทีมแพ้ในนัดสำคัญก็จะซึมไปหลายวัน

แต่หลังจากมีครอบครัว มีลูก ผมดูถ่ายทอดสดแมนยูเตะน้อยลงไปเยอะ ฤดูกาลนี้ยังไม่ได้ดูเต็มแมทช์เลยซักนัด ใช้วิธีดูไฮไลท์ในวันรุ่งขึ้นแทน

ถ้าเป็นตัวผมสมัยก่อน คงจะดูแคลนตัวผมในตอนนี้ เพราะถ้าจะเป็น “เด็กผีตัวจริง” มันต้องทุ่มเทกว่านี้ ต้องตื่นมาดูถ่ายทอดสดแม้ว่ามันจะทำให้เราง่วงไปทั้งวัน ต้องเดือดเนื้อร้อนใจเวลาทีมที่ตัวเองแพ้ ต้อง ฯลฯ

แต่เมื่อระลึกได้ว่า จริงๆ แล้วเรา “ไม่ต้อง” ทำอะไรทั้งนั้น ความคาดหวังต่างๆ เป็นสิ่งที่เราคิดไปเอง เราสามารถเชียร์ทีมที่ตัวเองรักโดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเหมือนสมัยก่อน


อีกตัวอย่างหนึ่ง

ผมเริ่มเขียนบล็อกแบบจริงจังมาตั้งแต่ปี 2015 โดยตั้งเป้าว่าจะเขียนทุกวัน ซึ่งเอาจริงๆ ก็มีหลุดบ้าง แต่ทุกปีก็จะเขียนได้ประมาณปีละ 350 บทความ

เมื่อปี 2017 ตอนที่เขียนได้ครบ 1,000 บทความ ผมก็ประกาศว่าถ้าเขียนได้ (เกือบ) ทุกวันแบบนี้ ผมจะเขียนครบ 10,000 บทความก่อนอายุ 72 ปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผมยึดถือมาตลอด

แต่ถ้าใครติดตามบล็อกนี้มานาน อาจจะพบว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา ความถี่ในการเขียนบทความของผมลดลง บางสัปดาห์อาจจะโพสต์แค่ 2-3 ตอนเท่านั้น

เหตุผลก็คือผมอยากทดลองดูว่าถ้าไม่เขียนทุกวันมันจะเป็นยังไง

ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยกล้าทำ เพราะกลัวจะเสียชื่อ “คนที่เขียนบล็อกทุกวัน” และกลัวว่าจะไปไม่ถึง 10,000 บทความตามที่เคยประกาศเอาไว้

แต่ผมก็ได้พบว่า การนิยามตัวเองว่า “เป็นคนเขียนบล็อกทุกวัน” และ “ต้องไปให้ถึง 10,000 บทความ” เป็นเป้าหมายของตัวเองเมื่อนานมาแล้ว

มาถึงวันนี้ “ส่วนผสม” และ “สัดส่วน” ของสิ่งสำคัญในชีวิตไม่ได้เหมือนแต่ก่อน แล้วเหตุใดผมถึงต้องยึดติด – หรือติดกับ – กับเป้าหมายที่ตัวเองในวัยเด็ก(กว่า) ตั้งเอาไว้

สิ่งที่ผมเคยต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการขนาดนั้นอีกต่อไป

ในวันนี้ สิ่งที่ผมต้องการคือการมีเวลาว่างมากขึ้น ใช้เวลากับลูกและภรรยามากขึ้น โดยไม่ต้องคอยพะวงหรือรู้สึกผิดว่าวันนี้ยังไม่ได้เขียนบล็อก และถ้ามันจะไปไม่ถึง 10,000 บทความก็ไม่เป็นไร


เขียนมายืดยาว เพียงเพื่อต้องการจะบอกว่าอย่าไปยึดติดกับเป้าหมาย หรือตัวตนของเราในอดีต

เราไม่จำเป็นต้องหวงแหนตัวตนที่สร้างเอาไว้ในจินตภาพ ตัวเราในวันนี้ไม่จำเป็นต้องคิดหรือทำเหมือนกับตัวเราเมื่อสิบปีที่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าตัวเราในวันนี้ฉลาดและมีประสบการณ์มากกว่าตัวเราในวันก่อนตั้งเยอะ

แต่คนไม่น้อยก็ยังยืนยัน – หรือดึงดัน – ที่จะทำแบบเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า “เพราะเราเป็นคนแบบนี้”

นั่นย่อมทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะ “ได้ลองเป็นคนแบบอื่น” ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดาย และปิดกั้นความเป็นไปได้เกินไปหน่อย

ถ้าเรากล้าปล่อยมือจากเป้าหมายหรือตัวตนที่เรายึดถือมันมานาน เราอาจพบว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด

สิ่งที่เราเคยต้องการ เรายังต้องการมันอยู่จริงหรือ

นี่คือคำถามสำคัญ ที่อาจเปลี่ยนทิศทางชีวิตเราได้นะครับ