นิทานเจ็บไปหมด

20190711_hurt

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คนไข้: หมอครับ ผมเจ็บไปหมดเลย

หมอ: เจ็บตรงไหนบ้างล่ะ

คนไข้: เจ็บทุกที่เลยครับ พอผมจับหัวมันก็เจ็บ พอจับที่ขากรรไกรมันก็เจ็บ ไม่ว่าจะจับที่หูหรือที่ขา มันก็เจ็บไปหมดเลย

หมอ: งั้นหรือ ผมคิดว่านิ้วของคุณหักนะ

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสืออุปสรรคไม่เคยมีอยู่จริง เปรม ราวัต เขียน ดร.สลักจิต นพคุณ แปล สำนักพิมพ์ Amrain Dhamma

ไม่ต้องสู้ แค่รู้ทัน

20190718

สามอย่างที่สู้ยังไงก็ไม่มีวันชนะ – ความจริง (reality), ความไม่มีที่สิ้นสุด (infinity) และ กิเลส (defilements)

Reality – ความจริงก็คือความจริง ต่อให้เราอยากให้เกิดหรือไม่อยากให้เกิดแค่ไหน เราก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้

Infinity – งานนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ต่อให้ทำงานวันละ 16 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ งานก็ยังแตกหน่อออกมาเรื่อยๆ

Defilements – กิเลสนั้นฉลาดและเจ้าเล่ห์กว่าที่เราคิด อย่านึกว่าเราจะเอาชนะกิเลสได้ ส่วนใหญ่จะโดนกิเลสหลอกหัวทิ่มหัวตำกันทั้งนั้น

ความจริงเป็นอย่างไร ถ้ายอมรับได้ ใจก็จะไม่ทุกข์อย่างเปล่าประโยชน์

งานเราก็ทำให้เต็มที่ แต่อย่าทุ่มเทจนเกินเลย อย่าหลอกตัวเองว่าจะเอาชนะ infinity ได้

กิเลสไม่ได้มีไว้ให้สู้ แต่มีไว้ให้เรียนรู้ว่าหน้าตามันเป็นยังไง เกิดบ่อยแค่ไหน เกิดแล้วก็อย่าไปปรุงแต่งอะไรเพิ่มเติม

ไม่ต้องสู้ แค่รู้ทัน

แล้วปัญหาในชีวิตน่าจะน้อยลงครับ

อยากได้ผลลัพธ์ตรงข้ามก็ทำตรงข้าม

20190716

ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป เราก็ต้องทำอะไรที่ต่างจากคนทั่วไป

ไม่กินของอร่อยแต่เสียสุขภาพ แต่ฝึกลิ้นให้อร่อยกับของที่ดีต่อสุขภาพ

ไม่รอให้ป่วยแล้วค่อยออกกำลังกาย แต่ออกกำลังกายจะได้ไม่ป่วย

ไม่ทำงานอย่างลูกน้อง แต่ทำงานเหมือนเราเป็นเจ้าของ

ไม่ทำเพื่อให้รวย แต่ทำให้ดีแล้วความรวยตามมาเอง

ไม่ใช้เงินแล้วเก็บที่เหลือ แต่เก็บเงินแล้วใช้ที่เหลือ

ไม่รอให้เจ้านายสั่ง แต่ทำก่อนเจ้านายจะเอ่ยปาก

ว่างแล้วไม่เล่นมือถือ ว่างแล้วคุยกับคนใกล้ชิด

ไม่รอนาทีสุดท้าย แต่ลงมือเสียแต่นาทีแรก

ไม่เอาแต่พูด แต่ทำจริงแล้วให้คนอื่นพูด

ไม่กินจนอิ่ม แต่กินจนหายหิว

ไม่รีบตื่น แต่รีบเข้านอน

เวลาเป็น / เวลาตาย

20190715

เนื่องจากวันหนึ่งมีแค่ 24 ชั่วโมงและไม่มีใคร “สร้างเวลา” เพิ่มขึ้นได้

หนึ่งวิธีที่อาจช่วยให้เรามีเวลามากกว่าคนอื่นๆ คือต้องหาทางลด “เวลาตาย” ให้น้อยที่สุด – minimize dead time

เวลาตาย คือเวลาที่เราใช้ไปโดยที่ไม่มีผลตอบแทนอะไรกลับมา หรือถึงมีก็น้อยมากจนมันไม่คุ้มกัน

เวลาตายที่คนกรุงเทพเจอเยอะที่สุดก็คือรถติด จะขับรถคันละ 5 แสนหรือ 5 ล้านก็หนีไม่พ้น

อีกหนึ่งเวลาตายก็คือเวลาที่เราใช้กับเรื่องพักผ่อนหย่อนใจเยอะจนล้นเกิน เช่นเล่นมือถือเป็นชั่วโมงๆ ทั้งๆ ที่เล่นแค่ 15 นาทีก็เกินพอแล้ว

อีกตัวอย่างของเวลาตายคือเวลาที่เราใช้ไปกับการ replay เรื่องราวบางอย่างในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเหล่านั้นมักเป็นเรื่องราวในอดีตที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ หรือเป็นเรื่องอนาคตที่เรากังวลไปก่อนล่วงหน้า

เหล่านี้คือเวลาที่สูญเสียไปโดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชีวิต

ดังนั้น เราจึงควร “ลดเวลาตาย” ให้เหลือน้อยที่สุด และ “เพิ่มเวลาเป็น” ให้มีมากที่สุด

รถติดเราเลี่ยงได้ด้วยการออกจากบ้านให้เร็วขึ้น ศึกษาเส้นทางให้ดีๆ รวมถึงใช้ทางด่วน ในส่วนที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะใช้เวลาในรถฟัง podcast / audiobook หรือโทร.คุยกับคนที่เรารักด้วยบลูทูธ

ถ้าใครรู้ตัวว่าติดโทรศัพท์มือถือมากเกินไป ก็ลอง logout จาก social media รวมถึงวางมันไว้ให้ไกลตัวเวลาเราอยู่บ้านหรือทำงาน

และถ้าเราเป็นคนชอบเดินทางไปยังโลกอดีตหรือโลกอนาคต การฝึกตนให้มีสติอยู่กับปัจจุบันก็น่าจะช่วยได้

เรามาใช้เวลาให้คุ้มค่าด้วยการ minimize dead time หรือแปลงมันให้เป็น alive time กันดูนะครับ

—–

ป.ล. การนอนหลับพักผ่อนไม่ใช่ dead time นะครับ

สุดท้ายแล้วมันคุ้มกันมั้ย

20190714b

นี่คือคำถามก่อนจะตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ หรือตอนที่ระลึกได้ว่ากำลังทำอะไรไปตามความเคยชิน

ถ้าเราทะเลาะจนเราชนะ สุดท้ายแล้วมันคุ้มกันมั้ยกับความสัมพันธ์และความรู้สึกดีๆ ที่เสียไป

ถ้าเราทำงานหามรุ่งหามค่ำจนได้มีเงินเดือนสูงๆ สุดท้ายแล้วมันคุ้มกันมั้ยกับสุขภาพที่ย่ำแย่และประสบการณ์ที่เราพลาดไป

ถ้าเรามุ่งสร้างเพจที่ได้ยอดไลค์เยอะๆ สุดท้ายแล้วมันคุ้มกันมั้ยกับการเขียนหรือทำสิ่งที่ขัดกับตัวตนและคุณค่าที่เรายึดถือ

การมีความมุ่งมั่นนั้นดีแน่ การมีเป้าหมายนั้นดีแน่

แต่ต้องระวังอย่าให้เป้าหมายระยะสั้นมาบดบังเป้าหมายระยะยาวครับ