เหงื่อมันหอม น้ำลายมันเหม็น

20190808_sweat

นี่เป็นคำพูดของ “พี่โบ๊ท” ไผท ผดุงถิ่น Co-founder & CEO ของ BUILK One Group สตาร์ตอัพผู้มุ่งหมายจะพลิกโฉมวงการก่อสร้าง

เมื่อวานนี้ในงาน Thailand HR Forum 2019 พี่โบ๊ทเล่าให้ผมและคนในห้องประมาณ 200 คนฟังว่า เขาไม่ต้องเป็นคนแค่คิดเก่ง เพราะใครก็มีไอเดียมากมายได้ แต่เขาต้องการเป็น doer เป็นคนที่ลงมือทำสิ่งที่คิดให้ออกมาเป็นความจริงได้

ซึ่งผมเห็นด้วยทุกประการ

คนพูดเยอะเพราะรู้มากที่ไม่เคยลุกขึ้นมาทำอะไร ย่อมสร้างคุณค่าได้น้อยกว่าคนที่ลงมือทำ

เหตุผลที่คนพูดเยอะไม่ทำ เพราะว่ามันเหนื่อย มันต้องออกเหงื่อออกแรง

แต่เหงื่อที่หลั่งไหลเพราะการทำงานหนักนั้นมีกลิ่นหอมกว่าน้ำลายของคนช่างวิจารณ์มากนัก

เหงื่อมันหอม น้ำลายมันเหม็น

เรามาเป็นคนชุ่มเหงื่อที่เนื้อหอมกันดีกว่า

—–

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน รอบเช้าเหลือ 5 ที่ รอบบ่ายเหลือ 13 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

การวัดผลแบบ Lag Measure กับ Lead Measure

20190807_leadmeasure

ช่วงนี้องค์กรต่างๆ พูดถึงเรื่อง OKR หรือ Objectives & Key Results กันมาก วันนี้ผมเองก็ต้องไปร่วมพูดคุยเรื่องนี้ในงาน Thailand HR Forum ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ใครอยากรู้เรื่อง OKR สามารถอ่านได้ในบทความ ตั้งเป้าหมายให้พนักงานด้วยเทคนิค OKR ที่ผมเขียนไว้ใน Life@Wongnai หรือติดตามเพจ Performance Management ของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ ที่ศึกษาเรื่อง OKR รวมถึงการวัดผลอื่นๆ อย่างเข้มข้นและลึกซึ้งได้เลยนะครับ

วันนี้ผมจะไม่ได้มาอธิบายว่า OKR คืออะไร แต่จะมาคุยกันเรื่องความแตกต่างระหว่าง Lag Measures และ Lead Measures ครับ

การวัดผลต่างๆ ที่เราเห็นในองค์กรอย่าง OKR และ KPI นั้นมักจะเป็น Lag Measures

Lag แปลว่า หลัง, ล้าหลัง หรือเชื่องช้า

คำว่า Lag Measures คือ “ผลลัพธ์ที่ตามมาทีหลัง”

มันคือผลลัพธ์สุดท้ายที่เราอยากได้นั่นแหละ

เช่นขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาทในเดือนนี้ หรือวิ่งมาราธอนให้จบภายใน 4 ชั่วโมง หรือ ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์หนึ่งเล่ม

ข้อดีของ Lag Measures คือมันเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง แต่ข้อเสียคือมันใช้เวลาและขึ้นอยู่กับปัจจัยเยอะมาก

กว่าจะขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท ต้องมีเค้กที่อร่อย ลูกค้าต้องเข้าถึงและพร้อมซื้อ ฝนต้องไม่ตก ฯลฯ

กว่าจะจบมาราธอนได้ต้องซ้อมกันเป็นแรมปีและต้องภาวนาว่าตัวเองจะไม่บาดเจ็บหรือเจ็บป่วย

และกว่าจะได้หนังสือเบสต์เซลเลอร์ซักเล่ม ต้องใช้ทั้งความสามารถ ความเพียร และวาสนาพอสมควร

เมื่อเป้าหมายมันยิ่งใหญ่ ดูห่างไกล และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บางทีก็ทำเอาคนที่จิตไม่แข็งท้อได้เช่นกัน

ดังนั้นแทนที่จะวัดแค่ Lag Measures แต่เพียงอย่างเดียว เราควรจะวัด Lead Measures ด้วย

Lead Measures คือผลลัพธ์ที่ “เกิดก่อน” และมีโอกาสจะนำเราไปสู่ Lag Measures ได้ในภายหลัง

Lag Measure: ขายขนมเค้กให้ได้ 100,000 บาท
Lead Measure: แจก sample ขนมเค้กวันละ 100 ชิ้น
Lead Measure: โพสต์รูปขนมเค้กลง IG ร้านวันละ 2 รูป
Lead Measure: ปรับปรุง operations ในการทำ/ขายเค้กวันละ 1 เรื่อง

Lag Measure: วิ่งมาราธอนให้ได้ภายใน 4 ชั่วโมง
Lead Measure: วิ่งสะสมระยะให้ได้สัปดาห์ละ 40 กิโลเมตร
Lead Measure: Warm-up / Cool-down ทุกครั้งที่ซ้อม
Lead Measure: วิ่งเพซ 6 สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

Lag Measure: ออกหนังสือเบสต์เซลเลอร์
Lead Measure: เขียนหนังสือวันละ 3 ชั่วโมง
Lead Measure: อ่านหนังสือวันละ 30 นาที
Lead Measure: ติดต่อหานักเขียนเบสต์เซลเลอร์สัปดาห์ละ 1 คน

ข้อดีของ Lead Measures คือมันอยู่ใกล้ตัวเรา สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในระยะอันใกล้ และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก โชคชะตา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

Lag Measure ให้ค่ากับผลลัพธ์

Lead Measure ให้ค่ากับการกระทำและการสร้างอุปนิสัยอันดี

ใช้การวัดผลทั้งสองแบบให้สมดุลกันนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Deep Work ของ Cal Newport

รับสมัคร Time Management รอบสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน (เพิ่มรอบบ่ายแล้ว) >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ทำเยอะเท่าไหร่ก็แทนกันไม่ได้

20190806

วันนี้ยังไม่ใช่วันศุกร์ แต่อยากให้ฟังนิทานเรื่องหนึ่งจากอาจารย์โกเอ็นก้าครับ

มีเด็กชายที่ยากจนมากสองคนยังชีพด้วยการขอทาน ทั้งสองออกไปขอทานด้วยกันทุกวัน ทั้งคู่ต่างเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เด็กคนหนึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด ส่วนอีกคนหนึ่งตาดี ทำหน้าที่คอยช่วยนำทางให้ ทั้งสองคนจะพากันเข้าเมืองทุกวัน เพื่อไปขอทานและจะกลับมากินอาหารด้วยกัน

วันหนึ่งเด็กตาบอดไม่สบาย เป็นไข้สูง เพื่อนตาดีจึงพูดว่า “เธอไม่สบาย ไม่ควรเข้าไปในเมือง จงนอนพักผ่อนรออยู่ที่นี่ ฉันจะไปขออาหารเอง ขอได้แล้ว ฉันจะนำอาหารกลับมา เธอรออยู่ที่นี่นะ”

แล้วเขาก็ออกไปคนเดียว บังเอิญวันนั้นมีคนให้อาหารที่อร่อยมากอย่างหนึ่ง เรียกว่า คีร์ ซึ่งเป็นอาหารเหลวทำจากนมผสมข้าว น้ำตาล ผลไม้แห้ง และอื่นๆ มีรสชาติอร่อยมาก เด็กขอทานตาดีดีใจมาก แต่ไม่มีภาชนะใส่ จึงไม่สามารถนำกลับมาให้เพื่อนขอทานตาบอดได้ เขาจึงตัดสินใจกินเองทั้งหมด

แต่ด้วยความซื่อตรงก็กลับมาเล่าให้เพื่อนตาบอดของเขาฟังว่า “วันนี้ฉันได้กินคีร์ ขนมทำจากนม แต่นำกลับมาให้เธอไม่ได้ เพราะฉันไม่มีภาชนะใส่”

เด็กตาบอดได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า “ไม่เป็นไรที่เธอนำขนมกลับมาให้ฉันไม่ได้ แต่อย่างน้อยช่วยบอกฉันว่า ขนมที่ทำจากนมที่เรียกว่าคีร์นี้เป็นอย่างไร”

เพื่อนขอทานตาดีอธิบายว่า “มันมีสีขาว”

“แล้วสีขาวเป็นอย่างไร” เด็กตาบอดถาม เพราะเขาตาบอดมาแต่กำเนิด

“เธอไม่รู้จักสีขาวหรือ”

“ไม่ ! ฉันไม่รู้ว่าสีขาวเป็นอย่างไร”

“สีขาวคือไม่ดำ”

“แล้วสีดำเป็นอย่างไร”

“เธอไม่รู้จักสีดำหรือ”

“ไม่รู้ ฉันไม่รู้จักสีดำ”

“เธอไม่รู้จักสีดำ ไม่รู้จักสีขาว เธอเป็นคนแบบไหนกันนี่ !”

เด็กขอทานตาบอดยอมรับว่า “ฉันไม่รู้ ทำอย่างไรได้ ฉันไม่รู้จักสีขาว ฉันไม่รู้จักสีดำ เธอช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจด้วย”

เด็กชายตาดีหานกกระเรียนสีขาวมาได้ตัวหนึ่ง เขานำมาให้เพื่อนตาบอด พร้อมกับพูดว่า

“ดูซิ สีขาวคือเหมือนนกกระเรียนตัวนี้”

เด็กตาบอดพูดด้วยความดีใจว่า “คราวนี้ฉันจะได้รู้เสียทีว่าสีขาวเป็นอย่างไร” เด็กตาบอดใช้มือคลำนก

“อ๋อ ฉันเข้าใจแล้วว่าสีขาวเป็นอย่างไร สีขาวต้องอ่อนนุ่มมากใช่ไหมนี่”

เด็กตาดีร้องว่า “ไม่ใช่ อ่อนนุ่มอะไรกัน สีขาวไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความอ่อนนุ่ม หรือความหยาบ หรือความแข็ง ขาวก็คือขาว เธอต้องเข้าใจสีขาวสิน่า”

เด็กตาบอดพูดว่า “เธอบอกว่ามันเหมือนนกกระเรียนตัวนี้ ฉันจับดูแล้ว มันอ่อนนุ่มมาก แต่นี่เธอกลับบอกว่าไม่ใช่ความอ่อนนุ่ม แล้วมันคืออะไรกันแน่”

เด็กตาดีปลอบว่า “พยายามเข้าใจหน่อยซิ สีขาวน่ะ ขาวเหมือนนกตัวนี้” เด็กตาบอดพูดว่า “เอาล่ะ ฉันจะพยายามใหม่”

แล้วเขาก็พยายามคลำอีกครั้ง โดยเริ่มจากปากนกลงไปจนทั่วตัว

“อ๋อ คราวนี้ฉันเข้าใจแล้ว สีขาวก็คือความคด ขนมที่ทำจากนมที่เรียกว่าคีร์นี้ ก็จะต้องมีลักษณะคด”

—–

คนเรามีสัมผัสทางกายภาพได้ 5 รูปแบบคือ ตาดู หูได้ยิน ลิ้นลิ้มรส จมูกดมกลิ่น กายสัมผัส

ประสาทสัมผัสแต่ละอย่างไม่สามารถทำงานแทนกันได้

ตาไม่อาจได้ยิน หูไม่อาจลิ้มรส ลิ้นไม่อาจดมกลิ่น จมูกไม่อาจสัมผัส กายไม่อาจมองเห็น

สำหรับคนหูหนวก แม้ว่าจะตาคมชัดหรือจมูกไวแค่ไหนก็ไม่สามารถได้ยินเสียงที่ดังกึกก้องอย่างฟ้าผ่าได้

สำหรับเด็กตาบอดในนิทาน ต่อให้ใช้ประสาทสัมผัสที่เหลือทั้งสี่ก็ไม่อาจเข้าใจสีขาวได้

—–

เชื่อว่าเราทุกคนน่าจะรู้จักคนที่บ้างาน บ้าออกกำลังกาย บ้าชอปปิ้ง บ้าทำบุญ ฯลฯ

บางคนทำงานเสียจนไม่มีชีวิตนอกที่ทำงาน ก็เลยใช้เวลาอยู่กับงานมากยิ่งขึ้น เช้าก็ทำงาน ดึกก็ทำงาน วันหยุดก็ทำงาน จนงานกลายมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวเพียงหนึ่งเดียวของเขา

หรือบางคนก็สนุกกับการซื้อของมาก ซื้อให้ตัวเอง ซื้อให้ภรรยา ซื้อให้ลูก ซื้อจนมีของกองเต็มบ้าน

ส่วนบางคนก็ตระเวนสายทำบุญ ถือศีลกินเจ นุ่งขาวห่มขาว วัดไหนดีวัดไหนหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์เขาไปมาหมดแล้ว

แต่ประเด็นก็คือเรื่องเหล่านี้มันทำหน้าที่แทนกันไม่ได้

ต่อให้ทำงานเยอะแค่ไหน ได้โปรโมตหรือได้เงินเดือนดีเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น

ต่อให้ซื้อของให้ลูกเยอะเท่าไหร่ แต่ถ้าเราไม่มีเวลาให้กับเขา ก็อย่าหวังว่าลูกจะรักเรามากขึ้น

หรือต่อให้ทำบุญมากแค่ไหน หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์เท่าไหร่ แต่ตราบใดที่เราไม่ได้ทำงานอย่างขยันขันแข็งและเฉลียวฉลาด ก็อย่าหวังว่าบุญจะดลบันดาลให้เราเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน

อย่าพยายามใช้กายสัมผัสเพื่อเข้าใจสีขาว อย่าทุ่มเทกับงานเพื่อจะได้มีเงินแล้วหวังว่าเงินจะเยียวยาทุกอย่าง

มิติไหนของชีวิตที่บกพร่อง เราต้องแก้ที่จุดนั้น

เพราะเรื่องบางเรื่องมันทดแทนกันไม่ได้จริงๆ ครับ

—–

รับสมัคร Time Management รุ่นสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 6 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ทำงานใหม่ๆ อย่าเอาแต่ results-oriented

20190805

เพราะมันจะทำให้เราใจร้อนและร้อนใจ และอาจคาดหวังมากเกินกับทั้งตัวเองและผู้อื่น

องค์กรสมัยใหม่มักจะเน้นความเป็น results-oriented คือมองกันที่ผลลัพธ์มากกว่าจำนวนชั่วโมงการทำงาน คุณจะเข้างานสายหน่อย หรือจะลางานบ้างก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้งานเสร็จและออกมาดี

แต่ในฐานะคนทำงานที่เพิ่งจบมาใหม่ เราก็ต้องเข้าใจว่า วิธีคิดแบบ results-oriented นั้นเป็นดาบสองคม

เพราะเมื่องานออกมาดี พนักงานไฟแรงก็อาจจะมีถามคำถามดังต่อไปนี้

ทำไมขึ้นเงินเดือนแค่นี้? ทำไมได้โบนัสแค่นี้? ทำไมยังไม่ได้โปรโมต?

นี่เป็นคำถามเชิง results-oriented ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ผิด คนทำงานดีควรได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม

แต่พนักงานกับองค์กรย่อมมีมุมมองต่อความเหมาะสมที่แตกต่างกัน

พนักงานอาจคิดว่าฉันทำงานเหนื่อยขนาดนี้ ผลงานดีขนาดนี้ ควรจะได้รับเท่านี้รึเปล่า

ส่วนองค์กรต้องคำนึงเพิ่มเติมอีกหลายมิติ ทั้งโครงสร้างเงินเดือน ความเท่าเทียมกันของพนักงาน อายุ สุขภาพทางการเงินของบริษัท และแผนการระยะยาว สิ่งที่องค์กรให้ได้ จึงมักไม่เท่ากับสิ่งที่พนักงานคาดหวัง

เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

ถ้าพนักงานคาดหวังว่าจะต้องมีเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ ภายในอายุเท่านั้นเท่านี้ ก็มีความเสี่ยงที่จะหงุดหงิดและผิดหวังได้บ่อยๆ

คำถามคือ ถ้าจะไม่ให้คิดแบบ results-oriented แล้วจะให้ทำยังไง?

ผมขอเสนอว่าเราลองเพิ่มมุมมองแบบ learning-oriented เข้าไปด้วยดีมั้ย?

ผลตอบแทนเป็นตัวเงินนั้นสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเราเก่งขึ้นทุกวันรึเปล่า

ในวิชาฟิสิกส์ม.ปลายเราจะได้เรียนการคำนวณพลังงานสองแบบ คือพลังงานจลน์ (kinetic energy) กับพลังงานศักย์ (potential energy)

Kinetic Energy = 0.5mv^2 (0.5 x mass x velocity^2)

Potential Energy = mgh (mass x gravity x height)

พลังงานจลน์นั้นคือพลังของวัตถุที่เคลื่อนไหว

พลังงานศักย์คือพลังงานที่ถูกเก็บเอาไว้ เป็นศักยภาพที่ยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมา

การได้ขึ้นเงินเดือนเยอะๆ ได้โปรโมตไวๆ คือพลังงานจลน์ที่ตื่นเต้น หวือหวา เร้าใจ

ส่วน soft skills ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เราสะสมวันละนิดคือพลังงานศักย์ที่อาจจะยังไม่ส่งผลตอนนี้ แต่จะส่งผลแน่ๆ ในอนาคต

ดังนั้น เราไม่ควรให้ความสำคัญกับ results ที่จับต้องได้แต่เพียงอย่างเดียว พยายามมองโลกให้เข้าใจว่ามันทำงานยังไง มีปัจจัยอะไรที่เราคุมได้ และปัจจัยอะไรที่เราคุมไม่ได้

และในระหว่างที่ results มันยังไม่ออกดอกออกผล สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือการสะสมความเก่งกาจของเรา

เก่งทั้งเรื่องงาน เก่งทั้งเรื่องคน

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่เราคู่ควรจะตามมาเอง

—–

รับสมัคร Time Management รุ่นสุดท้ายของปีนี้ วันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 13 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

เคล็ดลับการได้ performance rating ที่ดี

20190804

คืออย่าให้หัวหน้าต้องเอ่ยปาก

ลูกน้องที่ดีคือลูกน้องที่เข้าใจและรู้ใจหัวหน้า

ยิ่งเราสามารถทำให้หัวหน้าเอ่ยปากได้น้อยลงเท่าไหร่ เราก็น่าจะได้รับคะแนนจิตพิสัยมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าหัวหน้าสั่งงานแล้ว อย่าปล่อยให้หัวหน้าถามว่างานไปถึงไหนแล้ว เพราะคนเป็นหัวหน้าจะมีความกังวลตลอดเวลาว่างานที่สั่งไปนั้น น้องเริ่มทำรึยัง ติดขัดอะไรมั้ย จะเสร็จเมื่อไหร่ การคอยบอกหัวหน้าอยู่เรื่อยๆ ว่าเรายังทำงานชิ้นนี้อยู่ และน่าจะเสร็จเมื่อนั้นเมื่อนี้ จะช่วยสร้างความสบายใจให้หัวหน้าได้ไม่น้อย

ถ้ามีคนส่งงานมาให้ทางอีเมล และหัวหน้าอยู่ในหลูป เมื่อเราทำงานชิ้นนั้นเสร็จแล้ว ควรแจ้งให้หัวหน้ารับทราบด้วยเสมอ วิธีง่ายที่สุดคือ reply all ไม่อย่างนั้นหัวหน้าก็จะกังวลว่าเราตกหล่นอีเมลนั้นรึเปล่า

งานที่เป็นงาน routine ก็อย่ารอให้หัวหน้าถามไถ่ เรารู้อยู่แล้วว่ามันต้องเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือทุกไตรมาส เราควรจะเป็นฝ่ายบอกหัวหน้าเองเลยว่า กำลังทำงานชิ้นนี้อยู่ และน่าจะเสร็จเมื่อไหร่

สิ่งที่จะทำให้เราเสียคะแนนได้มาก คือการปล่อยใหัหัวหน้าตามงานหลายๆ รอบ เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่าเราไม่ให้ความสำคัญกับงานที่เขาสั่ง และเราน่าจะจัดวางลำดับความสำคัญของงานได้ไม่ดีอีกด้วย

อย่าเอาแต่คิดว่า ทำเสร็จแล้วค่อยบอก เพราะถ้าเราเว้นช่วงนานไปจนหัวหน้าเอ่ยปากถาม หัวหน้าจะคิดว่าที่เราทำเพราะเขาถามต่างหาก

อย่าเอาแต่เกรงใจหัวหน้า ไม่อยากให้หัวหน้าได้รับเมลหรือข้อมูลเยอะเกินไป หัวหน้าส่วนใหญ่อยากได้ข้อมูลเยอะไว้ก่อน ถ้ามันมากไปเขาจะบอกเราเอง

ถ้าเจอปัญหาหรือความไม่เข้าท่าตรงไหน อย่าเอาแต่บ่น แต่ควรเอาไปขบคิดและหาทางออก จากนั้นก็นำมาเสนอหัวหน้าว่าเราคิดเห็นอย่างไร ถ้าเราทำการบ้านไปก่อนเสมอ เราจะได้บทสนทนาที่สร้างสรรค์และทำให้ชีวิตการทำงานเราดีขึ้นได้จริงๆ

เคล็ดลับในการได้ performance rating ที่ดีคืออย่าให้หัวหน้าต้องเอ่ยปาก

เราต้องชิงพูดก่อน พูดก่อนที่เค้าจะถาม พูดก่อนที่เค้าจะตามงาน หรือถ้าดีไปกว่านั้นคือพูดก่อนที่เค้าจะคิดถึงมัน

ยิ่งรู้ใจและสื่อสารได้ดีเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสเติบใหญ่ได้มากเท่านั้น

ในทางกลับกัน ถ้าเราโดนหัวหน้าเอ่ยปากถามเรื่องเดิมซ้ำๆ แสดงว่าเรายังทำได้ดีไม่พอครับ


วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม ตอน 2 ทุ่ม ผมจะเปิดรับสมัคร Time Management รุ่นสุดท้ายของปีนี้ ติดตามได้ทางเพจ Anontawong’s Musings ครับ