วิธีก้าวผ่านวิกฤติวัยกลางคน

“ในบรรดาคนที่ยุ้ยได้คุยด้วย พี่น่าจะเป็นคนแรกเลยนะที่ไม่เจอวิกฤติวัยกลางคน”

ยุ้ยเป็นเจ้าของบริษัท Headhunter ที่ทางผมใช้บริการมาหลายปี ยุ้ยกินข้าวกับผมเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะเราไม่เคยเจอกันตัวเป็นๆ เลย มีแต่คุยกันผ่านอีเมล ไลน์และโทรศัพท์เท่านั้น

ยุ้ยในวัยสี่สิบต้นๆ ชีวิตดูลงตัวดี มีลูกชายวัยประถมหนึ่งคน สามีเป็นชาวต่างชาติ ค่อนข้างมีอิสรภาพทางเวลา แต่ละปีได้ไปท่องเที่ยวหลายประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องให้ลำบากใจเช่นการเลือกโรงเรียนให้ลูก และพ่อแม่ที่อายุเริ่มมากและไม่อยากออกไปไหน

“พวกเราเป็น sandwich generation ที่ต้องดูแลลูกด้วย ดูแลพ่อแม่ด้วย” ยุ้ยบอก ไหนจะมีปัญหาเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องคู่ชีวิตที่เพื่อนยุ้ยหลายคนกำลังประสบอยู่

ยุ้ยถามผมว่าเคยเจอ midlife crisis บ้างหรือไม่ ผมนึกอยู่พักหนึ่งก็ตอบไปว่า ก็มี mini crisis ช่วงปลายปี 2016 เพราะไปทำงานที่ใหม่แล้วไม่ผ่านการทดลองงาน โชคดีที่สัปดาห์ถัดมาได้งานใหม่ในสาย HR เพราะเจ้าของบริษัทให้โอกาส

จบจากอาหารมื้อนั้นผมก็ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้อีก คิดว่าที่ตัวเองไม่เจอก็เพราะว่าโชคดีเฉยๆ จนกระทั่งได้มาอ่านหนังสือ The Happiness Files: Insights on Work and Life ของ Arthur C. Brooks ในบทที่ชื่อว่า The Two Choices That Keep a Midlife Crisis at Bay เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ


คอนเซ็ปต์ midlife crisis ถูกนิยามขึ้นเมื่อปี 1965 โดยนักจิตวิเคราะห์ชาวแคนาดาชื่อ Elliot Jaques โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์มักจะสูญเสียความ productive หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตในช่วงวัยสามสิบกลางๆ ถึงสามสิบปลายๆ

คำนี้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นในยุค 70’s จากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ของ Gail Sheehy ชื่อว่า Passages: Predictable Crises of Adult Life ซึ่งกล่าวไว้ว่า พออายุประมาณ 40 ปี หลายคนจะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับทางที่ตัวเองเลือกเดิน และเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะมีเวลาเหลือพอที่จะบรรลุสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้หรือไม่

คำว่า “วัยกลางคน” เป็นช่วงอายุที่ค่อนข้างกว้าง ขึ้นอยู่กับว่าเรามองตัวเองอย่างไร National Council on Aging เคยมีการสำรวจในปี 2000 และพบว่าจากผู้ตอบแบบสอบถามที่อายุเกิน 65 ปี เกือบครึ่งหนึ่งมองว่าตัวเองอยู่ในวัยกลางคน

ตัว Brooks ที่อายุ 58 ปีในวันที่เขียนบทความนี้ ก็มองว่าตัวเองอยู่ในวัยกลางคนเหมือนกัน เพราะบริษัทประกันชีวิตประเมินว่าเขาน่าจะอายุยืนถึง 98 ปี ชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเขาเริ่มต้นตอน 19 ปี ดังนั้น “ตรงกลาง” ของ 19 และ 98 ก็คือ (19+98)/2 = 58.5 ปี

คำนิยามสำหรับวัยกลางคนที่จำง่ายๆ และเป็นที่ยอมรับกัน มาจาก Daniel J. Levinson ที่บอกว่ามันคือช่วงชีวิตที่เราไม่ได้เป็นเด็กแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจเรียกว่าแก่ได้เช่นกัน

“Middle age is when one is no longer young and not yet quite old.”

เมื่ออยู่ในวัยนี้ ความรู้ทักษะที่เราสั่งสมมาเหมือนจะเริ่มถดถอยหรือไม่ค่อยทันยุค แถมยังโดนกดดันจากภาระของการเลี้ยงลูกและดูแลพ่อแม่อีก ดังนั้นหากเรามองอายุที่มากขึ้นเป็นข้อจำกัด เราก็ย่อมมีความทุกข์ใจเป็นธรรมดา

แต่ Brooks บอกว่ามีการตัดสินใจ 2 อย่างที่จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นกับวัยกลางคนได้ หรือแม้กระทั่ง “ก้าวข้าม” (midlife transcendence) ไปได้เลยด้วยซ้ำ


ข้อแรก – อย่ามองว่าวัยนี้ทำให้เราเสียอะไรไป แต่ให้มองว่าเราได้อะไรมา

นักจิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychologist) นาม Erik Erikson บอกว่า วัยกลางคนคือการมาถึงทางแยกระหว่าง “Generativity” กับ “Stagnation”

Generativity คือความรู้สึกว่าเราได้สร้างประโยชน์อะไรบางอย่าง เช่นการทำงานที่มีความหมาย หรือการ “ปั้น” คนรุ่นต่อไป

ส่วน Stagnation นั้นคือการติดหล่มไม่ไปไหน ไม่เกิดการเรียนรู้หรือเติบโต รู้สึกชีวิตไร้เป้าหมายและทิศทาง

Stagnation มักจะนำไปสู่วิกฤติวัยกลางคน เพราะเรากำลังต่อสู้กับเวลา เช่นเครียดกับริ้วรอย ทุกข์ใจกับร่างกายที่ร่วงโรย และทักษะบางอย่างที่ถดถอย

ส่วน Generativity เกิดจากการที่เรายอมรับความจริงที่มาพร้อมกับวัยนี้ และมองเห็นว่ามีอะไรดีขึ้นตามธรรมชาติแม้จะเข้าสู่วัย 40 50 หรือ 60 แล้วก็ตาม เช่นการมองเห็นภาพรวม การอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย รวมถึงการสอนหรือโค้ชคนอื่น

เพราะสิ่งที่ได้มาพร้อมกับวันเวลาและประสบการณ์ ก็คือ “ปัญญาที่ตกผลึกแล้ว” (crystalized intelligence).


ข้อสอง – โฟกัสไปที่การลด ไม่ใช่การเพิ่ม – Choose subtraction, not addition.

ตอนที่เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ๆ ความสำเร็จคือการได้มา ทั้งเงินทอง หน้าที่ความรับผิดชอบ ความสัมพันธ์ และวัตถุต่างๆ ชีวิตในวัยยี่สิบกว่าถึงสามสิบกว่าจึงเปรียบเหมือนการวาดภาพบนผืนผ้าอันว่างเปล่า

แต่พอเข้าสู่วัยกลางคน ผืนผ้านั้นค่อนข้างเต็มแล้ว การจะเติมลวดลายหรือแต่งแต้มสีอะไรลงไปอีกรังแต่จะทำให้ภาพนั้นสวยน้อยลงกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ทำไมคนวัยนี้ถึงมักจะมีปัญหาเรื่องการพยายามทำทุกอย่างในชีวิตที่ยุ่งเหยิงให้เสร็จเรียบร้อย สภาวะพลังงานตก ความอึดอัดคับข้องในหน้าที่การงาน และการนอนหลับที่ไม่เคยเต็มอิ่ม

ในวัยนี้ แทนที่จะมองว่าชีวิตเราเหมือนภาพที่ต้องวาดลงบนผืนผ้า เราควรมองให้มันเป็นรูปแกะสลักที่ค่อยๆ เผยตัวตนด้วยการกระเทาะออก ไม่ใช่ด้วยการเติมอะไรลงไปอีก

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเคยชินกับการ “เติม” มานาน แต่สิ่งที่จะช่วยได้ คือให้ตั้งคำถามกับสมการที่ว่า

success = more

เพราะสมการนี้อาจไม่เหมาะกับวัยกลางคนอีกต่อไป

ลองสำรวจตัวเองว่ามีงานอะไรหรือกิจกรรมใดที่เราเลิกทำได้หรือไม่ เพื่อที่เราจะได้มีเวลามากขึ้นในการครุ่นคิด อ่านหนังสือ ใช้เวลากับคนที่เรารัก และใช้เวลากับตัวเอง

เอาที่จริงแล้ว ชีวิตใครหลายคนมีความสุขขึ้นหลังผ่านวัยกลางคนด้วยซ้ำไป เพราะเรามีความคลี่คลายกว่าตอนหนุ่มสาว มีความใจเย็นลง และมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นรวมถึงเข้าใจโลกมากขึ้นด้วย

มองกลับมาที่ตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อคาดคั้นกับตัวเองและคนอื่นน้อยลง ก็ไม่ต้องทุกข์กายทุกข์ใจเกินความจำเป็น

ใช้ชีวิตให้เหมาะกับช่วงวัย ไม่อาลัยกับสิ่งที่เสียไปและใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราจะได้มา รวมถึงให้ความสำคัญกับการลดทอนมากกว่าการเพิ่มพูน

แล้วเราน่าจะผ่านพ้นหรือแม้กระทั่งก้าวข้ามวิกฤติวัยกลางคนไปได้อย่างสง่างามครับ

รักลูกไม่ควรมีเงื่อนไข แต่การชอบลูกควรมีเงื่อนไข

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างที่ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยเกือบ 8 ขวบ กำลังนั่งทำการบ้านเลขอยู่ เขาก็ทักขึ้นมาถามผมว่า

“แด๊ดดี้ GPA คืออะไรครับ?”

“GPA คือตัวบ่งบอกว่าเราเรียนได้ดีแค่ไหน คะแนนเต็มคือ 4.0”

“แล้วมีคนได้ GPA 0 บ้างมั้ย?”

“ก็ยากนะ ปกติได้ 1.5 นี่ก็ถือว่าต่ำมากๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะให้เรียนใหม่”

“แล้วแด๊ดดี้คิดว่าใกล้รุ่งน่าจะได้ GPA เท่าไหร่”

“คิดว่าน่าจะถึง 3.5 ได้นะ”

“ทำไมล่ะครับ?”

“เพราะใกล้รุ่งมีศักยภาพที่จะทำได้ไง”

แล้วใกล้รุ่งก็กลับไปนั่งทำการบ้านเลขต่อ

ผ่านไป 2-3 นาที ใกล้รุ่งหันมาถามเพิ่มว่า

“ถ้าใกล้รุ่งได้ GPA ไม่ถึง 3.5 แด๊ดดี้จะผิดหวังรึเปล่า?”

ผมคิดในใจว่าดีจังเลยที่ถาม เกือบไปแล้ว

“ทำไมต้องผิดหวังด้วยล่ะ การได้ GPA สูงๆ ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก ที่สำคัญกับแด๊ดดี้มากกว่าคือใกล้รุ่งเป็นคนดีรึเปล่า และถึงยังไงแด๊ดดี้ก็รักใกล้รุ่งเสมออยู่แล้ว”

ใกล้รุ่งพยักหน้าหงึกๆ เหมือนจะเข้าใจ แล้วก้มลงทำการบ้านต่อ เป็นอันจบบทสนทนา


หลายปีที่แล้ว ผมเคยอ่านเจอคุณแม่คนหนึ่งเล่าว่า

“I always love my children, but I don’t always like them.”

ตอนที่อ่านตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้ว

ว่าความรักของพ่อแม่นั้นไม่มีเงื่อนไข อย่างน้อยก็สำหรับพ่อแม่จำนวนหนึ่ง

แต่เราต้องระวังไม่ให้ความรักที่มีมากมายนั้นไปทำให้เรากลัวว่าเขาจะไม่รักเราด้วย

เพราะถ้าเรากลัวว่าลูกจะไม่รักเรา เราอาจเผลอตามใจลูกเกินพอดี

มันจึงมีคำพูดเตือนสติพ่อแม่ว่า “ลูกเราไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน”

ผมกับเพื่อนๆ เคยนั่งคุยกับ “พี่อ้น” วรรณิภา ภักดีบุตร และ “พี่วู้ดดี้” ธนพล ศิริธนชัย เรื่องการส่งลูกเรียนโรงเรียนไทยกับโรงเรียนอินเตอร์

พี่วู้ดดี้บอกว่า สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ต้องสอน คือความกตัญญูรู้คุณ สัมมาคารวะ และความอ่อนน้อมถ่อมตน เพราะสิ่งเหล่านี้โรงเรียนไม่ค่อยสอน แต่สำคัญมากสำหรับการอยู่และเติบโตในสังคมไทย

ลูกผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์เล็กๆ แถวบ้าน พูดภาษาอังกฤษกันตลอด ทำให้บางทีเวลาพูดไทยจะไม่ค่อยมีหางเสียง จึงเป็นสิ่งที่ผมกับภรรยาต้องคอยเตือนตลอดว่า พูดอะไรให้ลงท้ายด้วย “ครับ/คะ/ค่ะ” ถ้าจะขออะไรเป็นภาษาอังกฤษต้องมีคำว่า “please” เสมอ เวลาเจอผู้ใหญ่ให้ยกมือไหว้โดยที่แด๊ดดี้มัมมี่ไม่ต้องคอยบอก และเวลาได้รับความช่วยเหลือจากใครก็ยกมือไหว้ขอบคุณเขา สิ่งเหล่านี้ถ้าเราทำจนเป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก จะทำให้คนรอบข้างเอ็นดู ไปที่ไหนก็จะมีแต่คนชอบ

เหมือนหนึ่งในกฎ 12 ข้อที่ใช้ได้ทั้งชีวิตของ Jordan Peterson (12 Rules for Life)

“Do not let your children do anything that makes you dislike them.”

อย่าปล่อยให้ลูก ๆ ทำสิ่งที่จะทำให้เรา (หรือใครก็ตาม) ไม่ชอบเขา

แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบลูกเราได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเราไม่ควรปล่อยปละละเลย (หรือกลัวลูกไม่รัก) จนลูกมีนิสัยบางอย่างที่ทำให้เราไม่ชอบเขา

สุดท้ายแล้วเราอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี มีความสัมพันธ์ที่ดี มีชีวิตที่ดีแม้ในวันที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับเขาแล้ว

รักลูกไม่ควรมีเงื่อนไข แต่การชอบลูกควรมีเงื่อนไขครับ

มอง To-Do List ให้เหมือนเมนูอาหาร

เวลาเรามอง to-do list ที่เราเขียนขึ้นมาเอง เรามักจะรู้สึกว่ามันเป็น “ใบสั่งยา” ที่หมอเขียนมาให้

มียาขมต้องกินหลายขนาน ยานี้ต้องกินเวลานั้น ยานั้นต้องกินเวลานี้ และต้องกินให้ครบตามกำหนด ถ้ากินไม่หมดก็รู้สึกผิดอีก

ทุกเช้าที่ตื่นมาทำงานจึงเหมือนเป็นการเขียนใบสั่งยาให้ตัวเองวันแล้ววันเล่า

แต่ถ้าเราปรับมุมมองใหม่ว่า to-do list ไม่ใช่สิ่งที่ “ต้องทำ” (have to do) แต่เป็นสิ่งที่เรา “เลือกที่จะทำ” (get to do)

To-do list ก็จะเหมือนกับเมนูที่เต็มไปด้วยอาหารหลากรส ทั้งของเรียกน้ำย่อย ทั้งอาหารจานหลัก และของหวาน

ข้อดีของการมอง to-do list เป็นเมนูอาหารก็คือเราไม่จำเป็นต้องกินทุกจานที่อยู่บนลิสต์นี้ในวันนี้ เราเลือกกินเฉพาะจานที่เราอยากกิน ไม่สั่งมามากเกินไป ไม่สั่งมาน้อยเกินไป

เมนูที่ราคาแพงหน่อย ก็ต้องลงแรงเยอะหน่อย แต่ก็มีโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนสูง

เมนูที่ราคาต่ำ ก็เหมือนงานง่ายๆ ที่ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ แต่ผลตอบแทนก็อาจไม่มากนัก

และที่สำคัญ ถ้าวันนี้เรายังไม่อยากกินจานไหน เราก็เก็บเอาไว้สั่งวันหน้าได้ งานหลายชิ้นก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องทำมันวันนี้ และไม่ต้องรู้สึกผิดถ้าเราไม่อยากทำ

แน่นอนว่าเมนูบางอย่างหรืองานบางชิ้นก็เป็น Must try! คือต้องลองดู อย่างน้อยลองชิม-ลองเริ่มก็ยังดี ไม่งั้นพลาดไปแล้วอาจเสียใจภายหลัง

เมื่อเรามอง to-do list เป็นเมนูอาหารแทนที่จะเป็นใบสั่งยา เราจะทำงานได้อย่างมีอิสรภาพมากกว่าเดิม

และความรู้สึกว่าเราควบคุมชีวิตตัวเองได้ (autonomy) คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขกับงานและมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากข้อเขียนของ Oliver Burkeman ที่เคยอ่านสักแห่ง

ต้นกำเนิดหนังสือ 12 Rules for Life

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว หนังสือ “12 Rules for Life: An Antidote to Chaos” ของ Jordan B. Peterson นั้นโด่งดังมาก และตอนที่สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to นำมาแปลเป็นไทยในชื่อว่า “12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต” ก็มีกระแสที่ดีมากเช่นกัน

เป็นเวลาสักพักแล้วที่ผมนึกถึงต้นทางของหนังสือเล่มนี้

เมื่อปี 2012 Jordan Peterson ได้เข้าไปตอบคำถามที่มีคนโพสต์ไว้ใน Quora ว่า

“What are the most valuable things everyone should know?”

อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรรู้?”

ปีเตอร์สันลิสต์คำแนะนำออกมา 40 ข้อ มีคนมาโหวตเกือบสองหมื่นครั้งและแชร์ไปพันกว่าครั้ง จนมีคนเชียร์ให้ปีเตอร์สันต่อยอดเป็นหนังสือ จึงเป็นที่มาของ 12 Rules for Life (2018) และ Beyond Order (2021)

เหตุผลที่ผมอยากนำกฎทั้ง 40 ข้อมาแปลเป็นไทยลงบล็อกนี้ เพราะผมไม่แน่ใจว่า Quora จะยังอยู่ได้อีกนานแค่ไหน เนื่องจากเว็บนี้ (หรือแอปนี้) เคยเป็นโซเชียลมีเดียให้คนเข้ามาถาม-ตอบกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่การมาถึงของ Generative AI ก็น่าจะทำให้คนเข้า Quora น้อยลงไปพอสมควร – รวมถึงตัวผมเองด้วย

ดังนั้น ผมจึงอยากบันทึกคำแนะนำที่มีค่าของ Jordan Peterson เอาไว้ไม่ให้สูญหาย

และนี่คือกฎ 40 ข้อในการใช้ชีวิตจากปีเตอร์สัน สำนวนอาจแตกต่างจากสำนักพิมพ์บ้างไม่ว่ากันนะครับ

  1. จงพูดความจริง
  2. อย่าทำในสิ่งที่เราเกลียด
  3. จงประพฤติตัวในแบบที่เราสามารถอธิบายสิ่งที่เราทำได้อย่างตรงไปตรงมา
  4. จงแสวงหาสิ่งที่มีความหมาย ไม่ใช่สิ่งที่สะดวกสบายหรือให้ผลประโยชน์ระยะสั้น
  5. หากต้องเลือก จงเป็นคน “ทำงาน” แทนที่จะเป็นคนที่ “ถูกเห็นว่ากำลังทำงาน”
  6. จงใส่ใจ (pay attention)
  7. เวลาคุยกับใคร ให้นึกไว้ก่อนว่าเขาอาจรู้บางอย่างที่เราจำเป็นต้องรู้ จากนั้นก็จงฟังเขาอย่างตั้งใจ เพื่อที่เขาจะเล่าเรื่องนั้นให้เราทราบ
  8. จงลงมือลงแรงในการรักษาชีวิตคู่ให้ชื่นมื่น
  9. เลือกให้ดีว่าจะเล่าข่าวดีให้ใครฟัง
  10. เลือกให้ดีว่าจะเล่าข่าวร้ายให้ใครฟัง
  11. ในทุกที่ที่เราไป จงทำให้อะไรดีขึ้นอย่างน้อยหนึ่งอย่าง
  12. จินตนาการถึงคนที่เราอาจเป็นได้ แล้วมุ่งหน้าไปในทิศทางนั้นอย่างแน่วแน่
  13. อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนเย่อหยิ่งหรือเก็บความขุ่นเคืองไว้ในใจ
  14. พยายามทำให้ห้องหนึ่งในบ้านสวยที่สุดเท่าที่จะทำได้
  15. เปรียบเทียบตัวเองกับตัวเราเมื่อวานนี้ ไม่ใช่กับคนอื่นในวันนี้
  16. ลองทุ่มเทกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เต็มที่ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น
  17. หากความทรงจำเก่าๆ ยังทำให้เราร้องไห้ จงเขียนมันออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
  18. รักษาความสัมพันธ์กับผู้คนเอาไว้
  19. อย่าดูถูกสถาบันหรืองานศิลปะโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีๆ
  20. เราดูแลคนที่เรารักและใส่ใจอย่างไร เราก็ควรดูแลตัวเองอย่างนั้นด้วยเช่นกัน
  21. ลองขอความช่วยเหลือเล็กๆ จากใครบางคน อนาคตเขาจะได้กล้าขอความช่วยเหลือจากเราบ้าง
  22. เลือกคบคนที่ต้องการให้เราได้ดี
  23. อย่าไปพยายามช่วยคนที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ และจงระวังให้มากเมื่อต้องช่วยคนที่อยากได้รับความช่วยเหลือ
  24. สิ่งใดที่เราทำออกมาอย่างตั้งใจ สิ่งนั้นมีความหมายเสมอ
  25. เก็บบ้านของเราให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปวิจารณ์โลก
  26. แต่งตัวให้เหมือนคนที่เราอยากจะเป็น
  27. จะพูดอะไรก็จงพูดให้ตรงประเด็นและชัดเจน
  28. ยืนให้ตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง
  29. อย่าหลีกเลี่ยงสิ่งที่น่ากลัวถ้ามันขวางทางเราอยู่ และอย่าทำสิ่งที่อันตรายโดยไม่จำเป็น
  30. อย่าปล่อยให้ลูกๆ ทำสิ่งที่จะทำให้เราไม่ชอบเขา
  31. อย่าปฏิบัติกับภรรยาเหมือนคนใช้
  32. อย่าซ่อนสิ่งที่ไม่อยากเผชิญหน้าไว้ในความคลุมเครือ
  33. คอยสังเกตว่าโอกาสมักซ่อนอยู่ ณ ที่ซึ่งความรับผิดชอบถูกละทิ้งไป
  34. จงอ่านงานเขียนของคนยิ่งใหญ่
  35. เมื่อเจอแมวตามท้องถนน จงก้มลงลูบหัวมันบ้าง
  36. อย่าไปยุ่งกับเด็กๆ ที่กำลังเล่นสเกตบอร์ด
  37. อย่าปล่อยให้คนพาลลอยนวล
  38. หากพบเห็นสิ่งที่ต้องแก้ไข ให้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลพร้อมเสนอแนวทางแก้
  39. จำไว้ว่าสิ่งที่เรายังไม่รู้มีค่ากว่าสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว
  40. จงรู้สึกขอบคุณแม้ในยามที่ต้องทนทุกข์

Status Game – เกมที่เราหยุดเล่นไม่ได้

Status Game คือเกมการแข่งขันทางสถานะเพื่อวัดว่าใครอยู่สูงกว่าใคร

Naval Ravikant เคยกล่าวไว้ว่า เราไม่ควรลงไปแข่งเกมสถานะ เพราะมันคือ zero-sum game มีคนชนะก็ย่อมมีคนแพ้ เหมือนการแข่งฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่มีทีมแชมป์ได้ทีมเดียว

ยิ่งในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา status game ยิ่งทวีความดุดเดือดเพราะมีโซเชียลมีเดีย

สมัยก่อน ถ้ารุ่นพ่อแม่เราห้อยทองเส้นใหญ่ ใส่นาฬิกาแพง ขับรถหรู เราก็อวดได้แค่คนที่เราพบเจอในชีวิตจริงเท่านั้น แต่สมัยนี้ เราสามารถอวดสถานะให้กับคนที่อยู่คนละซีกโลกได้โดยสบายและแทบจะในทันที

เมื่อเดือนที่แล้ว พี่เอ๋ นิ้วกลม ก็ตั้งข้อสังเกตว่าแม้กระทั่งเรื่องการดูแลสุขภาพอย่าง Longevity ก็กลายมาเป็น status game ด้วยเช่นกัน

วันนี้เลยอยากจะมาเขียนถึงเรื่องนี้ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่มาจาก Will Storr ผู้เขียนหนังสือ The Status Game นะครับ


สถานะคือ “เงินสกุลแรก”

เวลาคนเราอวดสถานะ สิ่งที่เรามักนึกถึง ก็คือการอวดว่าฉันเป็นคนมีเงิน ผ่านการซื้อของแพงๆ หรือประสบการณ์ที่ต้องใช้เงินในการเข้าถึง

แต่ก่อนที่เราจะมีเงิน เราวัดสถานะกันอย่างไร?

Storr มองว่าความต้องการที่จะได้มาซึ่งสถานะเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการสร้างขึ้นมาในสัตว์ที่ต้องอยู่กันเป็นหมู่คณะ เพราะสัตว์ที่มีสถานะสูงสุดในฝูงจะได้กินอาหารเป็นคน(ตัว)แรก มีสิทธิ์ในการเลือกคู่ครองมากที่สุด และได้เลือกที่นอนที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเองและครอบครัว

ลิงที่เป็นจ่าฝูงจึงมีโอกาสสืบพันธุ์และส่งต่อพันธุกรรมมากกว่าลิงปลายแถว

ถ้าจะให้นิยามว่าสถานะคืออะไร มันคือการได้มาซึ่งการยอมรับและเคารพนับถือ (acceptance, respect, and admiration) โดยสัตว์ทุกตัวต้อง “เข้าพวก” ให้ได้ (get along) ก่อน แล้วจึงหาทางสร้างความโดดเด่นและความก้าวหน้า (get ahead) เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะ

วิวัฒนาการออกแบบให้สัตว์ทั้งหลายโหยหาสถานะ เพราะมันเป็นผลดีต่อการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ เมื่อลิงแต่ละตัวต้องการได้รับความยอมรับนับถือ ก็มีแนวโน้มที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นการหาอาหาร การแบ่งปัน และการปกป้องพวกพ้อง

ในมุมมองของ Storr สถานะของมนุษย์นั้นมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน

Dominance – สถานะที่ได้มาเพราะพละกำลังหรือศักยภาพในการทำให้คนอื่นหวาดกลัว เช่นการต่อสู้ การเป็นหัวหน้าแก๊งค์ หรือการเป็นเผด็จการ

Virtue – สถานะที่ได้มาเพราะมีคุณธรรมหรือ “ความดี” ที่สูงส่งกว่าคนอื่น สามารถทำตามกฎกติกาที่สังคมหรือกลุ่ม (tribe) นั้นๆ ยอมรับและให้คุณค่า เช่นการเป็นผู้นำศาสนา หรือการทำองค์กรไม่แสวงหากำไร

Success – สถานะที่ได้มาเพราะความเชี่ยวชาญในบางอย่าง เช่นเป็นนักล่าสัตว์ที่เก่งกาจ เป็นคนวาดรูปสวยอย่างดาวินชี หรือเป็นคนคิดค้นนวัตกรรมได้อย่างเอดิสัน


Status Game คือเกมที่เราไม่สามารถเลิกเล่นได้

Squid Game ในช่วงแรกๆ เขายังให้โอกาสเราโหวตเพื่อจะเลิกเล่นเกม แต่เกมสถานะนั้นเป็นเกมที่เราเลิกเล่นได้ยากมาก

ยิ่งยุคที่มีโซเชียลมีเดีย การเล่นเกมสถานะนั้นติดตามเราไปทุกหนแห่งและมีครบทั้งสามรูปแบบ

Dominance – รวมตัวกันแบนดาราหรือแบรนด์บางแบรนด์

Virtue – ต่อว่าคนที่ทำผิด และแสดงออกว่าเรามีคุณธรรม/ศีลธรรมเหนือกว่าคนที่กำลังเป็นข่าว

Success – โพสต์เซลฟี่ในที่ต่างๆ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตเราดีแค่ไหน

แม้เราจะบอกว่าเราไม่สนใจเรื่องฟุ้งเฟ้อ ไม่ชอบการอวดใคร แต่นั่นก็ถือเป็น status game อย่างหนึ่งในมุมของ virtue เช่นกัน เพราะเรามองว่าเรื่องเหล่านั้นไร้สาระและเราถือว่าค่านิยมของเรานั้นดีงามกว่าคนที่ชอบซื้อของแบรนด์เนมหรือคนที่ชอบโพสต์อวดอะไรบนโลกโซเชียล

ลองสังเกตตัวเองก็ได้ว่าไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เจอกับใคร เราจะเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา เช่นคนนี้ดูดี คนนั้นดูฉลาด คนนี้แต่งตัวแย่ ฯลฯ

ซึ่งคำที่พ่วงท้ายอยู่ในจิตใต้สำนึกก็คือ “กว่าเรา” – คนนี้ดูดีกว่าเรา คนนั้นฉลาดกว่าเรา คนนี้แต่งตัวแย่กว่าเรา

การเปรียบเทียบไม่ใช่เรื่องที่น่าตำหนิตัวเอง เพราะเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการมอบเรามาให้แต่กำเนิด เราหยุดไม่ได้หรอกที่จะวัดว่าเราอยู่ต่ำหรือสูงกว่าคนอื่นๆ แค่ไหน

ส่วนถ้าใครจะบอกว่า “ไม่จริง ฉันไม่เคยเปรียบเทียบคนอื่นกับตัวฉันเลย” และคันไม้คันมืออยากคอมเมนต์มาก ก็จะขอบอกว่ามันคือ status game อย่างหนึ่งเช่นกัน ที่จะบอกว่าฉันพิเศษกว่าคนอื่น ฉันคือข้อยกเว้น

วิธีเดียวที่จะเดินออกจาก status game ได้ คือต้องปลีกวิเวกไม่ข้องเกี่ยวกับใครเลย ซึ่งเป็นไปได้ยากมากสำหรับมนุษย์ที่ยังใช้ชีวิตแบบฆราวาสอยู่


สถานะต่ำอาจทำให้อายุสั้น

การศึกษาหนึ่งที่โด่งดังมากมีชื่อว่า The Whitehall Studies ของ Dr.Michael Marmot ที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 1967 จวบจนถึงปัจจุบัน ผ่านการเก็บข้อมูลของข้าราชการหลายหมื่นคนในอังกฤษ

สิ่งที่งานวิจัยนี้พบก็คือ ข้าราชการที่อยู่ในตำแหน่งต่ำสุดนั้นมีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงกว่าข้าราชการตำแหน่งสูงถึง 4 เท่า!

แน่นอนว่ามีปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้ข้าราชการผู้น้อยมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะคนกลุ่มนี้สูบบุหรี่เยอะกว่า กินอาหารแย่กว่า และมีเงินน้อยกว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่ปัจจัยเหล่านี้ก็มีผลเพียง 1 ใน 3 ของความแตกต่างด้านความเสี่ยงเท่านั้น

แล้วเหตุใดคนที่อยู่สถานะต่ำกว่าถึงอายุสั้นกว่าคนสถานะสูง?

งานวิจัยระบุว่ามี 3 สาเหตุหลักด้วยกัน

หนึ่ง คนกลุ่มนี้มี low job control คือไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะทำงานอะไร ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างไร ต้องน้อมรับคำสั่งนายอย่างเดียว

สอง low social support ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา

สาม คือขาดแคลนด้านทุนทรัพย์ ทำให้ไม่มีเงินเก็บ ไม่สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ ไม่มีความมั่นคงด้านที่พักอาศัย

ทั้งสามปัจจัยนี้นำไปสู่ “ความเครียดสั่งสมยาวนาน” (chronic stress) ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันตก ความดันสูง และมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเจ็บป่วยนั่นเอง


แล้วเราจะทำอย่างไรดี?

เมื่อเราไม่สามารถเดินออกจาก status game ได้ แถมถ้าเราอยู่ในสถานะที่ต่ำต้อยก็อาจมีผลต่ออายุขัยอีก เช่นนั้นแล้วเราควรทำตัวอย่างไรดี?

ข่าวดีก็คือ status games นั้นเป็นพหูพจน์ มีให้เลือกเล่นได้หลายเวที

คนที่เป็นนักมวยย่อมเชี่ยวชาญการต่อสู้กว่าผมมาก แต่อาจไม่มีความมั่นใจในการเขียนบทความเท่ากับผม

คนที่รวยเป็นพันล้าน อาจไม่สามารถวิ่ง 10 กิโลเมตรให้จบได้ใน 1 ชั่วโมง

คนที่สวยสง่า อาจไม่มีหัวในการทำธุรกิจ

สิ่งที่จะสื่อก็คือ การที่เราเป็น high status ในวงการหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเราจะเป็น high status ในวงการอื่นๆ เสมอไป

และการที่เรา low status ในวงการนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะ high status ในวงการอื่นไม่ได้

ดังนั้น จงเลือกเล่นเกมที่เราถนัด ที่เราทำแล้วรู้สึกว่าเราไม่ได้น้อยหน้าใคร แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปข่มเหง หรือดูถูกใครเช่นกัน

จริงๆ แล้ว Storr แนะนำให้รู้จักกับ Blessed Triangle หรือสามเหลี่ยมแห่งความสุข ที่จะช่วยให้เราเข้าพวกและสร้างความประทับใจกับคนที่เราพบเจอได้

  1. เป็นคนอบอุ่น (warm) เพื่อแสดงว่าเราไม่ใช่ภัยคุกคามหรือพยายามครอบงำใคร
  2. เป็นคนจริงใจ (sincere) เพื่อสื่อให้เห็นว่าเราเป็นคนซื่อสัตย์
  3. เป็นคนเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (competent) เพื่อสื่อถึงความสำเร็จและเป็นประโยชน์

สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็อยากได้การยอมรับและเคารพนับถือ แต่บางทีเราก็เผลอไปวิ่งตาม status ผิดประเภท จนพาให้เราหลงทางและเสียพลังงานไปโดยเปล่าดาย

อ่าน status game ให้ออก เลือกเล่นเกมที่เราเล่นได้ดี และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องลงไปเล่นเกมที่ขัดกับตัวตนหรือคุณค่าที่เรายึดถือครับ